งานกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 15 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/835638

“ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน”

คำขวัญประจำจังหวัดนครปฐม นอกจากของอร่อยคุณภาพดี สาวงาม และสถานที่สำคัญ ดังที่ระบุไว้ในคำขวัญประจำจังหวัดแล้ว นครปฐมยังมีดีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าจะนำมาใส่ไว้ในคำขวัญให้ครบทุกอย่าง คำขวัญประจำจังหวัดคงยาวเกินครึ่งหน้ากระดาษเป็นแน่แท้

เรื่องการเกษตรนั้น นอกจากเป็นแหล่งปลูกส้มโอและข้าวพันธุ์ดี ของดีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะนำมาบอกกล่าวในคราวนี้คือ การปลูกกล้วยไม้ ซึ่งมีทั้งปลูกเลี้ยงไว้เพื่อตัดดอกกล้วยไม้ส่งไปจำหน่าย ทั้งในและต่างประเทศ และการขยายพันธุ์ต้นกล้วยไม้เพื่อจำหน่ายเป็นไม้ประดับ

ชาวสวนกล้วยไม้ร่วมกันนำกล้วยไม้สีขาวมาจัดตกแต่งเพื่อแสดงความอาลัยถวายแดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พุทธมณฑลเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทีมงานรายการครอบจักรวาลได้เดินทางไปถ่ายทำรายการเกี่ยวกับ “กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม 60” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 18 ถึง 22 มกราคมนี้

คุณยอดมนู ภมรมนตรี ผู้ดำเนินรายการได้สนทนากับ คุณอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม คุณสุวรรณ หิรัญวรวุฒิกุล ที่ปรึกษาสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตร–จังหวัดนครปฐม คุณสิริพงศ์ วราศรัย เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ และ คุณวาสนา กลิ่นพยอม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยายชา ได้ข้อมูลว่า จังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งปลูกกล้วยไม้แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั้งจังหวัดประมาณ 600 ไร่

เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2559 กลุ่มเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร และนนทบุรี ได้ร่วมมือร่วมใจกันนำดอกกล้วยไม้สีขาวจำนวนนับล้านดอก มาช่วยกันจัดตกแต่งเพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สวนลายไทย บริเวณลานหน้าวิหารพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

กล้วยไม้ที่ได้รับรางวัลในการประกวดเมื่อปีที่ผ่านมา

กล้วยไม้ที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายในงานสำหรับงาน “กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม 60” ที่กำลังจะจัดขึ้นในปีนี้ นับเป็นปีที่ห้า ที่ได้ใช้สวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นสถานที่จัดงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตรและสมาคมชมรมกล้วยไม้ต่างๆ พร้อมด้วยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้จากทั่วประเทศ

ภายในงานจะมีการประกวดกล้วยไม้เหมือนเช่นทุกปี โดยแบ่งการประกวดเป็นสามประเภท ได้แก่ กล้วยไม้ต้นในกระถาง กล้วยไม้ตัดดอก และกล้วยไม้หมู่ 50 ต้น

การประกวดกล้วยไม้ในกระถาง แบ่งเป็นประเภทย่อยๆ ตามสกุลของกล้วยไม้ ได้แก่ สกุลแวนด้า สกุลหวาย สกุลแคทลียา สกุลรองเท้านารี สกุลฟาแลนนอปซิส สกุลออนซิเดียม แกรมมาโต ซิมบิเดียม กล้วยไม้ดิน สกุลอแรนด้า ม็อคคาร่า รีแนนเธอร่า อแรกนิส กล้วยไม้พันธุ์แท้ทุกสกุล กล้วยไม้ลูกผสมทุกสกุล และกล้วยไม้ช่อแรก

กล้วยไม้สกุลช้าง ที่ปลูกไว้ตามธรรมชาติการประกวดกล้วยไม้ตัดดอก กับ การประกวดกล้วยไม้หมู่ 50 ต้น แบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่ สกุลหวาย และสกุลอแรนด้า ม็อคคาร่า รีแนนเธอร่า อแรกนิส ซึ่งการประกวดต้นไม้หมู่ 50 ต้นนี้ น่าสนใจมากตรงที่คณะกรรมการจะพิจารณาความสวยงาม และความสมบูรณ์ของกล้วยไม้ทั้ง 50 ต้นที่นำมาจัดรวมกันเป็นหมู่ ต้องสวยสมบูรณ์ทุกต้นถึงจะมีโอกาสได้รับรางวัล เชื่อว่าผู้เข้าชมงานจะได้ชมความสวยงามของกล้วยไม้ที่เกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้คัดสรรมาส่งเข้าประกวดอย่างตระการตา

นอกจากการประกวดกล้วยไม้ ยังมีการประกวดไม้ประดับอีกสามชนิด คือ โกสน แก้วกาญจนา และ โป๊ยเซียน ใครชื่นชอบต้นไม้ประเภทไหนเป็นพิเศษก็ไปชื่นชมความงามกันได้

เดินชมกล้วยไม้และไม้ประดับที่ส่งเข้าประกวดแล้ว เดินเข้าไป ภายในบริเวณสวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” ยังมีการจัดตกแต่งด้วยกล้วยไม้และต้นไม้นานาชนิด เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ชื่นชมและถ่ายรูปสวยๆกัน เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ภายในสวนมีกล้วยไม้สกุลช้างปลูกไว้หลายต้น ขณะนี้กำลังมีช่อดอกที่พร้อมจะบานในช่วงวันงานพอดี

การจัดตกแต่งภายในบริเวณสวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์”

แคทลียาดอกใหญ่การจัดงานในปีที่ผ่านๆมาเป็นที่ประทับใจของผู้เข้าชมจำนวนมาก ทราบมาว่ามีหลายท่านเดินทางไปชมงานเป็นประจำทุกปี และคอยติดตามข่าวอยู่ว่างานในปีนี้จะจัดขึ้นในวันไหน ทางคณะผู้จัดงานแจ้งว่าตั้งใจจะจัดงานในช่วงเดือนมกราคมเช่นนี้ และจะเริ่มวันพุธถึงวันอาทิตย์อย่างนี้ทุกปี

ไปเที่ยวไปชมกล้วยไม้สวยๆงามๆแล้วถ้าอยากได้ต้นกล้วยไม้กลับไปเลี้ยงเองที่บ้าน สามารถอุดหนุนชาวสวนกล้วยไม้จากจังหวัดต่างๆ ที่นำมาจำหน่ายเองโดยตรง สนนราคาไม่แพง ขอคำแนะนำการปลูกการเลี้ยงจากชาวสวนได้เลย

งาน “กล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ นครปฐม 60” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 18.00น. วันพุธที่ 18 ถึงวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2560 โดยวันแรกของงาน ช่วงเช้าเป็นเวลาลงทะเบียนส่งกล้วยไม้เข้าประกวด หลังจากนั้นคณะกรรมการจะตัดสินการประกวดในช่วงบ่าย มีพิธีเปิดงานและมอบรางวัลในช่วงเย็น เวลาประมาณ 17.30น.

แกรมมาโตแคระ ออกดอกตลอดปีสวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์” ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ริมถนนสาย 346 ทางไปพระแท่นดงรัง เลยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไปประมาณ 16.5 กิโลเมตร ระหว่างทางมีป้ายบอกเป็นระยะ ถ้ามองเห็นที่ทำการ อบต.หนองกระทุ่มอยู่ทางขวา แสดงว่าตรงต่อไปอีกหน่อยก็จะถึงบริเวณสถานที่จัดงานซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ มีลานจอดรถ ร้านค้า ร้านอาหารบริการ

การเดินทางไปโดยรถยนต์ส่วนตัว สามารถไปได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะตั้งหลักจากกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ถนนหนทางสะดวก ยิ่งสมัยนี้มีระบบนำทางทันสมัยในสมาร์ทโฟน ศึกษาเส้นทางล่วงหน้าอย่างคร่าวๆก่อนออกเดินทาง แล้วใช้ระบบนำทางช่วยบอกทางระหว่างขับรถ ก็ไปถึงที่หมายได้ไม่ยาก

คุณยอดมนู ภมรมนตรี กับ คุณอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมและคณะผู้จัดงานที่สวนกล้วยไม้ “สุวรรณภูมิออร์คิดส์”

แวนด้าสีสวยแปลกตาหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานนี้ สอบถามได้ที่ คุณสิริพงศ์ 08-1655-6903 และคุณบัญญัติ 08-3999-7924

งานนี้เข้าชมฟรี ไม่เก็บค่าผ่านประตู จึงอยากเชิญชวนให้ไปเที่ยวชมความงามของกล้วยไม้นานาพันธุ์ และอุดหนุนต้นไม้จากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง

…สวัสดี.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

 

เกาะมังกร สวรรค์ใต้น้ำที่พม่า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 14 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/832418

