‘ไทยสร้างไทย’ ชูธงปิดสวิตช์สว. – สับเลื่อนประชุมสภาฯส่งผลสูญงบใช่เหตุ 8 ล.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555360

06 ส.ค. 2566

'ไทยสร้างไทย' ชูธงปิดสวิตช์สว. - สับเลื่อนประชุมสภาฯส่งผลสูญงบใช่เหตุ 8 ล.

กรรมการบริหาร พรรคไทยสร้างไทย แถลงจุดยืน “ไทยสร้างไทย” สนับสนุนแนวทาง “ก้าวไกล” ที่เสนอยกเลิกมาตรา 272 ” ปิดสวิตช์สว.” ย้ำ 250 คน ไม่ควรมีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศที่มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง สับการประชุมรัฐสภา ที่เลื่อนออกไปผลาญงบคราวละ 8 ล้านบาท

นายรณกาจ ชินสำราญ กรรมการบริหาร พรรคไทยสร้างไทย    เปิดเผยว่า จุดยืนของ “ไทยสร้างไทย” 
 สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช…. ที่เสนอโดย นายชัยธวัช ตุลาธน  พรรคก้าวไกล  เพื่อยกเลิกมาตรา 272 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา( สว.) ที่มาจากการแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลคสช. จำนวน 250 คน มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( สส.) จำนวน 500 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่ให้คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศ และนำมาสู่การกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ตามผลการเลือกตั้งที่พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดและรวมเสียงได้มากที่สุด ต้องมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ดังเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

จะเห็นว่าเมื่อปี 2562 เพราะรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับคะแนนโหวตมากกว่ากึ่งหนึ่งคือ 375 เสียงในรัฐสภาที่ประกอบไปด้วย สว. และ สส. ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นก่อนหน้านี้ กำหนดให้ได้คะแนนเพียงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น (หรือหากเทียบกับจำนวน ส.ส. ในปัจจุบันคือ ใช้เพียง 250 เสียงขึ้นไปเท่านั้น)  ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่คนที่มาจากการแต่งตั้งจำนวน 250 คน มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศที่มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง และเพื่อเป็นการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง  สส. ของ “ไทยสร้างไทย” ทั้งหมด 6 คน

จึงยืนยันที่จะยกมือโหวตเห็นชอบให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 272 ที่บรรจุอยู่ในวาระเรื่องด่วน ในการประชุมร่วมรัฐสภา แม้การประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ส.ค.  จะถูกเลื่อนการประชุมออกไปก็ตาม
ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเล็งเห็นว่า ในการเลื่อนประชุมรัฐสภาแต่ละครั้ง ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณไปกว่า 8 ล้านบาท จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา  ช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติ ร่วมประชุมกันให้ลุล่วงตามวาระการประชุม เพื่อเห็นแก่ประชาชนที่เสียภาษีและรอคอยความหวังจากฝ่ายนิติบัญญัติ  ที่จะผ่านกฎหมายที่ส่งผลต่อประชาชน

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทยยังได้ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 เพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน แก้ไขกฎหมายที่ทำให้ประเทศไทยติดล็อกอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ตรงกับหลายพรรคการเมืองที่เคยสัญญากับประชาชนไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคไทยสร้างไทยจึงขอเชิญชวนสมาชิกรัฐสภา  ไม่ว่าจะเป็น สว. หรือพรรคการเมือง ร่วมมือกันแก้ไข ม.272 และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนและสร้างรากฐานยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

'ไทยสร้างไทย' ชูธงปิดสวิตช์สว. - สับเลื่อนประชุมสภาฯส่งผลสูญงบใช่เหตุ 8 ล.

