‘คาร์ม็อบ’ เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ – ผบ.ตร. จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553723

16 ก.ค. 2566

'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

อานนท์ นำภา  ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร   นำมวลชนจัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ” เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องสว.ที่มาจากเหล่าทัพ และผบ.ตร. แสดงออกต่อการใช้สิทธิ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ลั่น 19 ก.ค. นี่ ชุมนุมใหญ่

เวลา   13.05น.     ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  นายอานนท์ นำภา  ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ได้นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ  จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ”  เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , และจุดสุดท้ายที่ลานหอศิลป์ กทม.  โดยแต่ละจุดจะทำการยื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องให้  สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ผู้นำเหล่าทัพ   รวมถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร. ) ที่เป็นสว.  เคารพมติของประชาชนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.ด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี จาก 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล   ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นในวันพุธที่ 19  ก.ค.  หรือ ลาออก เพื่อยุติการทำหน้าที่ 

นายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  กล่าวว่า    เป้าหมายของกิจกรรมครั้งนี้  ” คาร์ม็อบ” คือ
กระตุ้นจิตสำนึกของ สว.และ สส.ที่ยังไม่โหวตให้ใคร  ได้ตระหนักถึงการทำหน้าที่    ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังของประชาชน เพราะตอนนี้เหมือนประชาชนถูกปล้นคะแนนเสียงไป เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาไม่ได้เห็นด้วยหรือเห็นชอบ  อยากให้ประชาชนทั่วประเทศลุกขึ้นมาต่อสู้   การเคลื่อนไหววันนี้เป็นการส่งเสียง เพื่อให้กำลังใจสว.ที่ยังงดออกเสียง  ได้กลับมาทำหน้าที่  เชื่อว่าหากเสียงของประชาชนดังพอ ก็จะทำให้ สว.เหล่านี้เปลี่ยนใจ   ส่วนในวันที่ 19 ก.ค.  จะมีการจัดชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อรณรงค์ เรื่องนี้คู่ขนานกับการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้น 

'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี
'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี
'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

อานนท์ นำภา  แกนนำม็อบราษฎร นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ  จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ”  เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , และจุดสุดท้ายที่ลานหอศิลป์ กทม.  ยื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ที่มาจากผู้นำเหล่าทัพ  เคารพมติของประชาชน ด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี จาก 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นในวันพุธที่ 19  ก.ค.  หรือ ลาออก เพื่อยุติการทำหน้าที่ 

ไทยสร้างไทย มองในแง่ดี  #ธุรกิจสว. #เมียน้อยสว. – ทำ สว. ตาสว่าง ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553719

16 ก.ค. 2566

ไทยสร้างไทย มองในแง่ดี  #ธุรกิจสว.  #เมียน้อยสว. - ทำ สว. ตาสว่าง 'โหวตนายกฯ'

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์  พรรคไทยสร้างไทย มองวิกฤตเป็นโอกาส ปม ‘สว.’ ถูกแซะ จนเป็นที่มา  #ธุรกิจสว. และ #เมียน้อยสว.   แค่อุ่นเครื่อง ยังดีที่ไม่ราวีไปถึงการดูงาน แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบบานตะไท หวังมาถึงขั้นนี้แล้วจะเกิดอาการตาสว่าง โหวตนายกฯ

นายปริเยศ  อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์  พรรคไทยสร้างไทย    เปิดเผยว่า  ความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์  ต่อท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (สว. )  จากประเด็นการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  จนเกิดแฮชแทค  #ธุรกิจสว. และ #เมียน้อยสว.     ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ “สว.” มีอำนาจเรื่องนี้  ซึ่งในฐานะนักการเมืองตนเข้าใจประชาชนที่คาดหวังว่า สว. 
พร้อมทีมงานผู้ช่วยราว 1,200  คน ที่ทำงานอยู่ในสภา ด้วยงบประมาณหลักพันล้านบาท น่าจะตอบแทนประชาชนได้มากกว่านี้ผ่านการโหวต   ดังนั้นเมื่อ สว.  ไม่สนองตอบความรู้สึก จึงเกิดกรณีดังกล่าว 


