‘ปชป.’ ยันข้อบังคับพรรคไม่ขัดกม.- 6 ส.ค. ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555239

04 ส.ค. 2566

‘ปชป.’ ยันข้อบังคับพรรคไม่ขัดกม.- 6 ส.ค. ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่

นายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียง โฆษกพรรค ยืนยัน ข้อบังคับปชป.ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฏหมาย ยันทุกกระบวนการของพรรค ยึดกฎหมายเคร่งครัด เดินหน้าประชุมใหญ่ ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่ 6 ส.ค. ตามกำหนดเดิม

นายวิรัช ร่มเย็น รักษาการนายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหนังสือเพื่อชี้แจงสมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ หลังจากที่มีข่าวว่า นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสมาชิกพรรคกว่า 100 คน ยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้เพิกถอนมติการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566 และมติกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้อง

โดยนายวิรัช ระบุว่า ข้อบังคับพรรคฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงและแก้ไขโดยคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ เป็นกรรมการในคณะนี้ด้วย ต่อมาเมื่อคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายฯ ได้แก้ไขและพิจารณาข้อบังคับพรรคแล้วเสร็จ ได้ส่งข้อบังคับพรรคให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณา เพื่ออนุมัติผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรค และที่ประชุมใหญ่ได้ให้การรับรองข้อบังคับฉบับดังกล่าวแล้วในวันที่ 23 ก.พ. 2566 ในขณะนั้น นายไชยวัฒน์ ก็เป็นหนึ่งในองค์ประชุมเช่นกัน แต่ก็มิได้ขึ้นมาโต้แย้งข้อบังคับพรรคแต่อย่างใด

ต่อมาภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตนพร้อมด้วยคณะกรรมการกฎหมายพรรคจึงได้ไปประชุมหารือเรื่องข้อบังคับพรรคกับ นายโชคดี ด้วงแป้น รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมีผลสรุปจากการประชุมว่า ข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นตนยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบข้อบังคับพรรคฉบับปัจจุบันร่วมกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

“ผมยืนยันว่าข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ฉบับปัจจุบัน ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายครั้ง ก่อนที่จะประกาศใช้เป็นข้อบังคับพรรคที่ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องตามกระบวนการของพรรคและตามกฎหมายทุกประการ และไม่เป็นไปตามที่นายไชยวัฒน์ กล่าวอ้างแต่ประการใด” นายวิรัช กล่าว

นายวิรัช ร่มเย็น นายวิรัช ร่มเย็น

พร้อมกับได้แจ้งให้สมาชิกพรรคที่จะเป็นองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2566 นี้ ได้โปรดกรุณาเข้าร่วมประชุมตามกำหนดการเดิมทุกประการ

ปชป.ลุยเลือก ‘หัวหน้า-กก.บห.’ ชุดใหม่ 6 ส.ค.

ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า กรณีที่มีสมาชิกพรรค ปชป.ไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทางพรรคยังไม่เห็นตัวคำร้องฉบับเต็มที่ไปยื่นต่อ กกต. แต่ในหลักการยืนยันว่าทุกการดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองของพรรคยึดรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา องค์ประชุมไม่ครบ ก็เป็นไปตามข้อบังคับที่มีความจำเป็นต้องยุติการประชุมเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าประชุมต่อไปทั้งๆ ที่องค์ประชุมไม่ครบ 250 คนก็จะผิดกฎหมาย เมื่อปิดการประชุมเพื่อให้มีการประชุมใหม่ก็ถือว่าประธานในที่ประชุมได้ทำถูกต้องแล้วเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

ส่วนกรณีมติของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ให้งดเว้นข้อบังคับในส่วนการหยั่งเสียงเบื้องต้นนั้น สามารถทำได้ ไม่มีประเด็นไหนที่ผิดกฎหมาย หลักการในเรื่องนี้คือในสมัยที่มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวรงค์ เดชกิจวิกรม นายอลงกรณ์ พลบุตร ร่วมลงสมัครแข่งขันกัน ได้มีการดำเนินการให้สมาชิกลงคะแนนเสียงเบื้องต้น เมื่อได้ผลอย่างไรแล้วให้มีการเลือกกันอีกรอบในที่ประชุมใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สมัยที่มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เนื่องจากมีเวลาที่จำกัดและต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการจัดการหยั่งเสียงเบื้องต้น คณะกรรมการบริหารพรรคขณะนั้นได้ให้มีการงดเว้นไม่ให้มีการหยั่งเสียงเบื้องต้นจากสมาชิก ในครั้งนี้ก็เช่นกันที่ได้มีการงดเว้น

“การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคยังอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับ แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้บังคับ ให้ต้องทำ แต่พรรคได้รับฟังเสียงสมาชิกพรรคให้เข้ามามีส่วนร่วมโดยผ่านกระบวนการของตัวแทนพรรคและสาขา ทุกอย่างดำเนินการอย่างเคร่งครัดไม่ได้ลิดรอนสิทธิสมาชิกพรรคแต่อย่างใด” นายราเมศ ระบุ

นายราเมศ ยังอธิบายว่า การใช้สัดส่วนการคำนวณคะแนนเสียงในการเลือกกรรมการบริหารพรรค ในสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อ 30 ซึ่งการลงคะแนนของ สส. อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 70 และในส่วนขององค์ประชุมอื่นๆ อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ก็เป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามข้อบังคับพรรคเป็นการดำเนินการกิจการทางการเมืองภายในของพรรค มีกรณีที่ไม่เห็นด้วยก็มีสมาชิกที่เป็นองค์ประชุมเสนอเป็นญัตติเพื่อทำการงดเว้นและแก้ไขแต่ญัตติดังกล่าว ซึ่งได้มีมติทั้งสองจากที่ประชุมคือที่ประชุมใหญ่ไม่อนุญาตให้มีการงดเว้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคยังไม่รับญัตติการขอแก้ข้อบังคับพรรคดังกล่าว จึงขอย้ำว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีกรณีใดที่กระทำขัดต่อกฎหมาย

รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อกระบวนการถูกต้อง วันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็ยังคงมีการประชุมใหญ่ไม่มีการเลื่อนแต่อย่างใด ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อให้พรรคดำเนินการประชุมต่อไปได้ การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเรื่องที่สำคัญ การต่อสู้แข่งขันกันเป็นเรื่องปกติเพราะพรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคที่จะมาสั่งการได้ แต่ในการแข่งขันนั้นก็เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า ความเป็นประชาธิปัตย์ มีความสำคัญกว่าการแข่งขันเพียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะ สมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมมีหลักคิดในการเลือกผู้นำอย่างแน่นอน

