ซีทีเอชยื่น2ออปชั่นเยียวยาลูกค้าเลิกถ่ายสดพรีเมียร์ลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415660

ซีทีเอชยื่น2ออปชั่นเยียวยาลูกค้าเลิกถ่ายสดพรีเมียร์ลีก

ซีทีเอชชง 2 ออปชั่น คืนเงินกับให้แพ็กเกจดูฟรี เยียวยาเลิกพรีเมียร์ลีก ด้านอาร์เอสยื่นหนังสือบี้

นายอมฤต ศุขะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีทีเอช เปิดเผยว่า บริษัทยินดีเยียวยาลูกค้าทั้งในส่วนของซีทีเอช ซันบ็อกซ์ และพีเอสไอ โดยในส่วนของลูกค้าซีทีเอชและพีเอสไอ สามารถเลือกวิธีการเยียวยาได้ 2 รูปแบบ คือ คืนเงินส่วนต่างจากแพ็กเกจที่ซื้อตามระยะเวลาที่เหลือทั้งหมดและการเลือกรับแพ็กเกจดูฟรี ส่วนลูกค้าซันบ็อกซ์จะได้รับเงินส่วนต่างคืนอย่างเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้ ในส่วนของแพ็กเกจดูฟรีจะมีให้ลูกค้าเลือกทั้งหมด 3 รูปแบบครบทุกช่อง ประกอบด้วย 1.ลูกค้าแพ็กเกจ 299 บาท/เดือน จะได้รับแพ็กเกจ 999 บาท/เดือน ดูฟรี 4 เดือน 2.ลูกค้าแพ็กเกจ 399-699 บาท/เดือน จะได้รับแพ็กเกจ 999 บาท/เดือน ดูฟรี 8 เดือน และ 3.ลูกค้าแพ็กเกจ 999 บาท/เดือน จะได้รับแพ็กเกจ 999 บาท/เดือน ดูฟรี 1 ปี

สำหรับกรณีที่มีลูกค้าร้องเรียนเรื่องความล่าช้าของคอลเซ็นเตอร์ บริษัทได้เพิ่มช่องทางการติดต่อผ่านอินบ็อกซ์ เฟซบุ๊ก อีเมล และกลุ่มไลน์ เพื่อแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว

ด้าน นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า กรณีซีทีเอชเจ้าของสัญญาณการถ่ายทอดสดช่องรายการฟุตบอลบาร์เคลย์ส พรีเมียร์ลีก จะยกเลิกการส่งสัญญาณผ่านกล่องรับสัญญาณซันบ็อกซ์ ในวันที่ 1 มี.ค. เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยล่าสุดได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายทำหนังสือส่งถึงผู้บริหาร บริษัท ซีทีเอช เมมเบอร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เยียวยาลูกค้ากรณีผิดสัญญา

 

มือถือจัดหนัก ลด3จี70% ลุ้นปลุกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415657

มือถือจัดหนัก ลด3จี70% ลุ้นปลุกตลาด

มือถือแห่นำเครื่อง 3จี ลด 30-70% ขณะรุ่นใหม่ 3,000-2.5 หมื่น จัดกิจกรรมคึก

จากการสำรวจงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2016 วันแรก พบว่ามีผู้ที่สนใจเดินมากแต่ไม่คึกคักเท่ากับครั้งที่ผ่านมา โดยมุมที่ได้รับความสนใจมากเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการนำเครื่อง 3จี มาลดราคา 30-70% ซึ่งต่างจากครั้งก่อนที่ดึงคนด้วยการนำเครื่องรุ่นใหม่แบรนด์ ไฮเอนด์ เช่น ไอโฟน ซัมซุง มาปลุกกระแสต่อคิวกันข้ามคืน

ทั้งนี้ เครื่องรุ่นใหม่ 4จี ที่มาเปิดตัวภายในงานมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่เครื่องละ 3,000-2.5 หมื่นบาท เน้นแจกของแถม ซื้อสดให้ส่วนลดเพิ่ม หรือผ่อน 0% กับบัตรเครดิต เพื่อดึงผู้ซื้อเป็นส่วนมาก แต่ยังไม่ถึงกับตัดสินใจซื้อเครื่องในทันที เพราะเครื่องที่สเปกดีราคายังค่อนข้างสูง จึงเลือกที่จะซื้อรุ่นที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้มากกว่า

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มวิชั่น ผู้จัดงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2016 กล่าวว่า บรรยากาศงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งแรกของปี 2559 อาจยังไม่จุดกระแสได้คึกคักเหมือนช่วงกลางปีหรือปลายปี แต่เชื่อว่าจะมีการจับจ่ายสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนเครื่อง โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงาน 7.7 แสนราย เพิ่ม 10% เงินสะพัดกว่า 1,700 ล้านบาท

