‘อุ๊งอิ๊ง’ โชว์ดื่ม ‘ฟรอสต์มินท์’ ก่อนแถลงจับมือ ‘ภูมิใจไทย’ ตั้ง รบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555454

07 ส.ค. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' โชว์ดื่ม 'ฟรอสต์มินท์' ก่อนแถลงจับมือ 'ภูมิใจไทย' ตั้ง รบ.

‘อุ๊งอิ๊ง’ แชะภาพดื่ม ‘ฟรอสต์มินท์’ ขณะประชุมภายใน ก่อนฝ่ายสื่อสารแจ้งมีแถลงร่วมรัฐบาลกับ ‘ภูมิใจไทย’ เย็นนี้

วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำและผู้บริหาร พรรคเพื่อไทยรวมถึงกรรมการบริหารพรรคเดินทางเข้าประชุม ที่จะมีการหารือกันเป็นการภายในระดับวงเล็ก เพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประกาศมีเสียงเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา พร้อมยืนยันพรรคเพื่อไทย จะยังคงเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีและ ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ ในลานจอดรถของพรรคปรากฎพบรถประจำตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นาย เศรษฐา ทวีสินแคนดิเดตนายกฯ จอดอยู่ โดยคาดว่าเข้ามาประชุมร่วมกับแกนนำ และผู้บริหารคนอื่น ๆ

ต่อมา น.ส.แพทองธาร โพสต์ภาพผ่านสตอรี่อินสตาแกรมส่วนตัวถือแก้วเครื่องดื่มพร้อมตัวใหม่ “ฟรอสต์มิ้นท์” ของร้าน Think lab พร้อมเช็กอินสถานที่พรรคเพื่อไทย 

ล่าสุด ฝ่ายประชาสัมพันธ์พรรคเพื่อไทย แจ้งกำหนดการต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้ (7 ส.ค 66) เวลา 16.30 น. จะมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลโดย 2 พรรคร่วม คือ เพื่อไทยและภูมิใจไทย ทั้งนี้การแถลงข่าวดังกล่าวจะเกิดขึ้น ณที่ทำการของพรรคเพื่อไทย

‘เพื่อไทย’ แถลงจัดตั้งรัฐบาล จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ 7 ส.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555451

07 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' แถลงจัดตั้งรัฐบาล จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ 7 ส.ค.

‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ แถลงตั้งรัฐบาล 7 ส.ค. ‘นพดล’ เชื่อโหวตแคนดิเดตนายกฯ ครั้งต่อไปจะเรียบร้อย ลั่น ‘เพื่อไทย’ น้อมรับฟังทุกเสียง และยึดประโยชน์ชาติและประชาชนมาก่อนพรรค

7 ส.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งกำหนดการแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย เพื่อ “จัดตั้งรัฐบาล” โดยในเวลา 16.30 น. จะมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลโดย 2 พรรคร่วม เพื่อไทย และภูมิใจไทย

นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไปว่า น่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ต้องให้เวลาตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาหาเสียง“จัดตั้งรัฐบาล” การล่าช้าออกไปไม่กี่วันคงไม่กระทบโรดแมปในการตั้งรัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะนี้สื่อ และนักวิเคราะห์ถกเถียงกันว่าใครจะเป็นนายกฯ จะพลิกขั้วไหม แต่ที่พรรคเพื่อไทยกังวลคือ ปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานสูงขึ้น รายได้ประชาชนหดหาย หนี้สินครัวเรือน ยาเสพติดระบาด ปัญหาภัยแล้งเอลนีโญ ปัญหาไทยเสียโอกาสในเวทีโลก เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การจัดทำงบประมาณประเทศ เป็นต้น

พรรคฯคิดตลอดว่าทำอย่างไร จึงจะมีรัฐบาลมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะเราเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ง่วนกับการตั้งรัฐบาลเพื่อมีอำนาจอย่างเดียว นอกจากนั้นนักธุรกิจ นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรมีรัฐบาลโดยเร็ว ทางเลือกที่ให้ทอดเวลาไปเกือบปีเพื่อให้ สว. หมดอำนาจโหวตนายกฯ แล้วค่อยให้สภาผู้แทนฯโหวตนายกฯ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเวลา 16.30น. ผ่านช่องทางนี้ 

