ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ‘ชลัฐ รัชกิจประการ’ เลื่อน เป็น สส.แทน ‘ทรงศักดิ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558318

11 ก.ย. 2566

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ‘ชลัฐ รัชกิจประการ’ เลื่อน เป็น สส.แทน ‘ทรงศักดิ์’

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เลื่อน ‘ชลัฐ รัชกิจประการ’ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แทน ‘ทรงศักดิ์ ทองศรี’ ที่ได้ลาออกไปเป็นรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 เว็บไซต์ราชกิจจาบุกเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งได้ประกาศให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ ๓ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น

บัดนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของนายทรงศักดิ์ ทองศรี สิ้นสุดลง ตามมาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ 

จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ดังนี้ นายชลัฐ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ‘ชลัฐ รัชกิจประการ’ เลื่อน เป็น สส.แทน ‘ทรงศักดิ์’

สส.ก้าวไกล เหน็บ เพื่อไทย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย มีแววซดแห้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558321

11 ก.ย. 2566

สส.ก้าวไกล  เหน็บ  เพื่อไทย  รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย มีแววซดแห้ว

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  ฟันธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” โปรเจคเรียกคะแนนนิยม “เพื่อไทย” ท้ายที่สุดแล้ว ความหวังที่จะเห็นโครงการนี้ เป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน ยากที่จะเป็นไปได้ เพราะเอกชนคงไม่เล่นด้วย มองหากรัฐบาลจะเข้าถึงประชาชน ควรไปดูแลเรื่องการเดินทางด้วยรถเมล์

นายสุรเชษฐ์ ปวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล   อภิปรายในสภาว่า ค่าโดยสาร รถไฟฟ้า  20 บาทตลอดสาย  ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้  โดยเฉพาะการเจรจากับภาคเอกชน ซึ่งในที่สุดก็จะเป็นการใช้เงินอุดหนุนเข้าไปโอบอุ้ม  ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย  จะเห็นว่านโยบายดังกล่าว เป็นเหมือนเรือธงของพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ภายในรัฐบาล มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคเพื่อไทย  และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 2 คน ก็มาจากพรรรคเพื่อไทย และยังมีนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำหน้าที่กำกับงบประมาณ 

ดังนั้นหากรัฐบาล ตั้งใจจะทำนโยบาย  รถไฟฟ้า  20 บาทตลอดสาย  จะต้องบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล  แต่กลับไม่มีการบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบาย โดยระบุเพียงว่า จะลงทุนทางถนน รถไฟ ราง และทางอากาศ  สวนทางกับการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่หาเสียงไว้   20 บาทตลอดสาย โดยพรรคเพื่อไทย ยืนยันผ่านเว็บไซต์ของพรรคว่า จะเร่งเจรจา กับภาคส่วนต่าง ๆ ให้เอกชนลดราคา เพื่อให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า อยู่ที่ 20 บาทตลอดสาย ภายใน 3 เดือน 

“นโยบาย 20 บาทตลอดสาย” ที่พรรคเพื่อไทย ตั้งใจทำนั้น จะต้องเป็น 20 บาทตลอดเส้นทาง เพราะรถไฟฟ้าของไทยแบ่งสายหลายสี และสามารถข้ามสายได้ รวมถึงตั๋วร่วม 20 บาท หรือค่าโดยสารร่วม ที่ยังไม่ชัดเจน เพราะที่พรรคเพื่อไทยเสนอนั้น คือ ค่าโดยสารร่วม 20 บาท ตลอดสาย และยังจะต้องอาศัยร่างพระราชบัญญัติตั๋วร่วม ที่จะเป็นเครื่องมือจัดการเงินค่าใช้บริการ ที่ขณะนี้ สภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้มีการพิจารณาแต่อย่างใด ดังนั้น มั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่สามารถทำได้ภายใน 3 เดือนแน่นอน และในอดีตปี 2554 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจากพรรคเพื่อไทย ในรัฐบาลน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับแล้วว่า นโยบายดังกล่าวล้มเหลว ไม่สามารถทำได้ เพราะจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นเอกชน และอาจเกิดการฟ้องร้องกันได้    ” 


นายสุรเชษฐ์    กล่าวว่า  การดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากรัฐบาลจะดำเนินการ จะต้องใช้เงินอุดหนุนจำนวนมาก เพื่ออุดหนุนชนชั้นกลางระดับบน   ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจะอุดหนุนผู้ใช้รถโดยสารประจำทางก่อน เพราะหากรัฐบาลจะอุดหนุนเงินค่ารถไฟฟ้า ประชาชนที่จะได้ประโยชน์ คือ ประชาชนที่อาศัยรอบสถานีรถไฟฟ้า  ต่อให้รัฐบาลอุดหนุนเงินมาก ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนมาใช้บริการ  ดังนั้นรัฐบาล จึงควรทบทวนให้ความสำคัญกับเส้นเลือดฝอย มากกว่าเส้นเลือดใหญ่

