‘พิธา’ ให้เวลา ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ ชี้ 3 เดือนแรก ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557029

26 ส.ค. 2566

‘พิธา’ ให้เวลา ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ ชี้ 3 เดือนแรก ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับปชช.

‘พิธา’ หวัง มท.1 คนใหม่ ผลักดันกระจายอำนาจ ไม่กระจุกตัวอยู่ในแค่เมือง ทำประเทศไทยไปต่อไม่ได้ พร้อมให้เวลา ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ ทำงานชี้ 3 เดือนแรก ควรทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง ถึงกรณีผลโพลของ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับดีโหวต คะแนนนิยมหลังตั้งรัฐบาล-นายกฯ ซึ่งพบว่า คะแนนของพรรคก้าวไกล 62% จะเลือกพรรคก้าวไกลหากมีการเลือกตั้งใหม่ และคะแนนของพรรคเพื่อไทยก็ไหลมาอยู่พรรคก้าวไกล ว่า สำหรับตนเองความรู้สึกก็ยังรู้สึกคงเส้นคงวา เกี่ยวกับการอ่านโพล ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง และสิ่งที่จะสะท้อนได้ คงจะต้องอ้างอิงสื่อมวลชน ที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนทุกรุ่นทุกวัย สนใจการเมืองเป็นพิเศษ ทั้งนี้จึงต้องใช้ผลโพลเป็นกำลังที่จะเดินหน้าทำงานทางการเมืองต่อไป และปรับปรุงในสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีพอ

 เมื่อถามถึง โผครม. ที่ค่อนข้างชัดเจนว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มองอย่างไร นายพิธา ระบุว่า สำหรับกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี สิ่งที่สำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกล ผลักดันมาโดยตลอด และหวังว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ก็หวังว่าจะเน้นทำงานในเรื่องนี้ เพราะมีรายละเอียดเยอะ โดยเฉพาะการกระจายงบประมาณ กระจายบุคลากร และกระจายภารกิจ และโอกาสในการเก็บภาษี เพื่อให้การบริหารแผ่นดิน เป็นไปด้วยความฉับไว เพราะก่อนหน้านี้มีบทเรียนมาหลายช่วง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และโควิด จึงคิดว่าเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและคนที่จะมารับตำแหน่งนี้

ส่วนกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาล เป็นเจ้ากระทรวง จะกระจายอำนาจได้จริงหรือไม่นั้น นายพิธา มองว่า คงต้องให้เวลารัฐบาลในการทำงานก่อน เพราะตอนนี้ยังเป็นแค่โผครม. ไม่ทราบว่าใครเป็นรัฐมนตรีกันแน่ และไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากให้มีการกระจุกตัวของอำนาจ อยู่ในแค่เมืองแค่ไม่กี่เมือง ก็จะทำให้ประเทศไทยไปต่อไม่ได้

เมื่อถามว่าอยากให้พรรคเพื่อไทย ตั้งโรดแมปในการทำงานให้กับประชาชนอย่างไรบ้าง เพราะตอนพรรคก้าวไกลก็ได้จัดทำโรดแมปประกาศกับประชาชนอย่างชัดเจน นายพิธา ระบุว่า ในช่วงวิกฤติ ไม่ว่าพรรคอะไรก็คงต้องมีโรดแมป เป็นของตัวเอง ที่จะประกาศกับประชาชน อย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นว่าประชาชน จะมีส่วนร่วม และมีความคาดหวังได้อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ในส่วนของพรรคก้าวไกล ในช่วงสองถึงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการผลักดันกฏหมายสำคัญ เข้าสู่สภา ซึ่งเป็นสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้ เรื่องเกี่ยวกับกฏหมายสุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม จะมีการผลักดันต่อไป ถ้าคณะรัฐมสนตรี(ครม.)บรรจุไม่ทัน 60 วัน ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ทางฝั่งพรรคก้าวไกล จะมีโรดแมปบอกพี่น้องประชาชน ที่เลือกพรรคก้าวไกล หรือไม่ได้เลือก ว่าการทำงานในส่วนของนิติบัญญัติจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ใน 3 เดือนแรก มองว่า พรรคเพื่อไทย ควรแก้ไขปัญหาเรื่องไหนเป็นอันดับแรกนั้น นายพิธา ระบุว่า ต้องทำตามที่ให้สัญญากับประชาชนเอาไว้ มีหลายอย่างที่รอรัฐบาลใหม่อยู่ เช่นวิกฤติที่ดิน ที่สะสมมานาน เรื่องหนี้สิน เรื่องการเพิ่มมูลค่าการเกษตร คล้ายกับกระดุม 5 เม็ดที่เคยอภิปรายฯไป โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการทำกิน และการดูแลสถานะเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคก้าวไกลก่อนการเลือกตั้ง2566 ประกาศโรดแมป หากเป็นแกนำจัดตั้งรัฐบาลเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านไหน อย่างไร บ้าง ขณะที่พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ แม้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกล คาดว่าอาจจะเป็นเพราะ “ครม.เศรษฐา1” ยังไม่ลงตัว และมีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 11 พรรคการเมือง

เก้าอี้ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ ลงตัว คาดทูลเกล้าฯ ‘โผทหาร’ ภายใน1-2 วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557025

26 ส.ค. 2566

เก้าอี้ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ ลงตัว คาดทูลเกล้าฯ 'โผทหาร' ภายใน1-2 วันนี้

‘พล.อ.ประยุทธ์’ เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ โผทหาร ภายใน1-2 วันนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางธุรการเก้าอี้ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ ลงตัว ‘ทรงวิทย์‘ ผบ.สส. ’เจริญชัย‘ ผบ.ทบ.’พันธ์ภักดี‘ ผบ.ทอ. ’อะดุง’ผบ.ทร.

