‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559093

21 ก.ย. 2566

‘ปารีณา’ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ไม่มีที่ไหนในโลก

‘ปารีณา ไกรคุปต์ ไม่เห็นด้วย ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต ถ้านักการเมืองทำผิดให้ดำเนินคดีอาญา-แพ่ง ชี้กฎหมายจริยธรรม ไม่เป็นสากล ไม่มีที่ไหนในโลก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2566 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า ถูกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตสส.พรรคอนาคตใหม่

โดยระบุว่า #จริยธรรม #ช่อถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ด้วยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลฏีกาเป็นผู้กำหนดมาตราฐานจริยธรรม แน่นอนด้วยขนบธรรมเนียม ศาสนา ความคิด หากผู้ใดถูกชี้มูลเรื่องจริยธรรมแล้ว จะไม่มีใครรอดแน่นอน

คำถามคือ ทำไมปารีณาจึงเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินจริยธรรม ทำไมเป็นช่อ หรือว่าปารีณากับช่อ เป็นเพียงตัวสร้างความชอบธรรมให้นำกฏหมายมาใช้เป็นเครื่องมือใช่ไหม?? จริยธรรมมันครอบจักรวาล เอาไปล่อใครก็ได้ สำคัญสุด

จริยธรรมนี้อาจถูกนำไปใช้กับ #ธนาธรพ่อหนุ่มทรงพลัง ผู้มีความสามารถขับเคลื่อนความคิดของเยาวชนเกือบ..ทั้ง..ประ..เทศ นี่ขนาดอยู่เบื้องหลังนะ จะให้ออกมายืนไม่ได้. ต้องเก็บกดปิดกั้นไว้… น่ากลัว

โดยส่วนตัว ถึงจะหนำใจแต่..ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิ์ช่อครั้งนี้ เพราะกฏหมายจริยธรรมไม่เป็นสากล. ไม่มีที่ไหนในโลกเขาไปแจ้งดำเนินคดีจริยธรรมกัน เพราะถ้านักการเมืองทำผิด ก็ว่ากันไปเรื่องอาญา เรื่องแพ่ง

เทียบเคียงหากช่อผิดกฏหมายจริงก็ควรเอาไปปรับ หรือเอาไปติดคุก ไม่ใช่มาตัดสิทธิ์ด้วยจริยธรรม เฉกเช่นสหรัฐอเมริกา ที่มีกฏหมายคุ้มครองผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่ทำให้พวกชอบโพสต์ หรือพูดจาละเมิดติดคุกมาแล้ว

‘ติ่ง มัลลิกา’ ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก ‘พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559092

21 ก.ย. 2566

'ติ่ง มัลลิกา' ประกาศ เว้นวรรคทางการเมือง ลาออก 'พรรคประชาธิปัตย์'

‘ติ่ง มัลลิกา’ ให้เหตุผลสำคัญ ประกาศลาออกจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ และ เว้นวรรคทางการเมือง แต่เจอกันได้ทาง TikTok เหมือนเดิม

เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ช่วงการจัดรายการไลฟ์ใน tiktok ช่องทางของ Account ชื่อว่า mallikaboon ในตอนหนึ่ง ติ่ง มัลลิกา หรือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเว้นวรรคทางการเมือง โดยให้เหตุผลในการไปใช้ชีวิตส่วนตัว 

                ติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออกติ่ง มัลลิกา ไลฟ์ลาออก

และยังได้กล่าวถึงกลุ่มคนดูที่เชียร์พรรคก้าวไกล “ด้อมส้ม” ของดดรามา และจะมาด่ามัลลิกา ฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะตนลาออกแล้ว หากจะด่าให้ตามไปด่าที่เพจพรรคประชาธิปัตย์แทน