ขณะเดียวกันเชื่อว่า หากประชาชนหันมาตรวจสอบการทำงานของ “สว.” ชุดนี้ ในด้านการประชุมและงานด้านกรรมาธิการคณะต่าง ๆ  เช่น การดูงานนอกพื้นที่ การแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยสว.  อาจจะกดดันมากกว่าเดิม จึงนับได้ว่าเป็นโชคดี  ที่ยังไม่ไปรื้อข้อมูลถึงขั้นนั้น และเชื่อว่าจากสถานการณ์ต่าง ๆ หากสว.  ถูกกดดันหนักเข้า อาจอดทนไม่ไหวหันกลับมาสนับสนุน แคนดิเดตนายกฝ่ายประชาธิปไตยแทนในการโหวตครั้งต่อไป 


“อยากให้ประชาชนให้โอกาส สว.ได้มีเวลาคิด เนื่องจาก สว.หลายท่าน ต้องทำงานและประชุมกรรมาธิการหลายคณะ อาจยังไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับทีมงานผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ ที่ปรึกษาของ สว. ที่มีอยู่นับพันคนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง  ณ  เวลานี้  แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดคงเห็นแก่ประเทศบ้างไม่มากก็น้อย   เมื่อมีการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งต่อไป ” นายปริเยศ กล่าว

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ ‘เมียสาว’ เอาแต่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553717

16 ก.ค. 2566

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ 'เมียสาว' เอาแต่ใจ

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย อยู่กินกันด้วยการ ‘คลุมถุงชน’ จากพ่อแม่พี่น้องประชาชน แต่ ‘เมียสาว’ เอาแต่ใจไม่โอนอ่อน ยึดติดแต่ ม.112 ทำให้ผัวปวดหัว ผัวตัวดีพาลจะไปได้ ‘เมียปุ้มปุ้ย’ ซะอีก!!!

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเมืองเรื่องของผัวเมีย

เพื่อไทย และก้าวไกล เปรียบเสมือนคู่ผัวตัวเมีย

มาอยู่กินกันด้วยการ “คลุมถุงชน” จากพ่อแม่พี่น้องประชาชน

เมื่อเมียเรียกร้องในสิ่งที่ผัวให้ไม่ได้ แม้ปากยังพร่ำบอกว่า “จะรักกันตลอดไป”

แต่ผัวเห็นแล้วว่า หากอยู่กินกันอนาคตไปไม่รอดแน่ เพราะสาวเจ้าเอาแต่ใจ ยืนกรานไม่โอนอ่อนผ่อนตาม

มีจุดยืนที่แข็งกร้าว ไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยประสบการณ์คู่ครองของผัวที่เคยมีครอบครัว และหย่าร้างมาก่อน ตกพุ่มหม้ายอยู่นานหลายปี

เลยแอบไปมีกิ๊กอีหนู เจรจาฉอเลาะเข้าทำนอง “วัวเคยค้าม้าเคยขี่”

นัดหมายหาความสุข วางแผนจะไปอยู่กินกันออกหน้าออกตา แม้ว่าตอนนี้ยังติด “ทะเบียนสมรส” อยู่กับเมีย

แต่ใจชาย 3 โบสถ์ จะเอาแน่อะไรได้ วันๆ คิดแต่จะตีจาก

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ 'เมียสาว' เอาแต่ใจ

เห็นอีหนูดีกว่าเมียที่เอาแต่ใจ ยึดติดแต่ ม.112 ให้ปวดหัว

ก็รู้อยู่ว่า “มรดกที่ท่านปู่ทิ้งไว้” คือ สว. 250 ที่ไม่ยอมยกให้หากเมียคนนี้ยังอยู่ในบ้าน

ทำตัวเป็น “คนแก่งี่เง่า”

ครั้นผัวจะตัดขาดก็พูดไม่ออก เพราะจัดงานสมรส MOU พูดออกปากชัดว่า “จะรักเธอตลอดไป” ท่ามกลางแขกเหรื่อมากันมากมาย ต่อหน้าพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย

นึกในใจทำไมถึงต้องมีวันนี้ อึดอัด อยากจะไปก็ไปไม่ได้ ครั้นจะอยู่ก็อยู่ยาก

อย่างเดียวที่ทำได้ คือ อยู่อย่างไร้ความรู้สึก เธอทำอะไรก็เรื่องของเธอ ชั้นก็อยู่ส่วนชั้นไป

รอจนวันที่เธอทนไม่ไหวเก็บเสื้อผ้าออกไปเอง จะได้ไม่มีใครมาติฉินนินทาว่าชั้นไม่ดี เอาใจออกห่างไปมีชู้

โถ.. เรื่องผัวๆ เมียๆ เมื่อใจผัวไม่อยู่แล้ว เมียเองก็รู้อยู่ว่าไม่รอด

จะมาบีบบังคับใจกันไปถึงไหน?