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การจัดทำบัญชีปรับย้ายนายทหารประจำปี(โผทหาร)หลังพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายระดับชั้นนายพล ของกระทรวงกลาโหม หรือ 7 เสือ กลาโหมไปเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 24 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา

สำหรับเก้าอี้ “ผบ.เหล่าทัพ” ประกอบด้วย

  • พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ตท.24) เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.)
  • พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ รองผู้บัญชาการทหารบก (ตท.23) เป็นผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)
  • พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ตท.24)เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)
  • พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือ ยุทธการ(ตท.23 ) เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.)

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เตรียมนำขึ้น ทูลเกล้าฯ ภายใน1-2 วันนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางธุรการ

กองทัพขุมกำลัง พล.อ.ประยุทธ์กองทัพขุมกำลัง พล.อ.ประยุทธ์

‘บิ๊กป้อม’ มาแล้ว หายหน้าหลายวัน โผล่นั่งกิน ‘ชาบู’ กลางใจเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557024

26 ส.ค. 2566

'บิ๊กป้อม' มาแล้ว หายหน้าหลายวัน โผล่นั่งกิน 'ชาบู' กลางใจเมือง

หายหน้าไปหลายวัน ‘บิ๊กป้อม’ ปรากฎตัวนั่งกิน ‘ชาบู’ กลางใจเมือง หลังสะพัดไม่พอใจแบ่งโควต้าคณะรัฐมนตรี พปชร. ได้น้อย

หายโฉมหน้าไปหลายวัน วันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปรากฎตัวแล้ว ใช้เวลาในวันหยุดวันเสาร์ เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนๆ และหลานๆ ที่ร้านชาบู Shabu nashi ที่ศูนย์การค้ากลางใจเมือง 

พล.อ.ประวิตร แต่งกายวัยรุ่น สวมแจ๊กเก๊ตสีน้ำเงิน เสื้อสีฟ้า กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบสีขาว สังเกตุเห็นสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส ผ่อนคลาย พูดคุยทักทายกับลูกหลาน เพื่อนๆ 

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร ไม่เข้าร่วมงานการประชุมรัฐสภานัดสำคัญ คือ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ส.ค. รวมถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมาด้วย ท่ามกลางกระแสไม่พอใจการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งพรรคพลังประชารัฐได้เท่ากับพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ รมต. 2 รมช. 2 

'บิ๊กป้อม' มาแล้ว หายหน้าหลายวัน โผล่นั่งกิน 'ชาบู' กลางใจเมือง
'บิ๊กป้อม' มาแล้ว หายหน้าหลายวัน โผล่นั่งกิน 'ชาบู' กลางใจเมือง

‘สุชาติ’ ไม่ท้อ-ไม่เสียใจ เผยทำเต็มที่แล้ว ปชช.เรียกร้องนั่ง รมว.แรงงาน ต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557015

26 ส.ค. 2566

'สุชาติ' ไม่ท้อ-ไม่เสียใจ เผยทำเต็มที่แล้ว ปชช.เรียกร้องนั่ง รมว.แรงงาน ต่อ

‘สุชาติ’ เผยเป็น ‘รมว.แรงงาน’ ไม่ท้อ-ไม่เหนื่อย-ไม่เสียใจ ทำเต็มที่แล้ว พร้อมฝากถึงคนใหม่ทำงานเพื่อแรงงาน ด้าน ปชช. แห่ให้กำลังใจ เรียกร้องสวมหัวโขน รมว. ต่อ

นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์เฟซบุ๊กเผยความในใจพร้อมฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ทำงานเพื่อแรงงานต่อ ระบุว่า 

ไม่ท้อ ไม่เหนื่อย ไม่เสียใจ
เพราะกำลังใจจากทุกคนที่รักกัน ยังคง “ล้นหัวใจ” เหมือนเช่นทุกวัน

ที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ๆ ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุดแล้ว และมีความสุขมากๆ ที่ได้ดูแลพี่น้องแรงงานทั่วประเทศ ผมรู้สึกรักผูกพันห่วงใยทุกปัญหาความเป็นอยู่ได้ดูแลทุกๆ ท่านแม้เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งก็จดจำไปแสนนาน ส่วนเรื่องการเมืองเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย ใครตั้งรัฐบาลก็ต้องโชว์ความสามารถตามนโยบายของแต่ละพรรค ผมขอให้กำลังใจแด่ทุกท่านที่ได้มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ขอให้ท่านได้ทำเพื่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสวัสดิการ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ขอให้สำเร็จทุกประการ

ขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ผูกพันกันมา จะเคยเห็นหน้า ไม่เคยเห็น หรือคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ทุกคนสำคัญเสมอเหมือนเดิม

ผมเต็มที่และมีความสุขมาก
ที่ครั้งหนึ่งได้ดำรงตำแหน่ง รมต.แรงงาน
25 สิงหาคม 2566

แฟนคลับ “พลังเฮ้ง” แห่ให้กำลังใจพร้อมเรียกร้องให้ “สุชาติ ชมกลิ่น” กลับมานั่งเก้าอี้เดิม “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน” เพื่อต่อยอดผลงาน เช่น

