‘หงา คาราวาน’ เชื่อโหวตนายกฯ รอบ 2 ไม่จบง่ายๆ แจงซัด ‘พิธา’ งี่เง่า Taylor Swift

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553861

18 ก.ค. 2566

'หงา คาราวาน' เชื่อโหวตนายกฯ รอบ 2 ไม่จบง่ายๆ แจงซัด 'พิธา' งี่เง่า Taylor Swift

รู้สึกย้อนแย้ง “หงา คาราวาน” แจงประเด็นซัด “พิธา” ตรรกะงี่เง่า ปม “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ไม่ควรอ้างประชาธิปไตย เพื่อกระทบกระเทียบ ประเทศสวยงาม แต่ช่วงหาเสียง ประเทศนี้ยังบัดซบอยู่เลย โหวตนายกฯ รอบ 2 คิดว่าไม่จบง่ายๆ ฝากความหวังไว้กับสภา อยากได้นายกฯ คนดีรักชาติบ้านเมือง

เป็นอีก 1 คนบันเทิง ที่เคยออกมาโพสต์ถึง นาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สำหรับ “หงา คาราวาน” หรือ “สุรชัย จันทิมาธร” หลัง “พิธา” ได้แชร์ทวิตเตอร์ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” Taylor Swift ในทำนองว่า ประเทศไทยกำลังกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว หลังจากก่อนหน้านี้คุณจำเป็นต้องยกเลิกคอนเสิร์ตเนื่องจากการรัฐประหาร ซึ่ง หงา คาราวาน บอกลบเถอะ มันดูเป็นตรรกะที่ทำให้ดูงี่เง่า 
 

ล่าสุด “หงา คาราวาน” ได้เดินทางมาโปรโมทงานจัดแสดงภาพ ๕๐ปี ๑๔ตุลา ๕๐ศิลปิน “สีสันแห่งเดือนตุลา” ที่ “คมชัดลึก” เลยไม่พลาดที่จะถามถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงความคิดเห็น การโหวตนายกฯ รอบ 2 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

มองเรื่องการโหวตเลือกตั้งล่าสุดยังไงบ้าง?
เหตุการณ์มันก็ผ่านไปแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าคำตอบเป็นยังไง ก็รอว่าการโหวตรอบ 2 จะเป็นในรูปแบบไหน ผมก็คงติดตามที่หน้าจอ ติดตามข่าวด้วยความเป็นห่วง ว่าประเทศไทยของเราจะเดินไปต่อได้ยังไง ใครจะไปใครจะมายังไงก็แล้วแต่ ผมก็หวังว่าให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น 

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

คิดว่าโหวตรอบ 2 จะจบไหม?
คือผมไม่ใช่นักวิเคราะห์การเมือง คิดว่าไม่จบง่าย เพราะว่ามีหลายพรรคมันก็บาลานซ์กันยาก เราต้องหาจุดร่วมให้เจอ ทำไม ทำอย่างไร จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองให้รอด โดยปราศจากความวุ่นวายในสงคราม 

ถ้า “พิธา” ไม่ได้เป็นนายกฯ ใครจะได้เป็นนายกฯ?
คือเรื่องนี้มันพูดยากนะ เพราะผมไม่ใช่พรรคการเมือง คือถ้าผมพูดใครจะได้เป็นนายกฯ มันก็เหมือนผมไปเชียร์ ผมไม่เชียร์ใคร ผมรอดู เขาก็ต้องเถียงกันเองในสภา เขาจะโหวต เขาจะลงเสียงเลือกตั้งใครยังไง เราก็ฝากความหวังไว้กับสภา 

ก่อนหน้านี้เห็นโพสต์เรื่อง “พิธา” ที่ทวิตถึง “เทย์เลอร์ สวิฟต์” บอกตรรกะงี่เง้าคือะไร?
เรื่องมันเก่าไปแล้ว คือผมโพสต์ในแง่ที่ผมเป็นสื่อเหมือนกัน ผมก็เป็นศิลปินอิสระ ผมคิดว่าในช่วงนั้น เวลาอย่างนั้น การจะอ้างประชาธิปไตยกระทบกระเทียบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราไม่ควรจะใช้ทัศนคติที่ชมฝ่ายหนึ่ง เพื่อติติงอีกฝ่ายหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ขอเชิญคุณมาเล่นที่ประเทศสวยงามของเรา แต่ในอีกมุมหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาช่วงหาเสียง ประเทศนี้ยังบัดซบอยู่เลย ผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง จะพูดอะไรให้มันยุติธรรมนิดหนึ่ง ให้เที่ยงธรรมนิดหนึ่ง จะเท็จจริงอย่างไร ผิดถูกอย่างไรก็ไม่ว่ากัน ขอให้มีความจริงใจแค่นั้นเอง 

คิดว่าบ้านเมืองหลังจากนี้จะดีขึ้นไหม?
แล้วคิดว่าจะดีขึ้นหรือเปล่าล่ะ ผมก็รอความหวังเหมือนกัน แต่ผมอยากให้ทุกอย่างดีขึ้น ความโกรธแค้นกัน ความชิงชังกัน ผมอยากให้สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆจางไป และหายไปเหมือนฝุ่นควัน เรากำลังหลงไปอยู่ในฝุ่นแห่งความเกียจชัง ผมไม่อยากให้สังคมเป็นแบบนี้ 

