คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิดอินเดีย กระทบการส่งออกวัคซีนโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/574876

คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิดอินเดีย กระทบการส่งออกวัคซีนโลก

คุยกัน7วันหน : วิกฤติโควิดอินเดีย กระทบการส่งออกวัคซีนโลก

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

อินเดียกำลังเผชิญปัญหาในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จนส่งผลต่อนานาประเทศที่กำลังรอวัคซีนจากอินเดียและดูเหมือนว่าแม้จะยังไม่ส่งออกวัคซีนวัคซีนที่อินเดียคาดว่าจะผลิตได้ในปีนี้นั้นก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี

BBC รายงานว่า สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย หรือ SII ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่สุดของอินเดีย กำลังประสบปัญหาในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จึงทำให้ SII ระบุว่า การผลิตวัคซีนเพื่อส่งออกไปยังชาติอื่น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จนกว่าจะถึงปลายปีนี้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าเพื่อการผลิตวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 2,000 ล้านโดส ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคมปีนี้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ระบาดอันรุนแรงในประเทศ

ขณะนี้ ทางการอินเดียอนุมัติการใช้งานของวัคซีนสามขนานคือ Covishield และ Covaxin ซึ่งสองตัวนี้ผลิตในอินเดีย ส่วนตัวที่สามคือ วัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย สำหรับวัคซีน Covishield นั้น สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้ผลิตภายใต้ใบอนุญาตของAstraZeneca ขณะที่วัคซีน Covaxin นั้นพัฒนาโดยบริษัท ภารัต ไบโอเทค(Bharat Biotech) ของอินเดียเอง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการผลิตวัคซีนต้านโควิด 19 จำนวน 2,000 ล้านโดส ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ของรัฐบาลอินเดียนั้น ยังถือเป็นหนทางที่ยาวไกล เพราะแม้อินเดียกำลังพัฒนาวัคซีนอีกหลายขนาน แต่มีการอนุมัติใช้งานได้เพียงสามขนานเท่านั้น

ดร.จันทรากานต์ ลาฮาริยา นักระบาดวิทยาจึงระบุว่า อินเดียไม่สามารถพึ่งพาวัคซีนที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการยกระดับการผลิตของวัคซีนที่มีอยู่โดย SII คาดการณ์ว่า จะสามารถผลิตวัคซีน Covishield ได้ 750 ล้านโดสและวัคซีน Covovax ซึ่งเป็นของบริษัท Novavax อีก 200 ล้านโดส แต่ตัวหลังยังต้องรอการอนุมัติจากการอินเดียก่อน ด้านภารัต ไบโอเทค กำลังผลิตวัคซีนสองชนิด โดยคาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีน Covaxin ได้ราว 550 ล้านโดส และวัคซีนอีกขนานของบริษัทซึ่งกำลังอยู่ในการทดลองช่วงต้นอีก 100 ล้านโดส

เมื่อพิจารณาศักยภาพของทั้งสองบริษัทในการผลิตวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ถือได้ว่า จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย 2,000 ล้านโดส ของรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้รัฐบาลอินเดียระบุว่า กำลังเจรจากับบริษัทระดับโลกอื่นๆ อีก เพื่อนำเข้าวัคซีน ไม่ว่าจะเป็น Pfizer, Moderna และ Johnson & Johnson แต่บริษัทเหล่านี้ระบุว่า จะสามารถหารือเรื่องการจัดส่งวัคซีนได้ก็เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ การผลิตวัคซีนของอินเดียยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุในการผลิตด้วย หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้บังคับใช้กฎหมาย “การผลิตเพื่อการป้องกัน หรือ DPA ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตวัคซีนของสหรัฐฯสามารถเข้าถึงวัตถุดิบได้ก่อน ต่อมา เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า จะจัดหาวัตถุดิบพิเศษสำหรับการผลิตวัคซีน Covishield ในอินเดียแต่ SII ระบุว่า ยังคงขาดแคลนซัพพลายที่จำเป็นจากสหรัฐฯ อยู่

ดร.ซาราห์ สกิฟฟลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของวัคซีนจาก John Moores University ระบุว่า ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานั้นซับซ้อนและมีความเฉพาะเจาะจง เมื่อทั่วโลกมีความต้องการสูง บรรดาซัพพลายเออร์ใหม่ๆ ก็ไม่สามารถผุดขึ้นมาได้รวดเร็วทันการณ์เหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆ และซัพพลายเออร์รายใหม่ก็มักไม่ได้รับความไว้วางใจง่ายเท่าไหร่นัก

อินเดียเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับประชาชนตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้มีการฉีดวัคซีนไปแล้วราว 185 ล้านโดสขณะที่ปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนราว 1.6 ล้านโดสต่อวันหากความเร็วในการฉีดวัคซีนยังอยู่ระดับนี้ รัฐบาลอินเดียต้องใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าประชากรทั้งประเทศ 1,300ล้านคน จะได้รับวัคซีนกันครบ สวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่หลายรัฐของอินเดีย เช่น มหาราษฏระ และกรุงนิวเดลีต้องระงับการฉีดวัคซีนให้ประชากรวัย 18-44 ปี เป็นการชั่วคราว เพราะวัคซีนมีไม่เพียงพอ

การที่อินเดียต้องระดมสรรพกำลังในการฉีดวัคซีนให้ประชากรของตนเอง จึงนำไปสู่คำสั่งห้ามส่งออกวัคซีนไปชาติอื่นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแม้ทางการอินเดียจะเริ่มอนุญาตให้มีการบริจาควัคซีนจำนวนไม่มาก และจำกัดจำนวนวัคซีนที่ต้องจัดหาให้โครงการวัคซีนโลก Covax แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะมีการอนุญาตการส่งออกขนาดใหญ่ได้ในเร็ววันนี้

ขณะที่สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้ยืนยันชัดเจนว่า อย่างเร็วสุดกว่าจะส่งออกวัคซีนได้ ก็คงเป็นช่วงสิ้นปีนี้นั่นเอง

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘ฮามาส’ ศัตรูคู่แค้นอิสราเอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573297

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘ฮามาส’  ศัตรูคู่แค้นอิสราเอล

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘ฮามาส’ ศัตรูคู่แค้นอิสราเอล

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 08.30 น.

การปะทะกันรอบใหม่ระหว่างอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาส ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ กลุ่มฮามาสคือใคร และเป้าหมายคืออะไร

บีบีซี นิวส์ บอกว่า ฮามาส คือหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งปกครองดินแดนฉนวนกาซา ชื่อของฮามาสในภาษาอาหรับหมายถึง ขบวนการต่อต้านอิสลาม ถือกำเนิดขึ้นในปี 1987 หลังเกิดการลุกฮือครั้งแรกของชาวปาเลสไตน์ เพื่อต่อต้านการครอบครองเขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซาของอิสราเอล ธรรมนูญของกลุ่ม กำหนดว่ากลุ่มฮามาสมีหน้าที่ทำลายอิสราเอล แต่แรกเริ่ม กลุ่มฮามาสมีเป้าหมายสองภารกิจ คือ การเป็นกองกำลังติดอาวุธเพื่อสู้กับอิสราเอล และอีกด้าน กลุ่มฮามาสได้จัดทำโครงการสวัสดิการสังคมต่างๆ ช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์

นับตั้งแต่ปี 2005 ที่อิสราเอลถอนทหารและการตั้งถิ่นฐานออกจากฉนวนกาซา กลุ่มฮามาสได้เข้ามาร่วมในกระบวนการทางการเมืองของปาเลสไตน์มากขึ้น โดยสามารถชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่สภานิติบัญญัติด้วย ก่อนที่จะสามารถกระชับอำนาจในกาซาได้มากขึ้นอีกด้วยการขับขบวนการฟาทาห์ ของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ออกไปด้วย

