เข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ จุรินทร์ ตอบชัด ‘ประชาธิปัตย์’ ยึดมติพรรคเป็นหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555529

08 ส.ค. 2566

เข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ จุรินทร์ ตอบชัด ‘ประชาธิปัตย์’ ยึดมติพรรคเป็นหลัก

จุรินทร์ ตอบชัด ยังไม่มีสัญญาณดีลเข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ย้ำ ‘ประชาธิปัตย์’ ยึดมติพรรคเป็นหลัก ระบุ เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ รอหารือ เลขาธิการพรรค ก่อน นัดวันประชุมอีกครั้ง

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อข้อถามของสื่อมวลชนว่าพรรคเพื่อไทยทาบทามเข้าร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” หรือยัง นายจรินทร์ กล่าวตอบว่า ที่ตนไม่มี

เมื่อถามว่า เป็นเพราะ ประชาธิปัตย์ ยังไม่มีกรรมการบริหารชุดใหม่หรือไม่ นายจุรินทร์ ตอบว่า เป็นไปตามข้อบังคับพรรคเป็นหน้าที่กรรมการบริหารพรรคที่จะประชุมร่วมกับ สส. ของพรรค

เมื่อถามว่าถึงเวลาที่ต้องเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อตัดสินใจเรื่องนี้แล้วหรือไม่ นายจุรินทร์ ตอบว่า ยัง และคงต้องมีการหารือกับเลขาธิการพรรคเสียก่อน ในการที่จะนัดประชุม และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร ที่ต้องนัดประชุมเรื่องนี้ ความจริงก็มีความเห็นเป็นสองทางเสมอสำหรับพรรค เพราะทุกคนในพรรคมีสิทธิ์ที่จะมีความเห็นในทิศทาง ที่ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพรรค สำหรับประเทศและสุดท้ายก็ต้องยุติที่มติของพรรค ถ้าต้องตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ “จัดตั้งรัฐบาล” หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ต้องยึดมติพรรคเป็นหลัก

เมื่อถามว่ามีการกำหนดวันที่จะประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่หรือไม่ นายจุรินทร์ ตอบว่า เรื่องกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ จะมีการหารือกับท่านเลขาธิการพรรคอีกครั้งหนึ่งว่า เวลาที่เหมาะสมว่าจะต้องมีการนัดประชุมกันอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นเรื่องภายในพรรค สามารถคุยกันได้

‘วราวุธ’ รอเพื่อไทยติดต่อร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ชี้สัญญาณดี ไม่มี ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555524

08 ส.ค. 2566

'วราวุธ' รอเพื่อไทยติดต่อร่วม 'จัดตั้งรัฐบาล' ชี้สัญญาณดี ไม่มี ม.112

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ เผย เวลานี้รอเพียงการติดต่อเข้าร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ชี้เป็นสัญญาณที่ดีไม่มีเรื่อง มาตรา 112 ย้ำให้เกียรติ ‘เพื่อไทย’ ตัดสินใจ ‘เศรษฐา’ แคนดิเดตนายกฯ เชื่อถ้าเลือกแล้วคุณสมบัติคงเพียบพร้อม

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี​ว่าการ​ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) เปิดเผย ถึงท่าทีการเข้าร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” กับพรรคเพื่อไทย ว่า การจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ร่วมตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันในระดับหนึ่ง และก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งต่อไปก็ต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเพียงเท่านี้ แต่จะพบกันที่ไหน เมื่อไร อยู่ที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งหากส่งสัญญาณมาเมื่อไหร่พรรคชาติพัฒนาเราก็พร้อมไปพูดคุย

ส่วนจะต้องมีการพูดถึงการแบ่งกระทรวงเลยหรือไม่ นายวราวุธ​ จากที่ได้พูดคุยกันครั้งแรก เรายังคงยึดมั่นในเงื่อนไขที่พูดคุยกันอยู่ เช่น เรื่องของการแก้ไขมาตรา 112 ทัศนคติในการทำงาน เพื่อให้ทุกพรรคไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากเราได้รับการยืนยันก็เดี๋ยวมาว่ากัน

เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคเพื่อไทยชัดเจนแล้วว่าไม่เอามาตรา 112 เราจะอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า นั่นคือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางเดียวกัน

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา อยากจะได้กระทรวงเดิมเพื่อสานงานต่อหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มา 10 เสียง ซึ่งก็ต้องพูดคุยกัน แต่เราจะไม่ไปเรียกร้อง เพราะหัวใจคือทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง และทำให้การทำงานหลังจากนี้รวมถึงภาคเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนการต่อรองกระทรวงก็คงไปว่ากันทีหลัง

สำหรับโควต้ารัฐมนตรีจะต้องได้ 1 รัฐมนตรีว่าการและ 1 รัฐมนตรีช่วยใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องรอดูก่อนว่าเบ็ดเสร็จแล้ว สส.ในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลจะมีเท่าไร จึงยังตอบตอนนี้ไม่ได้

เมื่อถามว่าติดเงื่อนไขกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เคยแสดงความคิดเห็นให้แก้ไขมาตรา 112 หรือไม่ รวมถึงคุณสมบัติส่วนตัวด้วย นายวราวุธ อธิบายว่า ต้องให้เกียรติพรรคเพื่อไทย ในการเสนอบุคคลมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะการจะเสนอใครขึ้นมานั้นก็น่าจะต้องพิจารณาคุณสมบัติที่เพียบพร้อมแล้ว ซึ่งทางเราก็จะให้เกียรติพรรคเพื่อไทย เป็นฝ่ายตัดสินใจ

ขณะที่จุดยืนกรณีพรรคเพื่อไทยจะยกร่าง ส.ส.ร. เป็นอย่างไรนั้น นายวราวุธ กล่าววว่า แนวคิดนี้ ทางพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้พูดตั้งแต่หาเสียง ว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตั้งแต่ปี 2538 ที่ในบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการตั้งส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้ก็ตรงกันกับพรรคชาติไทยพัฒนา

ส่วนหมวดใดจะต้องคงไว้หรือไม่ หัวใจสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนาคือหมวด 1 และหมวด 2 เพราะถือว่าเป็นหมวดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งจะไม่มีการแตะต้อง

‘บิ๊กป้อม’ เผย ‘เพื่อไทย’ ยังไม่ชวนร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555521

08 ส.ค. 2566

‘บิ๊กป้อม’ เผย 'เพื่อไทย' ยังไม่ชวนร่วม 'จัดตั้งรัฐบาล'

‘บิ๊กป้อม’ ปัดตอบเหตุผล ลาประชุม ครม. หลังต้อนรับฑูตจีน รอดู เงื่อนไข ‘เพื่อไทย’ ดีลร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ หรือไม่ ร้อง หูย โดมสื่อรุมยิงคำถามเป็นฝ่ายค้าน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ทำเตึกบัญชาการ 1 เนียบรัฐบาล เพื่อให้การต้อนรับ นายสวี่ กานลู่ (H.E. Mr. Xu Ganlu) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ

ทั้งนี้เวลาประมาณ 10.30 น. ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น พล.อ.ประวิตร ได้แจ้งลาการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ แต่ยังคงนั่งปฏิบัติงานภายในห้องทำงานชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ต่อ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในสัปดาห์นี้เป็นช่วงของวันเกิด พล.อ.ประวิตร 11 ส.ค. ที่โดยปกติในทุกปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำคณะรัฐมนตรี อวยพรวันเกิดล่วงหน้า และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พล.อ.ประวิตร เข้าทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

พล.อ.ประวิตรให้การต้อน ทูตจีนพล.อ.ประวิตรให้การต้อน ทูตจีน

‘บิ๊กป้อม’ เผย 'เพื่อไทย' ยังไม่ชวนร่วม 'จัดตั้งรัฐบาล'

จากนั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำเรื่อง ท่าทีการร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า “เขายังไม่ได้ติดต่อมา” และหากมีการติดต่อมาจะไปร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” เลยหรือไม่ เพราะเงื่อนไขเหมือนจะไปด้วยกันได้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เดี๋ยวก็ต้องดูนะ”

เมื่อถามต่อว่า หากไม่มีการติดต่อมาจะพร้อมเป็นฝ่ายค้านเลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบคำถาม แต่ร้องว่า “หูย” สั้นๆ หลังสื่อรุมยิงคำถาม

ส่วนที่ไม่เข้าประชุมเพราะน้อยใจ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่จึงลาการประชุมนั้น พล.อ.ประวิตร ยิ้มให้สื่อแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบทันที

‘จัดตั้งรัฐบาล’ ต้องเลิกตั้งแง่ ‘มีลุงไม่มีเรา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555502

08 ส.ค. 2566

'จัดตั้งรัฐบาล' ต้องเลิกตั้งแง่ 'มีลุงไม่มีเรา'

พรรคลุงครวญ ต้องเลิกวาทะกรรม มีลุงไม่มีเรา ในความพยายาม จัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทย ซึ่งล่าสุด ยังไม่มีใครติดต่อมา

ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงแนวทางการร่วมรัฐบาล หลังพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่ได้เป็น สส. จึงไม่ได้อยู่ในกระบวนการหารือ แต่เท่าที่ทราบยังไม่มีการทาบทามจากพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคหารือกัน  ขณะที่กระแสข่าวที่จะไปร่วมรัฐบาลเป็นรายบุคคลนั้น ส่วนตัวมองว่าหากไปควรจะเป็นในนามพรรค ซึ่งการ ที่พรรคภูมิใจไทยร่วมมือกับรัฐบาลถือเป็นทิศทางที่ดีและหากเดินแนวนี้ก็น่าจะใช้เวลาไม่นานที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเพราะประชาชนรออยู่ ต้องเร่งดำเนินการ

ธนกร ระบุว่า ในการโหวตนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาล กับเพื่อไทย ควรเป็นในนามพรรค แต่หากมีสมาชิกคิดอย่างอื่นก็ถือว่าเป็นสิทธิ์  พร้อมย้ำว่า สส.และ สมาชิกทุกคนยังอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ แม้ว่า ไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว แต่วันนี้ยังมีการเอาคำว่า  2 ลุงพูดอยู่ เมื่อลุงตู่ไม่อยู่ ก็ควรจะจบได้แล้ว เพราะพรรคการเมืองที่จะร่วมงานกันได้ มองว่าต้องดูที่นโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค ไม่ควรดูที่วาทะกรรม  มีลุงไม่มีเรา หรือ มีเราไม่มีลุง

ด้านพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้แต่ส่ายหน้าไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ในประเด็นเดียวกัน พูดแต่เพียงสั้นๆว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ติดต่อมา     

‘เพื่อไทย’ ดูดดื่ม ‘ภูมิใจไทย’ – อธิบาย ‘ไล่หนูตีงูเห่า’ แค่กุศโลบายหาเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555486

07 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' ดูดดื่ม 'ภูมิใจไทย' - อธิบาย 'ไล่หนูตีงูเห่า' แค่กุศโลบายหาเสียง

หัวหน้าพรรค “เพื่อไทย” อธิบายความหมาย ” ไล่หนูตีงูเห่า” ก็แค่เรื่องพื้น ๆ แค่หาเสียงกับการเลือกตั้งระหว่างสองพรรค เมื่อเลือกตั้งจบก็จบ เลิกแล้วต่อกัน ไม่มีอะไรที่ต้องตะขิดตะขวงใจ มั่นใจการดีด “ก้าวไกล” ออกจากสมการ แล้วดึง “ภูมิใจไทย” เข้ามา มีโอกาสเห็นแสงสว่างมากกว่า

นายแพทย์ชลน่าน  ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย   โดยมีผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยร่วมด้วย   ทั้งนี้นายแพทย์ชลน่าน  ระบุว่า  ในการณรงค์หาเสียง “เพื่อไทย” เคยรณรงค์ว่า  ” 
“ไล่หนูตีงูเห่า ”    ซึ่งหมายถึงการที่พรรคเพื่อไทย  ต้องการกดดันในทางการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทย  เพื่อให้ได้เสียงจากประชาชน  ระหว่างการรณรงค์หาเสียง  เรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้สังคมรู้สึกว่าเกิดการกระทั่งกันบ้างระหว่างสองพรรค   แต่โดยความเป็นจริงแล้ว เป็นการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้ง ถือเป็นเทคนิค  หลังเลือกตั้งจบก็คือจบ   พรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดว่าใครเป็นศัตรู แต่เป็นเพียงคู่แข่งเท่านั้น 


สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญมีข้อจำกัด ไม่ได้ยึดเสียงประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้เป็นเงื่อนไขหลักในการตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกลไม่ได้ เพราะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. และ สว. ที่ตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีพรรคก้าวไกล ร่วมอยู่ในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การที่ “เพื่อไทย” จับมือกับพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นพรรคอันดับที่ 3   เสียงจากพรรคภูมิใจไทย และเสียงจากพรรคการเมืองอื่นเกินกึ่งหนึ่งถือเป็นความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล และเชื่อว่าโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสประสบผลสำเร็จ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า  ยืนยันจะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จากนี้ไปทั้งสัปดาห์จะได้เห็นภาพการร่วมมือกันของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นเพิ่มเติม  การตั้งรัฐบาลในภาวะวิกฤติเช่นนี้  ต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด แต่ก็คำนึงถึงเสียงและความรู้สึกของประชาชนไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นจริง และการตั้งรัฐบาลเพื่อฝ่าวิกฤติไปให้ได้ ถือเป็นสิ่งที่ควรมอง  ในขณะนี้พยายามทำบนเงื่อนไขที่ประชาชนต้องการ และความเป็นจริงของการเมืองไทยที่เป็นอยู่ การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เริ่มต้นด้วยพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการทำให้รู้สึก ว่าการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย   จนทำให้มี 212 เสียง เป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555485

07 ส.ค. 2566

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

บรรยากาศแถลงจับมือตั้งรัฐบาล ภูมิใจไทย – เพื่อไทย วุ่นวาย กลุ่มทะลุวังบุกที่ทำการ พ่นแอลกอฮอล์ โปรยกระดาษ ปิดทางออก เจอ พิพัฒน์ รัชกิจประการ โดลงรถ โต้คารม กับ บุ้ง

ความวุ่นวายที่พรรคเพื่อไทย ภายหลังการประกาศจับมือตั้งรัฐบาลของ พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย ทำให้มวลชน กลุ่มทะลุวังบุกมาประชิดพรรคเพื่อไทยพร้อมสเปรย์แอลกอฮอล์

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของการทำงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงแพร่ระบาด โควิด-19 พร้อมกับมีการ ใช้สีสเปรย์พ่นข้อความลงพื้น ข้อความถึง นายอนุทิน เปฌนการต่อว่าด้วยถ้อยคำรุ่นแรง และ จำนวนคนที่เสียชีวิต จำนวน 22933 คน จากช่วงการแพร่ระบาด โควิด-19 

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยกำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายในห้องแถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาล 

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

หลังแถลงข่าวเสร็จสิ้น มวลชนกลุ่มทะลุวังได้พยายามพังรั้วแผงเหล็ก ปะทะ กลับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอาคารพรรคเพื่อไทย เพื่อจะบุกเข้าไปภายในพรรค แต่ถูกสกัดไว้ ก่อนที่กลุ่มทะลุวัง จะพยายามไปปิดกั้นทางเข้าออกของอาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทยรวมถึงทางออกของอาคารไทยซัมมิทที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อไม่ให้แกนนำออกจากอาคารที่ทำการพรรค

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

ขณะเดียวกันหลังทราบว่ามีรถแกนนำของพรรคภูมิใจไทยพยายามใช้ทางออกบริเวณทางออกอาคารไทยซัมมิท บุ้ง ทะลุวัง ได้ไปขวางรถ

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมาเจรจา จนเกิดการประทะคารมกัน ไปทางไหนพิพัฒน์ได้กล่าวว่าตนเป็น

ปะทะคารม! พิพัฒน์ ลงรถโต้คารม กลุ่มทะลุวัง

คนของพรรคภูมิใจไทยด้านบุ้งก็ตะโกนบอกเพื่อนของกลุ่มและได้มีการโต้ตอบกันไปมาซึ่งนายพิพัฒน์ได้ต่อว่าทางมุ่งว่าไม่สมควรที่จะใช้ถ้อยคำที่หยาบคายสุดท้ายนายพิพัฒน์ก็ยุติการปะทะคารมแล้วเดินขึ้นรถไป

‘วุฒิสภา’ เสียงข้างมาก ลงมติเห็นชอบ ‘ชาย นครชัย’ นั่ง กกต. คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555478

07 ส.ค. 2566

'วุฒิสภา' เสียงข้างมาก ลงมติเห็นชอบ 'ชาย นครชัย' นั่ง กกต. คนใหม่

วุฒิสภา ประชุมลับ เลือก ‘ชาย นครชัย’ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม นั่ง กกต. คนใหม่ ด้วยเสียง 126 : 44 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ นาย ชาย นครชัย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กกต. ที่พ้นตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 70 ปี เมื่อ 30 ธันวาคม 2565 ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ที่มีพล.อ.อู้ด เบื้องบน สว. เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการประชุมและลงคะแนนลับ

ผลการลงคะแนนมีผู้ลงคะแนน 192 คน ให้ความเห็นชอบ 126 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 44 คะแนน ไม่ออกเสียง 22 คะแนน จึงถือว่า “ชาย นครชัย” ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือ 125 คะแนนขึ้นไป นายชาย จึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต.

