งานกาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีม พร้อมเสิร์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582675

โดย วานิชหนุ่ม 27 ก.พ. 2559 05:01

 

ร้านกาแฟ เป็นธุรกิจที่เปิดดำเนินกิจการค่อนข้างง่าย เป็นธุรกิจที่ได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับเม็ดเงินในการลงทุน ซึ่งการแข่งขันมีความเข้มข้นรุนแรงสูงมากเช่นกัน ดังนั้นความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนหรือผู้ต้องการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน แต่ยังไม่มีไอเดียว่าจะเริ่มกันยังไง มีงานหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “งานแสดงกาแฟ เบเกอรี่และไอศกรีม” ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ในปีนี้งานดังกล่าวเป็นงานโชว์กาแฟใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และก้าวขึ้นสู่ปีที่ 10 ที่เตรียมฉลองการจัดงานอย่างเต็มที่ ด้วยการนัดระดมพลผู้แสดงกว่า 300 ราย จัดกิจกรรมมากมายเอาใจเจ้าของธุรกิจและผู้ที่มองหาอุปกรณ์ใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลกแบบครบวงจร

นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดเวอร์สิไฟด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ “อิมแพค เมืองทองธานี” ฮอลล์ 2-3 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มขึ้นอีก 15% เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการได้ขนอุปกรณ์และวัตถุดิบจากทั่วทุกมุมโลกในการเปิดร้านมานำเสนอให้เจ้าของธุรกิจ ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีมและผู้สนใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจรายใหม่สามารถเลือกซื้อสินค้าทั้งหมดในคราวเดียว

“งานนี้ผู้แสดงได้เตรียมโปรโมชั่นที่สุดแห่งปีด้วยการเสนอส่วนลดสูงสุดถึง 60% เพื่อรองรับทั้งผู้ซื้อรายเก่าและรายใหม่จากทั่วประเทศกว่า 42,000 คน ที่คาดว่าจะเข้ามาชมและเลือกซื้ออุปกรณ์ใหม่ล่าสุดจากทั่วโลก โดยสินค้าที่มาแสดง ประกอบด้วยอุปกรณ์เพื่อการเปิดร้าน อาทิ เครื่องชง, เครื่องบด, เครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ, น้ำเชื่อม เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์สำหรับร้านเบเกอรี่ เช่น เครื่องนวดแป้ง, เตาอบ, ชีส, วัตถุดิบแต่งหน้าเค้ก, แพ็กเกจจิ้ง รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับเปิดร้านไอศกรีม อาทิ เครื่องทำเจลาโต้, ผงทำไอศกรีม, ชีส และเครื่องทำน้ำแข็ง, ตู้เย็น/ตู้แช่และตู้โชว์เค้ก เป็นต้น

นายกวินย้ำว่า งานดังกล่าวนับเป็นงานแสดงเดียวของประเทศที่ได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจกาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีม ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศว่ามีสินค้าหลากหลายและเพียบพร้อม พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษจากผู้แสดง เพื่อให้ง่ายต่อการ ตัดสินใจของผู้ซื้อ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มองหาธุรกิจเกี่ยวกับการเปิดร้านกาแฟก็สามารถมาพบปะผู้ขายแฟรนไชส์ได้อีกด้วย เป็นงานประจำปีที่ทุกคนเฝ้ารอ มั่นใจว่างานนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ต้นปีและมียอดซื้อขายกว่า 150 ล้านบาท

“นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรสมาคมต่างๆ เพิ่มกิจกรรมพิเศษกว่าทุกปี โดยปีนี้ได้เพิ่มการจัดการแข่งขันระดับโลก National Thailand Brewers Cup Championship 2016 อีกหนึ่งรายการคือการแข่งขันชงกาแฟโดยไม่ใช้เครื่องเอสเปรสโซ่ และยังสามารถดึง “บาริสต้า” จากทั่วโลกมาแข่งขันได้อีกด้วย นอกเหนือจากการแข่งขันบาริสต้าชิงแชมป์ประเทศไทยคัดตัวแทนไปแข่งขันที่ประเทศไอร์แลนด์ รวมทั้งการจัดสัมมนาสำหรับคอกาแฟตัวจริง”

ขณะเดียวกันยังได้จัดงาน “ท่องไทย ท่องโลก” ครั้งที่ 14 มีผู้แสดงกว่า 400 บูธ มานำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยว ห้องพักโรงแรม แพ็กเกจทัวร์ทั้งในและต่างประเทศภายใต้แนวคิด “เที่ยวซ่าส์ ท้าลมร้อน” ให้ผู้สนใจวางแผนการเดินทางในช่วงปิดภาคเรียน จึงเป็นโอกาสดีที่สามารถชมงานแสดงใหญ่ทั้ง 2 งานในเวลาและสถานที่เดียวกัน

