‘ธนกร’ ยืนยัน ‘เสี่ยเฮ้ง’ ยังอยู่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ยังมีอุดมการณ์เดียวกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555312

05 ส.ค. 2566

'ธนกร' ยืนยัน 'เสี่ยเฮ้ง' ยังอยู่ 'รวมไทยสร้างชาติ' ยังมีอุดมการณ์เดียวกัน

‘ธนกร’ ยืนยัน ‘เสี่ยเฮ้ง’ ยังอยู่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ยังมีอุดมการณ์เดียวกันตาม ‘บิ๊กตู่’ ฝากไว้ ส่วน ‘เลือกนายกฯ’ เป็นไปตามมติพรรค แม้มี สส. หลายกลุ่ม

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เผยได้พูดคุยกัยนายสุชาติ ชมกลิ่น แล้ว หลังมีข่าวลือ เตรียมย้ายพรรค ว่า เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น นายสุชาติยืนยันกับตนว่ายังอยู่กับรวมไทยสร้างชาติ และยังมีแนวคิดอุดมการเดียวกันตั้งแต่แรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคฯ ที่เคยให้ไว้ว่า ให้ช่วยกันสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เป็นพรรคที่พร้อมดูแลประชาชนและปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถึงแม้วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะวางมือทางการเมืองแล้ว แต่ตนและนายสุชาติก็ยังคงรักษาอุดมการณ์และความตั้งใจเดิมที่ตามพลเอกประยุทธ์มา

ทั้งนี้กระแสข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติมีหลายกลุ่ม อาจเสียงแตกในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นในทิศทางเดียวกัน นายธนกร ยอมรับ มีหลายกลุ่มและมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่เรื่องการทำหน้าที่ในสภา โดยเฉพาะการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สส.ทั้ง 36 คนของพรรค มีความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

โดยยึดตามมติของพรรคมาโดยตลอด รวมทั้งการเลือกประธานสภาด้วย ยอมรับว่า อาจมีการประสานงานและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในบางประเด็น แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของทุกกลุ่ม
 

“เป็นธรรมดาของทุกพรรค ที่ต่างคนก็ต่างความคิด และอาจมีการสื่อสารประสานงานที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไป  แต่เมื่อได้มีการพูดคุยกันแล้ว ยืนยันว่าทุกคนในพรรคมีความเป็นเอกภาพ มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ผมมั่นใจว่าทุกคนยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก มาก่อนความคิดเห็นส่วนตัว” นายธนกร กล่าวย้ำ

ไม่พลาดแน่ ‘ปชป.’ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555310

05 ส.ค. 2566

ไม่พลาดแน่ ‘ปชป.’ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ราเมศ รัตนะเชวง เผย ‘ปชป.’มอบหมาย ‘สาธิต ปิตุเตชะ’ รองหัวหน้าพรรค แม่ทัพดูแลภาคกลาง เป็นผู้รับผิดชอบ เตรียมส่งผู้สมัครชิง ‘เลือกตั้งซ่อม’ สส.ระยอง เขต 3 ย้ำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ-ย้ำ 6 ส.ค. เลือกหน.-กก.บห.คนใหม่

คืบหน้าเมื่อ ‘ไอซ์’ นครชัย ขุนณรงค์ พรรคก้าวไกล ส่งเจ้าหน้าที่พรรคก้าวไกล ไปยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง สส. ระยอง เขต 3 เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 แล้ว หลังพบประวัติเคยถูกจำคุก 3 ปี ข้อหาลักทรัพย์เมื่อปี 2542  และคาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)จะนัดประชุมเพื่อหาวันรับสมัคร สส. และ “เลือกตั้งซ่อม” ในเร็วๆ นี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคประชาธิปัตย์ “ปชป.” ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า “ปชป.” ได้มีกระบวนการเพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังต้องดำเนินการตาม พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องมีกระบวนการสอบถามความคิดเห็น และมีขั้นตอนการสรรหา

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เริ่มต้นจะได้มีการเปิดให้มีการสมัคร จากนั้น คณะกรรมการสรรหา สส. จะได้มีการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยองต่อไป จากนั้น คกก.สรรหาฯ จะได้ส่งรายชื่อผู้สมัคร สส. กลับไปยังเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยอง เพื่อสอบถามความคิดเห็นสมาชิกในเขตเลือกตั้ง และจะมีการส่งกลับมาให้ กรรมการบริหารพรรค(กก.บห.พรรค) ได้พิจารณาอนุมัติผู้ที่จะลงสมัคร “เลือกตั้งซ่อม” สส.เขต 3 จังหวัดระยอง 

“โดยทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลาง เป็นผู้รับผิดชอบให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ”

