พิสูจน์ ‘นราพัฒน์’ ลงชิงหัวหน้า ปชป. ไม่หวังยึดอำนาจบารมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553366

11 ก.ค. 2566

พิสูจน์ 'นราพัฒน์' ลงชิงหัวหน้า ปชป. ไม่หวังยึดอำนาจบารมี

‘นราพัฒน์’ เผยสาเหตุ หากเป็นหัวหน้าพรรค ‘ประชาธิปัตย์’ ขอเพียง 1-2 ปี พิสูจน์ไม่หวังยึดอำนาจบารมี ยืนยันเด็กทุกคน ทำงานเพื่อพรรคมา 20 ปี เชื่อไม่กระทบ 13 ก.ค. 25 สส. มีเอกสิทธิ์ในตัว

นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 1 ในแคนดิเดตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยอมรับ มีผู้ใหญ่หลายคนชักชวน แต่ขอสงวนชื่อไว้ ยืนยันไม่ใช่เด็กใคร เป็นเด็กของทุกคน เพราะอยู่กับประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2544 ทำงานให้พรรคมาตลอด 20 กว่าปีแล้ว และยึดพรรคเป็นหลักมากกว่าตัวบุคคล 


ส่วนเหตุผลหากได้เป็นหัวหน้าพรรค ทำไมถึงเข้ามาบริหารเพียง 1-2 ปี และให้ กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง นายนราพัฒน์ ระบุว่า อยากแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ตนไม่ได้มาเพื่อที่จะมาแย่งชิงอำนาจหรือเป็นคนที่จะต้องมีบทบาทในพรรค แต่ตนเห็นปัญหา ยากหาทางออก ดังนั้นแสดงเจตนารมณ์อยู่ 1-2 ปี และให้ทุกคนพิจารณา จะได้ไม่มีการระแวงว่า จะเข้ามายึดอำนาจหรือบารมี ซึ่งหากทำได้ดี 2 ปี ไม่แน่ ตนก็อาจจะได้รับการสนับสนุนต่ออีกสมัยหนึ่งก็ได้ อยากให้ทุกคนสบายใจว่าตั้งใจจริงและจะเป็นกลาง เพื่อทำให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและมาร่วมกันเขียนกฎกติการะเบียบที่ทุกฝ่ายยอมรับด้วย 

สำหรับเหตุผลลงชิงผู้นำทัพสีฟ้า เพราะต้องการสนับสนุนให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งมีผู้ใหญ่มาทาบทาม อยากจะให้มาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างและข้อบังคับ รวมถึงคนที่จะสามารถเชื่อมโยงพูดคุยกับคนในพรรคได้ ช่วยกันระดมความคิดจัดคนให้ทันสมัยสามารถที่จะลุกขึ้นมาเป็นทางเลือกให้พี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ส่วนจะรีแบรนด์พรรคอย่างไรนั้น ต้องผ่านการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคก่อน แต่หากตนได้เป็นหัวหน้าพรรคก็จะต้องตั้งคณะหลายฝ่าย ทั้งผู้อาวุโสปูชนียบุคคลของพรรค รวมทั้งคนในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดใหม่ๆ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ตนอยากให้เห็นว่า เป็นพรรคที่เปิดสำหรับคนที่ทุกรุ่นทุกวัย ประชาธิปัตย์มีจุดแข็งในเรื่องของประชาธิปไตยสูง เป็นสถาบันทางการเมือง เพียงแต่เราต้องสื่อสารชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์พัฒนาประเทศได้ และสามารถสร้างความก้าวหน้าทางการเมืองได้ ซึ่งการที่ยังไม่ได้ตัวหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ ไม่มีผลกระทบกับวันที่ 13 ก.ค. วันโหวตเลือกนายกฯ เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. 25 คนอยู่แล้ว เพียงแต่กฎเกณฑ์ของพรรคก็จะต้องมีการประชุมร่วมกันกับกรรมการบริหารพรรค เพื่อแสดงความคิดเห็นและกำหนดทิศทางไปตามมติ 


เมื่อถามถึงความมั่นใจจะได้รับการสนับสนุนโหวตเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายนราพัฒน์ กล่าวว่า อยู่ที่สมาชิก ตอบยาก ประชาธิปัตย์องค์ประชุมค่อนข้างหลากหลายก็เป็นสิทธิ์ ที่จะเลือกใคร และยังมีข้อกำหนดด้วยให้แสดงวิสัยทัศน์คนละไม่เกิน 7 นาที เชื่อว่าวันนั้นคงตัดสินใจกันอีกครั้ง  

‘ก้าวไกล’ ตามองดาว แต่ขาสั่น หวั่น ‘พิธา’ ไปไม่ถึงฝัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553362

11 ก.ค. 2566

'ก้าวไกล' ตามองดาว แต่ขาสั่น หวั่น 'พิธา' ไปไม่ถึงฝัน

จับสังเกตุ ‘ก้าวไกล’ ลั่นวาจามั่นใจได้เสียง สว.ครบ โหวตชนะม้วนเดียวจบ แต่หลังม่านในพรรคร่วมไม่เคยพูดเรื่องจำนวนที่แท้ดีลจบจริงหรือแค่ปั่นราคา?

