เจตนาลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาลวง

คุณโวล์ฟกัง สัญชาติเยอรมัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยากับคุณสมสวยที่ภูเก็ต

คุณโวล์ฟกังทำสัญญาซื้อที่ดิน 2.9 ล้านบาท จดทะเบียนในนามของคุณสมสวย

จากนั้น คุณโวล์ฟกังได้ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินนั้นจากคุณสมสวย ระยะเวลา 30 ปี นับแต่วันจดทะเบียนการเช่า และให้สิทธิแก่คุณโวล์ฟกังต่ออายุการเช่าอีก 30 ปี

ในสัญญาระบุว่า สิ่งก่อสร้างที่คุณโวล์ฟกังสร้างขึ้นบนที่ดินแปลงนี้ เมื่อสิ้นอายุการเช่าให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของคุณสมสวย

ทั้งนี้ สัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า คุณโวล์ฟกังได้ชำระค่าเช่าครั้งเดียวล่วงหน้า 2.9 ล้านบาท ให้แก่คุณสมสวยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานี้

คุณโวล์ฟกังจ่ายเงินตกแต่งบ้านอย่างงดงาม จากนั้นคุณสมสวยเข้าพักอาศัยในบ้านนั้น โดยคุณโวล์ฟกังไม่เคยเข้าพักอาศัยเลย

เวลาผ่านมาได้ 2 ปีเศษ สองคนเกิดแตกคอกัน ประกาศเลิกร้างกัน

คุณโวล์ฟกังไล่คุณสมสวยออกจากบ้าน ให้ขนข้าวของออกไปด้วย และส่งมอบการครอบครองบ้านนั้นแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณสมสวยขนข้าวของออกไป แล้วส่งมอบการครอบครองบ้านแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสมสวยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า คุณโวล์ฟกังเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อบ้านและที่ดินนั้นร่วมกับคุณสมสวยเพื่อให้มีหลักฐานมั่นคง แต่คุณโวล์ฟกังเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นแก่คุณสมสวย แล้วทำสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดิน 30 ปี และคำมั่นให้เช่าอีก 30 ปี เพื่อป้องกันมิให้คุณสมสวยโอนขายแก่บุคคลภายนอก เพราะคุณโวล์ฟกังเกรงว่าคุณสมสวยอาจขายบ้านและที่ดินไปเมื่อตนเดินทางกลับต่างประเทศ จึงทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณสมสวยขายบ้าน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองสมรู้กันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อแสดงเจตนาลวงในการหวงกัน และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านของคุณโวล์ฟกัง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงในสัญญาเช่า

ดังนั้น หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คุณโวล์ฟกังย่อมไม่อาจขอให้ขับไล่และบังคับคุณสมสวยส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านแก่ตนได้

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2556)

————————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี

เรื่อง : พุดซ้อน : ไม้พุ่มสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า ปีนี้ฉลองปีใหม่กันไปกี่ศพ ไม่ว่าจะเป็นถนนหลัก ถนนรอง หรือในตรอก ซอก ซอย

หลังจากเทศกาลปีใหม่ ต่อไปก็เทศกาลสงกรานต์

เวลานี้มิใช่แต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น ที่การสูญเสียจากอุบัติเหตุ

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็เกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น จะเรียกว่าความเจริญที่ไร้จิตสำนึก ก่อให้เกิดการสูญเสียก็ไม่น่าจะผิดนัก

ความอยากได้อยากมีของผู้คน ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

เมื่อเกิดความอยากได้ใคร่มี ก็มักจะเกิดความประมาท

ถ้าหากเป็นคนช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเทคโนโลยีก็มีส่วนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ

ที่เห็นด้วยตาคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ขับขี่ไป โทรศัพท์ไป แล้วก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถอีกคัน

ผลลัพธ์ก็คือส่งโรงพยาบาล ยังไม่ถึงกับส่งวัด

แต่ก็เห็น 2 หรือ 3 ราย ที่ต้องส่งวัด เพราะมือถือเป็นสาเหตุ

อย่าลืมว่าการขับขี่ต้องมีสมาธิ

เมื่อขาดสมาธิก็ขาดใจเป็นของธรรมดา

ปีใหม่แล้วมาปลูกต้นไม้กันดีกว่า เพื่อให้โลกรื่นรมย์น่าอยู่

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “พุดซ้อน”

ต้นพุดซ้อน จัดเป็นไม้พุ่ม เตี้ย ไม่สูงนัก มีลักษณะคล้ายต้นพุดจีบ จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่พุดซ้อนไม่มีลายขาวที่ต้นและใบ

การขยายพันธุ์ นิยมตอนกิ่ง

พุดซ้อนเป็นไม้พุ่มที่มีใบหนาแน่น ลักษณะใบรูปมนรี ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม

ดอกของพุดซ้อน จะออกเป็นดอกเดี่ยวตามง่ามกิ่งใกล้กับส่วนยอด

ลักษณะดอกก็คล้ายกับดอกพุดจีบ ออกสีขาว มีกลีบซ้อนซ้อนกันหลายชั้น และมีกลิ่นหอมอ่อนอ่อน

ต้นพุดซ้อนนี้ นิยมปลูกเป็นดอกไม้ประดับ

และนอกจากปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับแล้ว คนแต่โบราณยังรู้ว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย

ส่วนที่นำมาใช้เข้ายาสมุนไพร ก็มี ยางจากต้น เนื้อไม้ ยางจากดอก และเนื้อหุ้มเมล็ด

น้ำยางจากต้น มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ

เนื้อไม้ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้ลดไข้ และที่พิเศษคือ นำมาทำเป็นหัวน้ำหอม