อยากได้นายกฯแบบไหน?
คนดีง่ายๆ คนดีรักชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ผมเป็นคนบ้านนอก ผมอยากให้ชาวบ้านทัดหน้าเทียมตากับคนในเมือง ผมอยากให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก เกษตรกรรมทำให้เขาอยู่ได้ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผมคิดได้เท่านี้ 

เหมือนน้าเคยโพสต์ว่า ประชาธิปไตย หรือเผด็จการไม่สำคัญ เท่ากับปากท้องชาวบ้าน?
นั่นแหละ เพราะผมโตมาจากบ้านนอก ผมคิดถึงชนบทก็ยังเหมือนเดิม เขายังลำบากเหมือนเดิม ปลูกข้าว เลี้ยงวัวควายเป็ดไก่ หาให้พวกเรากิน 

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

"หงา คาราวาน"“หงา คาราวาน”

‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ไม่โหวตนายกรัฐมนตรี จาก ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553857

18 ก.ค. 2566

‘ประชาธิปัตย์’ ประกาศจุดยืน ไม่โหวตนายกรัฐมนตรี จาก ‘ก้าวไกล’

รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ‘จุรินทร์’ ประกาศย้ำ ประชาธิปัตย์ ยึดมติพรรค ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ ยืนยันจุดยืน ไม่ยกเลิก ไม่แก้ไข ม.112 ปฏิเสธข่าวถูกเทียบเชิญจาก ‘ก้าวไกล’ ให้ร่วมรัฐบาล

ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ได้ถามถึงทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค. 2566) หลังจากที่มีพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ติดต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคว่า ตนขอไม่พูดรายละเอียด แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีการเจรจาในการตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล 

เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนไปแล้วในช่วงที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าจะมีการเสนอชื่อซ้ำอีกก็เป็นเรื่องที่จะไปพิจารณากัน หรือหากจะเสนอชื่อใครก็ตาม พรรคจะได้พิจารณากันอีกครั้งในช่วงเช้า เวลาประมาณ 8.30 น. ของวันที่ 19 ก.ค. 2566

ทั้งนี้ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีถือเป็นการยื่นญัตติหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะเป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้น และทราบว่าวันนี้จะมีการคุยกันในระหว่างวิปของฝ่ายต่างๆ ก็อาจจะมีข้อยุติก็ได้ หากไม่มีข้อยุติและอาจจะต้องเลยไปถึงการหาข้อยุติในที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้น ก็ต้องรอผลการประชุมวิป

“ผมไม่สามารถตอบได้ว่าข้อยุติจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามก็ทราบว่าก็มีความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ 2 ทาง” นายจุรินทร์กล่าว


ส่วนการเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ ในส่วนของคุณพิธานั้น จุดยืนประชาธิปัตย์ชัดเจนอยู่แล้ว และจุดยืนเรื่องการไม่แตะมาตรา 112 ก็เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนชื่อเสนอโหวตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ขอตอบ เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น และจะขอไปหารือกันในวันพรุ่งนี้ เมื่อผลการหารือออกมาเป็นมติพรรคแล้วจะแจ้งให้ทราบ เรื่องนี้ไม่มีความลับ

“ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีมติอย่างไร การโหวตก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผมเรียนยืนยันไปแล้ว เที่ยวนี้ก็จะเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ผมคิดว่าคำตอบประชาธิปัตย์นั้นชัดเจน” นายจุรินทร์กล่าว

อีกทั้ง ปมคดีถือหุ้นสื่อของนายพิธา เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาหรือไม่ แล้วจะวินิจฉัยว่าอย่างไร จะไปตอบก่อนที่ศาลตัดสินไม่ได้ ดังนั้นตนไม่ขอให้ความเห็นจนกว่าจะมีคำพิพากษาออกมา

‘วันนอร์’ เรียกถก 3 ฝ่าย หารือ ‘โหวตนายกฯ’ รอบสอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553854

18 ก.ค. 2566

'วันนอร์' เรียกถก 3 ฝ่าย หารือ 'โหวตนายกฯ' รอบสอง

‘วันนอร์’ ถก 3 ฝ่าย เตรียมรับมือ ‘โหวตนายกฯ’ ลุ้น ‘พิธา’ ได้สิทธิรอบสอง หรือไม่ หลังข้อกำหนด ระบุชัด ห้ามเสนอซ้ำ หากญัตติใดตกไปแล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (วันนอร์) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภา เป็นประธานการประชุม หารือผู้แทนจากพรรคการเมือง ทั้งฝั่ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และ 10 พรรครัฐบาลรักษาการปัจจุบัน รวมถึงผู้แทนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา ถึงแนวทางการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ในการประชุมรัฐสภา วันพรุ่งนี้ (19 ก.ค.)

