กัณวีร์ ‘ เป็นธรรม’ ขอ 8 พรรค จับมือ 10 เดือน ไม่นานเกินรอ ระบบราชการไม่กระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554785

29 ก.ค. 2566

กัณวีร์ ' เป็นธรรม' ขอ 8 พรรค  จับมือ 10  เดือน ไม่นานเกินรอ ระบบราชการไม่กระทบ

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม “กัณวีร์ สืบแสง” ชูโมเดล 10 เดือน รอให้สว.หมดอายุ สามารถทำได้ ระบบการบริหารประเทศไม่เสียหาย เพราะยังมีกลไกให้ระบบ ของรัฐบาลรักษาการณ์ยังเดินไปได้ ย้ำอยากเห็นความร่วมมือของ 8 พรรค จัดตั้งรัฐบาล เพื่อเป็นความหวังของประชาชนอย่างแท้จริง

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยว่า  จุดยืนของตนคือการเรียกร้องให้   8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล   จับมือกันให้แน่นแฟ้น   แม้ว่าจะต้องรอไปอีก 10  เดือน เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ชุดนี้  หมดบทบาทต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ การรอ สว. ปิดสวิชต์ตนเอง หรือหมดวาระไปตาม ม. 272 ไม่ถือเป็น  “การรอ” ที่  “เสียเวลาเปล่า”  เพราะภายใน 10 เดือน  ประเทศยังเดินหน้าไปได้ เพราะมี  “กลไกรัฐสภา” โดยจะมี 3 ขั้นตอนสำคัญที่สามารถทำได้ ประกอบด้วย

1. คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องสานงานสร้างนโยบายเฉพาะในแต่ละด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 – 3 เดือน ในการตกผลึกนโยบายที่สำคัญตาม MOU ที่ได้ลงนามกันไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาล นี่จะเป็นการเมืองใหม่ที่เอาความต้องการเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง

2.ขอเสนอให้พรรคการเมืองร่วม 8 พรรค เช่นการจัดเวทีร่วมกันในการรับฟังข้อเสนอภาคประชาชน ต่อกระบวนการทางนิติบัญญัติ  คล้ายๆ ครม. สัญจร ซึ่งจะยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ในการจับมือร่วมกันของพรรคร่วมทั้ง 8 และ รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม  กระบวนการนี้จะใช้เวลาอีกประมาณ 4 – 5 เดือน

3.กลไกสภาต้องเร่งรัดพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างมาตั้งแต่สมัยที่แล้วและเป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่มาจาก สส. และประชาชนที่มีเป็นหลักร้อยกว่าร่าง อาทิ เร่งรัดการพิจารณากฎหมาย SLAP ของ ประชาชนให้ผ่านสภาฯ  

“ในระหว่างนี้รัฐบาลรักษาการ จะถูกจำกัดอำนาจบางส่วน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว เพราะจะได้ไม่ไปก่อความเสียหายอะไรต่อประเทศชาติให้มากไปกว่านี้ ซึ่งตามกฎหมายแล้วรัฐบาลรักษาการจะถูกจำกัดเรื่อง การอนุมัติโครงการ ที่ก่อภาระผูกพัน การแต่งตั้งโยกย้ายหรือถอดถอนบุคลากรของรัฐ  และการอนุมัติการใช้จ่ายงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น”


เขา กล่าวว่า  ที่มีข้อกังวลเรื่องงบประมาณปี 2567 เรื่องนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จะล่าช้า และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือน มี.ค. 67 โดยสามารถเลือกได้ว่าจะนำกรอบงบประมาณฯ และร่างงบฯ เดิมมาใช้ หรืออาจจะทบทวนทั้งฉบับก็ได้ ซึ่งถือเป็นอำนาจของรัฐบาลใหม่ ดังนั้นยังมีเวลาเรื่องงบประมาณ

“เราสามารถทำอะไรได้มากมายในช่วง 10 เดือนนี้ และความน่าเชื่อถือจะยิ่งมากขึ้นหาก 8 พรรคร่วมทำสิ่งต่างๆ ได้ตาม โรดแมป  ที่กล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากประชาชนแล้ว เจ้าของอำนาจที่แท้จริงจะสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาและการเมืองตนเองได้    ซึ่งประเทศไทยจะมีความร่วมมือทางการลงทุนกับต่างชาติอย่างเกินความคาดหมาย การขยายฐานการผลิตและการพัฒนาทักษะอาชีพของพี่น้องประชาชนจะได้รับการตอบสนองอย่างทวีคูณ ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคจะสามารถมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความต้องการประจำถิ่น และท้ายสุด ประเทศไทยจะมีจุดยืนแห่งการเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศอย่างสง่าผ่าเผย ”  นายกัณวีร์ กล่าว