ผู้แสดงได้เตรียมโปรโมชั่นแพ็กเกจห้องพักโรงแรม รีสอร์ต ทัวร์ในและต่าง ประเทศ บริการรถเช่า สายการบิน อุปกรณ์เดินทางลดสูงสุดถึง 50% ไว้รอรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังสามารถเข้าร่วมสนุกกิจกรรมภายในงานเพื่อลุ้นรับรางวัลพิเศษมากมาย คาดว่าจะมีการซื้อขายกว่า 100 ล้านบาท

งานดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม และสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มเติม รวมไปถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้มีสีสันและบรรยากาศคึกคักตั้งแต่ต้นปี!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ฉลองจัดงาน โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579618

โดย วานิชหนุ่ม 20 ก.พ. 2559 05:01

 

เริ่มต้นปีลิงไฟด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจและระมัดระวังการใช้จ่ายกันมากขึ้น ให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคาของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนั้นหลายๆแบรนด์ได้เริ่มจัดงานอีเวนต์จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดประเดิมช่วงต้นปี เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค และเพื่อกระตุ้นดีมานด์การซื้อ

โดยเฉพาะสินค้าเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต “โฮมเวิร์ค” ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าเพื่อบ้าน ยังคงสานต่อแนวคิดในการจัดงาน “โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป” อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “ครบ ถูก คุ้มกว่าทุกงาน” ทำให้ โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โปกลายเป็นมหกรรมลดราคาสินค้าเพื่อบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมตลอดมา

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า โฮมเวิร์ค เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ฉลองครบรอบครั้งที่ 20 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังพาร์ตเนอร์ในเครือเซ็นทรัล อาทิ เพาเวอร์บาย, ซีเอ็มจี, เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ และ วัตสัน มาจัดหนัก จัดเต็ม กระหน่ำลดราคาสินค้าครั้งใหญ่สูงสุด 80% แบบไม่ผิดหวังมางานเดียวได้ของครบ ถูก คุ้มกว่าทุกงาน

การจัดงานนี้เริ่มแล้วจนถึงวันที่ 28 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์ไบเทค บางนา บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร วางงบประมาณการจัดงานครั้งนี้กว่า 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย อาทิ การจับมือกับสถาบันการเงินชั้นนำส่งโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลดและรับเพิ่มอีก 45% มากที่สุดแห่งปี, การจัดรายการสินค้านาทีทอง ลดถล่มราคา และยิ่งช็อป ยิ่งรับเพิ่ม เป็นต้น อีกทั้งครั้งนี้ยังมีพันธมิตรเข้าร่วมการจัดงานเพิ่มขึ้น และเพิ่มฟู้ดโซน ด้วยการนำอาหารอร่อยจากร้านดัง 60 ร้านค้า เพื่อเอาใจนักช็อป นักชิม และเพิ่มความสุขของทุกคนในครอบครัว ภายใต้สโลแกน “ครบ ถูก คุ้มกว่าทุกงาน”

“เราได้ดำเนินการจัดงานโฮมเวิร์ค เอ็กซ์โปมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้เป็นการฉลองครบรอบครั้งที่ 20 ซึ่งแต่ละครั้งเราได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีด้วยจุดเด่นของงานที่มีพันธมิตรในเครือเซ็นทรัลมาร่วมงาน ทำให้ความหลากหลายของกลุ่มสินค้าสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเพื่อบ้าน ต้นไม้ ของแต่งสวน เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแฟชั่น สินค้าไอที สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมกับการจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม และสถานที่จัดงานที่สะดวกสบายต่อการเดินทาง ส่งผลให้ครองความเป็นผู้นำงานมหกรรมสินค้าเพื่อบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ครบวงจรที่สุดในเมืองไทย โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 10 วัน จะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท”

นายสุทธิสารกล่าวว่า แบรนด์ที่เข้าร่วมงานกว่า 500 แบรนด์ดังจัดโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุดกว่า 80% โดยแบ่งพื้นที่จำหน่ายออกเป็นโซนหลักๆ ดังนี้ โซนสินค้าเพื่อบ้าน จากโฮมเวิร์ค โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า จากเพาเวอร์บาย อาทิ อุปกรณ์ภาพ-เสียง สินค้าไอที, โซนแฟชั่นจากซีเอ็มจี เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เครื่อง สำอาง, โซนสินค้าเพื่อ สุขภาพและความงาม จากซีเอ็มจี วัตสัน และบูทส์รีเทล เอาใจคนชอบชิมกับ โซนอาหาร อาทิ มิส-เตอร์โดนัท, อานตี้- แอนส์, เดอะ เทอเรส และไอศกรีมโคลด์สโตน จากเซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป และเทศกาลอาหารคาว-หวาน จาก 60 ร้านค้า เอาใจคนรักธรรมชาติกับโซนต้นไม้และของตกแต่ง Garden Market มหกรรมต้นไม้ ของแต่งสวนของแต่งบ้านอีกกว่า 80 ร้านค้า และโซนสินค้าโครงการหลวง สินค้าดอยคำ ทั้งผักสด ดอกไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูป และสองวันสุดท้ายขยายเวลาให้ช็อปถึงเที่ยงคืน