รณกาจ ชินสำราญ กรรมการบริหาร พรรคไทยสร้างไทย

ชวน ติงมือมืด ‘ประชาธิปัตย์’ ดอดเจรจาร่วมรัฐบาล – เตือนรอมติพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555355

06 ส.ค. 2566

ชวน  ติงมือมืด 'ประชาธิปัตย์' ดอดเจรจาร่วมรัฐบาล - เตือนรอมติพรรค

ผู้อาวุโสแห่ง “ประชาธิปัตย์” ชวน หลีกภัย ไล่ถามกลางที่ประชุมสส.พรรค ใครรู้เห็นเรื่องคนของประชาธิปัตย์ไปเจรจาร่วมรัฐบาล กลายเป็นว่าทุกคนเงียบหมดไม่มีใครรับรู้ เตือนใครที่คิดทำแบบนั้น ไม่เหมาะสมเพราะควรรอมติพรรต ซึ่งถือเป็นจุดยืนของพรรค

นายชวน หลีกภัย  สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์   อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า  ประเด็นที่ “ประชาธิปัตย์”   ถูกโยงถึงการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย   ได้สอบถามในที่ประชุมสส. เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  “จริงไหมและมีไหม ที่มีคนไปขอแบ่งกระทรวง ต่างๆ ” ซึ่งที่ประชุมสส.ก็ได้ปฏิเสธ มองว่าเรื่องนี้เร็วไป รัฐบาลก็ยังไม่มี นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มี ที่พูดกันไปเพราะมีข่าว ว่ามีคนไปพบคนนั้นคนนี้ มีการแบ่งเอากระทรวงนั้นกระทรวงนี้   ขอเตือนว่าอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับพรรค ผูกพันกับพรรค ก็ต้องเป็นมติพรรคและคนใดคนหนึ่งก็ไม่ควรไปทำอะไรส่วนตัวนอกเหนือจากมติพรรค 

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวว่า  “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค เมื่อสมาชิกพูดอะไรผู้บริหารก็จะรับฟัง เมื่อนำมาวิเคราะห์และมีเหตุผล ก็น่าที่จะคล้อยตาม ความคิดที่ไม่อยากให้พรรคไปร่วมรัฐบาลเป็นความคิดของสมาชิกจากหลายภาค ซึ่งที่สุดหากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติให้เข้าร่วมรัฐบาล ก็คงเป็นเรื่องของมติพรรค  ที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริง ว่าคณะกรรมการบริหารพรรคมักจะฟังเสียงสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญ

“ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านระบอบทักษิณ ค่อนข้างจริงจังรุนแรง  ส่วนวันนี้ระบอบดังกล่าวยังอยู่หรือไม่ควรจะต้องพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ต้องพิจารณา”  นายบัญญัติ  ระบุ

‘เสี่ยต่อ’ แถลงเดือดประณามพวกทำประชุม ปชป.ล่ม โวมี สส.ในมือ 21 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555353

06 ส.ค. 2566

'เสี่ยต่อ' แถลงเดือดประณามพวกทำประชุม ปชป.ล่ม โวมี สส.ในมือ 21 คน

‘เฉลิมชัย’ ซัดพวกทำประชุม ปชป.ล่มซ้ำ ชี้ทำกันเป็นขบวนการ กร้าวพร้อมลาออกหากพรรคมองว่าเป็นตัวปัญหา โวมีอย่างน้อง 21 สส.ในมือ

วันที่ 6 ส.ค.  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สีมภาษณ์กับสื่อมวลชน กล่าวประณามพฤติกรรมของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำให้องค์ประชุมล่มเป็นรอบที่สองที่มีผู้แสดงตนเพียง 223 คน ซึ่งขาดอีก 27 คนจึงจะครบองค์ประชุม ระบุว่า เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายไม่เคยเกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ผลที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมาก ตนได้แถลงเป็นครั้งแรกว่าเกิดอะไรขึ้นในพรรค องค์ประชุมไม่ครบทั้ง 2 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ และครั้งนี้ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ แต่เกิดจากพฤติกรรมของบางกลุ่มในพรรค  ตนขอโทษสมาชิกทุกคนที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ 

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การให้องค์ประชุมออกจากห้อง ไม่ลงชื่อเข้าประชุม ไปเที่ยวประเทศลาว พฤติกรรมเหล่านี้เลวทราม ไม่ควรจะเกิดขึ้นในพรรค อยากจะฝากอีกครั้งว่า พวกเขารู้ตัวว่าทำพฤติกรรมอะไรไว้ หากจิตสำนึกกลับคืนมา ประชาธิปัตย์จะเดินไปข้างหน้าได้ เรามีระเบียบและข้อบังคับ ไม่สามารถทำโดยส่วนตัวได้แต่ครั้งนี้ทุกคนฉีกข้อบังคับพรรค ตนขอประนามพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ถ้ามีจิตสำนึกต้องมาช่วยให้พรรคเดินไปข้างหน้าไม่ใช่เล่นเกมการเมือง เพื่อตอบสนองความต้องการของใครบางคน

