เดินหน้าไม่ถอย เรืองไกร ยื่นเอกสารเพิ่ม มาตรา 151 บี้ ‘พิธา’ ว่าด้วยคุณสมบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551233

15 มิ.ย. 2566

เดินหน้าไม่ถอย เรืองไกร   ยื่นเอกสารเพิ่ม มาตรา 151 บี้  'พิธา' ว่าด้วยคุณสมบัติ

หัวหอกการเคลื่อนไหวว่าด้วยคุณสมบัติ ของว่าที่นายกฯ ‘พิธา’ กรณี ถือหุ้นสื่อไอทีวี “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ” รุกมอบเอกสารให้กกต. จี้ตรวจสอบความผิดที่ยอมให้เสนอชื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ย้ำ รัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)   ต้องไม่ถือหุ้นสื่อ ครอบคลุม วุฒิสภา ครม. ตุลาการศาลฯ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  เปิดเผยว่า  ได้ส่งหลักฐานเพิ่มและขอให้  คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. )นำไปตรวจสอบเพิ่มเติม กรณีตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนนายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   ที่ถูกพิจารณาในคดีอาญา มาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561  รวมทั้งขอให้ กกต.ตรวจสอบตามแบบสส. 4/20  ซึ่งเป็นหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อลงสมัครเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ  และ 4/30 หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อรับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ว่าเข้าข่ายตามความในมาตรา 132 หรือไม่

ทั้งนี้ได้นำส่งทางไปรษณีย์ พร้อมสำเนาหน้าเฟซบุ๊กพรรคก้าวไกล ที่ได้โพสต์ข้อความหัวข้อ  “คนโกงวงแตก ก้าวไกลชำแหละเพิ่มขบวนการปลุกผีไอทีวี”   ที่มีเนื้อหา กรณีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล   แถลงข่าวเปิดคลิปเสียงการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี  จำกัด มหาชน  และสำเนาแบบส.ส.4/20 และ 4/30   โดยข้อความบางส่วนมีการกล่าวถึงตนแบบคลาดเคลื่อน   ไม่ตรงตามความจริง   ขอย้ำว่าการเดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.ที่ผ่านมาๆ ตนดำเนินการคนเดียว ไม่ได้ร่วมกับผู้อื่น    ส่วนที่นายชัยธวัช ระบุถึงกรณีที่กกต.จะดำเนินการ 151 กับ นายพิธา  ไม่มีหลักฐาน และน้ำหนักเพียงพอนั้น

เห็นว่าการดำเนินการของ กกต.ตามมาตรา 151 ควรหมายรวมถึงการกระทำตามแบบ ส.ส. 4/20 และ 4/30  จึงควรตรวจสอบตามมาตรา 151 ให้ครบถ้วน เพราะตามหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ  และหนังสือยืนยอมให้เสนอชื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซึ่งนายพิธาจะต้องลงนามรองรับไว้แล้ว 

.

ขยายความ รัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)  จะต้องไม่ถือหุ้นสื่อ  

.

การส่งหนังสือนี้ เป็นการส่งเพิ่มเติมตามมาตรา 151  หลังจากเมื่อไม่กี่วัน  พรรคก้าวไกลมีการโพสต์ข้อความกล่าวอ้างถึงตนต่างๆ   ซึ่งยืนยันว่าทำคนเดียว   นอกจากส่งหลักฐานประกอบเพิ่มเติมแล้ว ยังอธิบายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)  จะต้องไม่ถือหุ้นสื่อ  ซึ่งใช้กับบังคับครอบคลุมไปถึงองค์กรอื่นๆ ด้วย เช่น วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  รวมถึงกรรมการองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ถือหุ้นสื่อ    

ส่วนที่พรรคก้าวไกลพยายามแก้ต่างว่าถือหุ้นเพียง 4.2 หมื่นหุ้น  ก็ขอยกรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ให้เห็นว่า ถ้ารัฐธรรมนูญจะกำหนดจำนวนหุ้น  ก็จะต้องระบุว่าถ้ารัฐมนตรีจะถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัดเกินกว่าร้อยละ 5  หากเกินนี้ แต่ไม่แจ้งหรือฝาก ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่หากเป็นการจัดการหรือก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของสื่อก็จะเข้าตามมาตรา 184 วรรค 4     อีกทั้งการที่ กกต.จะดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ต้องดูในหนังสือยินยอมลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และแคนดิเดต  ว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่เนื่องจากนายพิธา สมัคร 2 สถานะ ทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และสมัครแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งห้ามเหมือนกัน  ตนจึงขอให้กกต.ตรวจสอบประเด็นนี้เพิ่มเติมเข้าไปด้วย 

ส่วนที่พรรคก้าวไกลมีการโต้แย้งว่า คุณสมบัติต้องห้าม  ไม่ครอบคลุมถึงคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ   ต้องถามว่า  อ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรคสองเป็นหรือไม่  ขอให้คนพูดไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรคสองและ พ.ร.ป. สส. มาตรา 14 วรรคสองด้วย  ส่วนพรรคก้าวไกล มีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานงบการเงินไอทีวีปี 2565 ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)  และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์   มีข้อความแตกต่างกัน เกี่ยวกับการทำกิจการสื่อและชี้พิรุธว่ารายงานงบฯ ที่ออกมาวันที่ 10 พ.ค. ตรงวันที่นายเรืองไกรนำมายื่นร้องนายพิธาที่ กกต.  เข้าข่ายว่าเป็นหนึ่งในขบวนการปลุกผีไอทีวี   