อิสราเอล สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ขึ้นบัญชีให้กลุ่มฮามาสเป็นกลุ่มก่อการร้าย

นอกจากนี้ กลุ่มฮามาสยังเป็นกลุ่มปาเลสไตน์หลักที่ต่อต้านข้อตกลงสันติภาพในช่วงปี 1990 ระหว่างอิสราเอลกับ Palestine Liberation Organisation หรือ PLO ซึ่งเป็นองค์กรหลักของชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ด้วย

ในปี 1996 กลุ่มฮามาสก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง ทำให้ชาวอิสราเอลเสียชีวิตเกือบ 60 คน ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการสังหาร ยาห์ยาไอยยาช ผู้ผลิตระเบิดของกลุ่มฮามาส เหตุขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพ และทำให้เบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นนักการเมืองสายเหยี่ยว ได้เข้ามามีอำนาจในรัฐบาลอิสราเอลปีนั้นเอง

หลังจากนั้นมา กลุ่มฮามาสมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ และยังเปิดคลินิกและโรงเรียนช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ที่สิ้นหวังกับองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ ที่บริหารโดยกลุ่มฟาทาห์ ต่อมาในปี 2006 กลุ่มฮามาสสามารถเอาชนะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของปาเลสไตน์มาอย่างถล่มทลาย ทำให้เกิดภาวะแย่งชิงอำนาจกับกลุ่มฟาทาห์

กลุ่มฮามาสต่อต้านความพยายามทุกวิถีทางในการลงนามข้อตกลงใดๆ ระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล รวมถึงต่อต้านการยอมรับความชอบธรรมใดๆของอิสราเอล เพราะอ้างธรรมนูญของกลุ่มฮามาสที่มีมาตั้งแต่ปี 1988 ให้คำนิยามว่า ดินแดนประวัติศาสตร์ของปาเลสไตน์ซึ่งรวมถึงอิสราเอลในปัจจุบัน ถือเป็นดินแดนของอิสลาม และกลุ่มฮามาสจะไม่มีสันติภาพถาวรกับรัฐยิว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 กลุ่มฮามาสได้มีการออกนโยบายใหม่ที่ลดความกร้าวลงบางส่วน และใช้ภาษาที่ระมัดระวังขึ้น แม้ในนโยบายใหม่ กลุ่มฮามาสยังไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล แต่กลุ่มยอมรับการเกิดของรัฐปาเลสไตน์ชั่วคราวในฉนวนกาซา เวสต์ แบงก์ และเยรูซาเลมตะวันออกเอกสารยังย้ำด้วยว่า การต่อสู้ของกลุ่มฮามาสนั้นไม่ได้ต่อต้านชาวยิว แต่เป็นการต่อสู้กับขบวนการไซออนิสต์ผู้รุกราน

หลังจากนั้น รัฐบาลปาเลสไตน์ที่นำโดยกลุ่มฮามาส เผชิญการคว่ำบาตรทั้งทางเศรษฐกิจและการทูตอย่างหนักจากอิสราเอลและชาติพันธมิตรตะวันตก

ในปี 2007 หลังกลุ่มฮามาสขับไล่กองกำลังที่สวามิภักดิ์ต่อกลุ่มฟาทาห์ออกจากฉนวนกาซาไป อิสราเอลได้ทำการปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าว และเปิดการเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2008 กองทัพอิสราเอลได้มีปฏิบัติการ Operation Cast Lead เพื่อหยุดยั้งการโจมตีด้วยจรวดจากฉนวนกาซา ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน ในช่วงเวลา22 วันจองการโจมตี

ต่อมาในปี 2014 มีจรวดจากฉนวนกาซาโจมตีอิสราเอลอีก หลังอิสราเอลจับกุมสมาชิกกลุ่มฮามาสสามคนในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อหาผู้ก่อเหตุฆาตกรรมวัยรุ่นอิสราเอลสามคน ต่อมากลุ่มฮามาสอ้างความรับผิดชอบเป็นผู้ยิงจรวดใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรกในรอบสองปี ทำให้วันรุ่งขึ้น อิสราเอลมีปฏิบัติการ Operation Protective Edge เพื่อทำลายจรวดและอุโมงค์ข้ามพรมแดนที่กลุ่มติดอาวุธใช้ ความขัดแย้งครั้งนั้นกินเวลา 50 วัน ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 2,251 คน กว่าครึ่งเป็นพลเรือนในฝั่งของอิสราเอลมีทหารเสียชีวิต 67 คนและพลเรือน 6 คน

นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมาเกิดความรุนแรงขึ้นเป็นประจำระหว่างสองฝ่าย และมักจบลงด้วยการเจรจาของอียิปต์ กาตาร์ และสหประชาชาติ แต่ยังไม่เคยเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

กล่มฮามาสเอง แม้จะเผชิญการปิดกั้น แต่ยังคงรักษาอำนาจในฉนวนกาซาอย่างเหนียวแน่น และยังเพิ่มคลังจรวดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเจรจาระหว่างกลุ่มฮามาสและกลุ่มฟาทาห์ยังคงล้มเหลว ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมสำหรับชาวปาเลสไตน์กว่าสองล้านคนในกาซานั้นกลับเลวร้ายลง เศรษฐกิจในกาซาล่มสลาย และยังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ ไฟฟ้าและยารักษาโรคด้วย

คุยกัน7วันหน : อินเดียวิกฤติซ้อนวิกฤติ ขาดแคลนฟืนเผาศพเหยื่อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/571555

คุยกัน7วันหน : อินเดียวิกฤติซ้อนวิกฤติ  ขาดแคลนฟืนเผาศพเหยื่อโควิด-19

คุยกัน7วันหน : อินเดียวิกฤติซ้อนวิกฤติ ขาดแคลนฟืนเผาศพเหยื่อโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อินเดียยังต้องเผชิญชะตากรรมโหดร้ายต่อไปจากวิกฤติโควิด-19ระบาดระลอกสอง ล่าสุด เจอปัญหาหนักอึ้งอีกหนึ่งปัญหาที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดวิกฤติตามมาอีก เมื่อเมรุเผาศพ หรือฌาปนสถานทั่วประเทศ กำลังขาดแคลนไม้ที่ใช้ทำฟืนเผาศพ ขณะที่พวกเขาต้องดิ้นรนต่อสู้รับมือกับศพโควิดที่ยังคงทะลักเข้ามารอเผาไม่ขาดสาย

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น รายงานจากเมืองพาราณสี หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอินดีย ว่า การเผาศพเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เช้ามืด ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มงานวันใหม่ด้วยการเคลียร์เถ้าถ่านที่หลงเหลือจากการเผาศพคืนก่อน และเฉพาะในเมืองพาราณสี มีศพโควิดวันละ 100-150 ศพถูกนำมายังเมรุต่างๆ ซึ่งเผากันหามรุ่งหามค่ำ

รัฐบาลอินเดียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ไร้น้ำยา” ในการรับมือกับวิกฤติและรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง

หลายสัปดาห์แล้ว ที่เมรุเผาศพหลักของเมืองพาราณสี เต็มไปด้วยศพโควิดจนรับมือไม่ไหว ต้องสร้างเมรุเผาชั่วคราวขึ้นมาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำคงคาด้วย ซึ่งในช่วงที่ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นสังเกตการณ์อยู่ที่เมรุแห่งนี้ประมาณ 2 ชั่วโมง พบเห็นเจ้าหน้าที่นำศพเข้ามาเพิ่มอีก 7 ศพ

