อากู๋จี้กสทช.แก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/412280

อากู๋จี้กสทช.แก้ปัญหา

แกรมมี่กระทุ้ง กสทช.เร่งแก้ 3 ปัญหาก่อนจ่ายค่าใบอนุญาตงวด 3 ยันพร้อมจ่าย

นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจทีวีดิจิทัลยังมีศักยภาพเติบโตที่ดีได้ เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่าน รายได้เติบโตถึง 100% หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สามารถทำได้ตามเงื่อนไขและสัญญาที่กำหนดไว้ใน 3 เรื่องหลัก ก็จะผลักดันให้ทีวีดิจิทัลของไทยเติบโตและมีอนาคต

ทั้งนี้ เงื่อนไขและสัญญา ประกอบด้วย 1.การแจกคูปองรับแลกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลให้ครบ 22 ล้านครัวเรือนตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนได้รับคูปองแท้จริง 2.การเรียงช่องฟรีทีวีดิจิทัล เรียงเลขช่องเหมือนกันทุกแพลตฟอร์ม พบว่าเคเบิลและทีวีดาวเทียมบางรายยังไม่ได้เรียงช่องตามกฎกติกา โดยที่ กสทช.ไม่สามารถควบคุมดูแลได้

ขณะที่เงื่อนไขที่ 3 ราคาค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลเป็นราคาที่สูงเกินไป กสทช.ควรจะเป็นองค์กรกลางที่เข้ามามีบทบาทช่วยปรับลดราคาให้เหมาะสม เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ กสทช.ควรเร่งแก้ไขปัญหาก่อนที่จะถึงกำหนดจ่ายเงินค่าประมูลทีวีดิจิทัลงวดที่ 3 ในเดือน พ.ค.นี้ เพราะหาก กสทช.ไม่สามารถแก้ไขได้จะสร้างความไม่ยุติธรรมต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่อง

“แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ กสทช.จะส่งเรื่องให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาตัดสินใจและจะออกเป็นคำสั่งตามมาตรา 44 นั้น มองว่าเป็นแนวทางที่ดีหากจะทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข และเราไม่ได้จะไม่จ่ายค่างวดที่ 3 ซึ่งแกรมมี่ มีเงินและยินดีจ่าย หาก กสทช.ทำงานไม่ได้ตามที่สัญญา ทั้ง 24 ช่องไม่ควรจ่ายค่าใบอนุญาตงวดต่อไป”

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 5 ราย ที่ทำได้ดี และมี 10 รายที่ทำแล้วอยู่ได้ สำหรับทีวีดิจิทัลแกรมมี่มีทิศทางการเติบโตแม้ปัจจุบันยังอยู่ในภาวะขาดทุน แต่มั่นใจว่าภายใน 5-7 ปีจากนี้ธุรกิจจะถึงจุดคุ้มทุนและสร้างกำไรในอนาคต เพราะทั้งสองช่อง ได้แก่ ช่องวัน กับช่องจีเอ็มเอ็ม 25 มีจุดยืนที่แตกต่างกัน

 

รุมแย่งเสามือถือทีโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 08:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/412077

รุมแย่งเสามือถือทีโอที

ทีโอทีเนื้อหอม เอไอเอส-ทรูรุมจีบขอเช่าเสามือถือ การันตีรายได้ปีละ 5,600 ล้าน

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้ส่งหนังสือขอยุติข้อพิพาทเรื่องเสาโทรคมนาคม โดยจะส่งมอบเสาทั้งหมด 13,198 ต้น ตลอดจนอุปกรณ์โครงข่ายมือถือ 2จี สำหรับคลื่น 900 MHz ในส่วนที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานคืนแก่ทีโอที แลกกับการทำสัญญาเช่าใช้เสาและอุปกรณ์โครงข่าย 2จี ในระยะยาว 15 ปี โดยในปีแรกๆ ทีโอทีจะมีรายได้จากค่าเช่าปีละ 5,600 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเช่าเสา 3,600 ล้านบาท และค่าเช่าอุปกรณ์ 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี เรื่องการเช่าเสาอาจล่าช้าลงไปอีก เนื่องจากขณะนี้ทางกลุ่มทรูก็ทำเรื่องขอเช่าเสาและอุปกรณ์โครงข่าย 900 MHz ทั้งหมดมายังทีโอทีด้วย ซึ่งก็ต้องเจรจาดูว่าแบบไหนที่ทีโอทีได้ประโยชน์มากที่สุด

