คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/519512

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด  ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 ระบาด ทำเด็กหญิงอินเดียถูกบังคับแต่งงาน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 07.30 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในอินเดีย นอกจากกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คน ระบบสาธารณสุข และสภาพเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังพบสถิติที่น่ากังวลว่า จำนวนเด็กหญิงอินเดียถูกจับแต่งงานเพิ่มมากขึ้น ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 อีกด้วย

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าในระหว่างที่อินเดียต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ประเทศอย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องนานหลายเดือน ทำให้พบว่า มีตัวเลขของเด็กหญิงอินเดียที่ต้องถูกจับแต่งงานอย่างไม่เต็มใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากสถิติของ Childline องค์กรสายด่วนช่วยเหลือเด็ก รายงานว่า ปีนี้ มีจำนวนเด็กหญิงที่ถูกบังคับแต่งงาน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงกรกฎาคม มากขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ถึง 17%

สาเหตุหลักเกิดจากการที่ประชาชนหลายล้านคนต้องสูญเสียงานในระหว่างการล็อกดาวน์ระหว่างมีนาคม-มิถุนายนทำให้คนจำนวนมากซึ่งเป็นชนชั้นยากจน ต้องจนลงยิ่งกว่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัย และอนาคตของลูกสาว จึงตัดสินใจที่จะให้พวกเธอแต่งงานเพื่อรับประกันว่าชีวิตของลูกสาวจะดีขึ้น

อีกเหตุผลคือ ช่วงโควิด-19ทำให้การจัดงานแต่งงานขนาดใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ต้องจัดขนาดเล็ก ทำให้หลายครอบครัวที่ไม่ต้องการใช้จ่ายเงินค่าแต่งงานเยอะเกินไป อาศัยช่วงเวลานี้ในการเร่งให้ลูกสาวรีบแต่งงาน เพราะไม่จำเป็นต้องเสียงทรัพย์ในการจัดงานใหญ่โตและไม่ต้องเชิญแขกมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ โรงเรียนเคยเป็นสถานที่ที่เด็กสาวส่วนใหญ่สามารถยื่นมือขอความช่วยเหลือจากครู และเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเพื่อให้ช่วยปกป้องพวกเธอจากการถูกบังคับให้แต่งงานได้โดยเฉพาะในสังคมของคนที่ยากจน แต่หลังจากการระบาดของโควิด-19 โรงเรียนหลายแห่งถูกปิดลง ทำให้เด็กหญิงหลายคนไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ และเมื่อพวกเธอที่ยากจนอยู่แล้ว และถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียนในช่วงเวลาแบบนี้ จึงทำให้ไม่มีใครช่วยหยุดการถูกบังคับแต่งงานได้เลย

ทั้งนี้ การแต่งงานอย่างถูกกฎหมายในอินเดียต้องมีอายุครบ 18 ปี แต่ยูนิเซฟ เปิดเผยว่าอินเดียนับเป็นประเทศที่มีจำนวนเจ้าสาวที่ยังเป็นเด็กหญิง ที่สูงที่สุดในโลก คือราว 1 ใน 3 ของทั่วโลก คือคิดเป็นราว 1.5 ล้านคนในแต่ละปี ที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/517930

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก?

คุยกัน7วันหน : ดอลลาร์สหรัฐ จะยังครองตำแหน่ง สกุลเงินหลักของโลก?

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.20 น.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเคยคาดการณ์มาตลอดว่า สกุลเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเรื่อยๆ หลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัลหยวน รวมไปถึง ความไม่แน่นอนทางนโยบายของสหรัฐ และวิกฤติการระบาดของโควิด-19

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของค่าเงินหลักของโลก 6 สกุลต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ สกุลเงินยูโร เยนของญี่ปุ่น ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ ดอลลาร์แคนาดา โครนของสวีเดน และ ฟรังก์สวิสของสวิตเซอร์แลนด์ อ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 3.43% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนีดอลลาร์สหรัฐร่วงแตะระดับ 92.14 ที่ต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2561 หลังจากร่วงลงอย่างหนักไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สาเหตุของการอ่อนค่าส่วนใหญ่ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกาที่สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ และการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด รวมไปถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์กว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ของรัฐบาลสหรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เนื่องจากตามหลักเศรษฐศาสตร์ ได้อธิบายว่า การใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลาง ไม่ว่าจะเป็น การตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่
ระดับใกล้ศูนย์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก รวมถึงการพยายามเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบด้วยโครงการเงินกู้ที่หลากหลาย คือการกระตุ้นอุปสงค์และเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทั้งสิ้นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การอ่อนค่าเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ก็เกิดขึ้นหลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ ด้วยการปรับกรอบนโยบายการเงินจากการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) มาเป็นการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย (Average Inflation Targeting หรือ AIT) ที่ระดับ 2% เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจวงกว้าง ระหว่างการประชุมประจำปีของเฟด ซึ่งจัดขึ้นที่แจ็คสัน โฮล ในรัฐไวโอมิง

ผลกระทบจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า มีผลกระทบหลักๆ อยู่ 2 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยสำหรับผลกระทบต่อสหรัฐในระยะยาว สิ่งที่ต้องกังวล คือ ความเป็นไปได้ที่ดอลลาร์ อาจจะสูญเสียตำแหน่งสกุลเงินโลก (The worldreserve currency) เนื่องจากตลอดระยะเวลาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งดังกล่าวถูกบั่นทอนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจาก การดำเนินนโยบายแบบกีดกันทางการค้า (Protectionism) ของสหรัฐ และการเปิดสงครามทางการค้ากับจีน แต่ในระยะสั้นสหรัฐอาจจะได้รับผลประโยชน์ เนื่องจาก การอ่อนค่าของดอลลาร์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตในสหรัฐ เมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างประเทศ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้สหรัฐอีกด้วย

ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้สกุลเงินอื่นๆ แข็งค่าขึ้น ย่อมทำให้หลายประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์จะทำให้ประเทศส่งออกต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น อย่างกลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะหากต้องการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเหมือนกับดอลลาร์สหรัฐ ครั้งนี้ก็อาจจะต้องใช้มาตรการที่สุดโต่งมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 0 เปอร์เซ็นต์และติดลบอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี โมฮาเม็ด เอล-เอเรียนหัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากอลิอันซ์(Allianz) และอดีตรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ มองว่าในตอนนี้ ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถมาแทนที่ดอลลาร์สหรัฐ และว่า การอ่อนตัวของดอลลาร์ในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นสัญญาณของการด้อยค่าในระยะยาวของดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างได้ เนื่องจาก ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ทั่วโลกใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนอยู่

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐก็ยังถือเป็นสกุลเงินอ้างอิงหลักที่ใช้วัดมูลค่าสินค้าโภคภัณฑ์และการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศต่างๆ โดยตามข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BlS) ยังระบุว่า 47.4 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ทั่วโลก ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

แต่เมื่อมองในระยะยาว ดอลลาร์สหรัฐก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการไม่ว่าจะเป็น การดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของเฟด การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบต่อๆ ไป ของรัฐบาลสหรัฐที่จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น รวมไปถึง ความไม่แน่นอนของการเมืองระหว่างประเทศและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีนี้ที่จะเป็นตัวชี้ชะตานโยบายของสหรัฐ และอีกหนึ่งภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ คือ การตั้งเป้าทำให้เงินหยวนกลายเป็น สกุลเงินหลักโลกของรัฐบาลจีน

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’ สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516391

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’  สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย

คุยกัน7วันหน : รู้จัก ‘โนวีชอก’ สารพิษเล่นงานฝ่ายค้านรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.05 น.

ยังงัดกันไปมาระหว่างชาติตะวันตก นำโดยเยอรมนี กับฝ่ายรัสเซีย กรณีข้อกล่าวการวางยาพิษนายเซอร์เก นาวัลนี หนึ่งในนักการเมืองแกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซียมาโดยตลอด หลังจากทางการเยอรมนีอ้างว่า นายนาวัลนีถูกวางยาพิษ “โนวีชอก” ซึ่งเป็นยาพิษที่คิดค้นขึ้นโดยอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงปี 1970-1980 และว่านายนาวัลนีตกเป็นเหยื่อของความพยายามลอบสังหาร ขณะที่รัสเซียก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ที่ว่ารัสเซียอยู่เบื้อหลัง มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

ชื่อของสารพิษโนวีชอก จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เพราะถ้ายังจำกันได้ สารพิษนี้เคยถูกกล่าวหาว่าใช้ลอบสังหารนายเซอร์เก สกรีปพัล สายลับสองหน้าชาวรัสเซียและลูกสาว จนนอนสลบไสลไม่ได้สติคาม้านั่งในสวนสาธารณะ ในเมืองซอลส์บรีประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2561เคราะห์ดีที่ทั้งคู่รอดชีวิตมาได้ และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษในครั้งนั้นไม่ได้เช่นกัน ทราบแต่เพียงว่าผู้ต้องสงสัยชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่ง ป้ายสารพิษชนิดนี้ไว้ที่ประตูบ้านของนายสกรีปพัล จนทำให้เขาและลูกสาวได้รับสารพิษ

ว่าแต่สารพิษโนวีชอก คืออะไร

ชื่อของสารพิษทำลายระบบประสาทโนวีชอก ในภาษารัสเซียมีหมายความ “ผู้มาใหม่”หรือ “เด็กใหม่” ปกติแล้วจะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี เป็นสารพิษกลุ่มที่พัฒนาโดยสหภาพโซเวียต ในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อใช้งานเป็นอาวุธเคมีรุ่นที่ 4สารพิษโนวีชอก มีผลในลักษณะคล้ายกันกับสารพิษทำลายระบบประสาทอื่นๆ คือมีผลกระทบทางสมอง เช่น ชักกระตุก หมดสติและมีอาการโคม่า ทำให้รูม่านตาหดเล็กลง เสียงหายใจในปอดเป็นเสียงหวีดแหลม หายใจไม่ออก มีการหลั่งของเหลวในปอดมาก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วในตอนแรก แต่ภายหลังความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดต่ำลง ผู้ได้รับสารพิษยังจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงเหงื่อออกมาก หากได้รับสารพิษปริมาณมากและรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือภาวะหัวใจหยุดเต้น และอวัยวะสำคัญของร่างกายหยุดทำงาน

แม้สารพิษทำลายประสาทโนวีชอกส่วนใหญ่จะเป็นของเหลวแต่ก็มีบางชนิดที่อยู่ในรูปของแข็งและสามารถแปรรูปเป็นผงละเอียดเพื่อใช้โปรยหรือแพร่กระจายในอากาศได้ บางประเภทอยู่ในรูปของสารตั้งต้น 2 ชนิดที่มีพิษไม่ร้ายแรงนักแต่เมื่อผสมกันเข้าก็จะทำปฏิกิริยากลายเป็นสารทำลายประสาทที่มีอันตรายถึงชีวิตในทันที ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้คนร้ายพกพาและซุกซ่อนอาวุธเคมีได้โดยสะดวก

โนวีชอกถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสารพิษมากกว่าอาวุธเคมีอื่นๆ บางชนิดออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว เพียง 30 วินาที ถึง 2 นาทีเท่านั้น

สารพิษตัวหนึ่งในกลุ่มนี้คือโนวีชอก เอ-230 (Novichok-A-230) มีความเป็นพิษรุนแรงยิ่งกว่าก๊าซพิษซารินและสารพิษทำลายประสาทวีเอ็กซ์ (VX nerveagent) ที่ใช้ลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือราว5-8 เท่า ทั้งยังเป็นสารเคมีที่ซับซ้อนยากต่อการพิสูจน์บ่งชี้หลังการใช้งานว่าเป็นสารชนิดใดกันแน่อีกด้วย

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’ สำเร็จ หรือ ล้มเหลว? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514946

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’  สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

คุยกัน7วันหน : เปิดนโยบาย ‘ชินโสะ อาเบะ’ สำเร็จ หรือ ล้มเหลว?