FB : https://fb.watch/mgt89b2KLZ/

YT : https://youtube.com/live/Gs0FUgu2Vq0?feature=share

เมื่อถูกถามว่า มีคนวิจารณ์ท่าทีเพื่อไทยมากมายในช่วงนี้ นายนพดล กล่าวว่า เราเคารพความเห็นต่าง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็นำมาคิดต่อ น่าเสียดายบางคนด่าล่วงหน้าไปแล้ว แต่ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุด สถานการณ์การตั้งรัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่งานง่าย เราไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ต้องทบทวนสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำมา สส. ของพรรคเห็นชอบโหวตให้คุณพิธาครบ 141 เสียง และโหวตไม่เห็นด้วยกับญัตติที่ไม่ให้เสนอชื่อคุณพิธาเป็น ครั้งที่ 2 ครบ 141 เสียง พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเลย

“หลังจากที่พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็ต้องพยายามหาเสียงให้ครบ 375 เสียง ขณะนี้ก็ต้องดำเนินการขอเสียงสนับสนุน ผมขอความเป็นธรรมให้พรรคเพื่อไทยด้วยว่าพรรคไม่ได้มีทางเลือกมากมาย แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยยึดมั่นประโยชน์ของประเทศ และประชาชนมาก่อนประโยชน์พรรค”นายนพดล กล่าว

ส่งสัญญาณจาก ‘จุรินทร์’ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ อาจพลิกได้อีก หลายตลบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555435

07 ส.ค. 2566

ส่งสัญญาณจาก ‘จุรินทร์’ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ อาจพลิกได้อีก หลายตลบ

ส่งสัญญาณ จากรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ‘จุรินทร์’ ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำ เกมอาจพลิกได้อีกหลายตลบ เชื่อทุกฝ่ายอยากเห็นรัฐบาลใหม่เกิดได้ โดยเร็วที่สุด

ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อเวลา 12.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผย ถึง “จัดตั้งรัฐบาล” ล่าช้าว่า ตนคิดว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่าในขณะนี้ต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้แปลว่าจะมีข้อยุติแล้ว ซึ่งอาจจะยังพลิกได้อีกหลายตลบ

“เพราะฉะนั้นก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปแต่เท่าที่ ผมประเมินสถานการณ์จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและประชาชนในภาพรวมทุกฝ่ายอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงด้วย”
 

เมื่อถามว่าการพลิกหลายตลบนี้ จะนำไปสู่พรรคที่สาม ที่สี่ หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนก็ไม่สามารถตอบได้ อาจจะเป็นไปได้ว่าสถานการณ์อาจจะยังไม่เป็นอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยด้วย เมื่อทำหน้าที่เป็นแกนในการ “จัดตั้งรัฐบาล” แล้วก็เป็นหน้าที่ของคนที่เป็นแกนในการที่จะต้องไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า เห็นสัญญาณอะไรที่จะเป็นเหตุให้การ “จัดตั้งรัฐบาล” ต้องเปลี่ยนแปลงอีกหลายตลบ นายจุรินทร์ อธิบายว่า ก็ยังไม่เห็นสัญญาณอะไร ตนเพียงแต่ประเมินจากประสบการณ์ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร

สว.กิตติศักดิ์ ห่วง ‘เศรษฐา’ แห้วกระป๋อง แนะจับตา อนุทิน – พล.อ.ประวิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555441

07 ส.ค. 2566

สว.กิตติศักดิ์  ห่วง 'เศรษฐา'  แห้วกระป๋อง แนะจับตา อนุทิน - พล.อ.ประวิตร

สว.สายเดือด กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ชี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากเพื่อไทย “เศรษฐา” เจอมรสุมจากสุดยอดนักแฉ “ชูวิทย์   กมลวิศิษฎ์ ” ร่วมด้วยนักร้อง “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ส่งผลให้การโหวตนายกรัฐมนตรีผ่านเสียงสว.ต้องคิดหลายตลบ เกรงท้ายที่สุด อนุทิน หรือ พล.อ.ประวิตร คั่วแทน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา   (สว. )  เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา  ทวีสิน  ที่กำลังถูกตรวจสอบทางด้านจริยธรรม และความเหมาะสม  ทั้งจากนายชูวิทย์   กมลวิศิษฎ์   และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ   ทำให้เกรงว่าถึงที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทย  จะไม่ประสบความสำเร็จ ต่อการเสนอชื่อนายเศรษฐา โหวตนายกรัฐมนตรี      หากเป็นไปภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว 


เมื่อพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถนำจัดตั้งรัฐบาลได้  ต่อการเสนอชื่อนายเศรษฐา ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองลำดับที่ 3 และลำดับที่ 4 ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ   ที่จะมีการเสนอชื่อเข้ามาอย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเสนอชื่อบุคคลใดมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก สว.ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด 