น้ำยางจากดอก มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง

เนื้อหุ้มเมล็ด นิยมนำมาเป็นสีย้อมผ้า

เหล่านี้คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นพุดซ้อนหนึ่งต้น

คนที่มีที่ทาง ก็ขอให้ปลูกไว้เถอะ ส่วนคนเมืองปลูกลงกระถางยิ่งดี

ปีใหม่แล้วก็ขอให้แฟนเทคโนโลยีชาวบ้านมีความสุข

สวัสดีปีวอก 2559

ต่อหน้าธารกำนัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ต่อหน้าธารกำนัล

เบียร์เข้าปาก 2 เหยือก นับว่าไม่น้อยทีเดียว สนุกเต็มคราบ และคุณจำนูญเมาเต็มที่ หรือเมาล้นไปเลยก็ว่าได้

ขณะคุณสมสวย วัย 22 ปี พนักงานเชียร์เบียร์สาวสวยของร้านอาหาร เดินเฉียดเข้ามาใกล้ได้ระยะ คุณจำนูญเอื้อมมือออกไป แล้วคว้าหมับเข้าที่หน้าอกคุณสมสวย บีบครั้งหนึ่ง

“ว้าย!” คุณสมสวยร้องขึ้น เช่นเดียวกับในนวนิยายทุกเรื่องในประเทศไทย

“อ้าวๆ! ลุงนี่ยังไงกัน ไม่ถูกเรื่องแล้วนะ” คุณสมสวย ว่าอีก

“หนูเชียร์เบียร์ ขายเบียร์อย่างเดียวนะ ไม่ได้แถมหน้าอกให้จับด้วย” เธอว่าต่อ

แม้คุณจำนูญพยายามเจรจา ว่าอย่าให้เอาความ แต่คุณสมสวยไม่ยอม

คุณสมสวย เรียกตำรวจมาท่ามกลางความเอะอะมะเทิ่งของคุณจำนูญ หรืออันที่จริงก็ของเบียร์ที่คุณสมสวยเชียร์ด้วยนั่นละ

คุณจำนูญถูกดำเนินคดี พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญ

ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

คุณจำนูญให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ระหว่างดำเนินคดี คุณจำนูญพยายามเจรจากับคุณสมสวยต่อไป และที่สุดคุณสมสวยยอมรับเงินคุณจำนูญ 50,000 บาท แทนคำขออภัย ที่ทำให้ตกอกตกใจ แล้วแถลงไม่ติดใจเอาความคุณจำนูญต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำนูญมีความผิด ตามมาตรา 278 ให้จำคุก 1 เดือน

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และว่าขอให้รอการลงโทษจำคุก

ที่คุณจำนูญฎีกาว่า เหตุคดีนี้ มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล เมื่อคุณสมสวยผู้เสียหายได้แถลงต่อศาลชั้นต้น ไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว จึงถือได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น

เห็นว่า ขณะคุณจำนูญกระทำอนาจารแก่คุณสมสวยโดยจับหน้าอกคุณสมสวย เป็นการกระทำในร้านอาหารที่มีลูกค้ามานั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอื่นด้วย และมีพนักงานร้านอาหารนั้นเห็นคุณจำนูญจับหน้าอกคุณสมสวย ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหารอยู่ที่โต๊ะข้างๆ

การที่คุณจำนูญกระทำอนาจารคุณสมสวยดังกล่าว จึงเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล มิใช่ความผิดฐานกระทำอนาจารที่จะยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ประกอบ มาตรา 278

แม้ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดียังไม่ระงับ

ฎีกาของคุณจำนูญฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับคุณจำนูญ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2553)

————————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 281 การกระทำความผิด ตามมาตรา 276 วรรคแรก และ มาตรา 278 นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ใน มาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่อง – หมากผู้หมากเมีย : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2558 ใครที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำดีตั้งแต่ต้นปีนั้น ทำได้แค่ไหน ลองทบทวนดู

และปีใหม่ 2559 ที่กำลังจะมาถึง จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งที่จะทำดีหรือจะเลิก

การทำความดีนั้น หลายคนมีมุมมอง อาจจะไม่เหมือนกัน

คนพาล มองความดีในมุมของคนพาล

คนดี ก็ยังมีมุมมองความดีไม่เท่ากันในแต่ละคน

ความดีของคนไม่มีกิเลสเคลือบแฝงนั้น ย่อมดีกว่าความดีของคนที่ยังมีกิเลสเคลือบอยู่

หมดกิเลสเมื่อไหร่นั่นแหละ จึงจะเห็น และเป็นความดีแท้

เวลานี้ทั่วโลกกำลังบ้ากับความเจริญ หลงใหลวัตถุ ความดีจึงพลอยถูกวัตถุกำกับ

เมื่อความดีขึ้นอยู่กับวัตถุ ก็ลองคิดดูกันเอาเองว่า ผลลัพธ์ของความดี คนดี อยู่ตรงไหน?

แต่ก็ยังเชื่อในเรื่อง “สูงสุดคืนสู่สามัญ”

ส่วนใครจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

อากาศโลกช่วงนี้แปรปรวน จึงอยากชวนให้ปลูกต้นไม้ เพื่อคืนธรรมชาติให้กับโลก

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “หมากผู้หมากเมีย”

หมากผู้หมากเมีย ในทางพฤกษศาสตร์ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม่ค่อยจะมีกิ่งก้านสาขา ลำต้นออกตรง ความสูงโดยเฉลี่ย 3 เมตร

ลักษณะของใบ ออกเป็นวงสลับกันตามส่วนยอด รูปยาวรี ปลายใบแหลม มีสีแดงเขียว หรือแดงม่วง

เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นช่อยาว ออกตามบริเวณยอด ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง ดอกมีสีม่วงแดง หรือชมพูสลับกับสีเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลออกกลม ภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1-3 เมล็ด

ต้นหมากผู้หมากเมียนี้ คนโบราณท่านได้ศึกษาจนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์ส่วนไหนได้บ้าง