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด รวมวันศุกร์ ด้วยก็ 2804 วันแล้ว อยู่ๆชินโสะ อาเบะ มาประกาศลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาสุขภาพแน่นอนว่าทำเอาคนในแวดวงการเมืองและข่าวต่างประเทศตกอกตกใจไปตามๆ กัน เพราะที่ผ่านมา ถือว่าอาเบะเป็นผู้นำโลกแถวหน้า ที่ผู้คนจดจำและกล่าวถึงมาต่อเนื่อง

ลองมาดูกันว่า ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา 7 ปี 8 เดือน นายอาเบะดำเนินนโยบายอะไรที่สำเร็จ หรือล้มเหลวบ้าง

อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรีสายอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม เดินหน้านโยบายหลายอย่าง โดยเฉพาะ Abenomics คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ Womenomics คือการผลักดันให้ผู้หญิงมีความโดดเด่นมากขึ้นและ Comfort Women หรือหญิงบำเรอกาม ในสมัยสงครามโลก

สำหรับนโยบาย Abenomics คือกลยุทธ์ ธนู 3 ดอก ทางเศรษฐกิจนับเป็นตัวเรียกคะแนนนิยมจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้สำเร็จเช่น กำหนดอัตราเงินเฟ้อในประเทศไว้ที่ 2% ต่อปี ออกมาตรการเพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง การตั้งอัตราดอกเบี้ยติดลบ การขึ้นภาษีบริโภคที่ถูกวิจารณ์หนักถึง2 ครั้ง ในปี 2014 และปี 2019 แต่ดูเหมือนว่านโยบายนี้ยังไม่ส่งผลดีต่อประเทศญี่ปุ่นเท่าไหร่นักธนาคารโลกถึงกับบอกว่า ดูแล้วนโยบาย Amenomics นั้น ขาดความมุ่งมั่นเพียงพอในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

นโยบาย Womenomics นับเป็นอีกนโยบายของอาเบะ ที่ต้องการผลักดันให้สตรี มีโอกาสฉายแสงมากขึ้นในวงการต่างๆ แต่กลับพบว่า ผู้นำองค์กร หรือหัวหน้า ที่เป็นผู้หญิง กลับมีน้อย อีกทั้งในคณะรัฐมนตรี พบว่ามีสตรีเพียงไม่กี่คน และสภาล่าง มี สส.หญิงเพียง 10% เท่านั้นและไม่เคยมีตำแหน่งระดับบนดังนั้น บทสรุปของนโยบายนี้ ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พูดถึงนโยบายด้านต่างประเทศกับเพื่อนบ้าน สมัยที่นายอาเบะ เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2012 ได้มรดกเรื่องความสัมพันธ์กับจีนที่ย่ำแย่ กับกรณีพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ แต่ประเด็นดังกล่าว นายอาเบะกลับได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ที่สามารถจัดการความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้ และกำลังจะปิดท้ายเทอมที่ดีด้วยการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีนด้วย แต่กลับต้องเลื่อนจากโควิด-19 แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างสหรัฐฯและจีน ก็กำลังทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นกัน

ส่วนความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะประเด็นพิพาทกันมาโดยตลอดอย่าง Comfort Women ที่ตกลงกันได้เมื่อปี2015 พร้อมกับการที่นายอาเบะยอมขอโทษและแสดงความสำนักผิดอย่างจริงใจ แต่นายมูน แจ อินกลับไม่สนใจ และศาลเกาหลียังได้สั่งให้บริษัทญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยเพิ่มเติม จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีตกต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 1965

มาถึงนโยบายการรับมือโควิด-19 ของนายอาเบะ ก็มีความเห็นผสมผสานกันไป โดยเฉพาะตั้งแต่เรื่องการสั่งกักตัวผู้โดยสารเรือไดมอนด์ ปริ้นเซส ตลอดจนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเดือนเมษายน ที่หลายคนมองว่าช้าเกินไป และหลายคนมองว่าการไม่ยอมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง เพราะกลัวกระทบเศรษฐกิจ ที่จะทำให้คะแนนนิยมลดน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการปรับแก้รัฐธรรมนูญ ที่อยากจะให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ ทั้งที่ญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่าจะไม่มีกองทัพของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ที่ชาวญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย เพราะขัดต่อหลักความสงบสุขของประเทศ

ต้องจับตาดูกันต่อว่า ผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่น จะเรียนรู้บทเรียนการเป็นผู้นำของอาเบะมากน้อยขนาดไหน

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513453

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย  ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา

คุยกัน7วันหน : โบสถ์เกาหลีใต้โวย ถูกรัฐบาล ‘ใช้ไวรัส’ ทำลายศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.30 น.