นายราเมศ รัตนะเชวง นายราเมศ รัตนะเชวง

ส่วนที่พรรคถูกสมาชิกพรรคร้องต่อ กกต. นั้น ก็ว่ากันตามกระบวนการ และพรรคพร้อมที่จะชี้แจง เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากเกิดอะไรขึ้นกับพรรค เชื่อว่าจะไม่มีใครชนะแม้แต่คนเดียว

‘เพื่อไทย’ ลั่นเอาอยู่นำทัพตั้งรัฐบาล ส่ง ‘ เศรษฐา’ ขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555229

04 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย'  ลั่นเอาอยู่นำทัพตั้งรัฐบาล ส่ง  ' เศรษฐา' ขึ้นนายกฯ

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย การันตี การฟอร์มทีมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่”เพื่อไทย” นำหารือขอรับการสนับสนุน คือการตอบรับที่จะโหวตให้แคนดิเดดตนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ถือว่าเป็นเรื่องหลักที่ต้องมาก่อน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จะจัดสรรขอคุยภายหลัง

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล  ภายใต้พรรคเพื่อไทย การหารือของพรรคเพื่อไทย  กับพรรคที่เข้าร่วม   เป็นการหารือเพียงว่า  ในการจัดตั้งรัฐบาลที่จะเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี มีความเห็นกันอย่างไร ถ้ายอมรับนายเศรษฐา  ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ขอเสียงโหวตนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี  การหารือมีเพียงเท่านี้  ไม่ได้มีการต่อรองในเรื่องของตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด 


ทั้งนี้ช่วงเช้าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย   ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร  การพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องหลังสุดที่พูดคุยกัน หลังตอบรับร่วมรัฐบาลเพราะจะได้เห็นตัวเลข สส. แต่ละพรรคที่จะจัดสรรตำแหน่งได้ ซึ่งหากสามารถรวมกันได้ 280 เสียง อาจเป็นคณะรัฐมนตรีหน้าตาแบบหนึ่ง ถ้าได้ 300 กว่าเสียง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง  ซึ่งสิ่งสำคัญคือนโยบายของพรรค เพื่อไทย จะเป็นแกนนำ และปรับให้สอดรับกับนโยบายของพรรคการเมืองอื่น หากบางนโยบายไม่สามารถปรับเข้ากันได้ จะทำให้ทำงานร่วมกันยากขึ้น ซึ่งหากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องตำแหน่งคณะรัฐมนตรีจะมีความชัดเจน

เขา กล่าวว่า  การตั้งรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยทราบดีว่าไม่ง่าย  แต่ก็มั่นใจว่าในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  จะทำได้สำเร็จ  เชื่อว่าความตั้งใจ ประสบการณ์ ความสามารถของบุคลากรพรรคเพื่อไทย และผลงานที่ผ่านมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ  ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องพาดพิงเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายเศรษฐา   ทวีสิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้ว และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องถูกตรวจสอบ มองเป็นเรื่องดี ไม่ได้มีอะไรต้องปิดบัง พรรคเพื่อไทยก็มีการตรวจสอบคุณสมบัติของแคนดิเดตก่อนเสนอชื่ออยู่แล้ว 

‘ไฮโซสปอร์ตคลับ’ สมาชิกปชป. ล่าชื่อคัดค้าน ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555223

04 ส.ค. 2566

'ไฮโซสปอร์ตคลับ' สมาชิกปชป. ล่าชื่อคัดค้าน ร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เพื่อไทย

‘ไฮโซสปอร์ตคลับ’ กาญจนี วัลยะเสวี สมาชิกปชป. ล่าชื่อเสนอ ‘กก.บห.-25 สส.’ คัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ย้ำจุดยืน ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ควรทรยศต่ออุดมการณ์และมวลชนของตนเอง

นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบ แฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ขอคัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาล มีเนื้อหาดังนี้

ตามที่มีกระแสข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยของพรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความห่วงใยและกังวลใจอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวดังกล่าว ด้วยเหตุว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ จุดยืนและนโยบายที่แตกต่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง พรรคอยู่คู่ประเทศไทยมานานกว่า 77 ปี เราเป็นพรรคที่ยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ดูแลทุกข์สุขอยู่เคียงข้างประชาชนมาตลอดอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี หากพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยตามที่มีกระแสข่าวจริง จะเป็นการทำลายสิ่งที่พวกเราได้ร่วมต่อสู้มาในอดีต

แม้จำนวนสมาชิกสส.ของพรรคประชาธิปัตย์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในอดีต แต่พรรคยังจำเป็นที่จะต้องรักษาจุดยืนดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นหลักให้กับประชาชนในฐานะสถาบันทางการเมืองของประเทศไทย #พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรทรยศต่ออุดมการณ์และมวลชนของตนเอง

ด้วยเหตุนี้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะขอรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารและสส.ทั้ง 25 คนของพรรค เพื่อได้พิจารณาถึงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคก่อนการตัดสินใจประการใดประการหนึ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลาที่จะถึงนี้ด้วย

นางกาญจนี วัลยะเสวี เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ และ แกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบนางกาญจนี วัลยะเสวี เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ และ แกนนำกลุ่ม​ชาวไทยหัวใจรักสงบ

‘อนุสรณ์’ แฉขบวนการ ‘ล้มนิด ชุบชีวิตใคร’ หลัง ‘ชูวิทย์’ วางงาน ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555221

04 ส.ค. 2566

'อนุสรณ์' แฉขบวนการ 'ล้มนิด ชุบชีวิตใคร' หลัง 'ชูวิทย์' วางงาน 'เศรษฐา'

‘อนุสรณ์’ ตั้งข้อสังเกต ‘ชูวิทย์’ เปิดข้อมูล ‘เศรษฐา’ เป็นขบวนการ ‘ล้มนิด ชุบชีวิตใคร’ หวังดึงใครกลับสู่เส้นทางการเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ อีกครั้ง แนะตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ‘กรมสรรพากร’

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตการออกมาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดข้อมูลนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ว่า ทำไมถึงเลือกออกมาจังหวะห้วงเวลาที่สำคัญ ที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้อดคิดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นการวางงานเป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่ หรือ เปิดประตูไปสู่ปฏิบัติการ “ล้มนิด ชุบชีวิตใคร” คือ ล้มนายเศรษฐา ที่มีชื่อเล่นว่านิด จะมีเป้าประสงค์เพื่อชุบชีวิตใคร พยายามเอาคนที่หมดโอกาส หมดลุ้นไปแล้วที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไปชุบชีวิตให้กลับสู่เส้นทางการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นชวนจับตาดูแผนปฏิบัตินี้ เพราะอาชญากรมักได้ประโยชน์จากอาชญากรรมที่ตัวเองก่อขึ้น ล้มนายเศรษฐาแล้วใครได้ประโยชน์สูงสุด