‘สว.ประสิทธิ์’ หวั่น ‘กำนันนก’ อยู่ไม่ถึงวันขึ้นศาล-อย่าโยนบาป ตร.น้ำดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558316

11 ก.ย. 2566

'สว.ประสิทธิ์' หวั่น 'กำนันนก' อยู่ไม่ถึงวันขึ้นศาล-อย่าโยนบาป ตร.น้ำดี

‘ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์’ สมาชิกวุฒิสภา ห่วง ‘กำนันนก’ อาจอยู่ไม่ถึงวันขึ้นศาล ถาม ‘อนุทิน’ รมว.มหาดไทย จะปราบผู้มีอิทธิพลอย่างไร หรือเอาฝ่ายตรงข้ามมาขึ้นบัญชีฯ จี้ แก้ปัญหา จนท.รัฐ ติดนิสัยทำสิ่งไม่ถูกต้อง สร้างความบอบช้ำให้ ‘ตำรวจน้ำดี’ แนะอย่าโยนบาปให้ตำรวจทั้งหมด

วันที่ 11 ก.ย. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา โดยนายประสิทธิ์ ปทุมมารักษ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดนี้ยึดมั่นในหลักนิติธรรม 

และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มองว่าส่วนไหนที่อยากปรับก็แล้วแต่ ในเรื่องหลักนิติธรรมที่รัฐนั้น ดำเนินการโดยชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรม หมายความว่ารัฐบาลทราบแล้วว่าหลักนิติธรรมที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร จึงต้องมีการฟื้นฟู รวมไปถึงเรื่องการใช้อำนาจของผู้ถือกฎหมาย แต่ตั้งข้อสังเกตว่ากรอบเวลาดำเนินการเท่าไหร่ ตัวชี้วัด วิธีการดำรเนินการ ไม่มีบอกไว้

นายประสิทธิ์ ปทุมมารักษ์ สมาชิกวุฒิสภานายประสิทธิ์ ปทุมมารักษ์ สมาชิกวุฒิสภา

“หลักนิติธรรมเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้เรื่องที่เป็นปัญหาการใช้กฎหมาย และผู้ใช้กฎหมายมีความเหมาะสมที่จะใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผมอาศัยอยู่ จังหวัดนครปฐม ตอนนี้โด่งดังไปทั่วประเทศไทย ทั่วโลก ที่มีการยิงตำรวจตาย เมื่อยิงตำรวจตายคนที่เป็นแค่กำนันอยู่ในพื้นที่เท่านั้น” นายประสิทธิ์ กล่าว

พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้กล้าทำเรื่องในลักษณะนี้ เพราะแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุนใช่หรือไม่ โดยเฉพาะตำรวจ ตำรวจน้ำดีหลายคนก็บ่นให้ฟังว่าอย่าเพิ่งโยนบาปให้กับตำรวจทั้งหมด ตำรวจดีๆ ก็ยังมี ตำรวจที่ไม่เอาไหน ตำรวจร้าย ตนก็ให้จัดการ ตนก็ดีใจที่รัฐบาลชุดนี้บอกว่าด้านความปลอดภัย รัฐบาลทำงานร่วมกับประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติด

“ผมฟังเรื่องที่พูดมาแล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) พูดถึงเหตุการณ์ที่จังหวัดนครปฐม แล้วก็คิดว่ามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น แต่ดูแล้วหลวมเหลือเกินอีกอย่างหนึ่ง ท่านมอบหมายให้ผู้ปราบอิทธิพลก็คือรัฐมนตรีที่อยู่ในสังกัดพรรคของท่าน ท่านพูดรัฐมนตรีช่วยที่รับลูกต่อ ผมก็ยังไม่ทราบว่ารับลูกจริงหรือไม่ แล้วท่านจะใช้กรอบเวลาในการทำงานมากน้อยแค่ไหน จะปราบอิทธิพลอย่างไร จะขึ้นบัญชีอย่างไรขึ้นบัญชี และมีการดึงชื่อออกหรือไม่ หรือเอาชื่อฝ่ายตรงข้ามใส่เข้าไปแทน” นายประสิทธิ์ กล่าว

นายประสิทธิ์ ย้ำว่า ตรงนี้ที่เป็นปัญหาเพราะใหญ่ โยงการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ ดังนั้นขอให้ ดำเนินการตอบให้ชื่นใจ ตนกังวลว่าหากใช้อำนาจไม่เป็นธรรม กำนันนกที่ถูกจับกุมนั้น ยังจะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยที่จะไปขึ้นศาลยุติธรรมหรือไม่ หรือจะถูกกระทำการในสิ่งที่ไม่บังควร นอกจากนี้ขอให้จัดการบ่อน ซ่อง รวมถึงค่าคุ้มครองต่างๆที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐติดนิสัย ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับตำรวจน้ำดี

'สว.ประสิทธิ์' หวั่น 'กำนันนก' อยู่ไม่ถึงวันขึ้นศาล-อย่าโยนบาป ตร.น้ำดี

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแถลงนโยบาย ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ต่อรัฐสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558314

11 ก.ย. 2566

ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ คำแถลงนโยบาย ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ต่อรัฐสภา