6 ส.ค. เลือกหน.-กก.บห.คนใหม่

สำหรับวันพรุ่งนี้ 6 ส.ค.2566 พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ และ กก.บห. พรรคชุดใหม่ ในเวลา 8.30 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวาระที่สำคัญคือการเลือกตั้ง กก.บห. และคกก.สรรหาผู้สมัคร ซึ่งในวันนี้ทางพรรคก็จะมีการเดินทางไปจัดเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่เพื่อรองรับองค์ประชุมที่จะเดินทางมาร่วมประชุม

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555305

05 ส.ค. 2566

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ เร่งแก้ปัญหามอบสิทธิ์ที่ทำกิน ทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่ ครอบคลุม 65 จังหวัด ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ หนุนให้ประชาชนได้มีที่ดินเป็นของตนเอง และส่งต่อลูกหลาน

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.  2566 ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการ ‘ร่วมรัฐบาล’ ของพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของผู้มีรายได้น้อย เพื่อขจัดความยากจนและแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนไปพร้อมกัน ควบคู่ไปกับการป้องกันการรุกล้ำผืนป่า 

ซึ่งการดำเนินงานในด้านการจัดสรรที่ทำกินให้กับประชาชนและเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทั่วประเทศ ได้มีการออกหนังสืออนุญาต ไปแล้วรวม 356 พื้นที่ ใน 65 จังหวัด เป็นเนื้อที่รวมมากกว่า 1.12 ล้านไร่ มีการจัดสรรคนลงพื้นที่จำนวน 73,809 ราย ใน 331 พื้นที่ ใน 67 จังหวัด เป็นเนื้อที่รวมทั้งหมด 501,475 ไร่

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชน จึงได้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2540 ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ และเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ของประเทศ ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งมียุทธศาสตร์เพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดินฯตามศักยภาพ โดยการบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินฯ แต่ก็ต้อฝส่งเสริมความยั่งยืนของการจัดการที่ดินและระบบนิเวศควบคู่ไปด้วย

“ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปมอบสิทธิในที่ดินทำกินในหลายพื้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่มีความก้าวหน้าแทบทุกด้าน มีหน่วยงานในพื้นที่เข้าไปสนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรกันอย่างต่อเนื่อง และต้องขอชื่นชมกับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกคน ที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อที่จะรักษาที่ดินผืนนี้ ส่งต่อให้ลูกหลาน 

เพราะปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินจะรุนแรงมากขึ้นถ้าเราไม่ช่วยกันปกป้องรักษาไว้ ผ่านการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำให้พี่น้องเกษตรกรหลุดพ้นความยากจน และป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง ขายฝาก ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่ดินทำกิน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”พล.อ.ประวิตร กล่าวในที่สุด

‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่
‘บิ๊กป้อม’ โวผลงาน ‘ร่วมรัฐบาล’ มอบสิทธิ์ที่ทำกินทั่วประเทศ 1.12 ล้านไร่

‘ชูวิทย์’ ถึง ‘ทักษิณ’ ขอข้ออ้างมากกว่า ‘ตรวจร่างกาย’ กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555303

05 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ถึง 'ทักษิณ' ขอข้ออ้างมากกว่า 'ตรวจร่างกาย' กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ

‘ชูวิทย์’ โพสต์ถึง ‘ทักษิณ’ ขอข้ออ้างมากกว่า ‘ตรวจร่างกาย’ มองทุกอย่างเลื่อน เชื่อมโยงกันหมด ชี้กลับไม่กลับอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ไฟยังไม่เขียว

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นอีกคนที่มักจะออกมายืนยันว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางกลับไทยตามวันที่เคยแจ้ง 10 ส.ค. 

ล่าสุดนายชูวิทย์ โพสต์หลังนายทักษิณเลื่อนเดินทางกลับ อ้างต้องตรวจร่างกาย ระบุว่า 

“เลื่อนอีกแล้ว
หมอจะตรวจร่างกาย ถึงขนาดเลื่อนกลับเลยหรือ? 
หาข้ออ้างที่ทำให้คนไทยเชื่อมากกว่านี้ดีกว่าไหม?
เดี๋ยวมีใครไปบอกว่า “เพ้อเจ้อ” 
ทุกอย่างเลื่อน ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไทยประกาศข้ามขั้ว โหวตนายกฯ
การเลื่อนกลับไทยของทักษิณจึงเชื่อมกันหมด

อย่าไปให้คนไทยรอเก้อ
คงมีจตุพรกับชูวิทย์ 2 คนเท่านั้นที่รู้ว่าท่านไม่กลับ
คนที่เคยติดคุกจะรู้ว่าการก้าวเท้าเข้าคุกล้วนอยู่ที่ใจ
การกลับหรือไม่กลับจึงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ไฟยังไม่เขียว
ครั้งหน้าไม่ต้องบอกล่วงหน้าดีกว่า 
จะกลับก็กลับเลย”