นับถอยหลังอีก 2 วันสู่วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่าง ‘ก้าวไกล’ งัดทุกกลยุทธ์ไม่ว่าจะเป็น เดินสายปลุกความหวังมวลชนและการเปิดพื้นที่ให้ประชาชาร่วมติดตามมติการโหวตนายกฯที่บริเวณสภาฯ การเดินสายเจรจาหาแนวร่วมกับทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่ม สว. กลยุทธ์เหล่านี้ล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวคือส่ง ‘พิธา’ ถึงเก้าอี้นายกฯ

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายได้นั่นคือเสียง สว.เพราะการโหวตนายกฯครั้งนี้ต้องอาศัยเสียงกึ่งหนึ่งของสองสภาฯรวมกันคือ 376 เสียง ซึ่งปัจจุบันหากนับ 8 พรรคแนวร่วมรัฐบาล คือ 312 เสียง ยังขาดอีก 64 เสียง จนเมื่อช่วงวัน ที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ว่าที่ขุนคลังก้าวไกลในฐานะรองหัวหน้าพรรคได้กล่าวยืนยันกับสื่อว่า ได้เสียง สว.ครบ 64 เสียงแล้วและเชื่อว่า ‘พิธา’ จะโหวตผ่านแบบม้วนเดียวจบ

รวมถึงล่าสุดวันนี้ทั้งนายพิธา และ ชัยธวัช ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามั่นใจว่าจะโหวตผ่านในครั้งเดียว แต่ไม่ขอพูดเรื่องจำนวนตัวเลข ขอให้รอดูวันที่ 13 ก.ค.นี้ โดยเฉพาะ ‘ชัยธวัช’ ที่ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้ภายใน สว.มีการกดดันค่อนข้างมาก ทำให้หลายคนไม่สามารถแสดงจุดยืนได้ ซึ่งเจ้าตัวได้ยินกระแสว่ามีถึงขั้นแบล็กเมล์และเสนอผลประโยชน์เลยด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ตาม เรื่องจำนวน สว.ที่จะโหวตให้ ‘พิธา’ คงเป็นความลับสุดยอดแม้กระทั่งพรรคร่วมเองก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ เพราะในวันนี้ ‘ชลน่าน’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาเปิดเผยหลังประชุม 8 พรรคร่วม ระบุว่าในที่ประชุมมีการพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่ ‘ชัยธวัช’ ไม่ได้แจ้งในที่ประชุมเป็นตัวเลข บอกแค่ว่าจะพยายาม ย่อมหมายความว่าลึกๆ แล้ว ‘ก้าวไกล’ เองก็ยังคงไม่มั่นใจว่าจะส่ง ‘พิธา’ ได้ถึงฝันไหม เพราะหากมั่นใจจริงๆ ที่ผ่านมา ‘ก้าวไกล’ คงไม่เดินเกมรุกปลุกมวลชนด้อมส้มเข้ากดดัน สว.ขนาดนี้ เพราะต้องยอมรับ สว.เองก็เป็นกลไกหนึ่งของกลุ่มขั้วอำนาจเดิมซึ่งกลุ่มขั้วอำนาจเดิมจะวางมือหรือไม่คงต้องติดตามต่อ 13 ก.ค.นี้

‘รวมไทยสร้างชาติ’ แจง ‘พล.อ.ประยุทธ์ ‘วางมือ ตัดจบรัฐบาลเสียงข้างน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553358

11 ก.ค. 2566

'รวมไทยสร้างชาติ' แจง  'พล.อ.ประยุทธ์ 'วางมือ   ตัดจบรัฐบาลเสียงข้างน้อย

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกโรงขยายความชนวนที่ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ตัดสินใจวางมือทางการเมือง นอกจากจะไม่ได้รับโอกาสให้สานงานต่อ ทั้งที่ทำมาตลอด 8 ปี คือการถูกเชื่อมโยงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ดังนั้นจึงตัดสินใจขอจบเรื่อง

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก  แสดงทัศนะ หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศวางมือทางการเมือง มีเนื้อหาระบุว่า  เงื่อนไขส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หันหลังให้กับการเมือง คือไม่ต้องการถูกเชื่อมโยงกับประเด็น การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 

ข้อความที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติระบุถึง “พล.อ.ประยุทธ์ “

.

กราบเรียนเพื่อนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติและพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ

.

ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หารือกับผมเกี่ยวกับเส้นทางการเมืองของท่านว่า ท่านไม่มีความประสงค์จะแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์อะไรส่วนตัวเลย ท่านเพียงอยากขอโอกาสสานงานต่อในสิ่งที่ท่านมุ่งหวังตั้งใจ แต่เมื่อไม่มีโอกาสนั้นและตัวท่านเองเห็นว่าท่านถูกโยงเป็นประเด็นให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน ที่เกรงใจคนอื่นอยู่เสมอ ท่านเกรงว่าจะทำให้พรรคมีปัญหา อีกทั้งมีการพยายามสร้างเรื่อง ว่าท่านพยายามจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้เสียภาพทั้งตัวท่านและพรรค

ดังนั้น เพื่อยุติปัญหาทั้งหมดท่านจึงเห็นว่าการวางมือทางการเมืองของท่านเป็นหนทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามท่านยังจะยืนเคียงข้างพวกเราและพรรคเราตลอดไป

เพื่อนสมาชิกพรรคและพี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับปลูกฝังบ่มเพาะจากการสนับสนุนของท่านทำให้เรามี ส.ส.เข้าไปทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินถึง 36 คน

ผมมั่นใจว่า พวกเราทั้ง 36 คน จะเป็นเมล็ดพันธุ์ของคนที่เข้ามาทำงานเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนและเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้รับการสนับสนุนให้มั่นคงและมีจำนวนมากยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป ทุกอย่างเดินหน้าได้ด้วยกำลังใจและความเชื่อมั่นเสมอ 
ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ   เนื้อความระบุ

‘โหวตนายกฯ’ 13 ก.ค. ห่วง ‘สว.’ ขวาง ‘พิธา’ เข้าทำเนียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553355

11 ก.ค. 2566

'โหวตนายกฯ' 13 ก.ค. ห่วง 'สว.' ขวาง 'พิธา' เข้าทำเนียบ

คาดการได้ไม่ยาก หาก ‘พิธา’ แห้วจากการ’โหวตนายกฯ’ โดยกลุ่ม ‘สว.’ เชื่อว่าจะมีการชุมนุมในหัวเมืองที่มีมหาวิทยาลัย เพราะไม่พอใจจำนวนมาก

อานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนฯมองว่าสถานการณ์การเมือง หลากหลายและคนมีช่องทางในการแสดงออกมากขึ้น สมัยก่อนถ้าเลือกตั้งเสร็จก็เสร็จเลย นักการเมืองจะไปทำอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ประชาชน เฝ้าจับตามองโดยเฉพาะการโหวตนายกฯ ที่มีสว.เป็นตัวแปรในการเลือก พิธา

การชุมนุมโหวตนายกฯวันที่ 13 ก.ค.2566 ไม่คิดว่าจะมีอะไรรุนแรง คนอาจจะคิดว่าไปกดดันให้สว.เลือก พิธา  แต่เขาไปเพื่อสนับสนุน ส่งเสียงเชียร์มากกว่า ดูจากรูปแบบเป็นม็อบออร์แกนนิค ไม่มีการจัดตั้งเวทีอะไรใหญ่โต  และมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ

รัฐเปลี่ยนจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย ท่าทีต่อผู้ชุมนุมก็เปลี่ยนไป มีการจัดเตรียมสถานที่ อำนวยความสะดวก ไม่ใช่เอาลวดหนามมาขวางยั่วยุ

แต่ถ้าผลการลงคะแนนโหวตนายกฯวันนั้น พิธาถูกสว.ขวางไม่ได้เป็นนายกฯนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงมาประเมิน แน่นอนว่าคนจะไม่พอใจ แต่ต้องมาดูว่าในแง่ปริมาณความไม่พอใจมันมากน้อยแค่ไหน

ดูจากผลการเลือกตั้งและการเดินสายขอบคุณ ประชาชนของพิธาและพรรคก้าวไกล ก็คาดการได้ว่า ถ้าไม่ได้ขึ้นมา คนจะโกรธแค้นขนาดไหน เดาว่าจังหวัดใหญ่ๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัย มีการชุมนุมแน่นอน เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น

ทนายอานนท์ บอกอีกว่า หากเป็นระบอบรัฐสภาปกติ  การรวมเสียงข้างมากได้เกินครึ่งของสภาขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องโหวตนายกฯ พิธาสามารถจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าได้แล้ว แต่ด้วยกติกาที่บิดเบี้ยว เอาสว.มาเกี่ยวกับเลือกนายกรัฐมนตรีทำให้มีปัญหา

กติกา คือเสียงข้างมาก มารยาทคือให้พรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน  ยิ่งดูคะแนนเลือกตั้งกว่า 70 % เป็นฝ่ายประชาธิปไตย เมื่อระบบ ระบอบ มีปัญหา ประชาชนก็มีสิทธิ เสรีภาพที่จะออกไปส่งเสียง ได้รับการรับรองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ และถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 