พี่น้องแรงงานอยากได้รมต.แรงงานคนที่เขารัก แต่การเมืองก็เลือกรมต. แรงงานอีกคนหนึ่ง ก็ต้องยอมรับกันไป หวังว่าใครจะเป็นรมต.แรงงาน จะเข้าใจและทำเพื่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานครัย , ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยเหลือพวกเราแรงงานมาโดยตลอด ที่ท่านดำรงตำแหน่งรมต แรงงาน พวกเราจะรอท่านกลับมาดูแลพวกเราอีกนะค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านค่ะ สู้ๆ , กลับมาอีกนะครับ​ , ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เข้าถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาทำให้กับประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบนอกระบบ นายจ้าง/ลูกจ้าง เป็นอย่างดีครับท่านรัฐมนตรีที่ชื่อสุชาติ ชมกลิ่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจับตารายชื่อคณะรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน จะมีชื่อ “สุชาติ ชมกลิ่น” หวนคืนกระทรวงแรงงานหรือไม่ บางโผระบุเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(ที่เดิม) , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหกรรม หรือนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยก็มีหลุดมาให้เห็นบ้าง   

'สุชาติ' ไม่ท้อ-ไม่เสียใจ เผยทำเต็มที่แล้ว ปชช.เรียกร้องนั่ง รมว.แรงงาน ต่อ
'สุชาติ' ไม่ท้อ-ไม่เสียใจ เผยทำเต็มที่แล้ว ปชช.เรียกร้องนั่ง รมว.แรงงาน ต่อ
'สุชาติ' ไม่ท้อ-ไม่เสียใจ เผยทำเต็มที่แล้ว ปชช.เรียกร้องนั่ง รมว.แรงงาน ต่อ

มาดามเดียร์ ลุยหาเสียงช่วย ‘หมอบัญญัติ’ เลือกตั้งซ่อมระยองเขต 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557013

26 ส.ค. 2566

มาดามเดียร์ ลุยหาเสียงช่วย ‘หมอบัญญัติ’ เลือกตั้งซ่อมระยองเขต 3

‘หมอบัญญัติ’ เลี่ยงตอบปมขัดแย้งใน ‘ประชาธิปัตย์’ วอนโฟกัสผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อมระยอง เขต 3 การันตีเป็นคนพื้นที่ รู้ปัญหาช้างป่า-การประมง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนตลอด ขณะที่ ‘มาดามเดียร์’ เชื่อ ปชป. ทำงานฝ่ายค้าน ร่วม ก้าวไกล ไร้ปัญหา

นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีตสส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัครสส.ระยอง เขต3 อำเภอแกลง และอำเภอเขาชะเมา เบอร์ 2 ร่วมกับ มาดามเดียร์- น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่ตลาดสามย่าน จ.ระยอง ภายหลังนายนครชัย ขุนณรงค์ สส.ก้าวไกล ลาออก สส. เนื่องจากเคยต้องโทษจำคุกคดีลักทรัพย์ ขัดคุณสมบัติสส.ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการหาเสียงเป็นไปด้วยความราบรื่นโดยนพ.บัญญัติและน.ส.วทันยาได้เดินขอเสียงจากประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าบริเวณตลาดสามย่าน ทั้งยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนเข้ามาพูดคุยและขอถ่ายรูปร่วมด้วย และช่วงหนึ่งของการหาเสียงยังแวะทักทายและส่งเชียร์ให้กับเยาวชนที่มาฝึกซ้อมฟุตบอล

น.ส.วทันยา กล่าวว่า เราเชื่อมั่นในผลงานที่นพ.บัญญัติเคยทำให้กับชาวอำเภอแกลงมาโดยตลอดการเป็น สส.ถึง 3 สมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความตั้งใจ และเชื่ออย่างยิ่งว่าประชาชนในพื้นที่จะไม่ทอดทิ้งคนแกลงด้วยกันเอง ตั้งแต่ นพ.บัญญัติเป็นสส.ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการผลักดันเร่งรัดงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลแกลง เพื่อดูแลสุขภาพชาวอำเภอแกลง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานของทุกคน

นพ.บัญญัติ กล่าวว่า จากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง วันที่ 10 ก.ย. 2566 จะลงพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อจุดประเด็นปัญหาร่วมของพื้นที่ เช่น ปัญหาประมง ช้างป่า เป็นต้น และนำเสนอว่าตนเป็นคนพื้นที่ที่รู้ปัญหา โตมากับชาวอำเภอแกลง จึงขอให้ประชาชนช่วยสนับสนุนคนบ้านเรา และเลือกคนคุณภาพที่ทำงานได้ทันที รู้ปัญหา เกาถูกที่คัน

เมื่อถามว่าปัญหาความขัดแย้งในพรรคจะส่งผลกระทบกับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนึ้หรือไม่ นพ.บัญญัติ กล่าวว่า อยากให้ประชาชน โฟกัสที่ตน เพราะมีบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยมตลอดอายุการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ สามารถร้องเรียน ดุด่าว่ากล่าวได้ทั้งหมด ที่สำคัญเป็นผู้แทนตามสั่ง สิ่งใดที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนสามารถสั่งได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ตนดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การเกษตรรวมถึงปัญหาประมงแก้กฎหมายไอยูยู

ถามถึงกำหนดการประชุมใหญ่พรรค ที่จะเลือกคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ จะมีขึ้นเมื่อใด น.ส.วทันยา กล่าวว่า ไม่อาจทราบได้ ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค แต่ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พรรคจะหาจุดลงตัว และเชื่อมต่อการทำงานจากนี้ไปได้ ทั้งพรรคและประเทศคงต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะการทำหน้าที่ฝ่ายค้านซึ่งเป็นบทบาทสำคัญที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับพรรคประชาธิปัตย์ อยากให้ผู้บริหารและสมาชิกเห็นความสำคัญในการร่วมมือกันทำงานทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนกลับสู่พรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง และยืนยันว่าการทำงานร่วมกันกับพรรคก้าวไกลจะไม่มีปัญหา และจะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในสภาชุดนี้อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ลงพื้นที่จ.ระยอง ช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียง ในศึกเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3 ที่ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 10 ก.ย. 2566 นี้ ตั้งแต่เวลา 8.00น.-17.00น.