ชูวิทย์โพสต์ชูวิทย์โพสต์

‘จตุพร’ จี้ ‘เพื่อไทย’ อย่าเนียนเคยพูดแก้ ม.112 ชี้ผิดพลาดตีจาก ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555297

05 ส.ค. 2566

'จตุพร' จี้ 'เพื่อไทย' อย่าเนียนเคยพูดแก้ ม.112 ชี้ผิดพลาดตีจาก 'ก้าวไกล'

‘จตุพร’ จี้ ‘เพื่อไทย’ ยอมรับเคยหาเสียงพูดแก้ ม.112 เตือน สว.-สส.ข้างน้อย โหวตนายกฯ ใช้มาตรฐานเดียวกับ ‘พิธา’ แฉดีลล่มแถลงพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ตกลงกับ พปชร. ไม่ได้

เมื่อ 4 ส.ค. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ไลฟ์ผ่านรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “จบไม่สวย” โดยเชื่อว่า พรรคเพื่อไทยตัดขาด MOU กับพรรคก้าวไกล และแยกทางไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้วเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ทำให้สูญสิ้นอำนาจต่อรอง แล้วยังไร้ความชอบธรรมจนสะท้อนถึงการจบไม่สวยทั้งพรรค แกนนำชี้นำ และแคนดิเดตนายกฯที่ชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน ด้วย

ส่วนการแก้ ม.112 นั้น นายจตุพร กล่าวว่า หากเพื่อไทยมองเป็นปัญหาและเขียนไว้ในคำแถลงแยกตัวจากพรรคก้าวไกล แต่ในเรื่องนี้เพื่อไทยเคยพูดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อีกทั้ง สว.กับพรรคฝ่าย 188 เสียงได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานไม่โหวตให้นายพิธา ดังนั้น แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยต้องไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน เพราะมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญจึงต้องเท่าเทียมกัน

ถ้าเพื่อไทยทั้งอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายเศรษฐา แม้ไม่ตอบคำถามในการแก้ ม.112 แต่ช่วงจะเป็นรัฐบาลกลับละเลยลืมเรื่องที่ตัวเองเคยพูดเป็นสัญญาประชาคมเสียสิ้น ดังนั้นก่อนเพื่อไทยเป็นรัฐบาลและนายเศรษฐาจะเป็นนายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่เงียบเฉย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เพื่อไทยทำเนียนทำให้ดูเหมือนมีเพียงก้าวไกลพรรคเดียวพูดเรื่องนี้ ทั้งที่ความจริงเพื่อไทยก็พูดไม่แตกต่างกัน เหตุผลบอกเลิกกับก้าวไกลโดยไม่ได้พูดถึงการแก้ ม.112 เป็นปัญหาด้วยซ้ำไป เพราะกลัวจะถอยในเรื่องนี้ จึงต้องตัดบทอ้างถึงผู้มีอำนาจไม่เอาก้าวไกล แสดงถึงคนจะมาเป็นผู้นำประเทศไม่ได้ตรงไปตรงมาเลย มุ่งหาแต่ประโยชน์ส่วนตนเหมือนเดิม ถ้า สว. กับ พรรคฝ่าย 188 เสียงไม่ยอมรับ ไม่โหวตให้คุณพิธาในเรื่องนี้ ก็ต้องใช้กติกาเดียวกัน เพราะถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ยอมรับว่า ไม่มีมาตรฐาน และกรณีนี้ของพรรคเพื่อไทยสะท้อนถึงการไร้มาตรฐานได้ชัดเจน

ขณะนี้สถานการณ์ของเพื่อไทยไม่เหมือนเดิม การแสดงอำนาจเหนือกว่าโดยเชิญพรรคฝ่าย 188 มาเพิ่มความกดดันและตั้งรัฐบาลมิ้นช็อคที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่มีใครทำกันเพราะยังมี MOU กับก้าวไกลอยู่ ดังนั้น เมื่อเพื่อไทยหย่ามใจมีความเชื่อมั่นในการตั้งรัฐบาลได้ จึงประกาศแยกทาง ตัดขาดพรรคก้าวไกลสำเร็จ ขณะที่อำนาจการต่อรองก็สูญสิ้นไปด้วย เพื่อไทยต้องไปพึ่งเขา ต้องเดินหาเขาอย่างเดียว  ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นอกจากจะมีภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์แล้ว ยังต้องมีพรรคสองลุง คือ พลังประชารัฐ (พปชร.) กับรวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาร่วมด้วย แต่สภาเลื่อนโหวตนายกฯ ออกไปก่อน