หนาวนี้ไปทะเลกันไหม? หน้าหนาวใครเขาจะไปกันล่ะ แต่เดี๋ยวนะขอบอกเลยว่าทะเลหน้าหนาวอะ สวยไม่แพ้หน้าร้อนและอากาศดี๊ดีด้วยนะ น้ำใสอีกต่างหาก ถ้าไม่เชื่อตามไปพิสูจน์กันเลย

ล่าสุด แบกกล้องเที่ยว เดินทางไปจังหวัดระนองมาครับ ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยว น่าสนใจเยอะมากตามที่หลายๆ คนรู้ แต่ครั้งนี้เราขอเจาะจงไปที่ “เกาะมังกร” ที่อยู่พม่า ซึ่งเราสามารถนั่งเรือไปเที่ยวได้ไม่ต้องค้างไม่ต้องใช้พาสปอร์ตอะไรทั้งนั้น แค่บัตรประชาชนใบเดียว

เริ่มต้นให้หาซื้อ package one-day trip ก่อนเลยมีหลายบริษัทที่น่าสนใจ แต่ครั้งนี้เราใช้ของ Love Andaman เขาจะมีรถตู้มารับเราที่สนามบินหรือมารับที่โรงแรมก็ได้ จากนั้นทางบริษัทจะทำเรื่อง พร้อมเตรียมเอกสารให้ล่วงหน้า แค่ 2 นาที ก็ผ่านด่านศุลกากร เราก็ลงเรือไปจอดที่เกาะสอง ประเทศพม่า เพื่อตรวจเอกสารประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ใช้เวลาชม. นิดๆ ก็มาถึง

ความรู้สึกแรกที่เห็น เกาะอะไร ทำไมน้ำมันใสจัง เฮ้ยนี่ ขนาดหน้าหนาว ทะเลมีคลื่น ตะกอนก็เยอะ ยังใสขนาดนี้ หมู่เกาะมังกร (Lord Loughborough) และเกาะเฮฟเว่น ราชอาณาแห่งปะการังหลากสีสันแสนบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน ทรายที่นี่ขาวมาก น้ำใสเหมือนกระจก

โลกใต้ทะเลสมบูรณ์สุดๆ เพียงแค่ไม่กี่เมตรจากผืนน้ำเราก็จะได้พบกับอาณาจักรปะการัง และดงดอกไม้ทะเลบ้านของนีโมหลากหลายสีสัน ที่ไม่ได้มีแค่หลักร้อยตัวแต่มีนับพันๆ ตัว ฝูงปลาน้อยใหญ่อีกหลากหลายสายพันธุ์ ที่ได้เห็นแล้วเชื่อเถอะว่าอยากดำน้ำแล้วดำน้ำอีกแทบไม่อยากจะขึ้นฝั่งกันเลยทีเดียว และบนเกาะก็งดงามไม่แพ้โลกใต้ท้องทะเล ต้นไม้น้อยใหญ่หนาแน่นมาก มองไปทางไหนก็ดูร่มรื่นไปหมด สีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล หาดทรายสีขาวสะอาดทอดยาวหลายร้อยเมตร

เป็นหนึ่งวันที่เรารู้สึกว่า มันผ่านไปเร็วมากๆ กำลังสนุก กำลังเพลินเลย ต้องกลับฝั่งเสียแล้ว

ทริปหนึ่งเราจะอยู่ได้ถึงเวลาประมาณ 16.00-17.00 น. เพราะต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้าฝั่งด้วย

ใครสนใจลองไปเที่ยวดูนะ แล้วจะติดใจแบบเรา..

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

เพลินโปรรอบกรุง! เสิร์ฟ 11+1 กิจกรรมดีๆ บริจาคของ ช็อป เที่ยว ดีลสุดคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834318

กลับมาพบกันอีกเช่นเคย คราวนี้ ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ ชวนคุณมาร่วมส่งใจช่วยพี่น้องชาวใต้ที่กำลังประสบอุทกภัยขั้นรุนแรง ใครมีกำลังกาย กำลังทรัพย์ หรืออยากร่วมบริจาคสิ่งของ ก็สามารถช่วยได้ตามกำลังของตัวเอง พร้อมส่งใจให้พี่น้องชาวใต้สู้ไปด้วยกัน

อ่อ…แต่ก็ไม่ลืมที่จะอัพเดตข่าวสารกิจกรรมดีๆ รอบกรุงให้ได้ทราบกันเหมือนเคย รวมถึงหอบโปรโมชั่นสินค้ามาเอาใจสายช็อป และรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับงานวันเด็กในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงนี้ด้วย จะมีอะไรบ้าง ตามมาดู…

1. ถุงยังชีพพระราชทาน เพื่อพี่น้องใต้

ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนายประวิทย์ หาญณรงค์ รองประธานกรรมการบริหาร นายพร อุดมพงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร และพลตำรวจตรี อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร เลขาธิการมูลนิธิ เป็นผู้แทนส่งมอบถุงยังชีพพระราชทาน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ในขณะนี้ พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ของ ร.9 จำนวน 10,000 ชุด สู่ท่าอากาศยานหาดใหญ่

นอกจากนี้ยังมีบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ร่วมส่งของอุปโภคบริโภคบริจาค จำนวน 500 ชุด สู่จังหวัดกระบี่เเละสุราษฎร์ธานี โดยมี เพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง และ วิชชุนี กันตะเพ็ง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้น สายการบินไทยแอร์เอเชียเป็นตัวเเทนรับมอบ

ทั้งยังพร้อมเป็นสื่อกลางขนส่งของอุปโภคบริโภคบริจาคสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ กับพันธมิตรที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐเเละเอกชน ในการส่งของบริจาคกับแอร์เอเชีย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0-2562-5824 วันจันทร์-ศุกร์ เวลาทำการ 10.00-18.00 น. (ขอสงวนสิทธิ์หมายเลขดังกล่าวสำหรับการติดต่อเพื่อการขนส่งสิ่งของบริจาคเท่านั้น)

2. ซุปเปอร์ โรบอท ริบลีส์ฯ พัทยา

วันที่ 14 ม.ค. 2560 ชวนเด็กๆ มาเที่ยวงาน “ซูปเปอร์ โรบอท พร้อมแจกทุนการศึกษาและของขวัญ” ณ ริบลีส์ เวิลด์ พัทยา ภายในงานพบกับ กองทัพหุ่นยนต์จากภาพยนตร์ชื่อดัง และเกมยอดฮิตมาร่วมงานมากมาย พร้อมลุ้นรับทุนการศึกษาและของขวัญมากกว่า 2,000 ชิ้น พบกันที่ริบลีส์ เวิลด์ พัทยา ชั้น 2 ศูนย์การค้ารอยัล การ์เด้น พลาซ่า พัทยา สามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ripleysthailand.com หรือ โทร 0-3871-0294

3. วันเด็กสุดพิเศษ สวนสยามลด 50%

วันที่ 14 ม.ค. 2560 ชวนเด็กๆ มาเปิดประสบการณ์วันเด็กที่แสนพิเศษที่สวนสยาม สนุกเรียนรู้และคุ้มค่าทั้งครอบครัวด้วยบัตรราคาเพียง 50% บัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นเพียง 250 บาท/คน (ปกติ 500 บาท/คน) เล่นสวนน้ำและสวนสนุกได้ไม่อั้น และเฉพาะวันเด็กแห่งชาติ บัตรเด็กเพียง 60 บาท/คน (ปกติ 120 บาท/คน สำหรับเด็กที่สูงไม่เกิน 130 ซม.)