ตามตำราท่านบันทึกไว้ว่า ส่วนที่นำมาใช้ก็คือ ราก ใบ และดอก

ราก มีสรรพคุณแก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้อักเสบ และแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติของสตรี

ใบ มีสรรพคุณแก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้บิด เจ็บกระเพาะอาหาร หรือตำใบสดพอกแผล

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด แก้วัณโรคปอด แก้ริดสีดวงทวาร หรือตำดอกสดพอกแผลห้ามเลือด

ปลูกต้นไม้ก็จะได้ประโยชน์อย่างที่กล่าว

บางคนกลับไม่ชอบที่จะปลูก ด้วยข้ออ้างใบร่วง รก ขี้เกียจเก็บกวาด

แต่รู้หรือไม่ว่า ที่ได้หายใจอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร

ไม่ใช่เพราะต้นไม้หรอกหรือ!

เบี้ยวแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เบี้ยวแชร์

เล่นแชร์ ใครๆ ต่างเล่นแชร์กันทั่วประเทศ

บางทีนายวงคนหนึ่งระดมเงินตั้งวงแชร์หลายวง

เมื่อมีเล่นแชร์กันแล้ว บางคราวมีชักดาบกัน มีเบี้ยวกัน จนต่อมาจึงมีกฎหมายออกมาควบคุมการเล่นแชร์ขึ้น

อย่างวงนี้ คุณโผงเป็นสมาชิกของทุกวงแชร์ ที่คุณจำนูญเป็นเท้า 5 วง

แต่ละวงมีสมาชิก 45 ราย ลงกันคนละ 1,000 บาท

กติกาว่า กำหนดประมูลกัน ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อถึงเวลาคนอื่นประมูลกันไป คุณโผงก็เก็บหอมรอมริบส่งค่าแชร์ไปทุกๆ งวด

คุณจำนูญทำแชร์อย่างนี้ผิดกฎหมายนะเนี่ย เพราะ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 กำหนดว่า คนหนึ่งห้ามเป็นนายวง มากกว่า 3 วง

คุณโผงจะรู้หรือเปล่านะ แต่จะรู้หรือไม่ คุณโผงก็ตกลงร่วมเล่นแชร์เข้าไปแล้วละ แถมเล่นทั้ง 5 วง เลยทีเดียว

เล่นเข้าไปแล้ว ก็ชำระเงินค่าแชร์ตามเวลาไม่เคยขาดส่ง

ส่งไปๆ ไม่ได้ประมูลกับเขาเสียที ในใจนั้นคิดว่า ไม่ประมูลก็จะได้กินดอกเบี้ยจากผู้ประมูลไปเรื่อยๆ อันเป็นการให้เงินทำงานไป สุดท้ายจะได้ก้อนโต

ส่งไปๆ คุณโผงยังไม่ได้ประมูลสักหนเลย ท่าไหนไม่ทราบ-วงแชร์ล้มเสียแล้ว

คุณโผงร้อง อ้าว!-เฮ้ย-อะไรว่ะ?

เมื่อวงแชร์ล้ม คุณโผงไปทวงเงินที่ส่งๆ ไปจากคุณจำนูญ—คุณจำนูญไม่จ่าย

คุณโผงฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ชำระเงิน 299,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 220,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาว่า การเล่นแชร์ตกเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืน พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ มาตรา 6 (1) (2) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวง มากกว่า 30 คน และ มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืน มาตรา 6 ดังกล่าว ต้องระวางโทษก็ตาม

แต่ก็มีผลเพียงทำให้นิติกรรมการเล่นแชร์ของนายวง หรือผู้จัดห้ามมีการเล่นแชร์เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ เพราะตามความใน มาตรา 7 ยังบัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้ที่จัดให้มีการเล่นแชร์ได้ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่า การเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด ประกอบกับการเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย

ดังนั้น การเล่นแชร์ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญไม่ตกเป็นโมฆะ คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาพิพากษายืน

นี่หมายความว่า คุณจำนูญต้องหาเงินจ่ายคุณโผง พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3599/2557)

———————————————

พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) เป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง

(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

(4) นายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น นอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย

มาตรา 7 บทบัญญัติใน มาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์

เรื่อง – ชิงชี่ : ทั้งต้นสรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เข้าหน้าหนาวแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีในช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้

หลายปีมานี้ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน หากสภาพร่างกายไม่แข็งแรง อาจเจ็บไข้ได้ป่วย

เวลานี้สภาพอากาศของโลกโดยรวม ทุกผู้คนจะต้องช่วยกันดูแล มิฉะนั้นอนาคตลูกหลานจะเดือดร้อนหนักขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยของเสียทำลายธรรมชาตินั้น มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อภาคเกษตรมีผลกระทบ ก็จะส่งต่อถึงผู้คน สืบเป็นทอดทอด

ถ้าคิดให้ดีอย่างละเอียดรอบด้าน การใช้ชีวิตของคนนั้น ส่งผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น

แต่ตัวเองไม่ฉุกคิดเท่านั้นเอง

ดังนั้น การกระทำของตัวเอง จึงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้มาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย

ขอให้ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ตัวเองกระทำอะไรบ้างในวันวันหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

เอาง่ายง่าย อย่างเรื่องการกินอาหาร การทิ้งขยะ ทั้ง 2 เรื่องนี้ ตัวเองได้กระทำให้ตัวเดือดร้อน และคนอื่นเดือดร้อนหรือไม่

เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่โทษตัวเอง

มาปลูกต้นไม้ช่วยโลกให้ชุ่มชื่นกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ชิงชี่”

ในทางพฤกษศาสตร์ ต้นชิงชี่นี้จัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ต้นเมื่อโตเต็มที่จะมีความสูง ประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของลำต้นจะเป็นกระขาวขาว แตกระแหง ส่วนที่เป็นกิ่งอ่อนจะสีเขียว เกลี้ยง