ตนให้ข่าวเรื่องหุ้นว่าจะมายื่น กกต.ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.แล้ว  ว่าจะมายื่น กกต.วันที่ 10 พ.ค.  ซึ่งอยากให้ไปดูเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิธา ที่โพสต์ข้อความชี้แจงเกี่ยวกับการร้องเรียนเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ว่าเจตนาสกัดพรรคก้าวไกล  เพราะพรรคกำลังทลายทุนผูกขาด  ไม่มีข้อความใดที่เขียนว่ามีการปลุกผีไอทีวี ส่วนถ้ามองว่ารายงานงบฯ ที่ส่ง กลต.และกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีพิรุธ  ก็เรียกให้สอบได้  แต่ตนไม่ได้ดูเอกสารฉบับนี้ของกลต. และตนสงสัยว่า ในเมื่อไอทีวีถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์แล้ว  เหตุใดยังต้องยื่นรายงานงบฯ ต่อ กลต.ด้วย  ซึ่งนายพิธาก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กในวันที่ 6 พ.ค.ว่าบริษัทไอทีวีถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์แล้ว

เดินหน้าไม่ถอย เรืองไกร   ยื่นเอกสารเพิ่ม มาตรา 151 บี้  'พิธา' ว่าด้วยคุณสมบัติ

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  

ศิธา ใส่ยับขบวนการขวาง ‘พรรคก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาล ชี้ เรืองไกร รับงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551219

15 มิ.ย. 2566

ศิธา ใส่ยับขบวนการขวาง 'พรรคก้าวไกล' ตั้งรัฐบาล  ชี้ เรืองไกร รับงาน

เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย น.ต.ศิธา ทิวารี ขย่มการออกมาเคลื่อนไหว ถือหุ้นสื่อไอทีวี ของ พิธา “พรรคก้าวไกล” เรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ คนอยู่เบื้องหลัง อดีตผู้สมัคร สส.ภูมิใจไทย ถือว่าไม่ธรรมดา แบ่งงานกันทำ เป้าหมายเดียวกันขวางพรรคก้าวไกล จัดตั้งรัฐบาล

น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการอำนวยการและพัฒนา และเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยว่า การร้องเรียน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เรื่องการถือหุ้นสื่อไอทีวี ที่ถูกมองว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งใหญ่กว่า นายนิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย  เรื่องนี้ทุกคนก็น่าจะทราบกันอยู่แล้วว่า มีลักษณะของการแบ่งงานกันทำ โดยมีธงเป็นจุดมุ่งหมายไว้ แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ (14 มิ.ย.) ตนได้ร่วมรายการลักษณะคล้ายกับการดีเบต ก็จะได้ยินบางคำ เช่น  “ดูซิว่า “พรรคก้าวไกล”  จะดึงพรรคร่วมไว้ได้นานแค่ไหน”  คำพูดแบบนี้ส่อให้เห็นสิ่งที่ตั้งใจได้ชัดเจน 

คำพูดที่ระบุว่า  “อยู่เฉยๆ ปล่อยให้เขาจัดตั้งรัฐบาลไป”  อันหมายถึง “พรรคก้าวไกล”  คำพูดแบบนี้ ทำให้ต่อจิ๊กซอว์เห็นภาพใหญ่ ถึงกลไกที่ฝังไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่น  เอา สว. 250 คน มาฝังไว้  ปล่อยให้กลไกที่ฝังเอาไว้ ทำงานของมันเอง แล้วก็ลอยตัวเหมือนว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ประชาชนรู้    ขบวนการนี้เป็นการขัดขวางประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่ให้เดินหน้า และไม่ว่าจะมีอีกกี่ด่านที่มาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งหมดล้วนเป็นพิธีกรรมที่มีธงอยู่แล้วว่า จะให้การเมืองของประเทศมีทิศทางไปทางไหน สิ่งที่ป้องกันได้คือ ให้ประชาชนรู้เท่าทัน และอีกฝ่ายจะรู้ว่า สิ่งที่ทำมีต้นทุนที่สูง 

สำหรับการยื่นเอกสาร ของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังนั้น ได้ยินข่าวมา  จึงกล้าเปิดเผย ขณะที่ นายเรืองไกร ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ให้กกต. เป็นผู้มาถามเอง ว่านักการเมืองคนนั้นเป็นใคร ดังนั้นเรื่องนี้ตนเป็นเพียงผู้เปิดประเด็น ซึ่งขั้นแรก นายเรืองไกร ก็ยอมรับว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องจริง แต่ไม่เปิดเผยชื่อ  

ศิธา ใส่ยับขบวนการขวาง 'พรรคก้าวไกล' ตั้งรัฐบาล  ชี้ เรืองไกร รับงาน

น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการอำนวยการและพัฒนา และเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)

ลุ้น! รับรองสส.19 มิ.ย.นี้ ‘เลขา กกต.’ สั่งตั้งคกก. สอบปม ‘เอกสารหลุด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551199

15 มิ.ย. 2566

ลุ้น! รับรองสส.19 มิ.ย.นี้ ‘เลขา กกต.’ สั่งตั้งคกก. สอบปม ‘เอกสารหลุด'

แสวง บุญมี ‘เลขา กกต.’ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบปมเอกสารเสนอ กกต.ประกาศผลเลือกตั้ง 66 หลุด ลุ้น กกต. จะประกาศรับรอง สส. 19 มิ.ย. 66

หลังมี ‘เอกสารหลุด’ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ ‘กกต.’ เนื้อหาเอกสารหลุด ระบุรายว่าที่สส. 71 คน มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ที่ถูกแขวน เล่นเอา ว่าที่สส.หลายคนตกใจแตกตื่นกันไปหมด และ กกต.ยังไม่ชี้แจงในเรื่องเอกสารกกต.หลุด แต่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก กกต. แล้ว

ลุ้น 19 มิ.ย.นี้กกต.รับรองสส.

มีรายงานข่าว แจ้วว่า  ภายในสัปดาห์หน้า  คาดเป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2566 กกต. เตรียมพิจารณารับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมกับ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หลังได้พิจารณาไปแล้วว่าทั้ง 400 เขตเลือกตั้ง ว่าเขตใดมีคำร้องคัดค้านและไม่มีคำร้อง

โดยคาดว่า กกต. จะประกาศรับรอง สส.ได้เลย จากนั้นให้ สส.ทยอยไปรับเอกสารรับรองได้ที่สำนักงาน กกต.