‘เศรษฐา’ ยอมรับโผ ครม. โควต้าเพื่อไทยยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557022

26 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ยอมรับโผ ครม. โควต้าเพื่อไทยยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง

‘เศรษฐา’ เผย โควต้าเพื่อไทยในโผ ครม. ยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง ยอมรับรมว.มหาดไทยหลุดให้ ‘ภูมิใจไทย’ เตรียมหารือนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เริ่มจันทร์นี้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เผยความคืบหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวใกล้เคียง แต่ขณะนี้ยังไม่อยากก้าวล่วงคณะเจรจา ซึ่งขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปในทางที่ดี และมีการลงรายละเอียดด้วยว่า อยู่ระหว่างการพูดคุยกัน ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดความถนัดของบุคคลที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงนั้นๆ โดยยึดความเจริญของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การจัดสรรอย่างเดียว ซึ่งของพรรคเพื่อไทยเหลืออีกนิดเดียว 2-3 ตำแหน่ง และต้องขอดูรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้กระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้มีชื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นั่ง รมว.มหาดไทยแล้วเปลี่ยนมาชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรมจะเสียใจหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ และตำแหน่งในกระทรวงใหญ่ๆ มีการพูดคุยกันแล้ว และคิดอย่างดีแล้ว เพราะผู้ใหญ่ในแต่ละพรรคทุกคน ผ่านการดูแลงานมาเยอะเชื่อว่าทุกคนมีความเหมาะสม

ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กในเชิงส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่นั้น นายเศรษฐา ระบุว่า ตนยังไม่ได้อ่านรายละเอียด โดยจะรับไปพิจารณา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมาจากรัฐบาลเดิม ก็จะมีการไปรับฟังงานที่ค้างไว้ โดยเฉพาะงานต่างประเทศที่สามารถสานต่อได้ ส่วนในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ต้องดู ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ และบางอย่างจะล็อคยาว 20 ปีก็ต้องดูความเหมาะสมและ สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เดินหน้าต่ออย่างเต็มตัว เพราะเป็นเรื่องสำคัญและเป็นมาตรการหลักของพรรคเพื่อไทย โดยวันจันทร์ที่ 28 ส.ค.และวันอังคารที่ 29 ส.ค.นี้จะได้มีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยรวบรวมข้อมูล และจะจัดทำไทม์ไลน์ หวังว่าในไตรมาส 1 ในปี 2567 จะดำเนินการได้

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงการแต่งตั้งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีส่วนสำคัญในการเจรจาการค้าในสมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันการค้าโลก ทั้ง FTA การเปิดตลาดใหม่ เพื่อเชิญนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งตามความเข้าใจของตัวเองผู้แทนการค้ามี 5 คน และสามารถตั้งประธานได้อีก 1 คน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่พัฒนาประเทศ โดยจะพิจารณาความเหมาะสมและความสามารถส่วนบุคคลในการแต่งตั้ง ขออย่าบอกว่าเป็นโควตาของพรรคการเมืองไหน แต่ขอให้เอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

ย้ำขอเอาผลงานเป็นที่ พิสูจน์การทำงานของรัฐบาลนี้ รวมถึงกระแสข่าวที่ว่าตนเองจากควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งหรือไม่นั้น นายเศรษฐา ยอมรับว่า ขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา และรับทราบว่าการคาดหวังของประชาชนสูง แต่ก็เชื่อว่าคนที่ถูกคัดเลือกจะทำหน้าที่พร้อมที่จะทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และยอมรับว่า เป็นธรรมดาว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการจะต้องร่วมงานกับรัฐมนตรีว่าการ และการนำโจทย์ความลำบากของประชาชนไม่ว่าบุคคลที่จะมาเป็น รัฐมนตรีช่วยไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดจะสามารถคุย และทำงานร่วมกันได้ ไม่อยากตั้งแง่ว่ามาจากพรรคไหน ซึ่งเชื่อว่า 11 พรรคการเมืองที่มาอยู่ด้วยกันวันนี้เชื่อว่าทุกคนเข้าใจถ่องแท้ ถึงความต้องการของประชาชนเข้าใจถึงปัญหา เข้าใจถึงการเดินไปข้างหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง

เมื่อถามว่าข้อมูลข่าวความนิยมของศรีปทุมโพลพบว่าความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดลงนายเศรษฐา ระบุว่า  ขอให้ผลงานพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งขณะนี้เราทำงานทุกวัน และทุกคนร่วมกันโดยไม่มีความเหน็ดเหนื่อย โดยยอมรับว่าความคาดหวังของคนไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยได้คุยพรรคร่วมรัฐบาล ทุกคนจะเข้าใจ

ส่อวุ่นโควต้า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ลงตัว FC หนุน ‘สุชาติ’ แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557005

26 ส.ค. 2566

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

รายชื่อโควต้ารัฐมนตรี ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ถูกเผยแพร่ออกมา ปรากฎไม่มีชื่อ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ จับตาสัปดาห์หน้า ‘เศรษฐา’ ประกาศของจริง