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ 8 คุ้ม เอาใจสาวกนักช็อป ได้แก่ คุ้ม 1 สินค้า Hot Price และ Crazy Price ลดสูงสุด 80% คุ้ม 2 ลดและรับเพิ่มรวม 45% จากบัตรเซ็นทรัล เครดิต การ์ด คุ้ม 3 ผ่อน 0% สูงสุด 18 เดือน คุ้ม 4 ช็อป 10,000 บาท คืน 10,000 บาท เพียงช็อปสินค้าที่โฮมเวิร์ค ภายในงานครบ 10,000 บาท รับคูปองส่วนลด 10,000 บาท คุ้ม 5 ฉลองครั้งที่ 20 ช็อปทุก 3,000 บาท ลุ้นแลกซื้อสร้อยคอทองคำ 20 บาท ในราคา 1 บาท คุ้ม 6 ยิ่งช็อป ยิ่งรับเพิ่ม เมื่อช็อปครบตามเงื่อนไข รับฟรีบัตรกำนัล คุ้ม 7 ข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มจากบัตรเครดิตชั้นนำ 12 สถาบันการเงิน และคุ้ม 8 พิเศษสำหรับสมาชิกบัตร The 1 Card เพียงนำคะแนนในบัตร 600 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท

นับเป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ที่เครือเซ็นทรัลได้ผนึกกำลังมาจัดงานใหญ่ให้เลือกช็อปได้อย่างคุ้มค่า!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ยักษ์ค้าปลีกเปลี่ยนมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576416

โดย วานิชหนุ่ม 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่กับวงการธุรกิจค้าปลีกในตลาดเมืองไทย เมื่อกลุ่มบริษัทของเจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” โดยบริษัททีซีซี คอร์ปอเรชั่น ได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นใหญ่ของ “บิ๊กซี” จากกลุ่มบริษัทคาสิโน จากประเทศฝรั่งเศส และขั้นตอนทางตลาดหลักทรัพย์จะต้องทำให้เสร็จสิ้นกระบวนการภายในวันที่ 31 มี.ค.ที่จะถึงนี้

เบื้องต้นทางเจ้าสัวเจริญจะต้องใช้เงินกว่า 1.2 แสนล้าน เพื่อจ่ายให้กลุ่มคาสิโนกับหุ้น 58.6% ยังไม่รวมที่จะต้องจ่ายเพิ่มเติมกับการตั้งโต๊ะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยของบิ๊กซีอีก

นับเป็นการสยายปีกทางธุรกิจศูนย์การค้า ค้าปลีก ค้าส่งแบบครบวงจรที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากพยายามซื้อกิจการของ “คาร์ฟูร์” ได้ตัดสินใจถอนการลงทุนในประเทศไทย แต่ล้มเหลวไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มคาสิโนเองเป็นผู้ชนะจากการประมูลในครั้งนั้นและได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น “บิ๊กซี” ดังที่รู้กัน

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกของเจ้าสัวเจริญ ได้ตั้งบริษัททีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิลด์เอสเตท และปรับโมเดลธุรกิจเป็น 5 คาแรกเตอร์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ประกอบด้วย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, ดิจิตอล เกตเวย์, เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า และ บ็อก สเปซ ยังไม่นับรวมถึงศูนย์การค้าตะวันนา พลาซ่า รวมทั้งบริษัททีซีซี แอสเซ็ทส์ ที่เพิ่งเปิดตัว “เดอะสตรีท รัชดา” เน้นพัฒนาโครงการ “มิกซ์ยูส” เน้นความหลากหลายของศูนย์การค้า

ขณะเดียวกันได้เปิดศูนย์ค้าส่งใน จ.หนองคาย รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อในประเทศลาวและธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจค้าส่งในประเทศเวียดนาม

การเข้าซื้อกิจการ “บิ๊กซี” ครั้งนี้ยังจะช่วยให้การขยายธุรกิจของเจ้าสัวเจริญเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครบวงจร และเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ต้องน่าจับตามอง ทั้งการเป็นผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง

สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกห้างสรรพสินค้า ผู้ก่อตั้งกิจการ “บิ๊กซี” ในเมืองไทย ในยุคเริ่มต้นของธุรกิจ “ดิสเคาน์สโตร์” ด้วยการจับมือกับเครืออิมพีเรียล ผุด “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” ขึ้นมา ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งที่ธุรกิจคนไทยได้รับผลกระทบกันหมด กลุ่มคาสิโน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกอันดับสองของประเทศฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจการ “คาร์ฟูร์” ด้วยการจับมือกับคาร์ฟูร์ จากประเทศฝรั่งเศส และได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกันจนต้องขายหุ้นออกไป ทั้งบิ๊กซีและคาร์ฟูร์ กลุ่มเซ็นทรัลล้วนแต่ร่วมแข่งขันประมูล แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง

ก่อนหน้านี้อภิมหาบิ๊กดีลที่เกิดขึ้นในธุรกิจในเมืองไทยก็คือกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ซื้อกิจการ “แม็คโคร” ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้สมาชิก มูลค่ามหาศาลถึง 1.88 แสนล้านบาท โดยให้บริษัทซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นผู้ซื้อกิจการค้าส่ง และเครือซีพีจะใช้เครือข่ายของแม็คโครเป็นหัวหอกนำสินค้าไทยในการบุกตลาดต่างประเทศทั่วเอเชีย

ทางด้าน “เทสโก้ โลตัส” เองก็ถูกจับตามองมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หลังจากบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษประสบปัญหาก็มีข่าวการเจรจาขายกิจการมาตลอด ในปีที่ผ่านมาถึงกับมีข่าวเจ้าสัว “ธนินท์ เจียรวนนท์” ได้บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทาง “เทสโก้” เมืองไทยออกมาปฏิเสธและข่าวก็เงียบหายไป โดยที่ผ่านมากลุ่มซีพีเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทสโก้ โลตัส ในเมืองไทย แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์จนต้องขายหุ้นออกไปเช่นเดียวกัน

แม้จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมามากมายผลกระทบที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยปีแล้วปีเล่ารวมทั้งบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่กลุ่มทุนไทยเองก็สามารถฝ่าวิกฤติเอาตัวรอดและมีความแข็งแรงพอที่จะไล่ซื้อกิจการจากต่างชาติกลับคืนมาได้!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉองตรุษจีนปีวอก อัดแคมเปญ กิจกรรมมงคลปลุกยอดขายต้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573124

โดย วานิชหนุ่ม 6 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาพรวมกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงปลายปีต่อเนื่องเทศกาลปีใหม่ที่มีสัญญาณที่ดี ไม่ว่าเป็นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงสุดในรอบ 8 เดือน ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับการกระตุ้นจากทางภาครัฐบาลโดยเฉพาะในเรื่องการลดหย่อนภาษีรายได้ส่วนบุคคล ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่ได้รับผลโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าที่พร้อมเดินหน้ากระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ผลจากความตื่นตัวของผู้บริโภค ทำให้ตลาดยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีนี้ที่วันตรุษจีนมาเร็วคือในวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้ น่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยจะเสริมให้ความคึกคักของตลาดค้าปลีกมีอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงตรุษจีน ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่มีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดยในช่วงตรุษจีนของทุกๆปีจะมี เงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท จากการใช้จ่ายของคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองไทย ทั้งในเรื่องของการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษทำบุญ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค แจกแต๊ะเอีย เลี้ยงสังสรรค์ ฯลฯ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด

นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในปีที่ผ่านมาถือว่ามียอดขายรวม 52,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4% นับเป็นความสำเร็จท่ามกลางปัจจัยเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก แต่เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายเรื่องการลดหย่อนภาษีรายได้ส่วนบุคคลจากการซื้อสินค้าที่ทำผู้บริโภคมีความตื่นตัวในการใช้จ่ายสูง และกระตุ้นการใช้จ่ายในภาพรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี

สำหรับเทศกาลตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างยอดขายของห้างฯ โดยเดอะมอลล์ถือเป็นผู้นำการสร้างแนวทางการทำการตลาดในเรื่องของการนำความเชื่อ ประเพณี ขนบธรรมเนียม มาผนวกหลอมรวมกับการทำการตลาดยุคใหม่อย่างลงตัว จนกลายเป็นกิจกรรมมงคล และแคมเปญต่างๆ ที่จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกๆปี ที่ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

“ตรุษจีนในปีนี้ตามตำราจีนถือเป็นปีวอกไฟที่จะบันดาลความรุ่งโรจน์ ความสำเร็จ และความมั่งคั่ง เหมือนไฟที่ลุกโชติมอบพลังให้กับทุกๆคน จึงเป็นท่ีมาของคอนเซปต์ การทำการตลาดของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ภายใต้ชื่อ “Glorious Chinese New Year วานรอัคนี มั่งมีพลัง มั่งคั่งความสำเร็จ” โดยมีกิจกรรมสำคัญคือ กิจกรรมสักการะองค์เทพไต้เสี่ยฮุกโจ้ว หรือองค์เทพเจ้าเห้งเจีย และเจ้าแม่กวนอิม 5 ปาง ซึ่งทางคณะผู้บริหารเดอะมอลล์ เดินทางสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อทำพิธีเบิกเนตร และอัญเชิญองค์จำลององค์เทพ ณ วัดไคหยวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นวัดหลวงเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ค.ศ.738 อายุประมาณ 1,278 ปี โดย นำมาประดิษฐาน เพื่อให้ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนได้สักการะเพื่อความเป็นมงคลในปีวอกที่เดอะมอลล์ทุกสาขา จนถึงวันที่ 10 ก.พ.นี้”