ใบจะเรียวแหลมและแข็ง ขอบใบจะมีหนามแหลมทั้ง 2 ข้าง ก้านใบสั้น

เวลามีดอกจะออกตรงโคนใบ เป็นเส้นฟูเล็กเล็ก

เมื่อดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของชิงชี่ กลมโตขนาดเท่าลูกมะนาว สุกจะเป็นสีแดง

ต้นชิงชี่นี้ หมอกลางบ้านท่านจะรู้ว่ามีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณขับลม แก้ไข้ แก้อาการร้อนใน

ต้น มีสรรพคุณแก้อาการฟกช้ำ บวม

ใบ มีสรรพคุณแก้ตะคิว หรือต้มน้ำอาบรักษาโรคผิวหนัง

ดอก มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง

ผล มีสรรพคุณรักษาโรคที่เกิดในลำคอ

ถือได้ว่าต้นชิงชี่ทั้งต้นนั้น เป็นยาสมุนไพรได้ทั้งต้น

ใครที่มีที่มีทางอยู่บ้าง ขอให้ปลูกไว้เถอะ เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะมากมาก จะทำให้สารตกค้างในร่างกาย

นอกจากต้นไม้ที่ชวนปลูกแล้ว ยังอยากจะให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง จะได้ปลอดสารพิษ

อย่าลืมว่า สุขภาพดี ชีวีก็จะเป็นสุข

ไม่ได้ลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ได้ลัก

โมโหเต็มที่ อยู่ด้วยกันมานานกว่า 7 เดือน หน็อย! มาง้อขอคืนดีก็หลายหน ไม่ยอมคืนดีด้วย

ห้องนี้เคยนอน เคยอยู่ เคยอะไรๆ กันมา คืนวันหนึ่งเมื่อคุณสมสวยยื่นกุญแจให้ ทั้งกำชับว่าให้ไปขนของออกไปให้พ้นๆ ได้เลย คุณโผงจึงเข้าไป

แบกเอาโทรทัศน์ ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่นอน กระเป๋าสตางค์ของคุณสมสวย พัดลมตั้งโต๊ะ เตาแก๊ส กระทะ เสื้อผ้า ผ้าห่มที่อยู่ในห้องนอนออกไป

นำไปเก็บไว้ที่บ้านลุงของตน เสร็จแล้วคุณโผงกลับไปนอนบ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาคุณสมสวยนั่นเอง

วันรุ่งขึ้น คุณสมสวยไปหาคุณโผงที่บ้านป้า ขอกุญแจร้านคืน

คุณโผงรับว่า ได้คืนกุญแจร้าน และกระเป๋าสตางค์แก่คุณสมสวย

เมื่อคุณสมสวยไปที่ร้าน พบว่า นอกจากของเน่าๆ ของคุณโผงแล้ว ยังมีทรัพย์สินของพี่ชายหายไปด้วยหลายอย่าง จึงโทรศัพท์ไปสอบถามคุณโผง

คุณโผงรับว่า ได้เอาไปจริง และได้ให้บุตรชายที่เกิดจากภริยาคนก่อนนำเอาทรัพย์สินนั้นไปคืน

คุณสมชาย พี่ชายคุณสมสวย เห็นว่าเรื่องนี้ไม่อาจยอมได้ ที่ทำไปนั้นความผิดก็สำเร็จแล้ว จึงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณโผง

พนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการฟ้องคุณโผงข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน

คุณโผงปฏิเสธต่อสู้คดี ว่าไม่ได้ลักไปดอก ที่เอาของบางอย่างติดมา ก็เพื่อต่อรองให้คุณสมสวยมาคืนดีด้วยเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (8) ให้จำคุก

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!!!

พนักงานอัยการโจทก์ ฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณโผงเป็นสามีคุณสมสวยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เคยนอนพักอาศัยกับคุณสมสวยที่ร้านเกิดเหตุ และมีการทะเลาะกันบ่อย ทรัพย์ที่เอาไปล้วนแต่อยู่ในห้องนอนที่คุณโผงเคยนอนกับคุณสมสวยทั้งสิ้น

ที่ชั้นล่างของร้านมีโทรทัศน์สีขนาดใหญ่กว่า และมีทรัพย์สินอื่นของคุณสมชายอีกมากมาย แต่คุณโผงก็มิได้เอาไป แสดงให้เห็นว่า คุณโผงหาได้มีเจตนาลักทรัพย์ของคุณสมชายไม่

นอกจากนี้ ปรากฏตามคำให้การในชั้นสอบสวนของคุณโผงว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อไปขอคืนดีกับคุณสมสวยแล้ว คุณสมสวยไม่ยอมคืนดีด้วย แถมขับไล่ และเอากุญแจร้านให้คุณโผงเพื่อไปขนสิ่งของเครื่องใช้ออกไป คุณโผงจึงไปขนทรัพย์สินของตนเอง และของคุณสมชายผู้เสียหายรวมไปด้วย เพื่อเป็นข้อต่อรองให้คุณสมสวยยอมคืนดีด้วย

หลังเกิดเหตุ คุณโผงยังกลับมานอนที่บ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาของคุณสมสวย โดยไม่ได้หลบหนีไปไหน และเมื่อคุณสมสวยไปทวงถามให้นำทรัพย์สินไปคืน คุณโผงก็ให้บุตรชายนำไปคืนแต่โดยดี

พฤติการณ์เช่นนี้ เชื่อได้ว่า คุณโผงถือวิสาสะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เนื่องจากต้องการเป็นข้อต่อรองกับคุณสมสวยให้ยอมกลับมาคืนดีด้วยเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น จึงมิได้มีเจตนาทุจริต แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การกระทำของคุณโผง จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

พิพากษายืน-ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 8583/2556)

————————————-

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้นๆ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

เรื่อง – ควินิน ไม้ให้คุณ เป็นยา

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วัน ก็จะออกพรรษาอีกแล้ว และเริ่มย่างเข้าฤดูหนาว

ช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้ ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพ

เวลานี้สภาพแวดล้อม สภาพอากาศของโลกออกจะพิกลอยู่ ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพลโลกเรานี่แหละ

อุตสาหกรรมหนักคือ ตัวที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกนั้นผันผวนมากที่สุด

ขยะมีพิษ และของเสียที่บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต่างต่างปล่อยทิ้งออก จนทำให้ธรรมชาติไม่สามารถที่จะกำจัดและบำบัดได้

ผู้คนต่างแต่มองในแง่ของความเจริญ ความทันสมัย เรียกง่ายง่ายว่า เสพติดวัตถุ

ทั้งที่รู้ หรือไม่รู้ ว่ากระแสไฟฟ้า กระแสแม่เหล็กนั้น เป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนัง มีผลก่อให้เกิดมะเร็งกับร่างกาย

ในเรื่องนี้ ได้มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า มีผลต่อผิวหนังและเซลล์ของร่างกายคน

แต่อย่างว่า ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มกับความทันสมัยเสียแล้ว ผลร้ายจะเกิดก็ช่าง

หรือว่านี่คนไทยรุ่นใหม่

ก่อนเข้าหน้าหนาวมาปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติเพื่อโลกของเรากันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ควินิน”

ต้นควินิน ตามหลักพฤกษศาสตร์แล้ว จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี มีเปลือกลำต้นออกสีน้ำตาล และความสูง โดยเฉลี่ย 30 เมตร

การขยายพันธุ์ ไม้ชนิดนี้ทำได้ทั้งตัดกิ่ง ปักชำ หรือด้วยการเพาะเมล็ด

ลักษณะของใบ จะออกตรงกันข้าม รูปกลมรี ปลายใบสั้นแหลม หน้าใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวอ่อน มีขนตามเส้นใบ

ควินิน เมื่อโตจะมีดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ ออกสีชมพู แต่ละดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลจะกลมรี เมื่อผลแก่จะแตกเป็น 2 ซีก จะเห็นเมล็ดอยู่ภายใน ประมาณ 20 เมล็ด

คนโบราณท่านลองผิดลองถูก ศึกษาเรื่องต้นควินิน จนรู้ว่า เปลือกของควินิน มีสรรพคุณทางยา

โดยนำเอาเปลือกมาบด หรือต้มดื่มน้ำ ซึ่งจะมีรสฝาด รักษาอาการเจ็บคอ เจ็บปาก และแก้ไข้มาลาเรีย

แต่ไม่เหมาะที่จะใช้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

นอกจากนี้ ยอดอ่อน หรือใบอ่อนของควินินยังเอามากินแทนสะเดาได้ด้วย จะให้รสชาติเดียวกัน

นี่คือ ประโยชน์ของการปลูกต้นควินิน

มีที่ก็ขอให้ช่วยกันปลูกไว้เถิด วันนี้อาจจะยังไม่ทันใช้ แต่วันหน้าลูกหลานได้ใช้แน่

อยากใช้ของดี บางทีก็ต้องใช้เวลา

ให้แล้วให้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้แล้วให้เลย

คุณฮวด เป็นบิดาคุณโผง เป็นผู้มีอันจะกิน มีที่ดินแยะทีเดียว

ส่วนมารดานั้นไม่แจ้ง จึงไม่เอ่ยถึง (ใครอยากรู้ หาโอกาสไปสอบถามคุณโผงเอาเอง)

ปี 2513 คุณฮวด เกิดจิตศรัทธา ได้ทำหนังสือยกที่ดินแปลงเล็กๆ เนื้อที่ 3 ไร่ ที่อยู่ติดกับที่ดินแปลงใหญ่ ให้แก่กรมตำรวจ เพื่อสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล เพื่อจะให้มีตำรวจมาดูแลทุกข์สุขประชาชนในย่านนี้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

กรมตำรวจ รับที่ดินนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ แล้วสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบล สร้างบ้านพักตำรวจขึ้นในที่นั้น ใช้ประโยชน์มาระยะหนึ่ง แล้วเลิกราไป

ถึงปี 2523 คุณฮวด เห็นกรมตำรวจทิ้งร้างพื้นที่ ไม่ได้ใช้พื้นที่นั้นอีกดังที่ตั้งใจเจตนายกให้ไว้แล้ว เกิดความไม่พอใจ ที่จะยกที่ดินให้กรมตำรวจแล้ว จึงแจ้งบอกเลิก ไม่ยกให้แล้ว

จากนั้น คุณฮวดจึงเข้าครอบครองที่ดิน ปลูกบ้านพักอาศัย สร้างเล้าหมู เล้าไก่ สร้างปั๊มน้ำมันดำเนินกิจการของตนเองขึ้นมาบนที่ดินแปลงนั้น

ปี 2525 คุณฮวดนำที่ดิน ส.ค. 1 แปลงใหญ่ที่มีที่ดินแปลงนั้นรวมอยู่ด้วย ไปแจ้งสำนักงานที่ดิน ขอออกเป็น น.ส. 3

เจ้าพนักงานรังวัดและออก น.ส. 3 แก่คุณฮวดตามร้องขอ โดยกันที่ดินแปลงที่ยกให้แก่กรมตำรวจไว้

ต่อมา ปี 2526 คุณฮวดยกที่ดินแปลงใหญ่ ที่มีที่ดินแปลงซึ่งเคยยกให้กรมตำรวจรวมอยู่ด้วย ให้คุณโผงผู้เป็นบุตรไป คุณโผงเข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นเรื่อยมาจนถึง ปี 2548