โดยพล.อ.สิงห์ศึก ระบุว่าผลคะแนนดังกล่าวจึงถือว่านายชาย นครชัย ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือ 125 คะแนนขึ้นไป

‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียง ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ ‘รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555477

07 ส.ค. 2566

‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียง ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ ‘รัฐธรรมนูญ’

สาระสำคัญ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ จับมือประกาศ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียงเป็นสารตั้งต้น ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อผ่าทางตันระบบการเมือง ที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

2 พรรคการเมืองใหญ่  ทั้ง “เพื่อไทย” ที่มี 141 เสียง และ “ภูมิใจไทย” ที่มี 71 เสียง นำโดยแกนนำ 2 พรรค  ซึ่งพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย,ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย 

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย  ประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย,พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ตั้งโต๊ะแถลงจับมือกัน “จัดตั้งรัฐบาล” 212 เสียง เป็นสารตั้งต้น ก่อนจะแสวงหาความร่วมมือจากวุฒิสมาชิก(สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.) เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอ 376 เสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในอนาคต

เรียกได้ว่าเป็นการฟอร์มรัฐบาล ที่ใช้เวลารวดเร็วภายในสัปดาห์ หลังไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมในการ “จัดตั้งรัฐบาล” เมื่อวันที่  2 ส.ค. 2566 จนถึงวันนี้(7 ส.ค.)ที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่แถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ หลังมีกระแสดีลลับมายาวนาน

แถลงการณ์ 2 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

คำแถลงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยจะร่วมกัน “จัดตั้งรัฐบาล” โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็ว 

รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ มีความเดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้นเรามีความประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ 

โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และวิกฤตรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศ และประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองให้มาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อาทิ

เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุน นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1. ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ

2. จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.

3. ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง

4. จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

5. การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนี้ เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคน มาร่วมกันกอบกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้

เรียกได้ว่าหมุดหมายสำคัญ หวังผ่าทางตันการเมืองไทย ในการ “จัดตั้งรัฐบาล” 212 เสียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นั่นเอง

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555466

07 ส.ค. 2566

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ รวม 212 เสียง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม หลังพรรคเพื่อไทยตอบรับข้อเสนอ 3 ประการ ไม่มีแก้ม.112 -ไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล-ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมเปิดแถลงการณ์ 5 ข้อ ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันแถลงข่าว “จัดตั้งรัฐบาล”

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้บริหารพรรคเพื่อไทยที่ได้ให้เกียรติและประสานงานให้มาพบ เพื่อมาหารือการ “จัดตั้งรัฐบาล” โดยพรรคภูมิใจไทยตอบรับคำเชิญของพรรคเพื่อไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยเคยมาหารือและยืนยันว่าไม่ขัดข้องในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยมีหลักการ 3 ประการ

1.ไม่แตะต้องม.112

2.ไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

3.หากไม่มีพรรคก้าวไกลเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

7 ส.ค. 2566 พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาล รวม 212 เสียง7 ส.ค. 2566 พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาล รวม 212 เสียง
 

“วันนี้ได้รับทราบจากพรรคเพื่อไทยว่าแนวทางทั้ง 3 พรรคเพื่อไทยเห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นนับจากวันนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้า พรรคภูมิใจไทยได้ให้คำยืนยันกับพรรคเพื่อไทยว่า หากยังไม่เชิญพรรคอื่นมาหารือ ก็ให้ถือว่ามี 212 เสียง มาจากพรรคเพื่อไทย 141 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 71 เสียง เมื่อมีการเชิญพรรคอื่นตามดุลยพินิจของพรรคเพื่อไทย การพูดคุยหารือจะได้มีความมั่นใจว่าในขั้วนี้เราจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลมี สส. เกินกึ่งหนึ่งแล้วอย่างแน่นอน”