กัณวีร์ ' เป็นธรรม' ขอ 8 พรรค  จับมือ 10  เดือน ไม่นานเกินรอ ระบบราชการไม่กระทบ
กัณวีร์ ' เป็นธรรม' ขอ 8 พรรค  จับมือ 10  เดือน ไม่นานเกินรอ ระบบราชการไม่กระทบ
กัณวีร์ ' เป็นธรรม' ขอ 8 พรรค  จับมือ 10  เดือน ไม่นานเกินรอ ระบบราชการไม่กระทบ

กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เรียกร้องให้   8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล   จับมือไปด้วยกัน แม้ว่าจะต้องรอไปอีก 10  เดือน เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) หมดบทบาทต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี  โดยระบุว่า 10 เดือน  ประเทศ ยังเดินหน้าไปได้ เพราะมี  “กลไกรัฐสภา” 

‘บิ๊กป๊อด’ จาก ‘ผบ.ตร.’ สู่เส้นทางการเมือง ปธ.ที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554783

29 ก.ค. 2566

'บิ๊กป๊อด' จาก 'ผบ.ตร.' สู่เส้นทางการเมือง ปธ.ที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ

ส่องเส้นทาง ‘พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ น้องชาย ‘พล.อ.ประวิตร’ จาก ‘ผบ.ตร.’ คนแรกที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี 3 ราย ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง ขึ้นนั่งแท่น ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ

29 ก.ค. 2566  การประชุม พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) วันนี้ (29 ก.ค. 2566 ) นายไพบูลย์นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค ออกมาแถลงข่าว การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 3/2566 ว่า ที่ประชุมมีมติเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคกลับเข้ามารับตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยคะแนน 383 คะแนน และมีมติ เลือกรองหัวหน้าพรรคจำนวน 5 คน คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ได้ลงนามคำสั่งพรรค พปชร. ที่ 113/2566 แต่งตั้ง “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ซึ่งเป็นน้องชาย ขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ ( 29 ก.ค. 2566 ) เป็นต้นไป

หลายคนคงจับตาไปที่ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ซึ่งเป็นน้องชาย “พล.อ.ประวิตร” ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ อย่างเต็มตัว หลังจากเกษียณราชการ ในตำแหน่งสุดท้าย “ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คมชัดลึก” พาไปดูเส้นทางชีวิตของ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” จากเส้นทางข้าราชการตำรวจ เข้าสู่วงการเมือง 

พล.ต.อ.พัชรวาท” ชื่อเล่นว่า “ป๊อด” เป็นชาวกรุงเทพมหนาคร เกิดวันที่ 22 มี.ค. 2492 ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นบุตรคนที่ 3 ของ พลตรี ประเสริฐ วงษ์สุวรรณ กับนางสายสนี วงษ์สุวรรณ มีพี่น้อง 4 คน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ, พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ และ พันธุ์พงษ์ วงษ์สุวรรณ

พล.ต.อ.พัชรวาท” จบการศึกษามัธยมศึกษา โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเตรียมทหาร ปริญญาตรี โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ต.อ.พัชรวาท” สมรสกับนางสมถวิล วงษ์สุวรรณ มีธิดา 2 คน ได้แก่ พ.ต.ต.ภญ.พัชรา วงษ์สุวรรณ เภสัชกรประจำโรงพยาบาลตำรวจ และ ร.ต.อ.หญิง นวพร วงษ์สุวรรณ ผู้ช่วย นว. (สบ.1) ผบช.สตม.

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ


ส่วนเส้นทางรับราชการตำรวจ เริ่มจากรับราชการในตำแหน่ง รอง สว. กองบังคับการการสนับสุนนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รอง สว. กองทะเบียน แล้วย้ายมาดูงานกำลังพลที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.), สว. ธุรการ กองกำกับการกำลังพล กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง, ผกก.5 และ ผกก. 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง, ผู้บังคับการกองพลาธิการ กรมตำรวจ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามลำดับ 

พล.ต.อ.พัชรวาท” ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 35  ระหว่างวันที่ 8 เม.ย. 2551 ถึง วันที่ 30 ก.ย. 2552

นับว่าเป็น “ผบ.ตร.” คนแรกที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 3 ราย คือ นายสมัคร สุนทรเวช , นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ , และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

ในที่สุด “พล.ต.อ.พัชรวาท” เริ่มเข้าสู่การเมือง ตามรอย พี่ชาย “พล.อ.ประวิตร” โดย ดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี 2549 , กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2557 

กระทั่ง วันที่ 13 ต.ค. 2549 “พล.ต.อ.พัชรวาท” ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

จนวันนี้ (29 ก.ค. 2566) “พล.ต.อ.พัชรวาท” ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ 

ชูวิทย์ ไม่แผ่ว ขยี้ต่อ ทักษิณ ล้มแผนกลับไทย – เมิน’แพทองธาร’แซะ เพ้อเจ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554765