ปรากฏว่า ต่อมาคุณโผงกล่าวหาว่า กรมธนารักษ์รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของตน จึงนำความไปฟ้อง

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณฮวด บิดาคุณโผง ได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อกรมตำรวจได้รับที่ดินนั้น แล้วได้เข้าครอบครองโดยสร้างอาคารเป็นสถานีตำรวจภูธรตำบล และสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจขึ้นในที่ดินนั้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจมาปฏิบัติราชการที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีกด้วย

เช่นนี้ ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3)

แม้ต่อมา คุณฮวด บิดาคุณโผง จะทำหนังสือขอยกเลิกการอุทิศที่ดินนั้นให้แก่กรมตำรวจ แล้วคุณโผงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้คุณโผงได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นกลับคืนมาไม่

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงจึงมีอันต้องยืนคอตกคอพับไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11089/2556)

———————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

เรื่อง – สีเสียด ไม้ผลัดใบ ปลูกได้ประโยชน์

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ จะมีข่าวอุบัติเหตุ 2-3 ข่าว ทุกวัน

อุบัติเหตุที่เกิดนั้น มีหลายสาเหตุ

แต่ที่แน่แน่คือ ประมาท หรือชะล่าใจ

หลายคนเคยตั้งคำถามว่า เราจะลดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งความคิดเห็นที่บอกเล่าก็มีหลายแนวทาง

มีแนวทางหนึ่งที่เสนอไว้อย่างน่าสนใจ คือ ทุกคนต้องลดความอยากได้ใคร่มีเกินตัว

เพราะจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุคือ ความอยากได้ใคร่มี

หากลดความอยากได้ใคร่มีลงได้เท่าไหร่ อุบัติเหตุต่างต่างก็จะลดลงไปเยอะ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อของประดาพ่อค้าแม่ขาย

จากงานวิจัยพบว่า ปีหนึ่งหนึ่งเกิดความสูญเสียด้วยอุบัติเหตุนับพันล้าน และสูญเสียบุคลากรดีดี ซึ่งนับเป็นมูลค่าไม่ได้

อีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การออกใบอนุญาตขับขี่ให้กับบุคคลที่มีโรคประจำตัว หรือเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์

ในเรื่องนี้ หน่วยราชการของไทยยังหละหลวม

หน้าฝนนี้ มาปลูกต้นไม้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในวันข้างหน้าดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “สีเสียด”

สีเสียด เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีความสูงโดยเฉลี่ย 15 เมตร

ลักษณะลำต้น สีเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม เปลือกจะขรุขระ

ใบสีเสียด ออกเป็นใบรวม ลักษณะช่อ เรียงแบบขนนก ใบย่อยเป็นคู่ ตั้งแต่ 20 ถึง 50 คู่ โคนใบเบี้ยว ปลายใบมน มีขนประปราย

ดอก จะออกเป็นช่อยาว คล้ายหางกระรอก มีสีเหลือง หรือขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักแบน ปลายฝักและโคนเรียวแหลม ฝักแก่สีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดอยู่ 3 ถึง 7 เมล็ด

คนแต่โบราณท่านใช้ประโยชน์จากเปลือกลำต้น และเมล็ดของสีเสียดเพื่อเข้ายารักษาโรค

เปลือกลำต้นสีเสียด มีสรรพคุณทางยา แก้บิด สมานแผล แก้ท้องร่วง หรือนำมาต้มเอาน้ำล้างแผลที่เปื่อยเรื้อรัง

ส่วนเมล็ด นำมาฝนเป็นยาทาแก้โรคหิด ขี้กลาก

นี่คือประโยชน์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการปลูกต้นสีเสียด นอกจากจะได้ออกซิเจน และเป็นพืชคลุมดินที่คอยดึงดูดเมฆฝนอีกประการหนึ่ง

เวลานี้ป่าไม้เมืองไทยถูกพวกมอดไม้ลอบตัดกันเป็นว่าเล่น กำลังพลหน่วยราชการที่คอยกำกับดูแล ทั้งงบฯ ก็น้อยเหลือเกิน

จริงจริงแล้ว มอดไม้เป็นใครนั้น เจ้าหน้าที่ท่านก็น่าจะรู้ดี

ก็อย่างว่า กฎหมายเมืองไทย ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์

ลักทรัพย์นายจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ลักทรัพย์นายจ้าง

รถบรรทุกของบริษัทแต่ละคัน คนขับแต่ละคน บริษัทจะมอบบัตรเติมน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ของใครของมัน มีรหัสประจำตัวคนขับ ไว้ให้ไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เสร็จแล้วนำสลิปที่ระบุว่า รถทะเบียนนี้ ไปเติมเวลาใด ส่งฝ่ายบัญชี เพื่อว่าสิ้นเดือนจะรวบรวมตัวเลข นำเงินจ่ายแก่ธนาคารผู้ออกบัตร

รถบรรทุกทุกคัน ต้องเข้าบริษัทตั้งแต่ 17.00 น. และไม่ออกไปในช่วงกลางคืน

ทว่าในรอบเดือนหนึ่ง ฝ่ายบัญชีตรวจพบรายการเติมน้ำมัน ว่าวันหนึ่ง เวลา 20.50 น. รถคันหนึ่งไปเติมน้ำมัน มูลค่า 3,200 บาท เลยตรวจสอบกันอย่างละเอียด เพราะรถบริษัททุกคัน ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ถึง 3,000 บาท

จริงๆ แล้วรถคันนั้น มีบันทึกเข้าบริษัทตั้งแต่ เวลา 17.00 น. และไม่ได้ออกไปอีก แต่ปรากฏบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนขับรถคันนั้น ไปทำรายการเติมน้ำมันตอนเกือบสามทุ่ม