ตามที่มีกระแสข่าว รายชื่อโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ 2 รัฐมนตรีช่วย 2 หลุดออกมาล่าสุด โดยไม่ปรากฎชื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรค  แม้เป็น 1 ตัวตึงที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี จากที่บางโผระบุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(ที่เดิม) , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหกรรม หรือนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยก็มีหลุดมาให้เห็นบ้าง   

สำหรับรายชื่อตำแหน่งรัฐมนตรี 4 เก้าอี้ที่หลุด ประกอบด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ิเก้าอี้ รมว.พลังงาน , ม.ล.ชโยทิต กฤดากร สส.บัญชีรายชื่อ เก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม , นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร เก้าอี้ รมช.มหาดไทย และนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท เก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์

โดยช่วงประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 25 เพจพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ประกาศให้สมาชิกพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี โดยแฟนคลับของพรรค ส่วนใหญ่เชียร์ “สุชาติ ชมกลิ่น” เช่น กระทรวงแรงงานต้องสุชาติ ชมกลิ่นครับ ช่วงหาเสียงเขตชลบุรีท่านเหนื่อยมาก , คุณพีระพันธ์ กับ คุณสุชาติค่ะ , สุชาติ ชมกลิ่นครับ ขยันทำงาน , ท่าน สุชาติ ชมกลิ่น ครับ ทำงานจริง ไม้ท้อ ประชาชนได้รับผลประโยชน์เป็นทีประจัดครับ เป็นต้น 

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

สุดท้ายแล้วโพสต์ดังกล่าวถูกลบออกไปในเช้าวันเดียวกัน สร้างความงุนงงให้แฟนคลับอย่างมาก แม้กระทั่ง “จิรวุฒิ สิงห์โตทอง” สส.ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เกิดคำถามลบโพสต์ทำไม ? เพจพรรครวมไทยสร้างชาติลบโพสต์ดังกล่าวทำไมในเมื่ออยากถามความเห็นประชาชนที่สนับสนุนพรรค 
จิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.


มีรายงานข่าว กลุ่มนายสุชาติเกิดความไม่พอใจ จึงมีการถกเถียงกันอย่างหนักในไลน์กลุ่ม สส.ของพรรค แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอทางพรรคออกไขข้อกระจ่าง 

อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าติดตามการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นายสุชาติ จะมีชื่อกลับมาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ หลังไร้แบล็คอัพอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับกระแสข่าวไม่ลงรอยกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

‘ประยุทธ์’ ร่ายยาวลา 9 ปีเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงาน ผลงานเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557001

26 ส.ค. 2566

'ประยุทธ์' ร่ายยาวลา 9 ปีเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงาน ผลงานเพียบ

‘ประยุทธ์’ โพสต์เฟซบุ๊กเผย 9 ปีนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ปกป้องชาติและประชาชน ทุ่มเททำงาน พาประเทศสู่เวทีโลก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha” ระบุว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ ตลอดระยะเวลา 9 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุดของชีวิต เป็น 9 ปีที่ได้ทำงานเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผม และของเราทุกคน

เป็น 9 ปีที่ผมได้ใช้สติปัญญา ทุ่มเททุกศักยภาพและกำลังความสามารถ สานพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งเชิดชูสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และเป็น 9 ปีของประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้านทัดเทียมนานาอารยประเทศ และพร้อมยกระดับไปสู่ประเทศชั้นนำของโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเหตุผลสำคัญได้แก่

1. เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ระยะยาว 20 ปี เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางและกรอบแนวคิดในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนได้ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกระดับ 
2. มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งยิ่งใหญ่ ในทุกระบบ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ยกบทบาทของประเทศจากความโดดเด่นทางภูมิรัฐศาสตร์ ให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ด้านการบิน ด้านการขนส่งสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ 
3. มีความพร้อมเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล” และ “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล และ 5G ที่โดดเด่นในภูมิภาค เป็นที่ดึงดูดการลงทุนบริษัทชั้นนำของโลกหลายราย ซึ่งจะส่งเสริมบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน 5G – Data center – Cloud services ที่สำคัญในภูมิภาค มีการใช้ประโยชน์ของประชาชนในชีวิตประจำวัน การศึกษาหาความรู้ การประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและสร้างรายได้ที่สูงขึ้นของคนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ  
4. มีการกำหนด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อกิจการพิเศษ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านนวัตกรรม ด้านดิจิทัล เป็นต้น ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะแรงงานทักษะสูง-แรงงานแห่งอนาคต รวมถึงเกษตรอัจฉริยะ  เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานในอนาคต และการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21

5. สร้างกลไกในการบริการจัดการทรัพยากรที่สำคัญของชาติ (1) “น้ำ” ออกกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานน้ำในทุกระดับ (2) “ดิน” ตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และจัดทำแผนที่ One Map เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนมาหลายสิบปี รวมทั้งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ยากไร้-เกษตรกร (3) “ป่า” เช่น ออกกฎหมายป่าชุมชน ไม้มีค่า และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ
6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น (1) ส่งเสริมสวัสดิการกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ (2) ส่งเสริมบทบาทกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนยุติธรรม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (3) การยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา รองรับความท้าทายใหม่ๆ ของโลกในอนาคต
7. ปฏิรูปกฎหมายไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถแก้ไขวิกฤตชาติได้ในหลายเรื่อง เช่น ปลดธงแดง ICAO และแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย IUU สร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยในเวทีโลก 
8. ประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบราชการไทย เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนและเอกชน ที่เข้าถึงง่าย – สะดวก – โปร่งใส เช่น (1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตรงเป้าหมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรวจสอบได้ (2) UCEP สายด่วน 1669 บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ฟรีทุกสิทธิ์ ทุกโรงพยาบาล เป็นต้น
9. สร้างความสัมพันธ์ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบทวิภาคี-พหุภาคี และเขตการค้าเสรี (FTA) รวมทั้งรื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตลาดการค้าระหว่างกัน 
ทั้งนี้ การเดินทางของประเทศไทยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ราบรื่น หรือง่ายดาย ยังคงมีวิกฤตโควิด วิกฤตความขัดแย้งในโลก ที่ส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจนถึงในปัจจุบัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย ช่วยให้เราฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ และฟื้นตัวมาได้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวน


ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อนข้าราชการ และทุกภาคส่วน ที่ได้เสียสละและอดทนในทุกสถานการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้ส่วนรวม สังคม และประเทศชาติ กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าประเทศไทยนับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่ได้เริ่มนับที่ 1 อีกต่อไป หากทุกอย่างที่เราสร้างกันมานั้นได้รับการต่อยอด ก็จะทำให้เราเดินทางเข้าสู่ “เส้นชัย” ได้เร็ววันขึ้นครับ

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ ‘เลขาธิการนายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556982

26 ส.ค. 2566

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขานายกฯ ทักษิณ 2 สมัย ขึ้นแท่นว่าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คู่กาย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย

ปฏิบัติการทุ่มสุดตัวของพลพรรคเพื่อไทยคราวนี้ ยอมทุกวิถีทางเพื่อให้ ‘กุมอำนาจรัฐ’ บางส่วนเพื่อแลกกับสิ่งที่คอการเมืองและคนไทยค่อนประเทศรับรู้กันดี ทำให้การขยับขับเคลื่อนแต่ละก้าวของเพื่อไทยจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้จะต้องแลกกับพรรคพังในอนาคต

‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กาย ‘เศรษฐา’

ทุกยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากสายตรงทักษิณ ชินวัตร อย่าง ‘อ้วน’ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้ว ยังมี คนเดือนตุลาเป็นขุนพลคู่กายทักษิณ อีกคนคือ “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่เสมอ

หมอมิ้ง ลุยภูเก็ตพร้อมนายกฯหมอมิ้ง ลุยภูเก็ตพร้อมนายกฯ

แต่คราวนี้ ทักษิณ ส่ง “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ ทำงานใกล้ชิด กับเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ในตำแหน่ง “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” เป็นผู้บังคับบัญชา ข้าราชการในสังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ถือเป็นด่านหน้าในการนำเรื่องราวขึ้นสู่การพิจารณาของนายกรัฐมนตรี

หมอมิ้ง สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น

นพ.พรหมินทร์ วัย 69 ปี ปฏิเสธเส้นทาง สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น ไม่ได้ เพราะเขาคือประธานนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปี 2515

นพ.พรหมินทร์ ในโปรไฟล์เคยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาสวมหมวกเป็นประธานนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ จากนั้นอีก 2 ปี เขาเข้าสู่วงการเมืองในมหาวิทยาลัย ด้วยการรั้งตำแหน่ง เป็นเลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดล ในปี 2518

“หมอมิ้ง” เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ สังกัดพรรคไทยรักไทย ใช้ชีวิตเป็นคนใกล้ชิด และได้รับการไว้วางใจจากทั้ง ประมุขบ้านจันทร์ส่องหล้า และ ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า อย่างทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้ง 2 สมัยต่อเนื่อง

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'
เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

นพ.พรหมินทร์ ในฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน เขาเคยดำรง 3 ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทั้งในยุค รัฐบาลทักษิณ 1 และ รัฐบาลทักษิณ 2 ทั้งดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

“หมอมิ้ง” เคยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาแล้วถึงสองครั้ง ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ระหว่างเดือน ก.พ. 2544 – ต.ค. 2545 และ มี.ค. 2548 – ก.ย. 2549

กระทั่งถูกรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และยังเคยดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'
เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

ประวัติ หมอมิ้ง- นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2497 ที่จังหวัดพระนคร สมรสกับ แพทย์หญิงมัธยา เลิศสุริย์เดช มีบุตร 2 คน คือ นายมติ เลิศสุริย์เดช และ น.ส.มาพร เลิศสุริย์เดช

การศึกษา

  • พ.ศ. 2516 มัธยมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2525 วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พ.ศ. 2527 แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พ.ศ. 2533 Fellowship In Public Administration From Ottawa University And Carleton University, Canada (September 1989 – August 1990)
  • พ.ศ. 2534 อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ป้องกันคลีนิคจากแพทย์สภา
  • พ.ศ. 2535 National Health Administration, Japan (May – June 1992)

สาธิต ซัด ‘กลุ่ม16’ ทำ ‘ประชาธิปัตย์’ เสื่อมเสีย จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556976

25 ส.ค. 2566

สาธิต ซัด ‘กลุ่ม16’ ทำ ‘ประชาธิปัตย์’ เสื่อมเสีย  จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ

‘สาธิต’ ยก 3 เหตุ ซัด ‘กลุ่ม 16’ ทำประชาธิปัตย์ เสื่อมเสีย จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ ชี้ เป็นปฏิปักษ์-มีพฤติกรรมทำผิดข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2566 นายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ รักษาการกรรมการบริหารพรรค ยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ลงโทษผู้มีพฤติกรรมทำผิดข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง ด้วยการเป็นปฏิปักษ์กับพรรคด้วยการฝ่าฝืนมติคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทำให้พรรคเสื่อม

กลุ่ม 16  สส.พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 16 สส.พรรคประชาธิปัตย์

เสียชื่อเสียงและสร้างความแตกแยกในพรรค โดยระบุว่า กระผมนายสาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะกรรมการบริหารพรรครวมทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกจำนวนหนึ่ง พบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ปชป. (“สส.”) กระทำความผิด

ฝ่าฝืนข้อ 18 (1) และ (2) และข้อ 124 ของข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2566 (“ข้อบังคับพรรคฯ”)และจรรยาบรรณพรรค ปชป. โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป.อื่นๆรวมทั้งสิ้น 16 คนลงมติในที่ประชุมรัฐสภาขัดกับมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส.