เพลิดเพลินกับเครื่องเล่นเด็กถึง 6 ชนิด และสวนน้ำได้อีกด้วย เด็กต่ำกว่า 100 ซม.และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรี มาที่สวนสยามที่เดียว เที่ยวได้ทั้งครอบครัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2919-7200 หรือ 0-2105-4294

4. 11street ดีลสุดช็อก 70%

วันนี้เป็นต้นไป ชวนมาช็อปออนไลน์กับ อีเลฟเว่นสตรีท (11street) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว พร้อมนำเสนอบริการออนไลน์แพลตฟอร์มและโมบายแอพพลิเคชั่น ใช้งานง่าย เหมาะกับการใช้งานบนมือถือ

พบกับ ดีลสุดช็อกห้ามพลาดประจำสัปดาห์ ได้แก่ โปรโมชั่นมือถือสมาร์ทโฟน ราคาพิเศษ พร้อมรับส่วนลดเพิ่มอีก 15%, โปรโมชั่นแว่นตากันแดดยอดนิยมจากแบรนด์ Oakley และ RayBan ลดสูงสุด 35% และยังจะได้รับคูปองลดเพิ่มอีก 500 บาท, โปรโมชั่นต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ ขนสินค้าของเล่นมาลดราคากระหน่ำ สูงสุดถึง 70% พร้อมคูปองลดราคาเพิ่มอีก 20%

5. Emporio Armani

วันนี้ ชวนมาชมเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุด Hybrid Smart Watch ภายใต้ชื่อรุ่น “Emporio Armani Connected” ที่ช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น ด้วยการออกแบบฟังก์ชันสุดพิเศษ สามารถควบคุมการฟังเพลงบนสมาร์ทโฟนได้ผ่านการเชื่อมต่อไร้สายและปุ่มที่อยู่บนนาฬิกา เปลี่ยนเวลาตามไทม์โซนได้โดยอัตโนมัติ

และสามารถซิงค์ข้อมูลเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth ได้โดยง่าย พร้อมฟีเจอร์พิเศษอีกมากมาย เช่น ตัวติดตามพฤติกรรมการนอนหลับ (ตรวจสอบ รูปแบบการนอนหลับแบบอัตโนมัติ), เซ็นเซอร์ติดตามเมื่อนาฬิกาหาย, การแจ้งเตือนต่างๆ จาก Social Media สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0-2347-0177

6. โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet)

วันนี้ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์ นาฬิกาสุดหรู โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของเรือนเวลา รอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ปรับโฉมเรือนเวลารุ่นไอคอนนิคนี้ให้ทันสมัยและโฉบเฉี่ยว โดยได้รับเกียรติจาก แคโรลีนา บุชชี่ (Carolina Bucci) จิวเวลรี ดีไซเนอร์ชื่อดังและเก่าแก่แห่งเมืองฟลอเรนซ์ มาร่วมรังสรรค์เรือนเวลาชิ้นนี้

โดดเด่นดุจอัญมณีจากฟากฟ้าด้วยประกายแสงระยิบระยับขนาดเล็กบนพื้นผิวตัวเรือนและสายนาฬิกา ที่เกิดจากขั้นตอนการทำพื้นผิวด้วยเทคนิคการตีทองเก่าแก่ของอิตาลี (gold hammering) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร 0-2160-5838

7. Matina Amanita (มาทีน่า อมานิต้า)

วันนี้ – 31 มี.ค. 2560 ชวนมาพบกับโปรเจกต์พิเศษ Matina Amanita “Chapel of Love” at Benedict Studio จัดขึ้นเพื่อมอบอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษให้กับว่าที่เจ้าสาวผู้ที่อยากจะเนรมิตช่วงเวลาพิเศษในการเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างมีสไตล์ เนื่องจากแหวนในคอลเลกชั่น “The Engagement” ของมาทีน่า อมานิต้า

ดีไซน์ขึ้นพิเศษสำหรับเป็นแหวนหมั้นและแหวนแต่งงาน และมีเพียงชิ้นเดียว (One of a kind) เพื่อสร้างความทรงจำพิเศษในการเริ่มต้นชีวิตคู่ สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับทองชิ้นเล็กๆ ในไลน์ “Love Tokens” เช่น สร้อยพร้อมจี้ แหวน และต่างหู พิเศษ แพ็กเกจสุดคุ้มลูกค้าที่ใช้สถานที่ Benedict Studio ในการจัดงานแต่งงาน มอบ Cash Voucher มูลค่า 5,000 บาทไปเลือกซื้อเครื่องประดับที่ร้านมาทีน่า อมานิต้า และยังได้รับส่วนลดพิเศษ 10% เมื่อเลือกซื้อแหวนจากคอลเลกชั่น The Engagement

8. No7 ADVANCED Whitening Skincare

“No7 โพรเท็ค แอนด์ เพอร์เฟ็ค อินเทนซ์ แอดวานซ์ ไวท์เทนนิ่ง สกินแคร์ ใหม่” (No7 Protect & Perfect Intense ADVANCED Whitening Skincare) กลุ่มผลิตภัณฑ์อันทรงประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอย พร้อมเผยผิวดูขาวกระจ่างใสในสองสัปดาห์ คิดค้นมาเป็นพิเศษสำหรับสาวเอเชียโดยเฉพาะ

อุดมไปด้วย เมทริซิล 3000 พลัส (Matrixyl 3000 PlusTM) สารสกัดจากเปปไทด์ต่อต้านริ้วรอย ไวท์เทนนิ่งคอมเพล็กซ์ สารสกัดจากเอมบลิกา (อินเดียนกูสเบอรี่) มัลเบอร์รี่ และวิตามินซี ที่ช่วยปรับสีผิวให้แลดูขาวกระจ่างใสยิ่งขึ้น คิดค้นมาเป็นพิเศษสำหรับสาวเอเชียโดยเฉพาะ

9. คริสปี้ ครีม ฉลองตรุษจีน

วันนี้ – 31 ม.ค. 2560 ชวนมาต้อนรับปีระกา ด้วย คริสปี้ ครีม ไชนีส นิวเยียร์ โดนัท กับ 3 รูปแบบความอร่อย แทนคำอวยพรด้วยความหมายดีๆ ในราคาเพียงชิ้นละ 35 บาท หรือแบบเซต (ออริจินัล 6 ชิ้น ไชนีส นิวเยียร์ 6 ชิ้น) ในราคา 296 บาท (ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทั้ง 24 สาขา

– ชิก โดนัท : โดนัทสอดไส้ช็อกโกแลตฟัจด์เข้มข้น และเคลือบหน้าด้วยช็อกโกแลตสีเหลืองสดใส แต่งแต้มเป็นรูปไก่น้อย อวยพรให้รุ่งโรจน์ สดใส ตลอดปี
– ลัคกี้โดนัท ชิกเก้น : สอดไส้ไวท์ครีมนุ่ม ละมุนลิ้น ตกแต่ง และโรยหน้าด้วยไวท์ช็อกโกแลตเป็นรูปไข่ไก่
– พรอสเพอริที ชิกเก้น : สัญลักษณ์แทนความรุ่งเรือง ด้วยโดนัทสีเหลืองทอง ตกแต่งหน้าตาด้วยช็อกโกแลตสีแดง ช่วยเพิ่มสีสันวันตรุษจีนให้สดใสในแบบไชนีสนิวเยียร์

10. ไนกี้ เปิดตัวคอลเลกชั่น “Zonal Strength” เพื่อศักยภาพการออกกำลังกายที่สูงสุด

เปิดตัวกางเกงวิ่งเลกกิ้งและกางเกงออกกำลังกายเลกกิ้งรุ่นล่าสุด NikeZonal Strength Running Tights และ Nike Zonal Strength Training Tights ซึ่งโอบกระชับทุกส่วนกางเกงวิ่งเลกกิ้งไนกี้ รุ่น Zonal Strength มอบความกระชับให้ต้นขาและน่องเพื่อลดการสั่นของกล้ามเนื้อขณะวิ่งสำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะ ขอบกางเกง ฟลายเว้นท์ (Flyvent) ที่สามารถระบายอากาศได้ดีและเนื้อผ้ายืดได้ถึง 4 ทิศทาง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและเข่า

การออกกำลังกายแต่ละแบบใช้กล้ามเนื้อแตกต่างกัน การวิ่งระยะไกลนั้นจะเน้นการใช้กล้ามเนื้อต้นขา แฮมสตริง และกล้ามเนื้อน่อง ส่วนการออกกำลังกายอย่างหนักแบบ high intensity ซึ่งเน้นการเกร็งกล้ามนื้อแกนกลางลำตัว นอกจากจะต้องคำนึงถึงการใช้กล้ามเนื้อแล้ว นักกีฬายังต้องคำนึงถึงการออกกำลังกายให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงสุดทุกครั้ง และสิ่งสำคัญก็คืออุปกรณ์ที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย กางเกงออกกำลังกายเลกกิ้ง Zonal Strength ช่วยโอบกระชับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สะโพก ต้นขาด้านหน้า และแฮมสตริง ขอบเอวสูงช่วยกระชับช่วงแกนกลางลำตัว ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ขณะออกกำลังกายแบบเทรนนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบ low impact อย่างโยคะ หรือ high impact อย่างครอสเทรนนิ่ง ตะเข็บที่เรียบแบนทำให้ไม่รู้สึกรำคาญเวลาเคลื่อนไหว สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าและ NIKE.COM ตั้งแต่ 12 มกราคม เป็นต้นไป

 

11. เผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่ต้อนรับซีซั่นค่าย 3 ขีดสุดเจ๋ง