“แรงกดดันที่ พปชร.กระทำต่อเพื่อไทยจนต้องเลิกประกาศพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านนั้น เริ่มจากเพื่อไทยต้องการดึง สส. บางส่วนจากกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.มาร่วมด้วย แต่ด้วยความเขี้ยวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อสายคุยกับคนสนิทต่างประเทศว่า ถ้าร่วมรัฐบาลต้องไปกันทั้งพรรค ไม่ใช่ไปกันเป็นกลุ่ม จึงสะท้อนถึงอำนาจต่อรองของเพื่อไทยสูญสิ้นไปแล้ว” นายจตุพรกล่าว 

นายจตุพร มั่นใจว่า ถ้าเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่มีพรรคสองลุงแล้ว ย่อมทำให้ สว.ไม่โหวตให้นายเศรษฐาเป็นนายกฯ เช่นกัน ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นพรรคสองลุงมาร่วม และนายเศรษฐาก็ต้องคิดมากเช่นกัน เพราะประกาศไม่จับมือกับ พปชร.กับ รทสช. ซึ่งเป็นคำประกาศที่ใหญ่กว่า “มีลุง ไม่มีเรา” ของก้าวไกล จึงทำให้ดิ้นหนีจากปัญหาตระบัตสัตย์ไม่ได้ง่ายๆ

เมื่ออำนาจต่อรองสูญสิ้นแล้ว ย่อมเป็นปัญหาให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาลยาก ไม่มีพรรคใดจะร่วมหัวจมท้ายมาประกาศร่วมรัฐบาลได้ง่ายๆ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็จะเสียหาย ดังนั้นเพื่อไทยจึงตกอยู่มุมอับ ทางตัน เพราะอ่านกระดานการเมืองผิดพลาดตั้งแต่ทอดทิ้งก้าวไกล เพราะไปคิดแต่สิ่งที่ดีของตัวเองและยังคิดแทนพรรคอื่นไปด้วย จนนำมาสู่สถานการณ์เพื่อไทยจบไม่สวย

นายจตุพร ขอให้ประชาชนอดทนรอได้ผู้นำประเทศและรัฐบาลที่ดี หลังการโหวตนายกฯต้องเลื่อนออกไป โดยอย่าเร่งรีบเหมือนนำมะม่วงบ่มแก๊สให้สุกเร็วแต่อมเปรียว ไม่หวาน ดังนั้น ตำแหน่งนายกฯ ก็เช่นกัน ถ้ารีบรวบรัดอาจไม่ได้คนดี มีความสุจริตมาทำหน้าที่ ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติย่อมดีที่สุด ส่วนบุคคลจะมาเป็นนายกฯ ต้องมีความสุจริตทั้งด้านลับและเปิดอย่างแท้จริง เมื่อสังคมตรวจสอบนายพิธา อย่างไรในการเป็นนายกฯ กรณีของนายเศรษฐาและคนอื่นก็ต้องไม่ยกเว้น 

นอกจากนี้นายจุตพร ยังเสนอว่า นายเศรษฐากับนายชูวิทย์ควรมาเผชิญหน้ากัน ตอบโต้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนพร้อมๆ กัน ให้กระจ่างแจ้ง ถ้าข้อมูลนายชูวิทย์เป็นจริง นายเศรษฐาต้องถอยจากตำแหน่งนายกฯ และถ้าไม่จริงย่อมเป็นโอกาสให้ตำแหน่งนายกฯ สง่างามขึ้นอีก

ด่วน ‘ทักษิณ’ แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555283

05 ส.ค. 2566

ด่วน 'ทักษิณ' แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

‘ทักษิณ’ ทวิตแจ้ง เลื่อนวันเดินทางกลับไทย จากเดิมวางแผนไว้ 10 ส.ค. เลื่อนไปอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ พร้อมให้เหตุผล

หลังจากวันครบรอบวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ได้โพสต์อวยพรพร้อมกับแจ้งว่า นายทักษิณกลับไทย วันที่ 10 ส.ค.นี้ บินลงสนามบินดอนเมือง เวลา 10.00 น. 