ทั้งนี้มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 66 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีเอกสารข้อมูลเสนอ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบเขตครั้งที่ 1 ที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย 3 หน้ากระดาษ ซึ่งเอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารจริงในชั้นสำนักงาน กกต. ที่เตรียมเสนอ กกต.พิจารณา

โดยในวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย.2566  นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. จะร่วมการประชุมสมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563-2565 และมีเสวนาวิชาการเรื่อง ทิศทางการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็น ทาราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ไอซ์ รักชนก ลั่นไม่ห่วงถูกแขวน เชื่อทีมกฎหมาย ‘ก้าวไกล’ รับมือไหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551202

15 มิ.ย. 2566

ไอซ์ รักชนก ลั่นไม่ห่วงถูกแขวน  เชื่อทีมกฎหมาย 'ก้าวไกล' รับมือไหว

ว่าที่ สส. กทม. เขต 28 พรรคก้าวไกล รักชนก ศรีนอก แจงประเด็นที่อยู่ในข่ายเป็นหนึ่งในเจ็ดว่าที่สส. “ก้าวไกล” ที่อยู่ในข่ายยังไม่ได้รับการรับรอง ย้ำไม่หนักใจ พร้อมสู้ในทุกเรื่อง เชื่อมือฝ่ายกกฎหมายพรรค ที่พร้อมสนับสนุน ทำใจพรรคชนะเลือกตั้ง มีเรื่องเข้ามาไม่มีที่สิ้นสุด

น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ  “ไอซ์ รักชนก”  ว่าที่ สส. กทม. เขต 28 พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า  จากที่มีประเด็น เป็นหนึ่งในเจ็ดของสส.จากพรรคก้าวไกล  ซึ่งไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ( กกต.) ให้เป็นสส.   ขณะนี้กำลังรอเอกสารจาก กกต.ว่าเป็นประเด็นจากเรื่องใด  ทราบเพียงว่า

มีเรื่องร้องเรียน แต่ก็พร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อที่ถูกร้องเรียน และจริง ๆ ก็ยังอยู่ในระยะเวลา 60 วัน ภายในการรับรอง ก็คือถ้าได้รับหนังสือแล้วไปชี้แจง ถ้าไม่มีมูลเรื่องก็อาจถูกปัดตกไป แต่ถ้าเรื่องมีมูลก็อาจจะถูกดำเนินการต่อ ก็ว่ากันไปแต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือ ในส่วนของพรรค “ก้าวไกล” ก็แจ้งมาว่าถ้าเอกสารมาถึงให้แจ้งทางพรรค  เพื่อจัดทีมกฎหมายติดตามดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป 


สถานการณ์ในขณะนี้ เรื่องร้องเรียนมีอยู่แล้ว  เป็นผู้ชนะก็ต้องถูกร้องเรียน แต่ขอรอดูก่อนว่าเป็นเรื่องอะไร และคิดว่าทุกเรื่องชี้แจงได้หมด ถ้าข้อร้องเรียนถูกปัดตกไป สุดท้ายยังอยู่ในระยะเวลา 60 วัน ก็ยังได้รับการรับรอง ก็เข้าสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ปกติ  ยืนยันว่าไม่กังวล เพราะมีผู้ถูกร้อง 71 เขต หลายพรรคด้วยกัน ไม่ใช่มีเพียงพรรค “ก้าวไกล”  เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องชี้แจงไป 

“อันนี้น่าจะเป็นก้อนกรวดเล็ก ๆ ในรองเท้า คือก้าวไกลหรือผู้สมัครจากก้าวไกลเอง คงต้องเจออะไรอีกเยอะในอนาคต เพราะอย่างที่ทุกคนเห็น ตั้งแต่เราชนะมา งานเข้าไม่หยุดก็อยากให้ทุกคนทำใจให้ชินว่าเมื่อเราเป็นฝ่ายที่ต่อสู้เอาอำนาจกลับมาสู่มือพ่อแม่พี่น้องประชาชน เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่ก้าวไกลต้องเจอ พี่ทิม  (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ) ต้องเจอ  สส.ก้าวไกลต้องเจอ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ๆ ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนไม่สบายใจ เพราะอย่างไเรราจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน มันคงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งพลังที่เหลือล้น ที่ประชาชนส่งมาให้เราได้   อยากให้ทำใจให้ชิน เพราะในอนาคตเราต้องเจอเรื่องแบบนี้กันอีกเยอะ ที่จะทำให้ประชาชนไม่สบายใจ แต่ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า กอดคอต่อสู้ไปด้วยกัน อย่าท้อกับเรื่องอะไรเล็ก ๆ แบบนี้ อย่าไปให้มันรบกวน รำคาญใจ เพราะต่อไปเราต้องเจออะไรอีก” 

น.ส.รักชนก  กล่าวด้วยว่า หลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ก็ลงพื้นที่มาตลอดตั้งแต่ 15 พ.ค. ไม่มีวันไหนที่ไม่หยุดพบประชาชน เพราะหลังเลือกตั้ง เงินเดือน สส. ถูกจ่ายแล้ว ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้ผลประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าคุ้มภาษีมากที่สุด ก็ควรจะเริ่มทำงานโดยไม่ต้องรอให้กกต.รับรอง นี่คือการตอบแทนประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้แบบดีที่สุด   ” เรื่องที่ถูกร้องเรียนน่าจะเป็นเรื่องที่มีผู้ช่วยหาเสียง อาจจะเป็นกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หรือไม่ แต่ทำเอกสารแจ้งไปแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่เขามาเอง และเขาไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียง หรืออาจจะมีเรื่องอื่นๆ ก็คงต้องไปดูว่าจะเข้าข่ายเรื่องไหน ตอนนี้ได้แต่คาดเดาว่าต้องเตรียมเอกสาร เตรียมคำตอบเรื่องไว้  ”  น.ส.รักชนก ระบุ

