คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์ (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์

คุยกัน7วันหน : ดีเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าและอัจฉริยะลูกหนังอาร์เจนไตน์

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.30 น.

แฟนบอลทั่วโลกโดยเฉพาะแฟนบอลฟ้า-ขาวแห่งอาร์เจนตินา กำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้าและไว้อาลัยต่อการจากไปของดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานลูกหนังหมายเลข 10 ชาวอาร์เจนไตน์ ที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่บ้านพักในเมืองทิเกรส นอกกรุงบัวโนสไอเรส ด้วยวัยเพียง 60 ปี

ที่กรุงบัวโนสไอเรส ผู้คนเริ่มหลั่งไหลไปชุมนุมกันตามท้องถนน เพื่อไว้อาลัยให้กับมาราโดน่า ซึ่งถือเป็นลูกชายคนโปรดของประเทศ ผู้คนนับแสนๆ รอด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดี คาซา โรซาดา นานหลายชั่วโมง เพื่อได้เดินผ่านหีบศพของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างไร้วิญญาณจะถูกเคลื่อนไปฝังที่สุสาน
มีเพียงครอบครัวและเพื่อนสนิท 20 กว่าคน ที่ได้เข้าร่วมพิธี

ในสนาม มาราโดน่าอาจเป็นเหมือนพระเจ้าที่แบกทีมเพียงลำพัง ทั้งทีมฟ้า-ขาว ที่เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นนำทีมคว้าแชมป์โลกในปี 1986 แบบข้ามาคนเดียว และทีมนาโปลี แห่งเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ที่มาราโดน่าไปค้าแข้งอยู่ 7 ปี เปลี่ยนทีมดาดๆ แห่งภาคใต้ ที่อยู่ใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่จากแดนเหนืออย่างสองสิงห์เมืองมิลาน ยูเวนตุสแห่งตูรินรวมถึงโรม่าและลาซิโอ ขาใหญ่กรุงโรม ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์กัลโช่เซเรีย อา ได้เป็นสมัยแรกในปี 1987 ตามด้วยแชมป์ลีกอีกสมัยและแชมป์โคปา อิตาเลีย

นอกสนาม มาราโดน่าเป็นทั้งพระเจ้าของชาวอาร์เจนไตน์ ผู้คนทั้งโลกรู้จักประเทศอาร์เจนตินา ส่วนหนึ่งก็เพราะชื่อเสียงของเขา เป็นอัจฉริยะที่มีตำหนิจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ พ่อที่แสนดีแต่เป็นสามีที่แย่ รวมถึงเป็นสตาร์ที่รักและไม่เคยลืมบ้านเกิด

มาราโดน่าอาจไม่ใช่นักเตะที่ดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก พรสวรรค์เท่านั้นที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้แต่ฟุตบอลที่ไม่ค่อยใส่ใจดูแลเขาเช่นกัน นับตั้งแต่เริ่มต้นค้าแข้งกับอาร์เจนติโนส จูเนียร์ กระทั่งย้ายไปเล่นยังสเปนและอิตาลี มาราโดน่าถูกประเคนด้วยยาแก้ปวดไม่รู้กี่ขนาน เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เขามักจะถูกคู่แข่งไล่หวดแบบไม่บันยะบันยัง เป็นการทำฟาวล์ที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในยุคก่อน แต่ไม่มีทางเกิดขึ้นในสมัยนี้ ที่ผู้เล่นเทคนิคสูงจะได้รับการปกป้องจากกรรมการผู้ตัดสิน มาราโดน่าเป็นเหมือนต้นแบบที่ทำให้นักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ หรือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้รับการปกป้องจากการถูกทำฟาวล์แบบรุนแรงในปัจจุบัน

สองประตูที่มาราโดน่าทำได้นัดพบกับอังกฤษในการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลกปี 1986ที่เม็กซิโก เป็นที่กล่าวขวัญไปตลอดกาลประตูแรกสร้างตำนาน “หัตถ์พระเจ้า”ใช้มือซ้ายปัดลูกฟุตบอลเข้าประตูตามมาด้วยประตูที่สองในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ที่เขาลากบอลจากครึ่งสนาม หลบผู้เล่นสิงโตคำรามทั้งทีม ก่อนเข้าไปล่อเป้าปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตู อย่างใจเย็น

มาราโดน่าใช้ชื่อเสียงของเขาช่วยเพื่อนร่วมทีมในระดับสโมสรตั้งแต่สมัยค้าแข้งในบ้านเกิด เขาขู่ประธานอาร์เจนติโนส จูเนียร์ ว่าจะไม่ลงสนาม หากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆยังไม่ได้รับค่าจ้างและเงินโบนัส กลายเป็นต้นแบบนักฟุตบอลอาชีพที่ยืนหยัดปกป้องสิทธิ์ที่ตัวเองพึงมีและได้รับ

มาราโดน่าเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่มีตัวแทนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวช่วยเจรจาค่าจ้างและผลตอบแทนกับต้นสังกัด เป็นนักเตะคนแรกที่มีนักกายภาพประจำตัว และเป็นนักเตะคนแรกที่ยืนหยัดเรียกร้องสิทธิในการได้รับค่าจ้างและผลตอบแทนที่เป็นธรรมจากต้นสังกัด เขายังเป็นคนแรกที่ส่งเสียงไม่เห็นด้วย เรื่องการให้นักเตะลงสนามท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย อย่างอากาศที่ร้อนจัดในเม็กซิโกซิตี้ ตอนฟุตบอลโลกปี 1986 เป็นคนแรกที่เชื่อว่าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กำลังเน่าเฟะจากเนื้อใน ซึ่งในเวลาต่อมา ข้อสงสัยของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

แต่การค้าแข้งที่เนเปิลส์ ทำให้เขาหันไปใช้ยาเสพติดเป็นทางออกจากความเครียดที่ถูกจับจ้องตลอดเวลาในฐานะฮีโร่ของเมือง มาราโดน่าบอกว่าเขารักนาโปลี แต่ไม่สามารถค้าแข้งต่อจนแขวนสตั๊ดได้ เพราะเขาออกไปเดินตามถนนไม่ได้ เขาเป็นจุดสนใจตลอดเวลาจนแทบหายใจไม่ออก

มาราโดน่าเป็นคนธรรมดามีภาพลักษณ์ที่ดีและแย่ตามแบบปุถุชนทั่วไป แต่ใครจะเถียงว่า นักเตะมะขามข้อเดียวคนนี้ เป็นที่รักของแฟนบอลทั่วไป และภาพที่ปรากฏนับตั้งแต่วันที่เขาจากไป ก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว

Now God went to meet God

Gone but will not forgotten

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’ (naewna.com)

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes  ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’

คุยกัน7วันหน : จีนเตือนชาติตะวันตก Five Eyes ระวัง ‘ตาถลนออกนอกเบ้า’

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.30 น.