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ยังกล่าวว่า ตนพร้อมวางมือทางการเมือง และเคยยื่นข้อเสนอว่า หากตนเป็นอุปสรรคกับพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะลาออกเพื่อให้ทุกคนสบายใจ วันนี้ตนทำทุกอย่าง และขอให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น

อีกทั้งการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ใช้งบประมาณครั้งละ 3-4 ล้านบาท นี่คือเงินที่ประชาชนตั้งใจจะให้เรามาทำกิจกรรมทางการเมือง ไม่ใช่ผลาญเล่น ขอให้ทุกคนกลับไปคิดตรึกตรองว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาถูกต้องหรือไม่ คงไม่ต้องบอกว่าใครน่าจะรู้ตัวเอง และรักษาการยังมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ แม้แต่ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ก็อยากให้เดินหน้า

“ยืนยันไม่ใช่เป็นการล่มโดยธรรมชาติ แต่ล่มด้วยเจตนา และการประชุมล่ม ตนก็ทราบล่วงหน้าก่อนทุกครั้งโดยเหตุในวันนี้ก็เพิ่งทราบเมื่อวานนี้”นายเฉลิมชัย กล่าว

สำหรับไทม์ไลน์ต่อจากนี้ นายเฉลิมชัย เผยว่า จะต้องเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่ครั้ง ประชุมรอบหน้าอาจจะต้องเช่าเต็นท์ เลี้ยงข้าวกระเพราะไก่ ไข่ดาว แทนกับข้าวดีๆ เพราะคงไม่มีเงินจัดในโรงแรมแล้ว ประชุมครั้งหนึ่งก็ต้องใช้เงินเยอะ

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า มี สส.ของพรรคอย่างน้อย 21 คน เห็นด้วยกับแนวทางนี้ พร้อมให้ สส.ที่มีจุดยืนเดียวกัน เรียงแถวให้ผู้สื่อข่าวเก็บภาพ

ล่มรอบ 2 เลือกหัวหน้าพรรค กก.บริหาร ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ไม่ครบองค์ประชุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555349

06 ส.ค. 2566

ล่มรอบ 2  เลือกหัวหน้าพรรค กก.บริหาร 'พรรคประชาธิปัตย์' ไม่ครบองค์ประชุม

การประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร “พรรคประชาธิปัตย์” ล่มซ้ำรอบ 2 หลังสมาชิกพรรคเดินทางมาไม่ครงองค์ประชุม

6 สิงหาคม 2566  ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เขตหลักสี่  กทม. ซึ่งมีการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2566 เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ชุดใหม่ โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมกันอย่างต่อเนื่อง  

ประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.พรรค ประชาธิปัตย์ ล่มรอบ2ประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.พรรค ประชาธิปัตย์ ล่มรอบ2

แต่ปรากฎว่า การประชุมต้องถูกเลื่อนออกไปอีก หลังจากที่เลยเวลานัดหมายมาเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง แต่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาไม่ถึง 250 คน ส่งผลให้ไม่ครบองค์ประชุม ต้องเลื่อนวันเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทำให้สมาชิกพรรคต่างพากันแยกย้ายเดินทางกลับ

ประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.พรรค ประชาธิปัตย์ ล่มรอบ2ประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.พรรค ประชาธิปัตย์ ล่มรอบ2

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายไชยวัฒน์ ไตรสุนันท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสมาชิกพรรคกว่า 100 คน มายื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติการประชุมวิสามัญและมติกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2566 

และขอให้สั่งเลื่อนการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ออกไปก่อน และให้กกต.สั่งให้พรรคแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ถูกต้อง 

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ โผล่พนมเปญฉลองวันเกิด ‘ฮุนเซน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555347

06 ส.ค. 2566

'ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์' โผล่พนมเปญฉลองวันเกิด 'ฮุนเซน'