ด้าน นายชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า ตลาด สมาร์ทโฟนและโทรคมนาคมไม่ค่อยมีผลเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ จึงอยู่ที่ความต้องการซื้อของผู้ใช้งานมากกว่า

“สภาพเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยมีผลกับตลาดสมาร์ทโฟน เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่คนต้องการใช้งาน สิ่งที่มองคือเรื่องแพ็กเกจ 4จี และราคาค่าบริการที่โอเปอเรเตอร์แต่ละค่ายออกมาดึงดูดให้ลูกค้าอยากใช้งานเครือข่ายมากกว่า” นายชานนท์ กล่าว

ภาพประกอบข่าว

 

ไลน์เกาะเทรนด์ 4จี มุ่งผู้นำออนไลน์สู่ออฟไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415655

ไลน์เกาะเทรนด์ 4จี มุ่งผู้นำออนไลน์สู่ออฟไลน์

โดย..จะเรียม สำรวจ

จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมียอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากถึง 40 ล้านคน และในสิ้นปี 2559 นี้คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านคน ส่งผลให้ไลน์เล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาขยายธุรกิจผ่านแอพพลิเคชั่นของไลน์มากขึ้น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจก้าวสู่การเป็นผู้นำ O2O หรือการทำธุรกิจจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ ด้วยการรวบรวมบริการทั้งหมด มาไว้บนไลน์

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าจับตาความเคลื่อนไหวของโลกดิจิทัลในประเทศไทย เนื่องจากเป็นปีที่มีการเปิดให้บริการ 4จี อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้เกิด 4 เทรนด์ในปี 2559 ประกอบด้วย 1.จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือที่เพิ่มขึ้น 2.จอมือถือจะกลายเป็นหน้าจอทีวี เนื่องจากเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอจะมีการดูผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยสัดส่วน 41% ของคอนเทนต์ทีวีและวิดีโอจะชมผ่านหน้าจอทีวี ขณะที่อีก 31% จะชมผ่านสมาร์ทโฟน

เทรนด์ที่ 3 ที่จะเกิดขึ้น คือ เอ็ม-คอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซ ผู้บริโภคที่ใช้อี-คอมเมิร์ซเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้เอ็ม-คอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซ ในการซื้อสินค้าและบริการบนออนไลน์มากขึ้น และเทรนด์ที่ 4 คือ บริการ O2O หรือการขยายโอกาสทางธุรกิจจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ โดยใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวผลักดันให้เกิดทราฟฟิกหรือยอดขายทางออฟไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์ที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้

ปัจจุบันคนไทยมีอัตราเฉลี่ยการใช้สมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 5.7 ชั่วโมง/วัน ในระยะเวลาดังกล่าวมีการใช้งานผ่านไลน์ในด้านของการแชตเฉลี่ยที่ประมาณ 83.7 นาที/วัน และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่จะเพิ่มมากขึ้น ไลน์จึงมีบริการ Official Account (OA) สำหรับลูกค้าองค์กรที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจด้วยการให้แบรนด์สินค้าสามารถคุยกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรงผ่านไลน์ เพื่อให้การทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดโอกาสให้แบรนด์สินค้าสามารถพัฒนาบริการบนไลน์ได้ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมากกว่า 2.8 ล้านรายในเมืองไทยสามารใช้ไลน์จำหน่ายสินค้าผ่านบริการ LINE@ ที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูง โดยปัจจุบันยังเปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใช้บริการฟรี แต่หลังจากเข้าสู่ไตรมาส 2 ในเดือน เม.ย.จะเริ่มเก็บค่าบริการ

พร้อมกันนี้ ในส่วนของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ไลน์ก็มีแผนจะขยายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันคนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือเริ่มมีความสำคัญ โดยเฉพาะบริการอี-แบงก์กิ้งของสถาบันการเงินที่เริ่มหันมา
ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจทางการเงินผ่านมือถือกันมากขึ้น

อริยะ กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในปีนี้คือการสร้างไลน์ให้เป็นมากกว่าแอพพลิเคชั่นแชต ด้วยการเป็นแพลตฟอร์มทั้งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และองค์กรธุรกิจ เพื่อให้สมกับการเป็น LINE Beyond Chat ผ่าน 5 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจ LINE GAME ธุรกิจคอนเทนต์ LINE TV, LINE MUSIC ธุรกิจองค์กร LINE Official Account, LINE@ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ LINE GIFTSHOP และธุรกิจเพย์เมนต์ LINE Pay