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 ฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 – เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความยาวของคำแถลงนโยบายรวมทั้งหมด 41 หน้า แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของคำแถลงนโยบายจำนวน 14 หน้า และส่วนที่สอง คือภาคผนวก ซึ่งเป็นตารางแสดงความสอดคล้องระหว่างนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีกับหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และยุทธศาสตร์ชาติ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผมดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ นั้นบัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กําหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

โดยมีความสอดคล้องกับหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐและหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ เรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนําไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566

ช่วงท้ายของคำแถลงนโยบายนายเศรษฐา กล่าวว่า “ท้ายที่สุด รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาและประชาชนไทยว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยึดประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง รัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจและทุ่มเทสรรพกำลังในการที่จะดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม

เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของผมและรัฐบาลในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน และส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเรานับจากนี้เป็นต้นไป

ขอบคุณครับ”

ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ คำแถลงนโยบาย ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ต่อรัฐสภา

อ่านรายละเอียดทั้งหมด

‘เศรษฐา’ ยันไม่แก้ รธน.หมวด1,2 โยน รมช.คลังตอบปมแจกเงินหมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558312

11 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' ยันไม่แก้ รธน.หมวด1,2 โยน รมช.คลังตอบปมแจกเงินหมื่น

‘เศรษฐา’ ลุกแจงยันไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1,2 เชื่อพักหนี้เกษตรกรรอบนี้ทำประโยชน์กว่า 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมโยน ‘จุลพันธ์’ ตอบปมดิจิทัลวอลเล็ต

วันที่ 11 ก.ย. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ  โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่า รัฐบาลยืนยันจะปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แก้หมวด 1 ความมั่นคงของรัฐ และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่สำคัญจะดำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนนโยบายพักหนี้เกษตรกรนั้น 9 ปีที่ผ่านมาพักหนี้แล้ว 13 ครั้ง ซึ่งเราตระหนักดีว่าไม่ใช่การแก้ไขที่ยั่งยืน เราจึงมีมาตรการหลายอย่างออกมา เช่น เพิ่มรายได้ภายใน 4 ปี ควบคู่กับการพักหนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงฟื้นฟูและทำให้มีกำลังใจในการประกอบอาชีพ เชื่อว่าการพักหนี้ของรัฐบาลนี้จะทำประโยชน์มากกว่า 9 ปีที่ผ่านมา

ส่วนกรณีดิจิตอลวอลเล็ท รัฐบาลตระหนักดีปัญหาชนบทที่มีร้านค้าไม่เพียงพอ นายเศรษฐากล่าวว่าขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ส่วนระยะเวลาการใช้งาน 6 เดือน จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก มีบางคนบอกว่าอยากให้ยกเลิกการใช้รัศมี 4 กิโลฯ คิดว่าเศรษฐกิจภูมิภาคต้องการการกระตุ้น ผู้มีถิ่นฐานใดก็ควรกลับไปใช้ที่นั้น มีเวลา 6 เดือนในการใช้กลับไปหาญาติพี่น้อง เพื่อสถาบันของครอบครัว และบางจังหวัดบางเขตอาจขยาย ต้องดูอีกครั้ง

ทั้งนี้ นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ค่าแรงขั้นต่ำนั้น สมควรได้รับการปรับโดยเร็ว และตั้งเป้าหมายว่าเราจะทำให้เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 5 % ต่อปี ตลอดระยะเวลา 4 ปี ทำให้ค่าแรงขึ้น 600 บาทต่อวัน และปริญญา 25,000 บาทต่อปี ค่าพลังงาน เป็นเรื่องที่เราตระหนักดีที่จะต้องลด เรามั่นใจจะทำให้ต่ำลงอย่างมีนัยยะ 

ส่วนกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายเศรษฐายืนยันว่า ยังคงมีอยู่  และเรื่องความห่วงใยเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญในความโปร่งใสโดยเราจะใช้ระบบดิจิตอลให้มากขึ้น เพื่อลดการทุจริตมิชอบ

ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวชี้แจงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยยืนยันในกรอบคิดของดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งไม่ใช่เพื่อได้มาซึ่งคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง แต่เห็นแล้วว่าประเทศไทยเวลานี้ต้องการการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งโครงการดิจิทัลวอลเล็ต มีหลักคิดสำคัญคือกระตุ้นกลไกเศรษฐกิจทั่วทุกภูมิภาค ด้วย Blockchain

ทั้งนี้ ยังมีหลักคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ให้อนาคตคนไทยมีทั้งกระเป๋าเงินสดและกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นโครงสร้างรองรับโอกาสที่ไทยจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก

ในส่วนของที่มาของงบประมาณ นายจุลพันธ์ ขอความร่วมมือให้สมาชิกอภิปรายด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจชี้นำสังคมให้เข้าใจผิด กระทบกับความน่าเชื่อถือทางวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลยืนยันไม่แตะต้องกองทุนวายุภักดิ์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ กองทุนประกันตน รัฐบาลไม่ได้มีแม้แต่ความคิดจะแตะต้องกระบวนการเหล่านั้น