พ่อค้าไม้รายหนึ่งกล่าวว่าความต้องการไม้ฟืนสูงกว่าปกติ 4 เท่าและผู้จัดหาไม้ 3 รายใหญ่ก็ไม่สามารถจัดส่งให้ได้แล้ว เนื่องจากไม้หมดเกลี้ยงไม่เหลือให้จัดส่ง

ซีเอ็นเอ็น รายงานด้วยว่ามาตรการล็อกดาวน์ในหลายเมืองของอินเดีย เทียบกันไม่ได้กับมาตรการล็อกดาวน์ที่ใช้ในนิวยอร์กและกรุงลอนดอน ยกตัวอย่างในเมืองพาราณสีตลาดยังเปิดให้บริการทุกวันจนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. และตามถนนหนทางก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานแต่งงานในโรงแรมให้เห็นอีกด้วย

ส่วนบนถนนในกรุงนิวเดลีเมืองหลวงของอินเดีย หากญาติผู้ป่วยไม่สามารถหาออกซิเจนเพื่อคนที่รักได้ ก็ต้องไปเข้าแถวยาวรอนานบางครั้งถึง 10 ชั่วโมง เพื่อซื้อออกซิเจนประชาชนจึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ เพราะนี้คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เงื่อนไขต่างๆ เช่น การล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคม จึงไม่สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และทุกคนก็พยายามดิ้นรนหาสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยชีวิตบุคคลอันเป็นที่รัก

ขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมในอินเดีย ก็ยังคงหลั่งไหลมายังตลาดและมัสยิดหลายแห่งในเมืองไฮเดอราบัดในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งบางคนก็ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ขณะที่คลื่นระบาดของโควิด-19 กระจายไปทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม มัสยิดบางแห่งยังคงปิด เนื่องจากกลัวการระบาดของไวรัส ซึ่งมีติดเชื้อกว่า 21 ล้านคนแล้วทั่วประเทศ

องค์การมุสลิมในอินเดีย เรียกร้องให้ชาวมุสลิมอยู่แต่ในบ้าน และสวดมนต์อยู่ที่บ้านระหว่างเดือนศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่ชาวมุสลิมในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของประเทศกลับหลั่งไหลออกมาตลาดกันเป็นจำนวนมากเพื่อจับจ่ายใช้สอยในวันฉลองการสิ้นสุดเดือนรอมฎอน หรือวันตรุษอีดีลฟิตรี หรือวันฮารีรายอ

เทศกาลรอมฎอนถูกลดทอนลงในเมืองโภปาล ภาคกลางของอินเดียทำให้มัสยิดหลายแห่งตกอยู่ในความเงียบสงบไม่มีผู้เข้าร่วมพิธีและไม่มีเสียงสวด ส่วนในเมืองลัคเนาว์เมืองเอกของรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศ ก็มีชาวมุสลิมบางตา และยังคงรักษามาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ไวรัสเริ่มระบาด อินเดียมีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศแล้ว 21.49 ล้านราย และเสียชีวิตแล้ว 234,083 ราย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่า ดำเนินการอย่างล่าช้ามากในการควบคุมการระบาดรอบสอง หลังจัดเทศกาลทางศาสนาและการชุมนุมทางการเมืองที่มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และกลายเป็นเหตุการณ์ “super spreader” แพร่เชื้อไปทั่วประเทศ

คุยกัน7วันหน : สุดสลด ทิ้งเด็กเล็ก 2 คน ข้ามกำแพงเม็กซิโก-สหรัฐฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/563752

คุยกัน7วันหน : สุดสลด ทิ้งเด็กเล็ก 2 คน  ข้ามกำแพงเม็กซิโก-สหรัฐฯ

คุยกัน7วันหน : สุดสลด ทิ้งเด็กเล็ก 2 คน ข้ามกำแพงเม็กซิโก-สหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.00 น.

เป็นภาพที่กำลังกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กรณีที่มีผู้ใหญ่นำเด็กเล็ก 2 คนปีนข้ามกำแพงที่กั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งสูงราว 4.2 เมตร ผู้ใหญ่ได้พาเด็กขึ้นมา และพยายามหย่อนตัวเด็กลงในฝั่งสหรัฐฯ จากคลิปจะเห็นว่าเขาพยายามหย่อนเด็กให้ต่ำที่สุด ก่อนปล่อยเขาตกลงกระแทกพื้น และหย่อนอีกคนตามมา ในลักษณะเดียวกัน แต่ตัวของผู้ใหญ่คนนั้นกลับไม่ข้ามไปด้วย

กล้องอินฟราเรดจับภาพได้ เห็นผู้ใหญ่ 2 คน วิ่งหนีกลับไปในฝั่งประเทศเม็กซิโก แล้วปล่อยเด็กทั้ง 2 คน เผชิญยถากรรมของตนเองตามลำพัง ในแถบทะเลทราย รัฐนิวเม็กซิโก ในดินแดนสหรัฐฯที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน คลิปนี้ได้รับการเผยแพร่โดยหน่วยงานลาดตระเวนพรมแดนสหรัฐฯ ซึ่งเด็กทั้ง 2 คน เป็นผู้หญิง เป็นชาวเอกวาดอร์ ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ในวัย 3 และ 5 ปี เท่านั้น และเมื่อพบเหตุการณ์ดังกล่าว จึงแจ้งไปที่ตำรวจสหรัฐฯ เพื่อนำตัวเด็กทั้ง 2 ส่งต่อไปยังสถานีลาดตระเวนพรมแดน ซานตา เทเรซ่า เพื่อให้การรักษาและให้ที่พักอาศัยเป็นการชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพยายามประสานงานกับฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของเม็กซิโก เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบการทิ้งเด็กหญิงทั้ง 2 ไว้ที่พรมแดนแบบนี้

รัฐบาลเม็กซิโกระบุว่า แก๊งขบวนการพาคนข้ามแดน บอกให้กลุ่มผู้อพยพพาลูกๆหลานๆ ไปพร้อมกับพวกเขาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากอเมริกากลาง เพื่อที่จะได้ทำเรื่องขอลี้ภัยในสหรัฐฯได้ง่ายขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากยังคงตกค้างอยู่ในฝั่งประเทศเม็กซิโก และบอกกับผู้สื่อข่าวว่าพวกเขาไม่พอใจอย่างมาก ที่ไม่สามารถข้ามไปในฝั่งสหรัฐฯได้

จากสถิติพบว่า มีชาวอเมริกากลางหลายหมื่นคน พยายามเดินเท้าไปยังพรมแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และมีเพิ่มมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างรุนแรงของภูมิภาค ทั้งจากภัยพายุเฮอริเคนหลายลูกที่พัดถล่มรวมถึงวิกฤติโควิด-19 ทำให้พวกเขาหวังว่าจะสามารถเข้าไปแสวงหาชีวิตใหม่ในสหรัฐฯได้ และหวังว่าผู้นำสหรัฐฯ โจ ไบเดนจะกลับลำนโยบายกีดกันผู้อพยพ

ด้าน เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า คลิปวีดีโอดังกล่าวเป็นเหลือเชื่ออย่างที่สุด ตอนนี้สหรัฐฯ ต้องการส่งข้อความที่ชัดเจนไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกาว่า ไม่ควรส่งลูกไปเผชิญกับสถานการณ์ตามลำพังแบบนี้ อย่าไปเชื่อคำพวกนายหน้าขบวนการพาผู้อพยพข้ามแดน

ธุรกิจเถื่อน รับจ้างอพยพคนข้ามพรมแดนเฟื่องฟู!