“ติ่ง มัลลิกา” กล่าวว่า กำลังให้คนเอาหนังสือลาออก ไปยื่นที่สำนักงานพรรค และเหตุผลคืออยากเว้นวรรคทางการเมือง และไปใช้ชีวิตส่วนตัว นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่ประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน http://www.mallikafoundation.net ที่ทำประโยชน์ต่อสาธารณะในภาคประชาชน ที่จะต้องขับเคลื่อนองค์กร และวางแผนงานกิจกรรมประจำปีโดยอิสระ ซึ่งเวลาขณะนี้ตกผลึกทางความคิดแล้ว และต้องการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวให้มากที่สุด

                  ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูลติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม “ติ่ง มัลลิกา” ระบุว่า ยังคงพื้นที่สาธารณะไว้เพียงช่องทางสื่อสารใน Account แพลตฟอร์ม TikTok ในชื่อว่า mallikaboon ซึ่งจัดเป็นรูปแบบรายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ประจำทุกค่ำคืน และมีผู้ติดตาม 1.18 แสนคน และ 1.5 ล้านวิวในโปรไฟล์ โดยนางมัลลิกามีจัดรายการ ถ่ายทอดสดเกือบทุกคืน หลังเวลา 20.00 น. ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดรายการตามความถนัดและมีผู้ติดตามประจำจำนวนมาก

ทั้งนี้ “ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล” ก่อนเข้าสู่วงการ การเมือง เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ต่อมาได้ลาออก และลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อปี 2548 สังกัดพรรคมหาชน ก่อนลงสมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร สส. ในเขตพื้นที่ จ.พะเยา บ้านเกิด แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

ติ่ง มัลลิกาติ่ง มัลลิกา

ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) จนเมื่อปี 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ขอลาออกจาก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ ติ่ง มัลลิกา ได้เป็น สส.แทน ไชยยศ และได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

‘ก้าวไกล’ ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป ‘องค์กรอิสระ’ อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559086

21 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล' ออกโรง เรียกร้องปฏิรูป 'องค์กรอิสระ' อีกครั้ง

ตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ พรรค’ก้าวไกล’ ออกแถลงการเรียกร้อง ‘ปฏิรูปองค์กรอิสระ’ อีกระลอก และตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

กรณีศาลฎีกา ตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ ตลอดชีวิต ทำให้พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ผ่าน เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคก้าวไกลหวังว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการปฏิรูปอำนาจและที่มาขององค์กรอิสระเป็นวาระที่ขาดหายไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องรวมถึง

  1. การวางขอบเขตอำนาจให้สมเหตุสมผลและไม่เปิดช่องให้ถูกใช้ในการขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน
  2. การปรับกระบวนการสรรหา-รับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชนและไม่ถูกผูกขาดไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง
  3. การสร้างกลไกในการตรวจสอบและกลไกรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระ
     

ไม่ว่าอาวุธเรื่อง มาตรฐานจริยธรรม ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 จะถูกใช้กับนักการเมืองคนใดหรือจากพรรคการเมืองใด และไม่ว่าพฤติกรรมของนักการเมืองคนนั้น จะเป็นสิ่งที่ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ทันทีที่สังคมไทยยอมรับให้การใช้อาวุธนี้กลายเป็นเรื่องปกติ

นั่นเท่ากับเรายอมรับให้มีการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างไม่ชอบธรรม จนสุดท้าย มาตรฐานจริยธรรม อันเลื่อนลอย-ไร้มาตรฐานนี้ เป็นอาวุธหวนกลับมาบ่อนทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

รายละเอียดเนื้อหาสาระของคำพิพากษาต่อกรณีนี้ มีหลายส่วนถูกตั้งคำถามโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตเรื่องห้วงเวลาของการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งทางการเมือง คำถามเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

หรือการที่การกระทำเดียวกันของช่อ พรรณิการ์ เคยถูกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง ยิ่งสะท้อนให้เห็น ความผิดปกติ ของการพิจารณาที่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่า ได้ให้ความเป็นธรรมแก่คุณพรรณิการ์อย่างเพียงพอหรือไม่

ในภาพใหญ่ เหตุการณ์ของคุณพรรณิการ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ขยายอำนาจขององค์กรอิสระซึ่งมีที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน แต่เปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