“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” 2 อดีตนายกฯ โผล่พนมเปญ เพื่อร่วมมฉลองวันเกิด ครบ 71 ปี “ฮุนเซน” นายกฯ กัมพูชา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ “ทักษิณ” ขึ้นทวิตเตอร์ ขอเลื่อนกลับไทย

6 ส.ค. 2566  สื่อกัมพูชา รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  2 อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เดินทาง มายังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 71 ปี ของสมเด็จเตโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา 

ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

โดยสมเด็จฯฮุน เซน เปิดเผยว่า นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าพักที่บ้านพักของตนเป็นเวลาหนึ่งคืน โดยหลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกับสมเด็จฯ ฮุนเซนแล้ว ทั้ง 2 คน ก็ขึ้นเครื่องบินเดินทางออกกัมพูชา  

ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์  ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

สมเด็จฯฮุน เซน และนายทักษิณ มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับราวกับพี่น้อง ทั้งคู่สนิทตั้งแต่ปี 2535 ก่อนที่นายทักษิณจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทย

ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์  ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com


ทั้งนี้ สมเด็จฮุนเซนเตรียมประกาศสถาปนา “ฮุน มาเนต” ลูกชายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชามนสัปดาห์นี้เลือกการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์  ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์  ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน  ภาพจาก Freshnewsasia.com ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ร่วมฉลองวันเกิด ฮุนเซน ภาพจาก Freshnewsasia.com

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ  https://www.freshnewsasia.com/

‘มาดามเดียร์’ ชี้เลือก ‘หัวหน้าปชป.’ ต้องตอบสังคมได้ชัดจุดยืนการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555332

05 ส.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ชี้เลือก 'หัวหน้าปชป.' ต้องตอบสังคมได้ชัดจุดยืนการเมือง

‘มาดามเดียร์’ โพสต์เฟซบุ๊ก เลือก ‘หัวหน้าปชป.’ อุดมการณ์และจุดยืนการเมือง ‘ประชาธิปัตย์’ ต้องชัดเจน หากตอบคำถามเหล่านี้กับสังคมไม่ได้ ก็ไร้ความหมายและความหวัง

น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า 

ไม่ว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรหากพรรคไม่สามารถตอบคำถามสังคมถึงความคาดหวังการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ต้องเผชิญความท้าทายของโลกอนาคต

พร้อมประกาศอุดมการณ์ และจุดยืนการเมืองที่ชัดเจน

พรรคจะเดินไปข้างหน้ายังไง?

พรรคจะเดินไปหาใคร?

พรรคจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

พรรคพร้อมชัดเจนกับสังคมและประชาชนรึเปล่า?

อุดมการณ์ ชุดความคิดที่จะถูกกลั่นออกมาเป็นนโยบาย หลังจากนี้คืออะไร?

หากพรรคไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้กับสังคมได้

ก็คงไร้ซึ่งความหมาย และความหวัง

#โลกเปลี่ยนพรรคต้องเปลี่ยน

#ประชาธิปัตย์เปลี่ยนได้ถ้ามีจุดยืน

ขอบคุณที่มา: เพจ เดียร์ วทันยา บุนนาค

ธนกร แจงสยบย้ายค่าย ยืนยัน ‘สุชาติ’ ยังอยู่ รวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555330

05 ส.ค. 2566

ธนกร แจงสยบย้ายค่าย ยืนยัน 'สุชาติ' ยังอยู่ รวมไทยสร้างชาติ

“ธนกร” สยบข่าวลือ ยัน “เสี่ยเฮ้ง – สุชาติ” ยังอยู่ รทสช.ไม่ทิ้งพรรค ชี้ สส.36 คนเป็นเอกภาพ พร้อมโหวตนายกฯทิศทางเดียวกัน

สยบข่าวย้ายค่าย นายธนกร  วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีหลายกลุ่มในพรรคที่อาจจะเสียงแตกในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน ว่า ต้องยอมรับว่าในพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากการเมืองหลายกลุ่มและมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เรื่องการทำหน้าที่ในสภา

นายธนกร  วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) นายธนกร  วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.)

โดยเฉพาะการลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรีนั้นสส.ทั้ง 36 คนของพรรค มีความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดตามมติของพรรคมาโดยตลอดรวมทั้งการเลือกประธานสภาด้วย  ซึ่งยอมรับว่า อาจมีการประสานงานและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในบางประเด็น แต่รวมไทยสร้างชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของทุกกลุ่ม
 

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายสุชาติ  ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่าอาจจะย้ายพรรค  นายธนกร กล่าวว่า  ส่วนตัวได้พูดคุยกับนายสุชาติแล้วและพูดคุยกันมาตลอด

นายสุชาติ  ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาตินายสุชาติ  ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

และเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น นายสุชาติ ยืนยันกับตนว่ายังอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ และยังมีแนวคิดอุดมการเดียวกันตั้งแต่แรกที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม อดีตประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคฯ ที่เคยให้ไว้ว่าให้ช่วยกันสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เป็นพรรคที่พร้อมดูแลประชาชนและปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  ถึงแม้วันนี้พลเอกประยุทธ์จะวางมือทางการเมืองแล้ว แต่ตนและนายสุชาติก็ยังคงรักษาอุดมการณ์และความตั้งใจเดิมที่ตามพลเอกประยุทธ์มา

“เป็นธรรมดาของทุกพรรค ที่ต่างคนก็ต่างความคิด และอาจมีการสื่อสารประสานงานที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไป  แต่เมื่อได้มีการพูดคุยกันแล้ว ยืนยันว่าทุกคนในพรรคมีความเป็นเอกภาพ มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ผมมั่นใจว่าทุกคนยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก มาก่อนความคิดเห็นส่วนตัว” นายธนกร กล่าวย้ำ

เลขาธิการ รทสช. บอกไม่จำเป็นที่ 1ได้ตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์รับฟังพรรคอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555328

05 ส.ค. 2566

เลขาธิการ รทสช. บอกไม่จำเป็นที่ 1ได้ตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์รับฟังพรรคอื่น

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ ไม่จำเป็นพรรคได้คะแนนที่หนึ่งต้องตั้งรัฐบาล ขอกองเชียร์ควรยอมรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย

 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ด้วยความเคารพ เสียงของประชาชนคนไทยตามระบอบประชาธิปไตย” รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติด้วยเสียงส่วนใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ ถือเป็นกระบวนการการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย และหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยก็ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2562 และล่าสุดในปี 2566

 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

การที่พรรคการเมืองสามารถออกมานำเสนอจุดยืน พูดอย่างเปิดเผยบนเวที ออกสื่อได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าเนื้อหาจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งนั้นเสรีและเป็นธรรม (Free and Fair) ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

แต่กองเชียร์เอง ก็ต้องยอมรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่สะท้อนความต้องการที่หลากหลายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

การออกมาคุกคามบูลลี่คนที่เห็นต่างผ่านสื่อฯ บีบบังคับให้สังคมต้องบิดเบี้ยวไปตามความต้องการของตัวเอง อาจบานปลายกลายเป็นการคุกคามละเมิดสิทธิของคนอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

วันนี้ การเลือกตั้งสส.ที่เป็นประชาธิปไตยก็จบไปแล้ว พรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับหนึ่ง ได้จำนวนสส. 151 คน พรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับสอง ได้จำนวนสส. 141 คน และมีพรรคอื่นๆรวมแล้ว ได้จำนวนสส. อีก 208 คน รวมทั้งหมดเป็น 500 คน

พรรคก้าวไกล เป็นพรรคอันดับหนึ่งก็จริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากที่จะโหวตนายกฯหรือตั้งรัฐบาลได้ในระบบการเลือกตั้งที่เป็นระบบรัฐสภา

ข้อความของนายเอกนัฎข้อความของนายเอกนัฎ

ระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่นานาประเทศใช้กัน สรุปง่ายๆ มีสองระบบ คือระบบประธานาธิบดี (Presidential System) เป็นการการเลือกผู้นำของประเทศโดยตรง และอีกระบบคือระบบรัฐสภา (Parliamentary System) เป็นการเลือกตั้งสส. จากพรรคการเมืองแล้วให้สส. กับพรรคการเมืองไปเลือกผู้นำประเทศและตั้งรัฐบาลต่อไป
 