ธุรกิจเหล่านี้ ไปขายฝัน ว่าประธานาธิบดีไบเดน “ต้อนรับผู้อพยพ”ซึ่งนับว่าผิดจากความจริงไปมาก เพราะแม้ไบเดนจะไม่ได้กีดกันผู้อพยพ เหมือนอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดพรมแดน อ้าแขนรับผู้อพยพ แต่อย่างใดก่อนหน้านี้ ไบเดนเคยให้สัมภาษณ์ บอกกับผู้อพยพว่า “อย่ามา อย่าออกมาจากชุมชนของคุณ” เพราะไม่ใช่ว่ามาแล้วก็จะสามารถเข้าสหรัฐฯ ได้เลย

แต่แก๊งเหล่านี้ ก็ยังขายฝัน ว่าเข้าสหรัฐฯ ได้ โดยจะให้บริการอย่างครบครัน ตั้งแต่ นั่งรถตู้ลัดเลาะไปตามเส้นทางป่า (ทางธรรมชาติ) ด้วยการแบ่งกลุ่มเล็กๆ 10-12 คน ต่อคัน จะได้ไม่เตะตาเจ้าหน้าที่ แล้วไปต่อเรือ ข้ามแม่น้ำไปยังเม็กซิโก และท้ายสุดมีรถแท็กซี่ คอยให้บริการต่อ บางครั้งมีรายงานว่า ซ่อนพวกเขาเอาไว้ในรถเทรลเลอร์ด้วย เมื่อไปถึงพรมแดนเม็กซิโก แก๊งก็จะปล่อยให้ผู้อพยพเดินเท้ากันต่อไปด้วยตัวเองไปยังพรมแดนตอนเหนือของเม็กซิโก

แก๊งนี้ยังแนะนำผู้อพยพด้วยว่าให้เอา “ลูกเล็กเด็กแดง” ไปด้วย เพราะนั่นจะทำให้สามารถลี้ภัยเข้าสหรัฐฯได้ง่ายกว่า คนที่มาลำพังคนเดียว ซึ่งธุรกิจนี้ มีค่าใช้จ่ายเด็ก หัวละ 3,250 ดอลลาร์ และ ผู้ใหญ่หัวละ 20,000 ดอลลาร์

ผู้อพยพทำ “ไบเดน” ปวดหัว

ประเด็น “ผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ” นับว่าเป็นปัญหาในประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆและเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ปธน.ไบเดน ได้ประกาศแต่งตั้ง รองประธานาธิบดี กมลาแฮร์ริส ให้เป็น “ซาร์” รับหน้าที่ดูแลแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายจากเม็กซิโกและภูมิภาคอเมริกากลาง ที่แห่ทะลักข้ามพรมแดนทางใต้เข้ามายังสหรัฐฯ ระลอกใหม่ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ไบเดนกำลังปวดหัวหนักกับวิกฤติผู้อพยพเด็กที่เดินทางข้ามแดนเข้าสหรัฐฯ ตามลำพังจำนวนหลายหมื่นคน หลังพบมีหลายครอบครัวส่งลูกหลานข้ามพรมแดนเม็กซิโกเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ระหว่างที่ผู้เป็นพ่อและแม่ยอมอยู่ในฝั่งเม็กซิโก

สถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN รายงานว่า แค่ช่วงระหว่างวันที่ 28 ก.พจนถึงวันที่ 27 มี.ค. พบว่าหน่วยลาดตระเวนพรมแดนสหรัฐฯ สามารถควบคุมตัวผู้อพยพเด็กไม่ต่ำกว่า 13,000 คน ขณะที่ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจำนวนผู้อพยพเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีสถานที่และอุปกรณ์เพียงพอในการรองรับ

ขณะที่ไบเดนพยายามหาทางแก้ปัญหาบ้างแล้ว ด้วยการส่ง โรเบอร์ตา จาค็อบสันเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงสหรัฐฯ ทำหน้าที่ดูแลปัญหาพรมแดน เดินทางเข้าไปยังเม็กซิโก เพื่อหาทางจัดการปัญหาผู้อพยพอย่างมีประสิทธิภาพ และยังส่ง ฮวน กอนซาเลซผู้อำนวยการอาวุโสด้านซีกโลกตะวันตกของทำเนียบขาวไปยังกัวเตมาลา เพื่อหารือถึงปัญหาต้นตอที่ทำให้เกิดการอพยพและหาทางสร้างอนาคตที่มีความหวังขึ้นในภูมิภาค นอกจากนี้ ริคาโด ซูนีกา ทูตด้านภูมิภาคสามเหลี่ยมทางเหนือของอเมริกากลางประจำกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็จะเดินทางร่วมคณะไปด้วย

นี่แค่เริ่มต้นยังงานหนักขนาดนี้ทรัมป์ที่ออกจากทำเนียบไปแล้วคงกำลังสบายใจ และคิดว่า กำแพงของเรานี่แหละ…ง่ายสุดแล้ว

คุยกัน7วันหน : เมื่อคลองสุเอซ กลายเป็น ‘คลองตัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/562197

คุยกัน7วันหน : เมื่อคลองสุเอซ กลายเป็น ‘คลองตัน’

คุยกัน7วันหน : เมื่อคลองสุเอซ กลายเป็น ‘คลองตัน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

จากกรณี เรือเอเวอร์ กิฟเว่น (Ever Given) เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ระวางขับน้ำกว่า 224,000 ตันถูกกระแสลมแรงซัดจนเสียหลักเกยตื้นขวางคลองสุเอซตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จนอาจจะสร้างความลำบากในการขนส่งสินค้า เนื่องจากเรือลำอื่นจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือซึ่งต้องใช้เวลาและน้ำมันเพิ่มมากขึ้น จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในอนาคตนี้ได้

จนถึงตอนนี้ เรือก็ยังอยู่ในจุดเดิมไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เนื่องจากความใหญ่มหึมาของตัวเรือที่ยาวเท่าสนามฟุตบอล 4 สนาม สูงเท่าตึกหลายสิบชั้น พร้อมด้วยตู้คอนเทนเนอร์ในเรืออีกมากกว่า 20,000 ตู้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามอย่างยิ่งยวดในการปล่อยเรือออกไปจากจุดนี้

จากภาพกราฟิกและภาพถ่ายจากดาวเทียม ณ เวลานี้ มีเรือขนส่งสินค้าเกือบ 200 ลำ ที่ติดอยู่ในคลอง กลับตัวก็ไม่ได้ จะแล่นต่อไปก็ไปไม่ถึง เนื่องจากคลองสุเอซที่เคยมีเรือสินค้าและเรือน้ำมันแล่นผ่านโดยเฉลี่ยวันละ 50 ลำ กลายเป็นคลองตันไปเสียฉิบ และคาดว่าในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้าหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจมีเรือมากกว่า 300 ลำ ติดอยู่ที่นี่

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Boskalis บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการกู้ซากเรือสัญชาติดัตช์ ได้เริ่มต้นทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคลองแล้วในวันพฤหัสบดีมุ่งเน้นไปที่การขจัดทรายและโคลน ปริมาตรราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรออกจากบริเวณด้านข้างของท่าเรือที่หัวและท้ายเรือติดอยู่ และจะต้องขุดไปให้ได้ที่ระดับความลึกราว 12-16 เมตร เพื่อที่จะให้เรือสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกครั้ง ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นงานที่ยากลำบาก เพราะรถตักดินที่ดูคันใหญ่ กลายเป็นรถคันจ้อยเหมือนของเด็กเล่น เมื่อไปจอดอยู่ใกล้หัวเรือสินค้าลำนี้

