ต้องร้องว่าโอเอ็มจี! ‘โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/517689

ต้องร้องว่าโอเอ็มจี! 'โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง'

 โดย นิทรา ราตรี

 ครั้งแรกที่เมียนมามีโรงแรมไลฟ์สไตล์ กับที่พักแห่งใหม่ “โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง” ด้วยดีไซน์สุดชิก เทคโนโลยีทันสมัย และห้องพักพร้อมพื้นที่ใช้สอยสะดวกสบายจนคุณต้องร้องว่า “โอเอ็มจี!”

 โรงแรมประกอบด้วยห้องพัก 85 ห้อง แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Good ห้องกะทัดรัดขนาด 15 ตารางเมตร (ตร.ม.) แต่ยังอยู่สบายด้วยเตียงนอนคิงไซส์ และที่นั่งริมหน้าต่างให้ทอดสายตา Great ใหญ่ขึ้นอีกนิดที่ขนาด 20 ตร.ม. Greater ดีขึ้นไปอีกกับห้องนอนขนาด 22 ตร.ม. มีห้องน้ำแยกต่างหากจากห้องอาบน้ำ และโทรศัพท์มือถือที่สามารถโทรออกเบอร์ภายในและต่างประเทศฟรี

รวมถึงยังใช้เป็นตัวปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้คุณได้ท่องเที่ยวสนุกขึ้น และห้องที่ดีที่สุดกับ Greatest พิเศษด้วยโซฟานั่งเล่น โต๊ะหนังสือ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และวิวเมืองย่างกุ้งที่สวยที่สุด

โดยทุกห้องคุมโทนสีน้ำเงิน เฟอร์นิเจอร์สีดำคลาสสิก พื้นลายไม้ และของตกแต่งที่ทำให้นึกถึงห้องนอนที่บ้านคุณ

 นอกจากนี้ โรงแรมยังมีฟิตเนสเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ Real Fitness Express ขนาด 550 ตร.ม. สำหรับผู้เข้าพักและสมาชิกฟิตเนสสามารถใช้อุปกรณ์ออกกำลังกาย และคลาสออกกำลังกายต่างๆ ทั้งพิลาทิส โยคะ และซุมบ้า หรือจะจริงจังถึงขั้นมีเทรนเนอร์ส่วนตัวที่นี่ก็มีให้บริการ

ส่วนห้องอาหารมีให้ลิ้มลองที่ บาเบตต์ อีตเตอรี่ แอนด์ บาร์ ร้านอาหารรุ่นน้องของห้องอาหารสการ์เรตต์ กรุงเทพฯ และฮ่องกง นำทีมโดย เชฟฮาเวียร์ บอลเลสต้า ที่ได้สร้างห้องอาหารขึ้นเพื่อเป็นจุดนัดพบสังสรรค์ระหว่างผู้เข้าพักและคนท้องถิ่น ผ่านอาหารมื้ออร่อยทั้งพิซซ่าอบใหม่จากเตาขนาด 1 เมตร อาหารตะวันตก ไวน์ และค็อกเทล

โฮเต็ล จี ย่างกุ้ง ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสมั

ยใหม่ ทั้งดีไซน์ที่มีกลิ่นอายพื้นเมืองผสมความทันสมัย อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง สมาร์ททีวี เครื่องชงชากาแฟ และแอพพลิเคชั่นอี-รีดเดอร์ ที่มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้อ่านกว่า 6,000 ฉบับ

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นข้อได้เปรียบที่โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟย่างกุ้ง เจดีย์ซูเล ตลาดพื้นเมือง และห่างจากเจดีย์ชเวดากอง 8 นาที ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการใช้เวลากับจุดหมายปลายทางให้มากที่สุด และกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมอย่างผ่อนคลายที่สุด

 

 

ติดปีกให้หัวใจ ไปเสพศิลป์ ที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/516363

ติดปีกให้หัวใจ ไปเสพศิลป์ ที่อินเดีย

ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศใหญ่ก็ตามแต่ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะไม่กล้า หรือไม่อยากเดินทางไปประเทศนี้กันสักเท่าไรนัก เพราะว่าติดภาพเก่าๆ ของบ้านเมืองที่ไม่ได้สะอาด ผู้คนหน้าตาขึงขัง เดินชนกันไปมา เสียงคน เสียงรถเต็มไปหมด มีแต่ความวุ่นวาย แต่กระนั้นทีมงานโลก 360 องศา เชื่อว่า ยังมีคนกลุ่มหนึ่งอยากไปประเทศที่คนส่วนใหญ่ขนานนามว่า ดินแดนภารต ใช่แล้ว เราหมายถึงประเทศอินเดีย แต่เป็นอินเดียมุมใหม่และแตกต่างไปจากที่เคยรู้จัก เพราะเราจะพาไปยัง Land of Kings ดินแดนแห่งราชา ไปยังรัฐที่ชื่อว่า ราชสถาน ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย!!!

 

คนอินเดียเรียกรัฐนี้ว่า รัจ-ส่ะ-ถ่าน (Rajasthan) เป็นการออกเสียง รวบๆ ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับคนไทยเรา ดังนั้น เราจึงเรียกง่ายๆ ว่า ราชสถาน เป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่สุดของประเทศ ถ้าพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่นี่อาจจะตามหลังรัฐอื่นๆ อยู่มาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมแล้ว นี่คือรัฐที่รุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่สุด เพราะเต็มไปด้วยป้อมปราการ ปราสาทราชวัง และศิลปะหลากแขนง มีทั้ง เจปูร, ไปเปอ หรือชัยปุระ เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐนี้ ภายในมีเขตของเมืองเก่า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผังเมืองโบราณที่เป็นระบบมาก คือ ผังเมืองจะวางเป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมตัดกัน แต่ละช่องห่างกันประมาณ 7 ช่วงตึก และคั่นด้วยถนน

ชัยปุระ มีใจกลางเมือง คือ ซิตี้ พาเลส เป็นพระราชวังซึ่งเคยเป็น ที่ประทับของมหาราชาแห่งชัยปุระ มุมหนึ่งของกำแพง จะมีสถาปัตยกรรม ที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกำแพง แต่จริงๆ แล้วคือพระราชวังอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า ฮาวามาฮาล (Palace of Wind) หรือพระราชวังแห่งสายลม แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง แต่คนส่วนใหญ่มักจะจดจำภาพของฮาวามาฮาล ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชัยปุระ อาจจะเป็นเพราะว่ารูปทรงแปลกตาและสีของอาคารที่สวยงามทุกรายละเอียด ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกว่า คนมาที่นี่จะใช้เวลาอยู่เป็นวันๆ ไม่ว่าอากาศจะร้อนขนาดไหนก็ตาม เมื่อได้เดินอยู่ข้างในจะสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดผ่านช่องลมจากหน้าต่างกว่า 360 บาน แต่ถ้าออกไปมองมาจากด้านนอกตรงร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับพระราชวังพอดี เป็นคาเฟ่ หลังคาเปิดชื่อร้าน Wind view caf’e จะเห็นภาพรวมได้สวยสุด

