เหตุผล ‘ก้าวไกล’ ต้องรักษา ‘รองปธ.สภา-ผู้นำฝ่ายค้าน’ ขอแค่ 1 ใน 3 ปากเสียง ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558960

19 ก.ย. 2566

เหตุผล 'ก้าวไกล' ต้องรักษา 'รองปธ.สภา-ผู้นำฝ่ายค้าน' ขอแค่ 1 ใน 3 ปากเสียง ปชช.

‘ศิธา’ มอง ‘ก้าวไกล’ ต้องรักษาทั้ง ‘รองปธ.สภา-ผู้นำฝ่ายค้าน’ ถ่วงดุลอำนาจในสภา ขอแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ย้อนกลับ ‘เพื่อไทย’ มองการละคร สุดท้ายใครได้ปย.

น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยถึงการหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลว่า ให้เขาเลือกกันในพรรค เพื่อที่จะได้ตัวแทนที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูด สิ่งที่พรรคก้าวไกลมีอยู่ตอนนี้คือ เป็นพรรคที่ไม่ร่วมรัฐบาลมีจำนวน สส. มากที่สุด สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้

โดยตำแหน่งดังกล่าวควรที่จะเป็นคนที่ประชาชนสามารถให้ความคาดหวังและเป็นที่พึ่งได้ เพราะระบบรัฐสภาไม่ได้เป็นระบบที่ต้องเอื้อกับรัฐบาลอย่างเดียวต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลด้วย ควรจะมีคนที่น่าเชื่อถือได้ และพรรคก้าวไกลก็มีบุคลากรที่เหมาะสมกับประกอบกับตัวพรรคของเขาด้วยอยู่ แล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะดำรงไว้

ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในภาวะการเมือง ปัจจุบันผมยืนยันว่า รองประธานสภาฯมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ประธาน 1 คน และรอง 2 คน ก็จะสลับกันทำหน้าที่กันเป็นประธานในที่ประชุม คิดง่ายๆว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% ของการประชุมสภาทั้งหมด จะต้องมาลงที่รองประธานสภาคนที่ 1 อยู่แล้ว ที่ตอนนี้คือนายปดิพัทธ์ สันติภาดา

ที่ผ่านมาเราเคยได้ยินเผด็จการรัฐสภา พวกมากลากไป ประธานปิดประชุม หรืออะไรต่างๆ พอถึงเวลามีนโยบายเขาต้องทำแบบนั้น ทุกๆ 1 ใน 3 เราจะสามารถตอบโต้ การกระทำแบบนั้นได้ ซึ่งตนคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม ใจก็อยากให้เขารักษาไว้ทั้งสองอย่าง หากคืนไปรองประธานสภาก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว

ในภาวะปัจจุบันตนคิดว่า รองประธานสภาที่อยู่ในฝ่ายค้าน 1 คน ก็น่าจะทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลบาลานซ์ ไม่เป็นเผด็จการรัฐสภามากเกินไป ไม่เป็นเสียงข้างมากไป

น.ต.ศิธา ยอมรับว่า สิ่งที่ตนพูดกลไกการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ดูงงทั้งเรื่องการวางตัวบุคคลกับงานต่างๆ มองไม่เห็นเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนตรงไหน แต่พอเอาไปดูสมการการเมืองเพราะเอาคนนี้ไปนั่งตรงนี้แล้วจบเรื่องเงียบสามารถเคลียร์กันได้ มันเป็นการแก้ปัญหาให้กับการเมืองมากกว่า

เมื่อถามว่าถ้าพรรคก้าวไกลขับนายปดิพัทธ์ออกถึงเป็นการกระทำโดยชอบธรรมหรือไม่ น.ต.ศิธา กล่าวว่า 

ถ้าเราเห็นจะมีการขับออก-รับเข้าของพรรคอื่น มีอยู่เยอะ และคนพยายามเปรียยบเทียบว่า นี่หรือตรงไปตรงมา แต่ถ้าเราดูการเมืองปัจจุบัน อย่างที่นายวิโรจน์ เคยพูดว่า “แรงสู้กับคนหน้าด้าน” จริงๆคือไม่ใช่การหน้าด้านไม่หน้าด้าน แต่เป็นสิ่งที่เขาโดนกระทำ ถ้าถามว่าทำเพื่อตัวเองหรือไม่ ก็เพื่อเป็นการตรวจสอบ และประชาชนก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

แต่สิ่งที่พรรคก้าวไกลควรจะได้ไปไกลอีกเยอะ ตอนนี้ถอยมา คือ รองประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้าน น้อยกว่าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