ส่วนวิธีอื่นๆ ที่หลายฝ่ายคิดกันอยู่ในตอนนี้ ก็รวมถึงถ่ายน้ำหนักเรือให้เบาลง เพื่อให้เรือลอยขึ้น ซึ่งอาจทำได้ด้วยการดูดเอาน้ำมันออก หรือดูดเอาน้ำถ่วงเรือออก หรือเป็นการยกเอาตู้คอนเทนเนอร์ออก แต่ก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เพราะบริเวณนั้นไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเครนขนาดใหญ่ที่จะมายกตู้คอนเทนเนอร์ออกทีละตู้ ถึงจะยกออกมาได้ก็ต้องมานั่งปวดหัวอีกว่า แล้วจะเอาตู้คอนเทนเนอร์ที่อาจต้องยกออกเป็นพันๆ ตู้ไปไว้ที่ไหน

ส่วนความเคลื่อนไหวจากเจ้าของเรือชาวญี่ปุ่น Shoei Kisen ระบุว่าก่อนหมดช่วงสุดสัปดาห์นี้ น่าจะมีข่าวดี ซึ่งนับว่ายังค่อนข้างขัดกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือหลายคน ที่มองว่าอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ จึงสามารถยุติการขวางคลองได้ นั่นทำให้มีบริษัทเดินเรือบางแห่งตัดสินใจ เปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู้ดโฮป ปลายสุดทางใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งกินระยะทางเพิ่มถึง 5,100 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางเพิ่มอีกราว 12 วัน บางบริษัทกำลังพิจารณาขนถ่ายสินค้าที่มีมูลค่าสูงทางอากาศแทน

แน่นอนว่าปัญหานี้ กลายเป็นเรื่องที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างที่สุดสำหรับการขนส่งทั่วโลก เนื่องจากการขนส่งราว 10% ของสินค้าทั่วโลกต้องเดินทางผ่าน คลองสุเอซแห่งนี้โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบ ซึ่งอาจกระทบต่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งจากตะวันออกกลางไปยังยุโรปและกระทบกับห่วงโซ่อุปทาน ซ้ำเติมจากปัญหาที่เกิดจากวิกฤติโควิด-19ผลร้ายหนีไม่พ้นมาถึงผู้บริโภคจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะเมื่อมีเรือบรรทุกน้ำมันติดค้างอยู่ประมาณ 30 ลำจนมีการเพิ่มอัตราค่าบรรทุกน้ำมัน ต้นทุนน้ำมันย่อมสูงขึ้นแน่นอน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือได้ประเมินว่า เหตุการณ์นี้กระทบต่อจัดส่งสินค้า คิดเป็นมูลค่า 9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่คลองสุเอซถูกปิด กลายเป็นคลองตันแบบนี้ก่อนหน้านี้ เคยปิดมาแล้ว 2 ครั้ง จากวิกฤติคลองสุเอซ หรือ สงครามอาหรับ-อิสราเอล ซึ่งทำให้ต้องปิดลงในปี 1956-1957 และอีกครั้งในปี 1967 เมื่ออิสราเอลเข้ายึดคาบสมุทรไซนายและเปิดอีกทีในปี 1975 เว้นช่วงนานถึง 8 ปี

แต่การที่คลองสุเอซถูกเรือขวางครั้งนี้ น่าจะกระทบหนักกว่า 2 ครั้งก่อนเนื่องจากมีการค้าระหว่างยุโรป และเอเชียที่มหาศาลขึ้นมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นว่า เรือบรรทุกสินค้าในปัจจุบันที่มีขนาดใหญ่เพื่อรองรับการค้าโลกที่ขยายตัวสูงนั้น มีขนาดใหญ่เกินไปหรือไม่เพราะนอกจากกรณีอุบัติเหตุเช่นนี้แล้ว เรือลำมหึมาเช่นนี้ทำให้เกิดความแออัดในการเทียบท่าเรือและการเดินเรือติดขัด

ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุสุดแปลกที่ทำให้คลองสุเอซ กลายเป็น “คลองตัน”แบบนี้ ก็คงไม่ต้องไปไหนกันพอดี

คุยกัน7วันหน : อาม่ากับความบอบช้ำทางใจ หลังสู้กับชายเหยียดเอเชียในสหรัฐฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560591

คุยกัน7วันหน : อาม่ากับความบอบช้ำทางใจ  หลังสู้กับชายเหยียดเอเชียในสหรัฐฯ

คุยกัน7วันหน : อาม่ากับความบอบช้ำทางใจ หลังสู้กับชายเหยียดเอเชียในสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

ตอนนี้ ผู้คนชาวจีนต่างเชิดชู “อาม่า” วัย 76 ปี ในสหรัฐฯ ที่ต่อสู้กับคนผิวขาวเหยียดเอเชียในนครซานฟรานซิสโก แต่ตอนนี้ จิตใจและร่างกายอาม่า ยังสาหัสจากประสบการณ์เลวร้าย

อาม่ารายนี้มีชื่อว่า “เซี่ย เสี่ยวเจิน” อายุ 76 ปีแล้วเธอกำลังรอข้ามถนนในนครซานฟรานซิสโก แต่จู่ๆ ชายผิวขาวคนหนึ่งพุ่งเขามาแล้วต่อยเธอเข้าที่ใบหน้า แต่แทนที่จะยอมแพ้กับการใช้ความรุนแรงอย่างไร้เหตุผล“อาม่า” วัย 76 ปี ด้วยสัญชาตญาณสู้กลับด้วยท่อนไม้ จนชายผู้ก่อเหตุบาดเจ็บ ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลทำให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ สรรเสริญความกล้าหาญของอาม่า จนติดแฮชแท็กว่า “อาม่าเอเชียน-อเมริกันสู้กลับคนร้าย” ในสังคมออนไลน์ Weibo ที่เป็นที่นิยมในจีน แฮชแท็กนี้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว มีผู้กดติดแฮชแท็กและเข้าชมคลิปอาม่า มากกว่า 1,400 ล้านครั้งแล้ว

ผู้ใช้อินเตอร์เนตชมว่า “อาม่ากล้ามากเลย” หรือ “สั่งสอนมันเลยอาม่า” บางคนยังออกมาเรียกร้องให้ชาวเอเชียทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก สามัคคีกันต่อสู้กับอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่เกิดจากกระแสต่อต้านเอเชียผู้ใช้งาน Weibo คนหนึ่งบอกว่า“คนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไม่เคยลงรอยกัน แต่คนเอเชียเหล่านี้ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ พวกคุณต้องสามัคคีกันนะ เพราะพลังแห่งเอกภาพมันยิ่งใหญ่มาก”

เหตุทำร้าย “อาม่า” เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม นางเซี่ยซึ่งพื้นเพเป็นคนจีนจากมณฑลกวางตุ้ง กำลังรอข้ามถนนอยู่ดีๆก็มีคนตะโกนว่า “คนจีน” ก่อนที่ชายคนนี้จะพุ่งเข้ามาต่อยหน้าเธออาม่าเซี่ย หยิบท่อนไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วต่อสู้กลับ ภาพวีดีโอที่มีผู้บันทึกไว้ได้ กลายเป็นคลิปไวรัลออนไลน์อย่างรวดเร็ว และแสดงให้เห็นว่าอาม่าที่ต้องใช้ถุงน้ำแข็งประคบใบหน้า ส่วนชายผิวขาวที่ก่อเหตุ บาดเจ็บนอนบนเปลพยาบาล ตำรวจนครซานฟรานซิสโกรายงานว่า ชายวัย 39 ปีคนนี้ถูกจับ และกำลังถูกสอบสวนฐานทำร้ายร่างกาย

