‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมาย ดูแล ว่าที่สส.ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551284

16 มิ.ย. 2566

‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมาย ดูแล ว่าที่สส.ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’

‘ภูมิธรรม’ มอบฝ่ายกฎหมายดูแลว่าที่สส. ถูกร้อง ‘ทุจริตเลือกตั้ง’ รอดูรายละเอียดคำร้องให้ชัดเจน ระบุ เรื่อง ประธานสภาฯ ยังไม่คืบ รอพรรคแกนนำเป็นผู้ดำเนินการ ยัน ‘ก้าวไกล’ แกนนำตั้งรัฐบาล

ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ยังไม่มีการรับรอง สส. ขณะเดียวกันมีรายงานว่ามีรายชื่อของผู้สมัครเพื่อไทยบางส่วนถูกร้องเรียนนั้นว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังพิจารณาของ กกต. ที่ประกาศออกมาก็เป็นเพียงข่าวบอกว่าจำนวนเท่าใด แต่รายละเอียดของแต่ละ ว่าที่ สส.เพื่อไทย เป็นอย่างไรยังไม่ทราบ 

มีฝ่ายกฏหมายดูแล ว่าที่สส.ที่ถูกร้องเรียน

ขณะนี้เราได้ให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการประสานงานหากทราบว่าเป็นเขตไหนบ้างก็ต้องดูว่าคำร้องเป็นการร้องเรียนเรื่องอะไร และหากทราบรายละเอียดก็ต้องมาดูการสอบสวนต่างๆว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้ก็เตรียมการให้ผู้แทนราษฎรที่คาดว่าจะโดนอยู่ในลิสต์รายชื่อเข้ามาเจอฝ่ายกฎหมาย ตอนนี้ต้องรอกกต.ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

เมื่อถามว่าอย่างพรรคการเมืองบางพรรคอาจถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงทุจริต นายภูมิธรรม ระบุว่า พรรคเพื่อไทยไม่น่าจะโดนเรื่องแบบนี้ แต่อย่างไรก็ต้องดูความเป็นจริงว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เพราะการแก้ข้อกล่าวหาก็ต้องแก้ไปตามคำกล่าวหา ว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่งก็ได้เตรียมเรื่องต่างๆไว้กว้างๆ 

วันนี้พอจะทราบรายละเอียดที่ สส.บางคนผ่าน กกต.จังหวัดมาแล้วบ้าง ทาง กกต. จังหวัดก็ปิดไปเรียบร้อย คดีก็ไม่มีความคืบหน้าต่อว่าผิดหรือถูกอย่างไร ก็ไม่มีปัญหา แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีสิทธิ์ร้องเรียนมายัง กกต.กลางได้อีก

ส่วนล่าสุดที่มีรายงานว่า กกต.อาจจะประกาศรับรอง สส.ในวันพุธที่ 21 มิถุนายนนี้นั้น นายภูมิธรรม มองว่า เป็นเรื่องดี ถ้า กกต. ประกาศได้เร็วขึ้นก็จะเป็นประโยชน์สามารถฟอร์มรัฐบาลได้เร็วขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในกรอบอำนาจของ กกต.ที่จะพิจารณาอยู่ เราก็รอตรงนั้น

ยัน ‘ก้าวไกล’ แกนนำตั้งรัฐบาล

เมื่อถามต่อว่าหากมีการประกาศรับรองสส.ได้ 95% ก็จะเข้าสู่กระบวนการเปิดประชุมสภา ความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งประธานสภาเป็นอย่างไรบ้าง นายภูมิธรรม ระบุว่า จากเดิมที่ยังคุยว่าถึงจุดไหน ก็ยังคงอยู่จุดนั้นเพราะเป็นเรื่องของพรรคแกนนำที่จะเป็นผู้ดำเนินการประสานงาน เพียงแต่การคุยครั้งแรกเราได้บอกถึงวัตถุประสงค์และความคิดของแต่ละฝ่ายไปแล้ว 

พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคแกนนำก็บอกว่าจะนำไปพิจารณา ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดกลับมา ก็ยังรออยู่ เพราะถือว่าเราให้เกียรติพรรคแกนนำในการจัดการประสานงาน

ส่วนในวันที่ 20 มิ.ย.จะมีการประชุม 8 พรรคร่วมอีกครั้งจะมีการนำเอาเข้าหารือด้วยหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เท่าที่ผ่านมาก็พยายามจะให้คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านได้ทำนโยบายต่างๆและพูดคุยกันเพื่อจะเอาข้อสรุปนั้นไปเสนอกับที่ประชุม ซึ่งในที่ประชุมก็มีการเสนอกันว่าอีกประเด็นที่สำคัญมากกว่าการทำนโยบาย คือการดำเนินการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยให้ได้ ก็มีการเสนอกับพรรคแกนนำไปแล้วว่ามีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องนโยบายก็คงต้องรอว่าพรรคแกนนำมองอย่างไร ซึ่งในการประชุมก็มีการกำหนดวาระอยู่แล้วว่าจะต้องแสดงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลว่าไปถึงไหนอย่างไร

เมื่อถามว่าในที่ประชุมพรรคร่วมมีการพูดถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆอย่างไรหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่าไม่เกี่ยวกับตรงนี้เลย ก็เป็นแค่เรื่องที่คุยกันว่าเราจะไปทำอะไร และ 12 คณะทำงานก็ไม่เกี่ยวกับ ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลปัญหาต่างๆของพรรคร่วมมาพิจารณาร่วมกัน ซึ่งก็คงจะต้องรอว่าพรรคไหนจะได้กระทรวงอะไรไปรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาที่ประชุมตรงนี้มากำหนด

ปัญหาแท็กซี่ แก้ได้! ‘เพื่อไทย’ ต้องคุม ‘คมนาคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551281

16 มิ.ย. 2566

ปัญหาแท็กซี่ แก้ได้! 'เพื่อไทย' ต้องคุม 'คมนาคม'

‘เศรษฐา’ เชื่อ แก้ปัญหา ‘แท็กซี่’ เป็นรูปธรรม ‘เพื่อไทย’ ต้องคุมคมนาคม แต่ขึ้นกับ ‘นายกฯ’ ตัดสินใจ ไม่มีอำนาจต่อรอง