“กระแสข่าวที่สว. อาจไม่ให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี รู้สึกหนักใจแทน   เพราะทั้งนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ   ต่างออกมาเปิดเผย และร้องเรียนนายเศรษฐา ในหลายกรณี ดังนั้น สว.จึงต้องมีการพิจารณาถึงคุณสมบัติ ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ แม้จะดีที่สุดไม่ครบ 100% แต่ก็จะต้องให้ความสำคัญกับจริยธรรมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “


เขา  กล่าวว่า    คาดการณ์แนวทางการในลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 ว่า ในการลงมติครั้งนี้ น่าจะมีผู้ที่ลงมติเห็นชอบ และไม่เห็นชอบเท่านั้น สว.ที่จะลงมติงดออกเสียงน่าจะน้อย  ส่วนแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยยังคงไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลนั้น มองว่า ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองจะไปหารือกัน แต่เชื่อว่า การปฏิบัติหน้าที่ไม่น่าจะถึงครบ 4 ปี และมีหน้าที่หลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก็จะยุบสภาไปในที่สุด

‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ ‘ศิธา’ แสดงจุดยืน ทิ้งพรรคแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555430

07 ส.ค. 2566

‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ 'ศิธา' แสดงจุดยืน ทิ้งพรรคแน่

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทสท. ‘ศิธา ทิวารี’ แสดงจุดยืน ‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ ‘ผมขอยืนยันในหลักการเดิม ถ้า #ไทยสร้างไทยไป #ศิธา ไม่ไปครับ”

พรรคไทยสร้างไทย หรือทสท. เป็นหนึ่งใน 8 พรรคร่วม MOU จัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ เมื่อ 22 พ.ค.2566 แต่วันเวลาเปลี่ยน ก้าวไกล ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนำไปสู่การฉีก MOU เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2566 หรือเพียง 72 วัน เพื่อไทยถีบก้าวไกลพ้นพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ท่าที่ของแกนนำ ‘ไทยสร้างไทย’ แสดงจุดยืนเอาไว้แบบนี้ หากพรรคฯ จะสลับขั้ว

โดยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2566 น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เมื่อพรรคประกาศรอสัญญาณ พร้อมสลับขั้ว-ย้ายฝั่ง ผมก็พร้อมมากเช่นกัน แค่เสียดายเลขสมาชิกพรรคลำดับที่ 099 กับสงสารความรู้สึกของน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่ได้ทำงาน ร่วมก่อร่างสร้างพรรคด้วยกันมา

ผมได้พูดกับคุณหญิงหน่อย ตั้งแต่ให้มาช่วยทำพรรควันแรกแล้ว ขอทำพรรคการเมืองให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน และยึดหลักการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับพี่น้องประชาชน

เพื่อให้การเสียมารยาทเสนอ #AdvanceMOU ของผม ไม่เป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นวิธีเดียว ที่จะขุดรากถอนโคน #เผด็จการ ให้เลิกยุ่งเหยิงกับ #ประชาธิปไตย

ผมขอยืนยันในหลักการเดิม ถ้า #ไทยสร้างไทยไป #ศิธา ไม่ไปครับ”

รู้จัก ‘พศวัจณ์ กนกนาก’ หลัง วุฒิสภา ไฟเขียวนั่ง กรรมการ ป.ป.ช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555426

07 ส.ค. 2566

รู้จัก 'พศวัจณ์ กนกนาก' หลัง วุฒิสภา ไฟเขียวนั่ง กรรมการ ป.ป.ช.

วุฒิสภา ไฟเขียว 168 ต่อ 25 เสียง เห็นชอบ ‘พศวัจณ์ กนกนาก’ อดีต ประธานศาลอุทธรณ์ นั่ง ‘กรรมการ ป.ป.ช.’ คนใหม่ แทนตำแหน่งที่ว่าง

ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติให้ความเห็นชอบให้นาย “พศวัจณ์ กนกนาก” อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กรรมการ ป.ป.ช. ด้วยมติ 168 เสียง ต่อ 25 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง เพื่อทดแทนในตำแหน่งของ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ประธานวุฒิสภา จะนำชื่อบุคคลที่วุฒิสภา มีมติให้ความเห็นชอบ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับ พศวัจณ์ กนกนาก เกิดวันที่ 8 ต.ค. 2499 อายุ 67 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.), เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มร., ประกาศนียบัตรการอบรมหลักสูตรผู้บริหาร-วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 8

ประกาศนียบัตรหลักสูตรภาวะผู้นำระดับโลก มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนียลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา, ปริญญาบัตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐภาคเอกชนและการเมือง รุ่นที่ 4 สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, ประกาศนียบัตรหลักสูตรการแปลงรูปการณ์บริหารมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียทรัพยากรบุคคลและการบริหารองค์กรเชิงกลยุทธ์ สหรัฐอเมริกา, ประกาศนียบัตรชั้นสูงหลักสูตรการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้าในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 15, ประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 15 สถาบันวิทยาการตลาดทุน, ประกาศนียบัตรหลักสูตร Training Program มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา, ประกาศนียบัตรหลักสูตรพัฒนาการเมืองสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 9 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ประกาศนียบัตรหลักสูตร Training course มหาวิทยาลัยคิวชู ญี่ปุ่น

ประวัติการทำงาน

พศวัจณ์ กนกนาก ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา, รองประธานศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ และ ล่าสุด ตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.