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เราจะร่วมกันหาเสียงสนุบสนุนจาก สส. แล สว. เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เรื่องการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ผ่านการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่รับคำเชิญของพรรคเพื่อไทย อาจจะผิดธรรมเนียมบ้าง เพราะปกติเราจะส่งเทียบเชิญไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ให้เกียรติเรา พรรคเพื่อไทยขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญ เพื่อร่วมกันแก้ไขภาวะวิกฤตให้ประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นเดดล็อก

“เงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทย 3 ประการ เรารับได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่เราเสนอไปก่อนแล้ว โดย 212 เสียง จะเป็นเสียงตั้งต้นในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเสียงค่อนข้างมาก ไม่มีคำว่า 188 เสียง” นพ.ชลน่าน กล่าว

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

คำแถลง”จัดตั้งรัฐบาล”ของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย

พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็วรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ มีความเดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้นเรามีความประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และวิกฤตรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศ และประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองให้มาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อาทิ เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุน นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1. ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ

2. จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.

3. ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง

4. จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

5. การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนี้ เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคน มาร่วมกันกอบกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้

7 สิงหาคม 2566

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม
ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

‘วิโรจน์’ ยังมอง ‘เพื่อไทย’ เป็นเพื่อน ถึงเวลา ‘ฮึบ’ ลืมเรื่องส่วนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555455

07 ส.ค. 2566

'วิโรจน์' ยังมอง 'เพื่อไทย' เป็นเพื่อน ถึงเวลา 'ฮึบ' ลืมเรื่องส่วนตัว

‘วิโรจน์’ ยังมอง ‘เพื่อไทย’ เป็นเพื่อน ไม่มีเงื่อไขกลับมาจับมือ แต่ถึงเวลา ฮึบ มองข้ามเรื่องเล็กน้อยและเรื่องส่วนตัว ทำเพื่อประโยชน์ ปชช. เหมือนเพลง ‘ไม่ไหวบอกไหว’ เตือนอย่าให้ฝ่ายอำนาจเดิมหลอก

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการกลับมาจับมือของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลอีกครั้งว่า เป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากประชาชน เราก็สะท้อนออกไปเท่านั้นเอง ส่วนจะกลับมาจับมือกับพรรคก้าวไกลอีกครั้งหรือไม่ ตนขอใช้คำว่า “กลับมาอยู่ฝั่งประชาชนดีกว่า” เป็นทางออกที่เราจะสามารถปกป้องเสียงประชาชน ฟื้นฟูอุดมการณ์ของประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนขออย่าเพิ่งคิดว่าใครจับมือกับใคร ถึงเวลาที่เราต้องเคารพเสียงประชาชนที่เค้าออกไปเลือกตั้ง 

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ยังไม่พูดคุยในพรรค เป็นความเห็นส่วนบุคคล หากทุกคนตามประวัติการเมืองจะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำนาจนิยมหรือฝ่ายอนุรักษ์นิมยม เค้าก็เจ้าเล่ห์เพทุบายโหดเหี้ยม จุดแข็งฝ่ายอำนาจเก่า คือ เค้ารวมตัวเหนียวแน่น ใช้ยุทธวิธีเดิมๆ แบ่งแยกและปกครอง

แต่คราวนี้ฝ่ายประชาธิปไตย บางครั้งต้องลืมความรู้สึกปักเจกบ้าง ครั้งนี้เป็นเรื่ององกรค์รัฐธรรมนูญที่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง หากเรามีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันก็ต้องทำใจให้กว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย มองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากแตกกัน จบเลย 

ส่วนเวลานี้พรรคเพื่อไทยถึงเวลาที่หันกลับมาหาพรรคก้าวไกลแล้วหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า เค้าก็มีสิทธิเดินหน้า หรือถอยหลัง จะเดินซ้ายเดินขวาก็เป็นสิทธิ์ของเขา เรามองจากภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำและถูกหลอก จากฝ่ายอำนาจเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฝ่ายนั้น ไม่เคยแตกแถว กินข้าวทำเหมือนแตกแต่สุดท้ายกลับมารวมกัน เป็นการแยกกันดตี รวมกันเดิน

