‘กัญจนา’ แจงปมข่าวหลุด ‘เสรีพิศุทธ์’ โทรหา ‘วราวุธ’ ไม่ได้มาจาก ชทพ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553822

17 ก.ค. 2566

‘กัญจนา’ แจงปมข่าวหลุด ‘เสรีพิศุทธ์’ โทรหา ‘วราวุธ’ ไม่ได้มาจาก ชทพ.

กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าชาติไทยพัฒนา แจง ปมข่าวหลุด ‘เสรีพิศุทธ์’ ยกหูหา ‘วราวุธ’ ไม่ได้ออกจาก ชทพ. ย้ำ จุดยืน ไม่แตะ ม.112

ความคืบหน้า หลังจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าช่วงสายวันที่ 16 ก.ค. 2566 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยซึ่งเป็น 1 ใน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลใหม่ ได้โทรศัพท์มาหาและบอกว่ามีการส่งเทียบเชิญมายังชาติไทยพัฒนาจากพรรคก้าวไกล อยากจะขอให้พิจารณาในการเข้าร่วมรัฐบาล นั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊ก NuNa Silpa-archa ระบุว่า “ว่าจะไม่พูดการเมือง แต่จำเป็นต้องชี้แจง …

กรณีมีข่าวว่า วราวุธ บอกว่า เสรีพิศุทธ์ ทาบทามร่วมรัฐบาลก้าวไกล..

ข่าวเรื่องนี้ไม่ได้ออกจากเราเป็นต้นทาง และขอยํ้าว่าจุดยืนเราชัดเจนเสมอมา คือ ไม่แตะต้อง ม.112

‘กัญจนา’ แจงปมข่าวหลุด ‘เสรีพิศุทธ์’ โทรหา ‘วราวุธ’ ไม่ได้มาจาก ชทพ.

ย้อน 7 ปี ทำประชามติ ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ คำถามพ่วง สว. วันนั้นเราเห็นชอบหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553810

17 ก.ค. 2566

ย้อน 7 ปี ทำประชามติ 'รัฐธรรมนูญ 2560' คำถามพ่วง สว. วันนั้นเราเห็นชอบหรือไม่

ย้อนร่องรอยการเมือง 7 ปี กับการทำประชามติ ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ คำถามพ่วงอำนาจ สว. โหวตนายก ได้ ยังจำได้ไหม วันนั้นเราเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ

คนไทยยังจำกันได้หรือไม่ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นวันออกเสียงประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560” ซึ่งการออกเสียงในวันนั้น เป็นวันที่ให้เราแสดงความคิดว่าเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560  โดยร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช…. จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน หลังจากนั้นจึงมีการจัดทำประชามติเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดอนาคตของประเทศ  

ส่งผลให้การทำประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560” เป็นการทำประชามติครั้งที่ 2 ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย  โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 19 ส.ค. 2550 แต่ใครจะรู้ว่า การทำประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560” จะกลายเป็นเงื่อนที่ผูกมัดการเมืองไทยให้ติดบ่วงการเมืองแบบเดิมๆ และ สว. มีอำนาจในการโหวตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้าที่หน้าที่ โหวตนายก เป็นหน้าที่ของ สส. ที่ประชาชนเลือกเข้ามาทำงานแทนตัวเอง และหากพรรคที่มีจำนวน  สส. เกินครึ่งในสภาก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เลยทันที โดยที่ สว. ไม่ต้องเข้ามามีส่วนในการเลือก โหวตนายก  

ย้อนกลับไปในวันลงประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560” หลายคนคงจะได้ดีว่า เราจะได้รับบัตรมา 1 ใบ คล้ายๆ กับบัตรเลือกตั้งทั่วไปแต่มีช่องว่างเพียง 2 ช่องให้เราทำเครื่องหมายกากบาท ว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”  ซึ่งรายละเอียดในจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่1 ระบุ บนบัตรว่า “บัตรออกเสียงประชามติ ประเด็นให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรับธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช….. ทั้งฉบับ”

ส่วนที่ 2 เป็นประเด็น คำถามพ่วง หรือ ประเด็นเพิ่มเติม ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สว.มีอำนาจในการ โหวตนายก   อย่างมาก โดยประเด็นเพิ่มเติมมีคำถาม ระบุว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาลในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตร”  พร้อมกับให้ประชาชนทำเครื่องหมายกาบาทลงในช่องสี่เหลี่ยม “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”

คำถามประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560คำถามประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560

หลังจากการลงประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560” เสร็จสิ้นปรากฎว่า มีผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ 50 ล้าน  ผู้มาใช้สิทธิ 29.74 ล้านคน ผลการลงประชามติประเด็นที่ 1 ร่างรัฐธรรมนูญเก็นด้วย 61% ไม่เห็นด้วย 39%    ผลการลงประชามติ ประเด็นที่ 2 ประเด็นคำถามเพิ่มเติม หรือคำถามพ่วง เห็นด้วย 58% ไม่เห็นด้วย 42 % ซึ่งสรุปว่าการทำประชามิติ รัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านความเห็นของประชาชนทั้ง 2 ส่วน หลังจากนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับรองการทำประชามติ และ กรธ. ส่งมองร่างรัฐธรรมนูญแก่รัฐบาลเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าต่อไป  