หลังจากที่กลุ่ม Five Eyes ที่ประกอบด้วยอังกฤษ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดาได้ออกมาตำหนิจีนว่าพยายามปิดปากนักเคลื่อนไหวในฮ่องกง ทำให้รัฐบาลจีนออกมาแถลงตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดย นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ชาติเหล่านี้ควรอยู่ห่างจากกิจการภายในของประเทศจีน พวกเขาควรจะระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นตาของพวกเขาอาจจะถลนออกมานอกเบ้าก็เป็นได้ พร้อมกล่าวด้วยว่า จีนไม่เคยสร้างปัญหา และไม่เคยกลัวต่อสิ่งใด ไม่เกี่ยวว่าพวกเขาจะมีตาห้าหรือสิบดวง

ท่าทีของจีนที่ออกมาเตือนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลฮ่องกงได้ขับ สส.ฝั่งสนับสนุนประชาธิปไตย 4 คนออกจากสภานิติบัญญัติ หลังรัฐบาลจีนได้ผ่านมติอนุญาตให้รัฐบาลฮ่องกงสามารถปลดนักการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ ด้วยเหตุนี้ บรรดา สส.ฝั่งสนับสนุนประชาธิปไตยของฮ่องกงทั้งหมด จึงประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้สภานิติบัญญัติของฮ่องกงไม่มีเสียงที่เห็นต่างหรือฝ่ายค้านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997ที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนสู่จีน

รัฐมนตรีต่างประเทศของห้าชาติ Five Eyes จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแต่งตั้ง สส.เหล่านั้นกลับมา โดยอ้างว่าเหตุการณ์นี้ เป็นการละเมิดพันธสัญญาที่จีนมีต่ออังกฤษ เรื่องการจะปกป้องเสรีภาพและสิทธิในการปกครองตนเองของฮ่องกง

แน่นอนว่าพี่ใหญ่จีนถูกเพ็งเล็ง ด้านรัฐบาลฮ่องกงก็ต้องออกมาตอบโต้ตามไปด้วย ทางการฮ่องกงได้ประณามรัฐมนตรีต่างประเทศของห้าชาติ Five Eyes ว่าจงใจตีความบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาลฮ่องกงในการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติทั้ง 4 คน รัฐบาลฮ่องกงแถลงว่า ความเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง 5 ชาติเหล่านี้ ไร้ความรับผิดชอบจนนำไปสู่การมุ่งร้าย และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กำลังมีการแทรกแซงกิจการภายในฮ่องกง ซึ่งนั่นก็หมายถึงการแทรกแซงกิจการภายในของจีนด้วย

โฆษกของรัฐบาลฮ่องกงระบุด้วยว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของฮ่องกงนั้นได้สาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อระบบของประเทศ และเคารพกฎหมายของประเทศในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้น การละเมิดคำสาบานตนนั้นจึงไม่สามารถผ่อนปรนได้

สำหรับ Five Eyes นั้น เป็นการรวมกลุ่มพันธมิตรตะวันตก 5 ชาติ เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง และก่อตั้งมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น มีเป้าหมายเริ่มแรกคือการจับตารัสเซียและพันธมิตรของรัสเซีย แต่ตอนนี้หันมามุ่งเป้าเล่นงานจีนเป็นหลัก

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531839

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง  ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น

คุยกัน7วันหน : ย้อนหลังดูคู่แข่ง ที่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็น

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

จนถึงตอนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงไม่ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ ต่อโจ ไบเดน คู่แข่งจากฝั่งเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแม้เวลาจะล่วงเลยมา 10 กว่าวันแล้ว และไบเดนก็ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง ทะลุหลัก 300 คะแนน จากทั้งหมด 538 คะแนนเกินกว่าคะแนนขั้นต่ำที่ต้องรวบรวมได้อย่างน้อย 270 คะแนนไปไกลแล้วก็ตาม

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต่างก็ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ เกือบจะในทันทีหลังทราบว่าคู่แข่งของเขารวบรวมคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง ได้ถึง 270 คะแนน ลองไปไล่เลียงดู

ในการเลือกตั้งปี 2535 อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้กล่าวหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับอดีตประธานาธิบดีบิลล์คลินตัน เรียกร้องให้ชาวอเมริกันมองข้ามความเห็นต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วหันไปสนับสนุนประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ

สี่ปีต่อมา อดีตวุฒิสมาชิกบ๊อบ โดล จากรีพับลิกัน กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ ด้วยการห้ามปรามผู้สนับสนุนไม่ให้โห่ร้องต่อต้านชัยชนะของนายคลินตันที่คว้าชัยชนะเป็นสมัยที่สอง พร้อมกับบอกด้วยว่า คลินตันเป็นคู่แข่งของเขา แต่ไม่ใช่ศัตรู