เมื่อถามว่าสุดท้ายจะได้ตำแหน่งรองประธานสภาหรือไม่ น.ต.ศิธา บอกว่า แล้วแต่พรรคเขา แต่ถ้าบอกว่า ขับออก แล้วมีคนมาบอกว่า เกิดรู้สึกไม่ดี แล้วไม่เอา ถ้าตามความรู้สึกของเราก็เสียดาย กลายเป็นว่า 100% ของรองประธานสภา ก็จะไปเป็นฟากฝั่งของรัฐบาลก็จะไปจับมือกับคณะรัฐบาลเดิม ขอสัก 1 ใน 3 เพื่อถ่วงดุลจะดี

หากบอกนายปดิพัทธ์ ว่า พรรคก้าวไกลอยากได้ผู้นำฝ่ายค้าน แต่มีรองประธานสภา จึงขอให้ออก ก็เป็นเอกสิทธิ์ของเขา เพราะสภาก็เลือกเขามาและมีการโปรดเกล้าฯด้วย ถ้าเขาบอกไม่ลาออก แล้วขัดมติพรรคก็ขับออก

เมื่อถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยมองเป็นการละคร น.ต.ศิธา กล่าวว่า สุดท้ายแล้วจะพูดยังไงก็แล้วแต่ กลับมาก็รองประธานคืนไปคนนึง แล้วเขาจะให้พรรคฝ่ายค้านเป็นหรือไม่ หรือพรรคอื่น คนที่จะได้ก็คือเพื่อไทยซึ่งให้ดูคำพูดว่าใครจะมีผลได้ 

ตนมองว่า ผู้นำฝ่ายค้านก็เป็นสิทธิ์ของพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพรรคที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและในส่วนของรองประธานสภา ซึ่งก็อยู่ในที่ของฝ่ายค้านอยู่แล้วถ้าเกิดยังยึดไม่ได้ ก็จะมี 1 ใน 3 ของการประชุมสภาที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน เพราะรัฐบาลนี้ตั้งแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่ทันเข้าไปทำงานแม้แต่วันเดียว ก็มีประเด็นที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน ฉะนั้นขอ 1 ใน 3 ที่จะดึงให้เกิดความเป็นธรรมไม่สามารถไปครอบคลุม อะไรก็ได้แค่เกิดให้ความเป็นธรรมเฉยๆ

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยบอกไม่สง่างามคนหนึ่งนั่งรองประธานสภา คนหนึ่งนั่งผู้นำฝ่ายค้าน น.ต.มองว่า “ไอ้ที่ไม่สง่างาม เป็นตำแหน่งใหญ่กว่านี้ตั้งเยอะ และเป็นตำแหน่งที่สำคัญกว่านี้ตั้งเยอะ ยิ่งโคตรไม่สง่างาม”

ช่วงท้ายผู้สื่อข่าว สอบถามว่า น.ต.ศิธา เป็นนายแบกเพื่อไทยหรือไม่ น.ต.ศิธา กล่าวว่า ตนพูดไปตามหลักการ ถ้าผิดหลักการแล้วตอบโต้แทนเรียกว่าแบก ตนลูก 4 คนแล้ว ไม่ได้แบกแล้ว

‘ชลน่าน’ ลงนามแต่งตั้ง ‘หมอก้อย’ ภรรยา เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558956

19 ก.ย. 2566

‘ชลน่าน’ ลงนามแต่งตั้ง ‘หมอก้อย’ ภรรยา เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เซ็นแต่งตั้ง ‘หมอก้อย’ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ ภรรยา เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

วันที่ 19 กันยายน 2566 มีรายงานว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ลงนามแต่งตั้ง ‘หมอก้อย’ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งน.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ หรือหมอก้อยก็คือภรรยาของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

‘ชลน่าน’ ลงนามแต่งตั้ง ‘หมอก้อย’ ภรรยา เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

โดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามในหนังสือคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ลงวันที่ 14 ก.ย. 2566 คือ คำสั่งที่ 1290/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เพื่อให้การบริหารราชการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ด้านสุขภาพอนามัย จึงแต่งตั้งน.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

นพ.ชลน่าน ศรีแก้วนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

อีกฉบับคือคำสั่งที่ 1291/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้ง นายมงคล สมคำ เป็นคณะทำงาน รมว.สธ. โดยทั้งสองฉบับมีผลตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

นพ.ชลน่าน และ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.นพ.ชลน่าน และ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.