ส่วนข้อมูลของนายชูวิทย์ มองว่า ก็ไม่มีไรมาก กฎหมายพรรคเพื่อไทยตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว นายเศรษฐามีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรือขัดจริยธรรมร้ายแรงใดๆ หากนายชูวิทย์สงสัยสามารถไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่กรมสรรพากรได้ตลอดเวลา วันนี้ประเทศและประชาชนเสียโอกาสไปมากแล้ว ไม่ควรขาดรัฐบาลนานกว่านี้ ควรปล่อยให้ประเทศได้ไปต่อ  

ส่วนกังวลใจหรือไม่ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เข้าไปสังเกตการณ์การแฉของนายชูวิทย์ด้วย นายอนุสรณ์กล่าวว่า การตรวจสอบ เป็นสิทธิ์โดยชอบ เราเคารพทุกการตรวจสอบ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า มีเวลาตั้งนาน แต่มาเลือกห้วงสำคัญที่เค้ากำลังโหวตนายเศรษฐา จึงมองว่า หวังผลล้มนายเศรษฐาและล้มพรรคเพื่อไทย เพื่อชุบชีวิตใครให้ฟื้นกลับมาสู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี

ส่วนจะหวั่นซ้ำรอยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แต่ละเรื่องมีความแตกต่างกัน ไม่สามารถไปเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่าคนนั้นโดนคนนี้ต้องโดน แต่ยืนยันคุณสมบัติ

ส่วนเอกสารของนายชูวิทย์ เชื่อถือได้หรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการทำธุรกรรมใดๆกับบริษัทเอกชน ซึ่งข้อมูลของนายชูวิทย์ ต้องไปวัดกับฝ่ายกฎหมายของบริษัทแสนสิริและตรวจสอบกับกรมสรรพกรเอง ทั้งนี้มองว่า ฝ่ายกฎหมายของบริษัทแสนสิรินั้น ก็ไม่ได้หนักใจกับเรื่องนี้ รวมถึงยังเป็นบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ การทำธุรกรรมใดๆ ต้องตรวจสอบได้อยู่แล้ว แต่ก็ไปว่ากันตามจริง

เมื่อถามว่า คิดว่าสิ่งที่นำเสนอวันนี้กระทบกับพรรคที่กำลังเชิญร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากไม่มีโรคเลื่อน วันนี้คงได้โหวตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ส่วนจะกระทบหรือไม่ เท่าที่คุย สว. หรือ พรรคอื่น ก็ไม่ได้ติดใจ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดไปดำเนินอะไร 

‘พรรคเป็นธรรม’ ย้ำมีโอกาสได้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 8 พรรค กลับมารวมกันอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555220

04 ส.ค. 2566

‘พรรคเป็นธรรม’ ย้ำมีโอกาสได้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 8 พรรค กลับมารวมกันอีกครั้ง

เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ‘กัณวีร์‘ เผยได้คุย เลขาฯก้าวไกล ปมร่วมงานเป็นฝ่ายค้าน เผยคำพูดยังมีความหวัง-โอกาส ‘จัดตั้งรัฐบาล’ หวัง 8 พรรคร่วมรัฐบาลรีเทิร์นจับมือกันอีก ย้ำปมรอ10 เดือน อาจเป็นไปได้

ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ ว่า พรรคเป็นธรรม สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพราะเป็นกลไกที่ขัดขวางประชาธิปไตย และตนมองว่าการแก้ไขมาตรา 272 นั้น เป็นทางเลือกที่ดีต่อการโหวตเลือกนายกฯของสภาฯ ส่วนกรณีที่นายสมชาย แสวงการ สว. ระบุว่าก่อนแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ต้องทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาได้นั้นตนมองว่า สส. คือตัวแทนของประชาชนเช่นกัน ดังนั้นการทำประชาพิจารณ์ มีความจำเป็น แต่ตอนนี้จำเป็นต้องทำทุกวิธีทางเพื่อให้สามารถพิจารณาได้

นายกัณวีร์ กล่าวถึงกรณีที่ประกาศว่าพรรคเป็นธรรมจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมติพรรค เพราะได้หารือกับ นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคแล้ว ขณะเดียวกันได้คุยกับนายชัยธวัช ตุลาธนสส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกลแล้ว

“ที่คุยกับเลขาธิการพรรคก้าวไกล จริงๆ คุณกัณวีร์จะไปสุดซอยขนาดนั้น เราจะไปร่วมจัดตั้งฝ่ายค้าน เรายังมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเพราะพวกเราถึงแม้จะร่วมมือกัน ไม่ใช่เราจะร่วมมือฝ่ายค้านอย่างเดียวเพราะเรามีฉันทามติของมหาชน จะทำให้เราเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ ดังบอกไปเลยให้เสียงดังๆว่าเราจะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้”เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ระบุ

เมื่อถามถึงโอกาสรอ 10 เดือนเพื่อเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ นายกัณวีร์ กล่าวว่า “เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเดอะรีเทนต์ออฟพิธาก็ได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว สามารถให้นายพิธา เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกครั้งหนึ่ง เพราะวันที่เลือกนายกฯวันที่ 13 กรกฏาคม มีปัญหาที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ41 กำหนดห้ามเสนอญัตติที่ตีตกไปแล้วซ้ำอีก แต่การเลือกนายกฯไม่ใช่ญัตติ จะทำให้มีโอกาส ในการตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้เหมือนเดิม”

นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่าตนมีความหวังว่า 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม จะกลับมาจับมือกันได้เพราะเป็นมติมหาชน สำหรับข้อเสนอ 10 เดือนอาจจะถึง ขอให้ทุกคนมีความมั่นใจว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำมาซึ่งรัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ วาระพิจารณามาตรา 272 แต่ปรากฏว่า เกิดการถกเถียงกันวุ่นวาย เมื่อสส.ก้าวไกลชิงเสนอปมทบทวนเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ซ้ำได้หรือไม่ จนในที่สุดประธานสภาสั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 11.27 น. หลังประชุมผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมงเท่านั้น

สภาล่ม ถกวุ่นกว่า 1 ชม.ไม่ได้ข้อสรุป ปมทบทวนเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555218

04 ส.ค. 2566

สภาล่ม ถกวุ่นกว่า 1 ชม.ไม่ได้ข้อสรุป ปมทบทวนเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ

ประชุมสภา วาระถกยกเลิก ม.272 ขณะ ‘วิโรจน์’ เหน็บ สว. ยืนออเต็มหน้าห้องประชุม สงสัยปากกามีปัญหาลงชื่อไม่ได้ หลังล่าช้ากว่า 1 ชม.’ก้าวไกล’ ชิงเสนอทบทวน เสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำ แซงแก้ รธน.ปิดสวิตช์ สว. ก้าวไกล เถียง สว.วุ่น – ‘วันนอร์’ ชิงสั่งเลื่อนการประชุม

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (4 ส.ค.) มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ยกเลิกมาตรา 272 ซึ่งนายชัยธวัช ตุลาธน สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กับคณะเป็นผู้เสนอ โดยที่มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้ง มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง

โดยผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทั้งที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ของไทย และที่เป็นการปฏิบัติโดยทั่วไปในประเทศอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการเปิดช่องให้ประเทศที่มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ ซึ่งทำให้ขาดความชอบธรรมและอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ

ประะานรัฐสภาประะานรัฐสภา

แต่เมื่อถึงเวลา 09.30 น.ซึ่งเป็นเวลาที่นัดการประชุม ยังมีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเข้าร่วมประชุมเพียงแค่ 275 คน ประกอบด้วย สส. 241 คน และ สว. 34 คนเท่านั้น เท่ากับว่า ยังไม่สามารถเปิดการประชุมรัฐสภาได้ เนื่องจากจำนวนสมาชิกรัฐสภายังไม่ถึง 374 คน หรือกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ 757 คน

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอต่อที่ประชุมว่า วันนี้สถานการณ์การจราจรค่อนข้างติดขัด เนื่องจากมีตู้คอนเทนเนอร์ขวางอยู่ ทำให้สมาชิกรัฐสภาหลายคนเดินทางมาล่าช้า และขณะนี้มีความพยายามของคนบางกลุ่มต้องการที่จะล้มองค์ประชุม จึงขอให้ประธานรอสมาชิกอีกสักครู่ก่อน และระหว่างนี้ ขอให้เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้หารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไข

จากนั้น บรรดา สส.ของพรรคก้าวไกล ต่างสลับลุกขึ้นหารือ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาการเดินทางมาประชุมรัฐสภาไม่สะดวก และประชาชนในละแวกใกล้เคียงก็ยังได้รับผลกระทบกับการตั้งตู้คอนเทนเนอร์ขวางถนน จึงขอให้ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ส่งเจ้าหน้าที่มารื้อถอนตู้คอนเทนเนอร์ออกไป ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนทั้งของสมาชิกและประชาชน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็มีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

ระหว่างการหารือ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นขอให้เจ้าหน้าที่ติดไฟส่องสว่างบริเวณบัลลังก์ของประธานรัฐสภา ให้สมกับสภาหมื่นล้าน เนื่องจากทุกวันนี้ มองหน้าประธานไม่ชัด ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบกลับอย่างมีอารมณ์ขันทันทีว่า “อย่าติดเลยครับ เดี๋ยวจะเห็นความแก่มากขึ้น” ก่อนจะหัวเราะออกมา

จนกระทั่งในเวลา 10.00 น.ก็ยังมีสมาชิกรัฐสภาไม่ครบองค์ประชุม โดยมี สว.เพียง 43 คน สส. 279 คน รวมมีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเพียงแค่ 322 คน ยังไม่ถึงจำนวน 374 คน ทำให้นายรังสิมันต์ ได้ขอให้ประธานรอสมาชิกรัฐสภาอีกสักระยะ เนื่องจากตัวเลขสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนายมูหะมัดนอร์ ก็อนุญาตให้รอเพื่อให้สมาชิกครบองค์ประชุม

เลื่อนประชุมสภาเลื่อนประชุมสภา

จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นหารือเชิงเหน็บ สว.ว่า เมื่อสักครู่นี้ก่อนจะเข้าห้องประชุม เห็น สว.หลายคน ยืนอยู่บริเวณหน้าห้อง ไม่แน่ใจว่า ไม่มีปากกาเซ็นชื่อหรือไม่ จึงไม่ได้มีการลงชื่อเข้าประชุม รบกวนเจ้าหน้าที่สภาหาปากกาให้ สว.ด้วย เพื่อให้สามารถลงชื่อเข้าประชุมได้ เพราะเดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิดว่า สส.มานั่งรออะไรกัน ต้องบอกตรงๆว่า รอ สว.ครับ ก่อนที่จะหันไปดูที่หน้าจอแสดงจำนวนสมาชิกและพูดว่า “มากันกี่ท่านครับ ว๊าย! 49 คน”

จนกระทั่งเวลา 10.21 น. ประธานสภาแจ้งต่อที่ประชุม จำนวนองค์ประชุมครบและให้เข้าสู่วาระการประชุมได้

โดยทันทีที่องค์ประชุมครบถ้วน ประธานสั่งเปิดการประชุมแล้ว นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าไกล ได้ชิงเสนอญัตติด่วนด้วยปากเปล่า เพื่อเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาทบทวนมติ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนเป็นปัญหาว่า ชื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สามารถเสนอซ้ำได้หรือไม่ แต่ประธานรัฐสภา เห็นว่า เรื่องดังกล่าว รัฐสภาไม่ควรดำเนินการ และควรรอฟังคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้ง

บรรดาสส.ก้าวไกลบรรดาสส.ก้าวไกล

เช่นเดียวกับ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ที่เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภาทักท้วงแล้ว แต่นายรังสิมันต์ไม่ยอม จึงได้เสนอญัตติประกบกับนายรังสิมันต์ว่า ญัตติดังกล่าวของนายรังสิมันต์ ไม่สามารถดำเนินการได้

แต่ที่สุดแล้ว ที่ประชุมรัฐสภา มีข้อถกเถียงกัน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ อาศัยข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 22 ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการประชุมเมื่อเวลา 11.27 น.  โดยใช้เวลาการประชุมเพียงประมาณกว่า 1 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่อย่างใด

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ‘ธณิกานต์’ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555212

04 ส.ค. 2566

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 'ธณิกานต์' อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง “ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์” อดีต ส.ส.พปชร. ตลอดชีวิต ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบเสียบบัตรแทนกัน

4 ส.ค. 2566 มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมาที่ ศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ.2/2564 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องกรณี น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ผู้คัดค้าน มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสียบบัตร ส.ส. แทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2562 เวลากลางวันผู้คัดค้านลงชื่อเข้าร่วมประชุมสภาซึ่งมีการพิจารณาร่าง พรบ.เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ 10พ.ศ. … โดยไม่ได้ลาประชุม แต่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมระหว่างเวลาประมาณ 13.30-15.00 น. ผู้คัดค้านฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของตนกับ ส.ส.รายอื่น หรือบัตรของผู้คัดค้านอยู่ในความ ครอบครองของ ส.ส.รายอื่นโดยความยินยอมของผู้คัดค้าน เพื่อให้ ส.ส. รายนั้น ใช้บัตรของผู้คัดค้านกดปุ่มแสดงตนและลงมติแทนผู้คัดค้านในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเหรียญ ราชรุจิ รัชกาลที่ 10พ.ศ. … วาระที่1 และวาระที่ 3 ทำให้ผลการ ลงมติ พรบ.ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม มีผลกระทบต่อกระบวนการตรากฎหมายของฝ่าย นิติบัญญัติ กระทบต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย การกระทำของผู้คัดค้านเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  เหตุเกิดที่อาคารรัฐสภา

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ธณิกานต์ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ธณิกานต์ อดีต สส.พปชร. ตลอดชีวิต

ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงาน ธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561ข้อ 6-8 ,11,17,21 ประกอบข้อ 27 ให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่ วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา 87 ผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ 

ผู้พิพากษาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ  และการที่ปรากฏชื่อผู้คัดค้านแสดงตนและลงมติ ทั้ง 2 ครั้ง มิได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านเป็นผู้เก็บรักษาบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดง ตนและลงมติไว้กับตนเองและได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นลงมติมาตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังเกิดเหตุอย่างต่อเนื่องทั้งวัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในช่วงเกิดเหตุซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง จึงเป็นการยากที่จะมีผู้อื่นลักลอบเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของผู้คัดค้านไปและส่งกลับคืนให้โดย ผู้คัดค้านไม่รู้เห็นได้ หากมี สส.รายอื่นนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงลงมติของผู้คัดค้านไปใช้แสดงตนและลงมติ ในเวลาเกิดเหตุโดยผิดหลงดังที่ผู้คัดค้านอ้าง 


การที่ผู้คัดค้านได้รับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ คืนมาก็แสดงว่า สส.รายนั้นได้ทราบถึงความผิดหลงแล้ว สส.คนดังกล่าวน่าจะต้องตรวจสอบและแจ้งให้มีการแก้ไขผลการลงมติ แต่ตามรายงานการประชุมสภาฯ วันเกิดเหตุกลับไม่ปรากฏว่ามี สส.รายใดใช้บัตรผิดหลง ข้ออ้างของผู้คัดค้านจึงเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้

หากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แสดงตนและลงมติไม่ได้อยู่กับผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านกลับเข้ามาที่ห้อง ประชุมก็น่าจะต้องค้นหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนให้ได้คืนมาก่อนจะลงคะแนนหลังเกิดเหตุ ซึ่งย่อมจะเป็นเหตุ ให้ผู้คัดค้านและผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณนั้นรับรู้และจดจำเหตุการณ์ได้บ้าง แต่ผู้คัดค้านกลับกล่าวอ้างลอยๆ ว่าไม่ทราบ ว่าพบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใดและไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดเลย นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง ส่อแสดง ว่าจะเป็นการบ่ายเบี่ยงเพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนพร้อมทั้งปกปิดชื่อ สส.ที่เกี่ยวข้องกับ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของผู้คัดค้าน

พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันมีเหตุผลและน้ำหนัก ให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้ฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแก่ สส.รายอื่น การออกเสียงลงคะแนนของผู้คัดค้านจึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ทั้งขัดต่อหลัก ความซื่อสัตย์สุจริตที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยเฉพาะการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนของผู้คัดค้านเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต ถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่สภาผู้แทนราษฎรและปวงชนชาวไทยแล้ว การกระทำของผู้คัดค้านถือได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ฐานไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง 

นอกจากนั้น การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวยังเป็นการก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการ ดำรงตำแหน่ง และฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมโปร่งใส และตรวจสอบได้ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม

แต่มูลเหตุที่ทำให้ผู้คัดค้านกระทำการการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ส่วนนี้เกิดจากผู้คัดค้านได้เตรียมจัดงานเสวนาหัวข้อ “การเลี้ยงดูลูกในยุคสมัยดิจิทัล”  ซึ่งเป็นโครงการกิจกรรมวันแม่ ประจำปี 2562 โดยกำหนดวันจัดงานไว้ล่วงหน้าและนัดหมายวิทยากรรวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์แก่ผู้มาร่วมงานไปก่อนแล้ว ประกอบกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว การกระทำในส่วนนี้จึงยังไม่พอ ถือได้ว่าเป็น กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีลักษณะร้ายแรง 

ส่วนข้อที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้กระทำไปในลักษณะที่เข้ามีส่วนได้เสียในการทำ สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่หรือมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบ หรือได้เข้าไปมีส่วนได้ เสียหรือทำงานกับเอกชนที่เป็นคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้คัดค้านให้ สส.รายอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนเพื่อทำการแสดงตนและลงมติแทนนั้นก็ไม่ปรากฏว่าอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงำใด ๆ ของบุคคลอื่น กรณียังถือไม่ได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์ส่วนรวมตามคำร้อง 

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กร อิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6-8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 11 ส.ค. 2564 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และ ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 87ประกอบมาตรา 81คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ลงโทษยืนจำคุก 1 ปี ปรับ 2 แสนบาท รอลงอาญา 2 ปี น.ส.ธณิกานต์ ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบเสียบบัตรแทนกัน กรณีเดียวกันนี้ก่อนตัดสิทธิทางการเมืองในวันนี้

‘ชูวิทย์’ เปิดเหตุผลสำคัญ แฉเพื่อชาติ ชน ‘เศรษฐา ทวีสิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555200

04 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' เปิดเหตุผลสำคัญ แฉเพื่อชาติ ชน 'เศรษฐา ทวีสิน'

ปฎิบัติการ แฉเพื่อชาติ ชน เศรษฐา ทวีสิน ‘ชูวิทย์’ เปิดเหตุผลสำคัญ เปรียบชีวิตเป็นเส้นด้าย และอาจเป็น เส้นสุดท้าย

แฉสุดซอยชนิดหลังชนฝา สำหรับ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” หลังเปิดปฏิบัติการ “แฉเพื่อชาติ” เดินหน้าเปิดโปง “เศรษฐา ทวีสิน” กับข้อกล่าวหา เอื้อนายทุนเลี่ยงภาษีที่ดิน สกัดนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ชนิดไม่ได้พัก