สงสารผัวบ้างเถอะ ถูกเมียทหารเพ่นกระบาลมา 9 ปีแล้ว

นึกว่างานนี้จะได้สบาย ที่ไหนได้เจอเมียสาวใจเด็ดไม่เปลี่ยนใจ อยู่กินกันไปหม้อข้าวไม่ทันดำ ขอยอมถูกเฉดหัวออกจากบ้านดีกว่า

นึกแล้วสงสารเมียสาวที่ไม่เปิดใจ แต่เพราะยังสาวอยู่ ผ่านงานนี้ไปคงได้ประสบการณ์เรื่องอยู่กิน ว่าหากอยู่ด้วยกันก็ต้องยอมๆ กันไป

ไม่งั้นอยู่คนเดียวไปเลยดีกว่า ไม่ต้องไปง้อใคร

ตอนนี้ผัวตัวดีพาลจะไปได้ “เมียปุ้มปุ้ย” เข้าไปอีก ต้องมาตัดแบ่งเค้กก้อนใหม่ให้ขายหน้า

แต่อดอยากปากแห้งอยู่คนเดียวมานาน

ทนเหงาไม่ไหวแล้วพี่น้องเอ้ย

ขอบคุณที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 

ธนกร แนะ พิธา – ‘ก้าวไกล’ ปรามแฟนคลับ ยุติข่มขู่ – ชี้ปิดสวิตช์ สว. วืดแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553718

16 ก.ค. 2566

ธนกร แนะ พิธา - 'ก้าวไกล' ปรามแฟนคลับ ยุติข่มขู่  - ชี้ปิดสวิตช์ สว. วืดแน่

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แนะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล   และแกนนำพรรคก้าวไกล ทำได้ควรทำ ปรามแฟนคลับ “ก้าวไกล” เลิกพฤติกรรมข่มขู่สว. ชี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น ส่วนการ “ปิดสวิตช์สว.” ทำใจได้เลย ลำพังเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี ยังหาแทบไม่ได้

นายธนกร  วังบุญคงชนะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ ว่า  อยากฝากไปถึง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  และแกนนำพรรคก้าวไกล  ในการปราบผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล  ต่อการแสดงออกที่ไม่เป็นการล่วงละเมิดผู้อื่น ทั้งนี้จากกรณีที่นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค”ก้าวไกล”ได้คะแนนเสียงในรัฐสภา ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี 
 ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกมาใช้สื่อสังคมออนไลน์   เคลื่อนไหวกดดันคุกคามไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ( สว.  )  เข้าข่ายคุกคาม  ทั้งที่ได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ  

ดังนั้นนายพิธาและพรรค “ก้าวไกล” ควรจะสื่อสารทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้สนับสนุนให้มากกว่านี้    เพราะสิ่งที่ทำเป็นการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน และเป็นการเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก  ควรที่จะเคารพการตัดสินใจและประชาธิปไตยเสียงข้างมากในรัฐสภา ตามที่พรรคก้าวไกลมีเจตนารมณ์มาโดยตลอด 

“ผมเห็นว่าเวลานี้นายพิธาและพรรคก้าวไกล สมควรอย่างยิ่งที่จะเดินหน้าพูดคุยขอการสนับสนุนจากสว.
ไม่ใช่ยื่นแก้ไขมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์สว. แบบนี้  เพราะจะยิ่งทำให้ยากขึ้นไปอีก จะไปเอาเสียงมาจากไหนถึง 84 สว. ขนาด 60 สว.ยังหาไม่ได้เลย   ยิ่งไปปลุกให้มวลชนไปกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ครอบครัวสว. มองว่าจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย  ทราบมาว่าทางสว.ก็ได้มีการให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมดำเนินคดีกับผู้คุกคามทุกรายแล้ว ท้ายที่สุด หากนายพิธา และพรรคก้าวไกล ยังยึดถือแนวทางการเมืองลักษณะนี้ ประเทศและประชาชนจะมีแต่ความแตกแยก “