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ก่อนวันประชุมร่วมกันของรัฐสภากำหนดการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรค ปชป. ได้มีมติของที่ประชุม สส. ว่าให้ สส. ของพรรค ปชป. “ลงมติงดออกเสียง” ต่อมา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมร่วมกับของรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามี สส. ของพรรค ปชป.ได้แก่

นายชัยชนะ เดชเดโช  1 ใน สส.กลุ่ม 16 ที่โหวตเห็นชอบ หนุนนายเศรษฐา ทวีสิน เป้นนายกฯนายชัยชนะ เดชเดโช 1 ใน สส.กลุ่ม 16 ที่โหวตเห็นชอบ หนุนนายเศรษฐา ทวีสิน เป้นนายกฯ

นายเดชอิสม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนออกเสียง “เห็นชอบ” ต่อการเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 นายเดซอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปซป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนออกเสียง “เห็นชอบ” ต่อการเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยนั้น 

ได้ออกมาแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่ทำให้พรรค ปชป. ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้พรรค ชป. เกิดความแตกแยกสามัคคีภายใน การกระทำของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรคประชาธิปัตย์อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมติของพรรค ปชป. เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ปชป. และกระทำความผิดข้อบังคับพรรคฯ อย่างร้ายแรง เนื่องจากตามข้อบังคับพรรคฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคปชป. ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคฯ ดังนี้

ข้อ 18 ระบุว่า “สมาชิกมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับพรรค และมติคณะกรรมการบริหารพรรค

2. รักษาชื่อเสียงของพรรคโดยไม่ปฏิบัติไปในทางที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค…”

ข้อ 96 ระบุว่า “ให้ที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เป็นผู้ลงมติว่าจะจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลหรือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่”

ข้อ 115 ระบุว่า “นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับตามหมวด 4 ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกแล้ว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติตามวินัย

ดังต่อไปนี้ …

(6) ห้ามดำเนินการอื่นใดอันอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค…”.

ข้อ 124 ระบุว่า “การลงโทษสมาชิกผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากสมาชิกภาพจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฎว่าสมาชิกผู้นั้นกระทำการให้พรรคเสียหายอย่างร้ายแรง หรือทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีภายในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคหรือจรรยาบรรณของพรรค มติหรือคำสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรค…”

2. การกระทำของนายเดชอิศฆ์ ขาวทอง สร้างความเสียหายต่อพรรค ปชป. อย่างร้ายแรงนอกจากการกระทำความผิดของนายเดชอิศม์ ขาวทองในข้อ 1. ข้างต้นแล้ว นายเดชอิศม์ ขาวทอง ยังกระทำการสร้างความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรงด้วยการพูดจาไม่น่าเชื่อต่อสาธารณชน พูดกลับกลอกไม่มีความจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 นายเดชอิศม์ ขาวทองได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกล่าวว่าตนไม่ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบนายทักษิณเพียงแต่ไปฮ่องกงเพื่อแก้บนให้แก่ภรรยาเท่านั้น นายเดชอิศม์ ขาวทอง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อแก้หลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยบนเนื่องจากได้บนไว้ให้ภรรยาชนะการเลือกตั้ง ส่วนได้ไปพบนายทักษิณหรือไม่ ตนไม่ขอพูดดีกว่า“ และยังพูดถึงเรื่องการร่วมรัฐบาลต่อไปอีกว่า ”สส.ในกลุ่มของนายเดชอิศม์ จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมติพรรค และการจะร่วมรัฐบาลหรือไม่จะเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค ชุดที่มีอยู่ รวมกับ สส.ปัจจุบัน เหมือนปี 2562 ที่มีการเถียงกัน 1 วัน 1 คืน สุดท้ายมีมติ 61 ต่อ 16 ให้ร่วมรัฐบาล ถ้าไปก็ไปทั้งพรรค และยืนยันจะไม่มีใครฉีกมติพรรค และไม่มีงูเห่าจากพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน ภายใต้มติของกรรมการบริหารพรรค”

2.2 แต่ทว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 นายเดชอิศม์ ขาวทอง ได้ให้สัมภาษณ์ กับคุณอาร์ท เอกรัฐ ในโทรทัศน์ช่อง PP TV ซึ่งยอมรับว่าตนได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบนายทักษิณและพูดคุย

ถึงการร่วมรัฐบาลจริง ในรายการมีการพูดถึงแนวทางการร่วมจัดตั้งรัฐบาลตอนหนึ่งว่า “จริงๆ หลักของประชาธิปัตย์ การร่วมรัฐบาลตนคิดคนเดียวไม่ได้ โดยหลักแล้ว 1.ต้องเทียบเชิญก่อน 2.กรรมการบริหารพรรคประชุมร่วม สส.25 คน รวม 52 คน ซึ่งการประชุมนี้ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรถือเป็นมติพรรค” และกล่าวยอมรับว่าตนได้เจอนายทักษิณที่ฮ่องกงจริง