ตรวจดูกล้องวงจรปิดที่สถานีบริการน้ำมัน ได้พบคุณเงือบ พนักงานขับรถอีกคันปรากฏตัวที่ตู้เก็บเงินของสถานีบริการน้ำมันในเวลาใกล้เคียงนั้น

แต่บัตรไม่ใช่บัตรประจำของคุณเงือบ หากแต่เป็นบัตรประจำรถคันที่คุณโผงขับ

บริษัทเรียกคุณเงือบมาชี้แจง

คุณเงือบหายเงียบ ไม่ยอมมาชี้แจง ทิ้งงานไปเลย

บริษัทร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีคุณเงือบ 1 เดือน ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคุณเงือบได้

พนักงานอัยการฟ้องคุณเงือบ กล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (1) (11)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิด ตามมาตรา 188, 335 (1) (11) วรรคสอง 269/5 ประกอบ 269/7 ให้จำคุก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่ายกฟ้อง ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บัตรตามฟ้องเป็นของบริษัท มอบให้คุณโผงไปใช้เติมน้ำมันรถคันที่คุณโผงขับเท่านั้น เป็นการมอบให้ยึดถือชั่วคราว กรรมสิทธิ์ และสิทธิครอบครองบัตรยังอยู่กับบริษัท ผู้ใดเอาไปย่อมถือได้ว่า เป็นการเอาไปจากบริษัท แม้พยานหลักฐานไม่มีผู้ใดรู้เห็นขณะคุณเงือบเอาไป แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติ ว่าคุณเงือบเป็นผู้ใช้บัตรนั้น ประกอบกับเมื่อเรียกมาชี้แจง คุณเงือบไม่ยอมมา กลับทิ้งหน้าที่ออกจากการเป็นลูกจ้างบริษัท ทั้งที่ขับรถมาถึง 8 ปี ซึ่งคือหลบหนีนั่นเอง แถมย้ายออกจากที่พักไป

เชื่อว่าคุณเงือบเป็นผู้เอาบัตรนี้ไปใช้โดยไม่มีข้อสงสัย การที่สามารถนำบัตรไปใช้ได้ แสดงว่ารู้รหัสบัตร ส่วนจะรู้ได้อย่างไร สมคบกับคุณโผงหรือไม่ ไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะหากสมคบกันก็ไม่ทำให้คุณเงือบไม่มีความผิดฐานนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า คุณเงือบมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน ฐานเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10025/2557)

………………………………………………………

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(11) ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 269/7 ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้ เป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง

เรื่อง -ปอบิด : ไม้พุ่มที่เป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

หลายวันมาแล้ว นั่งคุยกับเพื่อนที่มาจากบ้านนอกในหลายหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งที่เพื่อนให้ความเห็นคือเรื่อง “ความคิด” ของผู้คนในทุกวันนี้

ที่คนเราทะเลาะเบาะแว้ง จนถึงขั้นฆ่าแกงกันนั้น ก็เพราะเรื่อง “ความคิด”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “ความคิด” ของคนเราไม่เป็นไปในทางเดียวกัน หรือทับกันสนิท มิตรก็กลายเป็นศัตรู

พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้เรื่อง “ความคิด” จึงได้เทศนาสอนให้ผู้คนเอาชนะความคิดด้วยทางสายกลาง

คือไม่สุดโต่ง หรือต่ำเกินไป ถ้าจะว่าแบบชาวบ้านก็คือ พอดี

ปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกทุกวันนี้ ก็เพราะความคิดที่สุดโต่งเกินไป หมกมุ่นเกินไป

ใครไม่คิดคล้อย ก็คิดฆ่า จึงหาความสงบสุขยาก

ฟังเพื่อนสาธยายก็ชักจะเห็นตาม

แต่ยังไงเสียก็ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ปอบิด”

ใครที่มีที่ทางอยู่บ้าง ก็อยากจะให้ปลูกเอาไว้ เพราะเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด ไม่ต้องดูแลมาก

ปอบิด จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นจะมีขนทั่วไป เปลือกที่หุ้มลำต้นจะมียางเหนียว ความสูงโดยเฉลี่ย 2 ถึง 3 เมตร

ถ้าหากขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็พอจะพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป

ลักษณะของใบปอบิด จะเป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างใหญ่ ขอบใบจะหยัก โคนใบเว้า หน้าใบและท้องใบจะมีขนขึ้นประปราย

ส่วนของดอกปอบิด จะออกเป็นกระจุก ลักษณะกลีบสีส้ม หรือสีอิฐ ออกระหว่างใบและลำต้น

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝัก บิดคล้ายเชือกควั่น เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้มถึงดำ และแตกอ้า

ประโยชน์ที่ได้จากปอบิด ที่คนโบราณนำมาใช้คือส่วนของเปลือก ผล และราก

เปลือกลำต้น มีสรรพคุณทางยา แก้โรคบิด แก้ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ

ผล มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องอืด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือแก้อักเสบเรื้อรัง

ราก มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงธาตุ และขับเสมหะ

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากปอบิด

ผู้ที่จะนำมาใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทาง เพื่อที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง และเป็นคุณจริง

การนำมาใช้โดยไม่ศึกษา แทนที่จะได้คุณ กลับจะเป็นโทษ โรคก็ไม่หาย

แต่หายไปจากโลก

เจตนาฆ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาฆ่า

“เดี๋ยวๆ สักวันมึงเจอกูแน่” คุณเงือบไม่พอใจคุณโผง ข่มขู่เอาไว้ เมื่อคุณโผงผู้มีตำแหน่งเหนือกว่าคุณเงือบ ออกปากตักเตือนห้ามปรามไป เพราะเห็นว่าคุณเงือบนั้น ส่งเสียงดังเอะอะระหว่างทำงาน และเกิดมีปากเสียงเถียงกันขึ้น