โดยเฉพาะการทำลายอนาคตทางการเมืองของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผ่านกลไกไม้บรรทัดที่ชื่อ มาตรฐานจริยธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 4 กรณี ที่เป็นที่รับรู้วงกว้าง คือ

ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี (พิพากษาเมื่อ 7 เมษายน 2565) อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร (พิพากษาเมื่อ 6 มกราคม 2566) กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ (พิพากษาเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2566) และ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.กรุงเทพฯ (พิพากษาเมื่อ 3 สิงหาคม 2566)

มาตรฐานจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดร่วมกันโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่ถูกบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 235 กำหนดให้ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง และเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกลไกนี้มีหลักการที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตยสากล

ตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอกตัดสิทธิ์ ช่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคก้าวไกลเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระ อีกระลอก

เพราะนอกจากเป็นการวางกลไกที่ ผิดฝาผิดตัว ในการให้อำนาจองค์กรหนึ่งมากำหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือพิพาษาเรื่องจริยธรรมขององค์กรอื่น แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจในการ ประหารชีวิต นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยข้ออ้างเรื่อง จริยธรรม ที่สามารถถูกเขียนไว้อย่างกว้างและสามารถถูกตีความได้ตามดุลพินิจของตนเอง

‘ปิยบุตร’ ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ ‘ช่อพรรณิการ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559078

21 ก.ย. 2566

'ปิยบุตร' ตัดพ้อก้าวไกล ไร้น้ำใจ กับ 'ช่อพรรณิการ์'

เตรียมแถลงวิจารณ์การตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อพรรณิการ์’ ‘ปิยบุตร’ มองว่าพรรคก้าวไกล ไม่แสดงท่าทีใดๆอย่างเป็นทางการ

ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า แสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ กรณีศาลฎีกาตัดสิทธิการเมือง ช่อพรรณิการ์ แต่กลับไม่มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการออกมาจากพรรคก้าวไกลว่า

ทำให้รู้สึกได้ว่าพรรคก้าวไกล ไร้น้ำใจกับ ช่อ มากเกินไป แม้จะมี สส.บางคนคนแสดงความไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ไม่มีการแถลงหรือวิจารณ์ใดๆออกจากพรรคก้าวไกลแม้แต่น้อย

แม้ช่อพรรณิการ์จะไม่ใช่สมาชิกพรรคก้าวไกล แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการแสดงความเห็นของพรรคการเมืองยังไม่นับว่าช่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคก้าวไกลด้วย ในขณะที่ ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และผู้สนับสนุนพรรคอื่น ยังแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง แต่พรรคก้าวไกลกลับ เงียบกริบ

เมื่อไม่มีการแสดงท่าทีจากพรรคก้าวไกล ก็เตรียมแถลงวิจารณ์คดีนี้เอง โดยระบุว่าการวิจารณ์คดีนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการปกป้องช่อพรรณิการ์ แต่เป็นการวิจารณ์ความผิดปกติของระบบรัฐธรรมนูญ และถ้าพรรคก้าวไกลมีความมุ่งมั่นในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ การออกแบบสถาบันการเมือง ก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้

ปิยบุตรบอกอีกว่าส่วนตัววิจารณ์เรื่องการตัดสิทธิการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยคุณปารีณาโดนตัดสิทธิ์ วันนี้ได้เห็นน้ำใจของปารีณา แสดงความไม่เห็นด้วย ก็น่ายินดีอย่างยิ่ง

‘กรมราชทัณฑ์’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559061

20 ก.ย. 2566

'กรมราชทัณฑ์' แจง 'ทักษิณ' ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ

‘กรมราชทัณฑ์’ เผยได้รับหนังสือจาก ‘เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ’ แจง ‘ทักษิณ’ ยังจำเป็นรักษาตัวต่อนอกเรือนจำ หลังครบ 30 วันพรุ่งนี้