ถ้าเป็นการชุมนุมที่สงบ เห็นต่างก็ออกมาแสดงความเห็นได้ แต่ต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปะทะกัน เพราะมือที่สามที่ต้องการอยู่ในอำนาจต่อ รออยู่

‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ลาสส.บัญชีรายชื่อ – เดินงาน ‘ไทยสร้างไทย ‘ นอกสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553352

11 ก.ค. 2566

'คุณหญิงสุดารัตน์' ลาสส.บัญชีรายชื่อ  - เดินงาน 'ไทยสร้างไทย ' นอกสภา

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย “คุณหญิงสุดารัตน์” เข้ารายงานตัว เป็นสส. แบบบัญชีรายชื่อในช่วงสั้น ล่าสุดประกาศลาออกจากการเป็น สส. เพื่อมาทำงานการเมืองให้กับพรรคอย่างเต็มตัว ย้ำ 32 ปี บนเส้นทางการเมือง ถึงเวลาสร้างพรรค “ไทยสร้างไทย” ให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ไทยสร้างไทย ระบุข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า   ขณะนี้ได้ลาออกจากการทำหน้าที่สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย  โดยบทบาทจากนี้ไป คือการเข้ามาทำงานเพื่อสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมือง ภูมิใจที่มีสส. ได้รับเลือกรวม 6  ที่นั่ง  “ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า ดิฉันได้แจ้งลาออกจากการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคไทยสร้างไทยแล้ว ตามที่ได้ประกาศในวันที่เข้าสภาครั้งเเรก และจะเลื่อนลำดับผู้สมัครของพรรคท่านถัด ๆ ไป ขึ้นมาแทนตามลำดับ เพื่อให้มีโอกาสทำงาน แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน”

“การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่ดิฉันที่ได้ประกาศไปตั้งแต่เมื่อก่อตั้งพรรคในวันแรกนั่นคือ ขอเป็น  “เสาเข็ม” ลงหลักปักฐานตั้งพรรคให้สำเร็จ และเป็น  “สะพาน” เชื่อมโยงคนทุกวัยเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ทำให้พรรค “ไทยสร้างไทย” เป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง “

” #พรรคไทยสร้างไทย ยังเป็นพรรคน้องใหม่ และเรามีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะสร้างพรรคของประชาชน จึงมีงานอีกมากมาย ในการวางรากฐานพรรค ดิฉันจึงขออาสาไปทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่ เต็มกำลังเช่นเดิม เพื่อสร้างพรรคไทยสร้างไทยให้เข้มแข็ง และเป็นเครื่องมือในการทำงานที่ดีที่สุดให้กับประชาชน”

ดิฉันเป็น ส.ส. สมัยแรกในปี 2535 จนถึงปัจจุบันรวม 6 สมัย ผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งในกระทรวงคมนาคม มหาดไทย สาธารณสุข และเกษตร จนถึงวันนี้ ทำงานการเมืองมามากกว่า 32 ปี เป็นมาแล้วหลายตำแหน่งสำคัญๆ  ความตั้งใจของดิฉันในวันนี้   คือการสร้างพรรคไทยสร้างไทยให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชน ซึ่งก็ปรากฏว่าเราได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ส่ง ส.ส. ของเราเข้าสู่สภาฯ 6 คน เป็นความซาบซึ้งในพระคุณของพี่น้อง ที่เราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ให้พี่น้องผิดหวัง

ขอยืนยันถึงจุดยืนของ #พรรคไทยสร้างไทย ที่จะโหวตให้พรรคที่มีเสียงเป็นอันดับหนึ่ง ตามครรลองประชาธิปไตย #พิธา แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลเป็น #นายกคนที่30 และจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จ  พร้อมกันนี้ ยังขอเรียกร้องไปยัง ส.ว. ทั้ง 250 ท่าน ให้ยึดหลักการประชาธิปไตย ไม่ฝืนเจตจำนงของประชาชน ซึ่งมีแต่จะนำพาประเทศไปสู่หล่มความขัดแย้งครั้งใหม

ด่วน ‘บิ๊กตู่’ วางมือทางการเมืองแล้ว ประกาศลาออกสมาชิก รทสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553347

11 ก.ค. 2566

ด่วน 'บิ๊กตู่' วางมือทางการเมืองแล้ว ประกาศลาออกสมาชิก รทสช.