เมื่อโดนถามว่าไปฮ่องกงไหมจึงตอบว่า “ไป ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดนายทักษิณพอดี ส่วนเจอนายทักษิณหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เจอครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ตนไม่อยากพูดเพราะกลัวว่านายทักษิณ หรือใครก็ตามจะเสียหาย ซึ่งนายทักษิณสนิทสนมกับตนส่วนตัว เพราะตนเคยลงสมัครพรรคไทยรักไทยปี 2548 ซึ่งตนก็ไม่มีความแค้นส่วนตัวกับใครอยู่แล้ว” และยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ส่วนตัวผมจริงๆ ผมอยากให้ร่วมรัฐบาล เพื่อแนวคิดของเราอยากแก้ปัญหาประชาชนจะแก้ได้”

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริง พรรค ปชป. ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล และพรรค ปชป. ก็ไม่เคยมีมติเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้กับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ แต่อย่างใด ซึ่งหากพรรค ปซป. จะเข้าร่วมรัฐบาลนั้นจะต้องมีมติพรรคจัดตั้งรัฐบาลหรือเข้าร่วมรัฐบาล และจะต้องมีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มหนึ่งเพื่อเข้าร่วมการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าว ไม่ใช่เป็นกรณีดังเช่นนายเดศอิศม์ ขาวทอง จะสามารถดำเนินการเจรจาโดยการตัดสินใจเพียงลำพัง

ด้วยเหตุนี้ การกระทำของนายเดศอิศม์ ขาวทอง จากข้อเท็จจริงในข้อ 2.1 และ 2.2 ข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่านายเดศอิศม์ ขาวทอง พูดจากลับไปกลับมา และการเข้าไปพูดพบนายทักษิณเพื่อพูดคุยเรื่องการร่วมรัฐบาลนั้นทำให้พรรค ปชป. เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และสร้างความไม่น่าเชื่อถือต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วนายเดศอิศม์ ขาวทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ปชป. พึงดำรงตนปฏิบัติตามข้อบังคับ พรรคฯ และมติของพรรค ปชป. รวมถึงจรรยาบรรณของพรรค ปชป. อย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประชาชนและสมาชิกพรรคคนอื่น ดังนั้น การกระทำของนายเดศอิศม์ ขาวทอง จึงเป็นเหตุสมควรให้ได้รับการลงโทษตามข้อ 124 ของข้อบังคับของพรรคฯ

3. นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช เคยกล่าวว่า ต้องทำตามมติพรรค แต่ต่อมาตนกับพวกกลับกระทำการฝ้าฝืนมติพรรคอย่างชัดเจน เป็นการพูดไม่ตรงกับการกระทำ ไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาชื่อเสียงพรรค ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในพรรคและทำให้พรรคได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามที่ก่อนหน้านี้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช เคยกล่าวว่า สมาชิกพรรคทุกคนจะต้องทำตามมติพรรคหากใครลงคะแนนเสียงขัดมติพรรคจะต้องลาออก แต่ทว่าต่อมา ตนและพวกกลับดำเนินการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีผ้าฝืนมติพรรคโดยการลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการพูดไม่ตรงกับการกระทำ ไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาชื่อเสียงพรรคทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในพรรค ปชป. และอุดมการณ์ของพรรค ปชป. ซึ่งกรณีเป็นเหตุให้พรรคปชป. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 

นอกจากนี้ การกระทำทั้งหมดดังที่ได้เรียนข้างต้นของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช กับ สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คน ทำให้เห็นว่า เจตนาของ สส.ทั้งหมดในการแหกมติเป็นการส่อให้เห็นว่าอยากร่วมรัฐบาล แม้ว่าพรรค ปชป. จะไม่ได้มีมติให้เข้าร่วม ยิ่งเป็นการตอกย้ำและทำให้

ประชาชนเสื่อมความศรัทธาและความนิยมต่อพรรค ปชป. อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่เรียนในข้อ 1 ถึงข้อ 3 ข้างต้น การกระทำของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนลงมติเห็นชอบให้แต่งตั้งนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้นฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. เนื่องจากพรรค ปชป. ไม่เคยมีมติหรือเห็นชอบในการเข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด และพรรค ปชป. ก็ได้มีมติอย่างชัดเจนว่าจะลงคะแนนเสียงในการให้ความเห็นชอบบุคลชื่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 

ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนเป็นการกระทำโดยเจตนาไม่สุจริต จงใจกระทำการฝ้าฝืนกับข้อบังคับพรรคฯ ด้วยการฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. อีกทั้งเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรค ชป. ทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีภายในพรรค ปชป. และทำให้พรรค ปชป. ที่มีอุดมการณ์มั่นคงมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานนั้นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง เสื่อมศรัทธาและคะแนนนิยมของประชาชน ทำให้พรรค ปชป. ได้รับความเสียหายร้ายแรงอย่างชัดเจนจึงเป็นการกระทำความผิดข้อบังคับข้อ 18, 96, 115 และ 124 

ด้วยเหตุผลดังที่เรียนไว้ในข้างต้นนี้ ขอให้รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าวโดยเร็วที่สุดและดำเนินการลงโทษ นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนที่กระทำการผิดข้อบังคับพรรคฯ ฝ่าฝืนมติคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. และทำให้พรรค ปซป. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับพรรคฯ ด้วย

สส.ปชป. กลุ่ม 16 สส.ปชป. กลุ่ม 16