สิ่งที่การทำประชามติ “รัฐธรรมนูญ 2560”  ทิ้งร่องรอยเอาไว้คือ การมอบอำนาจให้ สว. เข้ามามีบทบาทในการเลือก    นายกรัฐมนตรี และการทำประชามติในปี 2559 ส่งผลให้ผู้ที่อายุครบ 18 ปี หลังจากปี 2560 ไม่มีโอกาสได้แสดงความเห็นว่าพวกเขาเห็นชอบการกับยกร่างกฎหมายสูงสุด และการให้อำนาต สว. เข้ามามีบทบาทแบบนี้หรือไม่  จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาก ว่าการยกร่างรัฐธรรนูญในครั้งนั้นเป็นการวางเส้นทางเพื่อสืบทอดอำนาจขอใครบางคนเอาไว้แล้ว 

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามพ่วง สว. กับ SPRiNGNEWS ไว้ว่า  ปัญหารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็คือการออกแบบให้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อสืบทอดอำนาจ  โดยในวันที่ 5 ส.ค. 2559 ก่อนลงประชามติ (รัฐธรรมนูญ ปี 2560) 2 วัน  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี เคยพูดว่า คสช. จะไม่สืบทอดอำนาจ พร้อมกับบอกว่าจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และคำถามพ่วง

ผศ.ดร. ปริญญา ยังได้มีการตีความ คำถามพ่วง ไว้ด้วยว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ในร่างแรก ก็ไม่ได้ระบุให้ สว. เลือกนายกฯ ได้ คือ สว. ที่ คสช. แต่งตั้ง ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แต่มันมาในคำถามพ่วงที่ว่า ภายใน 5 ปีแรก ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากที่ประชุมสภา ฟังดูปลอดภัย แต่คำถามที่แท้จริงคือ เห็นด้วยหรือไม่ที่ให้ สว. เลือกนายกฯ เพราะ สส. เลือกนายกฯ อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า การสืบทอดอำนาจ

ที่มาข้อมูล : เปิดใจ อ.ปริญญา “รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกใช้เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจ”

สำหรับ “รัฐธรรมนูญ 2560” มีการร่างขึ้นในภาวะที่การเมืองไทยค่อนข้างสับสนและวุ่นวาย ภายใต้การรักษาความสงบของ คสช. ที่ทำการรัฐประหารในปี 2557  ก่อนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 หลังจากนั้นมีการแก้ไขเนื้อหารวม 4 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง และการบริหารประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  6 เม.ย. 2560 

ด่วน ‘เอกสารหลุด’ ศาลรธน.นัด ‘พิธา’ ตรงวัน ‘โหวตนายกฯ’ รอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553812

17 ก.ค. 2566

ด่วน ‘เอกสารหลุด’ ศาลรธน.นัด ‘พิธา’ ตรงวัน ‘โหวตนายกฯ' รอบ2

ด่วน ‘เอกสารหลุด’ ว่อนเน็ต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดถกรับไม่รับคดี ‘พิธา’ 19 ก.ค. นี้ ตรงกับวัน ‘โหวตนายกฯ’ รอบสอง

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ ‘เอกสารหลุด’ โดยเป็นเอกสารระเบียบวาระการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 21/2566 ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 9 ศาลรัฐธรรมนูญ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพมหานคร 

โดยระบุว่า ระเบียบวาระที่ 4 ของการประชุม มีวาระเรื่องเสนอเพื่อพิจารณา เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

นอกจากนั้นยังมีหมายเหตุ ระบุว่า พิจารณาขยายระยะเวลาการเสนอความเห็นของคณะตุลาการคณะที่ 1 ต่อศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 31 และพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย หรือไม่

ซึ่งวันดังกล่าวตรงกับวันที่รัฐสภานัดประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2 หลังจากการโหวตนายกฯ ครั้งแรกในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายพิธา ได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา

เอกสารหลุด เอกสารหลุด

อย่างไรก็ตามเอกสารหลุก ดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามาจากศาลรัฐธรรมนูญ จริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล มีนัดหมายประชุม 17.00 น.วันนี้ (17 ก.ค. 2566)  เพื่อหาข้อยุติว่าจะเสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในการ โหวตนายกฯ รอบ 2 หรือไม่ ซึ่งสภาจะเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 19 ก.ค. 2566

‘ก้าวไกล’ ประเมินโหวตนายกฯรอบ2 ก่อนแก้ ม.272 ติงฝ่ายเดียวกันแต่กลับวิจารณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553809

17 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' ประเมินโหวตนายกฯรอบ2 ก่อนแก้ ม.272 ติงฝ่ายเดียวกันแต่กลับวิจารณ์

‘ณัฐชา’ เผยพรรคร่วมวิจารณ์โรดแมปดัน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ชี้รอประเมินโหวตรอบ 2 ไม่ผ่านเดินหน้าแก้ ม.272 แต่ยังยืนยันไม่มีสลับขั้วแน่นอน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ค้านแก้ไข ม.272 และบอกพรรคก้าวไกลทำนอก MOU เนื่องจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ออกมาแถลงถึงการต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐบาลว่า หากเสียงสนับสนุนครั้งที่ 2 ไม่ผ่าน ก็มี 2 ทาง คือ เสียงเพิ่มขึ้นโดยมีนัยยะสำคัญ ก็จะเสนอชื่อนายพิธา ในครั้งที่ 3 ต่อ แต่หากเสียงเท่าเดิมหรือน้อยลงจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.272 ตัดอำนาจ สว. โหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไทม์ไลน์ที่สื่อสารให้ประชาชนทราบ 