ในปี 2543 การแข่งขันระหว่างนายอัล กอร์ กับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุชกลายเป็นที่จดจำของทั้งชาวอเมริกันและผู้คนทั่วโลก เพราะมีการยื่นเรื่องต่อสู้กันทางกฎหมายถึงผลการเลือกตั้ง แต่ในที่สุดอัล กอร์ ก็แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมกล่าวกับชาวอเมริกันว่า เขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล แต่เพื่อความเป็นเอกภาพของชาวอเมริกันและความเข้มแข็งของประชาธิปไตย เขาขอยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ส่วนการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง เฉือนชนะคู่แข่งอย่างนายจอห์น แคร์รี ไปเพียง 35 เสียง แต่นายแคร์รีตัดสินใจประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แทนที่จะยื่นเรื่องคัดค้านให้ผลการเลือกตั้งต้องยืดเยื้อออกไป

ต่อมาในปี 2551 วุฒิสมาชิกจอห์น แม็คเคน พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำให้นายบารัค โอบามา ได้กลายเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกันคนแรกของสหรัฐ ซึ่งสว.แม็คเคนได้แสดงความยินดีกับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันพร้อมกับเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขาร่วมมือกับรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโอบามาเพื่อความเป็นเอกภาพของประเทศ

หลังจากนั้น 4 ปี นายมิตต์รอมนีย์ ก็ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับอดีตประธานาธิบดีโอบามาแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับ นางฮิลลารี คลินตัน ที่ยอมรับความพ่ายแพ้หลังโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 แบบล็อกถล่ม จนหมดหวังสร้างสถิติเป็นผู้หญิงคนแรกที่จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนร่วมมือกับผู้นำคนใหม่เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศ

ลองมาดูกันไหมว่า ทรัมป์จะกล้าออกปากยอมรับความพ่ายแพ้แบบแมนๆ หรือเปล่า

คุยกัน7วันหน : เมื่อเกรตา เตือน ทรัมป์ หัดควบคุมอารมณ์ซะบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530387

คุยกัน7วันหน : เมื่อเกรตา เตือน ทรัมป์  หัดควบคุมอารมณ์ซะบ้าง

คุยกัน7วันหน : เมื่อเกรตา เตือน ทรัมป์ หัดควบคุมอารมณ์ซะบ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 07.15 น.

เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) สาวน้อยชาวสวีดิช วัย 17 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่จัดเป็นหนึ่งในคู่กรณีกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ เนื่องจากเกรตาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเกรตาเห็นว่า ผู้นำสหรัฐมีนโยบายที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

เกรตานั้น เคยวิพากษ์ ทรัมป์ อย่างตรงไปตรงมาในการกล่าวสุนทรพจน์ ณ ที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ย่อมไม่พอใจ ดังนั้น เมื่อ นิตยสาร Timeเลือกเกรตาให้เป็นบุคคลแห่งปี (Time magazine’s Personof the Year ) ทรัมป์จึงแสดงความยินดี พร้อมให้คำแนะนำเชิงเสียดสีว่า

“So ridiculous. Greta must work on her Anger Management problem, then go to a good old fashioned movie with a friend! Chill Greta, Chill!”

หรือ “ตลกน่า, เกรตาต้องหัดควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตนเอง, ไปหาหนังเก่าๆ มาดูกับเพื่อนนะ, ผ่อนคลายนะ เกรตา ชิลๆ นะ”

มาในช่วงนี้ คนทั่วโลก ได้เห็น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดหลังจากมีแนวโน้มว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เกรตาจึงใช้โอกาสนี้ในการเอาคืน ด้วยการทวีตคำพูดเดียวกันที่ว่า

“So ridiculous. Donald must work on his Anger Management problem, then go to a good old fashioned movie with a friend! Chill Donald, Chill!”

หรือ “ตลกน่า, โดนัลด์ต้องหัดควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตนเอง, ไปหาหนังเก่าๆมาดูกับเพื่อนนะ,ผ่อนคลายนะ โดนัลด์ ชิลๆ นะ”

ก่อนหน้านี้ โจ ไบเดน เคยแวะเข้ามามีส่วนร่วมเล็กน้อยใน การปะทะคารมณ์ ระหว่าง ทรัมป์ กับ เกรตาโดยหลังจากที่ ทรัมป์ โพสต์คำแนะนำเชิงเสียดสี ไปให้เกรตา, โจ ไบเดน ได้เตือนสติด้วยการ ทวีตข้อความว่า

“What kind of president bullies a teenager? @realDonaldTrump, you could learn a few thingsfrom Greta on what it meansto be a leader,”

หรือ “ประธานาธิบดีแบบไหนกันที่ไปบูลลี่เด็กวัยรุ่น,ทรัมป์ คุณควรจะเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับภาวะผู้นำจากเกรตานะ”

โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นก่อศัตรูไว้รอบด้าน โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายที่ขัดแย้งกับความเห็นของหลายๆ ประเทศผลการเลือกตั้งสหรัฐจึงสำคัญสำหรับคนทั่วโลก และถือเป็นช่วงเวลาที่หลายต่อหลายคน ขอ “เอาคืน” ตอนที่ยังมีโอกาส

คุยกัน7วันหน : เหตุโจมตีต่อเนื่องป่วนฝรั่งเศส ปมแตกแยกทางศาสนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/528862

คุยกัน7วันหน : เหตุโจมตีต่อเนื่องป่วนฝรั่งเศส  ปมแตกแยกทางศาสนา

คุยกัน7วันหน : เหตุโจมตีต่อเนื่องป่วนฝรั่งเศส ปมแตกแยกทางศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.40 น.