ขณะเดียวกัน ยังมอบความบันเทิงที่มาพร้อมความมงคลด้วยการโชว์เชิดสิงโต และมังกรเป็นการแสดงที่เป็นประเพณีจีนที่สืบทอดมายาวนาน บริเวณหน้าห้างฯ เดอะมอลล์ทุกสาขา ซึ่งการจัดกิจกรรมในปีนี้ จะเป็นการแสดงเชิดมังกร สิงโต LED “SHINE A LIGHT DRAGON & LION DANCE” ส่งตรงมาจากประเทศสิงคโปร์ พร้อมการนำ 18 เมนูมหามงคลแต้จิ๋วจากซัวเถา โดย 9 ภัตตาคารชื่อดัง มาให้ลิ้มลองเพิ่มความสิริมงคลให้ทุกๆคนในเทศกาลตรุษจีนปีวอกนี้

“สำหรับในเรื่องการจับจ่ายสินค้าเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ลูกค้าจะคำนึงถึงความคุ้มค่าที่ได้รับจากการใช้จ่ายในแต่ละครั้งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้า ในส่วนแคมเปญพิเศษฉลองตรุษจีนของห้างฯในกลุ่มเดอะมอลล์ในปีนี้ จึงเน้นมอบความคุ้มค่าที่เป็นรูปธรรมที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย ประกอบกับการทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้า M Card ที่มี Loyalty สูงและใช่จ่ายต่อเนื่อง ผ่านทางแคมเปญ Glorious Chinese New Year จนถึงวันที่ 14 ก.พ.นี้ เมื่อช็อปครบตั้งแต่ 1,500–15,000 บาท แลกรับทันทีคูปองส่วนลดสูงสุด 50% และยังได้ลุ้นทานอาหารจีน ที่ร้าน Chef Man ร้านอาหารจีนชื่อดัง เมื่อช็อปครบทุก 2,000 บาท นอกจากนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เตรียมแจกจี้ทองคำอักษรจีนมงคล ให้กับสมาชิก M Card 100 ท่านแรก ที่ช็อปครบ 40,000 บาท มอบความโชคดีเริ่มต้นปีวอกและรายการพิเศษอีกมากมาย มั่นใจว่าจะทำ ยอดขายในเทศกาลนี้ 2,500 ล้านบาท”

แม้ว่าจะเข้าสู่ยุคสังคมคนรุ่นใหม่ แต่คนจีนรุ่นใหม่ก็ยังคงให้ความสำคัญสืบทอดทำเนียมประเพณีกับการกราบไหว้บรรพบุรุษเพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง แต่พฤติกรรมการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆด้าน

ผู้ประกอบการธุรกิจใดที่มองเห็นแนวโน้ม และความได้เปรียบจะสามารถช่วงชิงยอดขายในช่วงเทศกาลเงินสะพัดนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

“นิโอ ทาร์เก็ต” ย้ำชื่อเสียงองค์กร ช่วยผลักดันธุรกิจไทยแข่งขันได้ใน”เออีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569892

โดย วานิชหนุ่ม 30 ม.ค. 2559 05:01

 

การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปีนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญของบริษัทและผู้ประกอบการไทยที่ยกระดับการแข่งขันขึ้นในระดับภูมิภาค ในด้านความพร้อมของผู้ประกอบการในผลิตภัณฑ์และบริการแล้ว ชื่อเสียงองค์กรและผู้บริหารก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้

ในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีลักษณะเป็นตลาดร่วม มีฐานการผลิตร่วมกัน และมีการไหลเวียนของสินค้า ทุน บริการและแรงงานอย่างอิสระในภูมิภาค ด้วยประชากรทั้งหมดราว 600 ล้านคน จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาคและเวทีโลก

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ที่ปรึกษาการสร้างชื่อเสียงและการสื่อสารครบวงจรกล่าวว่า การตื่นตัวเรื่องชื่อเสียงองค์กรและผู้บริหาร รวมทั้งการเปิดเสรีทางการค้าในปีนี้จะมีผลต่อการปรับตัวขององค์กร ภาครัฐ และเอกชนในเรื่องการ บริหารจัดการชื่อเสียงองค์กรและชื่อเสียงของแบรนด์และผลิตภัณฑ์มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ แบบที่เคยเป็นมา ชื่อเสียงจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทรงพลังในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21นี้

ปัจจุบันมีปัจจัยมากมายที่ทำให้คนพิจารณาให้คะแนนชื่อเสียงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ Stakeholders ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความแตกต่างทางอายุ อาชีพ รายได้ ภูมิหลัง และประสบการณ์ ดังนั้น การได้วิเคราะห์ Stakeholders แต่ละกลุ่มและรู้ความต้องการของผู้บริโภคและเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละกลุ่มธุรกิจ รวมถึงการเลือกสื่อสารในจุดแข็งของตัวเองย่อมจะทำให้เกิดการได้เปรียบทางธุรกิจยิ่งขึ้น