ทั้งนี้ ในปี 2558 ที่ผ่านมาไลน์ทั่วโลกมีรายได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหัฐ เพิ่มจากปี 2557 ที่มีรายได้ 718 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

“โฟล์คไรซ์” แอพพลิเคชั่นเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415639

"โฟล์คไรซ์" แอพพลิเคชั่นเพื่อเกษตรกร

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

แอพพลิเคชั่นเพื่อเกษตรกรเจ้าแรกของไทย “โฟล์คไรซ์” (Folk Rice) ไม่เพียงเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าเกษตร แต่ยังเป็นกลไกสร้างการค้าที่เป็นธรรมให้แก่เกษตรกรรายย่อย แนวคิดนี้เป็นของ แอ็คชั่น-อนุกูล ทรายเพชร วัย 27 ปี ผู้ประกอบการธุรกิจอินทรีย์และผู้ก่อตั้งแบรนด์โฟล์คไรซ์ เขาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน จึงสร้างแพลตฟอร์มขายผลผลิตผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคซื้อขายกันโดยตรง

“ทุกวันนี้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเกษตรกร โดยการหักเงิน 30-50% จ่ายเงินเป็นการวางบิล 6 เดือน ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับเงินทันที และสินค้าบางอย่างผ่านพ่อค้าคนกลางมากถึง 10 คน ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าราคาแพง เรามีสมการให้เกษตรกรตั้งราคาสินค้าไม่เกินควร การทำธุรกิจต้องมีกำไรแบบไม่เกินควร มีเหตุผลที่มาที่ไปตามสมการสร้างกำไรที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ได้กำหนดพื้นฐานกำไรที่ต้องได้” อนุกูล กล่าว

แพลตฟอร์มของโฟล์คไรซ์ (เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น) ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางดังกล่าว โดยให้เกษตรกรลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ตั้งราคาที่สร้างกำไรอย่างเหมาะสม เสนอสินค้าผ่านหน้าจอ ผู้บริโภคซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ จากนั้นทางโฟล์คไรซ์จะโอนเงินให้เกษตรกรทุก 15 วัน โดยเก็บค่าใช้จ่าย 10% จากยอดขาย ส่วนสินค้าจะส่งถึงผู้บริโภคทางไปรษณีย์

“เราสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยที่มีวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมยั่งยืน” อนุกูลเพิ่มเติม “ตอนนี้เกษตรกรมีสมาร์ทโฟนกับโน้ตบุ๊ก สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจมากว่าวิธีการขายแบบนี้เป็นไปได้ คือ เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์มีเกษตรกรลงทะเบียนมาเป็นร้อยคน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ายังคงมีเกษตรกรที่ทำเกษตรแบบอินทรีย์และหาวิธีการขายแบบนี้อยู่”

เขายังกล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีเช่นนี้ได้นำไปใช้ในองค์กรการ เกษตรขนาดใหญ่ แต่ไม่เคยนำไปใช้กับเกษตรกรรายย่อยเพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน “โฟล์คไรซ์เป็นแพลตฟอร์มแรกของไทย เรื่องแบบนี้ยังไม่เคยเอาออกมาใช้กับเกษตรกรรายย่อยให้เขาทำมาค้าขายเองได้ แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการเข้าร่วม แต่โดยส่วนตัวเห็นเป็นโอกาส อย่างตอนนี้กระแสดีมาก เริ่มมีคู่แข่งแล้ว แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะจะเป็นใครก็ได้ที่เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรให้เกิดแฟร์เทรด”

อนุกูลกลับบ้านเกิดเพื่อไปเป็นเกษตรกรที่ จ.สุรินทร์ เขาเคยตั้งคำถาม “อยากมีชีวิตแบบไหนในอีก 30 ปีข้างหน้า” และคำตอบที่ได้คือ “เราไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากอาหารที่ดีและระบบการจัดการอาหารที่ดี” อนุกูลและเพื่อนร่วมอุดมการณ์จึงริเริ่มโฟล์คไรซ์ ใช้ความสามารถของแต่ละคน ทั้งโปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ สร้างเครื่องมือในการจัดการช่วยเหลือเกษตรกร และหวังว่าเมื่ออายุ 50 ปี เขาจะมีสิ่งแวดล้อมอย่างที่ฝัน