ล่าสุด ชูวิทย์ ได้เผยเหตุผลที่ออกมาแถลง “แฉเพื่อชาติ” เพราะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้ไม่มากเท่าไร และไม่มีต้นทุนอะไรจะเสีย จึงขอเดินหน้าแฉต่อไป

              ชูวิทย์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติชูวิทย์ เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

โดยชูวิทย์ ได้เผยผ่านเพจ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ระบุว่า “เมื่อเช้าไปโรงพยาบาลมาแต่เช้า ไปฉีดยา(คีโม) ผมมีเวลาอยู่ไม่เยอะในโลกใบนี้ ชีวิตผมเป็นเส้นด้าย อาจจะเป็นเส้นสุดท้าย ดังนั้น เหตุผลในการแถลงครั้งนี้ ผมขอเรียนให้ทราบว่า มีความพยายาม ที่จะไม่ให้ผมพูดในทุกวิถีทาง มีการนำเสนอ มีการใส่ร้าย แต่ผมไม่จำเป็นต้องมาแก้ตัวแล้ว เพราะเวลาอันสั้นของผมนั้น ผมยินดีให้คุณดูหลักฐานดีกว่า ดังนั้น เสียงใครจะพูดกระแนะกระแหนนินทา พูดไปเลยครับ ผมนั้นไม่มีต้นทุน แต่คนที่มีต้นทุนมากที่สุด คือนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งได้ไปคุกเข่ากับนายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ว่าจะทำให้ทุกอย่าง ถ้าตัวเองได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี”

ขณะเดียวกัน เมื่อกลางดึก “ชูวิทย์” ได้ live ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เดินหน้าแฉเพื่อชาติ เปิดโปงนิติกรรมอำพราง ที่ดินสารสิน ของเศรษฐา ทวีสิน EP 2-EP 10 ที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการปั่น จากข้อมูลที่ชูวิทย์กล่าวถึง ยังคงเป็นการย้ำเรื่องที่ดินแปลงดังกล่าว ที่มีชื่อผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด 12 คนในโฉนดเดียวกัน และกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ ใช้วิธีการโอนแบ่งเป็น 12 วัน จากผู้ขายทั้งหมด 12 คน หรือโอนวันละ 1 คนจนครบ ทำให้เสียภาษีให้กับกรมที่ดินเพียง 59 ล้านบาทเท่านั้น

             ชูวิทย์เดินหน้าแฉเพื่อชาติชูวิทย์เดินหน้าแฉเพื่อชาติ

ทั้งนี้ หากผู้ขายทั้ง 12 คน โอนที่ดินให้กับผู้ซื้อในวันเดียวกัน จะทำให้เข้าเงื่อนไข เป็นคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งจะต้องจ่ายภาษีให้กรมที่ดิน 59 ล้านบาท และกรมสรรพากรในอัตราก้าวหน้า 35% อีก 521 ล้านบาท รวมภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่าย 580 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในโฉนดแปลงเดียวกัน มีผู้ถือโฉนด 2 คน แต่กลับขายกันคนละราคา นี่จึงเป็นปริศนา ที่แกะรอย ที่เรียกว่า เงินบวม ซึ่งในความเป็นจริง ที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ขายในราคาที่กล่าวอ้าง

ชูวิทย์ ระบุว่า เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เสนอตัวเองรับใช้ประชาชน โดยถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ การกระทำที่ซ่อนเร้น อำพราง ช่วยเหลือให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีถึง 521 ล้านบาท โดยร่วมรับรู้ เป็นส่วนหนึ่งของผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย 

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า มีนิติกรรมอำพรางหลายประการ ข้อพิรุธต่างๆ ล้วนเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด ด้วยพฤติการณ์ดังกล่าว จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แฉเพื่อชาติ ‘ชูวิทย์ ‘ไล่ตอบรายประเด็น บ.อสังหา – กร้าวขยี้ ‘เศรษฐา’สุดซอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555187

03 ส.ค. 2566

แฉเพื่อชาติ 'ชูวิทย์ 'ไล่ตอบรายประเด็น บ.อสังหา  - กร้าวขยี้ 'เศรษฐา'สุดซอย

กองเชียร์เพื่อไทย กองเชียร์ “เศรษฐา” ทำใจเหนื่อยต่อ หลัง “ชูวิทย์” เดินหน้าแฉเพื่อชาติ ดับเครื่องชนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย กลางวันเปิดแถลงข่าว ตกค่ำไล่ตอบรายประเด็น ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถูกพาดพิง ทำเอกสารชี้แจง ย้ำชัดมีการหลีกเลี่ยงภาษี 521 ล้าน

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ซึ่งมีบทบาทในการออกมาเปิดโปงเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นทางสังคม และทางการเมือง ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ที่มีความเกี่ยวข้องไปถึงนายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และ บริษัทอสังหาริมทรัพย์   ( บริษัทแสนสิริ จำกัด  มหาชน)  โดยมีการชี้แจงในแต่ละประเด็น หลังจากที่นายชูวิทย์ ออกมาอธิบายเรื่องนี้กับสื่อมวลชน และบริษัทแสนสิริฯ   ในช่วงเที่ยงของวันนี้  และบริษัทแสนสิริฯ ได้ออกเอกสารชี้แจง  ซึ่งต่อมาในเวลา 21.00 น. นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์  อธิบายหักล้างในแต่ละประเด็นดังนี้ 

คำแถลงการณ์จากชูวิทย์ถึง นายเศรษฐา ทวีสิน และ บมจ.แสนสิริ

.

บมจ.แสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

.

มีฝ่ายกฎหมายเชี่ยวชาญเรื่องที่ดิน และต้องมีธรรมาภิบาล

.

ทั้งต่อผู้ถือหุ้น ประชาชน สังคม เศรษฐกิจของประเทศ

.

ผมขอตอบโต้ บมจ.แสนสิริ ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังนี้

.

1. หากผู้ขายเป็นผู้ชำระภาษี และแสนสิริไม่ได้รับรู้เรื่องด้วย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขาย

.

แล้วเหตุใดแสนสิริจึงทำวาระการประชุมวันเดียว แบ่งการโอนจากผู้ขายออกมา 12 ฉบับ 12 วัน เพื่อไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียว โฉนดเดียว

.

และโอนติดต่อกัน 12 วัน เว้นเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ตามผู้ร่วมขายแต่ละคนแต่ละวันจนครบ

.

ส่งผลถึงการเสียภาษีที่แตกต่างกับวิธีปกติถึง 521 ล้านบาท ที่ไม่ได้ชำระให้รัฐใน ภ.ง.ด. 90

.