 

แม้อาคารในเมืองนี้ส่วนใหญ่จะมีสีคล้ายๆ กับสีของดินเผา แต่เมืองนี้กลับมีฉายาว่า Pink City ซึ่งย้อนไปยังปี ค.ศ. 1876 เมื่อครั้งที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ มหาราชาราม สิงห์ ผู้ปกครองเมืองได้รับคำสั่งให้ราษฎรทาเมืองทั้งหมดเป็นสีชมพู เพื่อต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) มกุฎราชกุมารของอังกฤษ ด้วยไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้แก่พระราชอาคันตุกะ ถึงวันนี้สีชมพูนั้นกลับกลายเป็นแรงดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก คนที่ชอบงานสถาปัตยกรรม ชอบประวัติศาสตร์ ถ้ามาที่ชัยปุระจะต้องรู้สึกอิ่มเอม และสนุกสนานแน่ๆ เพราะว่ามีแต่ความวิจิตรพิสดาร ความพิเศษของสถาปัตยกรรมที่มีความผสมผสานระหว่างอินเดียกับอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นปราสาท ป้อมปราการที่อยู่บนเขาสูงๆ สร้างกำแพงยาวๆ ไปตามแนวทิวเขา เมื่อลองนึกถึงสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องมือก่อสร้างที่ทันสมัย ก็สงสัยว่าเขาขึ้นไปสร้างได้อย่างไร แล้วก็จะรู้สึกทึ่ง และอัศจรรย์กับความสามารถของบรรดาช่างเหล่านั้นยิ่งนัก

จากสายลมพัดสู่สายน้ำ ในทะเลสาบมานซาการ์ มีพระราชวังที่ชื่อว่า จาลมาฮาล หรือว่า Water Palace เป็นพระราชวังกลางน้ำ สร้างด้วยหินทรายสีแดง มี 5 ชั้น ถ้าช่วงน้ำขึ้นสูงสุด ก็อาจจะเห็นพระราชวังโผล่พ้นน้ำมาแค่ชั้นเดียวเท่านั้น ปัจจุบันก็ยังตั้งตระหง่านอยู่แบบนี้ แต่การบูรณะให้พระราชวังแห่งนี้คงสภาพอยู่อย่างที่เห็น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะตัวอาคารแช่น้ำอยู่ตลอดเวลา วัสดุและเทคนิคที่ใช้ก่อสร้างในสมัยก่อน ก็หาช่างทำยาก และลงทุนสูง ดังนั้น จึงมีการร่วมทุนกับเอกชน เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาให้กลายเป็นโรงแรมหรูกลางน้ำ ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

หากเดินทางจากชัยปุระไปยังใจกลางเมืองรัฐราชสถานประมาณ 340 กม. ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคม นั่นก็คือเมืองที่ชื่อว่า จ๊อดปูร เพื่อการออกเสียงง่ายๆ สำหรับคนไทยเรา จึงเรียกชื่อเป็นไทยๆ ว่า เมืองโยธาปุระ เป็นเมืองที่ได้รับฉายาว่า Blue City ด้วยชื่อนี้เอง ที่ทำให้เราอยากมาเห็น และอยากมาหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงเรียกอย่างนี้

 

เพื่อให้สัมผัสเสน่ห์ของ Blue City แบบใกล้ชิดได้อารมณ์ ได้ความรู้สึก ก็ต้องมาพักในเขตเมืองเก่า ความพิเศษของการมาพักบ้านแบบนี้ ก็คือ ข้างบนจะเป็นดาดฟ้า สามารถขึ้นไปดูวิวของหมู่บ้าน Blue City ได้สวยงามมาก นี่คือ คำตอบว่าทำไม เขาถึงเรียกเมืองนี้ว่า Blue City แห่งจ๊อดปูร ก็เพราะว่าในเขตเมืองเก่าอาคารส่วนใหญ่จะทาสีฟ้า มาจากเรื่องเล่าว่า สมัยก่อนนักบวชให้คำแนะนำว่า ถ้าอยากโชคดีมีความสุขก็ให้ทาอาคารเป็นสีฟ้าซะ ดังนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็เลยทาสีอาคารเป็นสีฟ้า นอกจากฉายา Blue City แล้ว ที่นี่ก็ยังมีอีกหนึ่งฉายา คือ Sun City นั่นก็เพราะว่าที่นี่มีแดดจ้าตลอดทั้งปี ดังนั้น ถ้ามาเที่ยวที่นี่ก็ต้องระวังดูแลเรื่องสุขภาพ คอยดื่มน้ำเยอะๆ จะไปไหนก็ต้องเตรียมน้ำติดตัวไปด้วยตลอดเวลา

คนในย่านนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นวรรณะพราหมณ์ เพราะว่าสมัยก่อนย่านนี้เป็นที่พำนักของเหล่าพราหมณ์ ประจำราชสำนัก ซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มทาสีบ้านเรือนให้เป็นสีฟ้า และต่อมาก็ขยายจนเป็นเมืองสีฟ้า ถ้าเรามองจากบนดาดฟ้าจะเห็นว่าบ้านเรือนไม่ได้ทาสีฟ้าทั้งหลัง แต่ส่วนใหญ่จะทาสีฟ้าด้านที่หันหน้าเข้าหาป้อมเมห์รังการห์ที่อยู่บนเขาหินด้านบนโน้นเท่านั้น เป็นป้อมที่สร้างขึ้นบนเขาหินสูงกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นชัยภูมิที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง หากมีข้าศึกมารุกราน และเขาบอกว่านี่คือป้อมปราการที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย ป้อมแห่งนี้สร้างด้วยหินแทบทั้งหมด แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นหิน เมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดกลับรู้สึกถึงความอ่อนช้อยของงานสถาปัตยกรรม และความประณีตของช่างในสมัยนั้น ที่สามารถแกะสลักหินที่แข็งแกร่งให้มีความละเอียดสุดยอด ยิ่งได้เห็นในส่วนของพระราชฐาน ก็จะยิ่งเห็นถึงความงดงามที่สะท้อนถึงอำนาจและบารมีของมหาราชาในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

สถานที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กษัตริย์ในชัยปุระอีกแห่งหนึ่ง คือ Umaid Brawan Palace เป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างในประเทศอินเดีย แล้วก็เป็นหนึ่งในพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสมัยของมหาราชาราม สิงห์ ระยะเวลาการก่อสร้างกว่า 15 ปี พระราชวังแห่งนี้สร้างงานให้คนท้องที่กว่า 3,000 คน ด้วยงบประมาณ 11 ล้านรูปี ซึ่งเป็นค่าเงินในปี ค.ศ. 1943 ปัจจุบันเป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว ภายในมีห้องเล็กใหญ่รวมกัน 347 ห้อง ปัจจุบันแบ่งส่วนหนึ่งเป็น Art Gallery และ Museum อีกส่วนหนึ่งเปิดเป็นโรงแรมหรูไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