ไอซ์ รักชนก ลั่นไม่ห่วงถูกแขวน  เชื่อทีมกฎหมาย 'ก้าวไกล' รับมือไหว

รักชนก ศรีนอก  ว่าที่ สส. กทม. เขต 28 พรรคก้าวไกล 

‘สุดารัตน์’ ยก ‘รพ.อบจ.ภูเก็ต’ ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551196

15 มิ.ย. 2566

'สุดารัตน์' ยก 'รพ.อบจ.ภูเก็ต' ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน

‘สุดารัตน์’ ยก รพ.อบจ.ภูเก็ต ต้นแบบแก้ปัญหาขาดแคลน บุคลากรสาธารณสุข อย่างยั่งยืน ชู บูรณาการความร่วมมือท้องถิ่น-เอกชน มุ่งสร้างสุขภาพประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ,น.ส.สุวดี พันธ์ุพานิช นายเจตุบัญชา อำรุงจิตชัย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย น.ส.ศุภนาถลดา รัตนาธนัชภัค พร้อมคณะ เยี่ยมชมการดำเนินงานและรับฟังปัญหา ในโอกาสครบรอบ 12 ปี รพ.อบจ.ภูเก็ต โดยมี นายอัครวัฒน์ ศิริธัญญ์ธนากร ปลัด อบจ.ภูเก็ต และคณะให้การต้อนรับ

เช้า ‘หมอ’ เยี่ยมชุมชน-ค่ำ ‘พยาบาล’ ไปฟื้นฟู

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว ชื่นชม นายเรวัติ อารีรอบ นายก อบจ.ภูเก็ต ทีมงาน ข้าราชการท้องถิ่น และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ได้ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนชาวภูเก็ต รองรับผู้ป่วยนอกถึงวันละ 600 ราย แบ่งเบาภาระ โรงพยาบาล(รพ.)สังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้มาก 

ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับเอกชน เป็นแนวทางที่ดี ทั้งการรักษาด้วยจิตบริการ และการมุ่งส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคถึงบ้านประชาชน ในโครงการคลินิกหัวเช้า ที่ส่งหมอไปเยี่ยมช่วงเช้าในชุมชน และโครงการพยาบาลหัวค่ำ ที่ให้พยาบาลไปฟื้นฟูดูแลถึงบ้านหลังเวลางาน

'สุดารัตน์' ยก 'รพ.อบจ.ภูเก็ต' ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน
'สุดารัตน์' ยก 'รพ.อบจ.ภูเก็ต' ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน

ซึ่งการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. มายังท้องถิ่น จะเป็นประตูด่านหน้าเรื่องการส่งเสริมป้องกันโรคได้ดีเยี่ยม ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งประสานความเข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยืมตัวข้าราชการที่ไม่ประสงค์โอนย้าย ให้มาช่วยงานในระยะหนึ่งก่อน ระหว่างการถ่ายโอน

สร้างสังคมอุดมสุขภาพ

“ปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นไม่สัมพันธ์กับปริมาณบุคลากรทางการแพทย์ แม้จะเร่งผลิตแพทย์มากขึ้น ไทยสร้างไทยเสนอให้มุ่งเป้าสร้างสังคมอุดมสุขภาพ ให้ระบบสาธารณสุขยั่งยืน เน้นสร้างคนแข็งแรงก่อนป่วย เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม เช่น ไขมัน ความดัน เบาหวาน และอุบัติเหตุ

ซึ่งจะทำให้ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง และลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาของรัฐด้วย ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่สามารถใช้บริการ หมอมือถือ (Mobile Doctor) ได้ ก็ควรส่งเสริม เพื่อไม่ต้องเดินทางไป รพ. โดยผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีก็จะใช้เวลาในการรอคอยรักษาสั้นลง”

ด้าน น.ส.สุวดี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความร่วมมือระหว่าง รัฐและเอกชน เพื่อสาธารณสุข หลายรูปแบบ ใน รพ.สังกัดสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ รพ.ท้องถิ่น ซึ่งเป็นโมเดลการแก้ปัญหาความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทั้งเรื่อง งบประมาณ การพัฒนาบริการ และบุคลากร โดย รพ.อบจ.ภูเก็ต ไว้วางใจให้เอกชนร่วมให้การรักษาผู้ป่วยทุกโรคทุกสิทธิมากว่า 12 ปี

'สุดารัตน์' ยก 'รพ.อบจ.ภูเก็ต' ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน

รวมถึงงานส่งเสริมป้องกันโรค ความพึงพอใจของประชาชนอยู่ในระดับสูง และเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระรพ.จังหวัดซึ่งมีคนรอคอยรักษามาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตฉุกเฉิน การพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐ-ท้องถิ่น-เอกชน จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนได้

'สุดารัตน์' ยก 'รพ.อบจ.ภูเก็ต' ต้นแบบแก้ปัญหา สาสุข อย่างยั่งยืน

‘กกต.’ ยังไม่แจง ปมเอกสารหลุด แขวนว่าที่ สส. 71 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551197

15 มิ.ย. 2566

'กกต.' ยังไม่แจง ปมเอกสารหลุด แขวนว่าที่ สส. 71 คน

หลังจากมีเอกสาร “กกต.”หลุดออกมา ยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาชี้แจงในเรื่องนี้

ภายหลังจากมีเอกสารข้อมูล ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ครั้งที่ 1 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาประกอบการรับรอง สส.พบว่า มีว่าที่ สส. 329 คน ที่ไม่มีเรื่องร้องคัดค้าน ส่วนอีก 71 คนมีเรื่องร้องคัดค้าน แบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทยมากที่สุดคือ 21 คน, พรรคเพื่อไทย 20, พรรคพลังประชารัฐ 14, พรรคก้าวไกล 7, พรรค ประชาธิปัตย์ 3, พรรครวมไทยสร้างชาติ 3, พรรคไทยสร้างไทย 2  และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง 1
 