‘ชัยธวัช’ ห่วงใยจัดตั้งรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ ไม่ราบรื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555404

07 ส.ค. 2566

'ชัยธวัช' ห่วงใยจัดตั้งรัฐบาล 'เพื่อไทย' ไม่ราบรื่น

‘ชัยธวัช’ มอง ‘ก้าวไกล’ เคยถูกดันเป็นฝ่านค้าน เป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันห่วงจัดตั้งรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ ไม่ราบรื่น ส่วนอนาคตจะเห็นกลับมาจัขมือหรือไม่ ยังไม่ได้รับติดต่อมา

การเลือกนายกรัฐมนตรีถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป

นายชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกล และเคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแสดงความห่วงใย การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่เรียบร้อยไม่ราบรื่น โดยเฉพาะ เสียง สว. ที่คิดว่าจะได้ ก็อาจจะเป็นปัญหา และส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนไม่อยากเห็นการพลิกขั้ว ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากขั้วอำนาจเดิม แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้คุยกันกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคก้าวไกลจะโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะพลิกไปถึงจุดไหน ใกล้วันเลือกจะต้องมีการพูดคุยกับ สส. ในพรรคอีกครั้ง

ทั้งนี้คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่จะพาประเทศก้าวข้ามทุกปัญหา นายชัยธวัช กล่าวว่า คุณสมบัติก็เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ความปกติของการเมืองคือ พรรคที่ได้อันดับ 1 ควรได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แค่นั้นเอง จบง่ายที่สุด ถ้าเราไปตั้งเงื่อนไขเยอะ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และวุ่นวาย 

เรื่องคุณสมบัติ เรื่องนโยบาย ประชาชนได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคไหนได้รับความนิยมเยอะ ก็เท่ากับว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคนั้น เป็นการหายุติที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่อิงตามนี้ มันจะทำให้การเมืองไปต่อไม่ได้ และเป็นปัญหาในอนาคตแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาก็มีพรรคการเมือง ที่ไม่ได้อันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลได้ นายธวัช กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองที่ปกติ เป็นช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ ช่วงเผด็จการยังสืบทอดอำนาจ แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาสู่ประธิปไตยที่ปกติ

ส่วนกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความช่วงหนึ่งระบุว่า

“นายอย่าหลงกลขึ้นรถไปกับพวกมันเป็นอันขาด มันกำลังจะหลอกพานายไปปล้น แล้วยิงทิ้งบนภูเขา รีบวิ่งกลับมาลงเรือเร็ว เรือลำนี้ยังรอนายอยู่” กระแสอยากให้กลับมาจับมืออีกครั้ง ระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย

นายชัยธวัช กล่าวว่า ส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เรื่องนี้เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อมา 

เศรษฐา ส่งทนายฟ้อง ชูวิทย์ 500 ล้าน ชี้หวังผลการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555403

07 ส.ค. 2566

เศรษฐา ส่งทนายฟ้อง ชูวิทย์ 500 ล้าน ชี้หวังผลการเมือง

‘เศรษฐา ทวีสิน ’ มอบ ‘ทนายวิญญัติ’ ยื่นฟ้อง ‘ชูวิทย์’ ใส่ความ มีวาระซ่อนเร้น-หวังผลการเมืองปมซื้อขายที่ดิน พร้อมเรียกค่าเสียหาย 500 ล้าน

 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.)  ได้กล่าวถึงกรณียื่นฟ้องนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในกรณีที่นายชูวิทย์กล่าวหาว่า บริษัทแสนสิริโดยนายเศรษฐาซื้อที่ดินและมีการหลีกเลี่ยงภาษี