เขา กล่าวว่า   นายพิธา รวมถึงแกนนำของพรรคก้าวไกล ควรสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนับสนุน
ให้เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกฎหมายด้วย นึกถึงประเทศชาติบ้านเมือง นึกถึงความสงบสุข ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เวลานี้ควรมุ่งหาเสียงสนับสนุนจากสว.    ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริงใจ เพื่อผ่านความเห็นชอบ ก้าวขึ้นสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่ใช่การปิดสวิตซ์สว. แต่ถ้ายังคงใช้วาทกรรม ปลุกระดมมวลชนสร้างความขัดแย้งแบบนี้ สุดท้ายประเทศชาติ อาจกลายเป็นสมรภูมิรบอย่างที่นายพิธาแถลงก็เป็นได้   นายธนกร  ระบุ

‘นิด้าโพล’ 43.21% หนุน เสนอ ‘พิธา’ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553714

16 ก.ค. 2566

'นิด้าโพล' 43.21% หนุน เสนอ 'พิธา' ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น 'นายกรัฐมนตรี'

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ ในหัวข้อ ‘เลือกนายกรัฐมนตรี 2566’ พบว่า 43.21% หนุนให้เสนอ ‘พิธา’ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็นนายกฯ ตามด้วย ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’ 38.55% และ 35.04% ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ อยู่ที่ 5.42%

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘เลือกนายกรัฐมนตรี 2566’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี 2566

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรก หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้คะแนนเสียงไม่เพียงพอที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง 

ร้อยละ 43.21 ระบุว่า ควรมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ รองลงมา 

ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ควรมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา อีก 1-2 รอบเท่านั้น 

ร้อยละ 12.98 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรยอมยกเลิกบางนโยบายที่ สว. ไม่เห็นด้วย เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 

ร้อยละ 7.94 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคแทนทันที 

ร้อยละ 4.88 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรเจรจาชวนพรรคการเมืองในรัฐบาลปัจจุบันเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 

ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ควรมีการชุมนุมประท้วงเพื่อกดดัน สว. ให้เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการลงคะแนนเสียงครั้งต่อไป

ร้อยละ 2.52 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยควรขอเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคแทนทันที 

ร้อยละ 2.29 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรประกาศไปเป็นฝ่ายค้านทันที

ร้อยละ 2.06 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยควรสลับขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลทันที 

และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

'นิด้าโพล' 43.21% หนุน เสนอ 'พิธา' ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น 'นายกรัฐมนตรี'

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลที่มีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐสภา พบว่า ตัวอย่าง 

ร้อยละ 38.55 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองลงมา 

ร้อยละ 35.04 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 6.79 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

ร้อยละ 5.42 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

ร้อยละ 4.27 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 

ร้อยละ 1.07 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 

และร้อยละ 1.76 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายศิธา ทิวารี

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.93 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.74 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 96.18 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.61 นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 33.13 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.43 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 24.81 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 34.81 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.41 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 28.47 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.86 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.67 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 12.98 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.94 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.50 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 20.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 19.39 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 28.55 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.27 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.08 ไม่ระบุรายได้

ขอบคุณที่มา: นิด้าโพล

เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553711

16 ก.ค. 2566

เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2  23 ก.ค.

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกปชป. เผย เคาะแล้ว นัดประชุมใหญ่วิสามัญเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.นี้ เปิดให้โชว์วิสัยทัศน์ 7 นาที มั่นใจครบองค์ประชุมหลังล่มในรอบแรก

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ในวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2566 เวลา 8.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ที่ได้เลื่อนมาคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ องค์ประชุมทั้งหมดของที่ประชุมใหญ่ ได้มีการกำหนดองค์ประชุมไว้ 19 กลุ่ม ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน

เนื่องจากมีองค์ประชุมที่ไม่ได้มาร่วมประชุมในการประชุมครั้งที่แล้ว มีความสนใจเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่จะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางพรรค และถือเป็นการร่วมประวัติศาสตร์ในการเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ คนที่ 9 