นางวรรณีกล่าวเสริมว่า ในระดับประเทศการสร้างชื่อ เสียงของประเทศที่มีนโยบายเอื้อต่อการลงทุน คณะผู้บริหารหรือรัฐบาลเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความเป็นมืออาชีพและมี Integrity หรือการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ให้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในระดับโลกเป็นเรื่องจำเป็น รวมทั้งแบรนด์ “เมด อิน ไทยแลนด์” และผู้ประกอบการ ที่ต้องเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม มีความแตกต่างก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในตลาดอาเซียนและในระดับโลก

บริษัทได้คิดค้นโมเดลของการสร้าง ชื่อเสียงที่พัฒนามาจาก 3 P คือ Performance People และ Planet ซึ่งสามารถแตกออกมาได้เป็น 6 ไดเมนชั่นส์ ทั้ง 6 ได- เมนชั่นส์นี้สามารถวัดการรับรู้ในแต่ละมิติได้อย่างละเอียด รู้จุดอ่อน จุดแข็ง และประเด็นที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง Stakeholders ให้น้ำหนักมากน้อยกว่ากัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำ “โรดแม็ป” ของการสื่อสารได้ครอบคลุมมิติอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในโลกการแข่งขันที่สูงอย่างทุกวันนี้ที่ทุกองค์กรต่างต้องการเป็นผู้ชนะการแข่ง- ขันกันด้วยความเก่งและดี

“แต่ที่สำคัญคือต้องสื่อสารให้คนอื่นเห็นเช่นเดียวกับเราด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจเสียตำแหน่งผู้นำให้แก่คู่แข่งของเราได้ หาก คู่แข่งสื่อสารให้คนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาได้มากกว่า เพราะเรื่องชื่อ เสียงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างและต้องสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจยอมรับและเกิดความเชื่อถือศรัทธาในที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสและการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาวและยั่งยืนอย่างแท้จริง”

โดยตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมา นิโอ ทาร์เก็ต สัดส่วนลูกค้าที่มารับบริการด้านเรพพิวเทชั่นส์ เมเนจเมนต์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีสัดส่วนถึง 30-40% โดยให้บริการแก่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจ หลากหลาย ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเกษตร อาหาร รถยนต์ การเงิน พลังงาน และก่อสร้าง โดยให้บริษัทเข้าไปทำการศึกษาและวิเคราะห์ชื่อเสียง วางโรดแม็ปให้คำปรึกษาผู้บริหารและให้คำแนะนำหรือ Coaching ทีมงานสื่อสารภายในในการดำเนินการ พร้อมกับความมั่นใจว่าเซ็กเมนต์ใหม่นี้จะเป็นเซ็ก– เมนต์ทางด้านการสื่อสารที่มีการเติบโตมากในอนาคตแน่นอน

พร้อมที่จะเผชิญการแข่งขันในระดับเออีซี ที่จะต้องมีคู่แข่งขันที่แข็งแกร่งจากประเทศสมาชิกด้วยกันเข้าร่วมกันอย่างคึกคัก!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

“เซียงเพียว” โชว์ภูมิปัญญาไทยผงาดตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566394

โดย วานิชหนุ่ม 23 ม.ค. 2559 05:01

 

หลังจากเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็ได้รวมเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยมีสมาชิกอีก 9 ประเทศ คือ พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน มารวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของประชากรทั้งโลก

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงเสริมให้อาเซียนมีความแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ระดับโลก

แน่นอนด้วยขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง โอกาสที่บรรดาบริษัทชั้นนำจากเมืองไทย ต่างหาช่องทางบุกเข้าไปเจาะตลาดเออีซี เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาดม ยาหม่อง แบรนด์ “เซียงเพียว” และ “เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์” ที่ให้ความสำคัญในตลาดนี้เป็นอย่างมาก

นางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ให้ความสำคัญในการทำตลาดในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้ตลาดในเมืองไทย โดยปัจจุบันบริษัทฯทำตลาดอยู่ใน 12 ประเทศ คือ กัมพูชา สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา โคลอมเบีย และเยอรมนี โดยยังมีแผนที่จะขยายตลาดเพิ่มไปยังประเทศอินเดีย พม่า ลิทัวเนีย และมองโกเลีย อีกด้วย โดยตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้ตลาดเพิ่มแน่ 2 ประเทศ

ทั้งนี้บริษัทฯยังได้วางแผนกลยุทธ์ภายใน 3-5 ปี บริษัทฯจะสร้างยอดขายจากตลาดต่างประเทศให้มีสัดส่วนเป็น 60% และตลาดในประเทศ 40% ซึ่งปัจจุบันตลาดในประเทศและต่างประเทศมีสัดส่วนที่ 50% เท่ากัน และยังตั้งเป้ายอดขายในขณะนั้นแตะ 1,800 ล้านบาท ซึ่งในเวลานี้ ณ สิ้นปี 2558 สามารถทำยอดขายได้กว่า 1,000 ล้านบาท