ความร้าวฉานระหว่างโลกมุสลิมกับฝรั่งเศส กำลังเข้าจุดเดือด จากการเผยแพร่การ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดสู่การฆ่าตัดศีรษะคุณครูชาวฝรั่งเศสก่อนบานปลายสู่เหตุก่อการร้าย ผู้นำฝรั่งเศสแข็งกร้าวกับการกวาดล้างแนวคิดมุสลิม จนเรียกเสียงประณามจากโลกมุสลิมว่าเขาพยายามจุดชนวนสงครามศักดิ์สิทธิ์

การ์ตูนล้อเลียน ที่กลายเป็นชนวนฆาตกรรมและสร้างความร้าวฉานระหว่างฝรั่งเศสและโลกมุสลิม มีที่มาอย่างไร ลองมาไล่เลียงลำดับเหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่จับตาของทั่วโลก

วันที่ 1 กันยายน- นิตยสารชาร์ลีเอบโด ประกาศว่าจะตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัด ในโอกาสการเริ่มต้นพิจารณาคดีผู้ต้องหาในการช่วยเหลือเหตุโจมตีสำนักพิมพ์ชาร์ลี เอบโดเมื่อปี 2005 โดยตัวการ์ตูนดังกล่าวเป็นรูปศาสดามูฮัมหมัดสวมผ้าโพกศีรษะรูประเบิดที่ถูกจุดชนวน ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ชี้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะตัดสินถึงความเหมาะสมในการตีพิมพ์การ์ตูนดังกล่าว ต่อมา ผู้ต้องหา 14 คนเข้ารับการพิจารณาคดี ฐานให้ความช่วยเหลือกลุ่มมือปืนที่เข้ากราดยิงโจมตีสำนักพิมพ์ชาร์ลี เอบโด ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บอีก 11 คน

วันที่ 25 กันยายน- ชายคนหนึ่งพร้อมมีดสับเนื้อได้โจมตีและทำร้ายประชาชน 2 คน ที่กำลังสูบบุหรี่อยู่หน้าอดีตสำนักงานชาร์ลี เอบโด ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เกิดเหตุโจมตีเมื่อปี2005 ผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 18 ปีมีเชื้อสายปากีสถาน เขาถูกจับกุมใกล้จุดเกิดเหตุ รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศสชี้ เป็นเหตุก่อการร้าย ทั้งนี้ ชาร์ลี เอบโดได้ย้ายสำนักงานออกจากที่แห่งนี้ หลังเหตุโจมตีเมื่อปี 2005 และปัจจุบัน ตั้งอยู่ในสถานที่ลับ

วันที่ 2 ตุลาคม- มาครง ปราศรัยถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ถึงแผนต่อสู้กับลัทธิอิสลามหัวรุนแรง ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น โดยระบุว่า
ศาสนาอิสลามกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติทั่วโลก มาครงประกาศจะใช้มาตรการเข้มงวด เพื่อผลักดันให้นำศาสนาอิสลามออกจากระบบศึกษา และภาคเอกชนในฝรั่งเศส แบบไม่มีการออมชอม ผ่านการเสนอกฎหมายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเพิ่มอำนาจให้กฎหมายปี 1905 ที่แยกศาสนาออกจากกิจของรัฐ

วันที่ 16 ตุลาคม- ชายวัย 18 ปีเชื้อสายเชเชน ฆ่าตัดศีรษะนายซามูเอลปาตี อาจารย์วัย 47 ปี หลังเขาได้นำการ์ตูนล้อเลียนศาสนามูฮัมหมัดไปให้นักเรียนในชั้นเรียนว่าด้วยเสรีภาพการแสดงออกได้ถกวิเคราะห์ นายปาตีถูกโจมตีระหว่างเดินทางกลับบ้านจากโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส ห่างออกไป 30 กิโลเมตร

วันที่ 20 ตุลาคม- ทางการฝรั่งเศส ประกาศปิดมัสยิดทั่วกรุงปารีส เพื่อกวาดล้างอิสลามหัวรุนแรง หลังการฆ่าตัดหัวนายปาตี มัสยิดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนแออัดของกรุงปารีส ได้เผยแพร่วีดีโอบนหน้าเพจเฟซบุ๊ค เป็นภาพที่บันทึกไว้เพียงไม่กี่วัน ก่อนเหตุฆาตกรรมโหด แสดงให้เห็นการประท้วงต่อต้านวัตถุดิบการเรียนการสอนที่อาจารย์คนนี้เลือกนำไปให้นักเรียนดู

วันที่ 22 ตุลาคม- มาครงร่วมไว้อาลัยให้นายปาตี พร้อมยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษเงียบ ที่อุทิศตนเพื่อคุณค่าประชาธิปไตยของสาธารณรัฐฝรั่งเศสแก่ลูกศิษย์ของตน พร้อมประกาศถ่ายทอดสดทั่วประเทศว่า ฝรั่งเศสจะไม่ยอมเลิกเผยแพร่ภาพการ์ตูนเหล่านี้ไม่เพียงเท่านั้น ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้มอบรางวัลแห่งเกียรติยศสูงสุดสำหรับพลเมือง ให้แก่นายปาตี พร้อมชี้ว่า เขาถูกฆาตกรรมโดยคนขี้ขลาด เขาถูกฆ่าเพราะพวกอิสลามหัวรุนแรงต้องการชิงอนาคตของพวกเราไป

วันที่ 24 ตุลาคม- ประธานาธิบดีเรย์เจ๊ป เทย์ยิป แอร์โดอาน ของตุรกีแนะนำให้มาครงไปเข้ารับการรักษาทางจิตต่อทัศนคติของเขาที่มีต่อชาวมุสลิมซึ่งฝรั่งเศสตอบโต้ด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำตุรกีกลับประเทศและว่าเขาไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว กับผู้นำประเทศที่ไม่เข้าใจถึงเสรีภาพทางความเชื่อแล้วยังปฏิบัติตัวเช่นนี้ต่อประชาชนหลายล้านคนในฝรั่งเศส ที่นับถือศาสนาอื่นขณะที่สังคมออนไลน์ในโลกมุสลิมร่วมกันเรียกร้องคว่ำบาตรสินค้าฝรั่งเศส ผู้ประท้วงออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน

วันที่ 29 ตุลาคม- มือมีดได้ก่อเหตุไล่แทงประชาชนที่โบสถ์ในเมืองนีซในช่วงบ่าย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ไม่นานหลังจากนั้น เกิดเหตุโจมตีขึ้นอีก โดยชายคนหนึ่งใช้ปืนพกข่มขู่ประชาชนในเมืองอาวีญง ทำให้ตำรวจตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรม สำหรับเหตุสังหาร 3 ศพในเมืองนีซ ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวตูนิเซีย ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในยุโรปได้ไม่นาน ตำรวจได้ยิงคนร้ายจนอาการสาหัส ส่วนเหยื่อผู้เสียชีวิตรายหนึ่ง มีสภาพศพเหมือนถูกฆ่าตัดศีรษะประธานาธิบดีมาครงเรียกการก่อเหตุนี้ว่า เป็นเหตุก่อการร้ายโดยอิสลาม พร้อมเพิ่มกำลังทหารคุ้มครองพื้นที่สาธารณะทั้งโบสถ์และโรงเรียน จาก 3,000 คน เป็น 7,000 คน และตอนนี้ ทางการได้เริ่มการสืบสวนเหตุโจมตีครั้งนี้แล้ว