ล่าสุด นายทักษิณ ทวิตข้อความแจ้งเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทย ระบุว่า ผมขอเลื่อนวันเดินทางกลับไทยจากวันที่10ไปอีกไม่เกินสองสัปดาห์วันเวลาจะแจ้งอีกครั้ง หมอเรียกให้ไปตรวจร่างกายก่อนครับ
 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ที่ออกมาฟันธงว่า นายทักษิณ ไม่เดินทางกลับไทยแน่นอน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า แม้จะแจ้งเดินทางกลับด้วยเครื่องบินส่วนตัวมาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองก็ตาม แต่ปัจจัยที่ทำให้เลื่อนการเดินทาง มีทั้งการเจรจาในกรณีจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยที่ต้องการข้ามขั้ว และเรื่องของการที่นายทักษิณ ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการทางคดี เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ลงตัว จึงเป็นเหตุผลที่นายทักษิณต้องเลื่อนการเดินทางกลับไทย 

ด่วน 'ทักษิณ' แจ้ง 10 ส.ค. ไม่เดินทางกลับไทยแล้ว

‘ชูวิทย์’ ลั่น 8 เดือน ที่เหลือ เทหมดหน้าตัก ชีวิตกับสู้ของคู่กัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555273

04 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' ลั่น 8  เดือน ที่เหลือ เทหมดหน้าตัก  ชีวิตกับสู้ของคู่กัน

แฉเพื่อชาติ “ชูวิทย์” ไลฟ์สด บอกเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเอง ที่ป่วยจากโรค “มะเร็งตับ” เข้าสู่ระยะที่ 4 ดังนั้นเท่ากับว่า เหลือเวลาให้ใช้ชีวิต อีกเพียง 8 เดือน ดังนั้นตัดสินใจแล้ว ขอใช้ชีวิตวาระสุดท้ายอย่างมีความสุข เลือกที่จะสู้กับความไม่ถูกต้อง พร้อมรับมือกับชะตากรรม

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  อดีตนักการเมือง ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทในการเปิดประเด็นทางสังคม  ประเด็นทางการเมือง  และวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง  ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ ไลฟ์สด  โดยระบุว่า  จากการคาดหมายของแพทย์ที่ทำการรักษาโรคมะเร็งของตน ซึ่งป่วยด้วยโรค “มะเร็งตับ”  ระยะที่ 4 ในทางการแพทย์  คาดหมายว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 8  เดือน  ก็จะเข้าสู่วาระสุดท้าย ดังนั้น ด้วยระยะเวลาที่เหลืออีกไม่มาก จึงขอที่จะทุ่มเททำประโยชน์เท่าที่จะทำได้  ทั้งการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม ต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ  ต่อสู้กับโรคร้าย เท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย เพื่อให้สิ่งที่ทำลงไปเหล่านั้น  เป็นความทรงจำให้ทุกคนได้ระลึก   อาจจะเป็นความทรงจำที่ดี หรือ ไม่ดีก็ตาม 

นายชูวิทย์  ถ่ายทอดเรื่องดังกล่าว ภายหลังจบการไลฟ์สด  โดยนำเสนอถึงข้อมูลการตรวจสอบ  นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย  , บริษัทแสนสิริ จำกัด  (มหาชน) โดยระบุว่า  ได้นำเรื่องนี้ยื่นไปยังกรมสรรพากรแล้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นการการหลีกเลี่ยงภาษี     เขา  กล่าวว่า ในวาระสุดท้ายสิ่งที่เขาทำคือความสุข   เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถที่จะเลือกเส้นทางในสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง และเขาได้ที่จะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม  เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ” ผมพร้อมจะทำประโยชน์ในช่วงสุดท้ายให้กับท่าน  ผมยังพูดได้ ผมยังถ่ายทอดได้   ผมยังมีความทรงจำ ผมอยากให้สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นเป็นประโยชน์กับทุกท่าน” 

นายชูวิทย์ กล่าวว่า วาระสุดท้ายของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป  อาจจะมีสายน้ำเกลือ ห้อยระโยงระยาง บางคนอาจจะเลือกอยู่ใกล้ชิดกับคนรัก กับครอบครัว แต่สำหรับตนแล้ว   เลือกที่จะสู้กับความไม่ยุติธรรม  และเรื่องอื่น ๆ ที่พร้อมจะตามมา  ” ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ให้กำลังใจ  ที่ผ่านมา ผมอาจจะต่อสู้กับ จีนเทา  ต่อกับความไม่ถูกต้อง  แต่ท้ายสุดแล้วก็ยังต้องมาสู้กับตัวเอง สู้กับโรคร้าย  ในระยะเวลา 8  เดือน ที่ผมมีชีวิต  ถ้าพระเจ้าให้ผมยาวนาน หรือสั้นกว่า ก็เป็นอำนาจของพระเจ้าไม่ใช่ของผม  วันนี้ผมใช้ชีวิต ด้วยเงิน 800 บาท ( 8 เดือน) สำหรับผมมันเพียงพอ  มันจะเป็น 8  เดือน  ที่ผมใช้ชีวิต  ทุก ๆ วัน ให้มีความสุข   ให้มีกำไรทุก ๆ วัน  ผมยึดสุภาษิต ชีวิตกับสู้ ของคู่กัน วันนี้ผมสู้กับโรคร้าย  ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ให้กำลังใจ วันนี้ผมเข้านอน ไม่รู้ว่าเช้าจะตื่นมาปกติไหม   การเดินทางของผมใกล้สู่จุดสิ้นสุดแล้ว เมื่อมาถึงจุดสิ้นชีวิต ผมก็มีความสุข ผมจะทำประโยชน์ในช่วงสุดท้ายให้กับท่าน เท่าที่จะทำได้  วันหนึ่งเมื่อผมไม่อยู่แล้ว ท่านจะจดจำผมแบบไหนก็สุดแล้วแต่ท่าน   ”   