“ตลาดในกลุ่มอาเซียนถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยบริษัทฯจะเร่งขยายตลาด และส่งผลิตภัณฑ์ต่างๆไปทำ ตลาดให้ครอบคลุมในทุกประเทศให้มากที่สุด”

ล่าสุดบริษัทฯได้บุกตลาดประเทศกัมพูชา โดยที่จริงแล้วบริษัทฯได้เข้าไปทำตลาดมาโดยตลอด กว่า 20 ปี ในกลุ่มยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว และยาหม่องเซียงเพียว จนคนที่กัมพูชารู้จักและเรียกกันติดปากว่า “ยาหม่องตราตาแป๊ะ” ทั้งนี้ล่าสุดได้ส่งผลิตภัณฑ์ยาดมเซียงเพียวเข้าไปทำตลาดเพิ่ม เน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่น รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยว

นางสุวรรณา กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดจากนี้ บริษัทฯจะนำกลยุทธ์จากประเทศไทย มาปรับใช้ในการบุกตลาดกัมพูชา โดยจะเน้นการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ซึ่งขณะนี้บริษัทฯได้ใช้นักร้องชื่อดังของกัมพูชามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงทำป้ายโฆษณาติดที่รถตุ๊กตุ๊กให้วิ่งไปทั่วเมืองเสียมราฐ ถือเป็นการสร้างการรับรู้

ทั้งนี้บริษัทฯยังมีแผนเปิดตัวและวางจำหน่ายยาดมเซียงเพียวใน 7 เมืองยุทธศาสตร์ของกัมพูชา คือ พนมเปญ เสียมราฐ สีหนุวิลล์ พระตะบอง กัมปงจาม กัมปงธม และบันเตียเมียนเจย

“ก่อนที่บริษัทฯจะนำยาดมเซียงเพียวเข้าไปทำตลาดในกัมพูชา บริษัทฯได้ไปศึกษาตลาดมาก่อนประมาณ 1 ปี ซึ่งก็พบว่าตลาดยาดมในกัมพูชายังไม่มีคู่แข่ง และพอให้กลุ่มวัยรุ่นได้ทดลองใช้ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้บริษัทฯเล็งเห็นโอกาส โดยบริษัทฯตั้งเป้าจะผลักดันยาดมเซียงเพียวให้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดกัมพูชาภายในปีนี้”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนตั้งโรงงานในประเทศกัมพูชา โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยจะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและประเทศอาเซียน รวมทั้งเพื่อป้อนตลาดในประเทศจีนที่บริษัทฯกำลังทำตลาดอยู่ด้วย ซึ่งขณะนี้บริษัทฯกำลังหาตัวแทน จำหน่ายอย่างเป็นทางการอยู่

ในส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ที่ อ.ลำลูกกา คลอง 7 จ.ปทุมธานี มูลค่าลงทุน 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 60 ไร่ คาดจะมีกำลังการผลิตเพิ่มจากโรงงานเดิม 10 เท่า เพื่อผลิตป้อนตลาดในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนที่มีโอกาสเติบโตสูง

นางสุวรรณากล่าวเพิ่มเติมว่า นอก จากยาดมเซียงเพียวแล้ว บริษัทฯยังมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เซียงเพียว รีลีฟ ครีม” ครีมทาบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายเข้าไปบุกตลาดกัมพูชาด้วย เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสและช่วงชิงความได้เปรียบจากการที่ไปบุกตลาดก่อน

สำหรับด้านการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2558 ที่ผ่านมา ในภาพรวมเติบโต 18% โดยปีนี้ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 23% ซึ่งหากแยกเป็นแต่ละแบรนด์เซียงเพียวจะตั้งเป้าปีนี้ไม่ต่ำกว่า 18% โดยปีที่ผ่านมาเติบโต 17% ส่วนแบรนด์เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ตั้งเป้าเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 25% โดยปีที่ผ่านมาเติบโต 22%

ก็ต้องถือว่าบริษัทไทย ผลิตภัณฑ์ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก เห็นได้จากแบรนด์เซียงเพียว ที่สามารถออกไปบุกตลาดในต่างประเทศได้อย่างน่าภาค
ภูมิใจ!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปีวอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563134

โดย วานิชหนุ่ม 16 ม.ค. 2559 05:01

 

“ที่อยู่อาศัย” หรือ “บ้าน” หนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ในการดำเนินชีวิต แน่นอนทุกคนก็อยากที่จะมีบ้านเป็นของตนเองไม่ว่าจะหลังเล็ก หลังใหญ่ ก็ล้วนมีความหมายกับผู้ที่อยู่อาศัย