ดง เหมย ลี่ ลูกสาวของอาม่าเซี่ย กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า แม่ของเธอรู้สึกบอบช้ำทางจิตใจมาก หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตาด้านขวาของเธอก็บาดเจ็บ มีเลือดออกจนแทบมองอะไรไม่เห็น ส่วน จอห์น เฉิน หลานชายของอาม่า โพสต์บน GoFundMe ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเรี่ยไรเงินบริจาค เพื่อขอเงินบริจาคมารักษาตาของอาม่าที่บาดเจ็บหนัก “ตาดำของอาม่าอาการไม่ดีเลย ตาข้างหนึ่งเลือดไหลไม่หยุด ส่วนข้อมือของอาม่าก็บวม”

เฉินบอกอีกว่า สภาพจิตใจอาม่าย่ำแย่มาก “เวลาพูดถึงเรื่องนี้ทีไร…อาม่าจะอารมณ์แย่มากแล้วก็ร้องไห้”แต่อาม่าเซี่ยยังหวังว่า “คนเอเชียน-อเมริกันรุ่นใหม่ จะยืนหยัดซึ่งกันและกัน และเพื่อผู้สูงอายุด้วย”

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระแสอาชญากรรมและการทำร้ายคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะเกิดเหตุ “ทำร้ายอาม่า” ชายคนหนึ่งในรัฐจอร์เจีย ถูกตั้งข้อหากราดยิงสังหาร 8 ศพ ตามร้านนวดสปาหลายแห่ง ในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหญิงเอเชีย 6 คน แม้เหตุโจมตีดังกล่าว ยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นการกระทำพุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวเอเชียในสหรัฐฯ แต่ก็ทำให้คนเอเชีย คนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือ
ชาติเอเชียอื่นๆ ต่างหวาดกลัว

จุดเริ่มต้นของกระแสเหยียดเอเชีย มาจากวาทกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เชื้อโควิด-19 เป็นไวรัสจีน

เจ้า ลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเหยียดคนจีนในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้นและการกระทำอันน่ารังเกียจนี้เกิดจากการเหยียดเชื้อชาติที่ไร้ซึ่งเหตุผล เป็นเรื่องที่น่าโกรธเคืองและเศร้าใจมาก

คุยกัน7วันหน : สงครามกลางเมืองซีเรีย กับฝันร้ายที่ยังตามหลอกหลอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/558906

คุยกัน7วันหน : สงครามกลางเมืองซีเรีย  กับฝันร้ายที่ยังตามหลอกหลอน

คุยกัน7วันหน : สงครามกลางเมืองซีเรีย กับฝันร้ายที่ยังตามหลอกหลอน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการออกมาประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด เมื่อเดือนมีนาคม 2011 กลับนำมาสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียมากเกือบ4 แสนชีวิต และคนอีกนับล้านที่ต้องใช้ชีวิตกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชาวซีเรียต่างโอดครวญกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น, การคอร์รัปชั่นภายใต้การบริหารของปธน.อัสซาด ที่สืบทอดอำนาจต่อจากฮาเฟซ อัล อัสซาด ผู้เป็นบิดา ชาวซีเรียจึงเริ่มลุกฮือในเมืองเดรา(Deraa) ทางตอนใต้ของประเทศ ก่อนที่จะลามไปในหลายเมือง จนกลายเป็นการประท้วงต้านรัฐบาลทั่วประเทศ เรียกร้องให้อัสซาดลาออก แต่รัฐบาลซีเรียกลับเลือกใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม

เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงจับอาวุธเข้าต่อสู้ อัสซาดกลับระบุว่า พวกเขาเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีต่างชาติหนุนหลังจนกระทั่งกลายมาเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลุ่มกบฏแตกออกเป็นหลายร้อยกลุ่ม และเกิดเป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่มีเป้าประสงค์ของตนเองหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มรัฐอิสลามหรือ IS รวมถึงกลุ่ม al-Qaeda ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตามมาด้วยชาวเคิร์ดในซีเรีย ต้องการปกครองตนเอง ที่เพิ่มความซับซ้อนของสงครามเข้าไปอีก

ชาติมหาอำนาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในสงคราม ส่งเงิน, ส่งอาวุธ และส่งเครื่องบินรบมาหนุนฝั่งที่ตนเลือกข้าง ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้สามารถต่อสู้กับอีกฝ่ายได้รุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้ตอนนี้ซีเรียมีสภาพไม่ต่างไปจากสงครามตัวแทนของเหล่าชาติมหาอำนาจ ที่กำลังต่อสู้กัน

UNHCR สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เปิดตัวเลข พบชาวซีเรียกว่า 5 ล้านคน ต้องหนีออกนอกประเทศ ส่วนอีกราว 6 ล้าน ต้องลี้ภัยไปอยู่ตามค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จอร์แดน, อิรัก, ตุรกี หรือเลบานอน ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างของ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) จากชาวซีเรีย1,400 คน อายุระหว่าง 18-25 ปีที่อาศัยอยู่ในประเทศซีเรีย เลบานอนและ เยอรมนี พบว่าประเด็นสำคัญที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่พูดถึงคือ การพลัดพรากจากครอบครัวและเพื่อน ความลำบากด้านเศรษฐกิจ ความวิตกกังวล ความไร้เป้าหมาย และ ผลกระทบด้านจิตใจจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นและความแตกแยกที่ดำเนินมายาวนาน

ประชากรวัยหนุ่มสาวระบุว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ โอกาสทางเศรษฐกิจและงาน ตามมาด้วยเรื่องของสาธารณสุข การศึกษา และ การสนับสนุนด้านจิตวิทยา ผู้หญิงจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยเกือบร้อยละ 30 ใน “ซีเรีย” รายงานว่าพวกเธอไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวเลยแม้แต่น้อย หนุ่มสาวซีเรียในเลบานอนระบุว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นอันดับแรก

ผลกระทบทางสุขภาพจิตจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเนื่องจากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคนหนุ่มสาวในซีเรีย ร้อยละ 54 มีปัญหาด้านการนอนหลับ ร้อยละ 73 มีปัญหาด้านความวิตกกังวล ร้อยละ 58 เป็นโรคซึมเศร้า ร้อยละ 46 รู้สึกโดดเดี่ยว ร้อยละ 62 มีความผิดหวังและอีกร้อยละ 69 รู้สึกเครียด ซึ่งทั้งในซีเรีย เลบานอน และ เยอรมนี ที่ ICRC ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง คนหนุ่มสาวชาวซีเรียระบุว่าพวกเขาต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตเป็นอันดับต้นๆ

ภายใต้การเจรจาสันติภาพ 9 รอบโดยมีสหประชาชาติเป็นตัวกลางก็ล้มเหลวงลงทุกครั้ง เมื่ออัสซาด ไม่ยินยอมที่จะเจรจากับฝ้ายกบฏ ตามข้อเรียกร้องให้เขาลงจากตำแหน่ง / ส่วนการเจรจาโดยมีรัสเซีย อิหร่าน และตุรกี จัดขึ้นเมื่อปี 2017 ก็ล้มเหลวลงเช่นกัน

ความขัดแย้งในซีเรีย คือความโหดร้ายที่ยากจะลืมเลือนสำหรับพลเรือนมันเต็มไปด้วยภาพของเมืองน้อยใหญ่ที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ประชากรจำนวนมหาศาลต้องย้ายที่อยู่และวิกฤติผู้อพยพที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก ในปีที่ผ่านมาประชากรหลายล้านคนต้องเผชิญกับความยากจนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งและผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ประชากร 13.4 ล้านคนจากทั้งหมด 18 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

แม้ขณะนี้ รัฐบาลของอัสซาดจะยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่า สงครามกลางเมืองที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 380,000 คนหรือเฉลี่ยวันละ 104 คน สูญหายอีกกว่า 2 แสนคน สงครามที่ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก และสงครามที่ทำให้ทุกชีวิตต้องอยู่กับฝันร้ายที่ยังคงตามหลอกหลอนนี้ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