นายมนต์ชัย กล่าวว่า ในส่วนของการทำสัญญาเป็นพันธมิตรธุรกิจมือถือ 3จี บนคลื่น 2100 MHz กับเอไอเอสนั้น ได้ส่งส่วนที่เป็นบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาไปแล้ว ส่วนร่างสัญญาเป็นพันธมิตรคาดว่าจะสามารถส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ภายในเดือนนี้

แหล่งข่าวจากทีโอที เปิดเผยว่า ค่าตอบแทนสุทธิที่ทีโอทีจะได้รับจากการให้เช่าเสาในปีที่ 1-5 อยู่ที่ 5,600 ล้านบาท/ปี ส่วนปีที่ 6-15 อยู่ที่ 3,600 ล้านบาท/ปี ในส่วนของการเช่าที่ดินที่ตั้งสถานีฐาน เอไอเอสก็ยินดีจะเช่าที่ดินที่ตั้งสถานีไปอีก 2 ปีด้วย โดยทีโอทีจะส่งสัญญาเช่าให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาในเร็วๆ นี้

“แต่เรื่องเช่าเสาอาจจะยังไม่จบง่ายๆ เพราะตอนนี้ทางทรูก็จะขอเช่าเสาและอุปกรณ์ 900 MHz เหมือนกัน ประเด็นที่ฝ่ายบริหารเป็นห่วงคือหากให้ทรูเช่า เอไอเอสก็อาจไม่ยอมยุติข้อพิพาทและทีโอทีก็จะไม่ได้รับเสาคืนในเร็วๆ นี้ แต่หากให้เอไอเอสเช่า ก็กังวลว่าหากทรูยอมจ่ายค่าเช่าที่มากกว่าเอไอเอส ผู้บริหารก็อาจโดนข้อหาทำให้องค์กรเสียประโยชน์อีก ซึ่งนอกจากทั้งสองรายนี้แล้ว บริษัท แจส โมบายบรอดแบนด์ ก็ต้องการเช่าเสาของทีโอทีอีกประมาณ 1,000 ต้นด้วยเช่นกัน”แหล่งข่าวระบุ

 

ลือจริงจัง! iPhone5seจอ4นิ้วจ่อเปิดตัวมี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411917

ลือจริงจัง! iPhone5seจอ4นิ้วจ่อเปิดตัวมี.ค.นี้

‘แอปเปิล’เตรียมเปิดตัว iPhone5se หน้าจอ 4 นิ้วภายในปลายเดือนมี.ค.นี้

ลือกันมาอย่างต่อเนื่องสำหรับการเปิดตัวมือถือไอโฟนจอ 4 นิ้วรุ่นใหม่ที่จะมาแทน’ไอโฟน5ซี’สำหรับคนมือเล็ก ล่าสุดเว็บไซต์ข่าวไอที 9to5mac.com ได้รายงานว่าเพิ่มเติมว่าไอโฟนรุ่นนั้นจะไม่ได้ใช้ชื่อ’ไอโฟน6ซี’ (iPhone6c)อย่างที่เข้าใจกัน แต่จะใช้ชื่อ’ไอโฟน5เอสอี’ (iPhone5se)พร้อมจะเปิดตัวภายในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