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เผย จะสามารถแก้ปัญหาแท็กซี่ได้แน่นอน หากคุม “กระทรวงคมนาคม” 

หลังหารือกับสมาชิกสหกรณ์แท๊กซี่ ที่แจ้งความความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายทั้ง พลังงาน เชื้อเพลิง ค่าครองชีพ ส่งผลให้ต้องขับรถหารายได้ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงขอให้เพิ่มเข้าประกันสังคมหรือสร้างกองทุน เมื่อชราภาพจะได้มีเงินบางส่วนช่วยเหลือ

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

นายเศรษฐา กล่าวว่า หลังรับฟังปัญหา มีหลายเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าจะต้องแก้ไขให้แท็กซี่ แต่การ “จัดตั้งรัฐบาล” ยังไม่จบสิ้นและตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะไปต่อรองตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ซึ่งการปะพบครั้งนี้เป็นการคุยปัญหาต่อเนื่อง จากที่เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ได้ไปพบกลุ่มแท็กซี่มาแล้ว 1 ครั้ง

หากตั้งรัฐบาลเสร็จ พรรคเพื่อไทยได้รับการมอบหมายจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ดูกระทรวงคมนาคม เชื่อว่าปัญหาหลายอย่างจะแก้ไขได้โดยเร็ว เพราะเกือบ 10ปี ไม่ได้ไม่ได้ดูแลแท็กซี่อย่างจริงใจ 

ส่วนที่บอกว่า การตั้งรัฐบาลจะจบในไตรมาส 3 นั้น เป็นเพียงการคลาดการณ์และคาดหวังส่วนตัว แต่หวังว่าจะจบได้ในเร็ววัน เพราะประชาชนเดือดร้อนรอคอยอยู่ อย่างกลุ่มแท็กซี่ในปัจจุบัน มีบริษัทข้ามชาติมาทำธุรกิจในประเทศไทย ทำให้การประกอบอาชีพถูกตัดหน้า 

เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยจำเป็น ต้องได้เก้าอี้กระทรวงคมนาคมหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า จะแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมได้ พรรคเพื่อไทยต้องได้ดูแลกระทรวงคมนาคม แต่หากไม่ได้ เชื่อว่า “ว่าที่นายกฯ” คงมีความกังวลกับปัญหานี้เช่นกัน คงส่งผ่านเรื่องเดือดร้อนไปทางรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยก็ต้องเอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นที่ตั้ง

สมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐาสมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐา

สมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐาสมาชิกสหรณ์แท๊กซี่เข้าพบนายเศรษฐา

‘รับรอง สส.’ สัปดาห์หน้า คดี ‘พิธา’ อยู่ในเงื้อมมือ ‘กกต.’ ไม่เกิน 50 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551272

16 มิ.ย. 2566

'รับรอง สส.' สัปดาห์หน้า คดี 'พิธา' อยู่ในเงื้อมมือ 'กกต.' ไม่เกิน 50 วัน

พิจารณาคุณสมบัติ ‘พิธา’ เป็น สส. ได้หรือไม่ อยู่ในอำนาจของ ‘กกต.’ ภายใน 50 วันต้องตัดสินใจ กฎหมายอนุญาตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้

นาย อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ให้สัมภาษณ์ว่า กกต.ตระหนักดีในความต้องการให้มีการเปิดสภาโดยเร็ว แต่กฎหมายก็กำหนดให้ต้องตรวจสอบ แต่จะประกาศได้เร็วกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแน่ๆ กรณี พิธา เข้าสู่กระบวนการสืบสวนไต่สวนแล้ว ตามระเบียบมีกำหนดขั้นตอน และระยะเวลาชัดเจนต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 20 วันขยายเวลาได้สองครั้ง ครั้ง15 วัน  

ประธาน กกต. แถลงความคืบหน้ารับรอง สส. ประธาน กกต. แถลงความคืบหน้ารับรอง สส.

ส่วนเอกสารหลักฐานใดๆ ที่ปรากฏ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน จะเรียกใครมาสอบหรือไม่ การตัดสินใจ จะดำเนินการอย่างไร กกต.ต้องตัดสินใจจากที่ประชุม กกต.เท่านั้น ไม่ว่าจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง หรือ ดำเนินการใดๆ

ประธาน กกต. ยืนยันว่าการรับรอง สส. จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ส่วนจะร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ต้องดูมาตรา127ในพรป.สส.เป็นหลัก ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเบื้องต้นไว้มากพอสมควร ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว ประกาศได้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต้องฟังรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้งและแหล่งข้อมูลต่างๆ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับข้อมูลเช่น สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ มีคำร้องบ้างหรือไม่ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมาย และต้องดูรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้ง

ส่วนการตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ก็ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ สัปดาห์หน้าถ้าประกาศได้หมด ก็รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ เอกสารที่หลุดมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับคำร้องจึงจะพิจารณาได้ว่าต้องมีมติให้ดำเนินการอย่างไร ต่อไปจากคำร้องนั้น

กรณีใบเหลือง ใบส้ม จะต้องให้ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง  แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเข้ามา  หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่สามารถก็ทำได้แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำขนาดนั้น

นักวิชาการ แนะสร้างพื้นที่พูดคุย ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551260

15 มิ.ย. 2566

นักวิชาการ แนะสร้างพื้นที่พูดคุย ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

สัมภาษณ์พิเศษ คมชัดลึกexclusive อ.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านความมั่นคง แนะควรสร้างพื้นที่พูดคุยเจรจาเพิ่มขึ้น ทางออกสำคัญปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

นับตั้งแต่ การประกาสเปิดตัวของ ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ   (pelajar Bangsa) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี โดยภายในงานได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” รวมทั้งได้มีการจัดพิมพ์บัตรเพื่อร่วมแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียล ในประเด็น “ให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวล และตื่นตระหนักของประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง

 ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ เป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองจัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (right to self determination) ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อองค์กรเป็นขบวนการนักศึกษาแห่งชาติเมื่อ 31 พ.ค. โดยมี นายอิรฟาน อุมา เป็นประธานขบวนการนักศึกษาแห่งชาติคนปัจจุบัน  

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับทีมข่าว คมชัดลึกexclusive แสดงความเห็นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในมุมมองนักวิชาการ มีความน่าสนใจในหลายประเด็น 