คุยกัน7วันหน : อิเหนาเปิดทางเอกชน ซื้อวัคซีนโควิดฉีดให้พนักงานเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557323

คุยกัน7วันหน : อิเหนาเปิดทางเอกชน  ซื้อวัคซีนโควิดฉีดให้พนักงานเอง

คุยกัน7วันหน : อิเหนาเปิดทางเอกชน ซื้อวัคซีนโควิดฉีดให้พนักงานเอง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐบาลอินโดนีเซียอนุญาตให้บริษัทเอกชนที่มีกำลังทรัพย์ สามารถซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ฉีดให้พนักงานของตนเองได้ เพื่อต้องการเร่งการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นในประเทศ ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่าอาจเกิดปัญหาวัคซีนปลอมและการแจกจ่ายที่ไม่เหมาะสม

นาเดีย วิเกโก โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียระบุว่า การที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ ให้บริษัทเอกชนสามารถจ่ายเงินซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อฉีดให้พนักงานได้เอง เพราะต้องการเร่งความเร็วในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทเอกชนเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 7,000 แห่งบริษัท Bio Farma ผู้ผลิตวัคซีนเพียงแห่งเดียวของอินโดนีเซียจะเป็นผู้บริหาร แต่ยังไม่สรุปว่าจะนำเข้าวัคซีนเมื่อใด และอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทโมเดอร์นาและซิโนฟาร์ม

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และนักระบาดวิทยาในอินโดนีเซียส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแผนการดังกล่าว มองว่าเป็นการบ่อนทำลายเอกภาพในการรับมือการแพร่ระบาด และให้อภิสิทธิ์กับพนักงานบริษัทส่วนใหญ่ซึ่งยังเป็นคนหนุ่มสาว หากภาคเอกชนต้องการช่วยเหลือจริง ก็ควรนำเข้าวัคซีนและมอบให้กับบุคลาการทางการแพทย์ ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยง หรือพ่อแม่ของพนักงานแทน พร้อมกับระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ใช่วิทยาศาสตร์

ดร.ดิกกี บูดิแมน นักระบาดวิทยา ที่ช่วยกำหนดยุทธศาสตร์การรับมือโรคระบาดของประเทศมา 20 ปีระบุว่า วัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะไม่ควรมีมูลค่าทางเศรษกิจใดๆ แม้โครงการนี้จะช่วยฉีดวัคซีนให้กับผู้คนมากขึ้น แต่ก็เป็นการเลือกปฏิบัติในรูปแบบหนึ่ง และข่าวลือเกี่ยวกับพลเมืองชั้นหนึ่งแลพลเมืองชั้นสองจะเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มดำเนินการ รวมทั้งอาจเกิดปัญหาวัคซีนปลอมและการแจกจ่ายวัคซีนที่ไม่เหมาะสม และที่รัฐบาลหันมาร่วมมือกับภาคเอกชน ส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความพร้อมอย่างมากในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน

ขณะที่ฟิธรา ไฟซาล ฮาสเตียดี นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียและโฆษกของกระทรวงการค้าเศรษฐกิจระบุว่า ความคิดนี้ไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่มาจากหอการค้าอินโดนีเซีย ในตอนแรกรัฐบาลลังเลที่จะยอมรับเพราะเมื่อใดก็ตามที่นำภาคเอกชนเข้าสู่การดูแลสุขภาพมักจะได้รับคำวิจารณ์เช่นนี้ แต่รัฐจะควบคุมโครงการนี้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการนำวัคซีนไปขายในตลาดมืด

ด้านผู้ที่เห็นด้วยมองว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียตอนนี้ คือความพร้อมของวัคซีนเนื่องจากรัฐบาลมีความสามารถทางการเงินที่จำกัด ในการจัดหาวัคซีนปริมาณที่เพียงพอเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรค หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน สามารถเพิ่มจำนวนผู้ได้รับวัคซีนได้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ได้ฉีดวัคซีนก็ตาม

เจ้าหน้าที่จาก Human Rights Watch Indonesia ระบุว่า ตอนแรกก็กังวลว่าโครงการนี้จะทำให้คนยากไร้เสียสิทธิ แต่ตอนนี้องค์กรของเขาไฟเขียวแล้ว เพราะมีการเปลี่ยนกฎ ไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนซื้อจากรัฐบาล แต่ให้นำเข้าเองนั่นหมายความว่า บริษัทเอกชนจะไม่แข่งขันกับคนยากไร้ในการรับวัคซีน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ World in Data ที่ติดตามการฉีดวัคซีนทั่วโลกระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียมีเป้าหมายจะฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชน 181.5 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 270 คน ภายในปีนี้ แต่นับตั้งแต่โครงการฉีดวัคซีนเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา เพิ่งมีประชาชนได้รับวัคซีนครบ 2 โดส เพียง 1 ล้านคน ขณะที่เกือบ 2.7 ล้านคน เพิ่งได้รับวัคซีนเข็มแรก ล่าสุด มีผู้ติดเชื้อสะสมในอินโดนีเซียแล้ว 1.35 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตสะสม 36,721 คน ยังเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อสูงที่สุดในอาเซียน

อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศเดียวในเอเชียที่ทำข้อตกลงกับภาคเอกชนเพื่อเร่งกระบวนการฉีดวัคซีน เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียได้ลงนามร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนในเฟส 2 เช่นกัน

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555680

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ  จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.30 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคระบาดต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นบนโลก ทำให้เปิดการเปลี่ยนแปลงในดุลแห่งอำนาจโลกหลายต่อหลายครั้ง และเป็นที่จับตาว่าหลังการระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปดุลแห่งอำนาจนี้จะเป็นไปอย่างไร ในขณะที่ญี่ปุ่นเสนอตัวเป็นผู้นำในการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ด้วย

The Straits Times รายงานว่า นายโทชิมิตสุ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่าโลกจำเป็นต้องย้อนมองบทเรียนในอดีตว่าโลกอาจเปลี่ยนไปอย่างไรหลังผ่านพ้นการระบาดของโควิด-19เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเกิดโรคระบาดหลายครั้งซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ paradigm shift ในดุลแห่งอำนาจซึ่งเห็นได้ชัดว่า ดุลแห่งอำนาจโลกกำลังเหวี่ยงอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 จากการแข่งขันในเชิงยุทธศาสตร์ในหลายด้าน เช่น การทหาร เทคโนโลยีการค้า หรือแม้กระทั่งการพัฒนาวัคซีน

รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นแสดงความเห็นดังกล่าวในการประชุม Tokyo Global Dialogue และยังเสนอความตั้งใจของญี่ปุ่นที่จะเป็นผู้นำในการจัดระเบียบโลกใหม่หลังยุคโควิด-19 ด้วย โดยญี่ปุ่นกำลังแสวงหาพันธมิตรที่มีความคิดคล้ายๆ กันในการเดินหน้าจัดระเบียบโลกใหม่ ที่อิงกับกฎกติกาตามสามเสาหลักของยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิก” ไม่ว่าจะเป็นหลักแห่งกฎหมายและเสรีภาพแห่งการเดินเรือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ซึ่งผู้สังเกตการณ์มักมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่คานอำนาจจีนที่พยายามสร้างเปลี่ยนจำกัดความใหม่ของสถานะในปัจจุบัน

แต่ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็วางตัวเป็นกลางที่พันธมิตรที่ไม่เคารพกติกา เช่นกัน กรณีล่าสุด คือการวิจารณ์สหภาพยุโรปหลังมีการประกาศว่าจะระงับการส่งออกวัคซีนไปยังนอกกลุ่ม จนกว่ากลุ่มจะได้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เพียงพอก่อน