วันที่ 30 ตุลาคม – อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซียโพสต์ข้อความลงในบล็อกและทวิตเตอร์ หลังเหตุสังหารหมู่เมืองนีซ ว่า ชาวมุสลิมมีสิทธิที่จะสังหารชาวฝรั่งเศสหลายล้านคนเพื่อชดใช้ให้กับการสังหารหมู่ในอดีตมหาเธร์ระบุอีกว่า ในเมื่อคุณโทษชาวมุสลิมทั้งหมด และศาสนาของคนมุสลิม ต่อการกระทำของบุคคลที่โกรธแค้นเพียงคนเดียวถ้าเช่นนั้น มุสลิมเองก็มีสิทธิจะลงโทษชาวฝรั่งเศสเช่นกัน

คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์ กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527259

คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์  กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น

คุยกัน7วันหน : ศาลบูชาทรัมป์ กับเหล่าผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่น

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 07.15 น.

แถบชนบทเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ วันนี้ ลองไปทำความรู้จักเมืองหนึ่งในรัฐเพนซิลวาเนีย ที่สื่อตั้งสมญานามว่าเป็น “ประเทศทรัมป์” และมีสถานบูชาทรัมป์ ที่สุดโต่งถึงขั้นเรียกว่าเป็นลัทธิได้เลยทีเดียว

เมืองลาโทรบ ตั้งอยู่ในแถบชนบทของรัฐเพนซิลวาเนีย เมืองแห่งนี้แทบไม่มีจุดเด่นอะไรเลย นอกจากเป็นบ้านเกิดของนักกอล์ฟในตำนานคนหนึ่ง…แต่นั่นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว บ้านหลังนี้ หรือถ้าจะให้ถูกต้อง น่าจะต้องเรียกว่าสถานบูชาทรัมป์ก็ว่าได้ได้แปรสภาพเมืองลาโทรบให้กลายเป็น ประเทศทรัมป์ที่เหล่าผู้ศรัทธาและเลื่อมใสในตัวประธานาธิบดีคนนี้หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสายตั้งแต่ตัวฐานของบ้าน ไล่ขึ้นไปสุดที่ปล่องไฟ ประดับไปด้วยป้ายเชียร์ทรัมป์ หรือของกระจุกกระจิกที่เกี่ยวกับเขาเต็มไปหมด

รัฐเพนซิลวาเนีย เป็นหนึ่งในรัฐสวิงสเตท หรือรัฐสมรภูมิ ที่ไม่แน่ชัดว่าผู้สมัครชิงประธานาธิบดีคนใดจะชนะ แม้ผลสำรวจความคิดเห็นจะชี้ว่า โจ ไบเดนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำในเกือบทุกรัฐสวิงสเตท แต่เลสลี รอสซี เจ้าของบ้านสมญานาม “ศาลบูชาทรัมป์” เชื่อมั่นว่า ยังไงทรัมป์ก็ชนะ และอย่าไปเชื่อโพลล์มากนัก

รอสซีบอกว่าไม่เชื่อเรื่องโพลล์หรอก แค่พูดยังไม่อยากทำเลย เพราะคนอย่างพวกเธอมีมากกว่าสี่ปีก่อนถึงสามเท่า ครั้งที่แล้วเธอก็ไม่เชื่อโพลล์รวมถึงพวกที่เข้ามาในบ้านของเธอ ดูช่องซีเอ็นเอ็น หรือช่องอื่นๆ ที่พร่ำบอกแต่ว่าพวกเขาจะแพ้ มันเสียกำลังใจนะ และมันกำลังเกิดขึ้นอีก แต่คนเหล่านี้ไม่เชื่อช่องเหล่านี้แล้ว สื่อเหล่านี้หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว รอสซีระบุว่า เธอเปิดบ้านต้อนรับผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเสมอ และก่อนหน้านี้ยังรับลงทะเบียนเลือกตั้งให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนด้วย โดยเฉพาะคนที่อยากย้ายข้างจากเดโมแครต มาลงคะแนนให้รีพับลิกัน

ไม่เพียงแต่การตกแต่งบ้านด้วยธีมโดนัลด์ ทรัมป์ แต่รอสซี ยังทุ่มเงินกว่า3 หมื่นบาท ทาสีบ้านไร่ชายนาแห่งนี้ใหม่เป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน พร้อมเปลี่ยนเป็นจุดรวมพลคนคลั่งทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อนจุดเด่นของ “ศาลบูชาทรัมป์”คือ รูปทรัมป์ขนาดใหญ่กว่าตัวจริง สูงถึง 4 เมตร ตั้งอยู่กลางสวนหน้าบ้าน ใกล้ๆ กันนั้น มีรูปภาพล้อเลียนไบเดน และฮิลลารี คลินตัน

สำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์แล้ว บ้านหรือสถานบูชาแห่งนี้ เป็นตัวแทนแห่ง “เสรีภาพ” ในการแสดงจุดยืนทางอนุรักษ์นิยมได้อย่างเต็มที่

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน จากทีวีคนละช่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525737

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน  จากทีวีคนละช่อง

คุยกัน7วันหน : ดีเบตทรัมป์-ไบเดน จากทีวีคนละช่อง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