ทั้งนี้ การ โหวตนายกฯ โดยการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถเสนอชื่ออีกครั้งได้หรือไม่ เพราะตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ระบุว่า ญัตติใดที่ตกไปแล้ว ห้ามเสนอซ้ำในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต

ประชุม 3 ฝ่าย ถกรับโหวตนายกรอบสองประชุม 3 ฝ่าย ถกรับโหวตนายกรอบสอง

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการกำหนดกรอบระยะเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย ก่อนการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี และการบรรจุวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่พรรคก้าวไกล ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภาสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อปิดสวิตซ์ สว.ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันนี้ (18 ก.ค.) พรรคก้าวไกล ได้นัดประชุม สส.พรรค ทั้ง 151 คน ที่รัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ค.) และเตรียมยื่นร่างกฎหมาย 7 ฉบับ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปฏิรูปกองทัพ ปิดช่องทุนผูกขาด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตามที่พรรคก้าวไกลได้มีการหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้

ประชุม 3 ฝ่าย ถกโหวตนายกรอบสองประชุม 3 ฝ่าย ถกโหวตนายกรอบสอง

‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ ‘สว.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553846

18 ก.ค. 2566

'สมบัติ บุญงามอนงค์' แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ 'สว.'

‘สว.’ไม่โหวตนายกฯซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ถือเป็นปฏิปักษ์ ต่อระบอบการปกครองฯ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์ ‘ แนะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ล่าสุดถึงพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย และตัวแทนพรรคการเมืองในสภา ให้เฝ้าระวังการกระทำของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ดำรงตำแหน่ง สว. และเสนอให้หยุดกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย

หลังนัดหมายชุมนุมวันที่ 23 ก.ค. 66 สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ ชี้แจงหลักการที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวโดยเสนอแนะให้ ประธานรัฐสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการทำหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่ไม่เห็นด้วย กับการโหวตนายกฯ ซึ่งพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้ง มีสาระสำคัญว่า

การกระทำของ สว. วันที่ 13 กค ที่โหวดไม่เห็นชอบกับรายชื่อนายกที่สภาผู้แทนเสนอขึ้นมานั้น เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ว่าด้วยเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เพราะหน้าที่ของ สว ในคำถามพ่วงท้าย มีเพียงแค่การรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อมาจากสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น เพราะ สส. ได้รับฉันทมติมาจากประชาชน แต่ สว. ไม่ใช่ 

เรื่องนี้บรรดา สว. หลายคนได้อธิบายไว้ตั้่งแต่ตอนเลือกประยุทธเป็นนายกฯปี 62 ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ทำอย่างอื่นได้เลย นอกจากรับรองเสียงข้างมากที่เสนอขึ้นมา ใครได้เสียงมากสุดก็เลือกคนนั้น ต่อให้เป็นใครก็ตามที เพราะ สว. ไม่มีสิทธิ์ใช้อำนาจเหนือ สส. ที่ประชาชนเลือกมา

การที่ สว อ้างสถานะของตนเองจากคำถามพ่วงท้ายในการลงประชามติ เมื่ออำนาจที่มาจากคำถามพ่วงท้ายเกิดขัดแย้งกับอำนาจประชาชนที่ไปเลือกตั้ง คำถามคือ ระหว่างคำถามพ่วงท้ายฯ กับรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ใครมีศักดิ์ที่สูงกว่ากัน

คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ที่คำถามพ่วงท้ายจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ  สว. ชุดนี้มีที่มาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและได้สลายตัวไปแล้วหลังการเลือกตั้งปี 62 แต่ สว. ที่ คสช. เลือกมายังมีชีวิตอยู่

ต่อคำถามที่ว่า สว. ชุดนี้ มีความชอบธรรมในการดำรงอยุ่ในขณะที่ประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และหากมีความชอบธรรมอยู่บ้าง แต่จะมีความชอบธรรมถึงกับออกเสียงขัดขวางฉันทมติที่มาจากสภาผู้แทนราษฏรได้อย่างไร

ดังนั้น สว จึงมีสถานะเพียงสิ่งตกค้างจากยุคเผด็จการ คสช. ไม่สามารถแสดงบทบาทเช่นเดียวกับ คสช. ในยุคที่เรืองอำนาจ เป็นแต่เพียงตรายางที่รับรองเสียงจากสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น

เมื่อการกระทำดังกล่าวของคณะ สว. ในวันที่ 13 ก.ค. 66 ที่ผ่านมาขัดแย้งต่อเจตจำนงค์และสาระสำคัญในหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ จึงเห็นสมควรให้ประธานรัฐสภานำเรื่องนี้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยและสั่งให้ สว. กลุ่มดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทันที

ย้อนที่มา ‘นายกคนนอก’ ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553839

18 ก.ค. 2566

ย้อนที่มา 'นายกคนนอก' ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ย้อนที่มา ‘นายกคนนอก’ ในหน้า ประวัติศาสตร์การเมืองไทย กลไกสืบทอดอำนาจ รัฐประหาร? ‘นายกคนที่ 30’ ใช่ พิธา หรือไม่

การ “โหวตเลือกนายกฯ” ที่ทำให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” วืดเก้าอี้ “นายกคนที่ 30” มาตรา 272 ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และทำให้พรรคก้าวไกล เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ปลดล็อก มาตรา 272 ทันที เพื่อปิดสวิตซ์ สว. ไม่ให้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี  

ซึ่งหลักการตามมาตรา 272 นั้น เป็นการเปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี “นายกคนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยหากรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย สส. และ สว. ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ก็จะสามารถเชิญใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

ที่มา “นายกคนนอก”

หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทำให้เกิดกระแสกล่าวถึง “นายกคนนอก” ขึ้นมา เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่มีการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. อีกทั้ง ยังมีการกำหนดให้ สว. สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น “มาตรา 272 บทเฉพาะกาล” บัญญัติที่มาของนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว 2 ทาง ทางหนึ่งคือเลือกจากบัญชีพรรคการเมือง “คนใน” ทางหนึ่งเลือกจากบุคคล “นอกรัฐสภา” โดยสมาชิกวุฒิสภามีส่วน “ได้-เสีย”

ความหมายของคำว่า “นายกคนนอก”

จากข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า “นายกคนนอก” หมายถึง นายกรัฐมนตรี ที่มีที่มานอกเหนือไปจากการเลือกตั้ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส. เนื่องจากในระบบรัฐสภานั้น ฝ่ายบริหารจะต้องมาจากการได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะต้องเป็นผู้ลงมติเลือกบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเกิดกระแสที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. เพื่อสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีได้รับการยอมรับจากประชาชน จึงได้รับเลือกตั้งมาเป็น สส.

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอีกกระแสที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ เพียงแต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก็เพียงพอแล้ว ซึ่งกระแส “นายกคนนอก” นั้น ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้ง นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จนกระทั่งถึงช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 24 มี.ค. 2562 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ไม่ได้ระบุคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ว่าต้องเป็น สส. ด้วย ทำให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันในวงกว้าง ถึงความเหมาะสมของคุณสมบัติดังกล่าว รวมถึงความกังวลว่าจะเกิดการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย

ย้อน “นายกคนนอก” ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

  1. คนแรกในประวัติศาสตร์ คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง โดยมติสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 17 ก.ย. 2488 ถือว่าเป็น “นายกคนนอก” คนแรก ที่ไม่ได้เป็น สส. ทั้งประเภทเลือกตั้ง และประเภทแต่งตั้ง ต่อจากนายทวี บุณยเกตุ สส.ประเภท 2 ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ ชั่วคราว เพียง 17 วัน
  2. นายสัญญา ธรรมศักดิ์ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “นายกคนนอก” หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 แล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ พร้อม พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และครอบครัว
  3. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ด้วยการ “หยั่งเสียง” ของสภาผู้แทนราษฎร หลังจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออก พล.อ. เปรม อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องถึง 3 สมัย 8 ปี โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมาก เชิญให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 แต่ พล.อ.เปรม ปฎิเสธเทียบเชิญ ด้วยประโยคว่า “ผมพอแล้ว”
  4. พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ถือเป็น “นายกคนนอก” ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วย “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง และลั่นวาจา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” หลังนายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ชนะการเลือกตั้ง แต่สะดุดเก้าอี้เพราะบัญชีดำ ไม่มี “วีซ่า” เข้าประเทศสหรัฐฯ ทำให้ พล.อ. สุจินดา ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และเป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
  5. นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังคณะ รสช. ยึดอำนาจ 2 สมัย ในสมัยแรก นายอานันท์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ. สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะปฏิวัติยุค รสช.

นายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหาร

ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร 11 คน ดังนี้

  1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีหลังปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475
  2. พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ฉายา “เชษฐบุรุษประชาธิปไตย” รัฐประหาร 20 มิ.ย. 2476
  3. จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลัง “คณะทหารเเห่งชาติ” รัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 เเละ 6 เม.ย. 2491
  4. นายพจน์ สารสิน นายกรัฐมนตรี หลังรัฐประหาร 16 ก.ย. 2500
  5. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังรัฐประหาร 20 ต.ค. 2501
  6. จอมพลถนอม กิตติขจร หลังรัฐประหาร 17 พ.ย. 2514
  7. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519
  8. พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังรัฐประหาร 20 ต.ค. 2520
  9. นายอานันท์ ปันยารชุน รัฐประหาร 23 ก.พ. 2534
  10. พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
  11. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

อย่างไรก็ตาม ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รอบสอง วันที่ 19 ก.ค. 2566 จึงต้องมาลุ้นกันว่า “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ของประเทศไทย จะมาจาก “นายกคนนอก” หรือ “นายกคนใน”

ขอบคุณข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, thaipublica

ชงเองกินเอง ลงเอย ‘แสนปิติ สิทธิพันธุ์’ จบเอง ลบโพสต์แซะ ‘ก้าวไกล’ -‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553836

17 ก.ค. 2566

ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'

มาไวไปไว โพสต์ข้อความบนอินสตราแกรมในแบบไฟลุก วิจารณ์แบบไม่ไว้หน้า ต่อ “ก้าวไกล “และ “พิธา ” โดย ” แสนปิติ สิทธิพันธุ์” ทายาทผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หลังพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พยายามเดิมหน้าสู้ โดยเจ้าตัวที่หนุนหลัง “เพื่อไทย” อัด พรรคสีส้ม อายุ 2 ปี ทำอะไรบ้าง สุดท้ายคนเขียนลบ

นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ “แสนดี” บุตรนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ มีเนื้อความว่า 

I am writing to express my sincerest apologies for expressing my opinion on various political parties and individuals. I would like to also apologize to any hard feeling this might have caused the public.

.

I regret my actions and would like to explain that I was only trying to express my opinion, I do not harbor hatred towards any parties or individuals.

.