นายชูวิทย์ กล่าวว่า   หากเปรียบเทียบกับเงิน 800 บาท  ภายใต้เงื่อนเวลาที่ต่างกัน จะเห็นถึงความหมาย หากเป็นสมัยเด็กการมีเงิน 800 บาท มีความหมายอย่างมาก  กระทั่งเมื่อโตมาเป็นผู้ใหญ่เงินจำนวนนี้  อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะหมายถึงต้องมี 8 ล้านบาท  หรือ 800 ล้านบาท ชีวิต จึงจะมีความสุข แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว 800 บาท ในเวลานี้ คือ 8  เดือน ดังนั้นต้องคิดว่า ทำอย่างไรที่จะใช้  ให้เกิดกำไรกับช่วงเวลาที่เหลือ   เขา  กล่าว 

‘โรม’ ออกตัวแรง บอก ‘เจ็บแล้วจำ’ ขอคุยในพรรคจะรีเทิร์น 8 พรรคร่วมฯ หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555262

04 ส.ค. 2566

'โรม' ออกตัวแรง บอก 'เจ็บแล้วจำ' ขอคุยในพรรคจะรีเทิร์น 8 พรรคร่วมฯ หรือไม่

โฆษกพรรคก้าวไกล ‘รังสิมันต์ โรม’ ออกตัวแรงบอก ‘เจ็บแล้วจำ’ ขอคุยในพรรคฯ ก่อนตัดสินใจหวนคืน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เผย ก้าวไกล ยังไร้ข้อสรุปลงมติโหวตเลือก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จากเพื่อไทย เป็นนายกฯ หรือไม่

โหวตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นปมร้อน หลังพรรคก้าวไกลถูกบีบให้พ้นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก แกนนำพรรคก้าวไกล โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล หลังมีกระแสข่าว สว.อาจจะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้น เบื้องต้นจะต้องไปสอบถามจากพรรคเพื่อไทย แต่พรรคก้าวไกล ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่พยายามเสนอทางออกให้กับสังคมไทย ทั้งการขอให้รัฐสภาทบทวนมติ ที่ไม่ให้เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งที่ 2 และเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ สว.

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวย้ำว่า จนถึงขณะนี้ พรรคก้าวไกลยังไม่มีข้อสรุปว่า จะลงมติให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ และหากพรรคเพื่อไทย จะกลับมาร่วมรัฐบาล จะต้องคุยกันในพรรรคก่อน เพราะพรรคก้าวไกล “เจ็บแล้วจำ”

ส่วนกรณีที่ผู้ให้การสนับสนุน เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล กลับมารวมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายรังสิมันต์ มั่นใจว่า มวลชนเรียกร้องเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด อยู่แล้ว

แต่พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไปเจรจาเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแล้ว และตัดพรรคก้าวไกลออกจากการร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องที่มีประชาชนอยู่ในสมการตั้งแต่ต้น

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวย้ำท่าทีของพรรคก้าวไกล ในการแก้ไขมาตรา 112 ว่า ยังไม่มีเปลี่ยนแปลง และมั่นใจว่า ปัญหาที่จัดตั้งรัฐบาล ไม่น่าเกี่ยวข้องกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นเพราะพรรคก้าวไกล เป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล และมีนโยบายทำลายทุนผูกขาด ทลายการรวมศูนย์อำนาจรัฐ ราชการ จึงทำให้ขั้วการเมืองเก่า ไม่อยากให้พรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วย

ที่มา ‘สภาล่ม’ เปิดสถิติ สภาล่มกี่ครั้ง อะไรทำให้ สภาอับปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555260

04 ส.ค. 2566

ที่มา 'สภาล่ม' เปิดสถิติ สภาล่มกี่ครั้ง อะไรทำให้ สภาอับปาง

เมื่อ องค์ประชุมสภา มีความสำคัญ แล้วทำไม ‘สภาล่ม’ ซ้ำซาก สมฉายา สภา 3 วันดี 4 วันไข้ ? นับตั้งแต่ปี 2565-2566 สภาล่มกี่ครั้ง

เหตุ “สภาล่ม” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เพราะในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “องค์ประชุมสภา” นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