เพจเฟซบุ๊ก รทสช. โพสต์ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ตัดสินใจวางมือทางการเมือง ขอบคุณคะแนนเสียง 4,766,408 เสียง ฝากพรรคสานต่ออุดมการณ์ ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลประชาชนต่อ

เพจเฟซบุ๊ก พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party โพสต์ข้อความ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศวางมือทางการเมือง และขอลาออกจากสมาชิกพรรค ระบุใจความว่า 
 

พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยที่เคารพรัก และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติทุกท่าน

ผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ให้การสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติและผม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา จนทำให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้งของเรา ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวน 23 คน และเรายังได้รับการสนับสนุนในการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติอีกถึง 4,766,408 เสียง จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาใช้สิทธิ 38,057,074 คน หรือร้อยละ 12.52 สูงเป็นอันดับสามของประเทศ ทำให้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีก 13 คน รวมทั้งสิ้น 36 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยสำหรับพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่

การที่ผมตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เพราะผมต้องการร่วมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้เป็นพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นหลักให้กับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

ช่วงเวลาที่ผมได้ร่วมเดินทางกับพรรคไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมได้รับฟังข้อคิดเห็นของสมาชิกพรรคและประชาชนที่ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม ผมสัมผัสได้ถึงความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเชื่อมั่นในตัวผมตลอดมา ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง และเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 

ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเก้าปีเศษ ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอันเป็นที่รักยิ่ง และสิ่งเหล่านี้กำลังผลิดอกออกผลให้กับประเทศชาติโดยส่วนรวม ผมได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ ด้าน มีเสถียรภาพ มีความสงบ และฟันฝ่าอุปสรรคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีความสำเร็จก้าวหน้าเป็นรูปธรรมหลายๆ ด้าน

อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งทางด้านคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร เครือข่ายอินเตอร์เน็ต สาธารณูปโภค การเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การจัดหาที่ดินทำกิน การจัดระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้และบรรเทาการเกิดอุทกภัย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทั้งการทำมาค้าขาย การใช้ชีวิตประจำวัน และการรับบริการจากภาครัฐ การต่อสู้กับการระบาดของโรคไวรัสโควิด๑๙ จนได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการโรคอุบัติใหม่ที่ดีที่สุดในโลก การแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาต่อการค้าการลงทุนมายาวนาน เช่น การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย การรักษามาตรฐานกิจการการบิน ตลอดจนการดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบอย่างทั่วถึงด้วยความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชาชนผู้เปราะบาง มีรายได้น้อย เด็ก คนชรา คนพิการ  เป็นต้น ซึ่งผมได้บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง มาโดยตลอด
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ทำให้กับประเทศชาติและประชาชนตลอดเก้าปีเศษที่ผ่านมา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการพัฒนาต่อไป

จากนี้ไป ผมขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยต่อไป และขอให้พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปด้วย

ขอขอบพระคุณครับ
พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา

เพจพรรครวมไทยสร้างชาติโพสต์เพจพรรครวมไทยสร้างชาติโพสต์

ประมวลท่าที ‘รัฐบาล’ ขั้วอำนาจเดิม ก่อนโหวตเลือกนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553332

11 ก.ค. 2566

ประมวลท่าที 'รัฐบาล' ขั้วอำนาจเดิม ก่อนโหวตเลือกนายกฯ

ประชุม ครม. นัดสุดท้าย ก่อนโหวตเลือกนายกฯ แต่ละพรรครอมติที่ประชุม ‘บิ๊กตู่’ ไม่ตอบโยนกระบวนการ รธน. ‘ธนกร’ เชื่อรู้เรื่องวันแรก ไม่ได้ควรเปิดทางพรรคอันดับ 2

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ 

ตั้งแต่ช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมจากหลายกระทรวง

ในวันนี้พบว่า มีรัฐมนตรีลาการประชุมหลายท่าน เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี , นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ , นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , นางสาวตรีนุชเทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถาม ประเด็นการเมือง ตอบสั้นๆเพียง วันนี้ ฟ้าสว่างแจ่มใสดี สว่าง สวยงาม ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า จะมีอะไรดีๆหรือไม่ นายกฯตอบ “เรื่องการเมือง เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมายรัฐธรรมนูญนะจ๊ะ ผมไม่มีความเห็นอะไรในเรื่องนี้” วันนี้เป็นเรื่องการประชุมปกติ ก็ขอบคุณรัฐมนตรีที่มาประชุมกัน ทำให้องค์ประชุมครบถ้วน ส่วนใหญ่เป็นการทบทวนตรงนั้นตรงนี้มา หาวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารราชการในขณะเป็นรัฐบาลรักษาการเท่านั้นแหละ เป็นไปตามกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.