Again, I sincerely apologized for causing any hard feelings, moving forward I am willing to listen to other people opinion as well as learning from everyone.

Sincere apology,
Sandee
.

“ฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการแสดงความเห็นต่อพรรคการเมืองและบุคคลต่าง ๆ  ฉันอยากจะขอโทษสำหรับความรู้สึกแย่ ๆ ที่อาจก่อให้เกิดต่อสาธารณชน ฉันเสียใจกับการกระทำของฉัน และขออธิบายว่า ฉันแค่พยายามแสดงความคิดเห็นของฉัน  ฉันไม่ได้เก็บงำความเกลียดชัง ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลใด อีกครั้ง ฉันขอโทษจากใจจริง ที่ทำให้รู้สึกลำบากใจ ก้าวต่อไป ฉันยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและเรียนรู้จากทุกคน

.

ขอโทษอย่างจริงใจ

.

แสนดี

.

การโพสต์ข้อความดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้าตัวได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคก้าวไกล และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเผ็ดร้อน เป็นภาษาอังกฤษ และถูกสื่อมวลชน นำไปเสนอข่าว ซึ่งต่อมาข้อความที่โพสต์เอาไว้ทุกอย่างถูกลบไปหมด คงเหลือเพียงข้อความที่แสดงการขออภัยในสิ่งที่ได้แสดงออก 

“แสนปิติ สิทธิพันธุ์ “หรือ “แสนดี “ โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ลงใน ไอจีสตอรี่   มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ  อธิบายรวม 5  ข้อ ด้วยกัน โดย ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รายนี้   มองว่าพรรคก้าวไกล ไม่เหมาะกับพรรคเพื่อไทย  , พรรคก้าวไกล ควรเสียสละ เพื่อให้พรรคเพื่อไทย นำพาประเทศ 

1 )ความสัมพันธ์ระหว่างก้าวไกล กับ  เพื่อไทยแย่และอันตรายมาก เลิกกันเถอะครับ เราแค่ไม่เหมาะสำหรับกันและกัน มันก็แค่ความเป็นจริงทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

.

2)ถึงเวลาต้องเสียสละทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ ถึงคุณบ้างก้าวไกล   เพื่อไทยจะได้นำประเทศไทยไปสู่อนาคต เราได้สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นเสือตัวที่ 5   มันไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ถ้าคุณเอาแต่บ่นเกี่ยวกับปัญหาสังคมและกฎหมาย เราต้องมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจและวิธีการนำเงินมาสู่กระเป๋าของคน อย่าให้เราทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ฟังผู้ใหญ่ เพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชน มูฟฟอร์เวิร์ด (Move Forward) คือ พรรคปลุกระดมและยกเลิกวัฒนธรรม

.

(3)ผมคิดว่าก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะค่อยๆ ก้าวผ่านจากช่วงฮันนีมูน ไปสู่ความสัมพันธ์แบบต่อรองที่แย่และหยาบคาย ต้องสื่อสารและแสดงออกก่อนจะเลิกกัน หรือการคืนดีกันอย่างเป็นมิตร

.
 
(4)ทีม MFP สีส้ม ขอพูดตรง  ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ในแนวร่วมเดียวกัน 
1 การแก้ไขมาตรา 272 จะไม่มีทางเกิดขึ้น 
2 การแก้ไขกฎหมายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น 
3 พิธาเป็นนายกฯ จะไม่มีทางเกิดขึ้น NEVER. 
4. ตราบใดที่ ก้าวไกลยังคงมุ่งมั่นที่จะโหวตให้กับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง คุณจะไม่มีวันชนะ
5 คุณไม่เคยชนะแบบถล่มทลายเลย มีช่องว่างแค่ 10 เสียง และคุณไม่ได้เปรียบเลย เพราะตาเดินคุณหมดไปแล้ว 
6. วุฒิสภาและคนทั่วไปไม่สนใจเกี่ยวกับการประท้วงหรือการร้องเรียนของคุณ ยังไงพวกเขาก็จะมีอำนาจอีก 1 ปีอยู่ดี การเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าคุณได้คะแนนเสียง 65% เหมือนปี 2548 ของไทยรักไทย แล้วผมจะพิจารณาจุดยืนของผมอีกครั้ง 
7.คุณไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นไปได้ ผู้ผูกขาดและบริษัทใหญ่ ไม่ต้องการให้คุณมีอำนาจ เกษตรกรต้องการนโยบายที่ทำให้เขาได้เงิน  ไม่ใช่อุดมการณ์ทางเพศ หรือปลุกระดมผลงานไร้สาระ 
8 สรุปแล้ว ไม่มีใครต้องการให้คุณมีอำนาจ มีแต่เด็กวัยรุ่นหัวรั้น กับเด็กดื้อ 
9. พรรคคุณอายุแค่ 2 ปีเอง คุณทำอะไรลงไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การฟ้องร้องไม่จบสิ้น สามผู้บริหารสูงสุดของคุณ ถูกแบนเป็นเวลาสิบปีและ พิธา อาจจะดับด้วย

.