ในความเห็นส่วนตัวของ อ.วันวิชิต มองว่าฝ่ายความมั่นคงควรที่จะเร่งจัดทำเวทีเสวนาซึ่งไม่ใช่เป็นการทำควบคู่หรือทำแข่งแต่เป็นการสร้างพื้นที่เปิดเพื่อรับฟังมุมมองไม่ควรทำให้สถานศึกษาหรือกลุ่มนักศึกษาขบวนการต่างๆมีความรู้สึกว่าถูกจับตามอง แต่ควรที่จะเปิดเวทีเสวนาเพื่อเป็นการรับฟังพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

“ในขณะเดียวกัน การทำความเข้าใจฝ่ายที่เคลื่อนไหว สถานศึกษา ก็ไม่ควรมองกองทัพที่มาทำหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเป็นในแง่อุปสรรคของการพูดคุยประเด็นแรกที่จะต้องเร่งในการหารือฉะนั้น กองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาคที่ 4 ส่วนหน้า นอกเหนือจากสถานะที่จะต้องเฝ้าจับตามอง ก็ต้องเพิ่มบทบาทในการสร้างเวทีหรือพื้นที่สร้างสรรค์ ความขัดแย้งต่างๆต้องมีการพัฒนาสู่การเปิดพื้นที่พูดคุยของกลุ่มผู้ขัดแย้งทั้งหมด แล้วถ้ากลุ่มขัดแย้งไม่ออกมาทั้งหมด ยังมีกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง หรือผู้บงการ จะทำให้การเจรจาต่างๆเกิดการตั้งแง่” อ.วันวิชิต กล่าว


นักวิชาการด้านความมั่นคงท่านนี้ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ต้องรับฟังข้อเสนอของฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มผู้เห็นต่างแลกเปลี่ยนข้อเสนอกัน แล้วรับข้อเสนอของทุกฝ่ายได้หรือไม่ ขณะเดียวกันการบูรณาการด้านความมั่นคง ในอนาคต กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็จะมีการถอนกำลัง หรือรวมถึงในเรื่องการปรับลดงบประมาณลงในปี2570 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่า สุดท้ายความขัดแย้งจะไม่มี 

“ดังนั้นจะเห็นแนวทางแล้วว่าบทบาทของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายพลเรือนอย่างเช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)หรือบทบาทเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ต้องมาทำหน้าที่ทดแทนในอนาคต รวมทั้งทำหน้าที่ในลักษณะบังคับประคองไปด้วย “
 


ประเด็นในเรื่องการนำประวัติศาสตร์ในอดีตที่เคยมีความบาดหมางกันระหว่างไทยและชนชาติมลายูในอดีตมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว อ.วันวิชิต มองว่า ผู้เคลื่อนไหวมักจะใช้โอกาสในการนำประวัติศาสตร์ตัดตอนหรือประเด็นที่เป็นฝ่ายถูกกระทำนำมาใช้ แต่อย่างไรก็ดีต้องไม่ลืมว่าสำนึกความรักชาติพึ่งถูกมาตัดแบ่งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นสำนึกรักชาติต่างๆมันไม่มีในช่วงเวลานั้น เรื่องของกลุ่มเจ้าเมืองที่สูญเสียอำนาจและการจัดเก็บภาษีรายได้ที่เคยตักตวงมาก่อน

“ดังนั้น อย่าลืมว่าพอเป็นรัฐชาติ การยกเลิกระบบหัวเมืองต่างๆ รวมถึงประเทศราช เจ้าเมืองต่างๆมันหายไป การชักเก็บภาษีต้องเปลี่ยนมาเป็นการรับเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนประจำปีจากรัฐส่วนกลาง แย้งมันเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งของชนชั้นนำ ไม่ใช่ความขัดแย้งของในส่วนประชาชนหรือราษฎร การเมืองที่เกี่ยวกับความขัดแย้งของราษฎรในเวลานั้นมันไม่มี แต่เป็นเนื้อเรื่องของความขัดแย้งของชนชั้นนำกับรัฐสยามในส่วนกลางมากกว่า ประวัติศาสตร์ที่ไม่ครบถ้วนต่างหากจึงกลายมาเป็นปัญหาความขัดแย้ง”

ถามถึงแผนการทำงานของว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เริ่มต้นการทำงานในส่วนของสันติภาพของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ในสายตานักวิชาการ เมินผลดี ผลเสีย ของแผนงานดังกล่าวอย่างไรบ้าง อ.วันวิชิต กล่าวว่า ในส่วนข้อดี ก็จะสามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถที่จะดูแลตนเอง ลดความกังวล ความหวาดระแวง แต่ในขณะเดียวกันการจะดูแลการปกครองตนเอง ในเรื่องของความมั่นคงจะสามารถดูแลได้ครบถ้วนหรือไม่ หมายความว่า เมื่อทหารคลายตัว ปล่อยมือให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เช่น ปอพ. ฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ตาม หรือแม้กระทั่งศอ.บต.ก็ตาม สามารถมีประสิทธิภาพในการดูแลรวมกระทั่งประชาชนในพื้นที่ เป็นแนวร่วมในการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาร่วมกันได้หรือไม่ 

“ทหารไม่ได้รังเกียจที่จะถอนตัวอย่างเต็มกำลัง หลังปี2570 แต่มันเป็นเรื่องของความเป็นห่วงมากกว่า “

ขณะเดียวกันในแผนงานของ 8 ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล ในชุดคณะทำงานสันติภาพปาตานีได้มีการพูดถึงว่าจะดำเนินการเจรจากับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างเช่น ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ บีอาร์เอ็น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าในความเป็นจริงแล้วขบวนการ บีอาร์เอ็น  มีความสำคัญหรือยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่จริงหรือไม่

อ.วันวิชิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่ากลุ่ม บีอาร์เอ็น คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบเพียงกลุ่มเดียวหรือไม่ กลุ่ม บีอาร์เอ็น คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวตัวจริง เพียงกลุ่มเดียวหรือยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงเคยสอบถามคนในพื้นที่แล้วว่ามีศักยภาพต่อการเปลี่ยนแปลงหรือศักยภาพที่ท้าทาย การที่จะเข้าไปสู่กระบวนการตรวจสอบหรือความเป็นธรรม บางอย่างเราไม่สามารถที่จะยกเว้นได้ กลุ่มผู้ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ต่างๆ แม้จะเอามาพูดคุยแต่ทั้งหลายทั้งปวง ส่วนตัวคิดว่าจะใช่ผู้กระทำความผิดตัวจริงหรือไม่ 