 

แลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้ถ้ามาที่ชัยปุระ ก็คือ หอนาฬิกา (Clock Tower) แต่ว่าไม่ได้มาเพื่อดูเวลาเท่านั้น เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือ วิถีชีวิต สไตล์ อินเดี๊ย อินเดีย สไตล์ที่ว่าด้วยความมีสีสัน และความแปลกใหม่ ชวนให้เราอยากเข้าไปดูใกล้ๆ ชวนให้ลองเปิดใจ ลองมาทำความรู้จัก แล้วคุณจะรู้ว่า อินเดียไม่ใช่แค่ที่ที่คุณเคยรู้จักแน่นอน

เชิญติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 20.55 น. ทาง ททบ.5

 

ฟิลิปปินส์ เมื่อมองหา ก็มองเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/513834

ฟิลิปปินส์ เมื่อมองหา ก็มองเห็น

โดย โลก 360 องศา

เสน่ห์และสีสันในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 7,641 เกาะ ซึ่งทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่ในแถบวงแหวนไฟ และเคยมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน คือ มีภูมิประเทศที่หลากหลายและแปลกตา เช่น แนวเขาหินปูน ทะเลสาบบนยอดเขา หุบเขาบนเกาะกลางทะเล ถ้ำใต้ดิน ป่าเขตร้อน และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ จึงทำให้มีที่เที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะลูซอน เกาะใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศ และเป็นเกาะที่มีพื้นที่ราบมากที่สุด หรือพาลาวัน เกาะสวรรค์ของคนรักทะเลก็น่าสนใจไม่น้อย เซบู เกาะที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ และมีหาดทรายขึ้นชื่อสวยงามก็อยากไปเยือน แต่ถ้าออกนอกมะนิลาไปสักชั่วโมงครึ่งก็จะไปเจอภูเขาไฟ ตาอัล (Taal) ขึ้นเหนือไปทางเกาะ Luzon ก็จะมีบรรยากาศ ทุ่งหญ้า เหมือนกับว่าเรายืนอยู่ในยุโรปในช่วงหน้าหนาว ส่วนทางตอนใต้ก็จะเป็นอีกอารมณ์เหมือนเราไปอยู่บาหลี  เยอะแยะไปหมดจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปเที่ยวไหนดี แต่ครั้นจะเดินทางไปทั่วทั้งประเทศ ก็คงจะเป็นเรื่องยาก และใช้เวลานานเกินไป แล้วเราควรไปที่ไหนกันดีล่ะ?

หากคำนิยามของการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี คือ ต้องเดินทางไม่ไกลจนเกินไป ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก​และที่สำคัญ คือ ต้องมีภูมิประเทศที่หลากหลายมารวมกันไว้ในเกาะเดียว เกาะโบโฮล (Bohol) คือ คำตอบที่ลงตัวสำหรับพวกเราทีมงานโลก 360 องศา ที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดคุ้มที่สุด เพราะใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินจากมะนิลาเพียงชั่วโมงครึ่ง ค่าที่พักก็ไม่แพงจนเกินไป การเดินทางไปในแต่ละจุดบนเกาะ ก็มีรถเช่าไว้คอยบริการอย่างสะดวกสบาย โบโฮล เป็นเกาะไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ในพื้นที่ “วิสาย๊าส”(Visayas) ทางตอนกลางของประเทศ มีพื้นที่ประมาณ 4,800 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1 ล้าน 3 แสนคนเท่านั้น เริ่มเป็นที่รู้จักจากนักท่องเที่ยว ในฐานะที่ตั้งของช็อกโกแลตฮิลล์ (Chocolate hills) กลุ่มภูเขาทรงกรวยคว่ำ สีน้ำตาล เหมือนกับว่าภูเขาทั้งลูกถูกราดด้วยช็อกโกแลต และเมื่อมาถึงเกาะนี้ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่านั้นอีกมาก

โบฮอล มีเมืองหลวงชื่อน่ารักว่า ตั๊กบิลารัน แม้จะเป็นเมืองหลวง แต่ก็ไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ จึงไม่รู้สึกแออัด หรือกังวลเรื่องรถติดเพราะเมืองนี้มีประชากรอยู่แค่ประมาณ 1 แสนคนเท่านั้นเอง เป็นเมืองเล็กๆ ที่นี่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น มีห้างสรรพสินค้าอยู่ 3-4 แห่ง มีโรงพยาบาล มีมหาวิทยาลัย  มีโรงเรียน มีท่าเรือ และท่ารถโดยสารครบ ยานพาหนะหลักที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการเดินทาง ก็คือ Pedicap หรือรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสีสันสดใส เพราะเจ้าโครงที่นำมาครอบมอเตอร์ไซค์นั้น ถูกออกแบบมาให้บรรทุกได้มาก แถมสามารถกันแดดกันฝนได้อีกด้วยจึงสามารถใช้ประโยชน์ได้สารพัด ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นมิตร ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “City of friendships” หรือเมืองแห่งมิตรภาพ ซึ่งทีมงานก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน คือ คนที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ​ และชอบทักทายคนแปลกหน้าอย่างพวกเรา ยิ่งพอได้รู้ว่าเรามาจากเมืองไทยด้วยแล้วละก็ ยิ่งมีเรื่องให้ได้คุยกันยาว ซึ่งประโยคหลักๆ ที่เรามักได้ยินเสมอคือ พวกเราหน้าตาคล้ายกันมาก และคนฟิลิปปินส์ชอบหนังไทยม๊ากกกกกนั่นเอง

คนที่นี่บอกว่า ถ้ามาถึงโบโฮลแล้วสิ่งแรกที่ควรทำ คือ ต้องแวะไปทักทายเจ้าบ้านตัวจิ๋ว นั่นก็คือ ลิงทาร์เซียร์ฟิลิปปินส์ (Philippines Tarsier) ภาษาตากาล็อก เรียกพวกมันว่า “มามัก” แต่บางครั้ง เจ้าลิงจิ๋วนี่ ก็รู้จักในชื่อของ “ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง คือเล็กพอๆ กับกำปั้นของเราเมื่อโตเต็มวัย จะมีน้ำหนักแค่ 80-150 กรัม ส่วนของลำตัวก็ยาวประมาณ 5 นิ้วเท่านั้น บวกกับหางอีกประมาณ 10 นิ้ว เลยทำให้เจ้าจิ๋วของเราดูตัวโตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เบ้าตาของทาร์เซียร์ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับขนาดสมองของมันเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มองเห็นชัดในเวลากลางคืนเห็นลูกตาโตๆ แบบนี้ แต่กลับกลิ้งตาไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะมองอะไร เจ้าทาร์เซียร์ก็ต้องหมุนคอไปมอง ซึ่งทำให้มันหมุนคอได้ถึง 180 องศาเลยทีเดียว ปัจจุบันลิงทาร์เซียร์จึงได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล โดยมีศูนย์อนุรักษ์และคุ้มครองอยู่บนเกาะโบโฮล และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมได้ แต่มีกติกาพื้นฐานก็คือ ห้ามส่งเสียงรบกวน​ ห้ามใช้แฟลช​และห้ามใช้ไม้เซลฟี่ยื่นเข้าไปเพื่อถ่ายรูปใกล้ๆ ว่ากันว่า เจ้าลิงทาร์เซียร์นี่แหละที่เป็นต้นแบบของตุ๊กตาเฟอร์บี้ ที่เคยเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั่นเอง