ทั้งนี้องค์ประชุมจะได้รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้สมัครหัวหน้าพรรค คนละ 7 นาที พร้อมกับมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ทั้ง 11 ตำแหน่ง รวม 41 คน ไปจนถึงเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอีกด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง มีความมั่นคงยาวนานและกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 78 ผมในฐานะที่รับหน้าที่เป็น กกต. ดูแลในส่วนของข้อบังคับ รวมถึงมีท่านองอาจ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ก็ยืนยันที่จะเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่เป็นสมาชิกพรรคที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับพรรคได้มีการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม การจัดการประชุมมีความพร้อมเต็มที่ และขอเชิญชวนสมาชิกพรรคได้เข้ามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. 2566 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 วาระเลือกกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 แต่ปรากฏว่าการประชุมในครั้งนั้นล่ม เนื่องจากเสียงสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประกอบ หรือ 250 เสียง และล่าสุดจะจัดประชุมใหญ่ฯ อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553693

15 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

พุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. โพสต์เฟซร่ายยาว อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน ชี้แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ พุทธะอิสระ เกี่ยวกับประเด็นการเมืองเนื้อหาใจความระบุว่า  คราวที่แล้วแสดงความสงสารต่อทานอคพิโอที่ถูก สส. และ สว. รุมด่าไปแล้ว วันนี้มาขอแสดงความสงสารต่อ 14 ล้านเสียงที่ไปเลือกทานอคพิโอเข้ามา นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศก็พากันชะลอการลงทุนจนทำให้แรงงานพากันตกงานเป็นทิวแถว เศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.

 การส่งออกก็ชะลอตัว พ่อค้าแม่ขายต่างพากันนั่งตบยุง ไล่แมลงวันกันเป็นทิวแถว มีของขายแต่ไม่มีใครซื้อ แถมน้ำมันก็ดันมาแพงไปทั่วโลก หมูก็ขึ้นราคา ไก่ก็ขึ้นราคา ไข่ก็ขึ้นราคา ค่าครองชีพก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ค่าแรงยังไม่ได้ขึ้น และก็ไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นเมื่อไหร่

ทุกปากท้องกำลังจะอดอยาก ขาดแคลน แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน กลับเอาแต่จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก จนเป็นเหตุให้ สว. ไม่เห็นชอบในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศอย่างนี้จะไม่เรียกว่า น่าสงสารพวก 14 ล้านเสียง แล้วจะเรียกว่าอะไร
 

อีกกลุ่มบุคคลที่น่าสงสารก็คือ สว. และ สส. ที่ยกมือสนับสนุนให้ทานอคพิโอ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่ว่าพรรคก้าวไกลโดยทานิคพิโอมีเจตนาจะละเมิดรัฐธรรมนูญแก้กฎหมาย 112 สร้างความไม่มั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ

ทั้งยังเข้าข่ายล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้มูลความผิดอย่างชัดเจน กลุ่มบุคคลที่ยกมือสนับสนุนพิทาน้อยและพรรคก้าวไกล ก็เข้าข่ายเป็นตัวการร่วม  รู้เห็นเป็นใจสนับสนุนให้กัดกร่อน บ่อนแซะทำลายสถาบัน ซึ่งปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564

 เหล่านี้คือกลุ่มบุคคลที่ควรจะต้องแสดงความน่าสงสารที่อาจจะถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา หากมีผู้ไปร้องให้ยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง และจะตามมาด้วยคดีอาญาอีกเป็นเข่ง เช่นนี้จะไม่สงสาร และจะเรียกว่าอะไร อีกกลุ่มบุคคลที่น่างสาร คือ ผู้ก่อตั้งพรรคที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 และ 116

 มาวันนี้ปิยบุตร ออกมาเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลถอยมาเป็นฝ่ายค้าน แล้วให้รอแลนด์สไลด์อีก 4 ปีข้างหน้า บุตรเขาพูดเหมือนกับตัวเองและพวก จะอยู่จนถึงได้เลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็หวังว่า คงจะไม่ติดคุกหรือหนีออกทางช่องทางธรรมชาติไปอาศัยที่ฝรั่งเศสกันเสียก่อนที่จะถึงเวลาเลือกตั้งนะบุตร ฉ้อ ทอน