5)พูดให้ชัดก็คือ ผมคิดว่านโยบายของก้าวไกลนั้นใช้ได้จริง และเปลี่ยนแปลงได้ เป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์มาก ผมแค่ไม่ชอบผู้นำหรือคนที่เกี่ยวข้อง พอๆกับกับขบวนการประท้วงทั้งหมดในปี 2020 ผมยังคงสนับสนุนประชาธิปไตย และผมไม่ต้องการความร่วมมือเพื่อไทยกับประวิตร-อนุทิน-รทสช. ขอเพียงเห็นด้วยที่จะเห็นต่าง เราทุกคนมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันสำหรับประเทศไทย

ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'
ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'
ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'
ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'
ชงเองกินเอง ลงเอย 'แสนปิติ สิทธิพันธุ์'  จบเอง ลบโพสต์แซะ  'ก้าวไกล' -'พิธา'

‘เสรีพิศุทธ์’ ขอให้รอคำตอบ ประชาธิปัตย์ – ชาติไทยพัฒนา โหวตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553834

17 ก.ค. 2566

'เสรีพิศุทธ์' ขอให้รอคำตอบ ประชาธิปัตย์  - ชาติไทยพัฒนา โหวตนายกฯ

สวมบทมือประสานสิบทิศ พ่วงอัศวินม้าขาว หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แม้มี 1 เสียง ในบรรดา 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เป็นหัวหอกเปิดการเจรจาเอง ดึงประชาธิปัตย์ และ ชาติไทยพัฒนา โหวตนายกฯ ให้ ” พิธา ” ยอมรับดำเนินการโดยพลการ เตือน”ก้าวไกล” หากไม่เอาด้วย ก็โง่เต็มที

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทยพัฒนา  เพื่อขอเสียงสนับสนุนสส. โหวตนายกฯ  ให้กับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล การดำเนินการดำเนินการดังกล่าว เป็นการดำเนินการเพียงลำพัง ไม่เกี่ยวข้องกับ 7  พรรค ร่วม    เจตนาต้องการให้ได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น   เป็นหน้าที่  ๆ ต้องช่วย  ทราบว่าจะมีการนำเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการบริหารพรรค คงจะทราบท่าทีในวันพรุ่งนี้ ( 20)  ย้ำว่าเรื่องนี้ออยู่ระหว่างการตัดสินใจของทั้งประชาธิปัตย์ และ ชาติไทยพัฒนา หากมาก็หมายถึงโหวตให้ทั้งพรรค


เรื่องที่จะมาหรือไม่มา คงไม่สามารถไปชี้นำได้   ทางนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ขอนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคก่อน​  ทางพรรคประชาธิปัตย์​ ก็ขอนำเข้าหารือในคณะกรรม
กรรมการบริหารพรรคเช่นกัน​ ต่างจากเสรีรวมไทยที่มีเสียงเดียว​  ทุกอย่างเลยง่าย   “มาถึงตอนนี้เขาก็ต้องเอาประโยชน์แล้ว  ​ใครเขาจะมาช่วยเฉย  ๆ   ( โหวตนายกฯให้ ) ​ และคาดว่าจะได้คำตอบก่อน​ 19​ ก.ค.ส่วนพรรคก้าวไกล จะเอาด้วยหรือไม่นั้น  ไม่เอาได้อย่างไร​  ถ้าไม่เอาก็โง่เต็มที”   หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  กล่าว

 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล   กล่าวว่า   การที่หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ขอเสียงจาก พรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยพัฒนา  ทุกพรรคคงช่วย กัน และทั้ง 8 พรรค  พยายามหาทางจะช่วย และขอให้รอวันที่ 19 ก.ค. ทีเดียว  

‘พิธา’ ยินดีถอย โหวตนายกฯ รอบ 2 เสียงไม่ถึง เปิดทาง เพื่อไทย สู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553832

17 ก.ค. 2566

'พิธา'  ยินดีถอย  โหวตนายกฯ รอบ 2 เสียงไม่ถึง เปิดทาง เพื่อไทย สู้

หารือ 8 พรรคร่วม ยังให้ความไว้วางใจและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หนุน “พิธา” ลงสู้ “โหวตนายกฯ ” ครั้งที่สอง เจ้าตัวเจตนารมณ์ชัดเจน หากคราวนี้เสียงไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีความหมาย ส่งไม้ต่อให้ “เพื่อไทย” เดินหน้าลุย หัวหน้าพรรคก้าวไกลลั่นขอใช้ทุกนาทีสู้อย่างถึงที่สุด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   ให้สัมภาษณ์ว่า    ในการหารือ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ที่อาคารไทยซัมมิท   ผลการหารือวันนี้ มีข้อสรุปอยู่ 3 ข้อ คือ
ทั้ง 8 พรรค มีมติส่ง ตน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “โหวตนายกฯ”   ,   การหารือกันเรื่องการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.272   ” ปิดสวิตช์สว. ” ของพรรคก้าวไกล ที่พรรคก้าวไกลเสนอโดยพรรคเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 7 พรรคร่วม   และ  ข้อบังคับที่41 ของรัฐสภา ที่มีข่าวออกมาว่าวุฒิสภาเตรียมยื่นในวันโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเห็นทางกฎหมายว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นญัตติ และไม่ได้เกี่ยวกับเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมองเห็นต่างในเรื่องนี้ ทั้งยังมีการหารือ เรื่องการเตรียมรายละเอียดการเข้าสู่วันที่ 19 ก.ค.ด้วย