รายงานยังระบุว่า ตัวย่อ’SE’ในที่นี้มีที่มาจาก’Special Edition’คือจะเป็นรุ่นอัพเกรดของ’ไอโฟน5เอส’นั่นเอง โดยไอโฟนรุ่นนี้จะมาพร้อมกับจะมาพร้อมขอบโค้งหน้าจอและซีพียูแบบ’ไอโฟน6′ ความละเอียดกล้อง 8 ล้านพิกเซล จะมีให้เลือก 4 สีเหมือนกับ’ไอโฟน6เอส’

รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่นี้คาดว่าเป็นการส่งสัญญาณการหยุดสนับสนุนไอโฟนตั้งแต่รุ่น’5เอส’ลงไป และจูงใจให้คนใช้ไอโฟนรุ่นเก่าเปลี่ยนมาซื้อเครื่องนี้แทน ซึ่งมีราคาไม่สูงเท่ารุ่นล่าสุด

ที่มา 9to5mac

 

ซิป้าทุ่ม100ล้านดัน’ภูเก็ต’สู่สมาร์ทซิตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411835

ซิป้าทุ่ม100ล้านดัน'ภูเก็ต'สู่สมาร์ทซิตี้

“ซิป้า”  ดึง  “เกาหลีใต้”  ร่วมถ่ายทอด “สมาร์ท ซิตี้”  หลัง “อินชอน” ใช้เวลาไม่นานพัฒนาเป็นเมืองไฮเทค  สร้างสวัสดิการและความปลอดภัยในชีวิตให้ประชากร  “ไอซีที” เล็งลงนามเอ็มโอยู พัฒนาสมาร์ทซิตี้จากอินชอนสู่ภูเก็ต

นางจีระวรรณ บุญเพิ่ม ประธานสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ(ซิป้า) กล่าวว่าตามที่ซิป้าได้รับมอบหมายจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้พัฒนา เมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ เพื่อรองรับการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยซิป้าเป็นหน่วยงานหลักในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานรองรับสมาร์ทซิตี้ โดยจะนำร่องในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุดซิป้าได้รับงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท ในการทำโครงการระยะแรกที่จ.ภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซิป้าจะดำเนินการคือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสื่อสารโทรคมนาคม และการพัฒนาสภาพแวดล้อม ให้พร้อมต่อการอำนวยความสะดวก โดยมุ่งให้เป็นเมืองที่ผู้อยู่อาศัยและเข้ามาท่องเที่ยวมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับบริการของภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าผู้เดินทางเข้ามาจะเป็นนักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวจะต้องพึงพอใจกับ สมาร์ทซิตี้ ในโอกาสของการเป็นเจ้าภาพจัดงานซอฟต์แวร์เอ็กซ์โป เอเชีย 2016 ซิป้าได้เชิญนายจอนจอง ซู รองนายกเทศมนตรี เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ มาถ่ายทอดประสบการณ์ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ของเมืองอินชอน ในงานซอฟต์แวร์เอ็กซ์โปณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ประธาน ซิป้า กล่าวอีกว่า หลังจากมีการพบกันระหว่างรองนายกเทศมนตรีเมืองอินชอนกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือในการถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ระหว่างเมืองอินชอนกับรัฐบาลไทย โดยกระทรวงไอซีทีของประเทศไทยจะลงนามในบันทึกความเข้าใจในความร่วมมือในโอกาสเดินทางไปเยี่ยมและศึกษาสมาร์ทซิตี้ที่เมืองอินชอน เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและความร่วมมือในการถ่ายทอด เทคโนโลยีที่ต้องการให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล

 

จับพฤติกรรมใช้ สมาร์ทโฟน สร้างกลยุทธ์ตลาดโดนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411635

จับพฤติกรรมใช้ สมาร์ทโฟน สร้างกลยุทธ์ตลาดโดนใจ

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของคนไทย ทำให้กลายมาเป็นอีกช่องทางการทำตลาดที่นักการตลาดไม่อาจละเลยได้ ซึ่งการรับรู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานก็จะเป็นโอกาสที่ทำให้สามารถวางกลยุทธ์การตลาดได้ตรงและโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