กรมราชทัณฑ์ชี้แจงประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ในความควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับตัวไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และต่อมามีอาการป่วยฉุกเฉินต้องส่งตัวออกรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลตำรวจในคืนดังกล่าว โดยจะครบระยะเวลา 30 วัน ที่ส่งตัวออกไปรักษาพยาบาลภายนอก ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2566)

กรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 กำหนดไว้ว่า กรณีผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดีพร้อมความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมราชทัณฑ์ได้รับหนังสือจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รายงานความเห็นแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ระบุเหตุผลความจำเป็น ฃของนายทักษิณ ที่ต้องรักษาเกิน 30 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะได้เข้ารับการผ่าตัด และยังคงต้องรักษาตัวอยู่ต่อ ณ โรงพยาบาลตำรวจ 

ทั้งนี้ในห้วงระยะเวลาปี งบประมาณ พ.ศ.2566 กรมราชทัณฑ์มีสถิติผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่าสามสิบวัน จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศกว่า 140 ราย และในเดือนนี้มีสถิติ จำนวน 14 ราย ที่เสนอมายังกรมราชทัณฑ์ (รวมกรณีนายทักษิณฯ) และกรมราชทัณฑ์ได้เห็นชอบตามความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษาเสนอมา โดยที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามความเห็นแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วย และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ ส่วนรายละเอียดของผู้ป่วยทุกราย ตามกฎหมายไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยให้ทราบได้ 

‘เจี๊ยบ อมรัตน์ ‘ แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559058

20 ก.ย. 2566

'เจี๊ยบ อมรัตน์ ' แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ  -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

รับสภาพ ที่ไม่อดทน อดกลั้นเพียงพอ จากการเปิดศึกล่า คนบนโลกออกไลน์ ที่เผยแพร่ข้อมูลสร้างความเสียหาย ลงเอย “เจี๊ยบ อมรัตน์ ” อมรัตน์ โชคปมิตรกุล โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงเจตนารมณ์ผ่านไปยัง เลขาธิการพรรคก้าวไกล ขอให้พรรคตัดสิทธิการรับตำแหน่ง

นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ในฐานะที่ปรึกษานายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์   Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล  แสดงจุดยืนของเจ้าตัวว่า  ได้แสดงความประสงค์  ผ่านไปยัง นายชัยธวัช  ตุลาธน  เลขาธิการพรรคก้าวไกล   ด้วยการขอให้พรรคตัดสิทธิการเสนอชื่อ เข้าดำรงตำแหน่งใดในพรรค  ถือเป็นการ แสดงออก  ขอโทษไปถึงทุกฝ่าย ต้องสิ่งที่ได้กระทำลงไป  น้อมรับทุกคำวิจารณ์ เป็นบทเรียนในการปฏิบัติตน 

นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล  ” เจี๊ยบ อมรัตน์”  กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล  ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จ.นครปฐม  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์บอกเล่า ถึงการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง  หลังจากมีผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ข้อความพาดพิงในหลายเรื่อง ๆ  โดยนางอมรัตน์ ซึ่งแกะรอย จนเชื่อมั่นว่าผู้ที่กล่าวหาตน มีหลักแหล่งอยู่ที่ใด จึงได้เข้าไปหาและเจรจากับทางผู้บริหาร  หรือ  นายจ้างที่ผู้ก่อเหตุทำงานให้ ในฐานะพนักงาน  ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบจริยธรรมของนางอมรัตน์   อ้างถึงการข่มขู่ คุกคาม ที่ตามไปถึงที่ทำงานหรือ ที่พักอาศัย 

นางอมรัตน์   ระบุว่าการติดตามหาบุคคลดังกล่าว ไม่ใช่การคุกคาม เพราะดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ การโพสต์ข้อความดังกล่าวบนโลกออนไลน์ บ่งชี้ถึงการติดตามผู้ที่ก่อเหตุ  เพราะเชื่อว่า จะต้องใช้มาตรการทางสังคมกับบุคลที่ไม่มีตัวตน   อย่างไรก็ตามกรณีของนางอมรัตน์ ก็เป็นคำถามอีกด้าน ถึงการทำผิด  พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   ซึ่งต่อมานางอมรัตน์  แสดงท่าทีพร้อมที่จะรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น นับจากนี้  อันมีที่มาจากการอดทน อดกลั้น ไม่เพียงพอ  