สำหรับวันที่ 19  ก.ค.  สมรภูมิแรก  หากคะแนนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ  ก็พร้อมจะถอยให้กับประเทศชาติ ถอยให้กับพรรคอันดับ 2 ก็คือ พรรคเพื่อไทย ตามเอ็มโอยู  ขณะเดียวกันเรื่อง ม.272  “ปิดสวิตช์สว.” ที่ได้ยื่นเข้าไปแล้ว ซึ่งยังอยู่ภายใน 1 5วัน  เรื่องนี้ย้ำว่าเป็นการดำเนินการของพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว   “หากวันที่ 19 ก.ค. มีการตีความในรัฐสภาว่า เข้าข้อบังคับที่ 41 ไม่สามารถเสนอชื่อ ซ้ำได้   วันนี้เราก็มีข้อสรุปการตีความกฎหมายทางฝั่งของเรา ซึ่งพรุ่งนี้จะมีประชุมวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง หากมีโอกาสประชุม วิปก็น่าจะเห็นตรงกัน ญัตติก็คือญัตติ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อบังคับ ส่วนการเสนอนายกรัฐมนตรี เป็นคนละหมวดกัน ขอให้รอฟังผลการประชุมวิป3  ฝ่าย ว่าเหตุและผลฝั่งตรงกันข้ามเป็นอย่างไร “

นายพิธา กล่าวว่า  จะใช้เวลาที่เหลืออย่างเต็มที่   การรวมเสียง สว.ในรอบนี้ หลังวันที่ 13 ก.ค. ได้มีการรวมเสียง สว.มากขึ้นเรื่อย ๆ  มีหลายคนที่ไม่มาลงคะแนนในวันนั้น ก็ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน   ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมาลงคะแนนให้ในรอบนี้   ผู้สื่อข่าวถามว่า  การโหวตครั้งที่ 2  หากตัวเลขไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จะวางมือให้พรรคอันดับ 2  สามารถบอกได้หรือไม่ว่าตัวเลขนั้นจะเป็นเท่าไร นายพิธากล่าวว่า   “หากมองให้เหมาะสม คิดว่าต้องเพิ่มขึ้น 10% จำนวน 324-344 เสียง หรือ 345เสียง จะเป็นในลักษณะแบบนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะกั๊กไว้ ตั้งใจจะเป็นเลขนัยยะสำคัญแต่ไม่ได้คิดในใจ แต่คงจะมีตัวเลขที่ไม่ฝืนสายตาของประชาชน “


ส่วนเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ประเด็นคุณสมบติ   เป็นวันเดียวกันกับวันโหวตนายกรัฐมนตรี  ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ได้ทำให้ความเป็นแคนดิเดตนายกฯหายไป เมื่อเทียบกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่กังวลใจแต่อย่างใด  ในช่วงท้ายของการแถลง สื่อมวลชนได้ถาม นายพิธา  ว่าหากเสนอชื่อไม่สำเร็จกี่ครั้ง จะยอมถอยให้กับพรรคเพื่อไทย นายพิธา กล่าวว่า ขอให้ยึดตามที่แถลง ผู้สื่อข่าวถามว่า 2 ครั้งใช่หรือไม่ นายพิธา พยักหน้าแล้ว ชูนิ้ว 2 นิ้ว

‘เพื่อไทย’  หนุน ‘พิธา’ สุดซอย โหวตนายกฯ -เพื่อไทรวมพลัง มั่นใจเกมพลิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553831

17 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย'  หนุน 'พิธา' สุดซอย โหวตนายกฯ  -เพื่อไทรวมพลัง  มั่นใจเกมพลิก

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย   ยืนยัน โหวตนายกฯ ครั้งที่สอง ยังเป็นชื่อของ “พิธา” แห่งพรรคก้าวไกล ให้คำจำกัดความ “หากไหวก็ไปกันต่อ ถ้าไม่ไหวก็ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสม  ” เพื่อไทรวมพลัง เชื่อสถานการณ์โหวตรอบสอง จะเปลี่ยนแปลง ทุกพรรคร่วมขอเสียงสว.

นายภูมิธรรม เวชยชัย   รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในคณะเจรจาที่หารือกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 
เปิดเผยว่า  บรรยกาศการหารือ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ต่อการ  “โหวตนายกฯ”  ยังคงให้การสนับสนุนต่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล    เป็นการให้โอกาสที่จะทำงานกันต่อ ทำให้เต็มที่หากไหวก็ไปกันต่อ ถ้าไม่ไหวก็ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสม  ส่วนการตีความเรื่องญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ 41 ก็ยังเห็นว่ายังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ    

ขณะที่ประเด็นเรื่องมาตรา 272  “ปิดสวิตช์สว. ”  ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุม  ก็ถือว่าให้เป็นสิทธิของพรรคก้าวไกล เป็นพรรคเดียวที่ดำเนินการ   “ประเด็นเรื่องเสียงสว.สนับสนุนนายพิธา หรือโหวตนายกฯ 
ที่ประชุมคุยกันว่าทุกพรรคต้องช่วยกัน ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจกับทางสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ”  นายภูมิธรรม  กล่าว