“เมื่อเข้ามาในแอพจะเหมือนอาณาจักรอาหารที่ดี เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ส่งตรงถึงบ้าน ทำให้ผู้บริโภคหาสินค้าง่ายขึ้น และได้สินค้าที่ดีที่ผ่านการคัดเลือกมาให้แล้ว บางอย่างเป็นของในท้องถิ่นที่หาซื้อได้ยาก การซื้อผ่านแอพจึงไม่ต้องไปเสาะหา ซื้อได้ในราคาหน้าฟาร์ม และเงินคืนสู่เกษตรกรได้เร็วขึ้น”

นอกจากสินค้าประเภทข้าวพื้นเมือง ในอนาคตจะมีการขายสินค้าอินทรีย์อื่นๆ อย่างเกลือไม่มีสารฟอกขาว น้ำปลาไม่ใส่สารกันบูด เต้าเจี้ยวโปรไบโอติกส์ เสื้อผ้าจากผ้าฝ้ายพื้นเมือง รวมถึงสินค้าปัจจัยสี่ โดยโฟล์คไรซ์จะเป็นเครื่องมือในการกระจายสินค้าเกษตรคุณภาพดีให้เข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ เกษตรกรมีรายได้ (Return to farmer) และเกิดแฟร์เทรด หรือการซื้อขายอย่างยุติธรรม

“ในขณะที่ธุรกิจภายนอกประเทศกำลังสั่นคลอน ประเทศไทยจะรอด เพราะเกษตรกรสามารถส่งสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ และคนในประเทศจะไม่อด เราจึงต้องสนับสนุนกลไกเล็กๆ ผู้ประกอบการรายย่อย คนตัวเล็กๆ จะเติบโตจากผู้บริโภคกว่า 70 ล้านคน เมื่อเราเข้มแข็งจากข้างใน หลังจากนี้ไปอีก 10 ปี คนไทยจะมีความสุขมากและประเทศไทยจะเข้มแข็ง”

ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Folkrice ได้ฟรีในแอพสโตร์และกูเกิลเพลย์ และสอบถามได้ทาง www.facebook.com/folkrice

 

ทรูงัดกสทช.อ้างกม.ดูดลูกค้ามือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415410

ทรูงัดกสทช.อ้างกม.ดูดลูกค้ามือถือ

ทรูอ้าง พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ให้โอนย้ายเบอร์มือถือในร้านสะดวกซื้อโดยไม่ต้องเก็บเอกสารได้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยกรณีที่บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ร้องขอสำนักงาน กสทช.ตรวจสอบการโอนย้ายเลขหมายในร้านสะดวกซื้อว่าขัดต่อหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือไม่ ว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันที่ 16 ก.พ.นี้ จะมีการพิจารณาหาข้อสรุปว่าการโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนโดยที่ไม่มีการเรียกเก็บเอกสารประจำตัวพร้อมการลงนามอย่างถูกต้องนั้น สามารถทำได้หรือไม่

“หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ กสทช.แล้ว บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ทรูโต้แย้งว่าการให้ลูกค้าลงนามโอนย้ายเลขหมายในระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่ พ.ร.บ.มีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่าประกาศ กสทช. ดังนั้น สำนักงาน กสทช.จะรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวครอบคลุมถึงประกาศ กสทช.หรือไม่ จากนั้นจึงจะเสนอบอร์ด กทค.สรุปต่อไป” นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า ในกรณีที่ กทค.มีมติว่าทรูไม่ได้โอนย้ายลูกค้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ บทลงโทษคือแจ้งตักเตือนและแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือถ้ายังไม่แก้ไข ก็จะถูกสั่งปรับทางปกครอง ส่วนขั้นตอนการเรียกร้องความเสียหายนั้น บริษัทที่ได้รับความเสียหายจะต้องไปฟ้องร้องเอาเอง แต่หาก กทค.มีมติว่าทำได้ ผู้ให้บริการทุกรายก็จะสามารถเปิดให้โอนย้ายเลขหมายโดยให้ลูกค้าลงนามบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมดเช่นกัน

นายฐากร กล่าวถึงการจ่ายเงินประมูลคลื่น 900 MHz ว่า ทรูได้ประสานมาแล้วว่าขั้นตอนการออกแบงก์การันตีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเข้ามาจ่ายงวดแรกเมื่อใดก็คงต้องรอฤกษ์ดีก่อน ส่วนบริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ ได้เข้ามาติดต่อสำนักงาน กสทช.เป็นระยะๆ เพื่อขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับโทรศัพท์ 4จี จึงขอให้ทุกฝ่ายรอจนถึงวันที่ 21 มี.ค.