วีเซิร์ฟ (Vserv) ผู้นำทางด้านแพลตฟอร์มสมาร์ทดาต้าสำหรับการตลาดและการค้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงได้จัดทำรายงาน Smartphone User Persona Report (SUPR) 2015 หรือรายงานการแบ่งลักษณะบุคลิกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนประจำปี 2558 สำหรับประเทศไทยขึ้น และดำเนินงานโดย Nielsen Informate Mobile Insights เพื่อเป็นอีกเครื่องมือสำหรับนักการตลาดในการนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า

การวิจัยดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการใช้งานแอพพลิเคชั่น การใช้ดาต้า และรายละเอียดส่วนตัวของผู้ใช้งาน

โดยการแบ่งลักษณะบุคลิกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนประจำปี 2558 เป็นการรวบรวมการใช้งานดาต้าอัตโนมัติจากผู้ใช้บริการสมาร์ทโฟนในประเทศไทยกว่า 565 ราย ภายในระยะเวลา 3 เดือน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยระบุว่า ฐานผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี หรือ CAGR เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2556 จนถึงปี 2560 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งนับเป็นสัดส่วน 58% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด

รายงานดังกล่าวเผยข้อมูลสำคัญว่าคนไทยใช้เวลาประมาณ 160 นาที/ต่อวันบนสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถแบ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ ขวัญใจวัยแชต, ผู้ใช้มือใหม่, ผู้ใช้ชั้นสูง, นักสนทนาเน้นการโทร, นักดาวน์โหลด และนักสำรวจค้นข้อมูล

ข้อมูลที่ได้ระบุว่า 20% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้เวลาบนสมาร์ทโฟนกว่า 71 นาที/วัน ส่วนมากจะใช้สำหรับการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก, แชต, การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “ขวัญใจวัยแชต” และส่วนมากจะเป็นผู้ชาย

สำหรับอีก 17% เป็นผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้เวลาบนสมาร์ทโฟนกว่า 208 นาที/วัน ได้รับฉายาว่า“ผู้ใช้ชั้นสูง” โดยส่วนมากจะเป็นผู้ชายเช่นกัน ส่วนอีก 13% ใช้เวลาบนสมาร์ทโฟนเพียง 20 นาที/วัน เพื่อการค้นหาข้อมูลบนเว็บเบราเซอร์และแอพสโตร์ จึงได้รับการเรียกชื่อว่า “นักสำรวจค้นข้อมูล” ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง

พรานาบ พันจ์ รองประธานฝ่ายการตลาด วีเซิร์ฟ กล่าวว่า ทุกวันนี้แนวคิดของบริษัทและการเสริมสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการตลาด เพื่อคิดกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวจะช่วยให้นักการตลาดรับรู้และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และนำไปสู่การสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อนักการตลาดมีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โอกาสคว้าความสำเร็จคงไม่ไกลเกินเอื้อม

 

สมาคมโทรคมฯดันรัฐผุดดาต้าเซ็นเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 08:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411626

สมาคมโทรคมฯดันรัฐผุดดาต้าเซ็นเตอร์

สมาคมโทรคมฯ แนะรัฐเร่งลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ดันไทยเป็นฮับอาเซียนเชื่อมโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการสื่อสาร และช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับในการเชื่อมโยงโลกในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งการสร้างแต้มต่อในธุรกิจนี้ คือต้องดึงคนเข้ามาทำงานเพื่อใช้องค์ความรู้สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระดับภูมิภาคและโลก

“ภาพรวมด้านการลงทุน เพื่อพัฒนาวงการโทรคมนาคมในยุคดิจิทัลเอจ (Digital Age) ต้องเร่งให้ทั้งรัฐและเอกชนรู้จักใช้งานเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ซึ่งทางสมาคมเชื่อว่าการที่รัฐลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ 4-5 หมื่นล้านบาท จะช่วยให้ใช้งานได้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายศุภชัย กล่าว