ตลอดทั้งวันนี้ รมว. ที่เข้าร่วมประชุมจะถูกจับตาเรื่องการโหวตนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ 

ทิศทางโหวตเลือกนายกฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคจะหารือกันและเปิดให้ สส. ในแสดงความคิดเห็น ทุกคนทราบเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากมีการเซ็นรับทราบอยู่แล้ว และขณะนี้ 8 พรรคร่วมยังไม่มาพูดคุยเรื่องการโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกล 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า พรรคมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการเสนอแคนดิเดตนายกฯแข่งพรรคก้าวไกล และคาดว่าซีกรัฐบาลเดิมจะมีการพูดคุยกันก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคจะประชุมกันวันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา ต้องเป็นไปตามมติ ทุกอย่างยึดตามรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์ ของผู้ลงคะแนน แต่พรรคก็อาจจะมีความเห็นทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า สส. จะเป็นไปในทางเดียวกัน 

โหวตเลือกนายกฯผ่านเพียงครั้งเดียว

นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่กรณีที่ไม่สามารถโหวตในครั้งเดียวและที่จะให้พรรคอันดับ 2 เสนอแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ มองว่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 รวมถึงอีก 6 พรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ภาระหน้าที่ยังไม่ตกถึงพรรคภูมิใจไทย และยังไม่มีแผน 2 และแผน 3 เนื่องจากแผนที่ 1 ยังไม่ได้ดำเนินการ 

นายธนกร กล่าวว่า และคิดว่าไม่น่าใช้เวลาในสภามากเกินไป เพราะก่อนเลือกตั้ง รู้แล้วว่า มีวิสัยทัศน์อย่างไร โหวตเลือกครั้งแรกก็น่าจะได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปิดให้พรรคที่ 2 เสนอ ถ้าลำดับ2 ไม่ได้ก็เป็นลำดับที่3 ต่อไปหรือ จะมีองค์ประกอบเงื่อนไขใหม่ก็ว่ากันต่อไป ส่วนตัวมองว่าการเลือกนายกฯไม่ควรใช้เวลานาน ซึ่งต้องดูหน้างานว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธาในรอบที่ 2 หรือไม่ แต่เห็นว่าไม่ควรจะมี เพราะจะมาเปลี่ยนใจคนภายใน 2-3 วัน แต่การเลือกนายกฯก็อยากให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ควรอ้างประชาชน เพราะทุกพรรคการเมืองประชาชนก็เลือกมาทั้งหมด  

นายจุรินทร์ ไม่มีความเห็นว่าจะโหวตผ่านรอบเดียวหรือไม่และเท่าที่เห็นพรรคก้าวไกลก็มั่นใจว่า จะโหวตรอบเดียวผ่าน และไม่ตอบได้ถึงประเด็นที่ข้อบังคับรัฐสภาบอกว่า โหวตรอบเดียวถ้าไม่ได้ก็จบไป เพราะจะไปพันธะการเมืองโดยไม่จำเป็น ขอให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาเป็นผู้พิจารณา และมองเป็นหน้าที่ของ 8 พรรคดำเนินการเรื่องจัดตั้งรัฐบาล 

ส่วนข้อกังวลเกิดการชุมนุมหน้ารัฐสภา ส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิทธิของผู้ชุมนุม แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 

แต่ด้านนายธนกร ที่มองว่า การเดินสายที่ผ่านมาถือว่าส่อว่ามีการปลุกระดม ส่วนตัวอยากให้บ้านเมืองสงบเนื่องจากมีความสงบเรียบร้อยมานานแล้ว ไม่อยากเห็นบ้านเมืองกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมอีก และเชื่อว่าจะไม่มีม็อบอีกฝ่ายมาชุมนุมในวันนั้น และเชื่อว่ามีคนชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่จำนวนมาก จึงคิดว่าไม่อยากให้มีบรรยากาศที่มีประชาชนออกมาปะทะกัน ซึ่งการแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วสามารถทำได้ และเป็นการชุมนุมที่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะทราบว่ามีการจัดพื้นที่ให้ 

นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

‘พิธา’ หารือ ‘GISTDA’ คุยแผนใช้ ดาวเทียมแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553323

11 ก.ค. 2566

'พิธา' หารือ 'GISTDA' คุยแผนใช้ ดาวเทียมแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ประชาชน

‘พิธา’ หารือ GISTDA ถกแผน 3 ระยะ ใช้ข้อมูลดาวเทียวแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ แก้ปัญหาภัยแล้ง ภัยพิบัติ เยียวยาเกษตรกร หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ เร่งกำจัดอุปสรรคด้านงบประมาณ-ข้อกฎหมาย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชวน ภายหลังการเข้าพบผู้บริหารสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) โดยเปิดเผยว่า สาระสำคัญที่ได้หารือกัน คือ หากสามารถตั้งรัฐบาลสำเร็จ ต้องการการส่งเสริม สนับสนุน และใช้ประโยชน์ข้อมูลจาก GISTDA ให้มากขึ้น หลังจากที่เป็นสส.มา4 ปี ได้เห็นงบประมาณของ GISTDA ที่ลดลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันกลับได้เห็นประโยชน์ของข้อมูลของ GISTDA หลายครั้ง เช่นตอนน้ำท่วมโคราช น้ำท่วมนครศรีธรรมราช เรื่องภัยพิบัติ ภัยแล้ง และการเยียวเกษตรกรให้ดีขึ้นโดยการใช้ดาวเทียม ซึ่งทำให้เห็นถึงศักยภาพของ GISTDA มาก่อน จึงตั้งใจที่จะใช้ข้อมูล และความรู้ความสามารถของข้าราชการ GISTDA ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาประชาชน โดยวางกรอบในการทำงานเป็น 3 ระยะ คือระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล

ในระยะใกล้ คือ การใข้ข้อมูลมาช่วยในการแก้ปัญหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้กับประชาชน เช่น การวัดดัชนี ดิน คุณภาพของดิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยแล้ง เรื่องฝุ่น PM ที่สามารถนำข้อมูล GISTDA มาหาค่าที่แม่นยำได้ การทำนายว่า PM2.5 จะมาเมื่อไหร่ ซึ่งดาวเทียมสามารถทำได้ รวมถึงการติดตามเรื่องไฟป่า ซึ่งปัจจุบันมีแอพลิเคชั่น ที่เกี่ยวกับไฟป่า ชื่อ “Bern check” เพื่อเช็กและตรวจสอบการบริหารไฟป่า

พิธา หารือ GISTDA แก้ปัญหาให้ประชาชนพิธา หารือ GISTDA แก้ปัญหาให้ประชาชน

ส่วนระยะกลางมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือการทำเรื่องคาร์บอนเครดิต ให้สามารถวัดมูลค่าได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม

หารือใช้ดาวเทียมแก้ปัญหาให้ประชาชนหารือใช้ดาวเทียมแก้ปัญหาให้ประชาชน

และสุดท้ายเรื่องระยะไกล คือ Space Economy หรือเศรษฐกิจที่จะได้มาจากการกำกับกิจการทางอวกาศ ที่ปัจจุบัยมีมูลค่าทั่วโลกถึง 7.7 ล้านบาท ซึ่งตนได้เห็นศักยภาพของโอกาสในการประกอบดาวเทียมด้วยคนไทยเอง เห็นถึงวิศวกรรมที่เกี่ยวของกับอวกาศในเมืองไทย ที่อาจจะมีการปล่อยดาวเทียมอีก 2 ดวงที่มาจากฝีมือวิศวกรไทย 22 คน ซึ่งเป็นวาระที่หากจัดตั้งรัฐบาล หรือปัญหาของประชาชนที่กำลังใกล้เข้ามา รวมถึง การหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และยังมีเรื่องความมั่นคงของประเทศ การท่องเที่ยว ซึ่งจะพยายามทำให้เป็นจริงได้มนอนาคต ระยะ 4 ปี หรือ 8 ปี ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ ยังมีข้อจำกัดด้ายงบประมาณ และข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งต้องจำกัดอุปสรรคเหล่านี้เพื่อให้ GISTDA สามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

‘ทักษิณ’ กลับบ้านได้แต่ไม่เข้าข่าย ‘House Arrest’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553327

11 ก.ค. 2566

'ทักษิณ' กลับบ้านได้แต่ไม่เข้าข่าย 'House Arrest'

รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ยืนยัน ‘House Arrest’ ต้องรับโทษก่อนตามเงื่อนไข ‘ทักษิณ’ กลับบ้านได้ แต่ไม่เข้าข่ายพักโทษ

นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ากรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากจะเดินทางกลับประเทศไทยไม่อยู่ในข่าย House Arrest  เพราะยังไม่ได้รับโทษ ตามเงื่อนไข สำหรับผู้ต้องโทษจำคุก อายุเกินกำหนด 

House Arrest ไม่ต้องจำคุกในเรือนจำ ใช้ได้กับความผิดบางประเภทเท่านั้นคือ

1.ผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการเป็นผู้ต้องหา ซึ่งต้องไม่ใช่ศาลตัดสินแล้ว หรือเป็นนักโทษ

2.คนที่ได้รับโทษจำคุกแล้ว และยังเหลือระยะเวลาอีกไม่มาก

3.คนที่ถูกศาลสั่งประหารชีวิต แต่อยู่ระหว่างการเจ็บป่วย ตั้งครรภ์ กลุ่มเหล่านี้สามารถเข้า House Arrest ได้ โดยมีคณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้พิจารณา

จากการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน ร่วมกับรัฐมนตรียุติธรรม G7 ต่างชาติยังแสดงความกังวลในเรื่องของนักโทษล้นคุกในประเทศไทยที่มีจำนวนมาก และกังวลว่าหากโควิด-19 กลับมาระบาดจะเกิดปัญหา อยากให้รัฐบาลไทยช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ดี