สำหรับในปีนี้ตลาดที่อยู่อาศัยจะมีทิศทางเป็นเช่นไร จะมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาเป็นขาขึ้น หรือจะเป็นขาลง ก็ต้องมารอลุ้นกันอีกที ล่าสุด หลังจากภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการอนุมัติลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจำนองให้เหลืออยู่ที่ 0.01% ก็มีส่วนทำให้ยอดขายและยอดโอนในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมาคึกคักพอสมควร ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ถึง 30 เม.ย.2559

ดังนั้น เราลองมาฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย ว่าทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อไว้เป็นข้อมูลตัดสินใจหาซื้อที่อยู่อาศัยกันดีกว่า

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2559 ว่าความต้องการซื้อสินค้า (ดีมานด์) ยังมีอยู่ โดยวัดได้จากฟีดแบ็กหลังจากมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯจากภาครัฐ ยอดขาย ยอดโอน เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนไทยยังมีกำลังซื้อ เพียงแต่มีใจจะซื้อหรือเปล่านั่นคือปัญหาที่ทางภาครัฐต้องช่วยเร่งสร้างความมั่นใจผู้บริโภคให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสัญญาณการปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น โดยสรุปแล้วมองว่าธุรกิจอสังหาฯในปีนี้น่าจะดีขึ้น ตามภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจนในปีนี้คือ อานิสงส์ความคืบหน้าเส้นทางโครงข่ายรถไฟฟ้าสายใหม่ๆที่ทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกสู่ทำเลรอบนอกกรุงเทพฯ ล้วนมีส่วนผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวเกิดการขยายตัวตามไปด้วย

โดยการเปิดเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเป็นสายใหม่ทั้งเส้นไม่ใช่ส่วนต่อขยาย ซึ่งนั่นหมายความว่า การมาของรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ จะสร้างดีมานด์ใหม่ให้เกิดขึ้น เป็นดีมานด์ที่ขยับตัวมาจากสินค้าที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นไปมาก

“ในส่วนตัวมองว่าประเทศไทยเราไม่ได้เห็นภาพรถไฟฟ้าที่ยาวขนาดนี้ มีสถานีเยอะขนาดนี้มานานมากแล้ว จะเห็นแต่ส่วนต่อขยายระยะสั้นที่เสร็จทีละนิด ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคถ้ายังก่อสร้างไม่เสร็จเค้าไม่กล้าที่จะลงทุน จึงทำให้ที่ผ่านมามักจะเห็นข่าวสินค้าคงเหลือขายในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ค่อนข้างมาก แต่เชื่อเมื่อเปิดเดินรถกำลัง ซื้อจะกลับมา เพราะยังไงสุดท้าย แล้วถ้าคนต้องการที่จะอยู่ใกล้กับระบบการคมนาคม และสินค้าที่อยู่ในแนวส่วนต่อขยายหรือสายปัจจุบัน ราคาปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยนี้เองจะเป็นตัวแปรที่กระตุ้นให้ตลาดคอนโดฯในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงกลับมาคึกคัก”

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็ต้องย้อนไปดูเมื่อครั้งส่วนต่อขยายอ่อนนุชตอนที่ยังไม่เสร็จ ราคาคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 70,000-80,000 บาท ต่อตารางเมตร (ตร.ม.) แต่วันนี้ราคาวิ่งไปที่ 120,000-130,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งในอนาคตสิ่งนี้ก็จะเกิดขึ้นกับคอนโดมิเนียมที่อยู่แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงเช่นกัน

ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่ภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ตลาดกลับมาคึกคักเป็นอย่างมากในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา โดยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่ภาครัฐออกมาตรการดังกล่าวมา ก็ถือเป็นการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าได้พอสมควร โดยต้องรอดูว่าอีก 4 เดือนต่อจากนี้มาตรการจะมีผลไปถึงเดือน เม.ย.2559 ยอดการโอนจะเป็นเช่นไร แต่ส่วนตัวมองว่าลูกค้าน่าจะใช้สิทธิในมาตรการเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่าได้ประโยชน์

สำหรับในส่วนของบริษัทเองก็เตรียมออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายออกมา เพื่อทำให้ลูกค้ามีแรงจูงใจในการซื้อมากขึ้น โดยขณะนี้ก็เร่งคิดแผนการตลาดเพื่อให้สอดรับกับโอกาสที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ออกมา ที่สำคัญลูกค้าจะต้องได้ประโยชน์มากที่สุด

“แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑลปีนี้ คาดว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5-10% หรือมีมูลค่าตลาดรวมที่ 390,000 ล้านบาท ส่วนในตลาดต่างจังหวัดคาดว่าจะชะลอตัว เพราะมีผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ ปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น ทำให้การหาซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนในต่างจังหวัดชะลอการซื้อออกไป”

สำหรับใครที่กำลังมองหาซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้สิทธิจากมาตรการที่ภาครัฐจัดออกมาให้ แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่าหลังจากนี้แต่ละค่ายอสังหาฯ เขาจะมีแคมเปญอะไรที่มาดึงดูดใจกันบ้าง!!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th