'เจี๊ยบ อมรัตน์ ' แจ้งเลขาฯ ก้าวไกล ให้ตัดสิทธิเสนอชื่อ  -รับผิดปะทะคนบนเฟซ

‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ ตกลงกันไ่ม่ได้ ‘จับฉลาก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559054

20 ก.ย. 2566

‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ ตกลงกันไ่ม่ได้ 'จับฉลาก'

พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ‘รองประธานสภาฯ’ ย้ำเดตไลน์ ‘แบ่ง กมธ.’ พรุ่งนี้ (21 ก.ย.) หากพรรคการเมือง ตกลงกันไม่ได้จะต้องจับฉลาก ขู่ สส.ระยอง ก้าวไกล ต้องมารายงานตัวให้ทัน ไม่เช่นนั้นยึดโควตาเดิม

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร  เปิดเผย ถึงการแบ่งสรรโควตาประธานกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธาน กมธ. ว่า จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ว่า ตนเอง ได้เตรียมกล่องไว้ 2 ใบ ใบหนึ่งใส่ไข่ 8 ใบ ตามสัดส่วนพรรคการเมือง และ 35 ใบตามชุดกรรมาธิการฯ ซึ่งสุดท้าย หากพรรคการเมือง ไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะต้องจับฉลาก

โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน เข้าไปติดตามการจับสลากได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎร มีเวลาอีก 1 เดือนก่อนหมดสมัยประชุม และลงพื้นที่ ดังนั้น ในวันที่ 28 กันยายนนี้ กรรมาธิการฯ แต่ละคณะควรจะประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ และตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เพื่อสามารถในช่วงสมัยปิดประชุม กรรมาธิการฯ สามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้

ส่วนกรณีที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง ที่พรรคก้าวไกล ได้สัดส่วนกรรมาธิการเพิ่มอีก 1 คณะนั้น นายพิเชษฐ์ ระบุว่า เมื่อ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว สส.จะต้องมารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนแบ่งโควตาประธานกรรมาธิการ แต่หากไม่สามารถยื่นรายงานตัวได้ทัน ก็จะยึดสัดส่วนเดิม ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับ สส.พรรคก้าวไกลว่า จะสามารถมารายงานตัวได้ทันหรือไม่

รองประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมือง เตรียมสลับกรรมาธิการกันว่า การใช้กล่องจับสลากกรรมาธิการนั้น ถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว ส่วนพรรคการเมืองจะพอใจหรือไม่ หรือจะไปแลกเปลี่ยนกันภายหลัง ก็ถือเป็นเรื่องของแต่ละพรรคการเมือง

รู้จักตัวตน ‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ จาก ลูกสาวกำนัน สู่ ตัวตึง ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559050

20 ก.ย. 2566

รู้จักตัวตน 'เจี๊ยบ อมรัตน์' จาก ลูกสาวกำนัน สู่ ตัวตึง ก้าวไกล

พาไปรู้จักตัวตนของ ‘เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล’ ตัวตึง ก้าวไกล จาก มรดกพ่อ ลูกสาวกำนัน ผู้สร้าง มีม บทใหม่ ในสภา

ด้วยสีสันการแต่งกาย ที่จัดจ้าน พร้อมดอกไม้ทัดหู กลายเป็นภาพจำของ “เจี๊ยบ อมรัตน์” หรือ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล และที่ปรึกษารองประธานสภาฯ คนที่ 1 แต่ความจัดจ้านนั้น ก็ไม่ได้แสดงออกมาเพียงการแต่งตัวเท่านั้น แต่ยังผ่านคาแรกเตอร์ ที่ทั้งเป็น “ตัวฟาด” “ตัวตึง” และล่าสุด กับการสร้าง Toxic บนโลกโซเชียล หลังโผล่ไปหา “ปีใหม่” ผู้สนับสนุนเพื่อไทย ถึงที่ทำงาน คมชัดลึก พาไปรู้จักตัวตนของ “เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ที่เรียกได้ว่า เป็น ตัวตึงของพรรคก้าวไกล