นายประสงค์ เรืองศิริกูลชัย อุปนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ทางสมาคมได้เสนอเกี่ยวกับการทำเคเบิลมารีนใต้น้ำเพิ่มเติมแก่ทางภาครัฐไปแล้ว ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

“สมาคมเสนอด้านเน็ตเวิร์กไป 3 เรื่อง คือ โลคัลเน็ตเวิร์ก โกลบอลเน็ตเวิร์ก และดาต้าเซ็นเตอร์ หากทำได้สำเร็จจะช่วยลดต้นทุนการเชื่อมต่อเครือข่าย เพราะคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตโตมากกว่า 100% ในแต่ละปี” นายประสงค์ กล่าว

นายอธิป อัศวานันท์รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนานโยบายเชิงกลยุทธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทางภาครัฐอยากให้ไทยเป็นหนึ่งในอาเซียนดิจิทัลฮับ แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า อินเทอร์เน็ตและคอนเทนต์ที่เราใช้งานนั้นถูกส่งมาจากต่างประเทศถึง 80% แค่เฟซบุ๊กกับกูเกิลก็มีทราฟฟิกใช้งานแล้วกว่า 50% ทำให้ผู้ให้บริการ ต้องแบกต้นทุนการเข้าใช้งานของประชาชน ถามว่าใครได้ประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ไทย

“ปัญหาหลักที่ควรเร่งแก้ไข คือความอิสระการเข้าใช้งาน คอนเทนต์ออนไลน์ ทางทรูเคยคุยกับคอนเทนต์โพรไวเดอร์ ว่า ทำไมไม่มาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ทั้งที่เรามีอัตราใช้งานสูงมาก คำตอบคือไม่ไว้ใจ ทั้งเรื่องความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและอุปสรรคด้านกฎหมายก็เป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องรอความชัดเจนก่อน ว่าการสนับสนุนภาครัฐ ด้านกฎหมายจะเอื้อการทำธุรกิจแค่ไหน” นายอธิป กล่าว

 

ไอซีทีจัดงาน Software Expo Asia หนุนนโยบาย ศก.ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411617

ไอซีทีจัดงาน Software Expo Asia หนุนนโยบาย ศก.ดิจิทัล

รมว.ไอซีที เปิดงาน Software Expo Asia: Digital Integration เวทีขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นประธานเปิดงาน Software Expo Asia: Digital Integration ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค. 59 โดยมี พล.อ.โสภณ เวคะวากยานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ให้การต้อนรับ และมีตัวแทนกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์เข้าร่วม

นายอุตตมกล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลได้ริเริ่มนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ภาคบริการ การศึกษา และระบบการดูแลสุขภาพของประชาชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะโลกยุคปัจจุบันมี ดิจิตอลเทคโนโลยีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา รวมถึงเป็นกลไกในการตั้งธุรกิจใหม่ การดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่ส่วนราชการทุกหน่วยงาน เข้าใจถึงความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลมากขึ้น และขานรับนโยบายไปปฏิบัติ

ด้าน พล.อ.โสภณ เวคะวากยานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า ภายในงานตลอด 3 วันนี้ จะมีการแสดงนวัตกรรมซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 250 บริษัท และหน่วยงานที่มาร่วมงาน รวมทั้งยังมีการสัมมนานานาชาติจากวิทยากรระดับโลก ที่จะสามารถเก็บเกี่ยวเทคนิค ติดอาวุธทางความคิด ต่อยอดธุรกิจ พร้อมให้คำปรึกษาฟรีจากกูรูชื่อดังทั่วโลก รวมไปถึงการจับคู่ธุรกิจเพื่อเจรจาการค้า สร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจโดยตรงระหว่างผู้ประกอบการซอฟต์แวร์กับ ผู้ประกอบการธุรกิจ และผู้ซื้อจากนานาประเทศด้วย

 

ไทยติดกลุ่มดูวิดีโอผ่านจออุปกรณ์ดิจิทัลสูงสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411583

ไทยติดกลุ่มดูวิดีโอผ่านจออุปกรณ์ดิจิทัลสูงสุดในโลก

ผลสำรวจจากมิลวาร์ด บราวน์ ระบุคนไทยชมวิดีโอผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แนะสร้างคอนเทนต์ให้เหมาะกับหน้าจอ

มิลวาร์ด บราวน์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยระดับโลก รายงานผลการวิจัยล่าสุดในหัวข้อ AdReaction: Video Creative in a Digital World พบว่า ผู้ใช้อุปกรณ์มัลติสกรีน (multiscreen users) ในประเทศไทย ใช้เวลารับชมวิดีโอคอนเทนท์ผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าโทรทัศน์ โดยผู้บริโภคชาวไทยใช้เวลาอยู่กับหน้าจอรวมๆ แล้วนานถึง 463 นาทีต่อวัน ซึ่งร้อยละ 54 ของเวลาที่ใช้บนหน้าจอนั้นเป็นการชมวิดีโอคอนเทนต์นานถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน (246 นาที, 4.1 ชั่วโมง)  เมื่อดูเจาะถึงเวลาในการชมวิดีโอนั้น พบว่า ร้อยละ 59 เป็นการรับชมผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟน (76 นาที) แท็บเล็ต (29 นาที) แล็ปท้อป (42 นาที) และร้อยละ 41 รับชมผ่านทางโทรทัศน์ (102 นาที)

ผลวิจัยยังแสดงข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยการใช้เวลาบนจอสมาร์ทโฟนสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกถึงร้อยละ 20 ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เวลากับการดูวิดีโอมากที่สุดในโลก โดยมีไนจีเรียติดอันดับประเทศที่ดูวิดีโอมากที่สุดในโลก คือ 4.5 ชั่วโมงต่อวัน และฮังการีเป็นประเทศที่ใช้เวลาในการดูวิดีโอน้อยที่สุด คือ 2.5 ชั่วโมงต่อวัน รายงานผลการวิจัยประจำปี 2558 ดังกล่าว จัดทำโดยบริษัท มิลวาร์ด บราวน์ บริษัทวิจัยชั้นนำของโลก ซึ่งได้มีการสำรวจผู้ใช้งานอุปกรณ์มัลติสกรีนผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต อายุระหว่าง 16-45 ปี จำนวนกว่า 13,500 คน ใน 42 ประเทศ  นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา

ผลงานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมในการรับชมวิดีโอของผู้บริโภคว่า มีลักษณะการชมอย่างไร รับชมที่ไหน และทำไมถึงเลือกรับชมวิดีโอ ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเปิดดูโฆษณา และรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานโฆษณาในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านจออุปกรณ์ที่แตกต่างกันควรเป็นอย่างไร

สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยระบุว่าการรับชมวิดีโอโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บ้านและผ่านสื่อโทรทัศน์เป็นหลัก ในขณะที่การชมวิดีโอผ่านสื่อดิจิทัลเกิดขึ้นทั้งที่บ้าน ในขณะเดินทางและที่ทำงาน  ผลวิจัยยังพบอีกว่า โทรทัศน์มักเป็นช่องทางการบริโภคสื่อภายใต้บริบททางสังคม ซึ่งผู้บริโภคแนวโน้มที่จะดูทีวีร่วมกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ส่วนการดูผ่านสื่อดิจิทัลนั้น ผู้บริโภคชาวไทยซึ่งมีมากถึงร้อยละ 50 มักทำโดยลำพัง

ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสต่างๆ สำหรับบริษัทและนักการตลาดของไทย เพื่อสร้างสรรค์วิดีโอคอนเทนท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ดังนี้

1. คนไทยรับได้กับการเป็นเป้าหมายทางการตลาด แต่ไม่ชอบถูกสะกดรอยตาม ผลวิจัยพบว่าผู้บริโภคชาวไทยเป็นกลุ่มที่ยอมรับได้มากที่สุดสำหรับการถูกจัดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายของวิดีโอโฆษณาตามแบรนด์ที่ตนชื่นชอบ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 43  ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 40) และตามความสนใจ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 42  ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 41) แต่ชาวไทยจะยอมรับน้อยที่สุดหากเป็นโฆษณาที่เข้าถึงตัวเอง โดยเป็นผลมาจากการติดตามประวัติการเข้าเว็บไซต์ โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 27 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 25) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แอพพลิเคชั่นที่คำนึงถึงเรื่องความละเอียดอ่อนด้านความรู้สึกมาใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายน่าจะมีความเหมาะสมที่สุด

2. ความสำคัญของปัจจัยแวดล้อม ร้อยละ 43 ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะข้าม (Skip) การชมวิดีโอโฆษณาออนไลน์น้อยลง และจะรู้สึกสนใจมากขึ้นหากโฆษณาวิดีโอออนไลน์นั้นมีการนำเสนอสิ่งตอบแทน ซึ่งเป็นรูปแบบโฆษณาที่คนไทยเปิดรับได้มากที่สุด

นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทยยังเปิดรับโฆษณาที่สามารถข้ามการรับชมได้ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 28 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 34) และโฆษณาในรูปแบบที่มี click-to-play ซึ่งให้อำนาจผู้บริโภคในการเลือกรับชม (ประเทศไทยยอมรับร้อยละ 36  และทั่วโลกยอมรับร้อยละ 28)  ผู้บริโภคยังรู้สึกด้วยว่า มีอำนาจในการเลือกรับชมโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าการชมผ่านโทรทัศน์ โดยคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าอุปกรณ์ดิจิทัลที่ทำให้รู้สึกว่ามีอำนาจมากที่สุดในการเลือกชมโฆษณาคือ แล็ปท็อป (ประเทศไทยลงความเห็นร้อยละ 69 ทั่วโลกลงความเห็นร้อยละ 63)

3. เนื้อหาสำคัญที่สุด ผลวิจัยระบุว่า การคำนึงถึงสื่อดิจิทัลตั้งแต่ขั้นตอนแรกของกระบวนการสร้างสรรค์งานโฆษณาเป็นสิ่งจำเป็น และควรคำนึงถึงความเหมาะสมของโฆษณาดังกล่าวเมื่อปรากฏบนจออุปกรณ์ต่างๆ และแม้รูปแบบของวิดีโอโฆษณาที่ผู้บริโภคสามารถกดข้ามได้ ยังคงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับการสร้างสรรค์งานโฆษณา แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ บริษัทจึงควรมุ่งสร้างความน่าสนใจให้เกิดขึ้นให้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกของวิดีโอโฆษณา

อุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลวาร์ด บราวน์ ไฟร์ฟลาย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ได้ในวงกว้าง แต่แบรนด์ต้องใส่ใจในรายละเอียดเมื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่ถนัดและรอบรู้การใช้สื่อดิจิทัล เพราะเราไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมๆ แบบเดียวกับที่ใช้กับโทรทัศน์ได้อีกต่อไป ผลวิจัยนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยได้พัฒนาไปพร้อมกับอิทธิพลของสื่อดิจิทัล และมีความต้องการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกรับชมผ่านหน้าจอต่างๆ ดังนั้น นักการตลาดจึงควรปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือให้เหมาะสม

 

ล็อกซเล่ย์ จับมือ หอการค้า ขยายโอกาสตลาดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 22:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411401

ล็อกซเล่ย์ จับมือ หอการค้า ขยายโอกาสตลาดการศึกษา

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ความนิยมในสินค้ากลุ่มแอปเปิ้ลยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ระบบการศึกษาเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ตอบโจทย์ให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การจับมือกันระหว่างบริษัท ล็อกซเล่ย์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงเป็นโอกาสที่ดี

ธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า การเข้ามาเจาะในตลาดโซลูชั่นการศึกษา หวังสร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่เพื่อเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะช่วยตอบโจทย์การเรียนให้เปิดกว้างมากขึ้น โดยนอกจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแล้ว ยังตั้งเป้าจะให้บริการในสถาบันการศึกษา 20 สถาบันภายในปีหน้า

ปัจจุบันล็อกซเล่ย์ได้นำเทคโนโลยีเข้าไปเพิ่มศักยภาพความพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยีรองรับโซลูชั่นด้านการศึกษาไปจนถึงฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษา โดยเข้าไปทำแล้วในโรงเรียนหลายแห่ง อาทิ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ และโรงเรียนในเครือพระหฤทัย โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล โรงเรียนสามเสน 2 เป็นต้น

นอกจากนี้ ล็อกซเล่ย์ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายโซลูชั่นทางการศึกษาจากบริษัท แอปเปิ้ล เซาท์ เอเชีย (ประเทศไทย) ด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับตลาดการศึกษามากขึ้น

“นอกจากเรื่องของโซลูชั่นแล้ว ยังได้รับอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษา พร้อมทั้งทีมงานจากล็อกซเล่ย์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการจัดฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษาที่เรียกว่าศูนย์ Apple Regional Training Centre เพื่อให้การส่งบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตการฝึกอบรมการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี หรือเอพีดี (APD : Apple Professional Development) สามารถเข้าไปฝึกอบรมอาจารย์และเจ้าหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด”ธงชัย กล่าว

ด้าน เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่หวังผลกำไร และการร่วมมือกับทางล็อกซเล่ย์จะเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า ก้าวสู่การเป็นดิจิทัลเลิร์นนิ่งซิสเต็มส์ของประเทศไทย

“การนำแนวความคิดที่ส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา จะช่วยตอบโจทย์แนวความคิด C21 มาใช้พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ดี และนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อให้รู้จักแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม” เสาวณีย์ กล่าว

สำหรับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับจากทางแอปเปิ้ลแล้วว่าเป็นสถาบันที่มีความโดดเด่นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับการศึกษาถือว่าเป็นการรู้จักนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ด้านการเรียนการสอนแบบชาญฉลาด และมีการเรียนรู้ที่เปิดกว้างทำให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้สอนได้อย่างทันท่วงที

“ทั้งผู้เรียนและผู้สอนควรปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างความรู้ใหม่ๆ ให้ทันโลกที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว” เสาวณีย์ กล่าว

 

ขายแล้ว!โดรนติดกล้องเล็กสุดในโลก ราคา2,500บ. (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 12:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/411217

ขายแล้ว!โดรนติดกล้องเล็กสุดในโลก ราคา2,500บ. (คลิป)

จำหน่ายแล้วโดรนติดกล้องขนาดเล็กที่สุดในโลก ราคาเพียง 2,500 บ.

เว็บไซต์ข่าวไอที BGR รายงานว่าขณะนี้ได้มีการเปิดตัว SKEYE Nano Drone โดรนติดกล้องขนาดจิ๋วที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ด้วยขนาดเพียง 1.57 x 1.57 x 0.87 นิ้วและมีน้ำหนักแค่ 14 กรัม พร้อมวางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ Amazon แล้วในราคาเพียง 69 ดอลลาร์หรือประมาณ 2,500 บาท

ทาง TRNDlabs ทีมผู้พัฒนากล่าวว่า โดรนจิ๋วตัวนี้ติดกล้องความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล โดยจะถูกบันทึกไว้บน MicroSD Card ทั้งนี้โดรนจิ๋วจะสามารถบินใช้งานได้ 3-4 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งจะกินเวลาชาร์จแบตเตอร์รี่ประมาณ 30 นาที

ผู้สนใจเป็นเจ้าของโดรนจิ๋วตัวนี้สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.amazon.com/SKEYE-Nano-Drone-Camera-Front-Mounted/dp/B019QQ82PS/?tag=b0c55-20 ซึ่งอาจเป็นช่องทางซื้อที่ไม่สะดวกนักสำหรับคนไทย

ที่มา bgr