เศรษฐา ส่งทนายฟ้อง ชูวิทย์ 500 ล้าน ชี้หวังผลการเมือง

ว่า นายเศรษฐา ได้มอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ โดยมีสาระสำคัญว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. จำเลยทราบอยู่แล้วว่า ในวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และในวันประชุมรัฐสภาดังกล่าว คาดหมายว่าจะมีการเสนอชื่อ ในฐานะเป็นบุคคลที่สมควรจะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ต่อที่ประชุมรัฐสภาทั้งนี้ จำเลยจัดแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณชน ที่ โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท 24 โดยใช้ชื่อว่า “แฉเพื่อชาติ EP 1” ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยการป่าวประกาศ ใส่ความโจทก์ต่อหน้าสื่อมวลชวนที่ไปทำข่าว และมีการถ่ายทอดสดเผยแพร่ต่อสื่อออนไลน์ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ในลักษณะใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม เพื่อให้ประชาชนบุคคลทั่วไป รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งบุคคลทั่วไป ที่ได้รับฟังรับชมการแถลงข่าวของจำเลย หลงเชื่อและเข้าใจว่า โจทก์เป็นบุคคลไม่ดี เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่สมควรที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี 

ทั้งนี้ ก่อนการแถลงข่าว บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ต่อสาธารณะ หัวข้อ “แสนสิริ ชี้แจงซื้อที่ดินถูกต้องตามหลักกฎหมายและธรรมาภิบาล” ยืนยันว่าบริษัทฯยืนยันได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใสและตรอจสอบได้ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงตามความจริงที่ถูกต้องได้ ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังในการเสนอข้อเท็จจริง แต่จำเลยกลับไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนมีการแถลงดังกล่าว  แต่ยืนยันข้อเท็จจริงและมีเจตนาที่จะไม่ให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น และจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนบุคคลทั่วไปที่ได้รับชมรับฟังการแถลงข่าวของจำเลยดังกล่าว หลงเชื่อ และเข้าใจทันทีว่า โจทก์เป็นบุคคลไม่ดี โกงภาษี ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

นายวิญญัติ กล่าวว่า ความจริงผู้ขายได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการโอนแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นคนละวันกัน จึงไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมกัน ต่อมาเมื่อมีการขายให้บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทเดียวโดยต่างคนต่างขายคนละวัน หรือแม้ว่าจะขายในวันเดียวกัน ผู้ขายทั้งหมดก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในฐานะห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ข้อ 4 (2) เนื่องจากข้อเท็จจริงกรณีนี้ไม่ได้มีการเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมพร้อมกัน จึงให้บุคคลแต่ละคนที่ถือกรรมสิทธิ์รวม เสียภาษีเงินได้ในฐานะบุคคลธรรมดา โดยแยกเงินได้ตามส่วนของแต่ละคนที่มีส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถือกรรมสิทธิ์รวม จำเลยยังเป็นการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายข้อความ ซึ่งฝ่าฝืนความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของโจทก์  ทำให้โจทก์ขาดความน่าเชื่อถือจากประชาชน เนื่องจากโจทก์เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและเป็นบุคคลที่พรรคเพื่อไทย มีมติให้ส่งชื่อกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 


ทั้งนี้ ทนายของนายเศรษฐา กล่าวว่า ทางโจทก์ได้ยื่นฟ้องพร้อมเรียกค่าเสียหายจากนายชูวิทย์จากการกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน500 ล้านบาทถ้วน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าตำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า  ตนทราบว่านายชูวิทย์กำลังป่วย  ตนจึงให้กำลังใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่ที่ต้องฟ้องไม่ใช่การรังแกคนป่วย เป็นคนละเรื่อง เพราะการกระทำของคุณชูวิทย์ เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดกฎหมาย จะใช้สิทธิละเมิดผู้อื่นมิได้  เราทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน หากโดนละเมิดสิทธิ คุณเศรษฐาก็ต้องปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่เช่นนั้น คนทั่วไปและสมาชิกรัฐสภาหรือวิญญูชนย่อมเข้าใจในทางไม่ดีต่อคุณเศรษฐา และยังมีการกล่าวหรือกระทำการให้ร้ายอยู่ต่อไป แม้คุณชูวิทย์จะบอกว่าตัวเองป่วย ใกล้ตาย มีเวลาไม่นาน แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่พูดจะต้องจริง ทางกฎหมายคือเจตนาใส่ความนั่นเอง เมื่อตนยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำไปขยายประเด็นหรือใส่ความอีก เพราะจำเป็นต้องมีการฟ้องดำเนินคดีตามสิทธิ์ กล่าวโดยสรุป คุณเศรษฐา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ย่อมอาจถูกตรวจสอบได้ แต่ประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารต้องพึงระวังว่าในข้อมูลนั้น และต้องรอบด้าน ไม่ใช่รีบตัดสินเพื่อเชื่อเลยทีเดียว เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องภาษีและเป็นการดำเนินการตามมาตรการการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรไม่ใช่เรื่องเลี่ยงภาษีหรือทำให้รัฐเสียหาย