การแสดงวิสัยทัศน์ของคู่สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐ คือโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน และโจ ไบเดน จากเดโมแครต เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศ ซึ่งตอนแรกต้องเป็นการดีเบตในยกที่ 2 ที่ไมอามี รัฐฟลอริดาแต่ติดเรื่องทรัมป์ติดโควิด-19 และไม่ยอมดีเบตแบบเสมือนจริงทางออนไลน์ ทำให้ต้องยกเลิกไป ทำให้เกิดการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านทีวีคนละช่องเช่นนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกทีวีผ่านสถานีข่าว NBC ตอบคำถามผู้ชมแบบทาวน์ฮอลล์ ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ส่วนโจ ไบเดน ออกทีวีผ่านสถานี ABCตอบคำถามแบบทาวน์ฮอลล์เช่นกันที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนียเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ห่างกัน1,930 กิโลเมตร

การตอบคำถามแบบคนละที่เช่นนี้ ก็ยังพบว่า ทั้ง 2 คนมีบุคลิก ท่าทาง และน้ำเสียงในการตอบคำถามที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นเดิม ทรัมป์ มาแนวเสียงดังฟังชัด และมีหลายครั้งที่มีการปะทะทางวาจากับซาวานนาห์ กัธรีผู้ดำเนินรายการ และเขายังปฏิเสธที่จะประณามกลุ่ม QAnon ซึ่งเป็นกลุ่มทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดที่เชื่อว่าทรัมป์กำลังต่อสู้กับพวกชนชั้นสูง ซานตานและขบวนการค้าเด็ก พร้อมกับเบี่ยงประเด็นไปยังกลุ่ม antifa ซึ่งเป็นกลุ่มซ้ายจัด ที่บอกว่ากลุ่มนี้สร้างความวุ่นวาย และจลาจลในการประท้วงทั่วประเทศแทน

ขณะเดียวกันเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นธรรม แต่ก็ย้ำว่า เขาต้องการการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เช่นเดียวกับคนอื่นๆ พร้อมกล่าวปกป้องการรับมือของรัฐบาล และยืนยันว่าตอนนี้ประเทศกำลังเข้าสู่หัวมุมที่จะออกจากไวรัสแล้ว เพราะขนาดตัวเขาเองก็ยังเอาชนะมันมาได้

ส่วนนายไบเดน โทนเสียงเป็นคนละขั้วโดยสิ้นเชิง อ่อนกว่าทรัมป์ แต่ก็มีหลายครั้งที่ไบเดนพูดติดอ่าง ซึ่งก็เป็นปัญหาที่นักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐเองบอกว่า ไบเดนจำเป็นต้องก้าวผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ มีบางจังหวะที่เขาต้องหลับตาลง เพื่อรวบรวมสติและคำพูดให้กลับมาเป็นปกติประเด็นหลักที่ ไบเดน โจมตีทรัมป์ หนีไม่พ้นเรื่องความล้มเหลวของทำเนียบขาวในการรับมือโควิด-19 ที่ทำให้อเมริกันชนเสียชีวิตมากกว่า 217,000 คนแล้วและเป็นความผิดพลาดในการสั่งปิดสำนักงานรับมือโรคระบาดซึ่งบารัค โอบามา จัดตั้งขึ้น

นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการยังถามเรื่องเขาหนุนการตั้งผู้พิพากษาศาลสูงหรือไม่ เพราะจะมีอิทธิพลอย่างมากในการพิจารณาคดีใดๆ ซึ่งนายไบเดนบอกว่าเขาไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนี้แต่หากทรัมป์ตั้งผู้พิพากษา แล้วไบเดนได้เป็นผู้นำ เขาจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาจาก 9 ตำแหน่งที่มีอยู่ เขาก็เปิดกว้างที่จะพิจารณาจากเรื่องที่เกิดขึ้น

ด้านอดีตประธานาธิบดีโอบามา ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บอกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืออาการของการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับสังคมอเมริกัน และว่า โครงสร้างของสื่อประเภทอนุรักษ์นิยมนั้น มีมาตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่ง แต่ทัรมป์ก็ยังคงปล่อยให้นักทฤษฎีสมคบคิด อย่างกลุ่ม QAnon แทรกซึมเข้มไปในสื่อกระแสหลักของพรรครีพับลิกันได้

นอกจากนี้ โอบามายังบอกด้วยว่า หากนายไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือนหน้าได้ เขาจะเข้าใจถึงความคาดหวังจากทั่วโลกถึงบทบาทผู้นำของสหรัฐดีกว่าปัจจุบัน

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524162

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต  ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ

คุยกัน7วันหน : จับตาเดโมแครต ขยับปลด ‘ทรัมป์’ เพราะปัญหาสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.45 น.

นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า จะเปิดการสอบสวนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีสุขภาพแข็งแรงพอสำหรับการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ หลังจากป่วยเป็นโควิด-19 และหากเขาไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ก็จะนำไปสู่การใช้กฎหมายพิเศษในการเปลี่ยนถ่ายอำนาจประธานาธิบดี โดยจะเสนอร่างกฎหมายช่วงสุดสัปดาห์นี้เพื่อจัดตั้งคณะทำงานในการประเมินสุขภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าเหมาะสมที่จะทำงานต่อไปได้หรือไม่ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวจะมีขึ้นภายใต้บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 ซึ่งวางกรอบว่าประธานาธิบดีจะให้ออกจากตำแหน่งหากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

นางเปโลซีกล่าวว่า คำถามสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพของนายทรัมป์นั้นยังไม่ได้รับคำตอบ และเธอมองว่าประธานาธิบดีมีสภาพการรับรู้อารมณ์อันผันแปร เธอยังตั้งสังเกตว่าแพทย์เคยให้ข้อมูลว่าการให้ยาสเตียรอยด์แก่นายทรัมป์นั้น จะส่งผลกระทบต่อภาวะการตัดสินใจของเขา

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ความเคลื่อนไหวของนางเปโลซีว่า เธอนั้นบ้า และควรเป็นคนที่ถูกตรวจสอบมากกว่าเขา