 วันนี้ขอระบายความสงสารไว้แค่นี้ เอาไว้วันหน้าจะมานั่งเขียนระบายความสงสารให้อ่านกันใหม่

‘กัณวีร์’ ลั่นไทยสร้าง ‘ค่ายผู้อพยพ’ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553689

15 ก.ค. 2566

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

‘กัณวีร์ สืบแสง’ ห่วงสถานการณ์สู้รบในเมียนมา ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยมายังชายแดนไทย ทะลุ 8,802 คน ย้ำต้อง เปิดประตูมนุษยธรรม เป็นนโยบายเร่งด่วน ลั่นไทยสร้าง ‘ค่ายอพยพ’ ใหม่ไม่ได้แล้ว 43 ปี 91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ รัฐบาลใหม่ต้องมองการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม 1 ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เปิดเผย ถึงสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้หนีภัยการสู้รบมายังชายแดนประเทศไทย จำนวน 8,802 คนแล้ว ซึ่งไทยต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี การสู้รบภายในประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นในประเทศหลายแสนคน 

ล่าสุดจากสถานการณ์ในรัฐคะเรนนี มีการทิ้งระเบิดและ มีการปะทะ ติดกับชายแดนไทย ฝั่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ติดพื้นที่พักพิง บ้านใหม่ในสอย การทิ้งระเบิดตรงนั้น ทำให้มีผู้อพยพมาเพิ่ม และแนวโน้มสถานการณ์จะยืดเยื้อ ไทยต้องเตรียมรับมือและต้องมี นโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดประตูมนุษยธรรม Humanitarian Corridor ซึ่งต้องเป็นนโยบายเร่งด่วนด้วย

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง เปิดประตูมนุษธรรม Humanitarian Corridor เป็นนโยบายเร่งด่วน ไทยมีชายแดนติดกับเมียนมายาวมาก และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ รัฐบาลใหม่ต้องมองความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ไม่ใช่แค่ในระดับทิวภาคี แต่ต้องมองในระดับภูมิภาค และเวทีโลก ถ้าไทยไม่มีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแก้ปัญหาที่รากเหง้า ไทยจะถูกมองว่าไม่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องมองหาการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้ได้ในเมียนมา

ชาวเมียนมาอพยพเข้าไทยชาวเมียนมาอพยพเข้าไทย

ผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมา

นายกัณวีร์ ระบุว่าไทยต้องช่วงชิงความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเมียนมา ไม่ได้ต้องการจะแข่งกับใคร แต่ต้องยอมรับว่าเมียนมาเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีใครสามารถจัดการแก้ปัญหาแบบเป็นระบบได้ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับเมียนมา มีภูมิรัฐศาสตร์ ที่จำเป็นต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหาเมียนมา จะอาศัยอาเซียนอย่างเดียว ทำไม่ได้เพราะไม่สามาถแก้ปัญหาได้

ไทยใช้ภูมิรัฐศษสตร์ ที่มีชายแดนยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร พูดคุยกับเมียนมาได้ แม้จะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ไทยจำเป็นต้องพูดคุย ไม่ใช่แค่ทหารเมียนมา ไทยต้องคุยกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ทำงานมนุษยธรรม และภาคประชาสังคมที่มีอยู่ ประเทศไทยต้องใช้บทบาทนี้ จะไม่ไปแทรกแซง แต่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในเมียนมาให้ได้

ทั้งนี้ นายกัณวีร์ ได้มีโอกาสไปพบภาคประชาสังคม ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ทราบว่าพื้นที่ชั้นในเป็นพื้นที่สงครามระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมา และกองกำลังติดอาวุธ ไปแล้ว ดังนั้นสถานการณ์จะผันผวนตลอดเวลา ผู้พลัดถิ่นในเมียนมานับแสนคน พร้อมจะอพยพมาเป็นผู้ลี้ภัยในไทย ไทยต้องเตรียมพร้อม พื้นที่ปลอดภัยปัจจุบันไม่เพียงพอ จะใช้แค่ศักยภาพ และบริบทในพื้นที่ดูแลตามยถากรรมไม่ได้ และการให้อยู่ชั่วคราวแล้วส่งกลับ เพราะบริเวณชายแดนมีการใช้กฏอัยการศึกและความมั่นคงดูแล

แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรม ไทยสามารถจับมือในภูมิภาค อาเซียน สามารถสนับสนุนไทยได้แน่นอน ที่ผ่านมาอาเซียนใช้ฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิกับเมียนมา แต่ไทยต้องมองปัญหาเฉพาะหน้าด้วย ต้องมองปัญหามนุษยธรรม จะสามารถเอาความร่วมมือมาผลักดัน สถานการณ์ผลกระทบในเมียนมา

ส่วนการจัดการพื้นที่ปลอดภัยที่มีอยู่ 5 แห่งแล้ว บริเวณชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน นายกัณวีร์ เห็นว่าเมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มที่ยืดเยื้อ และมีการอพยพมาต่อเนื่อง ระบบปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับจำนวนคนที่มากขึ้นได้แน่นอน การแก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องวางแผนตั้งแต่การเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมไปถึงการพัฒนาไปด้วยจะมองแค่งานมนุษยธรรมอย่างเดียวไม่พอ ทั้งที่พักพิง อาหาร คงไม่พอ ต้องวางแผนด้วยว่าทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ได้โดยไม่พึ่งพิงคนอื่นมากนัก

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

“ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ จะทำอย่างไรให้อยู่ได้ สามารถดึงองค์กรระหว่างประเทศมาได้ เราจะไม่สร้างค่ายผู้อพยพใหม่ เพราะการสร้างค่ายใหม่จะเกิดปัญหาเรื้อรัง อย่างที่มีมา 43 ปีที่ผ่านมา 91,000 คนยังอยู่ในค่ายผู้อพยพ ถ้าสร้างค่ายใหม่เกิดปัญหาเรื้อรังแน่นอนรัฐบาลใหม่ต้องมองการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งกลับแบบสมัครใจ

และการตั้งถิ่นฐานใหม่ ต้องมีช่องออกแต่ต้น ไม่ใช่รับมาแล้วส่งกลับ ต้องว่าจะทำอย่างไร ถ้าแนวโน้มไม่ดี จะส่งตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ไหม ให้กระทรวงแรงงานไปดูแลไหม ต้องครอบคลุมทั้งหมด ในงานด้านมนุษยธรรม ต้องให้ เพื่อให้ยืนด้วยขาตัวเองได้ในที่สุดด้วย” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ

สำหรับการสู้รบในรัฐคะเรนนีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. 2566 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว มีผู้หนีภัยการสู้รบจากรัฐคะเรนนี หรือรัฐคะยา ประเทศเมียนมา อพยพมายังชายแดนไทย ซึ่งมีการเปิดพื้นที่ปลอดภัย 4 แห่งบริเวณชายแดน อ.แม่สะเรียง อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ให้ผู้หนีภัยการสู้รบ รวม 5,133 คน 

และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.66 กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดในพื้นที่ค่ายผู้อพยพในรัฐคะเรนนี ตรงข้ามบ้านปางหมู ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลให้มีผู้หนีภัยการสู้รบมายัง บ้านในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพิ่มอีก 3,331 คน จึงเปิดพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวอีก 1 แห่ง รวม 5 แห่ง มีผู้หนีภัยจากรัฐคะเรนนี 8,802 คน

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ
'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

พรุ่งนี้มี ‘คาร์ม็อบ’ ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553690

15 ก.ค. 2566

พรุ่งนี้มี 'คาร์ม็อบ' ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ 

“อานนท์ นำภา” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก นัดหมายชุมนุมคาร์ม็อบ “RespectMyVote” ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค. 66) ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ

“นายอานนท์ นำภา” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก นัดหมายชุมนุม คาร์ม็อบ “RespectMyVote” ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค. 2566) โดยมีข้อความระบุว่า พรุ่งนี้ เติมน้ำมันรถท่านให้พร้อม เราจะคาร์ม็อบเอาใบลาออกไปยื่นให้ สว. ถึงที่ เมื่อไม่ทำหน้าที่ก็ออกไปซะ !!! 13.00 น. เจอกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน 

ข้อความบนเฟซบุ๊กนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566ข้อความบนเฟซบุ๊กนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566

สำหรับ รถจักรยานยนต์รบกวนทำธงมาด้วย รถยนต์พร้อมป้ายตามสะดวก ส่วนเส้นทาง เริ่มจากถนนราชดำเนิน-กองบัญชาการกองทัพบก-กองทัพเรือ-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-จบที่หอศิลป์ กทม.