‘ชูวิทย์’ ขนลุก ‘เศรษฐา’ ฟ้องหมิ่น เดินหน้าแฉ EP2 สกัดนั่ง นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555402

07 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ขนลุก 'เศรษฐา' ฟ้องหมิ่น เดินหน้าแฉ EP2 สกัดนั่ง นายกฯ

‘ชูวิทย์’ ถึงกับขนลุก ‘เศรษฐา’ ฟ้องหมิ่นประมาท เตรียมพิจารณาฟ้องกลับ เดินหน้าแฉ EP 2 สกัดนั่ง นายกฯ สัปดาห์นี้

“ชูวิทย์” เดินหน้าแฉต่อ “เศรษฐา ทวีสิน” กับ “ที่ดินสารสิน” อีพี 2 สกัดการเป็นนายกฯ หลังทราบข่าว “เศรษฐา” ส่งทนายความ ฟ้องหมิ่นประมาท 

นายชูวิทย์ กล่าวว่า รู้สึกขนลุก หลังจากนายเศรษฐา จะยื่นฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท เพราะตอนนี้ตนมี 21 คดีแล้ว และคดีนี้เป็นคดีที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งตนเองก็เตรียมปรึกษาทนายความว่า จะฟ้องกลับ นายเศรษฐา ดีหรือไม่ เพราะนายเศรษฐา สามารถชี้แจง และออกมาตอบได้ แต่กลับเงียบ และใช้การฟ้องปิดปากแทน

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

นายชูวิทย์ กล่าวว่า การที่ นายเศรษฐา เสนอตัวเองเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นนายทุน แต่นายกรัฐมนตรีต้องมีความสื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เมื่อมีพฤติการณ์ซ่อนเร้น ก็เป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถตรวจสอบได้ 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวของนายเศรษฐา ภายในสัปดานี้ ตนจะเปิดอีพี 2 วันนี้ช่วงบ่าย ตนจะเดินทางไป ป.ป.ช. เปิดหลักฐานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และยื่นกล่าวโทษเจ้าพนักงานที่ดินเขตพระนคร ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการสนับสนุนจาก บมจ.แสนสิริ และผู้ขายที่ดิน

ทั้งนี้ เรื่องจริยธรรม เอาแค่เป็น สส. ไม่เป็นนายกฯ เสียบบัตรแทนกันก็ติดคุกแล้ว ทั้งที่เป็นเรื่องจริยธรรม ดังนั้น คนเป็นนายกฯ ต้องมีจริยธรรม 100%

ส่วนที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ออกมาบอกว่า กฎหมายสามารถเลี่ยงได้ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจคำว่าวางแผนภาษี กับการโกงภาษี การวางแผนจะไม่จ่ายภาษี 500 ล้าน โดยมาตกลงกัน ไม่ต้องจ่าย และมีอะไรมาตอบแทนกัน ใช้วิธีโอนทีละวัน วันละคน เรื่องนี้ทำนิติกรรมคนเดียวไม่ได้ ต้องทำหลายคน ยืนยันแบบนี้ผิดกฎหมาย “ถ้ามีสมองหลบเลี่ยงภาษีแบบนี้ แล้วจะเป็นนายกรัฐมนตรีเหรอ ผมกลัวตายเลย” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ กล่าวว่า อยากให้รอดูหลักฐานของตน เพราะไม่ใช่แค่แสนสิริ ที่ทำเป็นครั้งแรก ศาลอาญาคดีชำนัญพิเศษ เคยตัดสินกรณีลักษณะนี้มาก่อนแล้ว ในคดีคล้ายคลึงกัน การทำหนังสือจากสรรพากร ที่ดิน ห้ามทำ โดยโทษที่กรมสรรพากรเคยฟันดาบ มีโทษถึง 7 เดือนขึ้นไป ต่อ 1 กรรม กรณีนายเศรษฐา 12 กรรม ก็บวกไป 

“คนใส่สูท เวลาจะปล้นไม่ชักปืน แต่ใช้กฎหมายเว้นวรรค เป็นศรีธนญชัย  ภาษี 500 ล้าน ไม่ได้จ่ายแม้แต่บาทเดียว แล้วเชิดหน้าชูตา บอกว่าไม่รู้เรื่อง แบบนี้เหมาะสมเป็นนายกฯ หรือไม่” นายชูวิทย์กล่าว