ด้าน นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ โฆษกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ยังไม่ได้มีการประกาศใช้แต่อย่างใด ส่วน พ.ร.บ.ฉบับเดิม ก็เขียนไว้เพื่อรับรองการมีอยู่ของการลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งวิธีการปฏิบัติก็ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะกำหนดอีกครั้ง

 

กสทช.ยื้อชีวิตทีวีดิจิทัล5ช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415407

กสทช.ยื้อชีวิตทีวีดิจิทัล5ช่อง

กสทช.ยืดเวลาชี้ชะตา คืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล พิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 16 ก.พ. ดึงคลัง-กฤษฎีกา-อัยการ ช่วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการ กสทช. เกี่ยวกับวาระการแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีแนวคิดจะเปิดทางให้เอกชนที่ประมูลสามารถคืนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ แต่เนื่องจากมีรายละเอียดในการพิจารณาและมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น จึงเสนอเป็นวาระเพื่อทราบให้คณะกรรมการพิจารณาในวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายฐากร ชี้แจงว่า การแก้ปัญหาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องให้คณะกรรมการได้มีเวลาศึกษารายละเอียดเพื่อทำการตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยประเด็นใหญ่คือ 1.ข้อเสนอในการขอขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ออกไปจากกำหนดเดิมในเดือน พ.ค.นี้

2.การขอเปลี่ยนแปลงการนับวันเริ่มต้นในการประกอบกิจการทีวีดิจิทัล โดยให้เริ่มนับอายุปีแรกวันที่ 24 พ.ค. 2558 หลังขยายโครงข่ายและแจกคูปอง จากเดิมเริ่มนับอายุปีแรก ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2557

3.การขอคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ก่อนสิ้นสุดอายุสัญญาใน 15 ปี โดยผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายเงินประมูลงวดที่เหลืออีก 4 งวด คือตั้งแต่งวดที่ 3-6

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การตัดสินใจของคณะกรรมการ กสทช.ทำได้รวดเร็วขึ้น กสทช.จะนัดคณะทำงานที่มีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด มาประชุมอีกครั้งในวันที่ 15 ก.พ.นี้ เพื่อทบทวนว่าข้อเสนอต่างๆ นั้น ในทางกฎหมายสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน บนหลักการว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ทำธุรกิจต่อไปได้

“หลังจากคณะทำงานได้พิจารณาแง่มุมของระเบียบ ข้อบังคับทางกฎหมายด้านต่างๆ แล้ว จะได้นำความเห็นทั้งหมดเสนอให้บอร์ด กสทช.พิจารณาตัดสินใจอีกครั้งในวันที่ 16 ก.พ.นี้” เลขาธิการ กสทช. กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า คณะกรรมการ กสทช.อาจจะต้องใช้เวลาในการประชุม 2-3 ครั้ง จึงจะมีข้อสรุปทั้งหมดเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่จะพยายามทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน ก.พ.นี้ หากมีประเด็นไหน ที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ กสทช. ก็จะเสนอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 5 ช่อง ที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้ แสดงความต้องการที่จะคืนใบอนุญาตแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นทีวีช่องไหน หากไม่มีแนวทางการแก้ปัญหา กลุ่มนี้อาจต้องมีปัญหาเช่นเดียวกับบริษัท ไทยทีวี ที่ไม่สามารถจ่ายเงินประมูลใบอนุญาตได้ และต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต

 

สนุก! พัฒนากลยุทธ์ ชิงเม็ดเงินออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415397

สนุก! พัฒนากลยุทธ์ ชิงเม็ดเงินออนไลน์

โดย..ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ในปีที่ผ่านมาจะไม่ค่อยเห็น สนุก! เว็บไซต์ข่าวและไลฟ์สไตล์ออนไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มเว็บไซต์ที่มีคนเข้าชมผ่านช่องทางต่างๆ มากที่สุด โดยมีจำนวนกว่า 25 ล้านเพจวิว/วัน และต้องยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดโฆษณาดิจิทัลในไทยมีการเติบโตมากขึ้น จึงต้องวางกลยุทธ์เพื่อหารายได้จากช่องทางเหล่านี้อย่างเหมาะสม

กฤตธี มโนลีหกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุกออนไลน์ เปิดเผยว่า การลงทุนระบบเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลกับพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการ จะช่วยให้สนุก! มีฐานข้อมูลที่เหมาะสมและน่าสนใจในการขายโฆษณามากขึ้น ถือว่าเป็นการวางกลยุทธ์ในการหารายได้เพื่ออนาคต โดยข้อมูลจากทางสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่คาดการณ์มูลค่าตลาดโฆษณาดิจิทัลในไทยปี 2558 จะอยู่ที่ 8,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 33% จากปี 2557 มีมูลค่าตลาด 6,115 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