เจี๊ยบ อมรัตน์

ลูกสาวกำนัน

“เจี๊ยบ อมรัตน์” ปัจจุบัน อายุ 59 ปี เป็นลูกสาวของ กำนันสมพันธ์ หรือ กำนันหัวโต กับ ยุพรัตน์ โชคปมิตต์กุล มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน เธอเป็นพี่คนโต จบชั้นประถม จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยหลักสูตรก้าวหน้า นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเป็นคนคิดนอกกรอบ ก่อนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเตรียมอุดม และศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (บัญชีบัณฑิต)

ด้วยความเป็นลูกสาวกำนัน เธอจึงโตมาแบบมีชีวิตที่โลดโผน เพราะพ่อทำธุรกิจรถเมล์ เคยเป็นนายกสมาคมรถร่วม บขส. 2 สมัย และมีความชื่นชอบทางการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เพราะตั้งแต่อายุ 10-11 ขวบ พ่อพาไปดูสถานที่ใน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519

เจี๊ยบ อมรัตน์เจี๊ยบ อมรัตน์

“เจี๊ยบ อมรัตน์” เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มตัว เมื่อครั้งรัฐประหาร 2557 มีเตนท์ “แดงนครปฐม” เป็นของตัวเองในการชุมนุมที่ ถ.อักษะ เริ่มทำกิจกรรมทวงคืนสัญญาเลือกตั้ง คัดค้านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ รวมถึงงานจุดเทียนในนครปฐม จนโดนคดี ม.44 ไป 2 คดี

จนเมื่อปี 2561 เริ่มเข้าสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ตามคำเชื้อเชิญของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เพราะแนวทางของพรรค ตรงใจเธอ แต่เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 ก็ได้ย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563

เจี๊ยบ อมรัตน์ มอบกระจกให้ พล.อ.ประยุทธ์เจี๊ยบ อมรัตน์ มอบกระจกให้ พล.อ.ประยุทธ์

“เจี๊ยบ อมรัตน์” นับเป็นตัวตึงในสภาผู้แทนราษฎร ที่กล่าวได้ว่า มีภาพเป็น “คู่ปรับ” คนหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยลีลาการอภิปรายที่ฟาดฟัน โดยเฉพาะที่กลายเป็น “มีม” คือการมอบกระจก ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่จากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ส่องมอง สะท้อนตัวเอง หลังจากที่ลุกขึ้นอภิปรายถึงการทุจริตในกองทัพ และเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เธอกลายมาเป็นกองหน้าตอบโต้เก่งแบบนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการเถียงคุณพ่อ

แต่ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 “เจี๊ยบ อมรัตน์” ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและเขต โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าไม่ชอบงานการเมือง แต่เธอก็ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง ติดตาม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปตลอดเช่นกัน โดยจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน พบว่า เธอมีทรัพย์สินรวม 71 ล้านบาท เป็นบ้าน 8 หลัง รถ 3 คัน หนี้สินมีเฉพาะสามี แค่เกือบ 3 ล้านเท่านั้นเอง

เจี๊ยบ อมรัตน์-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์เจี๊ยบ อมรัตน์-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

และล่าสุด ที่เธอได้สร้างตำนานบทใหม่ ของความเป็น “ตัวตึง” เธอได้บุกไปหา น.ส.ปีใหม่ กองเชียร์ และแฟนคลับของเพื่อไทย ถึงที่ทำงาน ทำให้เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ เป็นอย่างมากในสังคม ซึ่งเธอก็ได้ออกมาขอโทษ ที่ทำให้คนในสังคม และในโลกโซเชียล เกิด Toxic หรือการเป็นพิษ และพร้อมน้อมรับผลที่จะตามมาในทางกฏหมาย รวมทั้งการปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาฯคนที่ 1 ด้วย