อาดิดาส ออริจินอลส์ จับมือ WHITE MOUNTAINEERING เผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่ ต้อนรับซีซั่นใหม่ SPRING/SUMMER 2017 ซีซั่น SPRING/ SUMMER 2017 นี้ อาดิดาส ออริจินอลส์ กลับมาอีกครั้ง โดยร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์ดัง White Mountaineering และ โยสุเกะ ไอซาว่า (Yosuke Aizawa) ดีไซเนอร์ชื่อดังจากแดนญี่ปุ่น รังสรรค์พรีเมียมคอลเลคชั่นเพื่อเฉลิมฉลองในสไตล์, ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม คอลเลคชั่นนี้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี และการตีความดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยของ White Mountaineering ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และความรู้ความเข้าใจที่ไม่มีใครเทียบได้ในเรื่องของสินค้า ประโยชน์ใช้สอย เมื่อผสานเข้ากับมรดกที่มีค่าสั่งสมมาอย่างยาวนานและตราสัญลักษณ์สามแถบ คอลเลคชั่น SPRING/SUMMER 2017 ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสไตล์รองเท้าแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงเส้นทางของอาดิดาส ออริจินอลส์ รุ่น NMD Trail และรุ่น Campus 80s

พบกับอาดิดาส ออริจินอลส์ โดย WHITE MOUNTAINEERING SPRING/SUMMER 2017 ได้ในเดือนมกราคม 2560 และเดือนมีนาคม 2560 ที่ ร้านอาดิดาส ออริจินอลส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ สยามเซ็นเตอร์ ชั้น G โทร 02-658-1733 และ ร้าน Carnival สยามสแควร์ ซอย 7 และทางออนไลน์

12. แอร์เอเชีย จัดโปรโมชั่นร่วมใจช่วยพี่น้องชาวใต้ บินประหยัดเส้นทางภาคใต้ ราคารวมเริ่มต้นที่ 590 บาท

สายการบินแอร์เอเชีย จัดโปรโมชั่น “To South With Love จากใจเราสู่ชาวใต้” บินประหยัดเส้นทางสู่ภาคใต้ ราคารวมเริ่มต้นที่ 590 บาทต่อเที่ยว สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 12-22 มกราคม 2560 เดินทางวันที่ 12-31 มกราคม 2560 พร้อมเปิดรับขนส่งของบริจาคสำหรับหน่วยงานรัฐเเละเอกชน สู่พี่น้องประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สามารถจองได้ตั้งแต่วันที่ 12-22 มกราคม 2560 ผ่านทุกช่องทาง อาทิ โมบายแอพ เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขา ตัวแทนจำหน่าย และสำนักงานจำหน่ายบัตรโดยสารแอร์เอเชีย ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจส่งของบริจาค สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 02-562-5824 วันจันทร์-ศุกร์ เวลาทำการ 10.00-18.00 น. (ขอสงวนสิทธิ์หมายเลขดังกล่าวสำหรับการติดต่อเพื่อการขนส่งสิ่งของบริจาคเท่านั้น)

อ้อ…สุดท้ายแถมถือว่าเป็นวันเด็ก  ข่าวดีต้องชื่นชม กองบังคับการตำรวจทางหลวง จับมือ GS Battery สานต่อกิจกรรม “พร้อมเป็นพลังให้คุณเดินทางปลอดภัยทุกเส้นทาง” ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัว Mobile Application “HWP ตำรวจทางหลวง” โดยแอปพลิเคชัน “HWP ตำรวจทางหลวง” เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย GS Battery โดยจะเริ่มต้นให้ทดลองใช้เบื้องต้นในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ และคาดว่าระบบจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ต่อไปในปี 2560 สำหรับการทำงานของแอปพลิเคชัน “HWP” ในเบื้องต้นรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เริ่มต้นใช้งานง่ายเพียงโหลดแอปพลิเคชัน และลงทะเบียน install เปิดใช้งานครั้งแรกครั้งเดียว ด้วยการใส่ชื่อ, อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ เพื่อทำการเก็บข้อมูล และส่งข้อมูลให้ศูนย์ตำรวจทางหลวงในเวลาฉุกเฉิน หรือสามารถ Skip ข้ามได้ในกรณีผู้ใช้ไม่สะดวก

โดย Main Menu การทำงานหลัก จะมีอยู่ 5 เมนู ได้แก่ ค้นหาสถานีตำรวจ – สำหรับค้นหาข้อมูลเบอร์ติดต่อของหน่วยงานตำรวจ ข่าวสารการจราจร – แจ้งเตือนข่าวสารรายงานการจราจร และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในจุดต่างๆ แบบ Real-time Maps แผนที่ – สำหรับแสดง จุดบริการของตำรวจ (พร้อมใช้สมบูรณ์ต้นปีหน้า) SOS ช่วยเหลือฉุกเฉิน – เมื่อกดเมนูนี้เพื่อโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน เข้าไปที่หน่วยงานตำรวจ SAVE เก็บรวบรวมข้อมูล

ทั้งนี้ GS battery ผู้นำตลาดแบตเตอรี่มากว่า 60 ปี ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ และคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถ ตลอดจนสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่อตอบแทนผู้ใช้รถบนท้องถนน และสนับสนุนนโยบายของภาครัฐเพื่อให้เดินทางท่องเที่ยว และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ และเตรียมพบกับกิจกรรมดีๆ ของ GS Battery

 

เที่ยว.. “ภูเรือ” ด้วยหัวใจที่พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834950

อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง

เมื่อ คุณพรศิลป์ แต้มศิริชัย ประธานกรรมการ โรงแรมภูเรือ แซงค์ชัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา ส่งเทียบเชิญให้ไปเยือนภูเรือ อำเภอเล็กๆในจังหวัดเลย แถมด้วยการโฆษณาสำทับว่า ไปภูเรือเพื่อฟื้นฟูชีวิตใหม่สู่ความเป็นหนุ่มสาว นี่ละ… สุดยอดของการเดินทางทริปนี้เลย…

ออกจากกรุงเทพฯเช้าตรู่ด้วยสายการบินนกแอร์ ไปถึงเมืองเลยราว 7 โมงเช้า คุณพรศิลป์ ต้อนรับด้วยอาหารเช้าข้าวเปียกเส้นหรือกวยจั๊บญวน “ร้านข้าวเปียกปากหมา” เจ้าดังใน จ.เลย แค่ชื่อร้านก็ชวนให้ไปลิ้มลองเสียแล้ว

กวยจั๊บญวนรสเด็ดว่ากันว่าใครมาเมืองเลยแล้ว ไม่ได้ชิมข้าวเปียกเส้นร้านนี้ ถือว่ามาไม่ถึงเมืองเลย ชื่อร้านสันนิษฐานว่ามีที่มาหลายอย่าง บ้างก็ว่า เพราะอาเฮียเจ้าของร้านแกมีบุคลิกพิเศษ คือ บ่นตลอดเวลา เวลาสั่งอาหารแล้ว ห้ามไปจุกจิกจู้จี้ใส่นั่นไม่ใส่นี่ไม่ได้ แต่ที่เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง คือ มีคนไปใส่ร้ายว่าแกใช้กระดูกหมาต้มน้ำแกง แต่ความจริงแล้ว น้ำซุปของร้านนี้ ต้องบอกว่าหวานชุ่มลิ้น ด้วยน้ำต้มกระดูกแทบชนิดไม่ต้องปรุง ส่วนเส้นข้าวเปียกก็เป็นเส้นสด ต้มแล้วเหนียวนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกับหมูชิ้น หมูยอหั่นบางๆ ถ้าต้องการไข่ลวกเพิ่มก็สั่งได้ เพิ่มความหอมอร่อย ขนาดเจ้าของร้านดุขนาดนี้ คนยังเข้าคิวรอแน่นทุกวัน

อิ่มท้องจากร้านข้าวเปียกปากหมาแล้ว ก็ไปต่อกันที่การล่องแพแบบชิวๆที่ อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดินขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 ไร่ เฉพาะสันเขื่อนยาวถึง 800 เมตร วัตถุประสงค์จริงๆของการสร้างก็เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในด้านการชลประทาน แต่มีผลพลอยได้คือ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีทัศนียภาพงดงาม โดยเฉพาะจุดชมวิวห้วยกระทิง ที่สามารถมองเห็นหุบเขาด้านล่างและบรรยากาศของอ่างเก็บน้ำกลางขุนเขา จากมุมสูงและแพสำหรับนั่งชมวิวเรียงรายกันดูสวยงามไปอีกแบบ

ศาลาเฉลิมพระ เกียรติวัดป่าห้วยลาดใช้เวลาในการชมวิวราว 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ไปต่อกันที่ วัดป่าห้วยลาด ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.ภูเรือราว 7 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 42 กิโลเมตร เป็นเส้นทางผ่านก่อนจะเข้าที่พัก โรงแรมภูเรือ แซงค์ชัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา

วัดป่าห้วยลาด เดิมเป็นสำนักสงฆ์ห้วยลาด ซึ่งจัดตั้งโดย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งท่านเคยจาริกธุดงค์มาที่นี่ ชาวบ้านห้วยลาดมีความเลื่อมใสศรัทธา จึงอาราธนานิมนต์ท่านให้จำพรรษา เมื่อปี 2483 และหลังจากนั้น ครูบาอาจารย์ พระกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่นก็ได้เดินทางมาพำนักเพื่อปฏิบัติธรรม จำพรรษา เป็นประจำทุกปี เป็นวัดที่มีความสวยงามโดดเด่นท่ามกลางขุนเขา โดยเฉพาะศาลาเฉลิมพระเกียรติ ที่สร้างอย่างใหญ่โต โอ่อ่า และสง่างาม ภายในประดิษฐานพระประธานสีขาวบริสุทธิ์ ชื่อว่า พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุ สร้างด้วยแร่แคลไซด์ องค์ใหญ่ที่สุด ขนาดหน้าตัก 20 เมตร สูง 19 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2549 เนื่องในมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี 2550

พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุความหมายขององค์พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุ มีความหมายถึง พระพุทธเจ้า ซึ่งทรงไว้ซึ่งพระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ ทรงตรัสรู้ธรรมอันวิเศษ เลิศสุดในสามแดนโลกธาตุ ได้แก่ อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางแห่งความดับทุกข์

เรียกว่า มาภูเรือคราวนี้อิ่มบุญ อิ่มใจกันถ้วนหน้าจริงๆ

อาคารที่พักโรงแรมภูเรือแซงค์ชัวรี รีสอร์ท
ไหว้พระเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางสู่จุดหมายปลายทาง คือ โรงแรมภูเรือ แซงค์ชัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมที่มีแนวคิดในการก่อสร้างโดยยึดหลักการเชื่อมชุมชนสู่การออกแบบ และนำเอาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นมาแปรรูปอย่างสร้างสรรค์ให้มีอัตลักษณ์ โดยเฉพาะการวางผังให้องศาของทุกอาคารอยู่ในโครงสร้างที่เชื่อมโยงจากจุดศูนย์กลาง แผ่ออกคล้ายโครงสร้างของใบไม้ เรียกว่ามีรายละเอียด และไม่ใช่แค่เรื่องออกแบบเท่านั้น คอนเซปต์ของการพักผ่อนที่นี่ ยังเน้นหลัก 3 R คือ Restore, Recharge และ Rejuvenate หรือ ฟื้นฟูจิต ฟื้นพลังชีวิต และฟื้นวัย ซึ่งเมื่อเข้า สู่อาณาจักรของ ภูเรือ แซงค์ชัวรี รีสอร์ท ก็รู้สึกได้จริงๆถึงความโปร่ง โล่ง สบาย เจือกลิ่นอายวัฒนธรรมที่ทำเอาหลายคนอดปริ่มสุขไม่ได้

– นาข้าวในโครงการคุณพรศิลป์ เล่าให้ฟังว่า การออกแบบภูมิสถาปัตย์ ใช้วิธีปรับเปลี่ยนหน้าที่ตามฤดูกาล ตามธรรมชาติของที่ตั้ง เช่น ปลูกข้าว ช่วงหน้านา ปลูกผักไว้กิน แถมยังมีศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนอยู่ในโครงการด้วย

“ผมคิดว่าสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทิ้งไว้ให้กับคนไทยที่สำคัญที่สุด ก็คือ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือ พอประมาณ ไม่น้อยไปและไม่มากเกิน, มีเหตุผล พิจารณาเหตุปัจจัยอย่างรอบคอบ และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด” เจ้าของโรงแรมภูเรือ แซงค์ชัวรี บอก แถมยังพาไปชมนาข้าว บ่อปลา โรงเพาะเห็ด แปลงผักสวนครัวที่ไม่มีการใช้สารเคมี สามารถเลี้ยงคนงานได้ตลอดทั้งปี บางทีแขกที่มาพักยังได้เก็บผัก เก็บพริก เก็บมะนาวเอาไปปรุงอาหารด้วย บางคนถึงขนาดลงทุนลงไปดำนาแข่งกับชาวบ้าน สนุกสนานกันเป็นการใหญ่

ชาร์จแบตกันเต็มที่แล้ว ก่อนกลับ กทม. มีโอกาสแวะกราบ พระพุทธเจ้าไภสัชยาคุรุไวฑูรยประภา จอมแพทย หรือ พระกริ่งปวเรศ ที่ วัดสมเด็จภูเรือมิ่งเมือง ที่มีทั้งความสวยงามของตัวโบสถ์ วิหาร ประทับใจกับพระนอนในวิหารและนาคหัวบันได ที่แกะสลักจากหินหยกแม่น้ำโขง…งดงามมาก2 คืน 3 วัน กับชีวิตช้าๆ ไม่วุ่นวาย ที่ภูเรือ บอกตัวเอง อีกครั้งว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรมาก ถ้าตั้งโจทย์ง่ายๆและเข้าใจคำว่า “พอ” แค่นั้นเอง.

 

แคนทารี กบินทร์บุรี ความเรียบง่ายแบบตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/509839

แคนทารี กบินทร์บุรี ความเรียบง่ายแบบตะวันออก

โดย…นิทรา ราตรี

 ได้ชื่อว่าแบรนด์แคนทารี คอลเลคชั่น ก็ไร้ข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานของห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการ อย่าง แคนทารี กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ออกแบบด้วยรูปลักษณ์ทันสมัย อยู่ใกล้แหล่งนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง และสนามกอล์ฟอีก 2 สนาม พร้อมให้บริการทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

โรงแรมประกอบด้วย 2 อาคาร มีห้องพักรวม 226 ห้อง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ห้องสตูดิโอ ขนาด 44 ตร.ม. ที่นอกจากจะมีพื้นที่ห้องนอน ยังมีชุดโซฟานั่งเล่น ครัว และห้องน้ำที่แยกอ่างอาบน้ำและชาวเวอร์จากกัน

ห้องสวีท 1 ห้อง ขนาด 55 ตร.ม. มีการแบ่งสัดส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่น และห้องสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 88 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องนั่งเล่นแยกต่างหาก และพื้นที่รับประทานอาหารขนาดใหญ่พร้อมครัว

ทุกห้องได้เลือกใช้วัสดุที่ทำจากไม้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้อง คุมบรรยากาศด้วยสีเอิร์ทโทน เน้นความเรียบง่ายแบบตะวันออกผสานตะวันตก และทุกแบบเหมาะสำหรับการพักทั้งในระยะสั้นและยาว โดยมีครัว ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง จาน ชาม และอุปกรณ์ทำอาหารไว้ให้พร้อม

 นอกจากนี้ โรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมาตรฐานของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ สระเด็ก สระจากุซซี่ ฟิตเนส เซาน่า ห้องรีดผ้า ห้องประชุม และเอ็กเซ็กคิวทีฟเลานจ์ที่ให้บริการ ชา กาแฟ และของว่างตลอดวัน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตฟรี สำหรับห้องอาหารมีให้บริการที่แคลิฟอร์เนีย สเต๊ก เสิร์ฟสเต๊กหลายชนิด อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย และนานาชาติ

แคนทารี กบินทร์บุรี ถือเป็นโรงแรมเดียวในย่านที่บริหารงานโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว โดยมุ่งไปที่นักธุรกิจที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม 304 นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี และสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์

ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว โรงแรมตั้งอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟ 2 สนาม คือ สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ สนามที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และสนามฮิลล์ไซด์คันทรีโฮม กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ปราจีนบุรียังเป็นศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาอย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แก่งหินเพิง วังน้ำเขียว และอุทยานแห่งชาติทับลาน

รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปยังตลาดโรงเกลือ ตลาดขายสินค้ามือสองขนาดใหญ่ที่สุด โดยใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมประมาณ 1 ชั่วโมง แคนทารีมีสโลแกนว่า Luxurious Residential Style Hotel หมายถึงเป็นโรงแรมที่มีบรรยากาศเสมือนพักอยู่บ้าน แต่ได้รับการบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ที่ซึ่งสามารถใช้ชีวิตที่คุ้นเคยแต่ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการเดินทาง

 Price: ห้องสตูดิโอ 2,500 บ. ห้องสวีท 1 ห้องนอน 3,500 บ. ห้องสวีท 2 ห้องนอน 5,500 บ.