ด้าน ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า วิธีการโอนที่ทำให้ภาษีลดลง มันมีช่องของมัน ตนอยากบอกว่า การซื้อขายที่ดิน มีการเจรจาตกลงกัน รู้อยู่แล้วว่า ต้องโอนครบทุกคน โอนเพื่อจ่ายภาษีน้อยลง ต้องมาดูเจตนา ตอนนี้ยังตอบไม่ได้

‘เรืองไกร’ จี้สอบซื้อที่ดินแสนสิริ ‘เศรษฐา’ มีเอี่ยวหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555399

07 ส.ค. 2566

'เรืองไกร' จี้สอบซื้อที่ดินแสนสิริ 'เศรษฐา' มีเอี่ยวหรือไม่

‘เรืองไกร’ ร้อง กมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิสภา สอบซื้อที่ดินแสนสิริ ‘เศรษฐา’ มีเอี่ยวหรือไม่ ชี้อาจส่งผลต่อโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ ปมซื่อสัตย์สุจริต ย้ำหากได้นายกฯ เดินหน้าสอบคุณสมบัติต่อ

7 ส.ค. 2566  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เดินทางมายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้ตรวจสอบกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย 

หลังจากที่นายเศรษฐา ถูกเสนอชื่อให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ หลังนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉปมการซื้อขายที่ดินแห่งหนึ่ง และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษี จนอาจไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 160 (4) ในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ในฝั่งของสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่เกิดขึ้น จึงนำเรื่องมาให้ทางวุฒิสภาตรวจสอบรอบด้าน ทั้งผู้ร้อง ผู้กล่าวอ้าง คนแก้ต่าง บริษัทแสนสิริ หรือฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เพราะทั้งหมดยังไม่มีข้อยุติ จึงต้องมายื่นให้กรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริงจากหน่วยงานหลัก 

โดยการขอเอกสารจากนายชูวิทย์ ขอเอกสารจากบริษัทแสนสิริ เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินทั้งหมด ตั้งแต่สัญญาจะซื้อจะขาย รูปเล่มการลงบัญชี การจ่ายแคชเชียร์เช็ค การจ่ายค่ามัดจำสัญญา ค่าธรรมเนียม รวมไปถึงเชิญเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ที่รับจดนิติกรรมต่างๆ เจ้าหน้าที่สรรพากร เพื่อให้ข้อมูลว่าเป็นการวางแผนภาษี หรือหลบเลี่ยงภาษี หรือหนีภาษีหรือไม่ ส่วนที่นายเศรษฐา ชี้แจงว่าซื้อถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล ก็ต้องฟังความทั้งหมด จึงคิดว่า 10 กว่าวันที่ยังมีเวลา ก็ควรให้กรรมาธิการได้ดำเนินการ

ด้าน นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา และรองคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ซึ่งเป็นผู้รับเรื่อง กล่าวว่า จะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมาธิการให้พิจารณา โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อให้เกิดข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาการทำหน้าที่ของวุฒิสภาในการโหวตเลือกนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งกรรมาธิการฯจะเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการชุดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ย้ำว่า สว. มีหน้าที่โดยตรง ในการร่วมเลือกนายกฯ 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยืนหนังสือตรวจสอบการซื้อที่ดินแสนสิรินายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยืนหนังสือตรวจสอบการซื้อที่ดินแสนสิริ

เมื่อถามว่า อีก 10 กว่าวันที่จะเลือกนายกฯ กรรมาธิการจะ พิจารณาแล้วเสร็จ ทันหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า เงื่อนเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุดโดยเร็ว โดยจะมีการทำหนังสือคู่ขนานไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเชิญบุคคลมาชี้แจงโดยเร็ว

ส่วนการแสวงหาข้อเท็จจริงจากภาคเอกชน ขอบเขตของกรรมาธิการมีแค่ไหน นายดิเรกฤทธิ์ บอกว่า ก็ต้องขอข้อเท็จจริงจากผู้ที่มีส่วนได้เสีย และเป็นประโยชน์กับเขาเอง ก็ควรจะต้องให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ไม่มีกฎหมายเชิงบังคับว่าให้ทำ แต่นี่คือผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ถูกกล่าวหา สว.ที่จะมีข้อมูลในการพิจารณา และเป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนในกระบวนการคัดเลือกนายกฯ ที่มีความสมบูรณ์