ส่วนที่พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.272 นายณัฐชา กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นพูดคุย และคงต้องหารือกันต่อ ส่วนพรรคฝ่ายค้านในอดีตเคยเห็นพ้องมาแล้วว่า ม.272 มีปัญหา ส่วนใครที่บอกว่า ม.272 มีปัญหาแล้วจะไม่โหวตให้ ก็ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าเพราะอะไร และพรรคก้าวไกลก็ยืนยันมาตลอดว่า กฎหมายนี้มีปัญหาและวันนี้ก็แค่เสนอแก้ตามระบบรัฐสภา

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า วันนี้เพิ่งจะผ่านการโหวตไปเพียงครั้งแรก มีเสียงวุฒิสภามาถึง 13 เสียง มีเสียงพรรคร่วมฯ 8 พรรคผนึกกำลังอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปไม่ได้เลย การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพรรคก้าวไกลผลักดันประเด็นต่างๆ แต่เป็นเพราะเราหลังพิงพี่น้องประชาชน เราถอยไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว หันหลังไปเจอพี่น้องประชาชนบอกว่าการเลือกนายกฯครั้งที่ 1 ผ่านไปแล้ว พี่น้องประชาชนเฝ้ารอการโหวตเลือกนายกฯครั้งที่ 2 อยู่  ซึ่งกำลังจะถึง แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากพรรคการเมืองฝั่งเดียวกัน จึงมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยอยากให้จบในวงประชุมก่อนที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน นายณัฐชา กล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งที่อยากสื่อสารให้ประชาชนเท่านั้น เป็นกระบวนการธรรมดาทั่วไป สามารถเข้าใจได้ตามปกติ แต่หากวันนี้ไม่เปิดแผนภูมิออกมา ประชาชนก็จะเข้าใจไปว่าอาจจะสู้ไป 5 ครั้ง 10 ครั้ง หรือจนกว่า สว.จะหมดวาระ แต่การที่ก้าวไกลออกมาบอก เพื่อย้ำในเส้นทางการต่อสู้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่จะคุยกับประชาชนและ 8 พรรคร่วมก็พูดคุยตกลงกันแบบนี้อยู่แล้ว และในการลง MOU ก่อนเลือกประธานสภา ก็ระบุไว้ว่า เราจะผลักดันนายกฯ ที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อย่างสุดความสามารถ 

ส่วนกรณี นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ระบุว่า หากเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ในการโหวตครั้งที่ 3 แต่ยังมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วยก็จะไม่ยอมโหวตให้ นายณัฐชา มองว่าเป็นความคิดของนายเสรีเพียงคนเดียว ไม่ใช่ของ สว. 250 คน ซึ่ง สว. ก็มีความคิดเห็นหลากหลายที่แสดงออกมาได้ เมื่อผ่านการโหวตครั้งแรกไปแล้ว ก็มี สว.ที่หลังพิงประชาชน โหวตเลือกนายพิธามาแล้ว 13 คน โดยผลเป็นอย่างไรประชาชนได้เห็นแล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้โหวต ผลกระทบเป็นอย่างไร ประชาชนก็เห็นแล้วเช่นกัน จึงเชื่อว่าการโหวตในครั้งต่อไป ก็เชื่อว่า สว. มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อเสียงครั้งที่ 2 ยังไม่ออกมา เราจึงยังไม่พูดคุยถึงเสียงครั้งที่ 3 เพราะตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 19 ก.ค. จะเป็นการพูดคุยถึงความแน่วแน่ ในการเสนอชื่อนายพิธาเป็นครั้งที่ 2 และเรายังหวังเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากทั้ง 2 สภา

ส่วนการพูดคุยที่ไม่ลงตัว รวมถึงการไม่เห็นด้วยในการแก้ไข ม.272 จะเป็นสัญญาณการแตกหักระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า การแก้ไข ม.272 จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกนายกฯครั้งที่ 2 วันนี้อยากทุกคนใน 8 พรรคร่วม โฟกัสที่การโหวตนายกฯครั้งที่ 2 ก่อน และให้ช่วยดันหาหนทางดึง 2 สภามาช่วยกันให้โหวตผ่านครั้งที่ 2 ไปได้ แล้วจะไม่มีการพูดคุยเรื่องอื่นๆต่อ 

นายณัฐชา ยืนยัน วันนี้ยังไม่มีสัญญาณสลับขั้วจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ผนึกกำลังกันเข้มแข็ง ไม่มีทางพลิกไปทางไหนได้เลย หากพลิกต้องพลิกทั้งก้อน 312เสียง รวมถึง 188 คือ เสียงข้างน้อยในสภา และ สว. บางส่วนก็ประกาศงดออกเสียงไปตลอดก็ไม่ได้หมายความว่าจะโหวตให้ฝั่ง 188 เสียง อีกฝ่ายก็ไม่มีความชัดเจนจะให้ใครเป็นนายกฯ