‘โย พงศธร’ กกต.รับรอง ‘สส.ก้าวไกล’ ระยอง เขต 3 แล้ว-20 ก.ย.รับหนังสือรับรองได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558948

19 ก.ย. 2566

'โย พงศธร' กกต.รับรอง ‘สส.ก้าวไกล’ ระยอง เขต 3 แล้ว-20 ก.ย.รับหนังสือรับรองได้

‘โย พงศธร ศรเพชรนรินทร์’ กกต.รับรอง สส.ก้าวไกล ระยอง เขต 3 เรียบร้อยแล้ว สามารถรับหนังสือรับรอง สส. ได้ตั้งแต่ 20 ก.ย. เป็นต้นไป

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้แก่ นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายเลข 1 พรรคก้าวไกล ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง

'โย พงศธร' กกต.รับรอง ‘สส.ก้าวไกล’ ระยอง เขต 3 แล้ว-20 ก.ย.รับหนังสือรับรองได้

โดยสามารถเข้ารับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2566 เป็นต้นไป เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 

โย พงศธร ศรเพชรนรินทร์โย พงศธร ศรเพชรนรินทร์

ในกรณีที่ผู้สมัครไม่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ด้วยตัวเอง ให้ทำหนังสือมบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ มาในวันดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งซ่อมระยองเขต 3เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2566มีดังนี้

  • นายพงศธร ศรเพรนรินทร์ จากพรรคก้าวไกล ได้คะแนน  39,296 คะแนน
  • นพ. บัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ได้   26,466 คะแนน
  • ร.ต.ต. เรืองชัย สมบัติภูธร พรรคแรงงานสร้างไทย 881 คะแนน

 โย พงศธร ศรเพชรนรินทร์โย พงศธร ศรเพชรนรินทร์

ทั้งนี้ ก่อนเลือกตั้งซ่อมระยองเขต 3 โย พงศธร ศรเพชร ได้ชี้แจงกรณีประกาศ กกต.ระยอง ที่ระบุว่าเขาไม่ได้เสียภาษี 3 ปีย้อนหลัง ว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเวลารับสมัครมีการให้กรอกอาชีพของผู้สมัคร สส. จะมีให้แนบ 2 แบบ คือ แบบที่เป็นของบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ต้องแสดงเอกสารเสียภาษี 3 ปีย้อนหลัง กับแบบที่สอง บุคคลที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จะเป็นแบบ สส. 4/7 คือ เป็นใบรับรองตัวเองว่ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี   

สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย พบ ‘รมช.ศธ.’ หวังนำความรู้อดีต สส. สว. ยกระดับการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558946

19 ก.ย. 2566

สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย พบ 'รมช.ศธ.' หวังนำความรู้อดีต สส. สว. ยกระดับการศึกษา

‘นายกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย’ นำคณะเข้าพบ ‘รมช.สุรศักดิ์’ หวังนำความรู้อดีต สส.-สว. ต่อยอดภารกิจกระทรวง ศธ. ยกระดับการศึกษาไทย

นายอนันตชัย คุณานันทุล นายกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย นำคณะกรรมการสมาคมฯ ประกอบด้วย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล นายสามารถ รัตนประทีปพร นพ.ประสิทธิ์ พิทูรกิจจา นายเอกชัย เอกหาญกระมล นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ นายวิชัย โถสุวรรณจินดา นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล นายปรพล อดิเรกสาร นายบุญเลิศ อัญชณี คชายุทธเดช เพ็ญศรี ชยุธพงศ์ สุขเจริญผล นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง และนายนิรัตน์ อยู่ภักดี เข้าพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นด้านการศึกษาของไทยในมุมมองมิติต่างๆ ซึ่งทางสมาคมฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิมากประสบการณ์ ทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อหาแนวทางถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์นำไปต่อยอดภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการในด้านต่าง ๆ เพื่อยกระดับพัฒนาการศึกษาของไทยในอนาคตต่อไป

สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย พบ 'รมช.ศธ.' หวังนำความรู้อดีต สส. สว. ยกระดับการศึกษา

ยื้อมา 9 ปี ‘เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร’ ประกาศลั่นปัญหา ‘วัดบางคลาน’ ให้จบในรัฐบาลนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558944

19 ก.ย. 2566

ยื้อมา 9 ปี ‘เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร’ ประกาศลั่นปัญหา ‘วัดบางคลาน’ ให้จบในรัฐบาลนี้

ยื้อมานาน 9 ปี นาทีนี้ ‘เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร’ มาดามเมืองหลวง รมต.สำนักนายกฯ ประกาศลั่น เตรียมถกวงเล็ก หาทางออกปัญหา ‘วัดบางคลาน’ จ.พิจิตร อาจมี ‘สว.กิตติศักดิ์’ ร่วมด้วย ลั่นต้องจบในรัฐบาลนี้

ที่พรรคเพื่อไทย ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา เปิดเผย ถึงปัญหาข้อพิพาทวัดบางคลาน จ.พิจิตรว่า ตั้งแต่รับทราบข่าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ สอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) ถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมา 9 ปี จนทำให้วัดต้องปิดไป 

 ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา มองว่า วัดบางคลานเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียง จึงอยากให้วัดกลับมาเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปสักการะบูชา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนต่อไป”

ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา วัดนี้ขึ้นกับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด การมีเรื่องระหว่างพระกับฆราวาสที่มีความไม่เข้าใจกัน และเรายังไม่ทราบถึงเหตุผลว่าเกิดจากอะไร ทำไมถึงยาวนานมา 9 ปี ซึ่งเจ้าอาวาสเก่ามรณะไปแล้ว และเจ้าอาวาสใหม่ก็เข้าวัดไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ 

โดยวันจันทร์ ที่ 25 กันยายน 2566 นี้ จะประชุมกันในวงเล็ก ที่มีสำนักงานพระพุทธศาสนา ตำรวจ และอาจจะมีนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. ร่วมด้วย เพื่อรับเรื่องทั้งหมดมาพิจารณา โดยเจ้าคณะจังหวัดจะเป็นผู้รับเรื่อง และตัดสินใจ ซึ่งเจ้าคณะหนเหนือจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยว่าจะทำอะไรได้บ้าง

“ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักพุทธศาสนาก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ทำให้วัดวัดบางคลานนี้กลับมาเปิดได้อีกครั้ง โดยความจริงแล้วส่วนตัวอยากจะทำให้จบเลย แต่เนื่องจากติดภารกิจเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน ที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2566 จึงต้องเลื่อนออกไปในสัปดาห์หน้า จึงอยากให้กำลังใจทั้งวัด และประชาชน อยากให้ทุกอย่างราบรื่น”

ดร.พวงเพ็ชร ยอมรับว่า เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสิน แต่ในฐานะที่ดูแลเรื่องนี้ ถ้าสามารถเชิญคนมาให้ข้อมูล ทำความเข้าใจกันได้ ก็อยากจะให้จบด้วยดี พร้อมย้ำว่า จะพยายามทำให้เรื่องนี้จบในสมัยที่ตนเองเป็นรัฐมนตรี เพราะเรื่องยืดเยื้อยาวนานมาถึง 9 ปี

ยื้อมา 9 ปี ‘เจ๊แจ๋น พวงเพ็ชร’ ประกาศลั่นปัญหา ‘วัดบางคลาน’ ให้จบในรัฐบาลนี้

‘ชัยธวัช’ นั่งหัวหน้าก้าวไกล ‘อภิชาต ศิริสุนทร’ เป็นเลขาฯ ‘ไอติม’ โฆษกพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558933

19 ก.ย. 2566

'ชัยธวัช' นั่งหัวหน้าก้าวไกล 'อภิชาต ศิริสุนทร' เป็นเลขาฯ 'ไอติม' โฆษกพรรค

เคาะแล้ว ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล คนใหม่ ‘อภิชาต ศิริสุนทร’ เป็นเลขาธิการพรรค ‘ปกรณ์วุฒิ’ ประธานวิปฝ่ายค้าน ‘ไอติม’ นั่งโฆษกพรรค

มีรายงานความเคลื่อนไหว จากพรรคก้าวไกล(ก.ก.) เกี่ยวกับการคัดเลือกหัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่(หน.ก.ก.)  และกรรมการบริหารพรรคคนใหม่(กก.บห.) ชุดใหม่ หลังจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศลาออก ไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2566  ว่า ขณะนี้ แกนนำพรรคก้าวไกลคุยกันค่อนข้างสะเด็ดน้ำแล้ว ในเรื่องตำแหน่งสำคัญต่างๆ ก่อนที่จะมีการประชุมกก.บห.เคาะ อย่างเป็นทางการตามกำหนดการ ในวันที่ 23 ก.ย.นี้

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน

โดยหน้าตาตำแหน่งสำคัญๆภายในกก.บห.ชุดใหม่ ของพรรคก.ก.มีอาทิ นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และรักษาการเลขาธิการพรรค ก.ก. เป็นหัวหน้าพรรคก.ก.คนใหม่ นายอภิชาต ศิริสุนทร รักษาการกก.บห.สัดส่วนภาคเหนือ เป็นเลขาธิการพรรคก.ก. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ นั่งเป็นโฆษกพรรคก.ก. 

นอกจากนี้ แกนนำพรรค ยังจะเสนอชื่อ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ให้ทำหน้าประธานวิปฝ่ายค้านในสภาฯ อีกด้วย

ชัยธวัช ขอบคุณติดโผหัวหน้าพรรค

นายชัยธวัช ตุลาธน รักษาการเลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า การเลือกหัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ต้องรอการประชุมวิสามัญในวันที่ 23 กันยายนนี้ ส่วนแคนดิเดทหัวหน้าพรรคต้องรอให้ที่ประชุมเป็นผู้เสนอ ขอบคุณที่มีผู้เสนอชื่อตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องรอการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ก.ย.2566 ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องพร้อม และในความเป็นจริงก็มีบุคลากรหลายคนที่พร้อมจะมาเป็นหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว

ผู้นำแต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ก็คงจะไม่มีใครที่เหมือนกับใครเป๊ะ และคงต้องดูความสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่ก็ขอยืนยันว่า สุดท้ายแล้วนายพิธา ก็จะได้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่สส.ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่อีก

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายพิธา ไม่ได้ขาดคุณสมบัติสส. และกลับมาปฏิบัติหน้าที่สส.ได้ ก็อาจจะมีโอกาสกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลได้อีก นายชัยธวัช กล่าวว่า แน่นอน และตัวเองก็ยังยืนยัน ซึ่งเข้าใจว่าประชาชนหลายคน และผู้สนับสนุนพรรคก็อาจจะมีความห่วงใยเรื่องนี้ ซึ่งก็อยากบอกว่า ยังมีความมั่นใจว่า สุดท้ายนายพิธาจะกลับมา เป็นผู้นำอย่างเป็นทางการของพรรคก้าวไกลได้อีก คิดว่า อย่างช้า ก็ภายในต้นปีหน้า

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน

‘สมศักดิ์’ ถก ‘กฤษฎีกา’ ปรับกฎหมายทันสมัย สานต่อร่างค้างไว้ 2 ฉบับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558932

19 ก.ย. 2566

'สมศักดิ์' ถก 'กฤษฎีกา' ปรับกฎหมายทันสมัย สานต่อร่างค้างไว้ 2 ฉบับ

‘สมศักดิ์’ พบ ‘กฤษฎีกา’ ร่วมมือปรับกฎหมายทันสมัย สานต่อร่างร้องเรียน-ส่งเสริมปศุสัตว์ ด้าน ‘ปกรณ์’ มองเคยนั่ง รมว.ยุติธรรม เข้าใจกฎหมายอยู่แล้ว ไร้ปัญหาไม่มี ‘รองนายกฯ’ ด้านกฎหมาย

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงแนวทางการทำงานด้านกฎหมาย โดยได้รับรายงานว่า กฎหมายที่มีทั้งหมดในประเทศไทย ขณะนี้มีรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ พระราชบัญญัติ 910 ฉบับ พระราชกำหนด 39 ฉบับ ประมวลกฎหมาย 8 ฉบับ พระราชกฤษฎีกา 7,288 ฉบับ และกฎกระทรวง 7,382 ฉบับ

นายสมศักดิ์ จึงสอบถามว่า รัฐบาลไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายจะต้องเพิ่มอะไรหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่พบปัญหา และจากที่รองนายกฯ เคยเป็น รมว.ยุติธรรม จึงมองว่า มีความเข้าใจเรื่องกฎหมายเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากนี้ก็จะต้องช่วยกันปรับกฎหมายให้มีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งตนมีความพร้อม เพราะมีความเข้าใจเรื่องการพัฒนากฎหมายแล้ว เนื่องจากขณะเป็น รมว.ยุติธรรม ก็ได้เป็นผู้ผลักดันกฎหมาย ช่วยเหลือสังคมสำเร็จไปแล้วกว่า 10 ฉบับ เช่น กฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ที่เป็นการเฝ้าระวังบุคคลอันตรายไม่ให้กระทำความผิดซ้ำได้อีก ส่วนกฎหมายที่ตนผลักดันค้างไว้ ก็มี 2 เรื่อง ที่อยากให้ช่วยกันขับเคลื่อนต่อ คือ

-กฎหมาย Law of Efficiency ที่จะทำให้เกิดการร้องเรียนยากขึ้น โดยต้องฟ้องอย่างมีเหตุผล เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่กล้าทำงานมากขึ้น ไม่ต้องกลัวถูกร้องเรียนแบบง่ายเหมือนปัจจุบัน –กฎหมายส่งเสริมปศุสัตว์ ที่จะเป็นการช่วยยกระดับเกษตรกร รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับสัตว์ และสนับสนุนการท่องเที่ยว

ซึ่งปัญหาขณะนี้ มีหลายหน่วยงานกระจายกันดู ทั้ง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงอุตสาหกรรม

ดังนั้นถ้ารวมไว้ที่เดียวก็จะสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น และสามารถจัดเก็บภาษีเข้ารัฐได้อีก เพราะปัจจุบันกีฬาสัตว์ยังไม่มีการจัดเก็บภาษี โดยเงินที่ได้มา ก็จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสังคม เช่น ด้านการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น 

'สมศักดิ์' ถก 'กฤษฎีกา' ปรับกฎหมายทันสมัย สานต่อร่างค้างไว้ 2 ฉบับ

ด้านนายปกรณ์ กล่าวว่า ร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่ค้างอยู่ ตนก็จะรับมาพิจารณาต่อ เพราะเข้าใจว่า ตอนนี้ คนไทยนิยมฟ้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ ไม่กล้าทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคม เนื่องจากกังวลว่า จะถูกร้องเรียนได้ ซึ่งตนจะมอบหมายให้กฤษฎีกา นำร่างกฎหมายเดิมมาพิจารณา เพื่อขับเคลื่อนต่อ 