บนเกาะโบฮอลยังมีที่เที่ยวน่าสนใจอีกก็คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า คานดิเจ (Candijay) ซึ่งมีภูมิประเทศสวยงาม และมีวิธีการจัดการที่น่าสนใจ เพราะแต่เดิมสถานที่แห่งนี้ไม่ได้จงใจถูกสร้างขึ้นมา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ภาพความงามที่ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้หลายคนอยากจะมาเห็น พอมีนักท่องเที่ยวมามากๆ เข้า ถนนหนทางก็ชำรุด เสื่อมโทรมเร็วขึ้น และนักท่องเที่ยวบางคนก็อาจบุกรุกเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน สร้างความเสียหายให้กับพืชผล ดังนั้นชาวบ้านที่นี่เขาก็เลยรวมกลุ่มกันเพื่อเข้ามาจัดการกับนักท่องเที่ยวให้เป็นระบบมากขึ้น เช่น ไม่อนุญาตให้ขับรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน เพราะว่าจะทำให้ถนนเสื่อมสภาพเร็ว บางชุมชนก็จะจัดเป็น Ecotouism ก็คือชาวบ้านมีส่วนร่วม แล้วก็พานักท่องเที่ยวชมภูมิประเทศของเขา นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าผ่านประตูนิดหน่อยเพื่อนำรายได้กลับมาบำรุงชุมชน นับว่าเป็นช่องทางของการกระจายรายได้ไปทั่วถึงคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

คนฟิลิปปินส์กินข้าวเป็นอาหารหลัก แล้วก็กินเยอะมาก แต่ว่าโชคร้ายหน่อยที่ประเทศนี้ไม่มีที่ราบลุ่มริมน้ำเหมือนบ้านเรา เขาก็เลยผลิตข้าวได้จำกัด แล้วก็ไม่พอที่จะบริโภคภายในประเทศเสียด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าอยู่ แต่ว่าด้วยความที่พื้นที่จำกัด ทำให้ต้องหาพื้นที่ปลูกตามพื้นที่ที่ดินพอจะปลูกได้ ตามริมเขา หรือว่าหุบลงมาก็จะปลูกโดยทำเป็นนาขั้นบันได แม้จะมีความยากลำบากแต่ว่านอกจากจะมีข้าวไว้กินแล้ว ก็ยังได้ทัศนียภาพที่สวยงามให้กับประเทศที่ทำให้ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวกัน

ถ้ามาที่ Bohol แล้วที่ที่คนส่วนใหญ่จะต้องมาอีกที่หนึ่งก็คือเมือง Ubay มาเพื่อลองชิมของขึ้นชื่อคือ นมจาก Carabao  ซึ่งมีหลายรสด้วยกัน ถ้าแบบดั้งเดิมก็เป็น Fresh milk เลย แต่ถ้าเป็นรสแบบเอาใจคนฟิลิปปินส์หน่อย ก็เป็นนมควายรสมะม่วง ซึ่งไม่ใช่แค่แปลกเท่านั้นแต่อร่อยมากด้วย สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ควายหรือ คาราเบานั้น มีความหมายและมีความสำคัญกับพวกเขามาก เพราะเป็นแรงงานสำคัญที่เอาไว้ใช้ในการเกษตร ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน่วยงานที่คอยส่งเสริมและพัฒนาสายพันธุ์ควายพื้นเมืองฟิลิปปินส์ คาราเบา เซ็นเตอร์ (Philippines Carabao Center) เป็นหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงเกษตร ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ควาย ให้กลายเป็นความสารพัดประโยชน์ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้ทำนาได้ด้วย ให้นมได้ด้วย และบางทีก็เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเนื้อ แต่จริงๆ แล้วคนฟิลิปปินส์เขาไม่ได้ดื่มนมควายเป็นอาหารหลัก เพราะว่าเดิมทีควายถูกใช้เพื่อทำการเกษตรเท่านั้น แต่ว่ามาช่วงหลังนี่เองที่เขาพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อให้ควายสามารถทำนาได้ด้วย แล้วก็สามารถรีดนมได้ด้วย

ถึงตรงนี้หลายคนที่ไม่เคยมองให้ประเทศฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือว่าหาประสบการณ์อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะเพียงแค่เกาะๆ หนึ่งในประเทศเอง นอกจากสามล้อสีสดใส ลิงตัวจิ๋ว น้ำตกสูง ทุ่งนาขั้นบันได และผลิตนมควาย แล้ว ที่เกาะโบโฮล ที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังมีอะไรอีกมากมายซุกซ่อนอยู่แน่นอน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแม้มีความแตกต่างกัน แต่ล้วนมีคุณค่า ความงาม ความสำคัญไม่แตกต่างกัน ขอเพียงแค่เรามองหาและมองให้เห็น เราก็จะสัมผัสถึงเสน่ห์แห่งความงามในฟิลิปปินส์ได้อย่างแท้จริง

สัปดาห์หน้ามีอีกหนึ่งมิติที่จะนำมาเสนอให้กับการรับรองว่าฟิลิปปินส์จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกปลายทางของการเดินทางครั้งต่อไปอย่างแน่นอน เชิญติดตามเรื่องราวของฟิลิปปินส์ เพียงแค่มองหา ก็มองเห็น ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ. 5

 

ฟ้าจรดทรายบนดินแดนในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/511147

ฟ้าจรดทรายบนดินแดนในฝัน

โดย…กันย์ ภาพ : พัชรินทร์ ลิขิตโต

 จั่วหัวชื่อเรื่องอาจจะไม่ไกลเกินจริงสำหรับคนที่รักการเดินทาง เพราะโลกสร้างมาให้มีความแตกต่าง เพื่อให้เราได้ออกเดินทางไปพบเห็นสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตเดิมๆ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอารยธรรม ชอบธรรมชาติ ผสมความใหม่ สด ดิบ ประเทศ “โมร็อกโก” ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

โมร็อกโกเป็นดินแดนแอฟริกาเหนือ อาณาจักรแขกมัวร์อันไกลโพ้น ที่คุณจะได้สูดกลิ่นอายของมหาสมุทรแอตแลนติก ผสานกับกลิ่นอายของทะเลทรายที่นวลเนียนที่สวยที่สุดของซาฮารา

สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2

 โมร็อกโกเป็นดินแดนอาหรับ หากอุณหภูมิร้อนระอุจะทะลุถึง 45 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหนาวจะมีหิมะตกในบางเมืองอุณหภูมิเหลือ 7 องศาเซลเซียส แต่สำหรับการเดินทางครั้งนี้เราเดินทางไปเที่ยวในช่วงปลายเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเที่ยวกันเองโดยไม่ซื้อทัวร์จากประเทศไทย แต่ไปซื้อทัวร์ท้องถิ่นที่โมร็อกโกโดยใช้บริการทัวร์ของบริษัทเล็กๆ ชื่อ OVER MOROCCO TOUR ซึ่งมาพร้อมรถออฟโรดและไกด์ท้องถิ่นในราคาที่ไม่แพงนัก

เราลงเครื่องที่ คาซาบลังกา ตอนเช้า โดยเริ่มต้นด้วยการแวะชมสุเหร่าของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 สุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของโลก ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก สร้างขึ้นในวาระครบ 60 ชันษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมโมร็อกโก คือตัวสุเหร่าปูด้วยหินอ่อนสีไข่ไก่ มีการสลักลวดลายอย่างวิจิตรและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนตัวหลังคาสร้างด้วยกระเบื้องสีเขียว และภายในสุเหร่าบรรจุคนได้มากกว่า 1 แสนคน

จากนั้นผ่าน เมืองราบัต เมืองหลวงของประเทศโมร็อกโก เพื่อแวะกินข้าวกลางวันในตลาดริมทาง เป็นเมนูเนื้อและไก่ย่างแบบคนท้องถิ่น กินกับแผ่นแป้งหนาๆ อบ โรยเกลือ พริกไทย และเครื่องเทศพื้นเมือง

ระหว่างทางจะเจอโอเอซิสเป็นระยะ

 หลังจากนั้นเรามุ่งหน้าสู่ เมืองเชฟชาอูน นครสีฟ้า เมืองเล็กแต่น่ารัก อากาศดีเย็นสบาย ทั้งเมืองทาด้วยสีฟ้าและขาว เป็นเมืองเก่าแก่กว่า 500 ปี

เชฟชาอูน ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หรูหรา แต่เป็นเมืองเล็กที่ดูอบอุ่นเป็นกันเอง ถนนเป็นซอยแคบไม่ให้รถใหญ่เข้า เพราะเป็นทางลงเนินเขา ในอดีตชาวยิวจากสเปนอพยพมาอยู่และทาบ้านเป็นสีฟ้าขาว จากนั้นเป็นต้นมาทั้งเมืองก็ยังทาสีฟ้าขาวทุกตรอกซอกซอย และเชื่อกันว่าสีฟ้าเป็นสีที่ป้องกันยุงได้ดีด้วย

เราค้างที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาปักหมุด และที่สำคัญคือเป็นเมืองที่ปลอดภัย ขนาดร้านรวงปิดแล้วก็ไม่เก็บข้าวของเข้าร้าน ใช้เพียงผ้าคลุมไว้ของก็ไม่หาย

เชฟชาอูน นครสีฟ้า

 วันต่อมามุ่งหน้าไปทะเลทรายซาฮาราโดยผ่าน เมืองเออร์ฟูน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูก ผลิต และส่งออกอินทผลัมคุณภาพดีไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ชิมแล้วรสดีสมคำร่ำลือ มีความหนึบเหนียว และไม่แฉะเยิ้มเหมือนที่เคยกิน

เรานอนที่ซาฮารา 2 คืน โดยนอนที่โรงแรม 1 คืน และนอนในแคมป์กลางทะเลทราย 1 คืน โดยทิ้งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ที่โรงแรม อาบน้ำจากโรงแรม นำแค่ชุดนอนกับของใช้จำเป็นไป พอแดดร่มทางบริษัททัวร์ได้พาเราขี่อูฐจากโรงแรมไปทะเลทรายประมาณ 45-50 นาที เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตก

บริเวณแคมป์กลางทะเลทรายมีห้องน้ำ มีที่นอนแคมป์ละ 2 คน มีพ่อครัว (คนดูแลอูฐ) ทำอาหารแบบเบอร์เบอร์ให้รับประทาน เขาทำอาหารง่ายๆ 2-3 อย่าง พร้อมชงชาสะระแหน่ให้ดื่ม หลังจากนั้นก็เดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่สันทราย ซึ่งแม้จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศยามเย็นค่ำที่ทะเลทรายก็ไม่ร้อน พอมีลมเอื่อยๆ ให้ชื่นใจ และแม้จะเกือบ 2 ทุ่มแล้ว แต่พระอาทิตย์ก็ยังส่องแสงอยู่เลย

ถนนคดเคี้ยวท่ามกลางธรรมชาติ

 ทว่า เมื่ออิ่มเอมกับมื้อเย็นเสร็จ เราทุกคนก็เตรียมนอนดูดาวซึ่งท้องฟ้าเหนือซาฮาราโล่งกว้างทำให้เราเห็นดาวอย่างชัดเจน นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกหากคุณไปกับคู่รักที่จะได้จับมือนั่งดูดาวด้วยกัน

วันถัดมาก๊วนเราได้ออกเดินทางต่อไปยัง เมืองมาราเกซ โดยผ่านเมืองโบราณที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานชื่อ เมืองไอท์ เบน ฮาดดู เมืองนี้เคยเป็นจุดพักกองคาราวานจากซาฮาราที่จะเดินทางไปยังเมืองมาราเกซ โดยมีจุดโดดเด่นคืออาคารต่างๆ ที่ถูกสร้างด้วยดินทราย ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทางใต้ของโมร็อกโก

ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาทำให้เมืองโบราณแห่งนี้มีความสวยงามแปลกตาจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1987 และยังเป็นโลเกชั่นสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง เช่น ลอเรนซ์แห่งอาราเบีย (Lawrence of Arabia) และนักรบผู้กล้าผ่าแผ่นดินทรราช (Gladiator) ซึ่งยังมีโรงถ่ายเก่าที่เก็บอุปกรณ์เอาไว้ให้เยี่ยมชมได้

นกนางนวลที่เมืองเอสซาเวลา

 ส่วนเมืองมาราเกซนั้นเป็นเมืองสีชมพู อาคารบ้านเรือนเป็นโทนสีชมพูไปทั้งเมือง และเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่มีดีไซเนอร์ดังๆ มาอยู่เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้สินค้าที่นี่สวยและมีราคาแพง ส่วนสถานที่ที่ต้องแวะต้องไม่พลาด คือบ้านและสวนของดีไซเนอร์ชื่อดัง อีฟ แซงต์ โลรองต์ ที่กระดูกของเขาได้ฝังไว้ที่สวนแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องไปช็อปปิ้งที่ตลาดกลางแจ้ง จามา เอลฟานา เป็นตลาดขนาดใหญ่บนลานโล่งกว้าง ขายอาหาร ผลไม้ ถั่ว และด้านหลังเป็นบาร์ซาขนาดใหญ่ประหนึ่งจตุจักรบ้านเรา ขายงานพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดมากกว่าสินค้าจากโรงงานอย่างบ้านเรา

และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญอย่างพระราชวังบาเฮีย ของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสก ซึ่งถึงแม้ว่าวังนี้จะไม่ใหญ่มากมาย แต่ความสวยงามนั้นสุดอลังการ

แพะภูเขาบนต้นอาร์แกนออยล์

 จนกระทั่งเส้นทางได้ไปสิ้นสุดที่เมืองริมทะเล เมืองเอสซาเวลา อันแสนคลาสสิก อากาศในเมืองนี้มีลมเย็นจนขนลุกสมกับเป็นเมืองแห่งลม (Windy City) จนทำให้เกสต์เฮาส์ริมทะเลไม่มีทั้งแอร์และพัดลม เพราะว่ามีลมพัดอื้ออึงแถมยังต้องห่มผ้านอน

การเดินทางของเราผ่านหลายเมือง ซึ่งระหว่างที่รถเคลื่อนผ่าน หากโชคดีจะเจอกับไฮไลต์สำคัญที่ไม่ใช่ทุกคนจะเจอ นั่นคือแพะภูเขาที่กำลังปีนต้นอาร์แกนออยล์ ที่ไม่ได้พบบ่อยนัก และอดไม่ได้ที่ต้องขอจอดรถแล้วลงไปเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

โดยสรุปแล้วทริปนี้เราเดินทางทั้งหมด 7 เมือง เจออากาศทั้งร้อนมาก ร้อนสบาย เย็น หนาว และฝน ครบทุกอารมณ์ในประเทศเดียว รวมถึงสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ก็ยิ่งทำให้หลงใหลและหลงรักโมร็อกโกเข้าอย่างจัง

สวนในบ้านของดีไซเนอร์ดัง อีฟ แซงต์ โลรองต์

รถม้าชมเมืองมาราเกซ

จานกระเบื้องประดับบ้าน เป็นของฝากขึ้นชื่อที่ตลาดจามา เอลฟานา

ป้อมทาเริท แห่งตระกูลกลาวี

ตรอกซอกซอยในนครสีฟ้า

ถนนตัดผ่านภูเขาแทนเจีย

ร้านขายโคมไฟที่ตลาดจามา เอลฟานา

จุดชมวิวเมืองเชฟชาอูน

พระราชวังบาเฮีย

ชายทะเลเมืองเอสซาเวลา

 

 

ก๊วนบล็อกเกอร์ แนะนำ 5 ประเทศมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/509838

ก๊วนบล็อกเกอร์ แนะนำ 5 ประเทศมาแรง

โดย…รอนแรม ภาพ : สกายสแกนเนอร์

 เวลาครึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนหลายคนต้องหันไปเปิดเช็กลิสต์ที่เขียนไว้ด้วยความแน่วแน่เมื่อต้นปี ซึ่งหากหนึ่งในนั้นคือ คุณยังไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ

สกายสแกนเนอร์ ผู้บริการด้านเสิร์ชเอนจิ้นหรือบริการค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และรถเช่าออนไลน์ ได้ร่วมกับบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว 10 คน 10 เพจเฟซบุ๊ก ได้แก่ ไปไหนดี บันทึกคนขี้เที่ยว พาวัวไปล่าม ไปไงมาไง แวร์เรฟเวอร์ไอโก (Wherever I Go) เจอร์นีย์อะฮอลิก (Journeyaholic) อะทราเวลเลอร์บล็อก (A Traveler Blog) โกกราฟ (Go Graph) เดอะทราเวลเลอร์ซ (The Travelerz) แนะนำ 5 จุดหมายปลายทางมาแรงที่ต้องไปพิชิตก่อนสิ้นปี 2560

อินโดนีเซีย ประเทศฮิปสเตอร์

บล็อกเกอร์ 6 คน ได้แก่ ไปไหนดี บันทึกคนขี้เที่ยว พาวัวไปล่าม แวร์เรฟเวอร์ไอโก เจอร์นีย์อะฮอลิก และอะทราเวลเลอร์บล็อก ลงความเห็นว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่น่าจับตามองในปีนี้ ซึ่งตรงกับข้อมูลจากสกายสแกนเนอร์ ที่พบว่า อินโดนีเซียถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 14 จาก 100 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนสกายสแกนเนอร์ เนื่องจากมีกิจกรรมมากมายให้กับนักท่องเที่ยวหลายประเภท

นอกจากบาหลีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่โด่งดัง อินโดนีเซียยังมีสถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเยือนอย่าง บุโรพุธโธ พุทธสถานในแดนอิเหนาที่เป็นมรดกโลก และภูเขาไฟโบรโม่ ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่บนเกาะชวาตะวันออกที่สาวกฮิปสเตอร์นิยมไปพิชิต ทั้งนี้ อินโดนีเซียยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการค้นหาเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.80

ฟิลิปปินส์ ประเทศสีฟ้าคริสตัล

บล็อก 4 คน ได้แก่ เดอะทราเวลเลอร์ซ แวร์เรฟเวอร์ไอโก โกกราฟ และเจอร์นีย์อะฮอลิก ยกให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศน่าเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยในปีนี้ ด้วยความที่มีอากาศคล้ายคลึงกับประเทศไทย คนท้องถิ่นสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง ท้องทะเล ที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำทะเลใสประหนึ่งคริสตัล โดยสามารถสัมผัสได้ที่ เกาะโบราไกย์ ปาลาวัน และปวยร์โตกาเลรา สามสุดยอดชายหาดที่ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 23 จาก 100 สถานที่ยอดนิยมของสกายสแกนเนอร์ด้วย

เนปาล ประเทศของสายธรรมชาติ

บล็อกเกอร์แห่งเพจเฟซบุ๊ก บันทึกคนขี้เที่ยว การันตีว่า ประเทศเนปาล เป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ เพราะวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมาลัยจากภูมิภาคอันนาปุรณะที่สวยจับใจ โดยเฉพาะยอดเขาต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกราวกับอยู่บนสวรรค์ รวมถึงทะเลสาบที่ทำให้เนปาลเป็นดินแดนในอุดมคติของนักท่องเที่ยว จนได้รับการขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์ของเอเชีย และสถานที่สำคัญหลายแห่งก็ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก

คนไทยจึงต้องลบความคิดที่ว่า การไปเที่ยวเนปาลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะหารู้ไม่ว่าดินแดนในอ้อมกอดของภูเขาแห่งนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม

โครเอเชีย ประเทศในเทพนิยาย

บล็อกเกอร์แห่งเพจเฟซบุ๊ก โกกราฟ ได้แนะนำให้คนไทยไปเยือนโครเอเชีย ประเทศในยุโรปที่สวยงามดั่งเทพนิยาย ด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอลังการ เช่น ซากพระราชวังโบราณเก่าแก่ อัฒจรรย์ ทะเล และภูเขาที่จะทำให้ประทับใจและหลงรัก เรียกได้ว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความบันเทิง โดยโครเอเชียเป็นประเทศที่มีแดดตลอดปี ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปเที่ยวคือ ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. และใครที่เป็นสาวกซีรี่ส์ชื่อดังอย่าง เกม ออฟ โทรนส์ ก็ยิ่งต้องไม่พลาดไปตามรอยสถานที่ถ่ายทำในดินแดนในฝันแห่งนี้

อิหร่านและโอมาน ประเทศแห่งอารยธรรม

บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว 2 คน ได้แก่ โกกราฟ และไปไงมาไง ได้เลือกให้ประเทศอิหร่านและโอมาน เป็นทางเลือกที่คนไทยต้องหันไปมอง เพราะนับตั้งแต่สายการบินราคาประหยัดเปิดเส้นทางไปยังทั้งสองประเทศนี้ ก็ได้ทำให้ตะวันออกกลางได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นอย่างมาก

นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมพระราชวังแห่งอาราเบียน มัสยิด และสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า ที่ถูกห้อมล้อมโดยภูเขาและซากปรักหักพังโบราณ รวมถึงทะเลทรายกว้างไกลสุดตา ที่ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะร้อนและแห้ง แต่รับรองว่าจะได้รับความทรงจำน่าตื่นเต้นและประทับใจกลับไปแน่นอน

สกายสแกนเนอร์เผยข้อมูลว่า มีสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินไปยังอิหร่านบนสกายสแกนเนอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.69 และสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินไปยังโอมานเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.42 จึงน่าตื่นตาตื่นใจที่จะได้ค้นหาความแปลกใหม่ในดินแดนตะวันออกกลาง

 

 

Incredible stays to experience the elements

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/world/30328103

Incredible stays to experience the elements

World September 30, 2017 12:33

By The Nation

Whether you want to embrace the wilderness with a night in a treehouse, float on water in your very own houseboat, cosy up in an igloo and watch the Northern Lights or dare to stay near an active volcano, the travel website Booking.com has a range of accommodation options that will inspire you to experience the elements.

Earth:

Treehotel – Harads, Sweden

Embrace pure wilderness and stay sky high in this property, which offers a unique and stylish stay amongst the trees of Harad’s forests in Sweden. Blending cutting edge architecture and design with home comforts, it boasts eco-friendly rooms as well as a sauna and a hot tub.

Traveller’s Cave Hotel – Goreme, Turkey

Located on a hilltop in Goreme, this incredible hotel boasts amazing views where guests can watch the sunrise, sunset or hot air balloons float overhead. The unique rooms are carved into the volcanic rocks of Cappadocia, which is registered by Unesco. Make the most of your stay and arrange a hot air balloon ride, try traditional Turkish cuisine and explore the town using the hotels rental bikes.

Water:

Hurawalhi Island Resort – Kuredu, Maldives

This luxury resort will be one guests never forget, thanks to the 5.8 Undersea Restaurant, the world’s largest all glass underwater restaurant, serving delicious cuisine. Travellers are completely surrounded by water on this paradise island – and the resort also has an outdoor pool and spa centre and is just one-minute’s walk to the beach where they can try out snorkelling and windsurfing.

Xandari Riverscapes – Alleppey, India

A houseboat is the only way to experience the beauty of the backwaters in South India. Join the River Escapes captain and crew as it sails along Vembanad and Alleppey Lake, where guests can relax on the balcony overlooking the serene waters before tucking into delicious Keralan cuisine.

Air:

Vliegtuigsuite Teuge – Teuge, Netherlands

What better way to capture that up-in-the air feeling than staying in an actual aeroplane. This unique aeroplane suite has a fully equipped cockpit and boasts a luxurious bathroom with sauna. The raised terrace overlooks Teuge airport’s runway and guests can enjoy breakfast served in the suite each morning before hiring a car to explore the nearby area.

Muotka Igloos – Saariselka, Finland

There’s nothing quite like the ice-cold air of Finland to make you feel truly refreshed. Located in Saariselka, a stay in Muotka Igloos means guests get a chance to watch the iconic Northern Lights from the comfort of their own bedroom. Each heated cottage features a glass-dome ceiling, and private sauna and there is also a main restaurant and terrace. There are tons of activities to be enjoyed here – from skiing to snowmobiling and hiking.

The Windmill – Yorkshire, United Kingdom

If you’re looking for a unique stay then a trip to The Windmill is a must. Stay in the heart of Scarborough in a charming grade two-listed 18th-century windmill, nestled in a quiet cul-de-sac less than five minutes’ walk from the town centre. Wake up to daily, fresh English breakfasts served in the dining room and take a short stroll to the Scarborough Spa, Peasholm Park or the Scarborough Castle.

Fire:

Volcano Village Lodge – Hawaii, USA

A short drive away from Volcanoes National Park in Hawaii is the lovely Volcano Villa lodge, which is surrounded by rainforests and features a hot tub, garden waterfalls and koi ponds to really make you feel at one with nature. The main attraction, Kilauea Volcano is only 15-minute drive away.

Hotel The Volcan Lanzarote – Playa Blanca, Lanzarote

The Volcan Lanzarote is just a short drive from the volcanic Timanfa National Park, one of the Canary Islands’ most popular tourist attractions and home to many colourful dormant volcanoes, known as Fire Mountains. Temperatures a few metres below the surface reach between 400 degrees Celsius and 600 degrees. To cool off, guests can make use of the hotel’s outdoor pool or the nearby beach.

Women’s tennis season culminates in Singapore

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/world/30327882

Women’s tennis season culminates in Singapore

World September 28, 2017 10:05

By The Nation

American great Venus Williams and reigning Wimbledon champion Garbine Muguruza will be the stars of the BNP Paribas WTA Finals Singapore from October 22 to 29 at Singapore Sports Hub.

Former French Open finalist Simona Halep will be joining them and five other elite tennis players looking to cap off the season with a prestigious victory.

Completing the top eight in the rankings are Karolina Pliskova, Elena Svitolina, Caroline Wozniacki, Jelena Ostapenko and Johanna Konta.

From the Porsche Race to the Singapore leaderboard, players all over the world have to compete to garner ranking points at the four Grand Slams and 53 WTA tournaments in 31 countries throughout the year before earning the coveted spot at the final.

This is where you can witness significant milestones and hard-hitting action.

Visitors to the WTA Finals will also be treated to top live entertainment and fun activities off-court. Travel back to the ’90s boy-band era with a performance by the Backstreet Boys – a one-night-only Asia exclusive – on October 21.

The full two-hour concert will be filled with hits including “I Want It that Way”, “Everybody”, “As Long as You Love Me” and “Shape of My Heart” by history’s best-selling boy band.