ส่วนเรื่องที่คนวิจารณ์ว่าพรรคก้าวไกลต้องการดึงพรรคเพื่อไทยเอาไว้จากท่าทีของแกนนำ เช่น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่โพสต์รูปข้าวต้มมัด นายณัฐชา กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ได้เป็นความพยายามของใคร และรูปข้าวต้มมัดก็ไม่ได้เป็นการพูดออกมาจากพรรคใดพรรคหนึ่ง ยืนยันการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามมติของประชาชน

‘ก้าวไกล’ เชื่อ ‘พิธา’ ได้เสียงโหวตเพิ่ม ผลพวง ‘2  สมรภูมิรบ’ – ลั่นเกมไม่ยื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553811

17 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' เชื่อ 'พิธา' ได้เสียงโหวตเพิ่ม  ผลพวง '2  สมรภูมิรบ' - ลั่นเกมไม่ยื้อ

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล มั่นใจ “โหวตนายกรัฐมนตรี” รอบ 2 “พิธา” ได้เสียงเพิ่มแน่นอน หลังรณรงค์วัดใจ “2 สมรภูมิรบ” ให้ความมั่นใจเปิดศึกครั้งนี้ ใช้ระเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์จบ ส่วนกรณีถึงที่สุดแล้วพลิกสถานการณ์ไม่ได้ ถึงควาวให้ “เพื่อไทย” นำทัพ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า  การหารือระหว่างพรรคก้าวไกล กับ 
 พรรคเพื่อไทยในวันนี้ เพื่อหาทางออกการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” รอบที่ 2    คาดว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี   โดยเฉพาะในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยทักท้วงหรือห่วงใย   ขณะเดียวกันคาดว่าการโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี   หลังออกรณรงค์   “2 สมรภูมิรบ “  จะเปลี่ยนใจสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ให้อยู่ข้างประชาชน  ส่วน สว.ที่ ไม่เห็นด้วยให้นายพิธา  เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทางเลือกในการโหวตแก้ไขมาตรา 272 ถ้ายังไม่เป็นผล ทั้ง 2 สมรภูมิ  ก็จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยในการตั้งรัฐบาลต่อไป 

ส่วนไทม์ไลน์ของพรรคก้าวไกล   ขึ้นอยู่กับประธานสภาที่จะบรรจุวาระมาตรา 272 คาดว่าจะเป็นภายในสัปดาห์หน้า เป็นไปตามระเบียบที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสภา  กรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272  ” ปิดสวิตช์สว.”  เพราะเห็นว่าเป็นข้อเสนอของพรรคก้าวไกล และเหมือนเป็นการมัดมือชกพรรคเพื่อไทย    ประเด็นนี้ จะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกับพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่ามาตรา 272 ไม่ใช่การมัดมือชกใคร แต่คิดว่าควรจะทำภารกิจร่วมกันทั้ง8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ไม่ผ่านถึงจะเปิดทางให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นไปตามที่ได้แถลงกับประชาชน ยืนยันว่า จะไม่ยืดเยื้อ และจะทราบผลในสัปดาห์หน้า ถ้าผ่าน จะผ่านกระบวนการวาระ 2 และ 3 แล้วเสร็จภายใน 2 ถึง 3  สัปดาห์เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่จะ ยืดเยื้อระยะเวลาไปไกล 

สำหรับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่จะต้องใช้สัดส่วน  ฝ่ายค้านร้อยละ 20 นั้น ขั้นตอนนั้นจะอยู่ในการโหวต วาระ3  ที่จะต้องใช้คะแนนเสียงจากฝ่ายค้าน อีกทั้งรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า เป็นฝ่ายค้าน แต่กำหนดไว้ว่า เป็นพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี ประธานสภา รองประธานสภา ซึ่งพรรคก้าวไกล คำนวณไว้แล้วว่ามีเพียงพอที่จะผ่านเมื่อถึงวาระนั้น   และจะไม่ถอย การแก้ไขมาตรา 112 เพราะเป็นสิ่งที่ทำสัญญากับประชาชนไว้ และมองว่าเรื่องมาตรา 112 เป็นเพียงข้ออ้าง ที่จะไม่โหวตให้นายพิธา การที่จะยอมถอยและ เสียสัจจะ กับประชาชน จึงเลือกที่จะไม่เสียสัจจะ  ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   อย่างมากไม่เกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จัดการได้ และไม่ใช้เวลามากเกินไป   น.ส. ศิริกัญญา  ระบุ

ด่วนที่สุด ‘วราวุธ‘ เผย ’เสรีพิศุทธ์’ ต่อสาย ส่งเทียบเชิญ ‘ตั้งรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553805

17 ก.ค. 2566

ด่วนที่สุด 'วราวุธ‘ เผย ’เสรีพิศุทธ์' ต่อสาย ส่งเทียบเชิญ 'ตั้งรัฐบาล'

ด่วนที่สุด ‘วราวุธ‘ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เผย ’เสรีพิศุทธ์’ ต่อสายหาเทียบเชิญจับมือก้าวไกล ‘ตั้งรัฐบาล’ ย้ำ จุดยืนไม่เอาพรรคแก้ ม.112 ชี้ แก้ ม.272 หวั่นสร้างเงื่อนไข แนะรอกลไก สสร. แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับดีกว่า