หลังจากวันนั้น ยังมีเหตุตามมาอีกหลายหน ซึ่งคุณเงือบข่มขู่เอาไว้ว่า สักวันคุณโผงจะต้องโดนดี

ต่อมาคุณเงือบลาออกจากงานไป ขณะคุณโผงยังทำงานต่อในโรงงานเดิม

วันหนึ่งหลังจากนั้น คุณโผงขับรถจักรยานยนต์ไปรับคุณนวลเนียน ภริยา และลูกนั่งซ้อนจักรยานยนต์มาด้วยกันจะกลับบ้าน

คุณเงือบซ้อนจักรยานยนต์ที่พวกขับให้มาขวางหน้า ระยะประชิดเพียง 1 เมตร แล้วคุณเงือบสาดน้ำกรดใส่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก ก่อนจะบึ่งรถหลบหนีไป

คุณโผงโดนเข้าอย่างจัง ทั้งตามบริเวณร่างกาย ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลถึง 50 วัน จึงหาย คุณนวลเนียนโดนที่ใบหน้า ส่วนลูกโดนที่แขน

พนักงานอัยการดำเนินคดีกับคุณเงือบ ว่าร่วมกับพวกที่หลบหนี โดยเจตนาฆ่า โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้น้ำกรดสาดใส่คุณโผงผู้เสียหาย คุณนวลเนียนภริยาและลูก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ มาตรา 80, 83, 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต ให้ชำระเงินค่าเสียหายแก่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้น้ำกรดจะมิใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เป็นสารเคมีชนิดกรดเกลือ มีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรง ที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต พิจารณาสภาพบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ตามภาพถ่ายประกอบคดี ประกอบภาชนะที่คุณเงือบใส่น้ำกรดมาเป็นถังแกลลอนตักแบ่งครึ่งแล้ว เห็นว่า น้ำกรดที่นำมาสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม นอกจากมีความเข้มข้นสูงแล้ว ยังมีปริมาณมาก จึงทำให้คุณโผงมีบาดแผล ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย คุณเงือบย่อมเล็งเห็นได้ว่า การกระทำของตนกับพวก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามถึงแก่ความตายได้

การที่คุณเงือบกับพวกเตรียมน้ำกรดดังกล่าว มาเพื่อสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิดฐานพยายามฆ่า ผู้เสียหายทั้งสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นชอบแล้ว คุณเงือบจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ฎีกาของคุณเงือบ ฟังไม่ขึ้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9711/2557)

——————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

กระทำโดยประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

มาตรา 289 ผู้ใด

(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ต้องระวางโทษประหารชีวิต

เรื่อง – ฉัตรทอง : ไม้พุ่ม มากสรรพคุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

เมื่อต้นเดือน นั่งฟังเพื่อนบ่นเรื่องปัญหารถติดของสังคมไทย

เพื่อนมันว่า เมืองไทยมีกฎหมายและผู้ปฏิบัติไม่เข้มแข็ง และศักดิ์สิทธิ์

มีเสรีภาพที่ฟุ่มเฟือย จนเกิดลัทธิเอาอย่าง กระทั่งไม่เคารพกฎกติกา

ความอยากได้ใคร่มีของคนไทย ทำให้เกิดการจราจรติดขัด

ที่สำคัญคือ คนไทยไม่มีวินัยและจิตสำนึกที่ดี

ถ้าหากคนไทยมีวินัยและจิตสำนึกที่ดี กีฬาหลายประเภทจะติดอันดับโลก เพื่อนบ้านบ่นอย่างนั้น

นั่งฟังเพื่อนบ่นแล้วก็พอจะเห็นคล้อยไปกับมัน

และที่อ้างว่า เพื่อความเจริญนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูไปแล้วมันออกจะจลาจลเสียมากกว่า

ปีหน้าก็จะเข้าประชาคมอาเซียน ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย

เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลความสงบและความมั่นคง จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดตามมา

ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ก็ปัญหาเรื่องอาชญากรรม

เมื่อรั้วบ้านเปิดเสรี ก็ต้องระวังขโมยขโจรที่แฝงมาในรูปแบบต่างต่าง

ทุกคนที่อยู่ในบ้านก็ขอให้คอยระวัง

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ฉัตรทอง”

ต้นฉัตรทองนี้ นักเลงต้นไม้ จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สีเขียว มีขนอ่อนปกคลุม สูงประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของใบฉัตรทอง ออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันไปตามลำต้น รูปใบคล้ายดาว สีเขียว ตรงโคนใบจะเว้าเป็นรูปหัวใจ

ฉัตรทองที่โตแล้ว เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปดอกคล้ายถ้วย มี 5 กลีบ ซ้อนกัน

ดอกฉัตรทอง จะมีทั้งสีแดง ขาว และชมพู กลางดอกจะมีเกสรสีเหลือง

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลทรงกลมแต่แบน ภายในจะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

คนแต่โบราณท่านเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากต้นฉัตรทอง โดยนำ ราก ใบ ดอก เมล็ด และยอดอ่อน มาใช้เข้ายาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณแก้หนองใน ตกเลือด ตกขาว แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ

ใบ และยอดอ่อน มีสรรพคุณแก้โรคฝี หนอง แผลอักเสบ

ดอก มีสรรพคุณแก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาเจียน ตกเลือด หรือตกขาว

เมล็ด มีสรรพคุณแก้ท้องผูก แก้โรคหนองใน

นี่คือ ผลพวงที่ได้จากการปลูกต้นฉัตรทอง

ผลจากภัยแล้งเพราะขาดต้นไม้ ก็อยากให้ช่วยกันปลูก เพื่อลูกหลานในอนาคตจะได้ไม่นินทาลับหลัง

ปลูกวันนี้ พรุ่งนี้จึงมีหวัง