29 ก.ค. 2566

ชูวิทย์ ไม่แผ่ว ขยี้ต่อ ทักษิณ ล้มแผนกลับไทย - เมิน'แพทองธาร'แซะ เพ้อเจ้อ

“ชูวิทย์” ออกตัวมองขาด แผนเดินทางกลับไทยของ “ทักษิณ” ที่ประกาศหมุดหมายเอาไว้ วันพฤหัสที่ 10 ส.ค. ถึงนาทีนี้มีอันล้มโต๊ะไม่เป็นท่า โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่การโหวตนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สะเด็ดน้ำ การันตีการข่าวของตัวเองแม่น ระบุชัดกำลังมีวงเจรจารอบใหม่

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์  ซึ่งเคลื่อนไหวอย่าต่อเนื่อง ในการแสดงทัศนะทางการเมือง นับจากการจัดตั้งรัฐบาล โดย ประเมินว่าที่สุดแล้วพรรคก้าวไกล จะถูกลอยแพจากการรวจจัดตั้งรัฐบาล ตามข้อตกลงของ 8 พรรคร่วมจัดตังรัฐบาล  รวมถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูล ในการเจรจาที่ฮ่องกง  ระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร   กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับแผนเดินทางกลับมาประเทศไทย โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำลุล่วง  ล่าสุด แม้ว่าจะมีการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการกลับมาไทยคือ วันพฤหัสที 10 ส.ค. 

อย่างไรก็ตามล่าสุด นายชูวิทย์  ได้แสดงทัศนะ ผ่านพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์   โดยเชื่อว่าที่สุดแล้ว  แผนการเดินทางมาไทย ของนายทักษิณ  ยกเลิก หรือเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยการแสดงความเห็นของนายชูวิทย์   ที่ทำให้นายทักษิณ  ระงับการเดินทางกลับประเทศไทย  เนื่องจากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ลงตัว และระบุว่า การแสดงความเห็นดังกล่าว  อาจจะไม่เป็นที่พอใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  บุตรสาวนายทักษิณ  ซึ่งเข้าใจในเหตุผลของความรักจากลูกที่มีต่อบิดา


นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์   ให้สัมภาษณ์ว่า มีข้อมูลว่าวันที่ 10 ส.ค.นี้ นายทักษิณ จะยังไม่กลับมาประเทศไทย เพราะเกมการเมืองยังคงพลิกไปมาตลอด  นายทักษิณ จะไม่กลับมา จนกกว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จ    ส่วนตัวเชื่อว่า วันศุกร์ที่ 4 ส.ค.ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง ก็จะยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีดังนั้นการเดินทางกลับไทยของนายทักษิณ  จะถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้รับสัญญาณไฟเขียว ที่มีเจรจากันอยู่ในกรุงเทพฯ โดยไม่ขอบอกว่าเป็นอำนาจแบบไหน

มั่นใจ ณ นาทีนี้  แผนกลับไทยวืด 

นายชูวิทย์ กล่าวว่า จากการแถลงข่าวที่ผ่านมา   ระบุเพียงว่า นายทักษิณ มีโอกาสกลับประเทศ 60 – 70% ไม่เคยยืนยันกว่ากลับ 100% เพราะเกมการเมืองเปลี่ยนไปตลอดเวลา ยืนยันว่าการแถลงข่าวทุกครั้งไม่ใช่ข่าวลวง แต่พูดตามข้อเท็จจริง ตามเวลานั้น ๆ   และมีการตรวจสอบ เแหล่งข่าวตลอด ย้ำว่าถ้าจากการประเมินวันนี้ นายทักษิณจะยังไม่กลับประเทศไทยแน่ แต่ถ้าหลังจากนี้มีการดีล หรือได้ไฟเขียว ก็ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง


“การกลับเข้าประเทศของนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นช่องทางพิเศษ ไม่ใช่กรมราชทัณฑ์นำหมายศาลไปรับตัวถึงสนามบิน และพาเข้าคุก รอขอยื่นอภัยโทษส่วนบุคคล อีกทั้งจากประสบการณ์ การขอยื่นอภัยโทษส่วนบุคคล จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด คดีเป็นที่สิ้นสุด และมีการรับสารภาพแล้ว และคดี ลัก จี้ ชิง ปล้น ทุจริต ไม่เคยมีให้อภัยโทษลักษณะนี้มาก่อน”


เขา กล่าวว่า  การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊งค์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย   ระบุว่า  ตัวเขา  “เพ้อเจอ”   ไม่ได้โกรธ เพราะเข้าใจในบทบาทของลูกสาว  อีกทั้งนายทักษิณก็ต้องการกลับประเทศแล้ว ติดปัญหาซึ่ง น.ส.แพทองธาร  อาจจะไม่รู้เงื่อนไขทั้งหมด   ตนพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่อ่านเกมการเมืองออก และอยากให้รอดูว่า หลังจากนี้ใครกันแน่ที่เพ้อเจ้อ

ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงการกลับประเทศของนายทักษิณ   นายจตุพรก็รู้เรื่องมาจากแหล่งข่าวสายเดียวกับตน 
ส่วนภาพนายธนาธรไปหานายทักษิณ ตัวเองรู้มาว่า นายธนาธรเสนอจะเป็นฝ่ายค้าน โหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทย แลกกลับการที่ต้องไม่มีพรรคของสองลุง ซึ่งเชื่อว่านาย ทักษิณไม่เอาด้วย เพราะเสี่ยงจะไม่ได้กลับบ้าน
 

.
ผิดแผน! ทักษิณยกเลิกกลับไทย 
.
หากใครคิดว่าทักษิณจะกลับมาไทย วันที่ 10 ส.ค. แล้วมี ตำรวจ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไปรับตัว และนำหมายศาลพาตัวเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษ 3 คดี รวม 10 ปี ตามปกติ
.
ต้องถือว่าคิดผิด ไม่รู้ใจทักษิณ หากจะทำแบบนั้นจริงคงคิดได้ไปนานแล้ว ไม่ต้องรอถึง 15 – 16 ปี
.
ทักษิณออกจากไทยในสมัยอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เมื่อปี พ.ศ. 2551 แล้วไม่กลับมาอีกเลย
.
ยิ่งจะมากลับเอาช่วงเดือนสิงหาคม 2566 ที่กำลังร้อนแรงเรื่องการโหวตหานายกฯ และจัดตั้งศูนย์อำนาจใหม่บริหารประเทศ 
.
กำหนดการวัน 10 สิงหาคม จึงต้องมี “วาระพิเศษ” แน่นอน 
.
ปกติในวันแรกเมื่อก้าวเท้าเข้าคุกทำประวัติ สามารถยื่นขอ “พระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล” ได้เลย ถือเป็นสิทธิของนักโทษทุกคน 
.
แต่นี่เป็นเรื่องของ “คนธรรมดาที่กระทำผิดกฎหมาย” 
.
ส่วนคนระดับ “นายกรัฐมนตรี” ที่กระทำผิดกฎหมาย หากใครคิดว่าจะเหมือนกันก็บ้าเต็มที
.
เอาเป็นว่าแม้แต่คนใหญ่คนโตไปทำผิดกฎหมายแล้วสู้ผิด กรมคุกยังต้องดูแลกันเป็นพิเศษ
.
อันเนื่องมาจากความปลอดภัยในคุก จะให้ไปปะปนกับนักโทษคนอื่นๆ ไม่ได้
.
เกิดมีนักโทษอยากดัง หรือพวกหมั่นไส้อยากทำร้าย กรมคุกก็ต้องรับผิดชอบ เพราะอยู่ในความควบคุมของตนเอง 
.
แต่ “การขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล” เป็นพระราชอำนาจของในหลวง
.
แม้นักโทษเด็ดขาดชายในคุกมีสิทธิ์ยื่นขอ แต่ไม่มีใครได้ ยกเว้นโทษที่เป็นความผิดต่อตัวพระองค์ท่าน คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ม.112 นั่นเอง 
.
เมื่อมีการพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคลให้ มีธงนำเปิดทางไปที่คุก ได้รับอิสรภาพ 
.
ถือเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ในหลวงมีให้ต่อผู้ที่กระทำผิดต่อพระองค์ท่านเท่านั้น
.
คนทำผิดคดีทุจริต ปล้น ฉ้อโกง ทุกคดี แม้ยื่นขอได้ แต่ไม่เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล
.
หากมีใครไปบอกทักษิณว่าทำได้ ก็ต้องเป็นแผนหลอกให้ทักษิณเคลิ้ม
.
ในช่วงนี้พรรคเพื่อไทยเป็น “ตัวแปร” 
.
หากเทไปข้างไหน ขั้วเก่า ขั้วใหม่ ก็ย่อมได้อำนาจ 
.
คนระดับอดีตนายกฯ จากบ้านไป 16 ปี ย่อมต้องการกลับมาบ้านเกิดเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้นจะกลับมาโดยไม่มีอำนาจคงกลับมานานแล้ว ไม่ต้องมากลับเอาช่วงนี้ 
.
เกมแห่งอำนาจ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หากไม่มั่นใจทักษิณไม่กลับแน่นอน 
.
จึงบอกได้ว่า 4 สิงหาคมนี้ ต้อง “ยื้อ” ดึงเช็งสุดฤทธิ์
.
ตอนนี้ขอถอยไปตั้งหลักก่อน ยกเลิกแผนกลับไทยไม่มีกำหนด จนกว่าจะตั้งรัฐบาลลงตัว
.
ส่วนใครว่าผม “เพ้อเจ้อ” ผมไม่โกรธหรอกครับ เข้าใจดีว่าคุณอุ๊งอิ๊งอยากให้คุณพ่อกลับบ้าน เป็นเรื่องของความกตัญญู
.
ส่วนผมพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น 