ขณะที่สัปดาห์นี้กรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่ได้มีการพิจารณารับรอง สส. เป็นเพียงการรับทราบ ตามที่สำนักงาน กกต.เสนอ โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.อีกครั้งสัปดาห์หน้า ที่คาดว่าจะรับรองและประกาศ สส.ให้ได้ 95% และประกาศในคราวเดียวกัน จากนั้นจะเปิดให้ สส.มารับเอกสารรับรอง ก่อนที่จะไปรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีเอกสาร กกต.หลุดออกมายังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ โดยในวันพรุ่งนี้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.จะเป็นประธานการประชุม ใหญ่สามัญประจำปี 2563 -2565 และงานสัมมนาวิชาการ ทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 ด้วย

‘ประเสริฐ’ ไม่กังวลคน พท. ถูกแขวน ลุ้นได้ สส.เพิ่ม เขตทุจริตเลือกตั้ง66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551192

15 มิ.ย. 2566

'ประเสริฐ' ไม่กังวลคน พท. ถูกแขวน ลุ้นได้ สส.เพิ่ม เขตทุจริตเลือกตั้ง66

‘ประเสริฐ’ เผยไม่กังวล คนเพื่อไทยถูกแขวน เชื่อ ทุกคนชี้แจงได้ ลุ้นได้ สส.เพิ่ม เขตทุจริตเลือกตั้ง ยัน เก้าอี้ประธานสภาฯ ยังไม่เคาะขอรอรับรอง สส. ก่อน มั่นใจ ‘พิธา’ เคลียร์ปมหุ้นไอทีวีได้ ขอให้กำลังใจ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมีการเผยแพร่เอกสาร กกต. ที่เป็นข้อมูลรายชื่อ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 เขต พบพรรคเพื่อไทยมีเรื่องร้องคัดค้าน 20 เขต โดยเชื่อว่าทุกเขตที่มีการถูกร้องเรียนสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกันตอนนี้ฝ่ายกฎหมายพรรคได้รวบรวมทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหาไว้เพื่อแก้ต่างแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร
 

พท.ลุ้นได้ สส.เพิ่ม เขตทุจริตเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเองก็ได้มีการยื่นเรื่องคัดค้านบางเขตเลือกตั้ง หลังพบทุจริต ซึ่งอาจทำให้ได้ สส. เพิ่มขึ้นหากนับคะแนนหรือจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยอ้างอิงจากการแถลงข่าวของรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชุมสาย ศรียาภัย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา นายประเสริฐ บอกว่าตัวเลขจริงๆ ยังไม่แน่นอน ก่อนเชื่อว่าก็มีความเป็นไปได้ว่าจะได้จำนวน สส.เพิ่มขึ้น เพราะบางเขตเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแพ้ไม่กี่คะแนน

เมื่อถามถึงความคืบคุยพรรคก้าวไกลเพื่อเคาะตำแหน่งประธานสภาฯ หรือยัง  นายประเสริฐ ยืนยันยังไม่ได้มีการคุยกันแบบได้ข้อสรุป อาจต้องรอให้มีการรับรอง สส.ให้ครบก่อน ซึ่งคาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

ส่วนโผคณะรัฐมนตรีที่หลุดออกมามีชื่อนั่งรมว.คมนาคม ไม่เป็นความจริง “คงเป็นข่าวปลอม” ย้ำว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนหากอนาคตได้ตำแหน่งดังกล่าวจริง นายประเสริฐ บอกก็ขอให้ผู้บริหารพรรคเป็นคนกำหนด ส่วนตัวพร้อมทำงานในทุกหน้าที่อยู่แล้ว

เมื่อถามถึงเรื่องหุ้นitv ของหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายประเสริฐ ยอมรับก็ได้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และให้กำลังใจนายพิธา “อยากให้เป็นไปด้วยความราบรื่น เชื่อว่าพิธาชี้แจงได้อยู่แล้ว”

ไทยสร้างไทย เจ้าภาพ ประชุมร่วมตั้งรัฐบาล

ส่วนการประชุมพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ที่พรรคไทยสร้างไทยเป็นเจ้าภาพ วาระสำคัญหลักคงเป็นการติดตามความคืบหน้าของคณะทำงานชุดเล็กทั้งหมด รวมถึงอัปเดตสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ฝุ่น PM2.5 กระทบศก.หมื่นล้าน ‘พิธา’ ดัน ‘เชียงใหม่’ ศูนย์ปฏิบัติการฯอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551189

15 มิ.ย. 2566

ฝุ่น PM2.5 กระทบศก.หมื่นล้าน ‘พิธา’ ดัน 'เชียงใหม่' ศูนย์ปฏิบัติการฯอาเซียน

‘พิธา’ หารือรับมือฝุ่น PM 2.5 ลั่น หากเป็น ‘นายกฯ’ จะเสนออาเซียน ยกศูนย์ปฏิบัติงานเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศฯ มาตั้งที่ ‘เชียงใหม่’ ชี้ ผลกระทบหลักหมื่นล้าน เหตุโครงสร้างงบประมาณไม่ดี ต้องแก้โครงสร้างอำนาจ-ผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

เป็นวันที่สอง ของการเดินสายเพื่อขอบคุณประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ และในช่วงเช้าวันนี้ ที่อาคารเชียงใหม่ศิริพานิช อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ พรรคก้าวไกล ได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฝุ่น PM 2.5 ในปี 2567 โดยมีภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชนจากส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 เข้าร่วมหารือ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังปัญหา และร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหา

งบแก้ฝุ่นเบี้ยหัวแตก

โดยระบุช่วงหนึ่งในที่ประชุมว่า ปัญหาฝุ่นเกิดขึ้นทุกปีที่เชียงใหม่ เกิดขึ้นช่วง ก.พ.-เม.ย. แม้ตนเองไม่ได้เป็นคนเชียงใหม่ แต่ทราบปัญหา และงบประมาณการบริหารงานในเรื่องนี้ที่เป็นเบี้ยหัวแตก ไม่สามารถที่จะมารวมพลังการบริหารจัดการได้

แก้ปัญหาฝุ่น 3 ส่วน

ทั้งนี้ หากตั้งรัฐบาลได้เมื่อไร และหากจะทำให้แก้ปัญหาได้จะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  1. ระดับนานาชาติ
  2. ระดับประเทศ
  3. ระดับท้องถิ่น

ฝุ่นกระทบเศรษฐกิจเสียหายหมื่นล้าน

เพราะผลกระทบเรื่องฝุ่นPM 2.5 เป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข ซึ่งจากประเมินของ3 สถาบันการเงิน พบว่าเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจหลักหมื่นกว่าล้านบาท แต่มีงบประมาณการแก้ไขปัญหาหลักร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดสัดส่วน ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แม้นโยบายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะดีแค่ไหนก็ตาม

ฝุ่น PM2.5 กระทบศก.หมื่นล้าน ‘พิธา’ ดัน 'เชียงใหม่' ศูนย์ปฏิบัติการฯอาเซียน

 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ก้าวไกล ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

เป็นความท้าทายใหม่ที่จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณใหม่ และเมื่อเกิดการแก้ไขปัญหาที่เป็นสัดส่วนสอดคล้องกัน รวมถึงยังมีความจำเป็นที่นอกจากจะคุยเรื่องบประมาณที่เหมาะสมแลัว ยังต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เหมาะสมด้วย ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่จะมีโครงสร้างอำนาจในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เรียงลำดับการแก้ปัญหา แบ่งรูปแบบของปัญหาให้ชัดเจน และผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหากับต่างชาติ ให้ระดับ พหุภาคี และทวิภาคี

นายพิธา ระบุว่า ประชาคมอาเซียนได้ลงนามความร่วมมือเรื่องเกี่ยวกับมลพิษข้ามชาติ มีข้อตกลงร่วมตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 ผ่านมาแล้วกว่า20ปี และยังไม่มีผู้นำคนไหนทำให้เกิดเป็นรูปธรรม อีกทั้งศูนย์ปฏิบัติงานเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศของอาเซียน (ASEAN Head’s Pollution Center) มีการตั้งมาแล้ว แต่ยังไม่มีสถานที่ตั้ง

“ผมมีความตั้งใจว่า คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ต้องนำศูนย์ปฏิบัติการนี้ มาประจำอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีประเทศไหนสนใจ ผมคิดว่าต้องนำมาตั้งที่เชียงใหม่เลย เพื่อให้เกิดการต่างประเทศเชิงรุก”นายพิธา กล่าว

นายพิธา  อธิบายว่า ไม่ต้องประชุมใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาใหม่ ใช้ข้อตกลงเดิมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2004 นั่นแหละ เพียงแต่ว่าคุณใส่ใจสักหน่อยคุณจะรู้ว่ามีข้อตกลงนี้อยู่ แล้วมีบอกมาว่าให้ตั้ง แต่ยังไม่มีประเทศไหนเสนอตัวตั้ง ผมนี่แหละจะเสนอตัวตั้ง และจะเอามาตั้งที่เชียงใหม่เลย และเมื่อมีเซ็นเตอร์ ปฏิบัติการคราวนี้ทุกคนต้องสนใจแล้ว

ฝุ่น PM2.5 กระทบศก.หมื่นล้าน ‘พิธา’ ดัน 'เชียงใหม่' ศูนย์ปฏิบัติการฯอาเซียน

นอกจากนี้ยังมีกองทุนมลพิษข้ามชาติ ที่ตั้งไว้แล้วแต่ยังไม่มีใครนำเงินตรงนี้มาใช่ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน กฎหมาย ศูนย์ปฏิบัติงาน มันมีเชื้ออยู่แล้ว เพียงแต่คนที่เป็นผู้นำไม่ได้เห็นภาพ และไม่สามารถช่วยได้

‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ ชี้ ‘วิษณุ เครืองาม’ ตีความกฎหมาย พลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551175

15 มิ.ย. 2566

'สมชัย ศรีสุทธิยากร' ชี้ 'วิษณุ เครืองาม' ตีความกฎหมาย พลาด

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ‘สมชัย ศรีสุทธยากร’ ชี้ว่า ‘วิษณุ เครืองาม’ เข้าใจผิดเกี่ยวกับการยื่นตีความคุณสมบัตินักการเมือง หลายประเด็น

นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊ก วิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของ นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ เทพที่ผิดพลาด สองรอบและสองเท่า  วันแรก ท่านให้สัมภาษณ์ผิด 2 เรื่อง วันที่สองท่านให้สัมภาษณ์ผิด 4 เรื่อง

สมชัยอธิบายว่าการให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการตีความคุณสมบัตินักการเมือง วันที่สองของนาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผิด 4 เรื่องประกอบไปด้วย

1. สว. 25 คนขึ้นไป ไม่มีสิทธิมาเข้าชื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง คุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของ สส. แน่นอน  สภาใคร สภามัน  (ให้อ่าน มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่หนึ่ง)

2. สส. / สว. ไม่มีช่องทางในการเข้าชื่อ /ลงมติ เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ  ในเรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี  เพราะอำนาจดังกล่าว มีให้แก่ กกต. ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม (ให้อ่าน มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่สอง)

3. คำสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับ การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 และ การลงมติ ตามมาตรา 272  เพราะเป็นการสั่งให้หยุดจากคำร้องเรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สส. ตามมาตรา 82  ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  (ให้อ่าน มาตรา 82 ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่สาม)

4. คำร้อง ตามมาตรา 82 ไม่สามารถเขียนคำร้องให้ครอบคลุมเรื่องแคนดิเดตนายก  เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้  เพราะ มาตรา 82 เขียนในกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น  (ให้อ่าน มาตรา 82 ช้า ๆ ชัด ๆ รอบที่ 4)

สัมภาษณ์วันแรก ผิด 2 เรื่อง  วันที่สองท่านทำสถิติใหม่อีก

เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน ‘itv’ ปมร้อน หุ้น itv ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551173

15 มิ.ย. 2566

เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน 'itv' ปมร้อน หุ้น itv ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ?