ระบบของไทยโดยหลักแล้วเป็นระบบรัฐสภา แต่เนื่องจากมีข้อกำหนดต้องเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก่อนการหาเสียงเลือกตั้ง จึงเสมือนเป็นระบบผสมหรืออาจจะเรียกว่าเป็น Hybrid System ก็น่าจะได้ ซึ่งอาจจะทำให้คนสับสนนึกว่าเป็นการไปเลือกแคนดิเดตนายกฯโดยตรง

อันที่จริงแล้ว ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในกติกาว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และในระบบรัฐสภาที่เป็นสากลก็ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในกติกาว่าพรรคอันดับหนึ่งจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากแต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะให้โอกาสพรรคอันดับหนึ่งไปดำเนินการก่อนเท่านั้น

ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงเวลาที่บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญที่ให้สว. เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นผลพวงของคำถามเพิ่มเติม ที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2559 ด้วยเสียงถึง 15.1 ล้านเสียง หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของผู้ที่ไปลงคะแนน

พอใจ หรือไม่พอใจ แต่ก็ผ่านการทำประชามติ ซึ่งถือเป็นการหยั่งเสียงด้วยเสียงส่วนมากของคนทั้งประเทศ เปรียบเทียบได้กับกรณีการทำประชามติ Brexit ในสหราชอาณาจักร ที่ฝ่าย Leave เอาชนะ ฝ่าย Remain เพียงนิดเดียว 52% ต่อ 48% ถึงแม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะสร้างความแตกแยกทางความรู้สึกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม ด้วยความเคารพต่อเสียงส่วนมากในระบบการหยั่งเสียงในระบอบประชาธิปไตย

มาวันนี้ในประเทศไทย.. การใช้เสียงในรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นขั้นตอนการเลือกผู้นำในระบบรัฐสภา ผลออกมาอย่างไร รูปร่างหน้าตาออกมาแบบไหน พอใจหรือไม่พอใจ ก็เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ควรมีน้ำใจนักกีฬา ให้ความเคารพต่อเสียงส่วนมากของประชาชนและการตัดสินใจของผู้แทนราษฎรในสภาที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน

‘นพดล’ โต้กลับ ‘ชูวิทย์’ กล่าวหา ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษีที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555315

05 ส.ค. 2566

'นพดล' โต้กลับ 'ชูวิทย์' กล่าวหา 'เศรษฐา' เลี่ยงภาษีที่ดิน

‘นพดล’ แนะ ‘ชูวิทย์’ ตรวจสอบปม ‘เศรษฐา’ เลี่ยงภาษีที่ดินจากกรมสรรพากร-กรมที่ดิน พร้อมตั้งข้อสงสัยเปิดข้อมูลช่วง ‘พรรคเพื่อไทย’ กำลังเสนอชื่อแคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’

นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นนักกฎหมายได้รับฟังข้อมูลในเรื่องนี้เห็นว่า ข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่บอกว่านายเศรษฐาเกี่ยวข้องในการเลี่ยงภาษีคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะนายเศรษฐาไม่ได้ทำอะไรตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดหรือเป็นตัวการหรือสนับสนุนให้มีการเลี่ยงภาษีใดๆ

ดังนั้นจึงไม่มีมูล เนื่องจากบริษัทแสนสิริเป็นผู้ซื้อที่ดิน หน้าที่ในการชำระภาษีจากค่าที่ดินที่ผู้ขายได้รับเป็นหน้าที่ของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ไปรับโอนและชำระเงินค่าที่ดินเท่านั้นเอง ถ้าใครต้องการตรวจสอบว่า ผู้ขายเลี่ยงภาษีให้ไปถามกรมสรรพากรได้เลย ทำความจริงให้ปรากฏ ยิ่งเร็วยิ่งดี

นายนพดล กล่าวว่า ที่กล่าวหานิติกรรมอำพรางนั้น ตนไม่เห็นว่า จะมีนิติกรรมอำพรางตรงไหน เพราะไม่มีนิติกรรมอันหนึ่งซ้อนอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง การโอนที่ดินให้แสนสิริก็เป็นการซื้อขายที่ดินปกติที่ทำกันเปิดเผย ตรงไปตรงมาที่กรมที่ดิน มีการบันทึกการซื้อขาย เสียภาษีที่กรมที่ดิน 