‘บิ๊กป้อม’ สยบข่าวลือวางมือการเมือง โยน กก.บห.เคาะทิศทางโหวต ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554764

29 ก.ค. 2566

'บิ๊กป้อม' สยบข่าวลือวางมือการเมือง โยน กก.บห.เคาะทิศทางโหวต 'เศรษฐา'

‘บิ๊กป้อม’ ลั่นไม่ไปไหน ขออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พรรคสยบข่าวลือวางมือการเมือง ปัดติดต่อ ‘ทักษิณ’ โยน กก.บห.เคาะทิศทางโหวต ‘เศรษฐา’ 4 ส.ค.นี้

วันที่ 29 ก.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกระแสข่าวการลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคบอกให้ตนเองลาออกก่อน เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคขึ้นมาใหม่ ซึ่งใครจะมาดูตนก็ไม่ทราบ แต่ตนเองขอยืนยันว่าจะอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับพรรคพลังประชารัฐ ต่อไป ไม่ไปไหน

เมื่อถามถึงกรณีการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน ในวันที่ 4 สิงหาคมนั้น พปชร. จะ มีทิศทางการโหวตเป็นอย่างไรนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ทราบ คงรอมติที่ประชุมพรรคพร้อมทั้งยืนยันว่า ผมไม่ได้เจอใครทั้งนั้น

ส่วนได้ติดต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลังประกาศเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ หรือไม่ พล.อ.ประวิตรย้ำว่า ผมไม่ได้เจอใครทั้งนั้น

พปชร. เคาะ ‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวหน้าพรรคตามเดิม ‘ธรรมนัส’ ผงาดนั่งเลขาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554760

29 ก.ค. 2566

พปชร. เคาะ 'บิ๊กป้อม' นั่งหัวหน้าพรรคตามเดิม 'ธรรมนัส' ผงาดนั่งเลขาฯ

ที่ประชุม พปชร.มีมติโหวต ‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ดันน้องชายนั่งที่ปรึกษาพรรค ส่วน ‘ธรรมนัส’ คัมแบ็กเลขาฯ

วันที่ 29 ก.ค. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค แถลงข่าวภายหลังการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 3/2566 ว่า ที่ประชุมมีมติ เลือก พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคกลับเข้ามารับตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยคะแนน 383 คะแนน และมีมติ เลือกรองหัวหน้าพรรคจำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 2.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 3.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  4.นายวิรัช รัตนเศรษฐ  5.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์เป็นเหรัญญิกพรรค  พล.อ.กฤษณ์โยธิน  ศศิพัฒนวงษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมเพิ่มเติมอีก 12 คนเพื่อให้ครบตามข้อเสนอให้มีการขยายจำนวนคณะกรรมการเป็น 21 คน ประกอบด้วย  1.นายสัมพันธ์มะยูโซ๊ะ 2.นายยงยุทธ สุวรรณบุตร 3.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร 4.นายสกลธี ภัททิยกุล 5.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ 6.นายอภิชัย เตชะอุบล7. นายอัครวัฒน์ อัศวเหม  8.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา   9.นายไผ่ ลิกค์ 10.นายสุธรรม จริตงาม 11. นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ และ 12.นางสาวกาญจนา จังหวะ

ดังนั้น ผู้ที่ได้การแต่งตั้งวันนี้ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีหลังจากมีการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นประธานที่ปรึกษาของพรรค และแต่งตั้งนายวราเทพ รัตนากร เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพรรค

ส่วนการเลือก พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคในครั้งนี้นั้น  เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นไปตามแนวทางที่เข้มแข็ง และเป็นการยืนยันสยบข่าวลือทั้งหลาย ที่ว่าพล.อ.ประวิตรไม่ดูแลพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค และวันนี้ชัดเจนแล้วว่าพลเอกประวิตรได้ดูแลพรรคพลังประชารัฐไปตลอด 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัสไม่ปรากฎตัวที่พรรคเพราะอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อคุยดีลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกับ นายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ นายไพบูลย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว

ด่วน ‘บิ๊กป้อม’ ลาออกหัวหน้า พปชร. จ่อถูกเสนอกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554751

29 ก.ค. 2566

ด่วน 'บิ๊กป้อม' ลาออกหัวหน้า พปชร. จ่อถูกเสนอกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง

‘บิ๊กป้อม’ ไขก๊อกลาออกหัวหน้า พปชร. ในที่ประชุมจ่อเสนอกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ย้ำไม่ทิ้งพรรคและจะดูแลตลอดไป