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงแนวทางการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี รอบ2 ในวันที่ 19 ก.ค. ว่า ทุกครั้งก่อนที่จะมีการลงมติในสภาเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ ประเพณีของพรรคคือ จะมีการประชุมล่วงหน้าก่อน 1 ชั่วโมง โดยเวลา 08.30 น. วันที่ 19 ก.ค. จะเชิญ สส. ทั้งหมด 10 คนของพรรค รวมถึง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค เข้าร่วมประชุม เพื่อหารือกันถึงแนวทางการลงมติเรื่องดังกล่าว

ส่วนท่าทีของ 8 พรรคร่วม ที่จะเสนอให้มีการโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล รอบ2 นั้น ตนยังสงสัยอยู่ว่าในเมื่อมีญัตติเสนอชื่อนายพิธาไปรอบแรกแล้วยังจะสามารถเสนอรอบสองได้อีกหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับการประชุมของสภา หากญัตติใดมีการเสนอแล้ว ลงคะแนนจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไม่น่าเสนอญัตติเดิมได้อีก จึงเป็นที่สงสัยว่า ในวันที่ 19 ก.ค. ทางพรรคก้าวไกล และ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ยังสามารถเสนอญัตติเดิมอีกหรือไม่

แต่พรรคจะงดออกเสียงอีกหรือไม่นั้น ต้องขอดูก่อนว่ายังจะสามารถเสนอญัตติเดิมได้อีกหรือไม่ แล้วจึงจะหารือกันภายในพรรคอีกครั้งหนึ่ง “แต่อาจจะไม่งดออกเสียงแล้ว เพราะถ้าขัดกับแนวทางการทำงานของสภา เราก็ไม่เห็นด้วยที่จะเสนอซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ถูกเทียบเชิญร่วมตั้งรัฐบาลก้าวไกล

สำหรับช่วงนี้แกนนำพรรคก้าวไกล และ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลพยายามที่จะพูดคุยให้พรรคหรือ สว.ที่งดออกเสียง เปลี่ยนใจมาสนับสนุนนั้น ก็เป็นไปตามข่าว เพราะเมื่อช่วงสายวันที่ 16 ก.ค. 2566 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยซึ่งเป็น 1 ใน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลใหม่  ได้โทรศัพท์มาหาตนและบอกว่ามีการส่งเทียบเชิญมายังชาติไทยพัฒนาจากพรรคก้าวไกล อยากจะขอให้พิจารณาในการเข้าร่วมรัฐบาล 

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ตนได้บอกไปว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้ ตนไม่สามารถตอบรับได้ทันที คงต้องขอนำเข้าหารือในที่ประชุมพรรค และหารือกับ สส.ในพรรคก่อนว่าแนวทางเป็นอย่างไร และได้ยืนยันไปว่าแนวทางของ ชทพ.คือ ไม่แตะต้องเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 และเชิดชู เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยังเป็นแนวทางหลักของพรรคอยู่

จุดยืน ชทพ.ไม่ร่วมรบ.ที่แก้ ม.112 

พร้อมย้ำว่าถ้าพรรคก้าวไกลยังไม่ยอมถอยเรื่องมาตรา 112 ก็ไม่สามารถร่วมงานกันได้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วทำไมตอนแรก พรรคถึงได้งดออกเสียง ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเห็น แต่เราให้เกียรติคนที่เลือกพรรคก้าวไกลเข้ามา และเราให้เกียรติพี่น้องประชาชนที่เลือกทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ให้เข้าสภา จึงได้งดออกเสียงไป แต่ถ้าจะมีการดำเนินการอะไรที่ไม่ตรงแนวทางปฏิบัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับรัฐสภา นั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะลงคะแนน

ส่วน ถ้ามีการเสนอชื่อนายพิธารอบสอง เป็นไปได้หรือไม่ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะโหวตสวนไปเลย ในเมื่อรอบแรกได้งดออกเสียงไปแล้ว นายวราวุธ กล่าวว่า ก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่จะต้องหารือกับ สส.ในพรรคก่อน เพราะเราทำอะไรจะต้องไปในแนวทางเดียวกัน ไม่อยากจะปล่อยให้ฟรีโหวต เพราะไม่ได้ต่างคนต่างทำงาน เราทำงานด้วยกันในนามชาติไทยพัฒนา

ไม่หวั่นทัวร์ลง ปชต.เคารพเสียงต่าง

สำหรับกังวลหรือไม่ว่า หากรอบนี้โหวตสวน จะโดนทัวร์ลงเหมือน สว. นายวราวุธ อธิบายว่า เราโดนทัวร์ลงมาเยอะแล้ว และเข้าใจดีว่าการโดนทัวร์ลงนั้นเป็นความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในเมืองไทยความคิดเห็นของแต่ละกลุ่มคนก็หลากหลาย เราต้องเคารพแนวทางที่แตกต่าง นั่นเป็นวิถีของประชาธิปไตย ไม่ใช่จะต้องเห็นเหมือนกันหมด และไม่ใช่ว่าจะบังคับให้ใครคิดแบบเดียวกันหมด