สำหรับกระบวนการของรัฐบาล นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สุดท้ายจะมีความชัดเจนเรื่องกรอบการใช้เงิน รวมถึงการใช้เงินคืน ไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ และเป็นไปตามวินัยการเงินการคลังอย่างแน่ชัด

ส่วนเงื่อนไขใช้เงินดิจิทัลได้ในระยะ 4 กิโลเมตรนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะ และหาหนทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อสรุปจะเป็นเช่นไรสุดท้ายเม็ดเงินจะไปสู่มือประชาชน และตอบเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในเรื่องของการเอื้อทุนใหญ่ รวมถึงการดำเนินการให้เกิดราคาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลรับฟังโดยคำนึงถึงความหวังดี แต่รัฐบาลไม่ได้มองประชาชนเป็นผู้ร้าย แต่มองว่าประชาชนส่วนมากจะสามารถใช้เงินที่ได้รับไปให้เกิดประโยชน์ ทั้งการบริโภคและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชน

อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในประชาชนว่าจะสามารถนำเม็ดเงินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และระบบ Blockchain ไม่มีเทคโนโลยีใดที่ปลอดภัยไปกว่านี้ จึงขอให้ความมั่นใจว่านโยบายนี้จะมีเกิดประโยชน์และตรวจสอบได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

‘สว.เลิศรัตน์’ เจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ แนวคิด ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ ชี้ ถอยหลังเข้าคลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558310

11 ก.ย. 2566

‘สว.เลิศรัตน์’ เจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ แนวคิด ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ ชี้ ถอยหลังเข้าคลอง

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว. ยอมรับเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ หลังแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา มีแนวคิด ‘ผู้ว่าซีอีโอ’ เป็นการถอยหลังเข้าคลอง เห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญเปิดกว้างทุกฝ่ายร่วม แนะรัฐลดงบ-ลดหน่วยงานภูมิภาคลง เพื่อแก้ปัญหากระจายอำนาจ

วันที่ 11 ก.ย. 2566 ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อเวลา 13.39 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา 1 ที่มีแนวคิด ผู้ว่าซีอีโอ กระผมเห็นว่า เป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดเข้าไปในหัวใจเลย หลังรอคอยมา 20 ปี มีหน่วยงาน มีหน้าที่ถ่ายโอนอำนาจมามากมาย หวังท่านนายกฯ จะตั้งคณะกรรมการเป็นวาระแห่งชาติ ท่านนายกฯ ต้องกล้าดำเนินการถ่ายโอนอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา

“นโยบายการกระจายอำนาจการปกครอง ที่รัฐบาลบอกจะใช้รูปแบบกระจายอำนาจ ผู้ว่าซีอีโอ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดนั้น ผมมองว่า เป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง และรู้สึกเจ็บจี๊ดเข้าไปในหัวใจในประเด็น ผู้ว่าซีอีโอ เพราะรอคอยมากว่า 20 ปี หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ระบุถึงการกระจายอำนาจ” พล.อ.เลิศรัตน์ ระบุ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

แต่จนถึงปัจจุบันปี2566 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จำนวน 7,850 แห่ง แม้จะรับถ่ายโอนอำนาจมามายมาย แต่ไม่มีงบประมาณและกำลังคนเพียงพอที่จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรี ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 

อีกทั้งเห็นว่า การกระจายอำนาจจะเกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรี จะต้องกล้าลดงบประมาณ และลดหน่วยงานส่วนภูมิภาคลง เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายอำนาจให้สามารถเกิดขึ้นจริง

พล.อ.เลิศรัตน์ ยังอภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เขียนแบบเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ใช้เวทีรัฐสภาหารือร่วมกัน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมก่อนจัดทำประชามติ ถึงรูปแบบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

และรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ในการสร้างความปรองดอง ความรักความสามัคคีของคนในชาติ ลดและขจัดปัญหาความขัดแย้งคนในชาติต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการในทุกด้าน ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลผสมเป็นลักษณะสร้างความปรองดอง ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี

ว้าวุ่นแน่ ‘สว.เสรี’ ห่วงแจก ‘เงินดิจิทัล’ พรรคการเมืองเกทับกันในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558307

11 ก.ย. 2566

ว้าวุ่นแน่ ‘สว.เสรี’ ห่วงแจก ‘เงินดิจิทัล’ พรรคการเมืองเกทับกันในอนาคต

‘เสรี สุวรรณภานนท์’ สมาชิกวุฒิสภา ห่วงนโยบายแจก ‘เงินดิจิทัล’ จะกลายเป็นนโยบายเพื่อเรียกคะแนนเสียงการเลือกตั้งของพรรคการเมืองในอนาคต เมื่อประชาชนใช้เงินหมดกลับมาทุกข์เหมือนเดิม แนะ รัฐบาลเศรษฐา หนุนสร้างอาชีพ-มีรายได้ แทนแจกเงิน