วันที่ 29 ก.ค.  ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐประจำปีครั้งที่ 3/256 โดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นทั้งคณะและจะเลือก หัวหน้าพรรคและกรรรมการบริหารรพรรคต่อไปและยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ทิ้งพรรคและจะดูแลพวกเราตลอดไป

ทั้งนี้ นายไพบูลย์กล่าวว่า บัดนี้จะมีเลือกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยที่ประชุมเสนอ พล.อ.พล.อ.ประวิตรกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมา

เอาไงแน่ ? ‘ชูวิทย์’ โพสต์ ‘ทักษิณ’ ยอมถอย เกมส่อพลิก เจอ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ตอกกลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554748

29 ก.ค. 2566

เอาไงแน่ ? 'ชูวิทย์' โพสต์ 'ทักษิณ' ยอมถอย เกมส่อพลิก เจอ 'อุ๊งอิ๊ง' ตอกกลับ

เอาไงแน่ ? ‘ชูวิทย์’ โพสต์ ‘ทักษิณ’ ยอมถอย เกมส่อพลิก งดกลับไทย “สัญญาณอันตราย เกินคาดเดา” เจอ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ตอบกลับ จริงหรือไม่

สถานการณ์ส่อพลิก เมื่อ ‘ชูวิทย์’ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ว่า “เกมพลิก ทักษิณถอย ยกเลิกกลับไทย สถานการณ์เปลี่ยน” ภายหลังที่ ‘ทักษิณ’ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุว่าจะเดินทางกลับไทยในวันที่ 10 ส.ค. 2566 หลังเดินทางออกนอกประเทศนานนับ 16 ปี ขณะที่ล่าสุด ‘อุ๊งอิ๊ง’ ตอบกลับจริงหรือไม่

นายชูวิทย์ ได้ระบุเพิ่มเติมว่า “สัญญาณอันตราย เกินคาดเดา”


“เพราะรักจึงยอมทุกอย่าง ก็คิดว่ายังเข้าใจ ทุกครั้งที่เธอห่างหาย ยังไว้ใจ ยังยอมปล่อยเธอลำพัง ไม่คิดว่าความไว้ใจ จะกลายเป็นความเหินห่าง ผลลัพธ์คือความจืดจาง หมดหนทาง จะทำให้เป็นเหมือนเดิม

สุดท้าย คือ เจ็บ เจ็บ เจ็บ บาดเจ็บเจียนตาย โดนเธอทำเจ็บช้ำจนตาย จุดอ่อนจากการที่ไว้ใจ คือโดนทำร้ายแทบเสียคน จุดอ่อนจากการเชื่อถือ คนบางคน มีผลคือต้องผิดหวัง

จุดจบก็คือต้องเสียใจ รุนแรงเลวร้ายกว่าทุกครั้ง จุดจบมีรออยู่แล้ว ปลายทาง คงรู้ว่าเป็นอย่างไร

#โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ชูวิทย์ชูวิทย์

การประกาศเดินทางกลับไทยของ ‘ทักษิณ’ ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 20 แล้ว หลังจากมีการประกาศจะเดินทางกลับมาตลอดหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนเดินทางกลับจริง ซึ่งต้องดูว่าครั้งนี้ จะยกเลิกอีกครั้งหรือไม่ 

ล่าสุด ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้โพสต์ข้อความว่า ‘ทักษิณ’ เตรียมเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 10 ส.ค. ที่จะถึงนี้ ได้ออกมาคอมเมนต์สั้นๆ ในเพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว หลังจาก ‘ชูวิทย์’ ออกมาโพสต์ข้อความดังกล่าว ว่า “เพ้อเจ้อ” ซึ่งเป็นการออกมากลบกระแสการยกเลิกกลับไทยของ ‘ทักษิณ‘ ครั้งล่าสุด

อุ๊งอิ๊งอุ๊งอิ๊ง

‘ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง’ ร่วมงานอดีต สส.กทม. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554742

28 ก.ค. 2566

'ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง' ร่วมงานอดีต สส.กทม. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10

‘ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง’ นำทัพเข้าร่วมงานอุปสมบท ‘พลภูมิ-พงศกร’ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10 เผยทดแทนบุญคุณ ศึกษาธรรมะ

เนื่องในโอกาสวันคล้ายเฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม. และ นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย เข้าพิธีอุปสมบท ถวายเป็นพระราชกุศล ที่วัดคลองครุ (ปัฐวิกรณ์) เขตคันนายาว โดยมีนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีอุปสมบท 

'ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง' ร่วมงานอดีต สส.กทม. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10

ภายในงานมีแกนนำพรรค เช่น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด แกนนำพรรค ตลอดจนสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคต่างๆเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีบรรดาผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สก.พรรคเพื่อไทย สก.พรรคก้าวไกล สก.พรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าส่วนราชการในพื้น เข้าร่วมงาน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเข้าพิธีอุปสมบท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายพลภูมิ ได้รับฉายามหายโส แปลว่า ผู้มียศศักดิ์อันยิ่งใหญ่ ขณะที่ นายพงศกร ได้รับฉายา วรวฑฺฒโน แปลว่า ผู้มีความเจริญอันประเสริฐ 