ปมร้อน ‘หุ้น itv’ เปิด 3 พิรุธ งบการเงิน ‘itv’ ส่อ ส่งข้อมูลเท็จ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมากเกมนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ไปต่อหรือไม่

ยังคงเป็นที่จับตา กับประเด็น “หุ้น itv” ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวชี้ชะตาตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หลังจาก 3 นักร้อง เรียกร้องให้สอบปมถือหุ้นสื่อ ที่อาจทำให้พิธา ไม่ได้ไปต่อในตำแหน่งนายกฯ แต่เมื่อ “ข่าว 3 มิติ” เปิดคลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นการประชุมแบบออนไลน์ แต่เนื้อหาสำคัญของคลิปบันทึกการประชุม กับบันทึกการประชุม (minute) แบบลายลักษณ์อักษร กลับมีเนื้อหาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้เกมอาจพลิก

การสืบสาวราวเรื่องปม “หุ้น itv” ยังคงไม่จบ เมื่อข่าว 3 มิติ มีการเปิดพิรุธงบการเงินไตรมาส 1/2566 ของ “itv” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่จะประกอบการพิจารณาคดีการถือหุ้นสื่อของพิธา พบว่างบการเงินของรอบปีบัญชี 2565 มีการระบุว่า ประเภทธุรกิจเป็น สื่อ

ไอทีวีไอทีวี

เปิดพิรุธ งบการเงิน itv

จากเอกสารมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญการเงินว่า งบการเงินไตรมาส 1/2566 แตกต่างจากงบการเงินปี 2565 ที่ไม่มีการระบุว่า เป็นสื่อโฆษณา มีเพียงระบุรายได้ที่มาจากการลงทุน ซึ่งตรงกับงบการเงินของบริษัท ไอทีวี นับจากถูกยกเลิกสัมปทานปี 2550-2565 เวลา 15 ปี ก็ไม่มีรายได้จากสื่อโฆษณา ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของผู้ถือหุ้น วันที่ 26 เม.ย. 2566 ที่ผู้บริหารบริษัท ไอทีวี ตอบว่า “ยังไม่ดำเนินการใดๆ”

งบการเงิน itvงบการเงิน itv

แต่ในวันที่ 28 เม.ย. 2566 เพียง 2 วันหลังการประชุม กลับมีรายงานในงบการเงิน ว่าให้บริการลงสื่อโฆษณา และวันนำส่งบัญชีก็ตรงกับวันนำยื่นคำร้องคดีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในวันที่ 10 พ.ค. 2566 ด้วย

โดยงบการเงินระบุว่า มีรายได้ 6 ล้านบาท เป็นผลตอบแทนจากเงินลงทุน และมีระบุในหมายเหตประกอบงบการเงิน บอกว่า บริษัทมีการนำเสนอการลงสื่อให้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน และจะเริ่มมีรายได้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 แต่งบการเงินปี 2565 ต่างกับปี 2566 เพราะของปี 2565 ในงบไม่ได้ระบุว่า มีรายได้จากการโฆษณา ระบุว่า เป็นกำไรจากการลงทุน แต่จู่ๆ งบปี 2566 ก็มีรายได้จากการโฆษณาขึ้นมา

งบการเงิน itvงบการเงิน itv

นอกจากนั้น เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงปี 2565 ก็ไม่มีการระบุว่า ได้ประกอบกิจการสื่อ แต่มามีเอาตอนปี 2566 และเอกสารที่ถูกเอาไปร้องเรียนที่ กกต. ก็เป็นเอกสารของบริษัท หลังจากที่มีการอัปเดทข้อมูลดังกล่าวเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ซึ่งทางข่าว 3 มิติ ก็ระบุว่า นี่คือประเด็นที่ ทาง itv ต้องชี้แจงว่า รายได้ก้อนนี้มาจากไหน (ก้อนที่ระบุว่ามาจากการเสนอลงสื่อให้กิจการที่เกี่ยวข้องกัน) โดยคนที่มีหน้าที่ต้องอธิบายข้อสงสัยนี้ ก็คือ อินทัช ที่เป็นผู้บริหาร itv ในปัจจุบันนั่นเอง

นอกเหนือไปกว่านั้นยังพบว่า ผู้บริหารระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีบริษัท ไอทีวี ลาออกไปไม่กี่วัน โดยไม่ทราบสาเหตุ

เอกสารงบการเงินไอทีวีเอกสารงบการเงินไอทีวี

ทั้งนี้ ประเด็นในข่าว 3 มิติ จากการตรวจสอบ เป็นประเด็นที่ “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงไว้ด้วยวันก่อน ในข้อที่สอง ซึ่งระบุว่า

“(2) ความขัดแย้งกันระหว่างคลิปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2566 กับแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 และเอกสารงบไตรมาสแรกปี 2566 ของ itv

เอกสารงบการเงินไอทีวีเอกสารงบการเงินไอทีวี

ข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง หากพิจารณาใจความสำคัญของข้อความที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขในบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของ itv กล่าวคือ แก้ไขคำตอบของนายคิมห์ ทวีสิริชัย ประธานในที่ประชุม ต่อนายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน จาก “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ” กลายเป็น “ปัจจุบันบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “แบบนำส่งงบการเงิน” (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 10 พ.ค. 2566 ก่อนวันเลือกตั้ง 4 วัน และเป็นวันเดียวกับที่นายเรืองไกรไปยื่นร้องต่อ กกต. หรือไม่