บทเรียนจากโรคระบาดในอดีต

โมเตกิกล่าวถึงโรคระบาดสองครั้งในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 6 และ 14 ซึ่งเปลี่ยนแปลงจุดศูนย์ถ่วงแห่งอำนาจจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไปสู่พื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ส่วนกาฬโรคในช่วงศตวรรษที่ 14 ก็นำมาสู่ขบวนการ Renaissance ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนโฉมในหลายด้านทั้งศิลปะและการเมือง ส่วนที่ญี่ปุ่น การระบาดของโรคฝีดาษในช่วงศตวรรษที่ 8 ซึ่งคร่าชีวิตประชากรไปหนึ่งในสาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนดุลอำนาจภายในกลุ่มชนชั้นสูงเช่นกันและนำไปสู่การเกิดของชนชั้นซามูไรและระบบศักดินาโชกุน

จากบทเรียนในอดีตจึงทำให้มองได้ว่า โควิด-19 อาจทำให้ดุลอำนาจโลกเอียงไปทางจีนซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเดียวของโลกที่เศรษฐกิจเติบโตในปีที่แล้ว โดยโมเตกิระบุว่า หากมหาอำนาจใหม่ประพฤติตามกฎกติกาของสากลและให้ความร่วมมือในการสร้างระเบียบโลกใหม่ โลกหลังยุคโควิด-19 ก็จะกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง

The Straits Times รายงานว่า นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นนั้น เน้นย้ำกรอบการทำงานแบบพหุภาคี เช่น Quad ซึ่งเป็นกลุ่มภาคี 4 ฝ่ายอันประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่นออสเตรเลียและอินเดีย ในการคานอิทธิพลของจีน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม Quad ยังประกาศด้วยว่าจะทำงานใกล้ชิดกับอาเซียนและยุโรปเพื่อผลักดันแนวคิด “อินโด-แปซิฟิก”ขณะเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงมกราคมปีนี้ โมเตกิได้เดินทางเยือน 6 ชาติ ในทวีปแอฟริกาและ 5 ชาติลาตินอเมริกาเพื่อหารือแนวคิดอินโด-แปซิฟิก โดยเขากล่าวว่ามีจำนวนประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ยอมรับความสำคัญของหลักแห่งกฎหมายและการกระทำที่ต้องอิงกฎกติกาแทนที่การใช้กำลัง

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าความพยายามของญี่ปุ่นที่หวังจะ “งัด” อำนาจกับพี่ใหญ่อย่างจีนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

คุยกัน7วันหน : กระแสดูแคลนผู้หญิง ที่ไม่เคยหายไปในสังคมญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554132

คุยกัน7วันหน : กระแสดูแคลนผู้หญิง ที่ไม่เคยหายไปในสังคมญี่ปุ่น

คุยกัน7วันหน : กระแสดูแคลนผู้หญิง ที่ไม่เคยหายไปในสังคมญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากนายโยชิโร โมริ ประธานจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ของญี่ปุ่นต้องลาออกจากตำแหน่ง หลังกล่าววาจาที่ดูแคลนผู้หญิง จนเป็นเรื่องอื้อฉาว ปรากฏว่า พรรครัฐบาลเสรีประชาธิปไตย หรือแอลอีดี ของญี่ปุ่น ก็กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน หลังเผยว่า จะยอมให้สส. หญิงจำนวนหนึ่งเข้าร่วมประชุมผู้บริหารพรรคได้ แต่พวกเธอจะไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นระหว่างการประชุม

นายโทชิฮิโร นิคาอิ วัย 82 ปี เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือ แอลดีพี พรรครัฐบาลของญี่ปุ่น เผยว่า พรรคได้เสนอแผนในการอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภาหญิงของพรรคจำนวน 5 คน เข้าร่วมการประชุมสำคัญของพรรค ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เขากล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สมาชิกหญิงของพรรคจะได้เห็นกระบวนการในการจัดสินใจของพรรค แม้จะดูเหมือนเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แต่สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานว่า บรรดา ส.ส.หญิงเหล่านั้น จะไม่ได้รับอนุญาตให้พูดหรือแสดงความเห็นระหว่างสังเกตการณ์ประชุมแต่จะสามารถส่งความเห็นแยกออกมาต่อสำนักเลขาธิการของพรรคในสัปดาห์นี้ กลุ่มสมาชิกรัฐสภาหญิงของพรรคแอลดีพียังได้เรียกร้องให้พรรคเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งหลักของพรรคด้วย

อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ผู้หญิงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์นั้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า พรรคแอลดีพีนั้นอยู่ห่างไกลความเป็นจริง นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีหลายรายยังมองด้วยว่าความเคลื่อนไหวของพรรคแอลดีพีไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศอย่างจริงจัง แต่เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์มากกว่า ขณะที่ผู้หญิงญี่ปุ่นทั่วไปมองว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคแอลดีพี ที่ต้องการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงแต่ไม่ให้แสดงความคิดเห็นนั้นไม่มีประโยชน์ แต่การปล่อยให้ผู้หญิงเข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ โดยไม่มีสิทธิที่จะพูดนั้น ประหนึ่งว่าผู้หญิงได้มีส่วนร่วมด้วยสิทธิเหมือนกับผู้ชายแล้ว เป็นเพียงแค่การโกงเพื่อครอบงำความรู้สึกของผู้คน”

หญิงสาวชาวกรุงโตเกียวคนหนึ่งบอกว่า ไม่มีความหมายที่จะมีผู้หญิงในการประชุมพรรคหากท้ายที่สุดแล้ว พวกเธอไม่มีสิทธิที่จะพูด และคิดว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นเวลา 20 หรือ30 ปีแล้วที่มีการหยิบยกแนวคิดของสังคมแห่งความเท่าเทียมทางเพศ แต่ผู้หญิงยังคงอยู่ในสถานะที่มีส่วนร่วมทางการเมืองได้เพียงแค่เป็นผู้สังเกตการณ์เท่านั้น

ทั้งนี้ ดัชนีช่องว่างระหว่างเพศโลกเมื่อปี 2020 ของสภาเศรษฐกิจโลก พบว่า ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 121 จาก 153 ประเทศ ถือเป็นอันดับที่แย่ที่สุดสำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีคะแนนน้อยทั้งในเรื่องการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง และการมีอำนาจทางการเมือง

ขณะที่ล่าสุด เซโกะ ฮาชิโมโตะรัฐมนตรีโอลิมปิก ซึ่งเป็นนักกีฬาหญิงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาถึง 7 สมัย ระบุว่า เธอได้ลาออกจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เพราะได้รับเลือกให้เป็นประธานโตเกียวโอลิมปิก 2020 คนใหม่ เพื่อแทนที่คนเดิมที่ต้องลาออกเพราะกล่าวว่าผู้หญิงนั้นเป็นเพศที่พูดมากเกินไป

ด้านคณะผู้จัดงานระบุว่า หนึ่งในคุณสมบัติของประธานคนใหม่ คือ ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความเท่าเทียมกันทางเพศและสามารถยึดมั่นค่านิยมเหล่านี้ไปได้ตลอดการแข่งขัน

ได้แต่หวังว่า ประเด็นอื้อฉาวเรื่องผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นจะจากลงก่อนถึงการแข่งขัน เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา มันได้ส่งผลกระทบอย่างมาก แค่เรื่องการระบาดของโควิด-19 ก็แทบจะทำให้การจัดโอลิมปิกเกิดขึ้นได้ยากมากอยู่แล้ว

ด้วยพลังของผู้หญิงโอลิมปิกโตเกียวในปีนี้ อาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้