เมื่อวันศุกร์ เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 324 คน จนตอนนี้ยอดผู้ป่วยโควิด-19 สะสมในประเทศพุ่งทะลุ 17,000 คนไปแล้วรัฐบาลได้ระบุว่า โบสถ์ซารางเจอิล เป็นศูนย์กลางการระบาดรอบสองของประเทศ แต่บาทหลวงและสมาชิกโบสถ์ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า นี่คือแผนการสกปรกของรัฐบาลในการกำจัดพวกเขา

กลายเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด ระหว่างองค์กรศาสนา และรัฐบาลของเกาหลีใต้ หลังจากที่รัฐบาลระบุว่า โบสถ์ซารางเจอิล ซึ่งมีสาขามากกว่า 150 แห่ง เป็นศูนย์กลางการระบาดรอบสองของประเทศในรอบนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์ พบว่าสมาชิกของโบสถ์ติดเชื้อรวมมากถึง 739 คน จากผู้ที่ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้ว 3,415 คน รัฐบาลระบุว่า โบสถ์แห่งนี้ยังคงปกปิดรายชื่อของสมาชิก และขัดขวางมาตรการการควบคุมการระบาดของรัฐบาล และว่าทางโบสถ์ได้แพร่กระจายข่าวลวง (fake news) เกี่ยวกับเชื้อไวรัส

บรรดาสมาชิกของโบสถ์บอกว่า พวกเขากำลังถูกล่าแม่มดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง โดยบาทหลวง จุน ควาง ฮุน ซึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของโบสถ์ ได้กล่าวโจมตีประธานาธิบดีมูน แจ อิน ว่าต้องการข่มขวัญคริสตจักรด้วยไวรัสอู่ฮั่น และภายหลังพบว่าบาทหลวงจุนป่วยเป็นไวรัสโควิด-19หลังจากที่เข้าร่วมงานชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีมูน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีสมาชิกโบสถ์และคนอื่นๆเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมากขณะที่นายปีเตอร์ โค ทนายความของบาทหลวงจุน บอกว่าทางโบสถ์ได้ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างกันอย่างเคร่งครัด และบาทหลวงจุน อยู่ที่งานประท้วงเพียง 15 นาทีเท่านั้น

สมาชิกบางรายของโบสถ์ซารางเจอิล บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่า รัฐบาลพยายามปั้นเรื่องราวเพื่อที่จะใส่ร้ายให้พวกเขาเป็นผู้ผิดจากการระบาดรอบนี้อี แฮ ซุก หนึ่งในบาทหลวงของโบสถ์ ระบุว่า เธอได้เข้ารับการตรวจเชื้อ และพบว่าผลตรวจเป็นลบ แต่วันต่อมากลับมีข้อความมาบอกว่าเธอติดเชื้อ เธอบอกว่าคิดถึงสาเหตุอื่นไม่ได้เลย นอกจากว่านี่คือแผนการของรัฐบาลที่ต้องการกำจัดโบสถ์ซารางเจอิล ด้วยการสร้างจำนวนผู้ติดเชื้อให้ดูสูงขึ้น /และเมื่อนักข่าวถามว่าใครอยู่เบื้องหลังแผนนี้ เธอบอกว่า “มูน แจ อิน”

ขณะที่มีทฤษฎีที่กระจายอยู่ในบรรดาสมาชิกโบสถ์ ว่า การระบาดครั้งนี้ เป็นความพยายามในการโจมตี ด้วยวิธีการคือ นำขวดเจลล้างมือที่ติดเชื้อมาให้พวกเขาใช้เพื่อที่จะได้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากทางโบสถ์ได้รับขวดน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ดูเหมือนจะเป็นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่มีกลิ่นเหมือนสารเคมี และในตอนนั้นไม่มีใครติดอะไร แต่ตอนนี้กลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น จึงคิดว่าทฤษฎีการจงใจโจมตีนี้อาจเป็นจริง

ก่อนหน้านี้ อี มัน ฮี วัย 88 ปีผู้นำโบสถ์พระเยซูชินชอนจีที่มักถูกมองว่าเป็นลัทธิ ศาลแขวงซูวอนเผยว่า เพิ่งถูกออกหมายจับเนื่องจากอัยการเชื่อว่า อีพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำลายหลักฐานเขาถูกกล่าวหาว่า ให้บันทึกที่ไม่ถูกต้องเรื่องการชุมนุมของสมาชิกโบสถ์และรายชื่อสมาชิกปลอมแก่เจ้าหน้าที่

ผู้เกี่ยวข้องกับโบสถ์นี้เป็นผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ในเกาหลีใต้กว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม เป็นช่วงที่เกาหลีใต้เกิดการระบาดหนัก จนถึงตอนนี้ชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์นี้ติดเชื้อแล้วกว่า 5,200 คน คิดเป็นร้อยละ 38 ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ แต่อีเคยออกมาขอโทษในเดือนมีนาคม ภายหลังจัดพิธีทางศาสนาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

สำหรับโบสถ์ชินชอนจีตั้งขึ้นในปี 2527 เคยอ้างว่า สมาชิกมักถูกสังคมตราหน้าและเลือกปฏิบัติ จึงไม่อยากเปิดเผยตัวกับทางการ นายอีอ้างว่า ได้รับมอบหมายจากพระเยซู และจะพาสมาชิก 144,000 คน ไปสวรรค์กับเขาในวันพิพากษา ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 200,000 คน

คุยกัน7วันหน : เลบานอนวิกฤติ ระเบิดใหญ่เบรุตตอกย้ำ Failed State #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/510502

คุยกัน7วันหน : เลบานอนวิกฤติ ระเบิดใหญ่เบรุตตอกย้ำ Failed State

คุยกัน7วันหน : เลบานอนวิกฤติ ระเบิดใหญ่เบรุตตอกย้ำ Failed State

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.30 น.

เหตุระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันอังคาร เกิดขึ้นในช่วงที่เลบานอนกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จนทำให้เกิดความกังวลว่าเลบานอนอาจเข้าใกล้ภาวะรัฐล้มเหลว เพราะนอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน บาดเจ็บอีกกว่า 5,000 คน กรุงเบรุตเสียหายครึ่งค่อนเมือง ยังทำให้ทางการกังวลว่า เลบานอนเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้า และตอนนี้ประชาชนต้องการอาหาร ยาและสินค้าอื่นๆ แต่ท่าเรือที่เหลืออยู่จะรองรับได้หรือไม่

ขณะที่ เลบานอนเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายอยู่แล้วธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวคนตกงานมาก อัตราการว่างงานเกิน 25% ประชากรหนึ่งในสามมีฐานะต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเลบานอนกำลังเจรจากับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อขอเงินกู้ 10,000 ล้านดอลลาร์ และพยายามขอความช่วยเหลือจากชาติอาหรับอื่นๆ แต่ยังไม่เป็นผลโดยบรรดาประเทศอาหรับ กลัวว่าเงินดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปให้กลุ่มเฮซบอเลาะห์ ซึ่งสหรัฐและหลายชาติมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่อิหร่านหนุนหลังทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของเลบานอน ประกาศลาออกไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตือนว่าหากไม่ได้รับเงินกู้ เลบานอนอาจกลายเป็น failed state หรือรัฐล้มเหลวได้

ปีที่แล้ว เลบานอนมีการประท้วงใหญ่ เพราะประชากรโกรธเคืองที่รัฐบาลล้มเหลวในการให้บริการพื้นฐานต่างๆ กับประชาชน ทั้งไฟดับบ่อย ไม่มีน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค บริการสาธารณสุขมีจำกัดสัญญาณอินเตอร์เนตย่ำแย่ขยะถูกทิ้งเกลื่อนเมืองไม่มีคนเก็บประชาชนโทษว่าเป็นเพราะนักการเมืองชนชั้นสูงต่างๆ ที่ครอบงำการเมืองมานาน และทุจริตมาตลอด โดยที่ไม่ได้ปฏิรูปใดๆ ให้กับประเทศเลยแต่กลับเสนอขึ้นภาษีในหลากหลายรูปแบบ

ขณะที่ต่อมา เลบานอนเผชิญการระบาดของโควิด-19 และต้องล็อกดาวน์ประเทศในช่วงกลางเดือนมีนาคม สถานการณ์โรคระบาดทำให้การประท้วงต้องยุติไป แต่กลับทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่กว่าเดิม จนนายกรัฐมนตรีคนใหม่เตือนว่า เลบานอนกำลังเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤติด้านอาหารแล้ว

บีบีซีระบุว่า ปัญหาหลักที่ทำให้เลบานอนไม่สามารถแก้วิกฤติต่างๆ ได้ คือ การเมืองที่แบบแบ่งแยกนิกาย โดยเลบานอนมีกลุ่มศาสนาที่ทางการรับรองถึง 18 กลุ่ม ทั้งมุสลิมคริสเตียน ยูดาย และดรูซ ส่วนสามตำแหน่งหลักของประเทศ คือ ประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และนายกรัฐมนตรี คือสถาบันที่แตกแยกที่สุดเพราะเป็นการแบ่งตำแหน่งในสามกลุ่มหลักคือ คริสเตียน นิกายมาโรไนท์ /มุสลิมชีอะห์ /และมุสลิมสุหนี่ส่วนรัฐสภา 128 ที่นั่ง ก็เป็นการแบ่งโควตากันของคริสเตียนและมุสลิม

การที่เลบานอนมีความหลากหลายทางศาสนาและลัทธิ จึงทำให้เลบานอนตกเป็นเป้าถูกแทรกแซงจากภายนอกประเทศได้ง่าย เช่น อิหร่านหนุนหลังกลุ่มเฮซบอเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกองกำลังที่ใหญ่สุดของประเทศ

ความแตกแยกทางการเมืองการแทรกแซงจากต่างชาติ ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจสถานการณ์ระบาดของโควิด-19และล่าสุดโศกนากฏกรรมระเบิดกลางเมืองหลวง จึงทำให้เลบานอนอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤติหนักสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไปแล้วเลยทีเดียว

คุยกัน7วันหน : ทรัมป์เสนอเลื่อนเลือกตั้ง สะท้อนภาวะไม่มั่นใจ-กลัวแพ้ ?!? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508996

คุยกัน7วันหน : ทรัมป์เสนอเลื่อนเลือกตั้ง สะท้อนภาวะไม่มั่นใจ-กลัวแพ้ ?!?

คุยกัน7วันหน : ทรัมป์เสนอเลื่อนเลือกตั้ง สะท้อนภาวะไม่มั่นใจ-กลัวแพ้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 07.20 น.

กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก หลังจากที่อยู่ๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ทวีตเสนอเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020ที่มีกำหนดจัดในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนี้ออกไป เนื่องจากกังวลว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์ อาจก่อให้เกิดการทุจริตครั้งประวัติศาสตร์ แม้ต่อมา ทรัมป์จะแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวชี้แจงทวีตของเขาว่า ไม่ได้ต้องการเลื่อนการเลือกตั้ง แต่แค่นำเสนอให้เห็นว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์นั้นจะทำให้เกิดความคลางแคลงใจและเขาไม่ต้องการรอไปถึง3 เดือน กว่าจะรู้ว่าบัตรเลือกตั้งหายหรือไม่ เขาไม่อยากเห็นการเลือกตั้งที่ทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

จะว่าไป ข้ออ้างเรื่องความกังวลของทรัมป์ก็ถือว่าเข้าเค้า เพราะก่อนหน้านี้ มีกรณีศึกษาของการเลือกตั้งขั้นต้นทางไปรษณีย์ของพรรคเดโมแครตที่รัฐนิวยอร์กเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเลือกผู้แทนของพรรคไปสู้ศึกประธานาธิบดี ปรากฏว่าการนับคะแนนเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า และจนถึงตอนนี้ผลการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้เปิดเผย