ส่วนที่กล่าวหาว่านายเศรษฐาไปเกี่ยวข้องในการเลี่ยงภาษีโดยอ้างรายงานการประชุมนั้น ข้อเท็จจริงคือ นายเศรษฐาเข้าประชุมรับทราบการที่แสนสิริจะไปซื้อที่ดินแปลงนี้ โดยเป็นการประชุมครั้งเดียวในการอนุมัติเงินในการซื้อ เพราะฉะนั้นไม่ได้ไปเกี่ยวข้องการโอนที่ดินหรือการดำเนินการใดๆของฝ่ายผู้ขายเลย
 

นายนพดล มองว่า หากใครรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ ก็สามารถเปิดเผยตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะต้องกำความลับหรืออะไรไว้ แล้วมาเปิดเผยช่วงนี้ที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะเสนอนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี มันมองเป็นเรื่องอย่างอื่นยาก นอกจากเรื่องการเมือง แต่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลคงไม่กระทบการเดินหน้าเสนอชื่อเสนอนายเศรษฐา และนายเศรษฐาเป็นบุคคลสาธารณะพร้อมถูกตรวจสอบ

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ไม่เข้าข้างใคร ย้ำ รอ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555322

05 ส.ค. 2566

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ไม่เข้าข้างใคร ย้ำ รอ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

‘ประธานสภา’ แจง เลื่อน-ปิดประชุมรัฐสภา ถาม หากมติสภาไม่ตรงกับคำวินิจฉัย ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ความเสียหายตกที่ใคร บอก ทำงานในสภามากกว่า 40 ปี ไม่เคยมีการนำญัตติตกไปแล้วขึ้นมาทบทวนอีก หวั่น กระทบภาพลักษณ์สภา ย้ำ ไม่ได้เข้าข้างใคร

ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณี เมื่อวานนี้ (4 ส.ค.) สั่งเลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภาออกไปก่อน พร้อมกับปิดการประชุมทันทีนั้น ว่าการเปิดประชุมเมื่อวานนี้มีประชุมวาระอยู่ 2 เรื่อง คือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 16 ส.ค. นี้

ส่วนเรื่องที่ 2 คือการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่งตนตั้งใจให้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่ และหากเลื่อนวาระที่ 2 ขึ้นมา สภาก็มีความพร้อมที่จะพิจารณา แต่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเลื่อนวาระดังกล่าวขึ้นมานั้น นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติด่วนขึ้นมาเพื่อให้ทบทวนมติที่สภาได้พิจารณาไปเมื่อ วันที่ 19 ก.ค. คือ ญัตติที่ไม่ให้โหวตนายกฯ ซ้ำ ซึ่งเรื่องได้พิจารณาตามข้อบังคับ151 ไปแล้ว โดยข้อบังคับ 151 ในวรรคแรกได้ระบุว่า การลงมติของรัฐสภาถือว่าเด็ดขาด การที่จะมาทบทวนมติที่เด็ดขาดไปแล้ว ตนและสมาชิกหลายท่านเข้าใจว่าไม่สามารถกระทำได้

รอมติ ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อน

เขาอธิบายว่า ปกติหากเรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ สภาก็ยังจะไม่พิจารณาเรื่องนั้น โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เขียนไว้ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยและคำสั่ง ของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเด็ดขาด และมีความผูกพันกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นการที่เราจะตัดหน้าไปพิจารณาวันที่ 4 ส.ค. ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดเจนว่าจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 16 ส.ค. หากเราพิจารณาก่อน อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เพราะเป็นการย้อนแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาเรื่องเดียวกัน และหากมีการพิจารณาและลงมติ และวันที่ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับมติของสภา “ท่านคิดว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นกับใคร” หากเรารอให้ถึงวันที่ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจบแล้ว เราก็สามารถนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนได้ แต่เราต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