ส่วนกฎหมายส่งเสริมปศุสัตว์ ที่สามารถทำเป็นซอฟพาวเวอร์ได้ ก็จะเข้ามาดูว่า จะสามารถใช้ระเบียบสำนักนายกฯมาช่วยบูรณาการจากหลายหน่วยงาน รวมเป็นหนึ่งเดียวได้หรือไม่ เพราะเรื่องเดียว แต่มีกฎหมายขึ้นตรงกับหลายหน่วยงาน 

นอกจากนี้นายปกรณ์พร้อมผลักดันกฎหมายให้มีความทันสมัย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการอำนวยความสะดวกประชาชน ซึ่งต้องมีทั้งปรับปรุงกระทรวง ทำกฎหมายอำนวยความสะดวกทางราชการ เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดการทุจริต และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้ง่ายขึ้น

'สมศักดิ์' ถก 'กฤษฎีกา' ปรับกฎหมายทันสมัย สานต่อร่างค้างไว้ 2 ฉบับ

เปิดภาพ ‘เศรษฐา’ กับท่านั่ง บนชั้น Business Class การบินไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558931

19 ก.ย. 2566

เปิดภาพ 'เศรษฐา' กับท่านั่ง บนชั้น Business Class การบินไทย

ส่อง นายกฯ ‘เศรษฐา’ นั่งชั้น Business Class บินประชุม สมัชชาสหประชาชาติ บอก เป็น นายกฯ ก็ไม่ได้เลือกสิ่งที่สบายที่สุดให้ตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ เดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78 UNGA78 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินพิเศษ TG 8832 ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมน้ำมัน ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินจอห์นเอฟเคเนดี้ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รวมเวลาเดินทางประมาณ 20 ชม.

นายกฯ เศรษฐา เดินทางประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78นายกฯ เศรษฐา เดินทางประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 78

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” นั่งในชั้น Business Class ร่วมกับคณะ ที่มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมข้าราชการระดับสูง ไม่ได้นั่งในชั้น First Class อย่างที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากเครื่องบินเช่าเหมาลำ ไม่ได้มีชั้น First Class มีแต่ชั้น Business Class ที่ต้องนั่งรวมกัน

คณะรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรี

“นั่งรวมกับทุกคนครับในชั้น Business Class ไม่จำเป็นต้องนั่งแยกกัน เอาที่ต้นทุนมีประสิทธิภาพที่สุด อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันครับ ก็สบายๆครับ”

นายเศรษฐา กล่าวย้ำว่า การตัดสินใจเช่าเหมาลำของการบินไทย ราคาถูกกว่าส่วนราชการ มีการเปรียบเทียบราคาโปร่งใส อย่างที่ได้ชี้แจงมาแต่ตั้น และการมาเครื่องของการบินไทย นายกรัฐมนตรีก็ต้องนั่งแค่ชั้น Business เหมือนข้าราชการระดับสูง

    นายกฯ เศรษฐา บนเครื่องบินนายกฯ เศรษฐา บนเครื่องบิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางของ นายกฯ เศรษฐา นั่งเก้าอี้คู่ กับ พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภริยา และพบว่า นายกฯเศรษฐา ต้องเหยียดขาจนสุด เพราะขายาว และเป็นคนสูง โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สบายๆ ครับ ไม่อยากให้คิดว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วต้องเลือกสิ่งที่สบายที่สุดให้ตัวเอง แต่อยากให้คิดว่าใช้งบประมาณอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ หากเป็นที่นั่ง First Class จะมีที่นั่งเดี่ยว เก้าอี้สามารถปรับนอนได้ มีโต๊ะทานอาหาร และโต๊ะทำงาน รวมถึงห้องน้ำส่วนตัว แต่เมื่อนั่งชั้น Business Class เก้าอี้เอนนอนได้ แต่ไม่สามารถเอนแบบเตียงนอนได้ รวมถึงไม่มีโต๊ะทำงานแยก จึงเห็นนายกฯเศรษฐา นั่งอ่านเอกสาร เตรียมการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ UNGA ที่เก้าอี้ที่นั่ง

นายกฯเศรษฐานายกฯเศรษฐา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแล้วว่า ตามระเบียบสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การเช่าเครื่องบิน ใช้ระบบ Ebidding ประกวดราคาแบบเปิดเผย สามารถตรวจสอบในเว็บไซต์ได้ ซึ่งพบว่า ราคาเช่าเหมาลำการบินไทย ถูกกว่าเช่าเหมาลำของกองทัพอากาศ อีกทั้ง เครื่องบินกองทัพอากาศอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง มีที่นั่งชำรุดหลายที่นั่ง ทำให้ไม่มีความพร้อมในการเดินทางด้วย

เปิดเอกสาร ‘หมออ๋อง’ งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558813

19 ก.ย. 2566

เปิดเอกสาร 'หมออ๋อง' งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

สรุปประเด็นดราม่า ‘หมออ๋อง’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 บินหรู อยู่สบาย ‘งบดูงาน’ 1.3 ล้าน นอนห้องหลักหมื่น ผลาญจริงหรือ?