Place: สี่แยกกบินทร์บุรี จ. ปราจีนบุรี โทร. 0-3728-2699 เว็บไซต์ www.kantarycollection.com/kantaryhotel-kabinburi

Promotion: เมื่อโชว์คูปองส่วนลด (เฉพาะคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย) ห้องสตูดิโอ 2,000 บ. ห้องสวีท 1 ห้องนอน 2,400 บ. ห้องสวีท 2 ห้องนอน 4,200 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 20 ธ.ค. 2560

 

อีต่อง เหมืองในหมอกภาคเหนือเมืองกาญจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/509835

อีต่อง เหมืองในหมอกภาคเหนือเมืองกาญจน์

โดย…กาญจน์ อายุ

399 โค้งจาก อ.ทองผาภูมิ สู่ ต.ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี ถือเป็นความยาวนานที่บอบช้ำก้นกบเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสภาพถนนในยุคดีบุกเฟื่องฟูที่การเดินทางไปปิล๊อกถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะระยะทาง 60 กิโลเมตร บนทางลูกรังขนแร่ต้องใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมง

ทว่า ปัจจุบันเส้นทางขนแร่ได้กลายเป็นเส้นทางขนส่งนักท่องเที่ยว ด้วยแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเขาช้างเผือก เนินช้างศึก น้ำตกจ๊อกกะดิ่ง และ “บ้านอีต่อง” ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นภาคเหนือแห่งกาญจนบุรี ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นและปกคลุมด้วยหมอกเกือบตลอดปี จนทำให้ผู้คนหลงลืมว่ากำลังอยู่บนเทือกเขาตะวันตกติดชายแดนเมียนมา

มนตรี เหลืองอิงคสุต ขุดหาควอตซ์ที่มีแร่ดีบุกผสมอยู่

 

ขณะเดียวกันบ้านอีต่องยังมีความสำคัญด้านธรณีวิทยา เพราะบริเวณของบ้านอีต่องทั้งหมดเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่ชื่อ “เหมืองปิล๊อก” (อีต่องเป็นหนึ่งในหมู่บ้านของ ต.ปิล๊อก) คือบรรดาเหมืองแร่มากมายทั้งของเอกชนและองค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้แก่ กลุ่มเหมืองราชธน กลุ่มเหมืองอีต่อง-อีปู กลุ่มเหมืองผาแป กลุ่มเหมืองสัตตมิตร-มกราคม และกลุ่มเหมืองตะนาวศรี คลุมพื้นที่ประมาณ 122 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ติดชายแดนเมียนมาเพียงก้าวขาข้าม และอยู่ห่างจากทะเลอันดามันไม่ถึง 100 กิโลเมตร

สายแร่ดีบุกเห็นได้ชัดเจนในชั้นดิน

 

ปิล๊อกอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีที่เป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่และมีลักษณะยาวตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์จนถึงระนอง ซึ่งเหมืองปิล๊อกเป็นแหล่งแร่ขนาดยาวประมาณ 30 กิโลเมตร กว้างประมาณ 2 กิโลเมตรตามแนวชายแดน ประกอบด้วยหินเดิมซึ่งเป็นพวกหินดินดานและพวกหินแปรในชุดหินของชุดกาญจนบุรี วางตัวอยู่ใต้หินปูนของชุดราชบุรี (อายุเปอร์เมียน) โดยแร่ดีบุกเกิดในสายควอตซ์ที่พาดไปมาระเกะระกะ และมีสายแร่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร-2 เมตร นักท่องเที่ยวจึงสามารถสวมบทเป็นนักธรณีวิทยาได้ด้วยการสังเกตสายแร่ด้วยตาเปล่าตามชั้นดิน เนื่องจากเหมืองปิล๊อกเป็นแหล่งแร่ที่ยังมีเปลือกดินคลุมสายแร่อยู่ จึงไม่มีการแผ่กว้างเป็นลานแร่เหมือนทางภาคใต้ จึงสามารถเห็นสายแร่ได้ไม่ยากเย็น

นักธรณีวิทยาชี้ให้ดูหินควอตซ์

 

มนตรี เหลืองอิงคสุต ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ให้ความรู้ว่าแหล่งแร่ในปิล๊อกมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ที่พบมากที่สุดคือ แร่ดีบุก รองลงมาและมักอยู่ปะปนกันคือ แร่ทังสเตน และสายแร่ทองคำ (ไม่มีการทำเป็นเหมืองทองคำขนาดใหญ่เพราะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จะมีก็เพียงแรงงานร่อนหาแร่ทองคำให้พ่อค้ามารับซื้อ) โดยในอดีตกำลังการผลิตแร่ดีบุกของแต่ละเหมืองอยู่ที่ประมาณ 50 ตัน/ปี และสามารถทำเหมืองได้ลึก 30-40 เมตร แต่ไม่เกิน 50 เมตร เพราะในระดับลึกกว่านี้จะไม่มีแร่

อุโมงค์ขุดแร่ดีบุกขนาดเท่าตัวคน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มทำเหมืองดีบุกใหม่ๆ ได้มีชาวเมียนมาข้ามมาทำเหมืองเถื่อนจำนวนมาก ทำให้บ้านอีต่องเต็มไปด้วยประชากรหลายชาติหลายภาษา ทั้งไทย เมียนมา กะเหรี่ยง ทวาย มอญ และลาว กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังได้ยินภาษาเพื่อนบ้าน และยังเห็นสินค้าจากเมียนมาเข้ามาขาย

สะพานเหมืองแร่ หนึ่งจุดเช็กอินของนักท่องเที่ยว

 

หลังจากนั้นทางการไทยได้ประกาศเปิดเหมืองปิล๊อกอย่างเป็นทางการในปี 2484 ทำให้ไม่ว่าใครที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้านนี้จะกลับออกไปพร้อมเงินทองมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า หมู่บ้านณัตเอ็งต่อง หมายถึง บ้านเทพเจ้าแห่งขุนเขา จนเพี้ยนเสียงกลายเป็นชื่อบ้านอีต่อง

ป้ายบอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากทะเลอันดามันผ่านเมียนมา เข้าแดนไทยไปยังราชบุรี

 

ส่วนชื่อเหมืองปิล๊อกก็มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเพี้ยนมาจากผีหลอก เพราะในอดีตพื้นที่ทั้งหมดเป็นป่ารกชัฏ และมีโรคมาลาเรียระบาดหนักจนคนเหมืองล้มตายจำนวนมาก ต่อมาจากผีหลอกก็กลายเป็นปิล๊อก ชุมชนที่ปราศจากไข้มาลาเรียและคงไม่มีที่ให้ผีหลอก เพราะถูกนักท่องเที่ยวถล่มเต็มพื้นที่

วัยรุ่นกำลังเขียนป้ายที่ระลึกแขวนไว้บะสะพานอีต่อง

 

นอกจากนี้ การทำแร่ขององค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอดีต เป็นวิธีแบบรับซื้อมากกว่าลงมือทำเอง กล่าวคือ มีการกำหนดพื้นที่ให้และให้เครื่องมือแก่แรงงานไปขุดหาแร่ เมื่อได้มาก็นำไปขายให้องค์การฯ ส่วนการทำแร่ของเอกชนมีทั้งวิธีรับซื้อและวิธีทำเหมืองแบบฉีด (ลักษณะอุปกรณ์เป็นกระบอกฉีดคล้ายปืนฉีดน้ำแต่น้ำจะแรงกว่ามากถึงขนาดทำให้รถหงายท้องได้) โดยคุณสมบัติของแร่ดีบุกจะมีความทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับโลหะอื่นได้ดี และไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ คนจึงนำดีบุกมาใช้ในทางโลหกรรม อุตสาหกรรม และศิลปกรรม เช่น ใช้ทำกระป๋องบรรจุอาหาร เบียร์ กระดาษห่ออาหารหรือที่เรียกว่ากระดาษตะกั่ว กระดาษห่อบุหรี่ และกระดาษไหว้เจ้า

 

กระทั่งในปี 2528 เกิดวิกฤตราคาแร่ดีบุกตกต่ำทั่วโลก จนทำให้เหมืองแร่ดีบุกที่เคยมีกว่า 40 เหมืองในปิล๊อกปิดกิจการเกือบทั้งหมด และทยอยปิดไม่มีเหลือภายในปี 2534 หลังจากพื้นที่บางส่วนถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เค้กป้าเกล็นที่ร้านชาวเหมือง

 

ปัจจุบันบ้านอีต่องจึงเหลือเพียงร่องรอยของการทำเหมือง ชาวบ้านที่ยังไม่อพยพก็เปลี่ยนอาชีพมาทำการท่องเที่ยว บ้านเรือนจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้า แต่ที่พอจะเห็นวิถีดั้งเดิมอยู่บ้างคงเป็นบรรยากาศของตลาดเช้าที่ชาวไทยและชาวเมียนมามาพบปะซื้อขายสินค้ากัน กลายเป็นตลาดมิตรภาพที่คนสองชาติสามารถไปมาหาสู่กันผ่านช่องทางมิตรภาพ

ผลิตภัณฑ์จากเมียนมาวางขายที่ตลาดจนกลายเป็นของฝากจากอีต่อง

 

ส่วนเค้กป้าเกล็น (เกล็น เสตะพันธุ ภรรยาของสมศักดิ์ เสตะพันธุ) ตำนานความรักแห่งเหมืองสมศักดิ์ ที่ใครมาอีต่องต้องมาชิมเค้กของป้าอย่างเค้กแครอต เค้กกล้วยน้ำว้า และเค้กช็อกโกแลต สนนราคาทุกชิ้น 70 บาท โดยแต่ละวันป้าจะทำไม่มาก และตั้งขายอยู่ที่เดียวที่ ร้านชาวเหมือง บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน

อดีต “เหมือง” อันยิ่งใหญ่ได้กลายเป็น “เมือง” ท่องเที่ยวขนาดย่อม ตามกระแสนักเดินทางที่เห่อหาสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่เน้นความสบาย แต่เน้นตัวตนของสถานที่นั้น ซึ่งความเป็นอีต่องยังคงอยู่ในดินในหินในสายแร่และในสายเลือดของลูกหลานชาวเหมือง ส่วนในอนาคตยุคของเหมืองดีบุกจะกลับมาหรือไม่ มิอาจทราบได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้รักษาไว้คือ “ธรรมชาติ” หัวใจของชาวบ้าน และสภาพอากาศที่ทำให้อีต่องเป็นภาคเหนือของภาคตะวันตกต่อไปตลอดกาล

 

หลบฝนในบ้านริมชี วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/508585

หลบฝนในบ้านริมชี วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, วิชชิ่ง ทรี

 แทบไม่อยากเชื่อว่าแม่น้ำที่ไหลเอื่อยอยู่นี้คือลำน้ำชี และความเขียวขจีของ “วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท” จะมีอยู่ที่อีสาน

รีสอร์ทถูกออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เรียบง่าย สบายสไตล์อีสาน” เป็น 3 หัวใจสำคัญที่ได้ถ่ายทอดผ่านห้องพักและวิลล่าจำนวน 47 ห้อง

โดยทุกห้องจะตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวที่ทำให้ไม่หลงลืมไปว่ากำลังทอดกายอยู่ในอีสาน แบ่งเป็นห้องดีลักซ์ ขนาด 30 ตร.ม. อยู่ภายในตึกวารี วาปี และวารา โดยตึกวารีและวาราสามารถชมวิวแม่น้ำชีได้จากระเบียงห้องพัก และตึกวาปีจะได้ชมวิวทุ่งนาเขียวขจีที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองช่วงปลายปีหลังหมดฝน

ห้องจูเนียร์สวีท ขนาด 38 ตร.ม. เป็นห้องมุมของอาคารซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะปรารถนาชมวิวแม่น้ำหรือทุ่งข้าว ห้องวิลล่า ขนาด 76 ตร.ม. ตั้งอยู่ริมทะเลสาบและทางฝั่งริมแม่น้ำชี มีระเบียงกว้างเปิดรับธรรมชาติ และมีความเป็นส่วนตัวมากด้วยอาณาบริเวณของวิลล่าที่แยกจากกัน

 ห้องพูลวิลล่า ขนาด 93 ตร.ม. ห้องพักที่หรูหราที่สุดด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำขนาดใหญ่ และระเบียงพร้อมเตียงอาบแดด เหมาะสำหรับการพักผ่อนทั้งแบบคู่รักและครอบครัว

ทว่า ไฮไลต์ที่คุณหนูๆ ชอบใจต้องยกให้บรรดาสัตว์เลี้ยงที่ทางรีสอร์ทซื้อไถ่มา ไม่ว่าจะเป็นควายเผือก วัว ม้าแคระ แพะ แกะ สุนัข และฝูงห่าน ที่กลายเป็นดาวเด่นจนทุกคนต้องไปทักทาย โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมขี่หลังควายเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย และสนุกสนานกับการขี่ม้าชมรีสอร์ทได้

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีมุมสวนผักและสวนสมุนไพรไทยให้ได้ชมและลองปลูก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เพื่อให้สัมผัสการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่ทำได้ง่ายๆ ใกล้ตัว

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ รีสอร์ทมีทั้งห้องอาหารให้บริการอาหารไทย อาหารอีสาน และอาหารนานาชาติ คลาสเรียนทำอาหาร สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ชีวาณาสปา ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมสัมมนา ตอบโจทย์ข้าราชการ องค์กรต่างๆ และงานวิวาห์ในบรรยากาศสุดชิล

ชื่อ วิชชิ่ง ทรี (Wishing Tree) หมายถึง ต้นกัลปพฤกษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางรีสอร์ท เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำ จ.ขอนแก่น สื่อความหมายถึงการอุ้มชูปกป้อง

 เช่นเดียวกับความตั้งใจที่อยากให้ผู้เข้าพักเข้ามาผ่อนคลายเติมพลังชีวิตไปกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น จนลืมเวลาและชีวิตที่เหนื่อยล้าไปโดยสิ้นเชิง

Price: ดีลักซ์ 1,620 บ. จูเนียร์สวีท 1,980 บ. วิลล่า 2,700 บ. พูลวิลล่า 3,600 บ.

Place: ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 10 กม. โทร. 043-209-333 เว็บไซต์ www.wishingtreeresort.com

Promotion: วันนี้ – 15 ส.ค. 2560 พาคุณแม่มาพักรับส่วนลด พัก 1 คืนลด 20% พัก 2 คืนลด 30% และพัก 3 คืนขึ้นไปลด 35% จองโทร. 043-209-333

 

ขับโฟร์วีลฝ่าความมืด หลุดยุคสู่อุโมงค์เหมืองแร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/508581

ขับโฟร์วีลฝ่าความมืด หลุดยุคสู่อุโมงค์เหมืองแร่

โดย…กาญจน์ อายุ

 ความมืดสนิทชนิดที่มองไม่เห็นไรฟันของคนตรงหน้า ความเงียบสงัดจนได้ยินเสียงปีกค้างคาว และความเย็นชวนขนลุกในอุโมงค์ใต้ดินลึก 180 เมตร กลายเป็นอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ความฉงนสนเท่ห์ และความลับทางธรณีวิทยา

บริเวณ อ.ทองผาภูมิ สังขละบุรี และศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ถือว่าเป็นแหล่งผลิตแร่ตะกั่วที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีวิวัฒนาการการทำเหมืองที่ทันสมัย และมีการลงทุนสูงแห่งหนึ่งของโลก

หนึ่งในนั้นคือ “อุโมงค์สามมิติ” ส่วนหนึ่งของเหมืองสองท่อของ ดร.ผล กลีบบัว ผู้ที่เคยได้รับสัมปทานและสิ้นสุดไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันพื้นที่ของเหมืองสองท่อจึงอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคม ที่มีความพยายามจะพัฒนาเหมืองแร่เก่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้เส้นทางอุโมงค์ขนส่งถ่ายแร่ในอดีต 3 อุโมงค์เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์

นักท่องเที่ยวโบกมือเมื่อออกจากอุโมงค์สามมิติ

 มนตรี เหลืองอิงคสุต ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี อธิบายว่า แหล่งแร่ตะกั่ว-สังกะสีในพื้นที่ทองผาภูมิมีลักษณะการเกิดแบบแหล่งแร่สะสมตัวในชั้นหินอุ้มแร่ คือเป็นแหล่งแร่ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับขบวนการเกิดหินอัคนี แหล่งหินต้นกำเนิดจะเป็นแอ่งหินดินดานหรือหินดินดานปนหินปนปูนที่มีความเข้มข้นของธาตุตะกั่วสูง ที่ถูกแรงกดตามธรรมชาติบีบอัดให้แทรกตัวตกตะกอนอยู่ตามแนวชั้นหินปูน ซึ่งในประเทศไทยมักจะเกิดร่วมกับหินปูนของยุคออร์โดวิเชียน จึงให้แหล่งแร่ขนาดใหญ่และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

อย่างแหล่งสองท่อ-บ่อใหญ่-บ่องาม-บ่อน้อย ต.ชะลอ อ.ทองผาภูมิ เป็นแหล่งแร่โบราณที่มีร่องรอยการผลิตแร่มากว่า 1,500 ปี โดยในปี 2521 บริษัทของตระกูลกลีบบัวได้ร่วมทุนกับบริษัทเยอรมัน ผลิตแร่ที่แหล่งแร่สองท่อ-บ่อใหญ่-บ่อน้อย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มีการทำเหมืองอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ลึกจากผิวดิน 180 เมตร รวมความยาวของอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมดได้กว่า 50 กิโลเมตร ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2498 ที่สำรวจพบแหล่งแร่นี้มีการผลิตแร่ตะกั่วไปแล้วมากกว่า 7 ล้านตัน และคาดว่ายังมีปริมาณสำรองแร่คงเหลืออยู่อีกมากกว่า 7 ล้านตัน จัดเป็นแหล่งแร่ตะกั่วที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นั่งหลังกระบะตะลุยอุโมงค์สามมิติ