“สนุก! ได้ปรับเปลี่ยนระบบการหารายได้ให้ครอบคลุมทั้งการเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น เพราะเทรนด์ออนไลน์และโมบิลิตี้ ไม่ควรจำกัดว่าลูกค้าจะเข้ามาใช้งานจากช่องทางใด ซึ่งการจับมือกับบริษัท ไอเร็ป จากญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านโฆษณาดิจิทัลครบวงจร โดยเฉพาะรูปแบบการโฆษณาผ่านบริการสืบค้นข้อมูล และดี เอ ซี คอนโซเทียม อิงค์ (DAC) ในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีโฆษณา พร้อมบริการเซิร์ฟเวอร์โฆษณา ‘FlexOne®STINGRAY’ มาเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อสร้างมูลค่าในการหารายได้เพิ่มให้กับสื่อออนไลน์ที่มีในเครือ”

ทั้งนี้ บริษัทได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องระบบวิเคราะห์เหล่านี้ แก่ผู้ให้บริการด้านเว็บไซต์ค่ายอื่นเช่นกัน เพื่อให้ทุกเว็บไซต์สามารถเก็บข้อมูลกลางและเป็นมาตรฐานที่ชัดเจนเหมือนกัน

“หากเราทำเพียงรายเดียวก็จะได้ข้อมูลของเราเพียงด้านเดียว ผู้ให้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ต้องมองเรื่องของธุรกิจเป็นหลัก เพราะลูกค้าที่มาลงโฆษณาย่อมต้องการความน่าเชื่อถือของข้อมูล การลงโฆษณาอาจเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันซึ่งไม่ใช้ทั้งหมด ดังนั้น หากมีฐานข้อมูลเดียวกันที่น่าเชื่อถือก็จะช่วยลูกค้าในการตัดสินใจลงโฆษณาแต่ละส่วนอย่างเหมาะสม และยังเป็นการจัดมาตรฐานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

ในส่วนของธุรกิจใหม่ (New Product) ที่สนุก! หันมามุ่งเรื่องให้บริการแอพพลิเคชั่นอย่าง iPick และ Joox มากขึ้นนั้น เพราะมองว่าเป็นการจับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เข้าใช้งานคอนเทนต์ของสนุก! มาพัฒนาเป็นธุรกิจและมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

“ผู้ให้บริการต้องเข้าใจลูกค้าของตัวเอง เราจึงจับไลฟ์สไตล์ที่คนนิยมก่อน ตั้งแต่ทดลองใช้งานและเปิดตัว JOOX อย่างเป็นทางการ ถือว่ามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งผมเคยบอกว่าสิ้นปีตั้งเป้าผู้ใช้งาน 5 ล้านราย แต่ตอนนี้มีผู้ใช้งานแตะ 2-3 ล้านรายแล้ว เรียกได้ว่าโต 150% ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ยอดดาวน์โหลดและกลับมาใช้งานซ้ำก็มีอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงเร่งที่จะเพิ่มเพลง หมวดหมู่และคอนเทนต์เพื่อผู้ใช้งานอยู่กับเรานานที่สุด”

กฤตธี ยังกล่าวแนะนำเทรนด์การแข่งขันในตลาดเว็บไซต์ออนไลน์ ว่าไม่ควรแข่งแค่เรื่องความเร็ว ผู้ให้บริการคอนเทนต์ที่ดีควรมี 3C คือ เนื้อหา (Content) ควรให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง กระชับและโดนใจคนอ่าน ที่ใช้เวลาในการอ่านเพียง 3 นาที/ข่าว ช่องทางการนำเสนอ (Chanel) ต้องมีครบทุกด้าน เพราะคนอ่านจะมาจากช่องทางที่ต่างกันและเทคนิคการนำเสนอ (Incubation) ที่ต่อเนื่องและเปิดกว้างในช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้ทันกระแสออนไลน์ที่โตอย่างรวดเร็ว

 

ช่องเด็กส่อคืนไลเซนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415389

ช่องเด็กส่อคืนไลเซนส์

นายกสมาคมมีเดียฯ เผยทีวีดิจิทัลหมวดรายการเด็กส่อแววคืนช่องสูง เหตุขายโฆษณายาก

นางวรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย หรือ MAAT เปิดเผยว่า กรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีทีวีดิจิทัลอีกประมาณ 5 ช่อง มีแนวโน้มไปไม่รอดและมีโอกาสคืนใบอนุญาตสูง หากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุญาตให้สามารถคืนใบอนุญาตได้นั้น มองว่าช่องที่มีความน่าจะเป็นไปได้สูงในการคืนใบอนุญาต คือ ทีวีดิจิทัลในหมวดหมู่เด็ก เนื่องจากเป็นหมวดหมู่ที่ขายโฆษณาได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดในด้านของกฎหมายและการกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.