หนุนแก้ รธน.ทั้งฉบับ ยึด ปี40

ทั้งนี้ นายวราวุธ มองว่า พรรคก้าวไกลยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตซ์ สว. นั้น ตาม มาตรา 272 ในประโยคแรกระบุว่า ภายใน 5 ปีหลังจากใช้รัฐธรรมนูญจะให้อำนาจ สว.เลือกนายกฯ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าอีกไม่นาน วรรคนี้จะหมดความหมายลง เนื่องจากเลยกำหนดเวลาในบทเฉพาะกาลแล้ว

การจะแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้จะเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ ให้เกิดความซับซ้อน และกินเวลาในการโหวตเลือกนายกฯ ฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขแค่มาตรา 272 มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับดีกว่า ซึ่ง ชทพ.ยังยึดมั่นนโยบาย ซึ่งคล้ายกับอีกหลายพรรคคือ ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยอาจจะยึดโมเดลของรัฐธรรมนูญปี2540 และเพิ่มเติมปรับปรุงเข้าไปให้เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะแก้มาตราใดหรือบทใด หัวใจสำคัญของ ชทพ. ต้องไม่มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ใดๆ ทั้งสิ้น

ทนายรัชพล เผย พร้อมช่วยผู้ถูก สว.ฟ้องร้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553796

17 ก.ค. 2566

ทนายรัชพล เผย พร้อมช่วยผู้ถูก สว.ฟ้องร้อง

นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดัง เปิดเผย พร้อมช่วยเหลือ ผู้ถือ สว. ฟ้องร้อง ปมโจมตี ชี้เป็นบุคคลสาธารณะ ถูกวิพาษ์วิจารณ์ได้

จากกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภาพร้อมด้วยส.ว. อีกกว่า 10 คน อาทิ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายสมชาย แสวงการ นายกำพล เลิศเกียรติดำรงด์ นายจเด็จ อินทร์สว่าง นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร นายออน กาจกระโทก  และทีมทนายความแถลงข่าว การถูกคุกคาม และได้รับความเสียหายจากสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์และการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทางกฏหมายนั้น 

สว.เตรียมฟ้องคนโจมตีเสียหายสว.เตรียมฟ้องคนโจมตีเสียหาย

ล่าสุด นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ใครถูก สว ฟ้อง ทนายรัชพล ศิริสาคร ยินดีช่วยเหลือ สว. ทำงานกินเงินเดือนของประชาชนดังนั้นการทำงานของ สว. ควรถูกวิพาษ์วิจารณ์ได้ ไม่ใช่เอาแต่กฎหมายมาปิดปากประชาชน เป็น สว. คือการเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้ายังไม่เข้าใจบทบาทของตัวเองก็ควรจะลาออกไปทำอย่างอื่น สำหรับประชาชนที่แสดงความคิดเห็น 

นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดังนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดัง

ติชมด้วยความเป็นธรรม เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถกระทำได้ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ใครที่โดน สว. ฟ้อง จากการติชมวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ทนายรัชพล ศิริสาคร ยินดีให้ความช่วยเหลือ โทร/ไลน์ 0957563521

ทนายรัชพล เผย พร้อมช่วยผู้ถูก สว.ฟ้องร้อง
ในตอนท้ายข้อความ นายรัชพล ยังระบุไว้อีกว่า ข้อกฎหมายที่ควรรู้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ทนายรัชพล เผย พร้อมช่วยผู้ถูก สว.ฟ้องร้อง

เปิด บัญชีทรัพย์สิน ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553786

17 ก.ค. 2566

เปิด บัญชีทรัพย์สิน 'ศิริกัญญา ตันสกุล' รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท

ป.ป.ช. เปิด บัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท เฉพาะ CPALL 500 หุ้น 3 หมื่นบาท

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยเฉพาะ สส. จากพรรคก้าวไกล ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ล่าสุด มีการเปิดบัญชีทรัพย์สินของทั้ง รังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง และ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย “ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล” แจ้งบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,294,506.23 บาท มีหนี้สิน 2,013,536.33 บาท ถือหุ้น 7 บริษัท

รายได้ประจำ ได้แก่

  • เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 1,362,720.00 บาท
  • เบี้ยประชุม 200,000 บาท

รายได้จากทรัพย์สิน ได้แก่

  • เงินปันผล 5,000.00 บาท
  • รายได้จากการขายกองทุน 200,000.00 บาท
  • รวมรายได้ต่อปี 1,767,720.00 บาท

รายจ่ายประจำ ได้แก่

  • อุปโภคบริโภค 720,000.00 บาท
  • ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 250,000.00 บาท
  • เบี้ยประกัน 35,000.00 บาท
  • รายจ่ายอื่นๆ ได้แก่ เงินบริจาคพรรคการเมือง 100,000.00 บาท รวมรายจ่ายต่อปี 1,105,000.00 บาท
  • เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (1) ถึง (8) รวม 1,273,731.34 บาท

บัญชีทรัพย์สิน

1. เงินฝาก 10 บัญชี เป็นเงิน 428,834.09 บาท

2. เงินลงทุน 915,472.14 บาท ที่น่าสนใจคือหนึ่งในนั้นมีหลักทรัพย์ (หุ้น) 7 บริษัท ประกอบด้วย

  • บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK จำนวน 400 หุ้น มูลค่า 10,900.00 บาท
  • บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP จำนวน 1,700 หุ้น มูลค่า 4,794.00 บาท
  • บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL จำนวน 200 หุ้น มูลค่า 10,750.00 บาท
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวน 500 หุ้น มูลค่า 30,875.00 บาท
  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP จำนวน 400 หุ้น มูลค่า 25,300.00 บาท
  • บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH จำนวน 4,800 หุ้น มูลค่า 11,520.00 บาท
  • บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จำนวน 300 หุ้น มูลค่า 30,000.00 บาท

3. โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,690,000.00 บาท เป็นอาคารชุด แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ซื้อมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2558 มูลค่าปัจจุบันโดยประมาณ 3,690,000.00 บาท ไม่มียานพาหนะ สิทธิและสัมปทาน 260,200.00 บาท เป็นเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันภัย รวม 2 ฉบับ รวมทรัพย์สิน 5,294,506.23 บาท

ศิริกัญญา ตันสกุลศิริกัญญา ตันสกุล

รายการหนี้สิน 

  • เงินเบิกเกินบัญชี 40,469.76 บาท เป็นบัตรเครดิตธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2561
  • จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 3,100,000.00 บาท
  • ยอดหนี้คงเหลือ 1,973,066.57 บาท
  • รวมหนี้สิน 2,013,536.33 บาท

สรุป ศิริกัญญา ตันสกุล มีทรัพย์สิน 5,294,506.23 บาท มีหนี้สิน 2,013,536.33 บาท ทำให้มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 3,280,969.90 บาท

ทั้งนี้ ไหม ศิริกัญญา แจ้งสถานภาพโสด บิดา นายอรุณ ตันสกุล เสียชีวิตแล้ว มารดา นางสมปอง ตันสกุล อายุ 78 ปี มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน ประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ในปี 2561 เป็นที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท ดิแอดไวเซอร์ จำกัด และปีเดียวกัน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พรรคอนาคตใหม่

เรืองไกร ยื่น ประธานรัฐสภา ยับยั้ง เสนอ ‘พิธา’ โหวตนายกรัฐมนตรี ฟันธงขัดรธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553787

17 ก.ค. 2566

เรืองไกร  ยื่น ประธานรัฐสภา ยับยั้ง เสนอ 'พิธา' โหวตนายกรัฐมนตรี  ฟันธงขัดรธน.

ความพยายามในการเสนอชื่อ “พิธา” เข้าสู่กระบวนการ ” โหวตนายกรัฐมนตรี ” รอบสอง เจอขวากหนามรอบด้าน เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ แห่ง พลังประชารัฐ ร้องประธานรัฐสภา ระบุการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นครั้งที่สอง เสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณายับยั้งการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อพิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2  หรือ   ” โหวตนายกรัฐมนตรี “ ในการประชุมรัฐสภา วันพุธที่ 19 ก.ค.  เนื่องจากนายพิธา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือถูกตีตกไปแล้ว   ในขณะที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ยังจะให้โอกาสนายพิธา เป็นครั้งที่ 2 จึงเห็นว่า อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

ทราบว่าขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา อยู่ระหว่างการศึกษาว่า ญัตติที่ถูกรัฐสภาตีตกไปแล้ว รัฐสภาจะสามารถพิจารณาใหม่ในสมัยประชุมเดิม เว้นแต่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ได้หรือไม่    โดยตามกระบวนการ จะต้องไปพิจารณาข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 36 ประกอบ 136 เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี   “โหวตนายกรัฐมนตรี”  สส.จะต้องเสนอรายชื่อบุคคล ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

แต่กรณีของนายพิธานั้น ได้ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม จากการถือครองหุ้นสื่อมวลชนแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรเสนอชื่อนายพิธา ตั้งแต่การประชุมรัฐสภาครั้งแรก  คือ  13 ก.ค. ที่ผ่านมาแล้ว และในการประชุมวันพุธที่ 19 ก.ค.    สส. และ สว.  ควรระมัดระวังในการลงมติด้วย

เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 89 ระบุไว้ว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะต้องมีคุณสมบัติถูกต้อง แต่หาก นายพิธา ที่มีตำหนิแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่า ไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น ซึ่งหากกระบวนการรัฐสภา ยังจะรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการนำชื่อผู้ขาดคุณสมบัติขึ้นทูลเกล้าฯ ได้  ส่วนประธานรัฐสภา จะสามารถใช้อำนาจชี้ขาดให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เสนอชื่อนายพิธาซ้ำอีกครั้งได้หรือไม่นั้น   เห็นว่า ตามคำร้องที่ยื่นยับยั้งนั้น ประธานรัฐสภา ไม่สามารถใช้อำนาจได้ พร้อมขอให้ประธานรัฐสภา ฟังความเห็นทางกฎหมายจากนายพรเพชร วิชิชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา หรือฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา เป็นหลักด้วย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมากกว่า 


 
นายเรืองไกร    กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้นำรายชื่อ สส. และ สว.ที่ลงมติสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากในวันที่ 19 ก.ค. นี้ ส.ส. และ ส.ว.คนใด จะยังลงมติสนับสนุน ตนก็จะยื่นรายชื่อเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำหน้าที่ต่อไป 