“ถ้าเป็นตัวจริงแล้วมีศักยภาพมีทรัพยากรบุคคลที่มาพูดคุยและเจรจากับภาครัฐได้มากน้อยแค่ไหนหรือเป็นแค่กลุ่มแฝงที่ยืมใช้ชื่อ บีอาร์เอ็น มาเคลื่อนไหวหรือเปล่า”

เมื่อถามต่อไปว่าแล้วในความเป็นจริงกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆที่มีชื่อยังมีศักยภาพพอในการที่จะกระทำการต่างๆได้หรือไม่ อ.วันวิชิต ตอบว่า ในเรื่องของกิจกรรมความรุนแรงน่าจะลดลง แต่ในบทบาทการระดมความคิดเห็น หรือเป็นการปลูกฝังในกลุ่มของเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้ ในเรื่องนี้เห็นการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมในลักษณะแบบนี้มากกว่า

“การใช้การกระทำด้วยความรุนแรง ดังนั้นการต่อสู้ด้วยมวลชนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อความมั่นคงของหน่วยทหารแล้วก็ส่วนกลาง มีการจับตามองมาหลายปีแล้วว่าบทบาทในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้การระดมมวลชน การปราศรัยหรือการประกาศจุดยืนของกลุ่มเยาวชนในการระดมมวลชนในทุกช่วงเพศวัยมีมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการใช้ความรุนแรงไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ ดังนั้นความชอบธรรมเดียวก็คือการระดมมวลชนและใช้การปลูกฝังข้อมูลรวมทั้งความเชื่อของเขาเรื่องนี้ต่างหากที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องไปพูดคุยและจับตามอง”

เวทีปราศรัย ‘ก้าวไกล’ พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551259

15 มิ.ย. 2566

เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

เวทีสุดท้ายของหัวหน้าพรรค”ก้าวไกล” ที่เชียงใหม่ เป็นการพบปะมวลชนที่สวนสาธารณะเทศบาลสันทรายหลวง   อำเภอสันทราย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สื่อสารไปถึงผู้สนับสนุน คือการขอบคุณไปถึงมิตร “พรรคเพื่อไทย” ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล และส่งให้ขึ้นเป็นนายกฯ

ที่ สวนสาธารณะเทศบาล ต. สันทรายหลวง  อ. สันทราย จ.เชียงใหม่  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาพบปะประชาชน  โดยมีประชาชนจำนวนมากมารอต้อนรับ นายพิธา กล่าวปราศรัยว่า  ขอให้ทุกคนจำเอาไว้ถึงบรรยากาศในวันนี้ ถึงความสามัคคี เพราะในอนาคตมีภารกิจร่วมกัน และต้องทำงานอีกมากยังมีปัญหา มีมารผจญ และมีขวากหนามอีกมาก  เมื่อถึงวันที่เจอปัญหาแบบนั้น ขอให้จำไว้ว่า ประเทศนี้เป็นประเทศที่มี การเมืองที่เป็นไปได้ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า พรรค “ก้าวไกล”  เป็นไปได้  จากนี้จะเดินหน้าเพื่อชาวเชียงใหม่ทุกคน


“ก้าวไกล”  พร้อมทำงานกับพรรคเพื่อไทย โดยเอาประชาชนมาเป็นที่ตั้ง   ขอขอบคุณเพื่อไทยที่มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและมาสนับสนุนพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ตนเองพร้อมรับใช้ทุกคน      “หมดเวลาสำหรับความขัดแย้ง ถึงเวลาของความสมานฉันท์ หมดเวลาของการเมืองแบบเก่า  ๆ ถึงเวลาของประชาชนแล้ว วันนี้ขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับ  1 สิทธิ 1 เสียงที่รวมกันเป็นล้าน ๆ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในประเทศนี้ ขอให้ส่งเสียงไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาลว่า พวกเราพร้อมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน แม้การเดินทางข้างหน้าจะลำบากแต่จะไม่เหงาแน่นอน แล้วมาเปลี่ยนแปลงสันทราย มาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และมาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปด้วยกัน”   นายพิธา ระบุ

อโนทัย สกุลทอง ผู้สื่อข่าว NATION TV  รายงานว่า ภารกิจ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ที่ จ.เชียงใหม่  ตลอดทั้งวัน (15)  รวมทั้งหมด 7 ภารกิจ คือ หารือ ร่วมกับภาคส่วน 4 วงประชุม และเวทีปราศรัยขอบคุณประชาชน 3 เวที ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.เมือง   อ.หางดง และอ.สันทราย

เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ
เวทีปราศรัย 'ก้าวไกล'  พิธา สุดซึ้ง เพื่อไทย หนุนตั้งรัฐบาล ส่งขึ้นนายกฯ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาพบปะประชาชน ที่ สวนสาธารณะเทศบาล ต. สันทรายหลวง  อ. สันทราย จ.เชียงใหม่   ภารกิจสุดท้ายตลอดวันนี้ ( 15 )

ว่าที่นายกฯแห่ง ‘ก้าวไกล’ ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551256

15 มิ.ย. 2566

ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

เดินสายภาคเหนือพบประชาชน ของหัวหน้าพรรค “ก้าวไกล ” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เวทีปราศรัยเชียงใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กระตุ้นประชาชนในพื้นที่ ได้เวลาเข้าสู่ “วันใหม่” ของเชียงใหม่ ประกาศขอทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองของคนทุกคน ถึงเวลาของการเลือกความหวัง ไม่ใช่ความกลัว