“สภาล่มคืออะไร” มีอะไรเป็นองค์ประกอบ ที่ทำให้เกิด สภาล่ม ผลกระทบ สภาล่มซ้ำซาก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นับตั้งแต่ปี 2565 ล่วงมาถึงปี 2566 “สภาล่มกี่ครั้ง” คมชัดลึก รวบรวมสถิติ สภาล่มซ้ำซาก

สภาล่มคืออะไร

สภาล่ม คือเหตุการณ์ที่องค์ประชุมสภาไม่ครบถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ที่มีตำแหน่งอยู่ หรือทั้ง สส. และ สว. ในกรณีของการประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 120 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2562 ข้อ 25 ระบุให้ที่ประชุมต้องมี สส. “แสดงตน” อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง เช่น หากมี สส. ทั้งหมด 500 คน ก็ต้องมีผู้แสดงตัวอย่างน้อย 250 คน หากมีการนับองค์ประชุมแล้ว จำนวนสมาชิกสภาที่แสดงตนไม่ครบตามจำนวนข้างต้น สภาก็จะไม่สามารถประชุมต่อไป โดยผู้ที่ทำหน้าที่ประธานสภา จะต้องสั่งปิดประชุม

การนับองค์ประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี 

  1. กรณีแรก ก่อนการลงมติทุกครั้ง ประธานสภาจะต้องกดออดเพื่อเรียกสมาชิกสภา ให้แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งประธานสภาบางคนอาจจะเลือกที่จะรอไม่นาน แล้วนับองค์ประชุมเลย ในขณะที่ประธานบางคนอาจจะเลือกรอให้สภาชิกสภา โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก เดินทางมาแสดงตัวให้ทันก่อน
  2. กรณีที่สอง คือมี สมาชิกสภาคนหนึ่ง เสนอญัตติต่อประธานสภา ขอให้มีการนับองค์ประชุมแบบกดบัตร หรือด้วยการขานชื่อก็ได้ ทั้งนี้ การนับองค์ประชุมด้วยการกดบัตร มักจะเร็วกว่า และทำให้สมาชิกสภาที่กำลังเดินทางมาแสดงตน โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล อาจจะมาไม่ทันการนับองค์ประชุม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ประธานสภาสั่งปิดประชุมเอง โดยที่ยังไม่ได้มีการนับองค์ประชุม หากเห็นว่าจำนวนสมาชิกสภาที่อยู่ในห้องประชุมนั้นบางตา

สภาล่มกี่ครั้ง

สถิติการประชุมสภาฯ ครั้งแรกของปี 2565 คือ ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2565 จนถึงครั้งล่าสุด วันที่ 4 ม.ค. 2566 พบว่า 1 ปี มีการประชุมสภา 48 ครั้ง สภาล่ม 14 ครั้ง ทั้งนี้ ข้อมูลนี้ ไม่รวมการประชุมรัฐสภา (สส.-สว.)

19 ม.ค. 2565

  • ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฯ
  • องค์ประชุม 226 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 473 คน

21 ม.ค. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยฯ ประธานในที่ประชุม (สุชาติ ตันเจริญ)
  • สั่งปิดประชุมก่อน ด้วยเหตุผลมีเสียงคัดค้าน และจำนวนสมาชิกในห้องประชุมบางตา

2 ก.พ. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ
  • องค์ประชุม 234 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 475 คน

4 ก.พ. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษา ผลกระทบ-แนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยฯ
  • องค์ประชุม 195 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้  474 คน

10 ก.พ. 2565

  • ขอนับองค์ประชุมก่อนเข้าสู่วาระรับทราบรายงานประจำปี 2562 กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฯ
  • องค์ประชุม 227 คน จากจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 474 คน

11 ส.ค. 2565

  • ขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ฝ่ายค้านเสนอญัตติด่วน อภิปรายวาระ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
  • องค์ประชุม 124 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 478 คน

4 พ.ย. 2565

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติศึกษาสอบหาข้อเท็จจริง กรณีการปิดอ่าวมาหยา จ.กระบี่
  • องค์ประชุม 181 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 476 คน

23 พ.ย. 2565

  • ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ เกิดปัญหาจะนับองค์ประชุมใหม่ แต่มีผู้คัดค้าน ประธานในที่ประชุม (ชวน หลีกภัย) สั่งปิดประชุม ไม่มีบันทึกองค์ประชุม

7 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ
  • องค์ประชุม 236 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 473 คน

1 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ
  • องค์ประชุม 222 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 474 คน

14 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 243 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 471 คน มีการขอให้ตรวจสอบองค์ประชุม (ขณะพิจารณามาตรา 3)

21 ธ.ค. 2565

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 213 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 439 คน (ขณะพิจารณามาตรา 7/4)