นายพลภูมิ กล่าวว่า มีความตั้งใจจะบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาและครอบครัว รวมถึง อยากศึกษาธรรมะ หลักคำสอน และฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เพราะเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติสำคัญของพุทธศาสนา ทั้งนี้ขอผลบุญจงส่งผลให้ทุกท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ 

เช่นเดียวกับนายพงศกร ที่ระบุว่า ตั้งใจจะบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทดแทนบุญคุณของคุณพ่อ คุณแม่ ตอนนี้จังหวะเหมาะสม จึงตัดสินใจบวช เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอน 

'ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง' ร่วมงานอดีต สส.กทม. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10
'ชลน่าน-อุ๊งอิ๊ง' ร่วมงานอดีต สส.กทม. อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงร.10

นักวิชาการคาด ‘ก้าวไกล’ อาจไปไกลกว่า ‘ยุบพรรค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554720

28 ก.ค. 2566

นักวิชาการคาด 'ก้าวไกล' อาจไปไกลกว่า 'ยุบพรรค'

‘ยุบพรรค’ ยังน้อยไป นักวิชาการประเมิน พรรค ‘ก้าวไกล’ อาจถูกเล่นงาน ถึงขั้นคัดสิทธิ์ ทางการเมือง สส. ทั้งหมดของพรรค

พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาว่าพรรคก้าวไกลไม่ใช่แค่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ขอมอง ข้ามช็อตไปยัง worst case scenario สำหรับก้าวไกล ว่าอาจไม่ใช่แค่ถูกยุบพรรค แต่สส.151 คนของก้าวไกลอาจถูกตัดสิทธิ์ด้วย

ความพยายามขัดขวางไม่ให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาลปรากฏขึ้นทันทีหลังการเลือกตั้ง ทั้งกลวิธีนอกสภาและในสภา แต่ครั้งนี้ฝ่ายอำมาตย์จะไปไกลถึงขั้นไม่ให้คนกลุ่มนี้ได้มีพื้นที่ในรัฐสภาอีกต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่แค่ยุบพรรค

กรณีที่น่าเป็นห่วงที่สุดของพรรคก้าวไกลอาจไม่ใช่กรณีหุ้น ITV ของคุณพิธา แต่คือกรณีที่อดีตพุทธอิสระร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่านโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของก้าวไกลเข้าข่ายความพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ 

ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ามีความเป็นไปได้สูงมากว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่าผิดจริง

หากดูแนวทางการตัดสินที่ผ่านมาในกรณีข้อเสนอ 10 ข้อให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่  10 สิงหาคม 2563 ซึ่งมีเรื่องการยกเลิกมาตรา 112 ด้วย ว่ามีเจตนาล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ก็จะยิ่งที่ให้ความกังวลข้อนี้มีน้ำหนักมากขึ้น

หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติว่าพรรคก้าวไกลผิดจริง  กกต.ก็จะรับลูกต่อด้วยการยื่นให้ ยุบพรรค และอาจมีข้อเสนอเพิ่ม ให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ สส.ทั้ง 151 คนด้วยเหตุผลว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนเห็นด้วยและสนับสนุนนโยบายมาตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พูดอีกอย่างคือ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับนโยบายนี้ จึงมีความผิดเช่นกัน

อะไรคือเหตุผลที่เครือข่ายอำมาตย์ต้องใช้ยาแรงกับก้าวไกล?

ก็เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ก้าวไกลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ถูกยุบพรรค  กรรมการบริหารถูกสิทธิ์ แม้ว่าพรรคจะถูกอภินิหารคะแนนเขย่งของ กกต. แม้ว่าจะเจองูเห่ากินกล้วย จนเหลือ สส. เพียง 53 คน แต่พวกเขาก็สามารถใช้เวทีรัฐสภาสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายอำมาตย์ 


– อภิปรายเรื่องงบสถาบันกษัตริย์
– อภิปรายเรื่องตั๋วช้างในวงการตำรวจและอำนาจที่มองไม่เห็น
– อภิปรายสารพัดเรื่องเกี่ยวกับกองทัพ กอ.รมน.
– อภิปรายเรื่องการจับกุมเยาวชนกับมาตรา 112
ฯลฯ

ก้าวไกลทำให้ประชาชนเห็นว่าปัญหาของประเทศนี้เป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของผู้นำไม่กี่คน  ทำให้ประชาชนมีความหวังกับแนวทางรัฐสภา-การเลือกตั้งมากขึ้น   และทำให้พรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างคาดไม่ถึง

ฝ่ายอำมาตย์เห็นแล้วว่าลำพังแค่การยุบพรรค ไม่สามารถหยุดยั้งก้าวไกลได้ดังเช่นที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายอำมาตย์ใช้สารพัดวิธีเพื่อเล่นงานพรรคการเมืองของฝ่ายทักษิณจนอ่อนเปลี้ย จนพวกเขาจำต้องสยบยอม ไม่แตะต้อง

กลไกอำนาจของฝ่ายอำมาตย์ ไม่ใส่เรื่องเหล่านี้ไว้ในนโยบายหาเสียงของตนเอง  – ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล  องค์กรไม่อิสระทั้งหลาย พวกเขาเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 เพื่อทำให้กลไกรัฐสภาและการเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงอีกต่อไป

ทำให้การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม เป็นเพียงเครื่องทรงอันสง่างามของระบอบอำมาตย์เท่านั้น,  เลี้ยงพรรคการเมืองเลว ทำลายพรรคการเมืองดี ข่มขู่ด้วยการยุบพรรค-ตัดสิทธิ์นักการเมือง 

พวกเขาทำแบบเดียวกันกับพรรคอนาคตใหม่ และก็หวังว่าคนของพรรคนี้จะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวก้มหัวให้กับตน แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม พรรคก้าวไกลได้ประกาศว่าพวกเขาเตรียมตัวกับเรื่องนี้มาตลอด

หากถูกยุบพรรค พวกเขาก็มีคนที่พร้อมจะก้าวเข้ามารับภารกิจต่อ ส่วนกรรมการบริหารพรรคชุดเก่าก็สามารถหันไปทำงานผ่านกลุ่มก้าวหน้า หนุนเสริมพรรคได้อีก

ฉะนั้น  พวกเขาจะปล่อยให้ก้าวไกลอีก 151 คนเป็นฝ่ายค้านที่ทรงพลังต่อไปอีกไม่ได้แล้ว  นี่คือ the worst case scenario สำหรับก้าวไกลและประชาชน 

อย่าคิดว่าฝ่ายอำมาตย์จะไม่กล้าทำ หนทางต่อสู้ของพวกเขาเขาเหลือไม่มากแล้ว  และพวกเขาไม่สนใจเรื่องความชอบธรรมนานแล้ว

นัด ‘ประชุมรัฐสภา’ 4 ส.ค. เหมือนรู้คำตอบล่วงหน้า ‘เลือกนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554718

28 ก.ค. 2566

นัด 'ประชุมรัฐสภา' 4 ส.ค. เหมือนรู้คำตอบล่วงหน้า 'เลือกนายกฯ'

นัด ‘ประชุมรัฐสภา’ โหวต ‘เลือกนายกฯ’ 4 ส.ค. ไม่รอ ศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนรู้ล่วงหน้า ดีลลับ ทักษิณกลับมา จบบริบูรณ์แล้ว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้อง พร้อมเอกสารประกอบคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์  ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

กรณีรัฐสภามีมติเรื่องการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการทางธุรการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอคณะตุลาการพิจารณา มีขั้นตอน 2 วัน แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว จึงมีข่าว ว่าศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องในวันที่ 3 สิงหาคมนี้

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง มีเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไปว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี จะถูกชะลอไว้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยหรือไม่ หรือศาลรัฐธรรมนูญ จะลงมติไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน

โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้อง ไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ตามมาตรา 213  ที่มาของ17 สส.พรรคก้าวไกล ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาวินิจฉัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งๆที่ เมื่อย้อนกลับไปดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 ฉบับเดียวกันนี้ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ก็ให้อำนาจประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจในการแก้ปัญหาเอาไว้แล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม  

ลงเอยด้วยการโหวตของสมาชิกรัฐสภาว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ และ จะเสนอซ้ำกันไม่ได้ ในสมัยประชุมเดียวกัน

การประชุมรัฐสภา ครั้งต่อไป วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา บอกว่ามีวาระการประชุมที่สำคัญ 2 วาระ คือหนึ่งการโหวตเลือกนายกฯ และ สองการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันที่ 3 สิงหาคม รัฐสภาสามารถดำเนินการตามวาระแรกได้


แต่หากรับคำร้องและมีคำสั่งให้ชะลอการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป ก็สามารถหยิบยกวาระที่สองขึ้นมาพิจารณาได้เช่นเดียวกัน  แต่กระนั้น ไม่ว่าจะยกเหตุผลใดขึ้นมา ผู้คนก็ยังไม่วายสงสัยว่า การกำหนดประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 4 สิงหา เพราะรู้คำตอบของศาลรัฐธรรมนูญล่วงหน้า 

เหมือนกับที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยระบุไว้ก่อนหน้าว่าต้นเดือนสิงหาคม การจัดตั้งรัฐบาลผสม จะแล้วเสร็จ