ที่บริเวณประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้ปราศรัยขอบคุณประชาชน  นายพิธา  ระบุว่า  วันใหม่ ของเชียงใหม่ มาถึงแล้ว วันใหม่ที่จะเต็มไปด้วยความเท่าเทียม วันใหม่ที่จะเต็มไปด้วยความเท่าทัน วันใหม่ที่เชียงใหม่เป็นของประชาชน   จากความเชื่อมั่นที่มีให้ “ก้าวไกล”     หลังจากนี้เป็นต้นไป ยังมีภารกิจที่ต้องทำร่วมกันอีกมากมาย  ต้องทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองของคนทุกคน  วันนี้ภารกิจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีงานที่ยังต้องทำร่วมกัน ทั้งเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ เรื่องสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นภารกิจที่จะต้องเปลี่ยนเชียงใหม่ไปด้วยกัน
   

 “ก้าวไกล”  จะเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่  กับ สส.ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทนราษฎร ที่พูดแทนราษฎร ผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า สนับสนุนรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ที่ชื่อว่า  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  การเดินทางยังอีกยาวไกล เต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยขวากหนาม เต็มไปด้วยอุปสรรคจากคนที่ต้องการแช่แข็งเชียงใหม่ไว้ ขออย่าไปกลัว อย่าไปกังวล อย่าไปเบื่อกับการเมืองแบบนี้  ต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า ไม่มีวันถอยหลังอีกแล้ว

 “ถึงเวลาที่พวกเราต้องเลือกอนาคต ไม่เลือกอดีต ถึงเวลาที่พวกเราต้องเลือกเอกภาพไม่ใช่ความขัดแย้ง ถึงเวลาที่เราต้องเลือกประชาชนและประเทศไทย ไม่ใช่ปรสิตอีกต่อไป ถึงเวลาที่เราต้องเลือกความหวังไม่ใช่ความกลัว และเมื่อพวกเราทำสำเร็จเมื่อไหร่ ความเชื่อมั่น ที่คนเชียงใหม่มีให้ผม ความเชื่อมั่นที่ผมมีให้คนชาวเชียงใหม่ ไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้ถ้าพวกเราร่วมมือกัน”  นายพิธา ระบุ

ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต
ว่าที่นายกฯแห่ง 'ก้าวไกล' ขอชาวเชียงใหม่จับมือไปข้างหน้า ได้เวลาสู่อนาคต

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  พบปะกับประชาชน ที่อ.เมือง จ.เชียงใหม่  สำหรับพื้นที่เชียงใหม่  พรรคก้าวไกล ได้สส. 7 จาก 10  ที่นั่ง 

‘ITV’ แจง บันทึกการประชุม ไม่ได้ต้องการสื่อสารว่ายังประกอบกิจการสื่ออยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551247

15 มิ.ย. 2566

'ITV' แจง บันทึกการประชุม  ไม่ได้ต้องการสื่อสารว่ายังประกอบกิจการสื่ออยู่

บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ร่อนหนังสือชี้แจงแล้ว ทั้งบันทึกการประชุมและงบการเงิน ระบุไม่ได้ต้องการสื่อสารว่า “ยังประกอบกิจการสื่ออยู่”

15 มิ.ย. 2566 บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารชี้แจงท่านผู้ถือหุ้น เรื่องรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566   จากเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อเกี่ยวกับการบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 (“รายงานการประชุม”) แบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ปี 2565 และงบการเงินไตรมาส 1. ประจำปี 2566 ของบริษัท นั้นบริษัทขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 (“การประชุมฯ”) บริษัทได้จัดประชุม เมื่อวันที่  26 เม.ย.  2566 โดยในการประชุมฯ ดังกล่าวมีทั้งหมด 9 วาระ วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 8 เป็นวาระรายงาน/ อนุมัติและพิจารณาการดำเนินการทางธุรกิจตามการค้าปกติของบริษัท ส่วนวาระที่ 9 เป็นวาระอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีผู้ถือหุ้นเสนอวาระเพื่อพิจารณาและอนุมัติเพิ่มเติม บริษัทจึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม ในเรื่องอื่น ๆ

ในการประชุมฯ ดังกล่าว มีคำถามที่ซ้ำซ้อนจากผู้ถือหุ้นหรือเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ ของบริษัท ดังนั้น การจัดทำบัน ทึกคำถามและคำตอบในรายงานการประชุม บริษัทจึงได้สรุปสาระสำคัญ ของคำถามและคำตอบในระหว่างการประชุมฯ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัทเท่านั้น เพื่อให้มีความกระชับและชัดเจนโดยมิได้จดบันทึกการประชุมฯ เป็นคำต่อคำ

ทั้งนี้ การบันทึกรายงานการประชุมที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการสรุปคำตอบจากคำถามหลายข้อ ที่ผู้ถือหุ้นส่งเข้ามา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องสิทธิตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ฯ นั้น บริษัทได้บันทึกรายงานการประชุมไว้แล้วในวาระ 9 หน้า 14 ว่า “ผลคดีเป็นจุดสำคัญที่สุด หากผลคดียังไม่ออก เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใด ๆ ในขณะนี้…” 

สำหรับในส่วนที่มีการบันทึกรายงานการประชุมว่า “ปัจจุบัน บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทและมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น

บริษัทไม่ได้ต้องการจะสื่อสารว่า บริษัทยังประกอบกิจการสื่ออยู่ แต่หมายถึงบริษัทยังคงดำเนินการอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่บริษัทได้จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยมิได้มีการเลิกกิจการแต่อย่างใด

ในส่วนของแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของบริษัทประจำปี 2565 ที่บริษัทยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2566 บริษัทขอเรียนว่า รายได้จาก การประกอบธุรกิจของบริษัทได้แสดงอยู่ในงบการเงินของบริษัท ประจำปี 2565 ซึ่งได้มีการตรวจสอบและลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและ ได้ยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์

ซึ่งในงบการเงินดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า รายได้ของบริษัทมาจากผลตอบแทนจากการลงทุนและดอกเบี้ยรับเท่านั้น ซึ่งงบการเงินฉบับดังกล่าว บริษัทได้ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2566 เช่นกัน

ในส่วนของงบการเงินไตรมาส 1 ประจำปี 2566 ของบริษัทที่มีการ โพสต์ในเว็บไซต์ http://www.itv.co.th ตามที่มีข่าวอยู่ในขณะนี้นั้น บริษัทขอเรียนให้ทราบว่างบดังกล่าวเป็นเพียงร่างงบการเงินที่ใช้ภายในบริษัทและยังไม่ได้มีการสอบทานหรือตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชี จึงยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงหรือ ใช้งานภายนอกบริษัทได้และ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ

บริษัทขอเรียนย้ำว่า การดำเนินการประชุมฯ การจัดทำรายงานการประชุม การนำส่งแบบนำส่งงบการเงิน และการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทเป็นการดำเนินการทางธุรกิจตามปกติและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

คณะกรรมการ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)

ITV ออกหนังสื่อชี้แจง กรณีบันทึกการประชุมและงบการเงินITV ออกหนังสื่อชี้แจง กรณีบันทึกการประชุมและงบการเงิน

ITV ออกหนังสื่อชี้แจง กรณีบันทึกการประชุมและงบการเงินITV ออกหนังสื่อชี้แจง กรณีบันทึกการประชุมและงบการเงิน

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551232

15 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

‘พิธา’ ลั่น อยากจะ ‘ตั้งรัฐบาล’ให้เร็ว เพื่อผลักดันสิทธิชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจชาติพันธุ์ พร้อมโปรโมท 2 สถานที่พักผ่อนที่ชื่นชอบ “ซู ลอดจ์ – ลั่นเจี๊ยะ ลอดจ์” ชวนคนไทยและต่างชาติ มาดื่มด่ำวัฒนธรรมพี่น้องชาติพันธุ์ ก่อนรับประทาน 9 อาหารพื้นเมืองอย่างอเร็ดอร่อย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย เพื่อพบปะกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อรับฟังปัญหา

แต่ก่อนที่จะเริ่มการหารือ พ่อแม่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ได้มีการทำพิธีสู่ขวัญ ซึ่งเป็นพิธีกรรมของชาวม้งด้วย

ผู้นำชนเผ่าม้ง ได้นำใยกัญชงมาผูกข้อมือให้กับคุณพิธา ก่อนอวยพรเป็นภาษาม้ง เพื่อให้ชนะ มีสุขภาพดี ภายหลังทำพิธี ผู้ทำพิธีบอกว่า ขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปหมดแล้ว มีแต่สิ่งดีๆที่อยู่กับตัว จากนั้นหัวหน้าชนเผ่ายกแก้วที่ใส่สุรา ขึ้นมาให้นายพิธาจิบ โดยบอกว่า เป็นสุราก้าวหน้า

โดยการหารือ กลุ่มชาติพันธุ์ ได้เสนอให้แก้ปัญหาด้านคุณภาพชีวิต ปัญหาที่ดิน ที่มีข้อเรียกร้องของ คืออยากรัฐบาลใหม่ ผลักดันนโยบายที่จะคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ และส่งเสริมให้เกิดอาชีพ และสามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีความสุข ไม่เกิดการผลักดันให้ออกจากพื้นที่ และหากินอย่างยากลำบากเหมือนที่ผ่านมา

กลุ่มชาติพันธุ์ ทำพิธีสู่ขวัญ เป็นพิธีกรรมของชาวม้ง ให้กับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะกลุ่มชาติพันธุ์ ทำพิธีสู่ขวัญ เป็นพิธีกรรมของชาวม้ง ให้กับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ

จากนั้นนายพิธา กล่าวว่า จุดประสงค์ของการหารือวันนี้ คืออยากให้ความมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็นคนที่สนใจ ใส่ใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ถึงปัญหาและศักยภาพของพี่น้องชาติพันธุ์

“ให้ความมั่นใจได้ว่าผมสนใจ ใส่ใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ คงไม่เสแสร้งว่าเอาใจทุกเรื่องของทุกคนเผ่า ทุกชาติพันธ์ุทั้งหมด แต่การที่เรามีผู้นำที่พร้อมที่จะเรียนรู้นวัตกรรมของเราก็จะเป็นแต้มต่อในการเมืองได้”

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

นายพิธา ย้ำว่า เพดานของพี่น้องชาติพันธุ์ไม่ได้อยู่แค่นี้ แต่อยู่สูงถึงขนาดผู้นำระดับประเทศอาจจะมาจากชาติพันธุ์ได้ มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน

พอตนสนใจ ก็เลยมาใส่ใจในเรื่องความเป็นอาชีพเกี่ยวกับทางการ ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีปีกชาติพันธุ์ หลายคนอาจจะกังวลใจพี่ไม่ได้เห็นอยู่ใน MOU เพราะก้าวไกลเป็นพรรคเดียวที่ผลักดัน สนใจถึงขนาดที่มีปีกชาติพันธุ์ ตั้งแต่อดีตอนาคตใหม่ ความหลากหลายเราต้องโอบรับและส่งเสริม

2 ปีก ‘แรงงาน-ชาติพันธุ์’ สำคัญ

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลจะมีปีก 2 ปีกที่สำคัญ ปีกที่หนึ่งคือปีกแรงงาน ปีที่สองคือปีกชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ปีกนี้จะมีความสำคัญมากต่อพรรคก้าวไกล ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ใส่ใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทวงคืนผืนป่า พ.ร.บ.อุ้มหาย จะมีการผลักดัน เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลทำมาตลอด 4 ปีแล้วจะทำอะไร

“หวังว่าท่านจะเชื่อมั่นพอสมควรในผู้นำคนนี้”

จากนั้น นายพิธา ได้ออกมารับหนังสือจากกลุ่มสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 40 ชนเผ่า จาก 5 ภูมิภาค และภาคีที่เกี่ยวข้อง ภายหลังรับฟังปัญหาเสร็จสิ้น

โดยตัวแทนกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์แสดงความยินดี และประกาศเจตนารมย์ ต่อพรรคก้าวไกล มีเนื้อหา ระบุว่า ขอแสดงความยินดีต่อพรรคก้าวไกลที่มีเจตนารมน์ความเป็นประชาธิปไตย ลดความเหลื่อมล้ำ และมั่งหวังสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและสงบสุข

และวันนี้ทางกลุ่มได้เห็นถึงความพนายามของกลุ่มอำนาจเก่าและฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ใช้อำนาจเผด็จการฉุดรั้งประเทศให้ถอยหลัง ไม่เคารพฉันทมติของประชาชน ไม่กระทำตนให้ถูกต้องตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อก่รจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลจึงขอเป็นกำลังใจให้ นายพิธา และพรรคก้าวไกล ให้ต่อสู้กับความอยุติธรรมหลังจากนี้