การเลี่ยงการโอนจากผู้ขายที่ต้องโอนพร้อมกันทั้ง 12 คน ทั้งที่เป็นที่ดินโฉนดเดียว

.

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้ากรณี “ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือคณะบุคคล” ตามคำจำกัดความของกรมสรรพากรที่เคยวินิจฉัยว่า

.

สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขายบ้านอยู่อาศัย 1 หลัง ถือเป็นคณะบุคคล ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้าในสิ้นเดือนมีนาคมปีถัดไป

.

ดังนั้น แม้จะอ้างว่าเป็นภาระของผู้ขาย แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ มีความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน ภาษี มีการซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก มีโครงการอยู่ทั่วประเทศ

.

ย่อมรู้ดีว่าการโอนด้วยวิธีนี้ จะทำให้รัฐสูญรายได้จากภาษีเป็นเงิน 521 ล้านบาท

.

เป็นไปไม่ได้ว่าบริษัทที่มีธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์ จะอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องของผู้ขาย

.

หากผู้ซื้อไม่ยินยอมทำสัญญา หรือร่วมมือในการโอนกรรมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ย่อมกระทำการไม่ได้เด็ดขาด

.

2. นายเศรษฐาเป็นกรรมการผู้จัดการ ในขณะที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ที่มี 1 โฉนด โดยมีวงเงินสูงถึง ตารางวาละ 3.93 ล้านบาท หรือวงเงินรวม 1,570 ล้านบาท

.

ไม่เคยปรากฏว่ามีที่ดินแปลงใดในประเทศไทยมีการขายต่อตารางวาสูงขนาดนี้

.

นายเศรษฐาได้เข้าประชุมกรรมการ และเป็นผู้เซ็นรับรองการประชุม จึงย่อมปฏิเสธการรับรู้ถึงราคา วงเงินที่ดิน และแผนการเงินไม่ได้

.

การอ้างว่าไม่ทราบวิธีการโอนที่แปลกประหลาด อันเป็นเงื่อนไขทำให้รัฐสูญรายได้ 521 ล้านบาท

.

ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้บริหารสูงสุดจะกระทำ เพราะถือเป็นความเสี่ยง หากใครคนใดคนหนึ่งไม่ยอมโอนในวันถัดไป จะทำให้ได้ที่ดินไม่ครบทั้งแปลง

.

แม้ประชาชนธรรมดายังไม่กระทำ

.

แต่ บมจ.แสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ยิ่งไม่มีทางเสี่ยงที่จะกระทำ หากไม่มีวาระซ่อนเร้น

.

อีกทั้งนายเศรษฐารับรู้ว่ามีการแบ่งวาระการประชุมเป็น 12 ฉบับภายในการประชุมวันเดียว แต่ไม่ได้ทักท้วง

.

ทำให้เห็นพฤติการณ์อย่างชัดเจนว่าร่วมรับรู้ ร่วมกระทำความผิด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมาตั้งแต่ต้น

.

3. ยิ่งภายหลังอ้างว่าผู้ขายเป็นผู้มาขอเปลี่ยนแปลงวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ ต้องการแยกโอนเป็น 12 วันติดต่อกัน แสนสิริดูแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อตัวบริษัท ทำให้ทีมกฎหมายยินยอมกระทำการตามที่ผู้ขายร้องขอ

.

ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแสนสิริ โดยนายเศรษฐา รับรู้วิธีการของผู้ขาย หากผู้ขายเสนอวิธีการโอนที่ผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาษี แสนสิริย่อมสามารถทราบดี

.

เพราะเป็นผู้ที่ซื้อที่ดินอยู่เป็นประจำ ทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินเป็นหลัก มีฝ่ายกฎหมาย และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศ

.

นอกจากนั้น พฤติการณ์อื่นๆ ไม่ว่าการรับมัดจำในที่ดินแปลงเดียวกันจากผู้ขาย 12 คน ในราคาที่แตกต่างกันในแต่ละคน ย่อมไม่มีนักธุรกิจวิญญูชนใดกระทำ

.

อีกทั้งการจ่ายเงินมัดจำถึง 50% ยังเป็นจำนวนสูงกว่าปกติ ผิดวิสัยการมัดจำที่ดินปกติทั่วไปซึ่งไม่เกิน 10-20%

.

และมีการชำระเป็นเงินสด สูงถึงวันละ 50 ล้านบาท ถึง 200 ล้านบาท

.

ย่อมไม่มีผู้ใดกระทำ โดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

.

เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เสนอตัวเองรับใช้ประชาชน โดยถูกเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

.

การกระทำที่ซ่อนเร้น อำพราง ช่วยเหลือให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีถึง 521 ล้านบาท โดยร่วมรับรู้ เป็นส่วนหนึ่งของผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ย่อมไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เป็นผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้

.

นายเศรษฐาจำเป็นต้องรอบคอบ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน แม้แต่พนักงานผู้ทำงานห้างร้านบริษัท ยังไม่สามารถหลบเลี่ยงภาษีได้แม้แต่น้อย

.

แต่นายเศรษฐากลับกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมมือกระทำความผิด ทำให้รัฐเสียหายไม่ได้เงินภาษีกว่า 521 ล้านบาท และมีที่ดินแปลงอื่นๆ ที่กระทำลักษณะเดียวกันอีกมาก

.

โดยจะนำเสนอในวาระถัดไป

.

ด้วยพฤติการณ์ของนายเศรษฐา จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

.

หากรัฐสภาให้นายเศรษฐารับตำแหน่งในอนาคต ย่อมจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ

โดยอาจช่วยเหลือนายทุนคนอื่นๆ ให้กระทำการแบบเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน

.

นับเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

.

จึงขอเรียนให้สังคม ประชาชน สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาให้ถ่องแท้

.

โดยเอกสารหลักฐาน ต่างๆ จะนำเสนอให้ทุกท่านได้พิจารณาต่อไป

————————-

.

ความเป็นมาของเรื่องนี้

.