แม้ทรัมป์จะอ้างเหตุผลและยกแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อโน้มน้าวว่าการเลื่อนหรือชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อนชอบด้วยเหตุผล แต่ด้านบรรดาแกนนำพรรครีพับลิกันต่างปฏิเสธข้อเสนอนี้ของนายทรัมป์ โดย สว. มิตช์แมคคอนแนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาของพรรครีพับลิกัน ระบุว่า ในประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่เคยมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งไหนที่ถูกเลื่อนออกไป ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสงคราม สงครามการเมือง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่การเลือกตั้งไม่ได้มีขึ้นตามกำหนด ถึงจะมีปัญหายังไง แต่ทุกฝ่ายก็จะหาวิธีทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ให้ได้

สำนักข่าวบีบีซีวิเคราะห์ว่า ทรัมป์ไม่สามารถเลื่อนการเลือกตั้งโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรส และเขารู้ดีว่าการทวีตข้อความเช่นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง ซึ่งทรัมป์พยายามทำทุกอย่างเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยการตอกย้ำเรื่องการโกงการเลือกตั้งผ่านการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าจะนำไปสู่การทุจริตอย่างไร ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีเช่นนี้ของทรัมป์จะนำไปสู่การต่อสู้เรื่องผลการเลือกตั้ง และโยนให้เป็นแพะหากทรัมป์แพ้การเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า การทวีตข้อความดังกล่าวอาจเป็นความพยายามบ่ายเบี่ยงความสนใจของประชาชนจากตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาสสองที่เพิ่งมีการประกาศออกมา ซึ่งไม่ดีนัก แต่เศรษฐกิจคือจุดขายของทรัมป์

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของบีบีซีระบุว่า การทวีตโยนหินถามทางเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่น่าทำของคนที่มั่นใจว่าตนเองจะชนะการเลือกตั้งแต่กลับสะท้อนถึงความสิ้นหวังมากกว่า จากผลสำรวจความนิยมในช่วงหลังที่ชี้ว่า เขามีคะแนนตามหลังนายโจ ไบเดน คู่แข่งคนสำคัญจากเดโมแครตอยู่นับสิบจุด

ขณะที่ คริส สเตอร์วอลท์ บรรณาธิการข่าวการเมืองของฟอกซ์นิวส์ ระบุว่า การเสนอเลื่อนเลือกตั้งคือการแสดงความอ่อนแอของทรัมป์ที่เห็นได้ชัด ผู้ที่อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง จะไม่มีทางเสนออะไรแบบนี้

คุยกัน7วันหน : หลายประเทศไหวตัวทัน บังคับสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507658

คุยกัน7วันหน : หลายประเทศไหวตัวทัน  บังคับสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน โควิด-19

คุยกัน7วันหน : หลายประเทศไหวตัวทัน บังคับสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน โควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 08.15 น.

ขณะที่สหรัฐยังไม่ได้มีการออกคำสั่งบังคับสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะในระดับรัฐบาลกลาง เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ที่ผ่านมามีกรณีศึกษาของหลายประเทศตะวันตก ที่แม้จะมีค่านิยมในเรื่องเสรีภาพของประชาชน แต่ได้ตัดสินใจออกคำสั่งบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย เพื่อความปลอดภัยสาธารณะโดยรวม

เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างยืนยันว่า หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงแรก หลายประเทศถกกันอย่างจริงจังว่าควรบังคับให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ หน้ากากอนามัยกลายเป็นอุปกรณ์บังคับสวมใส่ไปในหลายที่ไปแล้ว

อย่างที่อังกฤษ ในตอนแรก นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันไม่ยินดีที่จะออกกฎบังคับประชาชนสวมสิ่งปกคลุมหน้า แต่ท้ายที่สุดได้ออกกฎให้สวมหน้ากากอนามัยในระบบขนส่งสาธารณะเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และตามมาด้วยการออกกฎสั่งปรับประชาชน 100 ปอนด์ สำหรับผู้ไม่สวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปร้านค้าต่างๆ คาดว่าอาจเป็นเพราะตัวเขาเอง รู้ซึ้งถึงความรุนแรงของเจ้าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่าคือ“ของจริง” เพราะถึงกับทำให้เขาป่วยเป็นไวรัสโควิด-19 และอาการหนักต้องนอนห้องไอซียูหลายวัน จนเจ้าตัวยอมรับว่าเกือบตายไปแล้ว

ส่วนฝรั่งเศสได้ออกกฎบังคับสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะปิดทั้งหมด รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าห้างสรรพสินค้า และธนาคาร โดยมีโทษปรับ 135 ยูโร สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน และยังบังคับให้ชาวปารีสสวมหน้ากากอนามัยในรถไฟใต้ดินด้วย

ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรป ได้มีการออกกฎบังคับไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น สาธารณรัฐเช็ก ที่ให้ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่เยอรมนีให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยตั้งแต่เดือนเมษายนและมีโทษปรับสำหรับผู้ที่ไม่ทำตาม ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม สเปนออกกฎให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทั้งในที่สาธารณะแบบปิดและกลางแจ้ง รวมไปถึงสกอตแลนด์ อิตาลี กรีซ ได้ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปร้านค้าต่างๆ

ส่วนในเอเชีย การสวมหน้ากากอนามัยสำหรับประเทศในย่านนี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะผู้คนแถบนี้คุ้นเคยกับการสวมหน้ากากอนามัยอยู่แล้ว เป็นผลมาจากสถานการณ์ระบาดของโรคซาร์ส ในปี 2003 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต่างเรียกร้องให้ประชาคมโลกในพื้นทื่อื่นๆ ตระหนักอย่างเรื่องการแพร่เชื้อผ่านละอองอย่างจริงจังมากกว่านี้ และยกตัวอย่างว่า ประเทศในเอเชียที่มีวัฒนธรรมการสวมหน้ากากอนามัย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ นั้นพบการระบาดน้อยกว่าภูมิภาคอื่นมาก