ดังไม่แผ่วมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล ที่เจอ ดราม่าล่าสุดกับประเด็น “งบดูงาน” พา สส.ก้าวไกล และ เพื่อไทย พร้อมคณะ รวม 12 ชีวิต เหินฟ้าไปดูงานที่สิงคโปร์ บินหรู อยู่สบาย ด้วยงบประมาณ 1.3 ล้านบาท แถมค่าที่พัก 12,500 บาท/คืน จนถูกตั้งคำถาม ว่าเหมาะสมหรือไม่ และ #หมออ๋อง #ภาษีกู ก็ขึ้นเทรน X (ทวิตเตอร์) ทันที

หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา

1. บนโลกโซเชียล  #ภาษีกู #หมออ๋อง ขึ้นเทรน X หลังชาวเน็ตร่วมตรวจสอบ “หมออ๋อง” เบิกงบประมาณ 1.3 ล้านบาท พา สส.บินไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นการผลาญงบก่อนปิดรอบปีงบประมาณ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

2. ต่อมา นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความ ตั้งคำถาม การเบิกจ่าย “งบดูงาน” ที่ประเทศสิงคโปร์ ของ “หมออ๋อง” ระบุว่า “หรูหราภาษีหลวง ..ท่านรองจองที่พัก 12,500 บาทต่อคืน” โดยนายพงศ์พล ยกเอกสารการเบิกจ่ายงบ ที่ส่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ วันที่ 11 กย. 2566 ปรากฎการเบิกงบทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท เพื่อให้รองประธานสภา และ สส. 6 คน ไปดูงานสิงคโปร์ ในเรื่องที่ไม่มีวาระเร่งด่วนอย่างใด เช่น ดูระบบสารสนเทศน์ ส่องระบบแรงงาน ชมสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ เอาง่ายๆ ก็คือไปเที่ยว

              https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Florypongpol%2Fposts%2Fpfbid02r1jzYi4MKMtuBdN1SieZQ4ECWah1kHaovyaduKz4zMzsC5VtsRyX3VCBxRUMoqr2l&show_text=true&width=500

3. นายพงศ์พล จับจุดสำคัญที่ผิดสังเกต และเพิกเฉยไม่ได้คือ ค่าใช้จ่ายเกินจริงของทริป เช่น ที่พักหรู 4 คืน คืนละ 1.25 หมื่นบาท รวมเป็น 5 หมื่นบาทต่อคน ทั้งๆ ที่โรงแรมคืนละ 2-4พัน ก็อยู่ได้สบายใจกลางเมืองสิงคโปร์ พงศพล ระบุว่า เงินจำนวนนี้คนไทยทั่วไปไม่มีฐานะ เค้าสามารถเช่าที่ซุกหัวนอนได้ทั้งปี

ตั๋วเครื่องบินหรู 51,250 บาท ต่อคน ทั้งที่บินไปใกล้ๆ แค่สิงคโปร์ ราคาตั๋วธรรมดาทั่วไปอยู่ที่ 4 พัน (คนทั่วไปสามารถบินไปกลับ ได้เป็น 10 รอบ) นี่คือความเท่าเทียมแบบไหน ..พูลวิลล่า ปาร์ตี้ จิบไวน์พรีเมี่ยมบนเครื่องบิน วิวดีที่เซ็นโตซ่า แถมท้ายว่า “พวกคุณนอนหลับสบายดีมั้ย ..บนภาระภาษีพี่น้องคนไทย?”

ขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

4. ฟากฝั่งของ “หมออ๋อง” ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านกรรมกรข่าว ชี้แจงทันทีว่า การไปดูงานที่สิงคโปร์ เป็นการไปดูงานในนามกรรมการขับเคลื่อนสภาโปร่งใส, เบิกงบตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต้องเต็มเพดานไว้ก่อน ใช้จริง และ เหลือได้, การนั่งเครื่องบินชั้น บิสสเนสคลาส หรือ นอนโรงแรมห้องเดี่ยว คือระเบียบกระทรวงการคลัง ในการรับรอง สส. รัฐมนตรี ประธานสภาฯ หรือ ผบ.เหล่าทัพ แต่ค่าห้องพัก ให้นโยบายไปว่า เอาที่ถูกที่สุด 7-8 พัน ไม่ถึง 1.25 หมื่น/ห้อง จนได้โรงแรมที่เหมาะสม แต่เอกสารการเบิก เป็นการเบิกเต็มที่ตามสิทธิที่อยู่ในระเบียบของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ จากประเด็นดราม่า “งบดูงาน” เริ่มจาก “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคณะรวม 12 คน มีกำหนดการเดินทางเยือนสิงคโปร์ วันที่ 21-25 ก.ย. 2566 เพื่อศึกษาดูงานด้านระบบสารสนเทศการประชุม การบริหารจัดการแรงงานของคนไทย และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยประธานสภาฯ ได้อนุมัติการเดินทาง และเลขาธิการสภาฯ ได้อนุมัติงบประมาณ 1,379,250 บาท คณะผู้ร่วมเดินทาง 12 คน มี 7 คน ที่เป็น สส. โดยเป็น สส.ก้าวไกล 6 คน และ เพื่อไทย 1 คน