และทางสภาฯ ได้จัดทำกระดุม 5 เม็ด เพื่อเสนอเป็นแนวทางให้กับพรรคในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้มั่นใจว่านายพิธา และพรรคก้าวไกล จะขับเคลื่อนชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิ อัตลักษณ์ตัวตนที่มีมาหลายทศวรรษ และเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้จะเป็นหมุดหมายแรกแห่งการชำระประวัติศาสตร์ของการกดขี่ชนเผ่าพื้นเมืองภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตย เพื่อคืนสิทธิ คืนศักดิ์ศรี และยอมรับตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะพลเมืองที่เป็นพลังสร้างสรรค์สังคมไทย เช่นเดียวกับประชาชนทุกคน เราจะไม่เป็นภาระให้พรรคก้าวไกลแต่จะเป็นหุ้นส่วนการแก้ไขปัญหา

ประชากรชาติพันธุ์ 7 ล้านคน

ขณะที่ นายพิธา บอกภายหลังหารือร่วมกันว่า เรื่องสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ เป็นตัวบ่งบอกความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี เพราะจากข้อมูลที่มีการศึกษาไว้ มี ประชากรชาติพันธุ์ประมาณ 7 ล้านคน จาก 60 กว่าล้านคนก็เกือบ10% แต่ยังมีปัญหาที่ดิน ปัญหาเกี่ยวกับสัญขาติ และปัญหาเด็กติด G และปัญหาเกี่ยวกับการบริหารเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภค ที่ยังเข้าไม่ถึง ถ้าได้รับการขับเคลื่อน สิทธิความเป็นพลเมืองของเขาเพิ่มขึ้น แต่ความเป็นชาติพันธุ์ก็ไม่ได้ลดลง 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ และหากพี่น้องชาติพันธุ์ได้รับการเข้าถึงการบริการสาธารณะ และที่ดินทำกินอย่างที่ควรจะเป็น ก็จะเป็นผลดีของประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็ง ถึงความเป็นประชาธิปไตยในประเทศของเรา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของพี่น้องชาติพันธุ์ และพรรคก้าวไกล อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ และเมื่อเราเห็นว่า สิทธิของชาติพันธุ์ เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้น

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

ทั้งนี้ก็อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดันสิทธิชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจชาติพันธุ์ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

อย่าพลาดมาพักผ่อน @ ‘ลีซู ลอดจ์-ลั่นเจี๊ยะ ลอดจ์’

“ส่วนตัวแล้วหากมีโอกาสได้ไปพักผ่อนกับเขาบ้าง ซึ่งก็ไม่ค่อยมีหรอก ถ้าจะไปเที่ยวมี 2 ที่คือ ลีซู ลอดจ์ อยู่ที่จ.เชียงใหม่ และ ลั่นเจี๊ยะ ลอดจ์ อยู่เชียงราย ก็ขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ และต่างประเทศไปดื่มด่ำวัฒนธรรมพี่น้องชาติพันธุ์ ในการท่องเที่ยวที่จะถึงนี้”

จากนั้นนายพิธา ก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นอาหาร 9 อย่างจาก 9 ชนเผ่า เพื่อต้อนรับพรรคก้าวไกล

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

โดย นายพิธา เริ่มต้นรับประทาน ป่าปา เป็นขนมท้องถิ่น ซึ่งนายพิธา เรียกว่า ‘แพนเค้กลีซู’ และได้ชิมให้ดู พร้อมแบ่งให้กับสื่อทวลชนได้ลองชิมด้วย

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

และได้ลองชิม เหล้าข้าวโพด ก่อนจะรับประทานอาหาร ซึ่งนายพิธา ทานทั้งข้าวไรซ์เบอรี่ และข้าวเหนียว อย่างอเร็ดอร่อย และทานทุกอย่างที่ชาวบ้านแนะนำและนำมาให้

จากนั้นก็มาดื่มกาแฟดริฟ นายพิธา ขอ 2 แก้ว และชมว่าอร่อย แล้วมาแวะทานขนม ป่าปาอีก 1 ชิ้น ก่อนจะถ่ายรูปร่วมกับชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ และเดินทางต่อไปยังตลาดหางดง

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

เมนูอาหารเด็ดชนเผ่า

สำหรับเมนูอาหาร มีทั้ง ต้นไห่ว่านค้าวคาวดำ จากชนเผ่าลีซู ,ไก่สมุนไพร จากชนเผ่าคะฉิ่น ,ต้มไก่สมุนไพร จากม้ง ,ลาบไก่ จากม้ง ,โต๊ะสะเบือก ชนเผ่าละเวือะ ,ต่าพอเพาะ จากชนเผ่ากะเหรี่ยง ,ส่าจ้อย จากชนเผ่าลาหู่ ,ยำผักสมุนไพร จากเผ่าอาข่า

‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’
‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’
‘พิธา’ ลั่น อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดัน ‘สิทธิชาติพันธุ์’

ปลอดประสพ ค้านรัฐบาลรักษาการ ผุด ‘คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก’ ค่าแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551241

15 มิ.ย. 2566

ปลอดประสพ  ค้านรัฐบาลรักษาการ ผุด  'คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก'  ค่าแสนล้าน

ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ เพื่อไทย ปลอดประสพ สุรัสวดี ติงแนวคิดรัฐบาลรักษาการ ที่มีโครงการจะทำ “คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก”  ระยะทาง 137 กิโลเมตร เงินลงทุนแสนล้าน ระบุผลการศึกษาทางวิชาการไม่ชัด ในทางการเมืองไม่ควรทำโครงการทิ้งทวน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า การที่รัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยู่ระหว่างการเป็นรัฐบาลรักษาการ มีแนวโน้มที่จะดำเนินโครงการสร้าง “คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก”  ของแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 137 กิโลเมตร มูลค่างบประมาณสูงนับแสนล้านบาท   เห็นว่า โครงการที่รัฐบาลรักษาการชุดนี้ประกาศออกมานั้น มีความผิดพลาดทั้งในทางวิชาการและความเหมาะสมในทางการเมือง  