วันที่ 3  ส.ค.  นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์   ได้แถลงกับสื่อมวลชนว่า  การซื้อที่ดินของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ว่าเข้าข่ายนิติกรรมอำพราง ด้วยการซื้อที่ดินแปลงหนึ่งตั้งอยู่ที่ถนนสารสิน กรุงเทพมหานคร เดิมมีราคาอยู่ที่ 1,570 ล้านบาท เนื้อที่ 399.7 ตาราวา ซึ่งเมื่อปี 62 เดิมที่ดินย่านนี้ราคาตารางวาละ 1 ล้านบาท แต่บริษัทประเมินซื้อขายอยู่ที่ ราคาตารางวาละ 3.93 ล้านบาท 

ที่ดินแปลงดังกล่าว มีชื่อผู้เป็นเจ้าของทั้งหมด 12 คน ในโฉนดเดียวกัน และกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ ใช้วิธีการโอนแบ่งเป็น 12 วัน จากผู้ขายทั้งหมด 12 คน หรือโอนวันละ 1 คนจนครบ ทำให้เสียภาษีให้กับกรมที่ดิน  เพียง 59 ล้านบาทเท่านั้น  ทั้งนี้หากผู้ขายทั้ง 12 คน โอนที่ดินให้กับผู้ซื้อในวันเดียวกัน จะทำให้เข้าเงื่อนไข เป็นคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งจะต้องจ่ายภาษีให้กรมที่ดิน 59 ล้านบาท และกรมสรรพากรในอัตราก้าวหน้า 35% อีก 521 ล้านบาท รวมภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่าย 580 ล้านบาท

ส่วนเอกสารรายงานการประชุมของ บมจ.แสนสิริ ในการซื้อที่ดิน   พบว่า มีลายเซ็นของ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้รับรองการประชุม โดยการประชุมนี้เกิดขึ้นใน 1 วัน แต่มีรายงานทั้งหมด 12 ฉบับ แยกตามชื่อผู้ขาย เพื่อนำไปแยกวันโอนที่สำนักงานที่ดิน ทำให้เสมือนว่าต่างคนต่างขายทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ดังนั้น พฤติกรรมของนายเศรษฐา แสดงให้เห็นว่ามีการร่วมมือกันกับคนขาย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคธรรมดาในฐานะห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือคณะบุคคลตามคำวินิจฉัยของสรรพากร

ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสงสัยถึงการจ่ายเงินค่าซื้อที่ดิน โดยบริษัทมีการวางมัดจำเป็นเงินสดให้กับผู้ขายที่ดิน 12 คน ไม่เท่ากัน ในสัดส่วน 35 – 50% ซึ่งส่วนใหญ่ได้เงินมัดจำสูงกว่าเงินที่ได้รับวันโอนที่ดิน เชื่อว่าเงินสดดังกล่าวเป็นเงินทอนให้กับผู้ขาย สะท้อนได้จากราคาซื้อที่ดินที่ถูกทำให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าสำหรับความผิด  เข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กรณีความผิดเกิดขึ้นโดยการกระทำตั้งแต่บุคคล 2 คนขึ้นไป ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยการนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

รวมถึงประมวลกฎหมายรัษฏากร มาตรา  37  เจตนาแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานเป็นเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือฉ้อโกง หรือด้วยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน จนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท

จตุพร ขย่ม ‘ทักษิณ ‘ วืด กลับไทย – นพดล พรรค ‘เพื่อไทย ‘อ้ำอึ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555186

03 ส.ค. 2566

จตุพร ขย่ม 'ทักษิณ '  วืด กลับไทย - นพดล พรรค 'เพื่อไทย 'อ้ำอึ้ง

วิทยากร คณะหลอมรวมประชาชน จตุพร พรหมพันธุ์ ยังปักใจเชื่อ ถึงที่สุดแล้ว 10 ส.ค. ไร้เงา “ทักษิณ ” ที่สนามบินดอนเมือง ถือเป็นการวืดซ้ำซาก ที่บอกว่าจะกลับไทยแบบเท่ ๆ ส่วนวันที่แน่นอนครั้งต่อไปจะทราบอีกครั้งหลังกำหนดเดิม มั่นใจข้อมูลตัวเองมาถูกทาง

นายจตุพร พรหมพันธุ์  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ปัจจุบันทำหน้าที่   วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน  ร่วมกับ นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา)  นายจตุพร ยืนยันว่า ข้อมูลที่เขายังคงเชื่อ จนถึงวันนี้ ( 3 ส.ค.) คือ นายทักษิณ ชินวัตร  จะไม่เดินทางกลับประเทศไทย ณ สนามบินดอนเมือง อย่างแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะกำหนดกรอบเวลาเอาไว้คือวันที่ 10  ส.ค. โดยจะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวมาลงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองก็ตาม    ปัจจัยที่ทำให้นายทักษิณ  เลื่อนการเดินทางกลับประเทศไทย มีทั้งการเจรจาในกรณีจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยที่ต้องการข้ามขั้ว และเรื่องของการที่นายทักษิณ ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการทางคดี      เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ลงตัวทำในนายทักษิณ  ต้องเลื่อนการเดินทางกลับไทย 

ประเด็นการประกาศที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แล้วไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย  ถือว่าเป็นเรื่องที่ลดทอนความน่าเชื่อถือ  ของนายทักษิณ จากบุคคลที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2  สมัย และกลายเป็นว่าเรื่องนี้  นายทักษิณ  ต้องเลื่อนการเดินทางกลับเป็นครั้งที่ 20  ตลอด 15 ปี นับจากเดินทางออกไปจากประเทศไทยในปี 2551 ส่วนวันเวลารอบใหม่ของการกลับไทย คาดว่าจะคาดการณ์ได้หลังผ่านวันที่ 10 ส.ค.ไปแล้ว    “คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 สมัย  ต้องเสียคำพูดของตัวเอง ที่พูดกลับไป กลับมา เรื่องที่จะกลับบ้าน กลับมาแบบเท่ ๆ  กลับมาแล้วไม่ได้ถูกดำเนินคดี   เรื่องเจรจารัฐบาล ข้ามขั้ว อำนาจสิทธิขาดอยู่ที่นายทักษิณ  แต่การที่จะกลับบ้าน โดยไม่ถูกดำเนินคดี ไม่มีใครให้หลักประกันได้ ที่คุณภูมิธรรม เวชชชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ยืนยันว่าจะเดินทางกลับตามกำหนดเดิม ผมอยากท้าว่ากล้าเอาตำแหน่งสส. หรือ ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรี เดิมพันไหม” นายจตุพร  ระบุ   

นายนพดล ปัทมะ  รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย     สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า   ข่าวที่ระบุว่า  นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  เลื่อนกำหนดกลับประเทศไทย  จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 10  ส.ค.   โดยมีการเชื่อมโยงว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรี  ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน  ยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตอบได้   ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ


“นายทักษิณจะกลับมาตามกรอบของกฎหมายทุกประการ   และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฏหมาย   การเดินทางกลับประเทศไทย เป็นสิทธิในการกลับบ้าน และไม่ต้องดำเนินการเสนอกฎหมายใด ๆ ส่วนช่วงเวลาใดนั้นผมก็เคารพในการตัดสินใจของท่าน ”  นายนพดล กล่าว