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น ‘นายกฯ’ ไม่ได้ พร้อมถอยให้ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553686

15 ก.ค. 2566

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น 'นายกฯ' ไม่ได้ พร้อมถอยให้ 'เพื่อไทย'

‘พิธา’ ประกาศความพร้อม‘ก้าวไกล’ ขอทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้ หากไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย เปิดทางให้ ‘พรรคอันดับ2’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้ MOU ที่ทำร่วมกันไว้

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์บัญชีชื่อ ‘Pita Limjaroenrat @Pita_MFP’ ใจความว่า สวัสดีทุกคนครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภา 324 เสียง โดยเฉพาะ สว. 13 ท่าน ที่โหวตเห็นชอบให้ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทราบดีว่า สว. หลายท่านเผชิญแรงกดดันมากมาย ที่รุนแรงหนักหนาจากการตัดสินใจครั้งนี้ 

ที่สำคัญที่สุด ผมขอขอบคุณทุกแรงใจ แรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน แต่ต้องขออภัยทุกท่านที่เรายังทำไม่สำเร็จ 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน คือจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ วันนี้เราพยายามทำทุกวิถีทางตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการตอบสนอง เจตนารมณ์ของประชาชนได้รับการเคารพ

นี่คือการต่อสู้ร่วมกันไม่ใช่แค่ของพรรคก้าวไกลและ 14 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของ 8 พรรค ตัวแทน 27 ล้านเสียง แต่คือการต่อสู้ของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อยืนยันว่าเสียงของประชาชนต้องเป็นเสียงที่กำหนดอนาคตของประเทศนี้ 

ขอให้เราเดินด้วยกันต่อไป ตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้ แต่เวลาของเราเหลือไม่มาก เพราะผมทราบดีว่าประเทศไทยเดินต่อไปโดยไม่มีรัฐบาลของประชาชนแบบนี้ได้อีกไม่นาน ภายใต้เวลาอันจำกัดนี้ เราเหลือโอกาสอีกไม่กี่ครั้ง ที่ต้องสู้ร่วมกัน ใน 2 สมรภูมิ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามมติมหาชนได้สำเร็จ 

สมรภูมที่หนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 วันข้างหน้า คือการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม และ

สมรภูมิที่สอง ก็คือการยื่นเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ สว. ในการเลือกนายกถาวรตลอดกาล 

ทั้งสองสมรภูมิจะไม่มีวันชนะได้ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนใจ สว. ให้อยู่ข้างประชาชน ผมจึงขอให้ประชาชนทุกคน ร่วมทำภารกิจกับผมในสองสมรภูมินี้ โดยการ ส่งสารถึง สว. ในทุกวิถีทาง ทุกวิธีการที่ท่านนึกออก 

ย้ำ ขอเป็นวิธีการสร้างสรรค์ ช่วยกันเชิญชวนให้ สว. โหวตนายกตามมติประชาชน หรือ โหวตยกเลิกมาตรา 272 เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน 

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น 'นายกฯ' ไม่ได้ พร้อมถอยให้ 'เพื่อไทย'

หากพวกเราทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้แล้วเป็นที่ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จริงๆ ผมพร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย โดยเปิดทางให้พรรคอันดับสอง คือพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้ MOU ที่ทำร่วมกันไว้ และผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทุกคนพร้อมสนับสนุนแคนดิเดทนายกของพรรคเพื่อไทย 

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราไม่ยอมแพ้แน่นอน และขอทุกคนมาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้จนถึงที่สุด ผมคนเดียวหรือพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียวไม่อาจเปลี่ยนใจ สว. และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนได้จริง 

จึงต้องขอแรงพลังจากทุกท่านร่วมทำภารกิจเพื่อให้เราสามารถจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จ 

อนาคตของพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในมือของพวกท่านทุกคนแล้ว มาช่วยกันส่งสารเพื่อเปลี่ยนใจ สว. 

ขอบคุณครับ 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล