‘พลังประชารัฐ’ เปิดเกมรุกตั้ง ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ประธานผู้ประสานงาน สส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553637

14 ก.ค. 2566

‘พลังประชารัฐ’ เปิดเกมรุกตั้ง ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ประธานผู้ประสานงาน สส.

‘พลังประชารัฐ’ เปิดเกมรุก ‘บิ๊กป้อม’ ลงนามคำสั่งพรรค ตั้ง ‘ร.อ.ธรรมนัส’ เป็นประธานผู้ประสานงานสส. ในสภาฯ พร้อมตั้ง 2 รองประธาน อนันต์- อรรถกร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้ลงนามในคำสั่ง แต่งตั้งผู้ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา และมีประสิทธิภาพ บรรลุตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์และนโยบายของพรรคอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17 (1)

ได้มีการแต่งตั้งผู้ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย

  1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานผู้ประสานงาน
  2. นายอนันต์ ผลอำนวย รองประธานผู้ประสานงาน คนที่ 1
  3. นายอรรถรกร ศิริลัทธยากร รองประธานผู้ประสานงาน คนที่ 2 

     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

‘พลังประชารัฐ’ เปิดเกมรุกตั้ง ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ประธานผู้ประสานงาน สส.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

นายอนันต์ ผลอำนวย นายอนันต์ ผลอำนวย

นายอรรถรกร ศิริลัทธยากรนายอรรถรกร ศิริลัทธยากร

‘วันนอร์’ นัดประชุมรัฐสภา ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553632

14 ก.ค. 2566

'วันนอร์' นัดประชุมรัฐสภา ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2

เลขาธิการรัฐสภา ออกหนังสือด่วนที่สุด ถึง สส.-สว. ตามที่ ‘วันนอร์’ นัดประชุมรัฐสภา ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบ 2 ในวันพุธ 19 ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา ได้ออกหนังสือ ด่วนมากที่ สผ 0014/ร 2 ถึง สส. และสว. เรื่อง การประชุมร่วมรัฐสภา เนื่องด้วยประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันที่ 19 ก.ค.2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. 

โดยมีเรื่องเสนอใหม่ คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) หรือโหวตนายกรัฐมนตรี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกหนังสือด่วนที่สุดของ เลขาธิการรัฐสภา เป็นไปตามคำสั่งของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ วันนอร์ ประธานรัฐสภา หลังโหวตนายกฯ ครั้งแรก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ผ่าน ด้วยคะแนน 324 เสียง ห่างจากเป้าหมายที่ 376 เสียงอยู่ที่ 52 เสียง

‘ก้าวไกล’ รุก ปิดสวิตช์สว. พ้น โหวตนายกรัฐมนตรี -ลั่นถึงเวลาคืนอำนาจปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553621

14 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล'  รุก ปิดสวิตช์สว. พ้น โหวตนายกรัฐมนตรี   -ลั่นถึงเวลาคืนอำนาจปชช.

“ก้าวไกล” นำเรื่องเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฏร แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจ สว.  มีส่วนร่วมในการโหวตนายกรัฐมนตรี ชี้ในเมื่อสว.จำนวนมากสนองตอบไม่ใช่สิทธิ ด้วยการงดออกเสียง จึงควรให้มาเป็นเวทีของสส. ระบุเพื่อไทย ทราบเรื่องและไม่ขัดข้อง

ที่อาคารรัฐสภา พรรคก้าวไกลนำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์  รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล  , นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยสส.ของพรรคก้าวไกล ได้ยื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นการแก้ไขกฎหมาย โดยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา( สว.  ) มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว หรือเรียกว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อคืนอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีให้กับประชาชนหรือ ปิดสวิตช์สว.

นายชัยธวัช กล่าวว่า   การยื่นแก้กฎหมาย  เนื่องจากการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสที่
13 ก.ค.ที่ผ่านมา   เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรี  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   พรรคก้าวไกล ปรากฏชัดว่ามีสว.จำนวนมาก ได้งดออกเสียง 159 คน และไม่มาประชุม  43 คน ซึ่งหลายคนได้แสดงออกชัดเจนว่าตนเองไม่ประสงค์ที่จะใช้สิทธิ ใช้อำนาจทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี    ให้เป็นเรื่องของสส.   ดังนั้นเมื่อสว.จำนวนมากประสงค์เช่นนั้น  ต่อการไม่ใช้สิทธิของตนเองโดยการงดออกเสียง ก็จะนำไปสู่ทางตันทางการเมือง 

พรรคก้าวไกลจึงเสนอทางออกให้กับสว. ซึ่งเชื่อว่าทางนี้จะเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ของทั้งสว.
และตอบโจทย์ ในระบบรัฐสภาของไทย ทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปได้ เพื่อที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทั้งนี้เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นคนละส่วนกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองส่วนสามารถดำเนินการคู่ขนานไปได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการไปอีกกี่ครั้ง

มั่นใจสว.ไม่ขัดข้องเพราะเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้สิทธิ

ดังนั้นพยายามหาทุกช่องทางที่จะทำให้สามารถมีข้อยุติ เรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี  และพรรคก้าวไกลรวมถึงอีก 7 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็คงจะทำหน้าที่พยายามที่จะขอเสียง จากสว. เพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนการยื่นร่างแก้ไขมาตรา272 ในวันนี้ ได้แจ้งไปยังพรรคเพื่อไทยให้ทราบแล้ว และพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่อย่างใด เพราะได้เตรียมร่างนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว   เพื่อนสมาชิกได้เซ็นเสนอร่างทิ้งไว้แล้ว และมีการตัดสินใจเมื่อคืนนี้(13 ) ที่จะยื่นต่อสภาในทันที เพื่อที่จะใช้เวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเข้าใจดีว่าเมื่อเร่งรีบและต้องการให้ระยะเวลาสั้นที่สุด ก็ไม่สามารถที่จะมีเวลารอให้สมาชิกจากพรรคอื่น มาร่วมเซ็นด้วย   ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่นจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้


“ส่วนการยื่นแก้กฎหมายมาตรา 272 ในครั้งนี้ ครั้งนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจโหวตเลือกนายพิธาของ สว.หรือไม่  แล้วแต่มุมมอง แต่เชื่อว่าไม่ได้กระทบอะไร เพราะเนื่องจากว่าสว.ก็ไม่ประสงค์ที่จะออกเสียงอยู่แล้ว จึงมองหาทางออกให้กับทุกฝ่าย ในเมื่อลงคะแนนงดออกเสียง 159 คน และไม่มาประชุมเลย 43 คน ดังนั้นจำนวนมากก็ควรที่จะยินดีหากไม่ต้องใช้สิทธิอย่างเป็นทางการเลย “

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วยกับการยื่นครั้งนี้หรือไม่นั้น คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะร่างนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการเสนอไปหลายครั้ง ในสภาสมัยที่แล้ว แต่ครั้งนั้นพรรคที่เป็นฝั่งรัฐบาลเช่นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกเสียงให้โดยตลอดเห็นด้วยกับร่างดังกล่าว ในครั้งนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรและสว.จำนวนมาก ก็เห็นด้วยกับร่างดังกล่าว สว.หลายคนมีความประสงค์ที่ไม่เห็นด้วยกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นี่คือทางออกที่ดีที่สุด

ถ้าสว.จะเอาเรื่องการแก้ไข 112 มาเป็นเงื่อนไขในการไม่ร่วมแก้ไขมาตรา 272 นั้น   เห็นว่าไปไกล ถือว่าไกลเกินกว่าที่จะโยง เพราะเรื่องนี้เป็นการหาทางออกให้ทุกฝ่ายสบายใจ ในเมื่อมีมโนธรรมสำนึกในใจว่าไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทำการอะไรที่ไม่ขัดกับมโนธรรมสำนึก ก็ยกเลิกมาตรานี้ และคืนอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นของประชาชน เมื่อตัดสินประชาชนตัดสินใจไปแล้วจะถูกจะปิดก็ไม่เกี่ยวกับสว. ย้ำว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด

หวังสส.ซีกรัฐบาลเดิมสนองตอบ ยกเลิกมาตรา 272

“ไม่กังวล ว่าการยื่น แก้ไขมาตรา 272 จะพาพรรคก้าวไกลไปสู่ฝ่ายค้าน เพราะเราต้องการทำตามความประสงค์ของสว.จำนวนมากและไม่เกี่ยวกันกับการโหวตนายกรัฐมนตรี และต้องไปถามสว. ว่าในเมื่อไม่ประสงค์ที่จะโหวตนายกรัฐมนตรี จะเห็นด้วยหรือไม่กับร่างดังกล่าว  ส่วนข้อกังวลที่ว่าระยะเวลาในการแก้กฎหมายอาจจะยาวนาน และไม่ทันกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี   แท้จริงการแก้กฎหมายไม่ยาวนานขนาดนั้น เพราะเนื้อหาสาระไม่ได้มีอะไรมากนอกจากการยกเลิกมาตรา 272 ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว  และ ไม่สามารถบอกได้ว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะใช้เวลาอีกกี่ครั้ง ดังนั้นเราจะว่าพยายามที่สุดที่จะหาทางเลือกใหม่  ๆให้กับสังคมไทย และคาดหวังว่าสมัยประชุมนี้ ฝ่ายรัฐบาลเดิมจะมีจุดยืนเช่นเดิม แม้ในขณะนี้จะไม่มีฝ่ายค้านก็ตาม  “

นายชัยธวัช กล่าวว่า  การที่สว. ยกข้อบังคับที่ 41 ที่ว่าไม่ให้มีการเสนอญัตติซ้ำ ซึ่งการเสนอชื่อนายพิธา อีกครั้งในการโหวตนายกรัฐครั้งต่อไปจะขัดต่อข้อบังคับนั้น   เป็นการตีความผิด  ไม่สามารถเอาวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งกำหนดไว้ แยกเป็นการเฉพาะอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไปรวมตีความรวมเป็นญัตติทั่ว ๆ ไป เหมือนญัตติอื่น ๆ ในสภาได้ ดังนั้นต้องแยกออกจากกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 8 พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กันแล้วและเห็นตรงกันว่าไม่สามารถตีความข้อบังคับแบบนั้นได้ และไม่กังวลว่าสว.จะนำข้อบังคับ 41 นี้เข้ามาตีรวนในสภาจนไม่สามารถ เสนอนายพิธาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป

สำหรับที่มีแกนนำ หลายจังหวัดให้พรรคก้าวไกลถอยเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อรักษาไว้ในนโยบายอื่น ๆ นั้น  ถ้าเป็นความเห็นจากแกนนำในพรรคในแต่ละจังหวัดหรือสส.พรรค คงมีกระบวนการหารือกัน  แต่เบื้องต้นพยายามทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องนี้เป็นข้ออ้างบังหน้าเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ได้เห็นข้อความ ที่ส่งกันใน LINE ของสว.ที่อ้างว่า “ให้ระวังไว้ ว่านายพิธาจะประกาศในรัฐสภาว่าจะไม่แก้ 112 แล้วแต่ขออย่าให้เชื่อ อย่าให้ถูกหลอกเพราะพวกเขามีวัตถุประสงค์ ในทางไม่ดี….” และในการประชุมรัฐสภาก็มีสว.บางคน ที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณที่ระบุว่า “ต่อให้นายพิธาประกาศว่าไม่แก้ 112 ก็ไม่เชื่อ เพราะมีความเลวร้ายอื่น อีก…” ไม่มีเรื่องนี้ก็มีเรื่องอื่น

สำหรับสว.จำนวนหนึ่ง ต้องทำความเข้าใจว่า  เหตุผลที่แท้จริงคือมีกลุ่มขั้วอำนาจเดิม ยังพยายามที่จะพลิกขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลโดยร่วมมือกับกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มทุนที่ไม่ต้องการเห็นพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลเพราะไม่ต้องการเสียผลประโยชน์จากนโยบาย  ดังนั้นจึงพยายามทุกวิธีทาง ทั้งผ่านรัฐสภาหรือผ่านกระบวนการอื่นๆ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการทำงานขององค์กรอิสระบางองค์กรด้วยเพื่อเป้าหมายเดียว   เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุ
 

นายวันมูหะมัดนอร์  มะมา  ประธานสภาผู้แทนราษฏร  กล่าวว่า จะให้เจ้าหน้าที่สภาได้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน ของรายชื่อ และเอกสาร เพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระต่อไป ส่วนวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งถัดไป ได้ออกหนังสือเชิญสมาชิกรัฐสภามาประชุมในวันที่ 19 ก.ค.

แสดงจุดยืน ‘วัลลภ’ ประกาศ งดออกเสียง ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553608

14 ก.ค. 2566

แสดงจุดยืน ‘วัลลภ’ ประกาศ งดออกเสียง ‘โหวตนายกฯ’

แสดงจุดยืน ครูหยุย ‘วัลลภ ตังคณานุรักษ์’ ประกาศ งดออกเสียง ‘โหวตนายกฯ’ ลั่นไม่ว่าเป็น ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา-อนุทิน-บิ๊กป้อม’ ก็งดออกเสียง ตามเจตนารมณ์ สว.ปิดสวิตซ์ตัวเอง

โหวตนายกรัฐมนตรี สรุป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รับเสียงสนับสนุน 324 เสียง หรือเห็นชอบ รวม 324 เสียง ไม่เห็นชอบ มีการออกเสียงรวม 182 เสียง งดออกเสียง มี 199 เสียง 

จากเป้าหมายที่วางเอาไว้คือ 376 เสียง ยังห่างอยู่ 52 เสียง ส่วนมากสมาชิกวุฒิสภา หรือสว. งดออกเสียง และหนีโหวตนายกฯ นั้น

ครูหยุย หรือ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สว. ซึ่งเป็น 1 ใน สว.ส่วนใหญ่ ที่ลงมติงดออกเสียงในการโหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ โพสต์ข้อความผ่านเพจ “วัลลภ ครูหยุย ตังคณานุรักษ์” ระบุว่า การลงมติใดใดในสภา จะมีสามทางเลือกครับคือ 

เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ งดออกเสียง ผมตัดสินใจ”งดออกเสียง เพราะต้องการคงเจตนารมณ์ ที่เคยลงมติ “ปิดสวิตซ์ตนเอง” มาแล้วเมื่อปี 2565 ว่า จะไม่ใช่สิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีคนใดอีก 

ดังนั้น คราวนี้เสนอ สส.พิธา จึงประกาศ “งดออกเสียง” คราวต่อไป ถ้าเสนอ อุ๊งอิ๊ง หรือ เศรษฐา หรือ อนุทิน หรือลุงป้อม” ผมก็จะประกาศ “งดออกเสียง” เช่นกัน

‘ชลน่าน’ หวั่นอีกขั้วเสนอ ‘บิ๊กป้อม’ แข่ง รอหารือ 8 พรรคร่วมเคาะใครชิงนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553599

14 ก.ค. 2566

‘ชลน่าน’ หวั่นอีกขั้วเสนอ ‘บิ๊กป้อม’ แข่ง รอหารือ 8 พรรคร่วมเคาะใครชิงนายกฯ

‘ชลน่าน’ ย้ำ ปชช.เลือก ‘ก้าวไกล’ มาเป็นรัฐบาลไม่ใช่ฝ่ายค้าน รอหารือ 8 พรรคร่วมเคาะชื่อแคนดิเดตนายกฯ รอบ 2 รับกังวลหาก ‘บิ๊กป้อม’ ลงแข่ง

วันที่ 14 ก.ค.ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณขึ้นมาแข่งในการชิงนายกฯ รอบ 2 โดยระบุว่า เป็นความกังวลใจของตน ถ้ารู้ว่าจะมีการแข่งขัน เรามีข้อห่วงใยก็คือ คาดการณ์ว่าเสียงโหวตที่จะให้กับคู่แข่งเรา อาจเกิดผลสำเร็จขึ้นมาได้ หาก188 เสียงรวมกันแน่น และรวมกับเสียงของ ส.ว. อีก 250 เสียง ก็ถึง 375 เสียง

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต่อหรือไม่ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า พรรคเพื่อไทยยังเคารพสิทธิของก้าวไกลในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง จะดันหรือไม่ดัน ก็อยู่ที่การเสนอกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเสียง ส.ว. ที่หากเสนอชื่อนายพิธาต่อ ก็จะได้มายากนั้น ก็มองว่า ไม่มีอะไรง่าย โดยเฉพาะการเมืองที่ไม่ปกติแบบนี้ บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ถ้าเราคาดการณ์แล้วรู้ว่าอะไรจะสูญเสียไป ก็ต้องพูดคุยกันเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ถ้าการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 19 ก.ค. นี้ แล้วเราไม่มีหลักเลย และมีคนแข่ง ไม่มีความมั่นใจเหมือนสมมุติฐานข้างต้นเรามีโอกาสแพ้ต้องปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไร

ส่วนจะมีการเสนอเปลี่ยนชื่อแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า อยู่ที่ข้อเสนอ และการพูดคุย หากยืนยันจะเสนอชื่อนายพิธา ก็อยู่ที่ก้าวไกล เราจะผลักดันสุดความสามารถ ซึ่งคำว่า “สุดความสามารถ” ขึ้นอยู่กับโอกาส ความพึงพอใจ ความเสียหาย ไม่มีนิยามที่ชัดเจน ถ้าทำถึงที่สุดแล้วพึงพอใจเห็นชอบ ไม่มีผลกระทบไม่เกิความเสียหายแล้วจบได้ ก็คือนิยามของเขา ความพึงพอใจของบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง จะเหนือกว่าความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนในประเทศชาติไม่ได้ จะทำอะไรที่เป็นเหตุให้ประชาชนเดือดร้อนประเทศชาติเสียหาย ก็คงทำไม่ได้ จึงต้องมีจุดสมดุล รวมถึงเชื่อว่า 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หากไม่ได้นายกฯ ที่ชื่อ พิธา หรือที่มาจากทั้ง 8 พรรคร่วมฯ ที่เป็นความคาดหวัง ความต้องการของประชาชน ก็จะถูกทำลายลงทันที

ส่วนจะมีความชัดเจนหลังจากการพูดคุยกันในวันนี้เลยหรือไม่ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า คงต้องสรุปก่อนให้ได้ ถ้าเราไม่ชัดเจน อีกฝ่ายก็มีเจตนาที่จะส่งชื่อ ถ้าเราทำตามกับดักที่เขาวางไว้ ก็ได้รับความพ่ายแพ้ และเป็นการเอาความหวังจากพี่น้องประชาชน 25 ล้านเสียงไปทำลายทิ้ง เชื่อว่า ประชาชนรับไม่ได้

เมื่อถามว่า จะมีการเตรียมชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 เลยหรือไม่ น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า อยู่ที่การพูดคุยปรึกษาหารือกัน ยังไม่ถึงเวลานั้น จะให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคก้าวไกลเป็นคนเสนอนั้น ก็ยังไม่ถึงเวลานั้น

ส่วนกรณีที่นายปิยะบุตร แสงกนกกุล ออกมาให้ความเห็นว่าพรรคก้าวไกลควรปิดสวิตช์ ส.ว. แล้วถอยกลับไปเป็นฝ่ายค้านนั้น น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เป็นความเห็นของผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกล ซึ่งจะปฏิบัติหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่เราไม่มีข้อผูกมัดอะไรในการไปเป็นหรือไม่เป็น  เพราะประชาชนเสียงข้างมาก เลือกให้มาเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้เลือกให้มาเป็นฝ่ายค้าน และหากกลับไปเป็นฝ่ายค้านครั้งหน้าจะได้เสียงมากขึ้น ก็แล้วแต่ ตนเองไม่ขอวิจารณ์

เมื่อถามว่าฉันทามติของประชาชน เป็นฉันทามติที่ให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเป็นนายกฯ หรือนายพิธาเป็นนายกฯ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า นายพิธา สามารถรวบรวมเสียงได้มากที่สุด ซึ่งในเชิงสัญลักษณ์เหมือนประชาชนสนับสนุนพิธาเป็นนายก ส่วนเสียงข้างมากที่รวมได้ จากตัวแทนของประชาชนที่เลือกเข้ามา อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่น ๆ หมายความว่าตัวแทนที่เลือกมา ยอมรับว่าประชาชนเลือกนายพิธา เป็นนายกฯ

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า สว. ไม่โหวตเลือกให้พรรคก้าวไกลแม้จะไม่ได้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ในพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็จะไม่โหวตให้นั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นเสียงจาก สว.แค่บางคน 

เมื่อถามว่า จะเป็นทางออกหรือทางตันของประเทศ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า ไม่เป็นทางตัน เพราะประเทศต้องมีนายกฯ มีรัฐบาล ต้องมีทางออก ทุกฝ่ายต้องเปิดทางให้กับประเทศและประชาชน

เมื่อถามต่อว่าหากพรรคก้าวไกลไม่ยอมลดเพดานในการแก้ไขมาตรา 112 พร้อมกับเสนอให้แก้ไขมาตรา 272 ด้วยจะเป็นการสร้างความวุ่นวายให้กับสภาหรือไม่ และพรรคเพื่อไทยจะมีอย่างไร น.พ.ชลน่าน ระบุว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายที่พรรคก้าวไกลสัญญาไว้กับประชาชน จึงต้องมีจุดยืนแบบนี้ และเชื่อว่าไม่เสียหายต่อบ้านเมือง จึงพยายามชี้แจงไป เราไม่ไปก้าวล่วง ส่วนแก้ไขมาตรา 272 ไม่ได้คุยกัน

ส่วนการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 จะสร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ว. หรือไม่ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า ก็ต้องไปถาม ส.ว. ซึ่งอาจมีบางคนสบายใจก็ได้ 

‘สส.ก้าวไกล’ ฟาด ‘ธนกร’ ปมเรียกร้องเคารพเสียงข้างมาก ‘รัฐสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553593

14 ก.ค. 2566

'สส.ก้าวไกล' ฟาด 'ธนกร' ปมเรียกร้องเคารพเสียงข้างมาก 'รัฐสภา'

‘สส.ก้าวไกล’ โต้กลับ ‘ธนกร’ เรียกร้องเคารพเสียงข้างมาก ‘รัฐสภา’ ชี้คือความไม่ปกติทางการเมือง อุปสรรคการเดินหน้าประเทศไทย เตือนสติ ‘เงินเดือน’ คือ ‘ภาษีประชาชน’ ทั้งประเทศ

จบการโหวตเลือกนายกฯรอบแรกไปแล้ว แต่การลงคะแนนเสียงยังคงเป็นประเด็นร้อน เนื่องจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากฝ่ายพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งบางส่วนมองว่า ขัดแย้งกับผลการเลือกตั้งของประชาชน

ล่าสุด น.ส.ภคมน หนุนอนุนต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะรองโฆษกพรรคก้าวไกล แชร์ข่าวกรณี นายธนกร วังบุญคงชนะ ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ไว้ ก้าวไกลพูดเสมอให้เคารพเสียงข้างมาก วันนี้ก็ขอให้เคารพเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนนายพิธาตามระบบรัฐสภา ที่เป็นประชาธิปไตย อย่าแพ้แล้วพาลโทษคนอื่นขอให้กลับไปทบทวนตัวเอง

น.ส.ภคมน ตอบโต้กลับด้วยการโพสต์ข้อความระบุว่า นี่คือตัวอย่างของเหตุผลที่เราต้องเรียกร้องให้คืนความปกติให้ประเทศไทยและระบอบประชาธิปไตย เราจะเดินหน้ากันไปอย่างไรเมื่อมีคนที่มองไม่เห็นความปกติที่เกิดขึ้น และทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางความปกติ เมื่อไรก็ตามที่คุณมองไม่เห็นความปกติ คุณคือความไม่ปกติและเป็นอุปสรรคในการเดินหน้าของประเทศไทย

ในเมื่อหมวกที่สวมคือ ผู้แทนราษฎรความหมายชัดเจน แต่กลับไม่เคยทำหน้าที่เพื่อประชาชนเลย อย่าลืมว่าเงินเดือนที่คุณได้รับคืนภาษีประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ภาษีแค่ 4 ล้านคนที่เลือกคุณ 

ทำหน้าที่เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศให้ได้บ้าง แม้บทที่ถูกวางคือองครักษ์พิทักษ์นายก็ตาม

ดิฉันคงไม่เรียกร้องมารยาทและจิตสำนึกทางการเมืองของคุณเพราะคงจะมากเกินไป เอาแค่ระอายบ้างก็พอ ความระอายสามารถเกิดขึ้นได้ผิวเผินหวังว่าไม่ยากเกินไป

แล้วถ้ามีพี่น้องสื่อเอาไปเผยแพร่ต่อแล้วถามประเด็นนี้ อย่าตอบนะว่าผมไม่ให้ค่า ผมไม่รู้จัก งั้นก็รู้จักซะ

“ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สส. พรรคก้าวไกล ผู้แทนราษฎร ที่มากจากเสียงส่วนใหญ่ที่ปชช.ลงฉันทามติให้ในการเลือกตั้ง

สส.ก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กสส.ก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก

‘สว.’ ตั้งทีมกฏหมายเอาผิดคดี ‘หมิ่นประมาท’ พวกบูลลี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553594

14 ก.ค. 2566

'สว.' ตั้งทีมกฏหมายเอาผิดคดี 'หมิ่นประมาท' พวกบูลลี่

โหวตนายกฯ ลามนอกสภา ‘สว.’ ตั้งทีมกฎหมาย เอาผิด ‘หมิ่นประมาท’ บรรดาคนที่เข้าไปบูลลี่ การทำหน้าที่โหวตนายกฯ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาเตือนบุคคลที่มีพฤติกรรมบูลลี่ตนเองและครอบครัว สว. ว่าขณะนี้ สว. หลายคนอยู่ ระหว่างรวบรวมหลักฐาน  เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายหมิ่นประมาท โดยเฉพาะในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2566 ในการลงมติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย มีการคุกคาม ซึ่งถือว่าเลวร้ายกว่าในอดีต เป็นวิธีการที่สกปรก ชั่วช้า และเลวทราม คนที่เห็นต่างก็เข้าไปบูลลี่เขาหมด ทั้งตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย และครอบครัว

หลังจากร่วมประชุมกันแล้ว สว. ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินคดีทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งทีมกฎหมาย และเบื้องต้นได้ส่งหลักฐานให้ปอท. แล้วทั้งหมด

หลังจากนี้จะตรวจสอบทั้งหมดและย้อนหลังไป หากพบว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็จะดำเนินคดีทั้งหมด เพราะถือว่าไม่เคารพคนอื่น ใครที่ไม่ทำตามคุณก็ไปตามคุกคามเขาหมด ฉะนั้นต้องดำเนินคดี ประชาธิปไตยของคุณเป็นประเภทไหน เป็นพวกโจราธิปไตยหรือไม่ ที่ผ่านมาตนเคยดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทมาแล้ว

บางคนร้องห่มร้องไห้เพราะต้องออกจากราชการ ตนก็ให้อภัยไปหลายคนแล้ว แต่หลังจากนี้จะไม่ให้อภัยแล้ว ขอเตือนให้หยุดทั้งหมด อย่าคิดว่าหาไม่เจอ ที่ผ่านมาถือว่าตนเป็นบุคคลสาธารณะ แต่จากนี้จะเริ่มนับหนึ่งในการดำเนินคดี เพราะคุณไม่ได้ใช้สิทธิ

“ขณะที่คุณล้ำเลิศประชาธิปไตย แล้วเวลาติดคุกไม่ต้องมาขอโทษนะ เพราะไม่มีปล่อยฟรี ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทจริงจัง แล้วอย่าลืมนะว่าเป็นนักกฎหมายทั้งนั้น ที่มาสนุกสนาน เล่นๆ กันแบบนี้ ดำเนินคดีหมด ตอนนี้ทุกคนเตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว จะเอาให้เต็มที่ต่างกรรมต่างวาระ ไม่ต้องออกจากคุกกันเลย ทำ 10 ครั้งก็ 10 กรรม 10 วาระ” นายสมชายกล่าว

‘เสรี’ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว.- ลั่นอยู่ครบวาระ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553587

14 ก.ค. 2566

‘เสรี’ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว.- ลั่นอยู่ครบวาระ 5 ปี

เสรี สุวรรณภานนท์ สวนกลับ ‘ก้าวไกล’ ยื่นแก้ ม.272 หวังดิสเครดิต สว. ลั่นเป็นไปไม่ได้ที่ สว.จะปิดสวิตช์ตัวเอง ขอยึดหลักทำหน้าที่ต่อไม่เกรงกลัว เพราะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง ย้ำสว.อยู่ครบวาระ 5 ปีแน่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ระบุถึงการที่พรรคก้าวไกล จะเสนอยกเลิกมาตรา 272 ที่ สว. ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะต้องใช้เสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเคยทำมาแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่สว. จะปิดสวิตช์ตัวเอง ซึ่งการยกเลิกหรือแก้ไขไม่สามารถทำได้แต่มองว่า

ต้องการปิดสวิตช์สว.หรือ ดิสเครดิตสว. และทำให้สว.ลดความน่าเชื่อถือ เพื่อนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจของสว.

ทั้งนี้ หากต้องการให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปได้พรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร มากกว่าการปิดสวิตซ์สว.หรือให้สว.ลาออก นายเสรี กล่าวว่า ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะอยู่ในช่วงการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ทำได้คือต้องหาเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา เลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ 376 เสียง 

หรือจะมาจากสส.ฝ่ายเดียวก็ได้ ไม่ต้องมาใช้บริการสว. เพราะสส.มี 500 เสียง ก็ไปรวมให้ได้ 376 เสียง ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ต้องมาปิดสวิตช์สว.ให้ยุ่งยากเพราะปิดไม่ได้อยู่แล้ว

ส่วนการที่ระบุว่าดิสเครดิตสว.จะทำให้ประชาชนไม่พอใจ หรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าสว.มีจิตสำนึก รับผิดชอบ ในการทำหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ถ้าไปห่วงเสียงกดดันและข่มขู่ ให้ร้ายและไม่ยอมทำตามรัฐธรรมนูญ หรือหลักการที่ถูกต้องเหมือนกับว่าเราไม่รับผิดชอบ 

เอาตัวรอด กลัวเสียงกร่นด่า หรือไม่ชอบอีกฝ่ายหนึ่งดังนั้น วุฒิสภาต้องยึดหลักให้มั่น ทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะเป็นหลักการที่เป็นประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่คนบางกลุ่มที่มาเรียกร้อง

ทั้งนี้ หากพรรคก้าวไกลไม่แก้ไขมาตรา 112 ทางสว.จะมีการพิจารณาเลือกนายพิธาหรือไม่ นายเสรี ชี้แจงว่า สำหรับตนจะไม่นำมาพิจารณาแล้ว ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้ เพราะเจตนาที่พรรคก้าวไกลทำและเสนอต่อสาธารณะเพื่อต้องการกระทบสถาบันฯ และแนวนโยบายดังกล่าวพรรคก้าวไกล ยืนยันมาตลอดว่าไม่ถอย แต่หากเสนอไม่แก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่มีหลักประกันอะไรหากลงคะแนนให้ ในวันพรุ่งนี้จะกลับจากหน้ามือเป็นหลังมืออีกหรือเปล่าและอาจเดินไปตามหลักเดิม

ทั้งนี้ หากนายพิธาไม่ผ่าน ก็เสนอคนอื่นขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือแนวนโยบายพรรคก้าวไกล ที่ร่วมรัฐบาลก็ยังเป็นปัญหาอยู่ หากนำพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลและยังมีแนวคิดดังกล่าว กระทบกับสถาบันฯ ก็มีโอกาสจะไม่ผ่าน 

ดังนั้นต้องไปจับขั้วหรือพรรคให้ดี และรวมพรรคให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ 251 เสียงขึ้นไป โดยส่วนตัวคงไม่อยากชี้ว่าพรรคใดต้องร่วมกับพรรคใดให้ สส.ไปจัดกระบวนทัพ แต่ละฝ่ายแต่ละกลุ่ม

ส่วนในอนาคตเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและจะมีการแก้ไขมาตรา 272 สว.จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือเห็นด้วยหรือไม่ นั้น นายเสรี บอกว่า ไม่เห็นด้วย เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอให้ปิดสวิตช์สว.และตัดอำนาจหน้าที่สว. อีกทั้งสว.อยู่จะครบ 5 ปีอยู่แล้ว การเสนอแก้ไขมาตรา 272 คงไม่สามารถทำได้เพราะต้องใช้เสียง 1 ใน 3 คงปิดสวิตซ์ไม่สำเร็จ 

โดยส่วนตัวมองว่า สว.ควรจะทำหน้าที่ให้ครบวาระ เพราะการทำหน้าที่มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี แก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง เช่น วิกฤตที่เกิดขึ้นในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม มีนโยบายกระทบสถาบันฯ สิ่งนี้คือภารกิจ ดังนั้นในช่วง 5 ปีต้องทำงานให้ครบวาระ

ส่อง ‘มาตรา 272’ คืออะไร ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ หวัง ปิดสวิตซ์ สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553581

14 ก.ค. 2566

ส่อง 'มาตรา 272' คืออะไร ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ หวัง ปิดสวิตซ์ สว.

ส่อง ‘มาตรา 272’ เงื่อนไข คืออะไร? ทำไม พรรคการเมือง หนุนแก้ ร่างรัฐธรรมนูญ หวัง ปิดสวิตซ์ สว. ปิดทางดัน ‘นายกฯคนนอก’

หลัง “ผลโหวตนายกฯ” ทำให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ด้วยเพราะจำนวนสมาชิกรัฐสภา ที่ให้ความเห็นชอบมีเพียง 324 เสียง ไม่ถึง 376 เสียง ตามที่กำหนดไว้ เนื่องจาก “มาตรา 272” ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า บุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง สส. และ สว.

ผลโหวต ที่ล้มไม่เป็นท่า มาตรา 272 ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ พิธา ไม่ได้ไปต่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการ คณะก้าวหน้า เสนอให้พรรคก้าวไกล เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิก มาตรา 272 ทันที เพื่อปิดสวิตซ์ สว. คำถามจึงเกิด เงื่อนไขมาตรา 272 คืออะไร

มาตรา 272 คืออะไร

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีมาตรา 272 อยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล ที่กำหนดว่า

มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

หลักการตามมาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี “นายกฯ คนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยก่อนที่จะมี “นายกฯ คนนอก” ได้นั้น จะต้องมีสามขั้นตอนประกอบกัน คือ

  1. สส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา
  2. รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สส. และ สว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
  3. สส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คน เสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 “มาตรา 272” เปิดช่องทางไว้ให้มี “นายกฯคนนอก” โดยกำหนดกติกาว่า กรณีที่ไม่อาจตั้งนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อสามคนที่พรรคการเมืองเสนอไว้ได้ สมาชิกของสภา ทั้ง สส. และ สว. อาจรวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 คน จาก 750 คน เพื่อเสนอเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ได้ และหากรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วย สส. และ สว. ลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ก็จะสามารถเชิญใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก็มีบทบัญญัติแก้ปัญหา หรือคลายล็อก โดยกำหนดไว้ว่า เมื่อครบกำหนด 30 วัน ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ ที่ได้เสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรได้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจจะเสนอชื่อผู้ที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด ที่อาจจะไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ได้ ภายใน 15 วัน หลังจากครบกำหนด 30 วันข้างต้นไปแล้ว

แต่บทบัญญัติเช่นนั้น ไม่ได้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ดังนั้น การเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะหาคนที่ได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่า 376 เสียงได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

บทสรุป มาตรา 272 ได้บัญญัติให้อำนาจ สว.ในช่วง 5 ปีแรก มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สส. ทั้งนี้หากมีการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 272 จะทำให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี เหลือพียงขั้นตอนตามมาตรา 159 ซึ่งจะทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเหลือเพียงเสียงข้างมากจาก สส.เท่านั้น

ทั้งนี้สำหรับมาตรา 159 บัญญัติว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็น สส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ความหวังที่ “พิธา” จะได้นั่ง “นายกฯคนที่ 30” ดูเหมือนจะเลือนลาง นั่นจึงทำให้ พรรคก้าวไกล เตรียมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยกเลิกมาตรา 272 โดยทันที

สว.จรุงวิทย์ โหวตหนุน ‘พิธา’ เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553578

14 ก.ค. 2566

สว.จรุงวิทย์ โหวตหนุน ‘พิธา’ เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

สว.จรุงวิทย์ ภุมมา อดีตเลขาฯ กกต. อธิบายที่มาที่ไป ในการโหวต หนุน ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ส่วนปมแก้ ม.112 ไม่มีใน MOU 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องของ ‘ก้าวไกล’ ไม่เกี่ยวกับโหวตนายกฯ

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อดีตเลขาฯ กกต. ซึ่งเป็น 1 ใน 13 สว. ซึ่งลงมติ เห็นชอบ ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 13 ก.ค. 2566 

เปิดเผยว่า การโหวตเห็นชอบของตนนั้น มีเหตุที่ใกล้เคียงกับ พีระศักดิ์ พอจิต สว. ซึ่งโหวตเห็นชอบ เพราะคิดถึงความคาดหวังของประชาชนเป็นหลัก

“ในฐานะอดีต กกต. ผมจัดเลือกตั้งมา หลักการจับขั้วกันได้ข้างมากสุดต้องยอมรับ หลักคือเป็นการเคารพเสียงประชาชน” สว.จรุงวิทย์ อธิบาย 

สำหรับเรื่องการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ แจกแจงว่า ในการโหวตเมื่อวันที่ 13 ก.ค. นั้น เป็นการพิจารณาผู้สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย ขณะที่ในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือ MOU ของ 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้กล่าวถึงการแก้ไขมาตรา 112 แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คำร้องเรื่องการแก้ไข มาตรา 112 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเข้าสู่กระบวนการแล้ว ไม่ควรมาปะปน เพราะเป็นเรื่องพรรคต้องเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่สภาฯ ไม่ใช่ในนามของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นคนละสนามกัน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย
 

อีกทั้ง ไม่ได้มีความกังวลอะไร หลังออกเสียงเห็นชอบไป เพราะทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ก็มีความเห็นของตัวเอง ต่างคนต่างมีหลักการที่ตนเองเชื่อ ไปว่าใครผิดใครถูกไม่ได้