นอกจากนี้ ยังพบว่ารัฐบาลฮ่องกงได้สั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทันทีในช่วงแรกของการระบาดด้วย ขณะที่ดร.เพดมินี เมอร์ฟีย์ ผู้เชี่ยวชาญจาก New York Medical Collegeยกตัวอย่างประเทศไทย เกาหลีใต้ และฮ่องกง ว่าเป็นแบบอย่างของการสวมหน้ากากอนามัยในทันที รักษาระยะห่างทางสังคม และตามรอยผู้ติดเชื้อ นับตั้งแต่ช่วงแรกของการระบาด ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 6 รายต่อประชากร 1 ล้านคน

เมื่อกลับมามองที่สหรัฐ จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีการประกาศคำสั่งบังคับสวมหน้ากากอนามัยจากรัฐบาลกลาง และก่อนหน้านี้ผู้นำประเทศยังคัดค้านเรื่องการ
สวมหน้ากากอนามัยด้วย ในขณะที่ตอนนี้มีอย่างน้อย 39 รัฐ ได้ออกคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะแล้วแต่ต้องเผชิญการประท้วงจากกลุ่มคนที่ต่อต้านหน้ากากอนามัยในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีหลายรัฐ เช่น ฟลอริดา และแอริโซนา ที่ไม่ออกคำสั่งนี้ และยังมีกรณีผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา ที่ออกคำสั่งบังคับประชาชนเรื่องหน้ากากอนามัยด้วย

คุยกัน7วันหน : โลกหวั่นเกิดสงคราม แฮกข้อมูลวิจัยวัคซีนโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506178

คุยกัน7วันหน : โลกหวั่นเกิดสงคราม  แฮกข้อมูลวิจัยวัคซีนโควิด

คุยกัน7วันหน : โลกหวั่นเกิดสงคราม แฮกข้อมูลวิจัยวัคซีนโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 09.00 น.

โควิด-19 ระบาดทั่วโลกมากว่าครึ่งปีแล้ว นานาชาติกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน ซึ่งมีหลายโครงการที่ดูเข้าใกล้ความจริง จนนำไปสู่สงครามการแย่งชิงข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยวัคซีนต้านโควิด-19 ผ่านความพยายามในการแฮกข้อมูล

ศูนย์ความมั่นคงทางไซเบอร์ของอังกฤษ หรือ NCSC เผยคำเตือนว่า มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮคเกอร์รัสเซีย ซึ่งพุ่งเป้าเจาะไปที่องค์กรและศูนย์ต่างๆ ของสหรัฐอังกฤษ และแคนาดา ที่กำลังวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 กลุ่มแฮกเกอร์รัสเซียที่ถูกกล่าวหาคือ APT29 และบางครั้งก็มักใช้ชื่อ The Dukes หรือ Cozy Bear โดยทาง NCSC ระบุว่า มั่นใจได้มากกว่า 95% ที่ว่า กลุ่ม APT29 เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยข่าวกรองรัสเซีย ข้อสรุปของอังกฤษนี้ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยงานด้านความมั่นคงของทั้งแคนาดาและสหรัฐด้วย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า การกล่าวหาครั้งล่าสุดนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติเท่าไหร่นัก เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชาติเหล่านี้จะใช้คำว่าstate-backed hackers หรือใช้คำที่ระวังกว่านี้ แต่รอบนี้ มีการกล่าวถึงรัสเซียอย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้ยังเลือกแฉเรื่องที่อ่อนไหวมากในช่วงนี้อย่างการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การวิจัยวัคซีนและรายละเอียดของการระบาด ถือเป็นข้อมูลที่หน่วยข่าวกรองต่างๆ ทั่วโลกล้วนอยากได้ และหลายชาติก็พยายามหาข้อมูลเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งชาติตะวันตกด้วยกันเอง

ศาสตราจารย์รอสส์ แอนเดอร์สันจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่าไม่น่าใช่รัสเซียชาติเดียวที่กำลังพยายามแฮกข้อมูลเรื่องนี้ เพราะมีคนอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ หรือจีน ล้วนอยู่ในวงการนี้ด้วยทั้งนั้น และมักมีความพยายามขโมยข้อมูลอ่อนไหวของแต่ละฝ่ายตลอดเวลา

ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า การพัฒนาวัคซีนนั้นต้องอาศัยทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และงบประมาณเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ จนทำให้เกิดความกังวลว่าอาจจะนำไปสู่ “ลัทธิวัคซีนชาตินิยม” ที่แต่ละชาติต่างพยายามหาทางได้วัคซีนก่อน โดย ดร.เดวิด ไนเดซ ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ด้านสาธารณสุข ระบุกับ
บลูมเบิร์กว่า การเดิมพันนั้นสูงมาก ใครที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ได้ก่อนนั้นถือว่าได้รางวัลใหญ่ ซึ่งในขณะนี้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19มากกว่า 160 โครงการ ทั้งโดยบริษัทเอกชนและองค์กรวิจัยทั่วโลก

ที่ผ่านมา บริษัทยาและองค์กรสาธารณสุขต่างตกเป็นเป้าหมายหลักในการถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้ง่ายมาตลอดอยู่แล้ว แต่การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มความ
รุนแรงขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยพบว่ามีอาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นถึง 300% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และไม่ได้เป็นการโจมตีเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่เหมือนต้องการจารกรรมข้อมูลมากกว่า