ส่วนที่เบื้องต้นบริษัทแสนสิริ ชี้แจงว่านายเศรษฐา อาจไม่เกี่ยวข้องกลับการซื้อขายที่ดิน เพราะเป็นแค่ผู้ลงนาม พอจะรับฟังได้หรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ บอกว่า ข้อเท็จจริงทุกฝ่ายรับฟังได้อยู่แล้ว แต่เราอยากฟังความเห็นจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน ซึ่งดีกว่าการไม่รับฟัง ซึ่งการที่นายเรืองไกรนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และเสนอแนะให้ติดตามขอข้อมูลจาหน่วยงาน ประโยชน์ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ และเชื่อว่าจะเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่สุด

ขณะที่ นายเรืองไกร ยังตั้งข้อสังเกตกรณีสัญญาซื้อขายที่ดิน 12 ฉบับ ว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากผู้ขายทั้ง 12 คน ลงเหมือนกันว่าทั้งสองฝ่ายไม่ทราบขอบเขตที่ดินและเนื้อที่มีเพียงใด ซึ่งเอกชนทั้ง 12 ราย ที่รับที่ดินมาปี 2561 แล้วขายในปี 2562 โดยการได้มาไม่เกิน 5 ปีจะต้องมีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เสียภาษีเงินได้เป็นรายบุคคล เมื่อเสียภาษีเงินได้ ค่าธรรมเนียยมร้อยละ 2 และภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะไม่เสียอากรแสตมป์ 

ดังนั้นมองว่าสิ่งที่กรรมาธิการควรจะได้รับจากบริษัทแสนสิริ คือรายงานการประชุมของบริษัทที่จัดทำโดยคณะกรรมการตรวจสอบประจำปี 2562 ที่ระบุชัดเจน ถึงการดำเนินงานของบริษัท และโดยเฉพาะข้อ 6 การกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งบริษัทเข้าเป็นแนวร่วมการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น (CAC)
 

และในปี 2562 ที่นายเศรษฐา อาจไม่ได้รับรู้เรื่องการทำทุรกรรม แต่เมื่อดูจากงบการเงินปี 2562 ระบุไว้อย่างชัดเจน นายเศรษฐาถือหุ้นร้อยละ 4.66 ซึ่งสอดรับกับรายงานการประชุมที่บอกว่าทำไมต้องมอบและแบ่งเป็น 12 ครั้ง ซึ่งจะต้องมีการชี้แจง หากเห็นว่าถูกต้องตามหลักกฏหมายและธรรมาภิบาล ตามที่แสนสิริชี้แจง 

นอกจากนี้ยังเห็นว่าที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นที่ดินรอการพัฒนา มูลค่าที่ดิน 1,600 ล้านบาท เป็นที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากปี 2561 อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะในหมายเหตุของงบการเงิน ที่ดินรอการพัฒนาน่าจะอยู่ในรายการนี้ปี 2561 มี 13,000 กว่าล้านบาท ส่วนปี 2562 มี 18,000 ล้านบาท เพิ่มมา 5,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลที่ตนต้องให้กรรมาธิการเรียกเอกสารทางบัญชี ซึ่งจะได้รับคำตอบว่าผู้รับเงินทั้ง 12 รายรับเงินไปแล้วเป็นแคชเชียร์เช็คส่วนหนึ่ง หรือรับเงินสุทธิหรือไม่ รวมถึงภาษีค่าธรรมเนียบร้อยละ 3 ซึ่งต้องดูว่ามีการจ่ายภาษีอีกทอดหนึ่งหรือไม่ รวมถึงมูลค่าที่ดินรอการพัฒนา ทางบริษัทแสนสิริ บันทึกราคาที่ดินบวกค่าธรรมเนียมภาษีหรือไม่ ถ้าค่าธรรมเนียมรวมลงได้ แต่ถ้าภาษีเงินได้ธุรกิจเฉพาะออกให้ ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ สรรพากรต้องตอบ

นายเรืองไกร กล่าวว่า คนที่จะเป็นนายกฯ จะต้องชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ว่าตอนที่เป็นผู้บริหารปี 2562 เรื่องที่ถูกกล่าวหาเหล่านี้ชี้แจงอย่างไร ซึ่งข้อมูลคงได้แค่เบื้องต้นในการวินิจฉัย แต่สมมติว่านายเศรษฐา ได้เป็นนายกฯ มาตรา 160 จะถูกหยิบขึ้นมาว่ารัฐมนตรีเคยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ถ้านายเศรษฐา ได้เป็นนายกฯ ตนจะช่วยเข้ามาตรวจสอบ และมีความจำเป็นต้องดูว่านายกฯ ก่อนที่จะเข้ามามีสถานะมีเหตุหรือไม่อย่างไร จะไม่สามารถไปยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายเศรษฐา ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามเลยคงไม่ใช่ ไม่งั้นจะเป็นการชี้นำสมาชิกรัฐสภามากเกินไป