ที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายแสดงความกังวลต่อแหล่งงบประมาณของรัฐบาล ที่จะนำมาใช้ในนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่จะกลายเป็นนโยบายเพื่อเรียกคะแนนเสียงการเลือกตั้ง ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในอนาคต 

ประชุมสภา แถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา  ทวีสินประชุมสภา แถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

“ทำให้พรรคการเมืองอื่น ๆ เสนอนโยบายแจกเงินให้ประชาชนมากกว่า เพื่อหวังคะแนนเสียง และไม่สามารถชี้แจงงบประมาณที่นำมาใช้ดำเนินนโยบายได้”สว.เสรี ระบุ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ขอให้รัฐบาล พิจารณาผลกระทบที่จะตามมาจากการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลด้วย เพราะเป็นนโยบายที่ฉาบฉวย เมื่อประชาชนใช้เงินที่รัฐบาลจ่ายให้หมด ประชาชนก็นะกลับไปเป็นทุกข์เหมือนเดิม 

สว.เสรี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเศรษฐา  สนับสนุนการสร้างอาชีพให้กับประชาชน เพื่อสามารถสร้างรายได้ ได้อย่างยั่งยืนด้วย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภานายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา

สว.เสรี ยังเห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ขอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทุกกระทรวงร่วมกันเป็นทีมเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ อย่าตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน และให้ความสำคัญกับสภา สส. และ สว. ที่จะสะท้อนปัญหาประชาชน เพื่อการแก้ไขต่อไป

‘ศิริกัญญา’ ชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลเศรฐา 1’ แค่ ‘คำอธิษฐาน’ ไร้เป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558295

11 ก.ย. 2566

‘ศิริกัญญา’ ชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลเศรฐา 1’ แค่ ‘คำอธิษฐาน’ ไร้เป้าหมาย

‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล ชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลเศรฐา 1’ แค่ ‘คำอธิษฐาน’ ไร้เป้าหมาย มาตรฐานต่ำกว่ายุค ‘ประยุทธ์-ยิ่งลักษณ์’ ซัดแหล่งที่มา เงินดิจิทัล งานแรกรัฐบาลทลายกรอบวินัยการเงินการคลัง

ที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่ออภิปรายนโยบาย ‘รัฐบาลเศรษฐา 1’ เป็นวันแรก  โดยภายหลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลังแถลงภาพรวมของนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อเวลา 10.40 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ลุกขึ้นอภิปรายฯ ว่าคำแถลงนโยบายที่ดีต้องเหมือนจีพีเอส ที่จะบอกว่าเป้าหมายตลอด 4 ปี คืออะไร รัฐบาลจะเดินไปเส้นทางไหน เหมือนหรือต่างกับผู้ร่วมทางตอนหาเสียงหรือไม่ จะไปถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ 

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายฯ นโยบายรัฐบาลเศรษฐา 1น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายฯ นโยบายรัฐบาลเศรษฐา 1

“แต่เมื่อนั่งฟังนโยบายรัฐบาลจนจบ พบว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากเอกสารที่ออกมาก่อนหน้านี้ ถ้าเปรียบเป็นจีพีเอสเหมือนประเทศกำลังหลงทาง ขาดความชัดเจน และหากเปรียบเทียบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนมากกว่า”

โดยทั้งเป้าหมาย วิธีการ และการกำหนดกรอบเวลา ถือว่ามีความสำคัญเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าท่านได้ทำตามสัญญาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องบรรจุนโยบายที่หาเสียงไว้เพราะเป็นสัญญาที่เอาไว้แลกกับคะแนนเสียง หากพรรคไหนคิดกลับคำตระบัดสัตย์ไม่บรรจุนโยบายที่หาเสียงไว้ในนโยบายรัฐบาล คงถือว่าพรรคการเมืองนั้นทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน

“หากตัดเกรดคำแถลงนโยบายของนายเศรษฐา ให้อยู่เกรดเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และคิดว่าพ ล.อ.ประยุทธ์ แถลงได้ดีกว่าด้วยซ้ำเพราะแถลงยาวกว่า และยังถือว่าพรรคเพื่อไทยมาตรฐานตก เพราะไม่สามารถรักษามาตรฐานได้จากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่แถลงนโยบายได้อย่างชัดเจน มีนโยบายที่หาเสียงทั้งหมดและมีการกำหนดกรอบเวลา การแถลงนโยบายไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่เป็นรูปธรรม เขียนแบบพูดอีกก็ถูกอีกเหมือนพูดว่าน้ำเป็นของเหลว จึงเท่ากับว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการอธิบายรายละเอียดของนโยบาย การเขียนนโยบายต้องไม่ใช่เขียนนโยบายเหมือนเป็นแค่คำอธิษฐาน นโยบายที่หาเสียงไว้ก็หาแทบไม่เจอ แม้จะมีนโยบายของพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่ของพรรคร่วมแทบไม่เห็น” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า นายกฯ ปัจจุบันมาจากภาคเอกชน เราหวังว่าจะเอาแนวทางบริหารแบบเอกชนมาปรับใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินในบางเรื่อง การแถลงนโยบายครั้งนี้ถ้าท่านคือซีอีโอใหม่ที่กำลังแสดงวิสัยทัศน์กับบอร์ด อยากถามว่าเป็นท่านจะฟังต่อหรือลุกเดินหนี ตอนอยู่เอกชนท่านมีเป้าหมายชัดเจน มีตัวเลขชี้วัด นั่นคือตัวอย่างที่ดี แต่น่าเสียดายที่ท่านยังไม่นำมาใช้ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ คำแถลงขาดความทะเยอทะยานที่จะทำให้สังคมก้าวหน้า สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศ เหมือนท่านหลับตาข้างหนึ่งแล้วก้าวข้ามความขัดแย้งทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสามจังหวัดภาคใต้ การลดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีการพูดถึง เหมือนท่านไม่กล้าแตะเรื่องยากๆ

ทั้งนี้ตอนหาเสียงท่านกล้าหาญกว่านี้มาก ตนคิดว่าน่าจะมาจากการที่รัฐบาลกลัวการผูกมัดกลัวทำไม่ได้แบบที่สัญญาเลยไม่กล้าผูกมัดอะไรกับประชาชนเลย แต่ก็ไม่ควรหลอกประชาชนช่วงเลือกตั้งด้วยการหาเสียงแต่แรก และการเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้วเป็นรัฐบาลคนละขั้วหาข้อตกลงกันไม่ได้ จึงต้องเขียนให้ลอยและกว้างเอาไว้ มีความเกรงใจกลุ่มอำนาจเก่า จึงไม่กล้าทำเรื่องยากๆ ที่จะต้องปะทะกับใครเลย

ส่วนกรอบระยะสั้นหลายเรื่องที่ควรเป็นนโยบายเร่งด่วน กลับไม่มีส่วนกรอบระยะกลาง ระยะยาว หากพิจารณาดูจะพบว่าหายไปหลายเรื่อง เช่น ลดรายจ่าย และลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่ถูกลดทอนเหลือแค่เหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตนเชื่อว่านายกฯ สมัยยังไม่เข้าวงการการเมืองเต็มตัว ท่านเคยแสดงความเห็นเรื่องนี้โดยเห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้อยากถามว่าท่านยังคิดแบบเดิมหรือไม่หรือเปลี่ยนความคิดไปแล้ว วันนี้ไม่ใช่แค่นายเศรษฐาที่เปลี่ยนไป แต่พรรคเพื่อไทยก็เปลี่ยนด้วย เพราะคำแถลงของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้อย่างมาก วันนี้อุดมการณ์จุดยืนของพรรคเพื่อไทยยังคงเดิมหรือเปลี่ยนไปแล้ว หรือท่านไม่เห็นว่าสำคัญอีกต่อไปเพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว

น.ส.ศิริกัญญา อภิปรายถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่จะใช้งบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทว่า แหล่งที่มาของงบประมาณจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินต้องพิจารณาว่างบพอหรือไม่หรือมีเงินสดพอหรือไม่ หรือหากใช้เงินนอกงบประมาณ จะมี 3 วิธีการคือ กู้ยืมเงินจากธนาคารรัฐ กู้ยืมเงินกองทุนหมุนเวียนหรือไม่ และขายกองทุนวายุภักษ์ หากเลือกใช้งบประมาณปี2567 คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะงบที่เหลือจริงๆ ที่จะใช้ได้คือ 4 แสนล้านบาท ท่านได้ถามพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือยังที่จะเอางบที่เหลือมาลงกับดิจิทัลวอลเล็ต แต่หากเลือกใช้เงินนอกงบประมาณก็ไม่สามารถทำได้ หากไม่แก้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งนายกฯ บอกว่าเคร่งครัดเรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่งานแรกจะเริ่มต้นด้วยการทลายกรอบวินัยการเงินการคลังเลยหรือ

“ดิจิทัลวอลเล็ตกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน แต่ดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้เกษตรกรขุดแหล่งน้ำ เพื่อบรรเทาภัยแล้งไม่ได้ , ดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ทำให้เกษตรกร ได้เอกสารสิทธิที่ดินทำกินได้, ดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ช่วยการส่งออกสินค้าได้” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า ขอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญให้ดี การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การพนัน จะเทหมดหน้าตักแล้วไปหวังน้ำบ่อหน้าไม่ได้ ข้อดีของการแถลงนโยบายแบบกว้างๆ คือท่านทำอะไรได้มากว่านั้น ท่านยังมีโอกาสอีกครั้งในการแถลงงบประมาณ ถ้าคำแถลงนโยบายคือคำสัญญา 4 ปี คำแถลงงบประมาณก็จะเป็นคำสัญญา 1 ปี ซึ่งยังเฝ้ารอในโอกาสหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย เป็นการเติมเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย นำไปสู่การจ้างงานสร้างอาชีพ เศรษฐาไม่ได้บอกว่าเงินดิจิทัลจะนำใช้ไปในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่ทำกัน และการส่งออก

‘ศิริกัญญา’ ชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลเศรฐา 1’ แค่ ‘คำอธิษฐาน’ ไร้เป้าหมาย

‘ก้าวไกล ‘ แนะ เงินดิจิทัล 10,000 บาท ป้อนร้านค้ารายย่อย เชื่อฟื้นศก.ได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558297

11 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล ' แนะ  เงินดิจิทัล 10,000 บาท ป้อนร้านค้ารายย่อย เชื่อฟื้นศก.ได้จริง

สส.บัญชีรายชื่อ ก้าวไกล อภิปรายในสภา มอง ” โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ” จะเห็นผลจริง ควรเจาะจงไปที่ กลุ่มร้านค้ารายย่อย หรือ SMEs เพราะเป็นฐานรากในการสร้างความหมุนเวียนของระบบ ชี้หากไม่กำหนดเป้าหมายชัดเจน สุดท้ายกลุ่มทุนขนาดใหญ่กินรวบ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  ว่า  จากการฟังคำแถลงพบว่า  รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการย่อย หรือ  SMEs น้อยเกินไป โดยมีเพียงการอธิบายว่า SMEs กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดเท่านั้น    ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว  ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือรายย่อย   พบกับปัญหามายาวนานก่อนวิกฤตโควิด ทำให้กังวลว่าหากรัฐบาลมองวิกฤตเศรษฐกิจนี้แต่ในภาพกว้าง โดยคิดว่าเพียงการกระตุ้นและการแจกเงินเพียงครั้งเดียวจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ หรือจะแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด

สิ่งที่ SMEs คาดหวังจากนโยบายรัฐบาลคือแต้มต่อ เพื่อช่วยแข่งขันกับกลุ่มทุนใหญ่ที่มีทรัพยากรที่ได้เปรียบมากกว่า SMEs   และมีแนวโน้มจะกินรวบในเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกวัน ตนจึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไข โดยเฉพาะในโครงการเติมเงินดิจิทัล จากที่กำหนดให้สามารถใช้เงินดิจิทัลได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร   มาเป็นการกำหนดให้เงินดิจิทัล ใช้ได้เฉพาะกับร้านค้ารายย่อย หรือ SMEs เท่านั้น หรืออย่างน้อยรัฐบาลควรจะกำหนดแต้มต่อให้ร้านค้า SMEs เป็นโบนัส 20% – 30% สำหรับเงินดิจิทัล ดีกว่าที่จะใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อสุดท้ายจะไหลเข้ากลุ่มทุนใหญ่ทั้งหมด

.

เชื่ออัดฉีดรายย่อยของจริง ช่วยฟื้นศก. 

.

ผู้ประกอบการรายย่อยฐานราก คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจนี้มากที่สุด และการกำหนดเฉพาะร้านค้ารายย่อย จึงเกิดการกระจายเม็ดเงินไปยังทุกพื้นที่ได้จริง ตามวัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐบาล หรือถ้าวัตถุประสงค์ของโครงการคือต้องการเห็นเม็ดเงินสะพัด เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายรอบมากที่สุดเ พื่อฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วๆ การกำหนดเงื่อนไขให้มีการหมุนเงินกันเฉพาะร้านค้ารายย่อย ก็ย่อมจะตอบโจทย์วัตถุประสงค์นี้มากกว่า และนี่เป็นสาเหตุที่พรรคก้าวไกลเสนอนโยบาย   “หวยใบเสร็จ SMEs”  ให้รายย่อย SMEs ได้มีแต้มต่อ เพื่อจูงใจให้คนหันมาอุดหนุนร้านรายย่อยมากขึ้น 

 ด้านโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ของ SMEs  ปีที่แล้วสินเชื่อในระบบทั้งหมดที่อนุมัติให้ SMEs ลดลง 2% ขณะที่สินเชื่อที่ปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่กลับเพิ่มขึ้นถึง 5% ซึ่งแนวโน้มเช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมา 6 ปีติดต่อกันแล้ว นี่คือความไม่เท่าเทียมในการแข่งขันที่เกิดขึ้นชัดเจน เมื่อเงินทุนจากสินเชื่อในระบบไหลไปกองอยู่ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่หมด เงินทุนสำหรับ SMEs น้อยลงเรื่อย ๆ ยังไม่นับว่าดอกเบี้ยระหว่างรายเล็กกับรายใหญ่ก็ถ่างขึ้นเรื่อย  ๆ 

.

ขอรัฐเพิ่มวงเงินช่วยทุนรายเล็กขับเคลื่อน

.