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน อ้างผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รัสเซียไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างการพัฒนาวิทยาศาสตร์มากนัก ทำให้ศักยภาพในการพัฒนาวัคซีนอาจไม่เร็วเท่าสหรัฐ อังกฤษ และจีน หากเป็นฝีมือของรัสเซียในการแฮกข้อมูลจริงสะท้อนให้เห็นว่า รัสเซียกำลังท้อแท้กับการพัฒนาวัคซีน และไม่แน่ใจว่าจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้หรือไม่หากมีชาติใดพัฒนาได้สำเร็จก่อน แม้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีข่าวว่า การพัฒนาวัคซีนโควิด-19ของรัสเซียกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีมีการทดลองขั้นแรกในมนุษย์ผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียยืนยันไม่เกี่ยวข้องและรู้เห็นกับความพยายามในการแฮกดังกล่าว ในขณะที่ทางการรัสเซียตอบโต้ว่า คำเตือนของอังกฤษเป็นการสร้างเรื่องเพื่อทำให้โครงการพัฒนาวัคซีนของรัสเซียนั้นมัวหมอง เพราะกลัวว่ารัสเซียจะพัฒนาวัคซีนสำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลกนั่นเอง

คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล ‘ผมขอโทษทุกคน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504731

คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล  ‘ผมขอโทษทุกคน’

คุยกัน7วันหน : เปิดจดหมายลาตายนายก เล็กกรุงโซล ‘ผมขอโทษทุกคน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 07.00 น.

นายปัก วอน ซุน วัย 64 ปีนายกเทศมนตรีกรุงโซล ของเกาหลีใต้ หายตัวไปจากบ้านพักเมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทิ้งข้อความคล้ายกับคำสั่งเสีย จนลูกสาวต้องแจ้งความกับตำรวจให้ช่วยตามหา ก่อนถูกพบเป็นศพบริเวณภูเขาใกล้บ้านในคืนนั้นเอง คาดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หลังอดีตเลขานุการส่วนตัว แจ้งความต่อตำรวจ กล่าวหาว่าถูกเขาคุกคามทางเพศ

ข้อความสุดท้ายที่นายปัก ได้เขียนทิ้งไว้ให้กับครอบครัว และครอบครัวได้อนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสื่อ โดยมีใจความว่า

“ผมขอโทษทุกคน ผมขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของผม ผมขอโทษต่อครอบครัวของผมอย่างยิ่งที่ผมทำให้พวกเขาเจ็บปวด กรุณาเผาร่างของผมและโปรยอัฐิที่หลุมฝังศพของพ่อแม่ผม ลาก่อนทุกคน”

นายปัก วอน ซุน เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงโซล ต่อเนื่อง 3 สมัยติดกัน และมีการคาดการณ์ว่าเขาคือผู้ที่จะเป็นตัวแทนของพรรค Democratic Party of Korea (DPK) พรรครัฐบาลในการชิงศึกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งหน้าด้วย

ตำรวจเกาหลีใต้ไม่ได้ระบุเขาเสียชีวิตอย่างไร เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เหตุฆาตกรรม และไม่มีเงื่อนงำต้องสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

หลายฝ่ายคาดว่า สาเหตุที่ทำให้นายปัก ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง น่าจะมาจากอดีตเลขานุการของเขาแจ้งความต่อตำรวจเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ถูกนายปักคุกคามทางเพศ ตำรวจยืนยันว่ามีการแจ้งความเอาผิดนายปักจริง แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้ รายงานว่า ผู้กล่าวหาระบุว่าถูกนายปักคุกคามทางกายหลายครั้งตั้งแต่เริ่มทำงานด้วยกันในปี 2017 และเธอยังได้ส่งข้อความการสนทนาระหว่างเธอและนายปักให้ตำรวจเป็นหลักฐานด้วย

นายปักคือนักการเมืองใหญ่คนล่าสุดของพรรครัฐบาล ที่เผชิญเรื่องอื้อฉาวกรณีคุกคามทางเพศ ก่อนหน้านั้น มีอดีตนายกเทศมนตรีเมืองปูซาน ที่กำลังถูกสอบสวนและอดีตผู้ว่าจังหวัดชุงชองใต้ ที่กำลังถูกจำคุกอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศเลขานุการหญิง

เดอะ โคเรีย ไทมส์ รายงานว่าการเสียชีวิตของนายปัก ทำให้ชาวเกาหลีใต้รู้สึกตกใจ เพราะเขาเป็นถึงอดีตทนายความสิทธิมนุษยชนที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และชูนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ จึงทำให้ชาวเกาหลีใต้เข้าใจว่า เขาฆ่าตัวตายเพราะกังวลว่าจะเกิดกระแส #Metoo ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เรื่องอื้อฉาวทางเพศที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองระดับสูงของพรรครัฐบาลหลายครั้ง ทำให้ความเชื่อมั่นต่อพรรค DPK นั้นลดลง และประชาชนบางคนกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความรุนแรงทางเพศ หรือ sexual violence party

หากมีการยืนยันว่านายปักฆ่าตัวตายจริง จะทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุดของเกาหลีใต้ที่ฆ่าตัวตายในช่วงไม่นานมานี้ โดยก่อนหน้านั้นนักการเมืองระดับสูงที่ฆ่าตัวตายคือ นายโนห์ มู ฮยอน อดีตประธานาธิบดี ซึ่งกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายในปี 2009 หลังถูกสอบสวนกรณีทุจริต ที่มีคนในครอบครัวเขาร่วมเกี่ยวข้อง ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ นายโนห์ โฮ ชาน วัย 61 ปี สส.ฝ่ายค้านชื่อดังในสภาเกาหลีใต้ ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นสส.มือสะอาด ก็กระโดดตึกฆ่าตัวตายหลังถูกเรียกตัวมาสอบสวนคดีรับสินบนจากบล็อกเกอร์ชื่อดัง

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ที่ผ่านมามีทั้งคนดังในวงการบันเทิง ผู้บริหารธุรกิจ และนักการเมืองจำนวนมากที่ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่กดดัน รวมถึงการมีวัฒนธรรมความอับอายเมื่อทำอะไรผิด หรือทำให้สังคมผิดหวัง

แน่นอนว่ากรณีของนายปัก คงไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่นักการเมืองเกาหลีใต้ฆ่าตัวตาย เพราะอับอายที่กระทำความผิด