In the Fan Village, visitors can meet their favourite players and engage in tennis-theme activities at various booths. They also get an opportunity to celebrate the achievements of the best in women tennis at a one-night-only Gala.

Find out more at www.WTAFinals.com.

A passion for food

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/world/30327841

A passion for food

World September 27, 2017 15:49

By The Nation

Singapore is a melting pot of culture and its Chinese, Malaysian, Indian and Western influences make it one of the best culinary scenes in the world.

The city state is home to a range of restaurants from Michelin-starred eateries to Bib Gourmand-listed street food.

Behind the mouth-watering dishes are the inspiring stories of chefs and food entrepreneurs. Among the stars are Douglas Ng, 26, who set up his fishball noodle shop at a Hawker Centre in 2014 and two years later earned a place in the Michelin Bib Gourmand Guide. The handmade fishballs are visibly chunkier and denser than commercially produced variants, as they are made with 100 per cent yellowtail meat, with no flour added.

Douglas’ grandmother’s handmade fishballs ignited his passion for spreading the fishball story, to share what real fishballs should taste like. And he chose to open his “Fishball Story” in a food centre because he wants to protect the hawker culture, which he says is now dying.

The owner of Michelin-starred restaurant chef Kang’s on Little’s India’s Mackenzie Road, Ang Song Kang battled cancer and weathered bankruptcy before his true passion for Chinese food and his responsibility to his family motivated him to open Chef Kang’s in 2015 which won its first Michelin star two years after that.

Initially, his shop had only four tables, which gave him the opportunity to come out and talk to each customer to gain their feedback, which he used to develop and improve his menu and dishes. Another Singaporean chef Haikal Johari made his name working as executive chef of Water Library Hospitality Group.

He was responsible for creating new menus for some new outlets in the group. In fact, chef Haikal has extensive international experience working in a variety of prestigious restaurants, many of which are Michelin-starred restaurants. He had also received many awards attesting to his gastronomic excellence.

When a motorbike accident in 2015 left him paralysed from the shoulders down, he had to go back to Singapore for treatment. However, his love and passion for food is the biggest motivation for going into work daily while regularly attending physiotherapy sessions.

Asia’s renowned pastry chef Janice Wong is the founder and owner of 2am:dessertbar. Her passion in culinary art is the driving force that helps her push through the boundaries of dessert making. Graduated with a pastry diploma in 2006, the native Singaporean has learned from some of the world’s best chefs.

In 2011, she fashioned amazing edible art installations that completely transformed the studio space, with edible items as her only tools. She has since been commissioned by galleries, restaurants and clients both locally and overseas to craft interactive art for various occasions.

New flight to Osaka

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/world/30327371

New flight to Osaka

World September 22, 2017 11:21

By The Nation

3,354 Viewed

Thai AirAsia X is to increase flight frequency from Bangkok to Osaka from one to two flights per day, offering travellers the flexibility to fly both in the morning and evening just in time for the year-end travel season.

The added flight to Osaka will start operation on December 1 with a promotional all-in fare starting at Bt3,990 one way.

Nadda Buranasiri, chief operation officer Thai AirAsia X, noted that the year-end period into the first quarter of each year is a major opportunity for travel both for Thai tourists looking to visit Japan and travellers from Japan to Thailand.

“Thai AirAsia X stepped up its marketing and promotion in the Japanese market this year, both in Tokyo and Osaka, and established itself as an economical way to travel to Thailand whether for tourism or business. Initially, most passengers on our Thailand to Japan routes were Thai citizens but we expect to increase the ratio of Japanese and foreign passengers on the flights next year,” said Nadda.

The new flight will depart Don Mueang International Airport at 1.15am and will arrive Osaka at 8.40am daily. The promotional fare is available for booking from now until September 24.

Thai AirAsia X (code XJ) is a low-fare long-haul carrier operating Airbus A330 planes featuring a total of 377 seats comprising 12 Premium Flatbed Seats and 365 Economy Class Seats.

For details and bookings, visit http://www.AirAsia.com.

Of ghoulies and ghosties

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/world/30327318

Of ghoulies and ghosties

World September 21, 2017 16:27

By The Nation

2,793 Viewed

The Ocean Park Halloween Fest 2017 has been officially launched in Hong Kong and this year is bigger and better than ever as its celebrates the Park’s 40th anniversary.

There are 10 Halloween attractions and 11 unique experiences, including the first Saw-themed attraction in Asia, which brings to life Lionsgate’s blockbuster “Saw” films, one of the highest grossing horror franchises of all time.

“As the pioneer in bringing the Halloween festivity into a theme park environment, we began with only one haunted attraction in our first year. Today, it is the largest of its kind in Asia, and we are thrilled to partner with Lionsgate this year to create Asia’s first Saw-themed attraction, which resonates with our commitment to bringing the best Halloween experiences to the region,” said Lau Ming-wai, the Park’s deputy chairman.

The “Saw” attractions features the reverse bear trap, the twisted razor wire maze, and more fatal snares, all awaiting to evoke psychological terrors for guests. The Jigsaw Killer has laid out his infamous traps for guests to experience firsthand, including a preview from the long-awaited eighth instalment, “Jigsaw”, which is scheduled to open in theatres on October 26.

This year’s transforming attraction offers guests two unique Halloween experiences in Latin American style. In daytime, guests are invited to a jubilant party hosted at Festival of Souls presented by Yahoo! Hong Kong, where dead spirits dress up in colourful UV costumes and put on skull masks for their celebration. By donning a pair of 3D glasses, guests can check out the attraction’s festive decorations and stunning patterns in detail, including the Mexican village and church, while taking plenty of photos with the singing and dancing spirits. However, guests should be aware that the spirits will turn hellish as soon as the sun goes down at 5.30pm during the Night of the Dead. Enraged spirits will spring out of the haunted cemetery in search of live human flesh. Guests will also be trapped by illusion hallway, a mirror maze and even a sinister banquet.

Ocean Park Halloween Fest has prepared light-hearted Halloween surprises for family guests. At Whiskers Harbour’s Whiskers & Friends Halloween Party, the Park’s beloved mascots will show up in their brand-new Halloween costumes. Kids can also join a creative mask-making workshop to boost their Halloween look and take photos with all seven of the cute mascots at this fun-filled party. Elsewhere Spooky Candy Factory, the largest outdoor trick-or-treat trail in Hong Kong is returning again for guests to play mini games and win Chupa Chups, Mentos and Tim Tam chocolate biscuits. These two family-friendly attractions will be available daily from October 5 to 31.

The general public can experience the attractions and shows at Halloween Fest during the same period from 11am to 11pm.

“Peak Days” will be introduced for Halloween. Guests will need Halloween Fest tickets to enter haunted attractions and watch Hell’s Grand Finale on October 21, 22, 28 and 29. Tickets valid from October 5 to 31 and are available for sale on the Ocean Park website starting today and guests can enjoy a 5-per-cent discount for purchasing tickets online.

Find out more at http://www.OceanPark.com.hk.