  1. นายปดิพัทธ์  รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในฐานะหัวหน้าคณะ
  2. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  3. นายวรภพ วิริยะโรจน์
  4. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
  5. น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ
  6. น.ส.ทิสรัตน์ เลาหพล
  7. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย

ส่วน 4 คน และนายไกลก้อง ไวทยการ อดีตนายทะเบียน และผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่อยู่ระหว่างการตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ติดตามของนายปดิพัทธ์ และออกค่าใช้จ่ายเอง

เอกสารงบดูงานต่างประเทศเอกสารงบดูงานต่างประเทศ

สำหรับงบประมาณ 1,379,250 บาท แบ่งเป็น

  • ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 438,750 บาท
  • ค่าเบี้ยเลี้ยง 120,400 บาท
  • ค่าเช่าที่พัก 425,000 บาท
  • ค่ารับรอง 200,000 บาท
  • ค่าของที่ระลึก 30,000 บาท
  • ค่าเช่าพาหนะในต่างประเทศ 150,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจัดทำหนังสือเดินทางราชการ 11,000 บาท
  • ค่ายานพหนะขนสัมภาระเดินทางไป-กลับท่าอาศยาน 4,000 บาท

โดยงบประมาณที่เบิกจ่ายสำหรับ สส. อยู่ที่คนละ 114,650 บาท ทั้งหมดจึงเป็นที่มา ให้เกิดประเด็นดราม่า #หมออ๋อง #ภาษีกู ถูกตั้งคำถามผลาญจบจริงหรือไม่

17 ปี ‘รัฐประหาร’ หวัง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ชดใช้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558909

19 ก.ย. 2566

17 ปี 'รัฐประหาร' หวัง 'รัฐบาลข้ามขั้ว' ชดใช้ประชาชน

17 ปี ‘รัฐประหาร’ ผู้ร่วมเหตุการณ์ ฝาก ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ พิสูจน์ตัวเองว่าทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ 17 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ พลเอกสนธิบุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ตัดสินใจยึดอำนาจทำรัฐประหาร รัฐบาลไทยรักไทย ขณะนายกทักษิณกำลังเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติหรือ UN ที่สหรัฐอเมริกา ว่า

ได้ทราบว่าจะมีการรัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 18 กันยายน เวลาประมาณ 03.00น.ของประเทศไทย จากผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้คนหนึ่งซึ่งได้โทรบอก ตนมาจากกาญจนบุรี ว่ารถถังได้เคลื่อนออกจากกาญจนบุรีแล้ว ซึ่งสุดท้ายมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง

การรัฐประหารครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดบาดแผลต่อประชาชนชาวไทยและต่อประเทศชาติมากมาย มีการสร้างวาทะกรรมทำให้เกิดการเกลียดชัง และประชาชนแตกแยกออกเป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง จนเกิดการต่อสู้ มีการปราบปราม ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตาย และสูญสิ้นอิสรภาพ จำนวนมาก

นอกจากนั้นยังมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการรัฐประหาร ปี 2549 ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทุกด้าน จากผู้นำอาเซียนจนกลายเป็น คนป่วยแห่งอาเซียนหลังลำดับท้าย ในอาเซียนทุกด้าน

คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่า 17 ปีที่หายไปประเทศไทยและคนไทย สูญเสียโอกาสและอนาคตไปมากมาย แต่บัดนี้คู่ขัดแย้งได้กลับมาจับมือปรองดอง จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันแล้ว ซึ่งอาจมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกล่าวหาว่าตระบัดสัตย์ก็ตาม  

แต่ก็เป็นเวลาที่ผู้ที่ได้อำนาจจากความสูญเสียของประชาชนตลอด 17 ปี ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าทำเพื่อประชาชน อย่างที่ได้พร่ำบอก หรือเป็นการทำเพื่อพวกพ้อง ผลประโยชน์ของนักการเมืองพวกพ้องตนเอง ขุนศึก และนายทุน ที่ร่วมมือกัน จนได้อำนาจมาในปัจจุบันเท่านั้น