งบการเงินไอทีวีงบการเงินไอทีวี

เพราะเมื่อพิจารณา “แบบนำส่งงบการเงิน” (ส.บช.3) ที่ itv ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 (ซึ่งเป็นงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565) จะพบว่า มีการระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” และระบุสินค้า/บริการว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน”  จากเดิมที่เอกสารงบการเงิน (ส.บช.3) ของ itv ในปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”

การเปลี่ยนแปลงข้อความในแบบนำส่งงบการเงินครั้งหลังสุดของ itv ดังกล่าว ขัดแย้งกับการตอบของนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 ต่อข้อซักถามอีกข้อหนึ่งที่ว่า “หากคดีความต่างๆ จบสิ้นเรียบร้อย บริษัทจะมีปันผลไหม บริษัทจะมีแผนการดำเนินงานธุรกิจต่อไป หรือจะเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหรือเปล่า บริษัทจะมีแผนชำระบัญชี หรือกิจการคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นหรือไม่”

ที่บอกว่าขัดแย้งกัน เพราะนายคิมห์ได้ตอบข้อซักถามดังกล่าวว่า “ผลของคดีเป็นจุดสำคัญที่สุดของบริษัท  ถ้าผลคดียังไม่ได้ออกมา มันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะดำเนินการใดๆ กับ itv ณ ขณะนี้นะครับ อย่างในอดีตที่ผ่านมา เราก็ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินมาดู option ต่างๆ ทางเลือกต่างๆ ก็ยังไม่มีทางเลือกใดๆ ที่เหมาะสม ณ ขณะนี้ ฉะนั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องรอผลของคดี ถ้าผลคดีสิ้นสุดลงแล้วทางบริษัทก็จะพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม ให้กับทางผู้ถือหุ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณา จะจ่ายเงินปันผลอย่างไร จะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่อย่างไร หรือจะชำระบัญชี อะไรยังไง ทางเราจะพิจารณาทางเลือกที่มีอยู่ทั้งหมด และเลือกทางเลือกที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปนะครับ”

คำตอบของนายคิมห์ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แสดงให้เห็นว่า ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 นายคิมห์ สิริทวีชัย ในฐานะประธานที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและประธานกรรมการบริษัท มิได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไอทีวีประกอบกิจการ “สื่อโทรทัศน์” และมีรายได้จาก “สื่อโฆษณา” แต่อย่างใด แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่า แบบนำส่งงบการเงิน (แบบ ส.บช.3) ที่ไอทีวีนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ในวันที่ 10 พ.ค. 2566 จะระบุว่า รายได้ของ itv ในรอบปี 2565 มาจากสื่อโทรทัศน์ โดยมีสินค้า/บริการ คือ “สื่อโฆษณา”  มิพักต้องกล่าวถึงกรณีที่นายคิมห์ได้ตอบผู้ถือหุ้นถึงแนวโน้มที่จะมีการชำระบัญชี ปิดบริษัทหลังจากทราบผลของคดีด้วยซ้ำ

จากข้อพิรุธนี้ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 ของไอทีวี ดูงบการเงินฉบับเต็ม คลิกที่นี่ เพราะในหมายเหตุประกอบงบการเงินงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 หน้าสุดท้ายมีการระบุว่า “เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2566 บริษัทมีการนำเสนอการลงสื่อให้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน และเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566” 

คำถามคือว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ไอทีวีจะมีรายได้จากการเป็น “ผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา” ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 โดยวันประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งก็อยู่ในช่วงไตรมาส 2/2566 ที่เป็นช่วงเวลาที่มีการรายงานงบแสดงฐานะการเงินไตรมาส 1/2566 นายคิมห์กลับตอบคำถามว่าบริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องรอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน

                   งบการเงินไอทีวีงบการเงินไอทีวี

และเป็นไปได้อย่างไรว่า หลังจากประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 เม.ย. แล้ว ซึ่งประธานในที่ประชุมได้บริษัทไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสื่อ แต่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 กลับไประบุว่า “ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้โฆษณาลงสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทได้มีการให้บริการแก่บริษัทในกลุ่มข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของปี 2566”  ซึ่งข้อความดังกล่าวขัดแย้งต่อกับสิ่งที่นายคิมห์กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน  เพราะถ้าไอทีวีมีแผนธุรกิจดังกล่าวจริง นายคิมห์ย่อมต้องแจ้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ถึงความเป็นไปได้ในการมีแผนธุรกิจใหม่แล้ว แต่ปรากฏว่าหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นเพียง 2 วัน คือ วันที่ 28 เม.ย. 2566 คณะกรรมการบริษัทมีมติรับทราบ “แผนธุรกิจใหม่” ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 และบริษัทจะรับรู้รายได้ในไตรมาสเดียวกันทันที ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น 2 วัน นายคิมห์ ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยังไม่เคยรับทราบความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจการใดๆ และยังให้ข้อมูลตอบผู้ถือหุ้นว่า จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใดๆ

ฉะนั้น เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ในแง่พฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และช่วงระยะเวลาการเสนอแผนธุรกิจ รวมถึงการรับรู้รายได้จากแผนธุรกิจใหม่ มีความไม่สอดคล้องกันและขัดแย้งกันเองเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าว ให้แตกต่างจากการตอบข้อซักถามตามคลิปการประชุม จึงไม่น่าจะใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ หรือเป็นการจัดทำเอกสารรายงานการประชุมตามแบบแผนปกติ หากแต่เมื่อวิญญูชนได้ทราบถึงพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมเกิดข้อสงสัยได้ว่า เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลังหรือไม่”