นอกจาก House Arrest  แล้วรองนายกฯ วิษณุ บอกว่าการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก  มีการอภัยโทษบ้าง ปล่อยนักโทษบ้าง ส่วนการกักขังแทนจ่ายค่าปรับนั้น ครม. ให้กฤษฎีกาไปพิจารณาใหม่ โดยใช้วิธีลงโทษอื่นที่ไม่ใช่การกักขัง

ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานสาธารณะ เป็นจราจร หรือสอนหนังสือแทนก็ได้ เพราะถ้ากักขังก็จะทำให้เกิดการล้นคุก

‘พิธา’ โพสต์โซเชียล ขอสส. – สว. โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก พาประเทศไทยเดินหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553328

11 ก.ค. 2566

'พิธา'  โพสต์โซเชียล   ขอสส. - สว.  โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก พาประเทศไทยเดินหน้า

นับถอยหลัง “โหวตนายกรัฐมนตรี” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ใช้พื้นที่บนสื่อสังคมออนไลน์ ซัดประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนถูกล้มล้าง ,ความไม่ปกติอันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ขอสส.-สว. โหวตรัฐบาลเสียงข้างมาก นำประเทศไทยก้าวข้าม .

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 4.33 นาที ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

.

โดยระบุข้อความว่า  “จากพิธาถึงทุกคน ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี 13 กรกฎาคมนี้ ให้โอกาสประเทศไทยได้มีรัฐบาลเสียงข้างมากตามเจตจำนงของประชาชน เดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตย คืนความปกติสู่การเมือง”

.

โดยในคลิปนายพิธากล่าวว่า   “สวัสดีประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศทุกท่าน 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่เจตจำนงของประชาชนคนไทยแสดงออกอย่างชัดเจน ผ่านบัตรเลือกตั้งเลือกพรรคก้าวไกลมากถึง 14,438,851 เสียง ส่งให้เรากลายเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรและมีผู้แทนราษฎร 152 คนนี่คือเสียงที่ดังพร้อมกันทั้งประเทศว่าทุกท่านต้องการประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม”

.

“ผมและพรรคก้าวไกลได้น้อมรับมติจากประชาชนเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล เราได้รวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค หรือ 72% ของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในการเมือง ปกติพวกเรารัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกล คงได้เข้าไปบริหารประเทศแก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว แต่จนถึงวันนี้เกือบ 2 เดือน หลังการเลือกตั้ง การโหวตนายกรัฐมนตรีเพิ่งจะมาถึง และเรายังต้องรอการตัดสินใจของ สว. ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ “

.

“วันนี้ชัดเจนว่าประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ถูกล้มล้างครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการรัฐประหาร นิติสงคราม และการยุบพรรค ความไม่ปกตินี้เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในวันนี้ยังคงอยู่กับเราอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่พวกเราจะคืนความปกติกลับสู่การเมืองไทยอีกครั้ง “

.

.

“ให้โอกาสประเทศไทยได้กลับมามีรัฐบาลที่ชอบธรรม เดินหน้าซ่อมแซมแก้ไขประเทศไทยตามที่ประชาชนคาดหวัง ให้โอกาสประเทศไทยกลับสู่ครรลองของการเมืองรัฐสภา ที่ประชาชนเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ได้ ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินหน้าไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้าและเป็นธรรม มีนวัตกรรมของตัวเองลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่เห็นคนเท่ากัน โดยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่กดปราบลิดรอนสิทธิประชาชน   “

.


” การโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ไม่ใช่การเลือกพิธา ไม่ใช่การเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก คือการเลือกเพื่อยืนยันว่าแม้เราจะยังอยู่กับรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเมืองที่ไม่ปกติ แต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถร่วมกันใช้เสียงของตัวเอง สานต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเลือกตั้งให้ลุล่วง จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากให้สำเร็จ ภารกิจนี้คือภารกิจร่วมกันของเราทุกคน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้ถืออำนาจแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ “

.

“โอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปถึง สส.และ สว. ทุกท่านท่านอาจไม่ชอบแนวทางการเมืองของพวกเราในระบบการเมืองปกติ แต่พวกท่านตรวจสอบผมได้ โจมตีผมได้ โหวตผมออกจากตำแหน่งก็ยังทำได้ แต่การโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมาก คือการให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าในแบบที่ควรจะเป็น “

.

โอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปถึงประชาชน เราผ่านวันเลือกตั้งมาแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีรัฐบาลเสียงข้างมากที่จะนำพาประเทศไปสู่ข้างหน้า 

.

“ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองอย่างไร มีความปรารถนาถึงสังคมแบบไหน ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ ที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้ หากนี่คือสิ่งที่ท่านอยากเห็น ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้า โดยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “
.

ขอขอบคุณภาพประกอบจากพรรคก้าวไกล