นายเรืองไกร   กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีมวลชนกดดันกดให้สส. ที่ลงมติงดออกเสียง ให้กับนายพิธา รวมไปถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติ  ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง  เห็นว่าการลงมติงดออกเสียงของสมาชิกวุฒิสภา เป็นไปตามเอกสิทธิ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอให้มวลชนที่เรียกร้องดังกล่าว ไปศึกษากฎหมายด้วย ไม่ใช่เพียงแสดงความคิดเห็นกล่าวหาผู้อื่นเท่านั้น เพราะอาจจะมีความผิดทางอาญาด้วย 


ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้นายเรืองไกร ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบเคยถือครองหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อกิจการคล้ายกับการประกอบธุรกิจสื่อมวลชนนั้น   ตนเองได้ไปตรวจสอบการประกอบธุรกิจดังกล่าวของนายชาดาแล้ว แต่ไม่พบข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้ พบเพียงบริษัทที่มีชื่อใกล้เคียงกัน ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอ และต้องรอรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และย้ำว่า จะติดตามตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อ และการจะตรวจสอบใด ๆ นั้น จะตองพิจารณาถึงข้อเท็จจริง มีที่มาที่ไป 

‘ชลน่าน’ ย้ำ 8 พรรคร่วมจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วม รบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553781

17 ก.ค. 2566

'ชลน่าน' ย้ำ 8 พรรคร่วมจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วม รบ.

‘หมอชลน่าน’ เร่งหารือฝ่ายกฎหมายเคาะเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำได้หรือไม่ ย้ำ 8 พรรคจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วมรัฐบาล

วันที่ 17 ก.ค.  น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนการประชุมภายในพรรค โดยระบุว่า การพูดคุยกันของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ มีความจำเป็นต้องได้ข้อสรุปในวันนี้เลยว่าเราจะมีมติร่วมกันอย่างไร โดยจะประชุมกันระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยตอน 15:00 น. และประชุม 8 พรรคฯ ร่วมตอน 17:00 น.

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เป็นเพียงกระแสข่าว เรายึดมั่นในเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วม ซึ่งเท่าที่หารือกันในวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา ข้อเสนอจากพรรคก้าวไกลคือ ขอเสนอ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชิงนายกฯ อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. นี้ จึงนำมาพิจารณากันในพรรค และพูดคุยกันต่ออีก 2 พรรคในช่วงบ่ายวันนี้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ ส.ว. จะอ้างว่าการเสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอญัตติซ้ำ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เราก็คำนึงถึง ก็เป็นข้อหารือในวันที่ 14 ก.ค ด้วย แต่จากระแสที่ออกมา มาจากคนที่ไม่ต้องการลงคะแนนเป็นครั้งที่สองให้นายพิธา อาจหาเหตุมา ใช้ข้อบังคับการประชุมเรื่องนี้ ทั้ง 8 พรรคเตรียมการหากฎหมายมาต่อสู้ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา แต่จากความเห็นส่วนตัวของตนเอง ในฐานะที่อยู่สภามานาน คำว่า ญัตติมีสองความหมายคือ ญัตติทั่วไป เป็นเรื่องทั่วไป ขอเสนอให้สภามีมติดำเนินการอย่างใดอย่างนึง แต่ญัตติเรื่องเลือกนายก เป็นญัตติเฉพาะที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ใช่บททั่วไป ซึ่งก็ต้องไปว่ากันในที่ประชุม

ส่วนกระแสข่าวการเกิดอุบัติเหตุรัฐบาลเสียงข้างน้อยในการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 19 ก.ค. นี้  น.พ.ชลน่านกล่าวว่า ก็กังวล แต่เป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ หากเกิดขึ้นจริง ก็ต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เสียงข้างน้อยไม่ชนะ ซึ่งจะนำไปหารือกันในวันนี้ หากเปิดเผยแผน ก็คงไม่ใช่แผน โดยในวันนั้นอาจไม่มีเสนอชื่อมาแข่งก็ได้โดยไม่ใช่ตั้งสมมติฐานเฉย ๆ แต่ตั้งเพื่อแก้ปัญหารับมือไม่ให้สถานการณ์เกิดขึ้น 

เมื่อถามถึงความกังวลว่ามวลชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลจะกดดัน ส.ว. จนทำให้ไม่โหวตให้คนจาก 8 พรรคร่วมเลยหรือไม่ น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า ดูจากคำอภิปรายในสภา การให้สัมภาษณ์ของ ส.ว. ก็มีแนวโน้มเป็นไปแบบนั้น แม้ไม่กดดันก็พูดอยู่แล้ว ต่อให้ก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำ แต่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย ก็จะไม่เลือก 

ส่วนกรณีที่เมื่อเช้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เผยว่าได้ชวนพรรคชาติไทยพัฒนามา-ประชาธิปัตย์มาร่วมโหวตนั้น น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เรื่องนี้ไม่เป็นมติ 8 พรรค ที่ตกลงร่วมกัน

เป็นความเห็นของพรรคเสรีรวมไทยพรรคเดียว ไม่ใช่ความเห็นที่ประชุม 8 พรรคร่วม และแกนนำก็ไม่ใช่ผู้ดำเนินการเรื่องนี้