อนาคตการเมืองดับ ‘ช่อพรรณิการ์’ เหลือเพียงสิทธิไปเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559046

20 ก.ย. 2566

อนาคตการเมืองดับ 'ช่อพรรณิการ์' เหลือเพียงสิทธิไปเลือกตั้ง

ศาลฎีกา สั่งห้าม ‘ช่อพรรณิการ์’ สมัคร สส. และดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดไป เหลือไว้เพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ศาลฎีกา ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ช่อพรรณการ์ วาณิช รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แต่ไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีใช้สื่อสังคมออนไลน์มีภาพถ่ายหรือข้อความพาดพิงหรือแสดงออกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางที่ไม่เหมาะสมหรือมิบังควร

ช่อ พรรณิการ์ วาณิช คณะก้าวหน้าช่อ พรรณิการ์ วาณิช คณะก้าวหน้า

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดี ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง   ช่อพรรณิการ์ วานิช ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านโพสต์ภาพถ่าย

และในลักษณะเป็นการกระทำอันมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี “Pannika Chor Wanich” ของผู้คัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวยังคงปรากฎอยู่ในบัญชีการใช้งานเฟซบุ๊กของผู้คัดค้าน
ในลักษณะเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูได้อย่างต่อเนื่อง

โดยผู้คัดค้านมิได้กระทำการใด ๆ หรือลบภาพ
และข้อความดังกล่าวออกจากบัญชีเฟซบุ๊กของผู้คัดค้าน เป็นการแสดงออกถึงการไม่เคารพและเทิดทูนต่อสถาบัน
พระมหากษัตริย์ อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข และเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

ขอให้พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี

ศาลพิจารณาเห็นว่า ผู้คัดค้านยังคงปล่อยให้ภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวปรากฎอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์บัญชีการใช้งาน
เฟซบุ๊กของผู้คัดค้านในลักษณะเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถข้าถึงได้

พฤติการณ์ของผู้คัดค้านเป็นการแสดงออกถึงการไม่เคารพ และเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยการที่ผู้คัดค้านไม่ลบหรือนำภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวทั้งหมดออกจากระบบคอมพิวเตอร์ทั้งที่สามารถกระทำได้เพื่อไม่ให้ปรากฎอยู่และเพื่อไม่ให้บุคคลใดสามารถเข้าถึงภาพถ่ายและข้อความทั้งหกกรณีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย


การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย มาตรา 234ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87

และมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 6 ประกอบ ข้อ 29 วรรคหนึ่ง  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234 วรรคสามและวรรคสี่ แต่ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ 

ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย มาตรา 235วรรคสามและวรรคสี่  แต่ยังไม่เห็นสมควรเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน.

เอกสารข่าว ศาลฎีกาเอกสารข่าว ศาลฎีกา

เอกสารข่าว ศาลฎีกาเอกสารข่าว ศาลฎีกา

‘เจ๊เจี๊ยบ’ ขอโทษสร้าง TOXIC บอกเหลืออดถูกตัดต่อภาพ เมินหากโดนปลดที่ปรึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559034

20 ก.ย. 2566

'เจ๊เจี๊ยบ' ขอโทษสร้าง TOXIC  บอกเหลืออดถูกตัดต่อภาพ เมินหากโดนปลดที่ปรึกษา

“เจ๊เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปรมิตรกุล กก.บริหาร พรรคก้าวไกล ขอโทษที่สร้าง TOXIC บนโลกโซเชียล บอกเหลืออดโดนเกรียนคีย์บอร์ดตัดต่อทำคนเข้าใจผิด น้อมรับทุกคำวิจารณ์ เมินหาก “หมออ๋อง” จะปลดพ้นตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาฯ

20 ก.ย. 2566 นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ในฐานะที่ปรึกษานายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร  แจงกรณีที่ตนเองเขียนข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กหนึ่งที่ไม่ทราบตัวตนที่ชัดเจน เขียนข้อความกล่าวหาตนเอง แต่ไม่มีใครสามารถเอาผิดได้ จนมีการบุกไปถึงสถานที่ทำงาน และบ้านพักส่วนตัว

นางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลนางอมรัตน์ โชคปมิตรกุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล

ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบจริยธรรมของนางอมรัตน์ว่า ตนเองต้องขออภัยที่ทำให้สังคมในโลกออนไลน์เป็นพิษ และพร้อมยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทั้งทางสังคม และกฎหมาย แต่ยืนยันว่า ตนเอง จะดำเนินการตามกฎหมายด้วยเช่นกัน เนื่องจาก เหลือทนกับการถูกกระทำต่อเนื่องยาวนานในการใช้พื้นที่ในโลกออนไลน์สร้างข่าวปลอม โจมตี ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น เป็นระยะเวลามากว่า 2-3 ปี รวมถึงการนำรูปตนเองไปตัดต่อใส่บนใบหน้าของ “กำนันนก” จนทำให้ถูกตีความมีความเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพล

ตนเองทนไม่ไหว จึงต้องปกป้องตนเอง และทราบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นใคร จึงได้ติดต่อไปยังสถานประกอบการที่บุคคลรายนี้ทำงานอยู่ และสอบถามผู้จัดการทรัพยากรฝ่ายบุคคล พร้อมส่งพยานหลักฐานให้ ประกอบกับ ระหว่างเดินทางกลับบ้านของตนเองนั้น ก็เป็นทางผ่านของบริษัทดังกล่าว จึงได้เข้าไปพูดคุยกับผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และกรรมการบริหารของบริษัท 

ซึ่งผู้บริหารองค์กร ยอมรับว่า บุคคลดังกล่าว เป็นพนักงานของบริษัทนี้จริง แต่พนักงานได้อ้างสิทธิการใช้พื้นที่ส่วนตัวในการสื่อสาร ผู้บริหารจึงตักเตือนว่า แม้จะเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่มีการสร้างข่าวปลอมก็ไม่สมควรทำ จึงได้ออกหนังสือตักเตือน พร้อมให้พนักงานลงนามรับทราบ และติดทัณฑ์บน 1 ปี หรือสุดท้ายหากบริษัทจะพิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ผิด ตนเองก็ไม่ได้ค้างคาใจ 

เจ๊เจี๊ยบ อมรัตน์ โพสต์ขอโทษที่สร้าง TOXIC บนโลกโเซเชียล เจ๊เจี๊ยบ อมรัตน์ โพสต์ขอโทษที่สร้าง TOXIC บนโลกโเซเชียล

นางอมรัตน์ ยังมั่นใจว่า การติดตามหาบุคคลดังกล่าว ไม่ใช่การคุกคาม เพราะดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ถูกต้อง และเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะจบลงเท่านั้น พร้อมชี้แจงสาเหตุการโพสต์ข้อความดังกล่าวบนโลกออนไลน์ เพราะเชื่อว่า จะต้องใช้มาตรการทางสังคมกับบุคลที่ไม่มีตัวตน และสร้างสิ่งมีผลกระทบต่อสังคม จนถูกขยายผลสร้างความเสียหายต่อ ซึ่งหากเป็นคนอื่น คงไม่สามารถฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่หากหลังจากนี้ ตนเองจะถูกดำเนินคดีโดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก็พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการตามกฎหมาย 

ส่วนกรณีดังกล่าว อาจกระทบต่อนายปดิพัทธ์ ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นคณะทำงานของนายปดิพัทธ์หรือไม่นั้น นางอมรัตน์ ยอมรับว่า ไม่เป็นไร ซึ่งหากจะกระทบใดๆ ตนเองก็พร้อมน้อมรับการพิจารณาของนายปดิพัทธ์ กับมาตรการตอบโต้ปกป้องของตนเอง ที่ทำไปอย่างมีสติ และมั่นใจว่าคุ้มค่า แต่ยืนยันพร้อมยอมรับ เพราะไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็สามารถทำงานได้