แต่เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าเรื่องอุดมการณ์ต้องแยกให้ชัด หากอุดมการณ์ใกล้เคียงกันแต่มีประเด็นที่เห็นต่างบางครั้งก็ต้องทำใจกว้างและเอาเรื่องคิดเล็กคิดน้อยหรือเรื่องส่วนตัววางไว้ข้างๆ และเอาประชาชนเป็นหลัก

ส่วนที่แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยถูกตั้งข้อกังขา นายวิโรจน์ มองว่า ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และขอให้กำลังใจนายเศรษฐา ทวีสิน เช่นกัน เพราะเราเคยคาดการณ์ และเตือนกันมาก่อน อย่างพรรคก้าวไกลก็โดนเรื่อง ม.112 ที่หยิบมาเป็นข้ออ้าง พอเห็นท่าทีเราเปิดใจรับฟัง พร้อมที่จะยืดหยุ่น แต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็ไม่เอาอะไรที่เป็นก้าวไกลเลย ช่วงแรกๆก็บอกว่าไม่มีปัญหา หลังๆปัญหาก็ค่อยๆงอกออกมา แสดงให้เห็นว่า อีกฝ่ายอำมหิตขนาดไหน เราแค่จะบอกว่าอย่าไปยอมให้มันหลอกเลย ซึ่งมองว่าหากเปลี่ยนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกฝ่ายหนึ่งก็หาเรื่องอยู่ดี 

เชื่อว่าตอนนี้ประชาชนไม่ยอมให้โดนหลอกแล้ว อย่างเช่น ตอนพรรคก้าวไกลโดนเรื่อง ม.112 ประชาชนก็ทราบว่าไม่ใช่ปัญหา เป็นข้ออ้างมาเล่นงาน ซึ่งจริงๆอีกฝ่ายกลัว พรรคก้าวไกลเข้ามา การปราบทุจริต แก้โครงสร้าง กลุ่มทุนผูกขาดหรือเครือข่ายอุปถัมภ์กินร่วมกินเรียบทรัพยากรของประเทศ กลัวว่าเอาเปรียบและกดขี่ประชาชนไม่ได้เหมือนเดิมอีก เค้าทำทุกวิถีทางพยายามขึ้นมา 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หากถามวิโรจน์ไม่รู้สึกอะไรเลย ก็ไม่ใช่ ถึงจังหวะต้องฮึบ ต้องลืม เหมือนกับเพลง “ไม่ไหวบอกไหว” ต้องจับมือและไปกันต่อ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขพิเศษอะไรถ้าเพื่อไทยกลับมา แต่ต้องมาคุยกันว่า “โอเครู้แล้วใช่ไหม โดนแล้วใช่ไหม เราจะร่วมมือจับมือสู้ต่ออย่างไร” แต่เดิม 8 พรรค 312 เสียงแต่ทำไมดูยากเย็น เราไม่สู้กับ 188 เสียง แต่เราสู้ 424 (188+236) เชื่อกันหรือไม่ว่า สว.แต่ละคนอิสระ ไม่ใช่ ้เป็นสว.ระบบกดปุ่ม แม้ 13 สว. ที่โหวตนายพิธา จะช่วยโน้วน้าว สว.คนอื่นๆ แต่ก็ต้องคุยกับเจ้าของปุ่มอยู่ดี จะเชื่อว่า เจ้าของปุ่มได้หรอ คิดว่าจะโหวตให้ฟรีๆโดยที่ไม่เข้าร่วมรัฐบาลได้หรือ “โถ่ว อย่าเรียกว่ายาก เลยโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” 

ส่วนอนาคตยังสามารถทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ยังทำงานได้ อุดมการณ์ยังตรงกัน ใกล้เคียงกัน คุยได้ ทำไมเราถึงพูดว่า “มีลุงไม่มีเรา” มันต่างกันสิ้นเชิง กับเพื่อไทยเรายังมองเป็นเพื่อนเรา ร่วมทำงาน ร่วมเป็นฝ่ายค้าน เราตอบไม่ได้หรอกว่า 100% ส่วนใหญ่เราคิด เรามองตรงกัน เรื่องนิดๆน้อยๆ ถ้าถึงจังหวะที่จะต้องมองข้ามบ้าง ไม่ไหวบอกไหวบ้างก็ต้องทำ