สิ่งที่ SMEs คาดหวังจากนโยบายรัฐบาล คือการเพิ่มวงเงินสำหรับค้ำประกันสินเชื่อ ให้ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ปกติมีความเสี่ยงสูง สถาบันการเงินไม่ค่อยอยากจะอนุมัติสินเชื่อให้ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายค้ำประกันช่วย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจะใช้กลไก    บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  “บสย.” เป็นหน่วยงานหลักในการช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs แต่งบประมาณที่รัฐบาลก่อนหน้าจัดสรรให้ยังไม่มากพอ ที่จะทำให้สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อให้แก่ SMEs

“นโยบายการเพิ่มงบประมาณให้ บสย. 30,000 ล้านบาท ก็เป็นนโยบายเดียวกัน ที่ทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลได้เคยหาเสียงไว้ตรงกัน แต่วันนี้กลับไม่เห็นในคำแถลงนโยบายแล้ว จึงต้องถามว่าเราจะได้เห็นการสนับสนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่  เพราะการที่ SMEs กู้สินเชื่อในระบบไม่ได้ ทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบและปัญหาสังคมเกิดขึ้นตามมา และตราบที่ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่ได้ ต่อให้รัฐบาลจะเติมเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากเท่าไหร่ โอกาสที่รายย่อยจะเข้าถึงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น และจะกลายเป็นว่าประชาชนได้แค่ 10,000 บาทมาใช้ แต่มูลค่าเศรษฐกิจก็จะเข้าไปทุนใหญ่เหมือนเดิม    ”   นายวรภพ ระบุ

พรรคเป็นธรรม ชู 4 ประเด็น อภิปราย – สว.กิตติศักดิ์ แคลงใจ เงินดิจิทัล 10,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558272

11 ก.ย. 2566

พรรคเป็นธรรม ชู 4 ประเด็น อภิปราย - สว.กิตติศักดิ์  แคลงใจ เงินดิจิทัล 10,000 บาท

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แจง ประเด็น ที่เตรียมไว้เพื่ออภิปรายรัฐบาล ได้คิวพรุ่งนี้ ทั้งกระจายอำนาจ , สันติภาพชายแดนใต้ , ความมั่นคง และ การต่างประเทศ ย้ำต้องการเสริมให้นโยบายแข็งแกร่งขึ้น ส่วน สว. กิตติศักดิ์ ตั้งข้อสังเกต เงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำไมไม่โอนเป็นเงินสด

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม  เปิดเผยว่า  ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 
“พรรคเป็นธรรม” ได้คิวอภิปรายวันพรุ่งนี้ ( อังคารที่ 12)  ระยะเวลารวม 17 นาที ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะอภิปรายมี 4 เรื่องคือ 1.การกระจายอำนาจ ซึ่งมีความจำเป็นต้องอภิปรายหลายประเด็น อาทิ ผู้ว่าฯ CEO 2.การสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นว่านโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย 3.เรื่องความมั่นคง ซึ่งจะอภิปรายว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความมั่นคงจะเป็นอย่างไร 4.การต่างประเทศ ว่าประเทศไทยจะมีจุดยืนในการทูตอย่างไร ให้ประเทศไทยมีความสง่างามในเวทีโลก

นายกัณวีร์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว นโยบายต่าง ๆ กมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งพรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายทั้งหมดตั้งแต่นโยบายช่วงหาเสียง ช่วงการตั้งรัฐบาล และวันนี้ เป็นการแถลงนโยบายทั้งหมด การอภิปรายจึงเป็นในลักษณะตั้งคำถาม และตั้งข้อสังเกต เพื่อเป็นการเสริมให้นโยบายแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่อภิปราย เพื่อไม่เห็นด้วยกับนโยบาย   “การอภิปรายของพรรคเป็นธรรม จะลงรายละเอียดเป็นเรื่องๆ  โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องเกี่ยวกับผู้ว่า CEO ที่ได้เตรียมข้อมูลมานาน”    นายกัณวีร์  ระบุ  

พรรคเป็นธรรม ชู 4 ประเด็น อภิปราย - สว.กิตติศักดิ์  แคลงใจ เงินดิจิทัล 10,000 บาท

กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม

.

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. ) กล่าวว่า ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ได้เตรียมผู้อภิปรายกว่า 60 คน  ในกรอบเวลาอภิปราย 5 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอในการอภิปราย ทำให้มี สว.หลายคนต้องสละสิทธิ์การอภิปราย ส่วนตนเองนั้นไม่ได้อภิปราย เพราะเมื่อหารเวลากันแล้ว สว.จะได้อภิปรายคนละ 5 นาที เพราะฉะนั้น จึงให้ สว. คนอื่นๆได้อภิปราย

ทั้งนี้  ยังติดใจประเด็นเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท ฝากรัฐบาลชี้แจงให้ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดจึงไม่แจกเป็นเงินสด และการนำเงินเข้าระบบดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ สส.และ สว. ติดใจ และต้องการคำตอบจากรัฐบาล มองว่าหากชี้แจงประเด็นนี้ได้ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามเรื่องที่สนับสนุนให้ประชาชน อยู่ดีกินดี ตนเห็นด้วยและขอสนับสนุน ทั้งนี้ฝากทิ้งท้ายว่า  พร้อมให้กำลังใจและขอสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

พรรคเป็นธรรม ชู 4 ประเด็น อภิปราย - สว.กิตติศักดิ์  แคลงใจ เงินดิจิทัล 10,000 บาท

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. )