หากสภาพิจารณา เสี่ยงละเมิดศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมเห็นว่าเรื่องนี้ในประการแรก ญัตติที่จะทบทวนญัตติของเราเอง ตามที่ข้อบังคับพูดไว้ชัดเจนแล้วนั้น จะกระทำได้หรือไม่ สมควรจะกระทำหรือไม่ ประการที่สอง เรื่องที่เราจะพูด คือเรื่องมติโหวตนายกฯ กระทำซ้ำได้หรือไม่ มันเป็นเรื่องเดียวกันที่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวันที่ 16 ส.ค.นี้ และอำนาจศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเด็ดขาด สภาจะพิจารณาอย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาแล้ว เราต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ในฐานะประธานรัฐสภา เราไม่สามารถนำองค์กรให้เกิดปัญหากับองค์กรที่จะตัดสินเรา เราพร้อมจะทำตามสมาชิกถ้าหากว่า ข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอที่ไม่ย้อนแย้ง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อถือลดลง ต้องขออภัย ไม่ได้รีบปิดประชุมหนี เพื่อไม่ให้อภิปรายการแก้ไขมาตรา 272 ที่รอเวลาเกือบชั่วโมง เพื่อให้สมาชิกครบ เพื่อให้ได้ประชุม และเลื่อนวาระ 272 ที่พรรคก้าวไกลอยากจะอภิปรายขึ้นมาก่อน ผมก็อยากให้อภิปรายอย่างเต็มที่ แต่สมาชิกไม่ยอมที่จะให้เลื่อนเรื่องนี้มาพิจารณา และเสนอนำเรื่องด่วนที่ไม่ได้อยู่ในวาระขึ้นมาพิจารณาซึ่งสามารถเสนอได้ แต่เรื่องที่เสนอให้พิจารณาคือ เรื่องของวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งคือเรื่องการโหวตนายกฯ โดยตามมาตรา 151 ถือว่าทำไม่ได้ ผมไม่ได้ปฏิบัติเพื่อฝ่ายใด หรือกีดกันฝ่ายใด ไม่งั้นจะรอถึงชั่วโมงเหรอ เพราะหากสมาชิกไม่ครบแค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่สามารถประชุมได้” นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบาย

เมื่อถามว่า กรณีการประชุมเมื่อวานนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ยังเหลือเวลาในการประชุม ทำไมถึงไม่ให้มีการลงมติ นำญัตติด่วนการเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำ ขึ้นมาพิจารณา หรือเอามาตรา 272 ขึ้นมาพิจารณา นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ยอม จะลงมติเรื่องที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ถ้ารัฐสภาพิจารณาแล้วขัดแย้งกับคำวินิจฉัย จะมีความเสียหายเกิดขึ้น สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดศาล ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด คือ ประธานรัฐสภา ซึ่งมองว่าจะกระทบต่อบุคคลที่เสนอ และวิธีการด้วย ซึ่งจะทำให้สภาเกิดความสับสนต่อบุคคลภายนอก ในวันที่ 16 ส.ค. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าได้ และรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราจะบอกว่า ศาลเป็นใหญ่กว่าสภา มองว่าไม่มีใครใหญ่กว่าใคร แต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แบบนั้น

เลื่อนประชุมสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า ตนทำงานในสภามากกว่า 40 ปี ไม่เคยมีการนำญัตติที่ตกไปแล้วขึ้นมาทบทวน ยืนยันไม่ได้ปิดประชุมหนี เพราะการเลื่อนประชุมสภาเมื่อวานนี้ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดของบ้านเมือง ในที่สุดแล้วก็ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้

เมื่อถามว่าในวันที่ 17 และ 18 ส.ค. จะมีการประชุมรัฐสภาหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ต้องดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ส.ค. ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยออกมาจะเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 3 วัน คือ วันที่ 18-19 ส.ค. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายและความสง่างามของที่ประชุมรัฐสภา หากมีการทบทวนหลายรอบ จะทำให้เกิดการร้องเรียนขึ้นมาอีก และเกิดความไม่สง่างามของรัฐสภา พร้อมย้ำว่า ไม่มีคนอยู่เบื้องหลังเสนอให้เลื่อนการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสั่งปิดประชุมรัฐสภาของ “ประธานสภา” หลังเปิดประชุมได้กว่า 1 ชั่วโมงถูกวิพากษ์วิจารย์อย่างหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาว่าเอื้อประโยชน์กลุ่มใดหรือไม่ และทำให้ #ประชุมสภา ติดเทรนทวีตเตอร์ ทันทีหลังปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวานนี้(4 ส.ค. 2566)