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนเห็นไปในทางเดียวกับเปโลซี อย่าง สว.เจมส์ ไคลเบิร์น จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า ทรัมป์แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เอาแน่เอานอนไม่ได้จนทำให้สาธารณชนกังวลในเรื่องสุขภาพของเขา ส่วนนายริค ไบรท์อดีตผู้อำนวยการองค์การพัฒนาและวิจัยชีวการแพทย์ขั้นสูง ซึ่งดูแลโครงการพัฒนาวัคซีน กล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาการยังไม่ดีและปกติแล้วใครก็ตาม ที่เข้ารับการรักษาเชิงทดลองเกี่ยวกับโควิด-19 สมควรที่จะนอนที่เตียงโรงพยาบาลอยู่ เรื่องนี้อันตรายอย่างยิ่ง เพราะนายทรัมป์รับผิดชอบทุกอย่าง และต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ สำหรับประเทศชาติและโลก หากสติสัมปชัญญะของเขายังไม่ดี ที่จะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล เขาอาจตัดสินใจสะเพร่าได้

สำหรับบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25 มีขึ้นหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ในปี 1963 เกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายอำนาจประธานาธิบดี หรือเปรียบเสมือน “อำนาจหมายเลข 25” พรรคเดโมแครตกำลังมุ่งไปที่วรรคที่ 4 ของบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 25ที่เปิดทางให้มีการปลดประธานาธิบดีได้หากไร้ความสามารถทั้งทางกายและใจแม้ตัวประธานาธิบดีไม่ยินยอมก็ตาม

“อำนาจหมายเลข 25” นี้กำหนดว่าจะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อรองประธานาธิบดีและเสียงส่วนใหญ่ในคณะรัฐมนตรีที่มี 15 คนหรือสภาคองเกรส เห็นพ้องกันว่าประธานาธิบดีทำงานไม่ได้แล้ว แต่ตัวประธานาธิบดีมีสิทธิอุทธรณ์คำร้องดังกล่าวอยู่ ที่ผ่านมาการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากประธานาธิบดีไปให้รองประธานาธิบดีเคยมีมาแล้วเป็นการชั่วคราว เช่นเมื่อตอนที่โรนัลด์ เรแกน ถูกยิงและได้รับบาดเจ็บเมื่อปี 1981ทำให้จอร์จ ดับเบิล. ยู บุชรองประธานาธิบดีขณะนั้นมาทำหน้าที่แทน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการใช้วรรคที่สี่ของมาตรานี้ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และสื่อต่างๆ ทั้ง สำนักข่าวเอพี และสำนักข่าวบีบีซีมองว่า นี่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเดโมแครตเพื่อให้มีการตั้งคำถามถึงสุขภาพของผู้นำมากกว่า และไม่มีสัญญาณว่ารองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จะเล่นด้วย รวมถึงการเดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าวก็มีเวลาน้อยเกินไปที่จะจัดตั้งคณะกรรมการได้ทันเวลา

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน หลังป่วยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522640

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน  หลังป่วยโควิด-19

คุยกัน7วันหน : ‘ทรัมป์’ น่าห่วงแค่ไหน หลังป่วยโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษรายงานความเสี่ยงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเขามีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นบวก โดยอ้างข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ หรือซีดีซี ที่ระบุไว้ว่า ผู้สูงอายุในวัยเท่าๆ กับทรัมป์ ซึ่งมีอายุ 74 ปีแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้มากกว่าผู้ป่วยโควิดที่มีอายุน้อยในวัย 18-29 ปี ถึง 90 เท่า

ข้อมูลจากซีดีซียังระบุด้วยว่า ผู้สูงอายุในวัยเท่ากับทรัมป์ยังมีความเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่อายุน้อยกว่าถึง 5 เท่าที่อาจมีอาการทรุดหนัก จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล การวิเคราะห์ในระยะแรกของงานวิจัยกว่า 100 ชิ้น ซึ่งได้ข้อมูลมาจากทั่วโลก ชี้ว่า โอกาสเสี่ยงสำหรับเด็กๆ และเด็กวัยรุ่น อยู่ในระดับต่ำมาก

บีบีซีรายงานด้วยว่า ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นในผลการศึกษากว่า 100 ฉบับทั่วโลก ระบุว่า ผู้ที่มีอายุสูงวัย 75 ปี หากป่วยเป็นโควิด-19 จะมีอัตราการเสียชีวิต1 คนใน 25 คน คนที่อายุเกิน 85 ปีเสียชีวิตคิดเป็น 1 ใน 7 คนขณะที่คนที่อายุเลย 90 ปี เสียชีวิตคิดเป็น 1 ใน 4 คน

นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีเรื่องน้ำหนักตัว โดยทรัมป์มีดัชนีมวลกาย ที่เรียกว่า ดัชนีบีเอ็มไอ มากกว่า 30 ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าน้ำหนักเกิน โดยหน่วยงานสาธารณสุขในแคว้นอิงแลนด์ ของอังกฤษ สรุปว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดหนัก จนต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู และเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ แต่ก็ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะเสียชีวิต และตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการล้มป่วยเชื่อมโยงกับอาการทั่วไปของวัยชราหรือไม่อาทิ ระบบภูมิคุ้มกัน หรือสภาพร่างกายโดยทั่วไป ที่เสื่อมสภาพภาพตามกาลเวลา

สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England)รายงานสรุปว่า การมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เพิ่มโอกาสที่คนไข้จะต้องเข้าแผนกผู้ป่วยหนักและความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิต โดยไขมันในร่างกายจะส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันให้เพิ่มภาวะอักเสบของร่างกาย และภาวะอักเสบเกินไปนี้เองที่ทำให้การติดเชื้อเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก มีผู้ชายที่ต้องการการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าผู้หญิง และ 60% ของการเสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ดี ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมที่ดูจากประชากรโลก เราไม่อาจสรุปได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประธานาธิบดีสหรัฐผู้นี้ และเราก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทรัมป์มีอาการป่วยหรือไม่

ดร.นาตาลี แมคเดอร์มอตต์จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอนบอกว่า ทรัมป์มีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีอาการป่วยหนัก หรือตายจากอาการป่วยอย่าลืมว่าทรัมป์ไม่ใช่ผู้สูงอายุธรรมดา แต่เป็นถึงประธานาธิบดีของสหรัฐ นั่นหมายความว่าเขาจะได้รับการดูแลทางสุขภาพอย่างดีที่สุดหากว่าเขาเกิดป่วยขึ้นมา

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521183

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น  ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’

คุยกัน7วันหน : สันนิษฐานฝูงวาฬเกยตื้น ‘สัญชาตญาณรวมฝูง-คลื่นโซนาร์’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.30 น.

ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา วาฬนำร่องกว่า 470 ตัว เกยตื้นที่ชายฝั่งเกาะแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นเหตุการณ์วาฬเกยตื้นครั้งใหญ่ของออสเตรเลียแม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากตัววาฬ หรือผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยออสเตรเลีย แถลงว่า วาฬนำร่องครีบยาวที่ยังมีชีวิตอยู่หลายตัว ซึ่งพลัดหลงเข้ามาเกยตื้นชายหาดเกาะแทสมาเนียจะถูกการุณยฆาต หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถช่วยชีวิตพวกมันให้กลับคืนสู่ทะเลได้ โดยขณะนี้ วาฬนำร่องประมาณ 380 ตัวที่เกยตื้นครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ตายไปเรียบร้อยแล้ว ทางการรัฐแทสมาเนีย แถลงว่า จนถึงขณะนี้มีวาฬนำร่องเพียง 88 ตัวได้รับการช่วยเหลือ และยังมีความหวังที่จะช่วยได้อีก 20 ตัว แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยแถลงว่า หากวาฬนำร่องที่รอดชีวิตส่งสัญญาณว่าอ่อนแรงเกินกว่าจะช่วยเหลือได้ อาจต้องถูกการุณยฆาตหรือทำให้มันเสียชีวิตอย่างสงบโดยเจตนา ตามหลักมนุษยธรรมที่ควรกระทำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งข้อสงสัยถึงสาเหตุและเกิดการตั้งคำถามว่าเหตุใดปรากฏการณ์เช่นนี้จึงมักเกิดซ้ำๆ ในสถานที่เดิมๆ โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นทางตะวันตกของเกาะแทสมาเนีย ที่อยู่ทางใต้ของออสเตรเลีย บริเวณที่เรียกว่าแม็คควารี เฮดส์ (MacquarieHeads) และวาฬส่วนใหญ่เกยตื้นอยู่บนสันดอนทราย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่วาฬมักไปเกยตื้น เช่นทางตะวันตกของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์หรือในแถบอเมริกาใต้

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า วาฬนำร่องที่มาเกยตื้นกว่า 470 ตัวในครั้งนี้อาจมาจากฝูงเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วการเกยตื้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างโลมา หรือวาฬ หากเกิดขึ้นแบบ 1-2 ตัว ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะบางครั้งอาจเกิดจากการล่าเหยื่อใกล้ฝั่งมากเกินไป แต่เมื่อเกยตื้นเป็นฝูงใหญ่จึงมักมีสมมุติฐานอื่นมาเกี่ยวข้อง

สาเหตุหลักๆ หากมาจากตัววาฬเอง อาจเป็นเพราะวาฬนำร่องเป็นสัตว์สังคม มีความสัมพันธ์ในฝูงที่เหนียวแน่นมาก ดังนั้นหากมีวาฬตัวหนึ่งบาดเจ็บหรือไม่สบาย จนว่ายน้ำผิดทิศผิดทางและไปเกยตื้น สมาชิกของฝูงที่เหลือก็จะว่ายตามกันมาและถูกคลื่นซัดจนเกยตื้นในที่สุด หรือหากมีวาฬที่ป่วยจนว่ายหลงทางไปเกยตื้น แล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ วาฬทั้งฝูงก็อาจจะว่ายตามเสียงนั้นมาจนเกยตื้นได้เช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบริเวณที่เป็นแหลมคาบสมุทร หรือหาดที่ค่อยๆ ลาดชันลงไปในทะเล จะทำให้ระบบการใช้เสียงนำทาง หรือโซนาร์ ของวาฬทำงานได้ไม่ดีนัก เสมือนกับคนหลงทางจนทำให้พวกมันว่ายมาเกยตื้นพร้อมกันทั้งฝูง

อีกสาเหตุที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ซึ่งมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสเปนเมื่อปี 2562 ที่พบว่าอุปกรณ์โซนาร์ที่มนุษย์ใช้สำรวจใต้ทะเลหรือใช้ทางการทหารซึ่งมีกลไกการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น อาจทำให้วาฬตกใจและพยายามหนีจนเกิดอาการน้ำหนีบได้

ปกติการดำน้ำลึกของวาฬจะต้องลดอัตราการเต้นของหัวใจลง เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและทำให้ไนโตรเจนไม่สะสมในกระแสเลือด แต่เมื่อตกใจและพยายามหนีจากคลื่นโซนาร์ วาฬจะลนลานจนเสียศูนย์และทำให้ไนโตรเจนไปสะสมในเส้นเลือดจนกลายเป็นฟองอากาศเมื่อวาฬลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ เหมือนอาการน้ำหนีบที่เกิดในนักประดาน้ำและทำให้วาฬเกยตื้นตายได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือ มลพิษในน้ำที่อาจเกิดจากสาหร่ายสีแดงขนาดเล็กที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามธรรมชาติ หรือเหตุน้ำมันรั่วที่ส่งผลกระทบต่อวาฬ ซึ่งทั้งหมดนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้วาฬเกยตื้นเป็นฝูง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าปรากฏการณ์นี้เป็นฝีมือมนุษย์ เพราะจริงๆ แล้ววาฬนำร่องอาจจะเกยตื้นมานานมากแล้วก็เป็นได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ
ออสเตรเลีย ประกาศว่า จะปฏิบัติการช่วยเหลือวาฬที่เกยตื้นต่อไปเท่าที่ยังมีวาฬที่หายใจอยู่ แต่ในขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังไม่ให้วาฬที่ช่วยเหลือได้แล้วกลับมาเกยตื้นซ้ำอีก