นอกจากนี้ ในหมวดหมู่อื่นๆ ก็อาจจะมีผู้ไปต่อไม่ได้ที่คละกันไป แต่ที่เห็นว่าจะมีความเป็นไปได้สูง คือ กลุ่มที่มีเรตติ้งต่ำกว่าอันดับที่ 15 เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าน้อยใกล้เคียงกับผู้ประกอบการที่อยู่ในหมวดหมู่ช่องเด็ก

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นในทีวีดิจิทัลน้อยลง เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมโฆษณาอย่างแน่นอน เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับทีวีดิจิทัลในช่องหลักที่มีเรตติ้งสูง แต่หากมองในด้านของการแข่งขันการมีจำนวนช่องลดลงจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ เพราะจะทำให้มีผู้ชมเพิ่มขึ้น

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในสิ้นปี 2559 นี้คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านบาท เติบโตจากปี 2558 ที่ผ่านมาประมาณ 3.5% หากไม่มีปัจจัยลบร้ายแรงมาส่งผลกระทบ ซึ่งในส่วนของอัตราการเติบโตดังกล่าวถือเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมอัตราการเติบโตจีดีพีของระเทศไทยในสิ้นปีนี้

“ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายที่อยู่ได้ก็จะอยู่ได้ต่อไป ส่วนรายที่อยู่ไม่ได้ก็อาจจะต้องหายไปจากธุรกิจ แต่ไม่ว่าจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ทุกคนก็ต้องปรับตัวไม่ว่าจะเป็นในด้านของคอนเทนต์ หรือการทำตลาด ซึ่งในส่วนของคอนเทนต์ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะปัจจุบันหลายช่องพยายามทำตามช่อง 3 ช่อง 7 ไม่พยายามสร้างความแตกต่าง” นางวรรณี กล่าว

ด้าน นายรัฐกร สืบสุข กรรมการสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีปีนี้เชื่อว่าจะมีการขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีแต่ละช่องไม่สามารถขึ้นค่าโฆษณาได้มากนัก เพราะปัจจุบันมีคู่แข่งมากขึ้นภายหลังจากมีทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นมาเป็น 24 ช่อง

ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้แนวโน้มการปรับอัตราค่าโฆษณาของทีวีในปีนี้น่าจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกปีจะมีการปรับค่าโฆษณาขึ้นมาประมาณ 8-10%

ขณะเดียวกัน นอกจากจะได้รับผลกระทบจากการมีช่องทีวีเพิ่มมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทีวียังได้รับผลกระทบจากสื่อออนไลน์ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณา เนื่องจากปัจจุบันเจ้าของสินค้าเริ่มหันไปใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณาในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

 

บอสกูเกิลรับอื้อซ่า ผู้บริหารค่าตัวสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415380

บอสกูเกิลรับอื้อซ่า ผู้บริหารค่าตัวสูงสุด

กรรมาธิการตลาดหุ้นสหรัฐ เผบซีอีโอเครือกูเกิลกลายเป็นผู้บริหารที่มีรายได้สูงสุดในสหรัฐจากหุ้นที่บริษัทมอบให้

ซันดาร์ พิไช หรือศุนทัร ปิจไช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารแห่งอัลฟาเบ็ท (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล กลายเป็นผู้บริหารที่มีรายได้สูงที่สุดในสหรัฐ จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานถึงคณะกรรมาธิการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ โดยยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีเชื้อสายอินเดียรายนี้ มีรายได้จากหุ้นที่ถือไว้ถึง 199 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 7,056 ล้านบาท

พิไชรับตำแหน่งซีอีโอของบริษัทเมื่อวันที่ 5 ต.ค. หลังจากมีการปรับโครงสร้างใหม่โดยก่อตั้งบริษัทอัลฟาเบ็ท เข้ามาดูแลกิจการในเครือกูเกิลทั้งหมดเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว และเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา เขาได้รับหุ้นจากบริษัทจำนวน 273,328 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 199 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับสินทรัพย์ของเขาที่มีอยู่เดิม ทำให้มีมูลค่าสูงถึง 650 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 23,048 ล้านบาท

ผู้บริหารของกูเกิลจะได้รับหุ้นเป็นส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกไตรมาส จนกระทั่งถึงปี 2019 ซึ่งหมายความว่า เขาจะได้มีสิทธิ์ถือครองหุ้นที่ได้รับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งได้รับสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ในหุ้นทั้งหมดในอีก 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ผู้ก่อตั้งกูเกิลทั้งสองคน คือ แลร์รี่ เพจ กับ เซอร์เกย์ บริน ต่างก็ครอบครองสินทรัพย์เป็นเงินมหาศาลถึง 34,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 33,900 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัลฟาเบ็ทได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกแซงหน้าแอปเปิล (Apple) และมีแนวโน้มที่รายได้จะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากโฆษณาออนไลน์