4 ม.ค. 2566

  • ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ
  • องค์ประชุม 204 คน จาก สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 436 คน

4 ส.ค. 2566

  • ประชุมสภา วาระถกยกเลิก ม.272
  • องค์ประชุมครบ 374 คน แต่สุดท้าย ประธานสภา (วันมูหะหมัดนอร์ มะทา) สั่งปิดการประชุม ไล่หลังเพียง 1 ชั่วโมง หลังมีข้อถกเถียงกัน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยยังไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่อย่างใด

ผลกระทบสภาล่มซ้ำซาก

ข้อมูลจาก ILAW ระบุว่า ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายหรือมติต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า หากมีการอภิปรายร่างกฎหมาย และเมื่อถึงเวลาแสดงตนเพื่อลงมติแล้ว สส. แสดงตนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็จะต้องยกยอดการลงมติไปในการประชุมครั้งต่อไป รวมถึงลำดับของร่างกฎหมายที่จะได้พิจารณาต่อ ก็ต้องช้าตามกันไปด้วย 

ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวไว้ เมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ว่า เป็นการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ เพราะการประชุมสภาแต่ละสัปดาห์ สภาต้องจ่ายเงินให้กับสมาชิกที่เดินทางมาประชุมเป็นเงินจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร และค่าใช้จ่ายของสภาด้วย ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้ไม่คุ้มค่า และไม่สามารถทำงานได้ 

‘สมชาย’ บอก ‘ก้าวไกล’ อย่าเล่นเกมการเมือง เสนอญัตติทบทวนโหวตชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555257

04 ส.ค. 2566

'สมชาย' บอก 'ก้าวไกล' อย่าเล่นเกมการเมือง เสนอญัตติทบทวนโหวตชื่อ 'พิธา' ซ้ำ

‘สมชาย’ เผย ‘ก้าวไกล’ เสนอญัตติทบทวนโหวต ‘พิธา’ ซ้ำ ต้องค้าน ชี้ตีตกไปแล้ว ต้องยื่นศาล รธน. มอง ‘ประธานสภาฯ’ ปิดประชุม ทำถูกต้องแล้ว

การประชุมรัฐสภาถูกเลื่อนออกไป หลังนายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคก้าวไกล เสนอญัตติให้มีการทบทวนมติเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ห้ามเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ระบุ ตนไม่ทราบเหตุผลว่ามีนัยยะทางการเมืองอย่างไร แต่เมื่อเสนอมาต้องคัดค้าน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐาน เมื่อมีมติเรื่องใดไปแล้ว สมาชิกฝั่งที่ไม่เห็นด้วย ก็สามารถเสนอญัตติทบทวนใหม่ทุกครั้ง เพื่อขอให้มีมติใหม่ ดังนั้นเหตุผลที่คัดค้าน เพื่อให้เกิดธรรมเนียมว่า เมื่อมีมติใดไปแล้วผู้ที่เห็นต่างก็ควรไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มีมติกลับไปกลับมา 

ทั้งนี้ญัตติที่นายรังสิมันต์ โรม เสนอเข้ามา ยังคงค้างอยู่ในวาระการประชุม ดังนั้นการประชุมครั้งหน้า หากศาลมีคำสั่งเป็นที่ชัดเจนแล้ว นายรังสิมันต์ควรถอนญัตติดังกล่าวออก หากไม่ถอน สมาชิกรัฐสภาต้องลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว โดยมองว่าการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ ถูกต้อง ถ้าไม่จบก็จะมีปัญหาต่อ โหวตคว่ำญัตติของนายรังสิมันต์ โรม ยังคาอยู่ อาจนำไปสู่มาตรา 151 ต้องวินิจฉัยเด็ดขาดหรือไม่ “บางเรื่องอย่าไปเล่นการเมืองเยอะ ตรงไปตรงมาดีกว่า” 
 

เมื่อถามว่ามองเป็นเกมการเมืองอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ไม่รู้ เมื่อถามว่าทำได้หรือไม่ ไม่มีใครห้าม แต่เมื่อทำได้ ตนก็ต้องลุกขึ้นค้าน เมื่อคัดค้านก็ต้องมีการลงมติเพื่อให้ตกไป เพราะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ส่วนตัวไม่รู้ว่านายรังสิมันต์ โรม คิดอย่างไร แต่อยากให้สภาเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเกิดความสับสนเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการเถียงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง และหากวันนี้ประธานสภาฯไม่เลื่อนก็อาจจะทำให้เกิดการถกเถียงทั้งญัตติของนายรังสิมันต์ และที่ตนเสนออีก 6 ชั่วโมง  “สภาไม่ได้อะไร เปลืองไฟเปลืองแอร์”