นายวสวรรธน์ พวงพรศรี     หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง    กล่าวว่า  การประชุม 8  พรรคร่วม
เป็นไปด้วยดี พรรคร่วมต่างมีความเชื่อมั่นในการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. โดยเชื่อว่าจะได้เสียง สว.โหวตให้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก 8 พรรคร่วมตกลงจะช่วยกันเจรจาผ่านทาง สว.ที่แต่ละพรรครู้จัก   เพื่อขอการสนับสนุน   “ส่วนจะได้เพิ่มกี่เสียง ขอไม่ไปก้าวล่วง ให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สว. แต่ส่วนตัวก็อยากขอโอกาสจาก สว. เพราะมองว่ามาตรา 112 ไม่ใช่กฎหมายที่จะแก้ไขได้ง่าย ไม่ใช่จะแก้ได้ใน 1- 2 วัน และ 8 พรรคไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกลที่อยากจะแก้ไข ” นายวสวรรธน์   กล่าว  

ทนายคลายทุกข์ เมินสว.ฟ้อง โต้ใช้สิทธิวิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ‘บุคคลสาธารณะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553828

17 ก.ค. 2566

ทนายคลายทุกข์ เมินสว.ฟ้อง  โต้ใช้สิทธิวิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ 'บุคคลสาธารณะ'

ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ เดชา กิตติวิทยานันท์ ” ทนายเดชา” ไม่หวั่นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ สว. โหวตนายกรัฐมนตรี ด้วยการไม่โหวตรับ จนกลายเป็นเรื่องถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาท ระบุในฐานะประชาชน มีสิทธิที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ “บุคคลสาธารณะ “

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ เปิดเผยว่า    ไม่ได้กังวลต่อการถูกฟ้องร้อง ประเด็นการวิพากษวิจารณ์  การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อการ โหวตนายกรัฐมนตรี   ที่ไม่โหวตรับ   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี   หลังมีความเคลื่อนไหวจากทางฝั่งสว. ที่จะฟ้องร้อง  เพราะตนเองในฐานะประชาชน มีสิทธิที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นบุคคลสาธารณะ จึงไม่กังวลกับการดำเนินคดี เพราะที่ผ่านมา ในคดีหมิ่นประมาทศาลฎีกา มีการยกคำร้องเป็นจำนวนมาก เพราะมองว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์ที่ประชาชนสามารถทำได้

อย่างไรก็ตามหากสว. จะเอาเป็นประเด็น สามารถแจ้งความเอาผิดกับประชาชนที่มีความผิดชัดเจนได้ โดยต้องมีหลักฐานชัดเจน และคำด่า ดูถูก เหยียดหยาม จะต้องเข้าข่ายหมิ่นประมาท   “ยืนยันว่าคำต่าง ๆ ที่ได้พูดในไลฟ์สด ยังไม่เข้าข่าย เช่น  ขยะ ขี้โกง หรือ คำที่ผนบอกว่า จงใจจะกลั่นแกล้งนายพิธาจริง หรือไม่ มองว่า การที่ สว. จงใจฟ้องนั้น เพื่อเป็นการปิดปาก และทำให้สังคมเกิดความหวาดกลัว ประกอบกับการให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้า ส.ว.มีการใช้ถ้อยคำที่ดูถูกประชาชน เช่นคำว่า โง่ ผมจึงได้ถอดคำพูดการแถลงข่าวทั้งหมด และเตรียมจะฟ้องร้องสว. ที่ร่วมแถลงข่าวทั้งหมด   เช่นกัน” 

เขา กล่าวว่า  การที่ สว. จะฟ้องร้องชาวโซเชียลที่มีการคุกคามทางธุรกิจ และครอบครัว  มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้ อาจจะเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อให้มองว่าถูกรังแก เรื่องดังกล่าวควรจะต้องมีการตรวจสอบชัดเจนว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งการฟ้องร้องประชาชน ถือว่าเป็นการข่มขู่ และ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่จะต้องเดินทางไปขึ้นศาลนอกภูมิลำเนา  สุดท้ายอยากจะฝากไปถึง สว. ว่าให้นึกถึงประชาชนที่เสียภาษี เป็นเงินเดือนให้ 

“สว.เสรี” ยื่นฟ้อง “ทนายเดชา”  – “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” 


ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. )  มอบอำนาจทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ห  ทนายความ เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ละเมิด เรียกค่าเสียหาย      ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมิ.ย. ถึง ต้นเดือนก.ค. วันใดไม่ปรากฎชัด  เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยจัดรายการผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะใส่ความหมิ่นประมาท โดยมีการบันทึกภาพ เสียง และตัวอักษร และเผยแพร่สู่สื่อสาธารณะและระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่จะทำให้นายเสรี โจทก์ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูก เกลียดชังจากบุคคลที่สาม     ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 1313/2566 และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 11 ก.ย. เวลา 13.30  น. 

ขณะเดียวกัน  นายเสรี  ยังมอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้อง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ละเมิด เรียกค่าเสียหาย      ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อประมาณวันที่ 9 ก.ค.  เวลากลางวัน จำเลยกระทำการละเมิดต่อนายเสรี โจทก์ โดยการดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มาทะ ประธานรัฐสภา โดยการแถลงข่าวด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงต่อสื่อมวลชน โดยมิได้เป็นการแสดงความเห็น  หรือข้อความโดยสุจริต
  ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 1314/2566 และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 25 ก.ย.
 เวลา 13.30  น.
 

.

ภาพประกอบจาก facebook  ทนายคลายทุกข์