จากการตรวจสอบโครงการ  “คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก”  ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่าอาจสร้างผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในทางวิชาการ จะเห็นได้ว่าโครงการนี้ศึกษาและตัดสินใจเฉพาะในส่วนต้นน้ำเท่านั้น คือการเอาน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนเกินผ่านแม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก เข้ามาเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร แต่ไม่ได้ศึกษาว่าหลังจากนั้นจนถึงอ่าวไทยจะบริหารจัดการอย่างไร และจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร  

ขณะที่ในทางการเมือง รัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ระหว่างการเป็นรัฐบาลรักษาการ   ไม่ควรที่จะริเริ่มโครงการใหม่ที่ต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี  กว่าจะเสร็จสิ้นโครงการ โดยใช้งบประมาณอีกนับแสนล้านบาท ซึ่งจะสร้างภาระทางงบประมาณให้กับรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ


ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทย   ในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยทำโครงการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ  และ ปลายน้ำ ซึ่งเมื่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เข้ามา ก็ได้นำไปศึกษาแต่ก็ปฏิเสธที่จะดำเนินการตามที่ได้มีการศึกษาไว้แล้วอย่างรอบคอบ และท้ายที่สุดรัฐบาลรักษาการชุดนี้กลับริเริ่มโครงการใหม่เองในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าโครงการใหม่นี้  ไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบทั้งระบบ

ในทางวิชาการพบว่า การผันน้ำมาในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญและมีคนอาศัยอยู่จำนวนมากจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการนำน้ำมาออกใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง อีกทั้งคลองเดิมที่มีอยู่แล้วมีขนาดเล็กรับน้ำได้จำกัด แต่น้ำที่จะผันมามีปริมาณมากกว่า อาจทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้ันที่ที่น้ำผ่าน ซึ่งอาจต้องขยายคลองต่าง ๆ อีก  กระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลองต่าง ๆ อีกทั้งคลองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งชัยนาท-ป่าสัก และคลองระพีพัฒน์ เป็นคลองเพื่อการชลประทาน ไม่ได้มีโครงสร้างที่เหมาะสมที่จะใช้ในการระบายน้ำ

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ’- ที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551238

15 มิ.ย. 2566

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน

‘พิธา’ ถกปัญหาของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ลั่น ‘นายกฯ’ คนต่อไปพร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ’ ความเท่าเทียม ที่ดินทำกิน การศึกษา พร้อมเผยชอบไปเที่ยวที่ลีซู ลอดจ์ เชียงใหม่ – ลั่นเจีย ลอดจ์ เชียงราย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปพบปะกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) หรือ สมาคม Impect อำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่พี่น้องชาติพันธุ์กำลังพบเจออยู่ในขณะนี้ อาทิ เรื่องของสัญชาติ,เรื่องที่ดินทำกิน,การบริหารจัดการพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติ,การศึกษา,การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม และความเท่าเทียม 

หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

รวมไปถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์ และยังมีกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ทาง พรรคก้าวไกล จะนำเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน

โดยอยากให้พรรคก้าวไกลแยกกัญชา กับ กัญชง ออกจากกัน ซึ่งนายพิธาก็ได้รับฟังปัญหาต่าง ๆที่ได้มีการนำเสนอมาในที่ประชุมและให้ความมั่นใจกับพี่น้องชาติพันธุ์ว่า “นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศ มีความสนใจ ใส่ใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ปัญหาและศักยภาพของพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องชนเผ่า

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน

50 ชนเผ่าใน 26 จังหวัด

นายพิธา ยังได้กล่าวอีกว่า ทางพรรคก้าวไกลให้ความสนใจและใส่ใจพี่น้องชาติพันธุ์มาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 7 ล้านคน จาก40 ถึง 50 ชนเผ่า ใน 26 จังหวัด ทั่วประเทศ คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 จากคนไทยทั้งหมด 66 ล้านคน 

ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่สะท้อนมามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชนเผ่า และการผลักดันสิทธิพลเมืองของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ให้เพิ่มขึ้น หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไหร่ การจัดการปัญหาต่าง ๆก็จะทำได้ไวตามไปด้วย และจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ไกล โดยที่ความเป็นชนเผ่ายังคงอยู่ ไม่ได้ลดลง และยังจะเป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งของประชาธิปไตยในไทยมากขึ้นด้วย

“ผมอยากจะสนับสนุนการท่องเที่ยวในรูปแบบของวัฒนธรรมของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ส่วนตัวเมื่อเวลาว่างก็จะไปพักผ่อนหย่อนใจอยู่ 2 ที่ ก็คือ ลีซู ลอดจ์ จังหวัดเชียงใหม่ กับ ลั่นเจีย ลอดจ์ จังหวัดเชียงราย ตนก็อยากจะขอเชิญพี่น้องคนไทยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ไปดื่มด่ำกับวัฒนธรรมของพี่น้องชาติพันธุ์” 

ทั้งนี้เมื่อนายพิธา กล่าวจบก็ได้รับมอบของที่ระลึกที่พี่น้องชาติพันธุ์ได้เตรียมเอาไว้ให้ พร้อมกับได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมด้วยความเป็นการเอง หลังจากนั้นนายพิธาได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับพี่น้องชาติพันธุ์ในรูปแบบขันโตก 

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน
‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน
‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน

9 เมนู จาก 9 ชนเผ่า

และมีอาหารอยู่ 9 เมนู จาก 9 ชนเผ่า โดยมีการสื่อความหมายว่า อาหาร 9 อย่างของพี่น้องชนเผ่าจะก้าวไปข้างหน้า พร้อม ๆกับพรรคก้าวไกล

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน

ทำ ‘พิธีคีฮลัว’ เสริมบุญให้ ‘พิธา’ 

นอกจากนี้ทางผู้นำภูมิปัญญาม้งบ้านม่อนแจ่ม ได้ทำพิธีมัดมือ (คีฮลัว) หรือการสู่ขวัญตามประเพณีม้ง ให้กับนายพิธา โดยตามความเชื่อของชนเผ่าเชื่อว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีได้ออกไป และเป็นการเสริมบุญและความโชคดีให้แก่กัน

‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน
‘พิธา’ ลั่นเป็น ‘นายกฯ’ พร้อมขับเคลื่อน ‘สัญชาติ'- ที่ดินทำกิน