สำหรับผู้บริหารที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำที่สุด 5 อันดับแรกของสหรัฐประจำปี 2015 ยังรวมถึง จอห์น แฮมเมอร์เกรม แห่งบริษัทเวชภัณฑ์แมคเคสสัน (McKesson) มีรายได้ 131.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วย ราเลฟ ลอเรน แห่งแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง มีรายได้ 66.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไมเคิล ฟาสชิเทลลี แห่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Vornado Realty มีรายได้ 64.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และริชาร์ด คินเดอร์ แห่ง Kinder Morgan บริษัทด้านพลังงานมีรายได้ 60.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ…เอเอฟพี

 

แอพหาคู่บูม “Happn” ขยายตลาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/415376

แอพหาคู่บูม "Happn" ขยายตลาดในไทย

“Happn” แอพฯหาคู่ชื่อดังเข้ามาบุกตลาดในไทยเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย ตั้งเป้ายอดผู้ใช้งานปีนี้ 7 แสนราย

การหาคู่แบบเดิมของสาวๆ คงไม่น่าสนใจอีกแล้ว เมื่อแอพพลิเคชั่นหาคู่เริ่มเข้ามาตีตลาดในไทย โดยให้สาวๆ สามารถหาคู่รับเทศกาลวาเลนไทน์ได้เอง ตั้งเป้าผู้ใช้งานภายในปีนี้ 7 แสนราย หลังเปิดให้บริการเพียง 2 เดือน มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1.2 แสนราย

แมรี่ คอสนาร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายเทรนด์ Happn เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ได้เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการ และเป็นประเทศที่ 35 ทั่วโลก ซึ่งเราเชื่อว่าผู้บริโภคชาวไทยเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพ และไม่ค่อยมีเวลาในการทำความรู้จักกับคนภายนอก

“แฮพเพ่น (Happn) จะเป็นเหมือนตัวกลางให้คนที่อยากรู้จักกันเข้ามาทำความรู้จักผ่านสมาร์ทโฟน เพราะกระแสสังคมก้มหน้าของคนไทยยังคงเป็นการดึงดูดเพียงวิธีเดียว และเชื่อว่าจะช่วยให้คนทำความรู้จักกันง่ายขึ้น โดยหลังเปิดให้บริการ บราซิล มีผู้ใช้งานมากที่สุดคือ 2 ล้านราย จากผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 12 ล้านราย ซึ่งหลังเปิดให้บริการในไทยเพียง 2 เดือนมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1.2 แสนราย เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศญี่ปุ่นในปีหน้าด้วย” แมรี่ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกัน ซึ่งจุดเด่นของแฮพเพ่นคือสามารถบอกตำแหน่งคนที่เดินสวนทางกันได้ทั้งหมดภายในรัศมี 250 เมตรแบบเรียลไทม์ ทั้งยังส่งหัวใจบอกคนที่เราถูกใจให้ทราบได้ด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้งานระบบจะอยู่ที่การซื้อชาร์ม (Charm) 10 ชิ้นในราคา 300 บาท ผ่านทางบัตรเครดิต เพื่อให้ทำความรู้จักกันได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นภัสสร ธีรเนตร แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ Happn ประจำประเทศไทย กล่าวว่า บริการนัดพบออนไลน์นั้นแตกต่างจากความเป็นจริงอยู่มากจากประสบการณ์การใช้งานมักไม่ค่อยนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงทำให้การสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เราชอบอาจเปลี่ยนชีวิตไปได้ตลอดกาลเหมือนหลายคู่ทั่วโลก

อนึ่ง ในโอกาสเปิดตัวแฮพเพ่นอย่างเป็นทางการในประเทศไทย จึงขอมอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าอาหาร 10% ที่ร้าน Whale’s Belly Restaurant ให้ผู้ใช้ทันที เมื่อแสดงหน้าจอแอพพลิเคชั่นแฮพเพ่นของคุณที่ร้าน ซึ่งสิทธิพิเศษนี้มีไปจนถึง 30 มิถุนายน 2559 และสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่แอพ สโตร์ (App Store) เพลย์ สโตร์ (Play Store) และวินโดว์ สโตร์ (Windows Store)

แมรี่ คอสนาร์ด และ นภัสสร ธีรเนตร