 เส้นทางท่องเที่ยวระยะทาง 2.4 กิโลเมตร ในอุโมงค์ใต้ดินก็ยังคงเต็มไปด้วยแร่ตะกั่ว แต่เป็นเหมืองที่ไม่มีคนงานและไร้เสียงเครื่องจักรมานานหลายสิบปีจนธรรมชาติทวงคืนพื้นที่ เหลือไว้แต่ร่องรอยของอดีตและความสวยงามในปัจจุบัน โดยทางเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคมมีบริการนำเที่ยวด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่แปลงหลังกระบะให้เป็นที่นั่ง

ตั้งแต่ปากอุโมงค์จะขับผ่านร้านค้าหรือที่ชาวบ้านเรียกมันเล่นๆ ว่า เซเว่นฯ มีประตูเป็นลูกกรงเหล็กสนิมกรัง ข้างในยังมีกล่องและข้าวของของคนงานที่วางไว้ตำแหน่งเดิมคลุมด้วยฝุ่นหนาหรือไม่ก็อาจเป็นเชื้อราเพราะความชื้น

จากนั้นทั้งสี่ล้อจะเคลื่อนผ่านทางกรวดหินและทางน้ำที่ไหลลงมาจากผืนป่าเหนืออุโมงค์ ไม่มีความนิ่งเรียบ แต่ก็ไม่โยกเยกจนทรงตัวยืนไม่ไหว โดยไฟหน้ารถไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่องนำทางแต่ยังเป็นไฟฉายชั้นดีที่ทำให้คนหลังกระบะเห็นผนังอุโมงค์ได้ชัดเจน รวมถึงเผยให้เห็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลกอย่างค้างคาวคุณกิตติ ที่ยึดผนังอุโมงค์บริเวณทางเข้าออกเป็นบ้านพักตากอากาศ

ช่องทางเหมืองเก่าที่ได้รับสมญานามว่าประตูพิศวง

 ตลอดเส้นทางจะเห็นหินงอกหินย้อยที่เริ่มก่อตัวขึ้น เห็นสายไฟที่ถูกโอบรัดด้วยหินปูน เห็นเครื่องจักรสนิมเกรอะไร้พลังงาน เห็นท่อระบายอากาศปล่องใหญ่ที่เคยหล่อเลี้ยงชาวเหมืองให้มีอากาศหายใจ เห็นสายระเบิดที่ยังไม่ทำงาน เห็นลำธารในอุโมงค์ เห็นภาพของอดีตในยุคที่เหมืองแร่เฟื่องฟู และเห็นการฟื้นฟูตามหลักของธรรมชาติเมื่อมนุษย์ได้จากไป

ระยะเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ในความมืดมิดผ่านไปอย่างไว ซึ่งก่อนถึงทางออกในห้วงที่อากาศเย็นภายในกระทบกับความร้อนภายนอกได้ก่อให้เกิดไอหมอกขึ้นในอุโมงค์ เสมือนภาพมิติพิศวงโดยมีแสงจากปลายทางค่อยๆ สว่างจนเจิดจ้ากระทบม่านตา ก่อนรถจะพุ่งถลาออกจากอุโมงค์สู่ป่าเขียวขจี

ทว่า เส้นทางนี้ก็ยังคงต้องส่งคำเตือนไปถึงผู้ที่กลัวความมืดและที่แคบ เพราะถึงแม้จะมีไฟหน้ารถและไฟสปอตไลต์ดวงโตของเจ้าหน้าที่คอยสาดส่อง แต่ก็ยังไม่ทำให้ความมืดมิดหายไป และถึงแม้อากาศในอุโมงค์จะเย็นสบายเหมือนอยู่กลางทุ่งหญ้าใหญ่ แต่ความคับแคบของเหมืองก็ใหญ่เพียงให้รถกระบะผ่านได้เท่านั้น

ความซับซ้อนของเหมืองเก่าในยุครุ่งเรือง

 หลังจากนั้นเส้นทางท่องเที่ยวยังเชื่อมโยงไปยังอีก 2 อุโมงค์สั้นๆ ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่ทับซ้อนกันกับอุโมงค์แรก และปิดท้ายด้วยการชมยอดเอเวอเรสต์แห่ง ต.สหกรณ์นิคม เป็นเขาที่มีสินแร่มากที่สุดในบรรดาภูเขาในเขตสัมปทานเหมืองแร่บ่อใหญ่จึงมีการขุดเจาะเป็นอุโมงค์มากมาย การพิชิตยอดต้องปีนเขาดึงเชือกขึ้นไปแสนลำบากไม่ต่างจากการขึ้นเขาเอเวอเรสต์

นอกจากนี้ ยังสามารถเที่ยวเชื่อมโยงไปยังจุดชมวิวเนินสวรรค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อน ในอดีตบริเวณเนินสวรรค์เคยเป็นที่รวบรวมแร่ของเหมืองสองท่อ แต่ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยต้นป่าไปหมดสิ้นแล้ว รวมถึงเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เพราะเป็นที่ตั้งของชุมชนห้วยเสือ ถิ่นที่อยู่ของแรงงานชาวอีสานที่มาทำเหมืองแร่จนกลายเป็นชุมชนคนกาญจน์ที่พูดภาษาอีสาน และมีประเพณีบุญบั้งไฟช่วงก่อนเข้าพรรษาที่เนินสวรรค์ด้วย

ภาพย้อนแสงของนักท่องเที่ยวบริเวณทางเข้าอุโมงค์เหมืองตะกั่ว

 อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตแร่ตะกั่วนับเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่นำไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ ตะกั่วแผ่น กระสุนปืน สายเคเบิล ลวดบัดกรี และงานหล่อโลหะ ทรัพยากรแร่จึงเป็นสิ่งกำนัลที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ให้ประเทศนั้นๆ

ทว่า แหล่งแร่ที่ปรากฏพบจะเปิดทำเหมืองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ต้องไม่หลงลืมชาวบ้านและธรรมชาติที่อาศัยบนแผ่นดินที่แร่ซุกฝังร่าง ซึ่งไม่สมควรถูกปล่อยทิ้งขว้าง เพราะค่าของสิ่งกำนัล

ค่าบริการเที่ยวอุโมงค์สามมิติคนละ 200 บาท สอบถามเทศบาลตำบลสหกรณ์นิคม โทร. 034-685-038

ไอหมอกฟุ้งตรงทางออกจากอุโมงค์สามมิติ

อดีตที่ทิ้งแร่จากเหมืองกลายเป็นเขียวชอุ่มหลังธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง

เอเวอเรสต์แห่งเหมืองบ่อใหญ่ ที่เต็มไปด้วยช่องขุดตะกั่ว

ธรรมชาติอีกฟากฝั่งหนึ่งของเหมืองตะกั่วยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ใหญ่

อุปกรณ์ในการทำเหมืองตะกั่วเก่ายังคงติดกับผนังอุโมงค์

วิธีการเย็บหินเพื่อป้องกันผนังอุโมงค์ถล่ม

สังเกตตะกั่วง่ายๆ ที่รอยสีขาวแวววาว

ท่อระบายอากาศสภาพสมบูรณ์ภายในอุโมงค์

 

 

ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/518920

ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

โดย  อุเทน เหมือนทัพ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 มันเริ่มจากคำว่า “ไปเที่ยวรัสเซียกันไหม ไม่ต้องใช้วีซ่า”

เพื่อนพ้องจึงตอบมาว่า “อยากไปเห็นทะเลสาบไบคาล อยากนั่งรถไฟสายทรานไซเบียเรีย”

หรือไม่ก็ “อยากไปเห็นแสงเหนือที่เมืองเมอร์มรังส์แบบไม่ต้องไปสแกนดิเนเวีย”

ทำให้เมืองมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะมีผู้คนไปเยือนสองเมืองใหญ่นี้จนล้นหลาม และคนไทยรู้จักกันดีอยู่แล้วเท่านั้นเอง

ทว่าด้วยข้อจำกัดในเรื่องของวันเดินทาง ทำให้เส้นทางสายทรานไซบีเรียถูกตัดไป และเพราะช่วงเดือน ส.ค.ที่จะไปเป็นช่วงหน้าร้อนทำให้ไม่มีแสงเหนือให้มอง ดังนั้น ตัวเลือกที่เหลืออยู่จึงเป็นเมืองยอดฮิตที่มองข้ามไปตั้งแต่ความคิดแรก

ในที่สุดทริป 6 วันใน 2 เมือง (มอสโกและเซนต์ปีเตอร์ส) จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความลังเลใจไม่มากก็น้อย เมื่อได้ยินได้อ่านเรื่องโจรกรรมก่อนการเดินทาง แต่จะให้หันหลังกลับคงไม่ได้แล้ว

ความอลังการภายในมหาวิหารเซนต์ไอแซค

 

วันที่ 1

การเดินทางไปรัสเซียมีหลายเส้นทางทั้งบินตรงหรือแบบพักเครื่อง แต่เพราะเวลาที่ไปมีน้อย เราเลยเลือกเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มอสโกไปลงที่สนามบินนานาชาติเชเรเมเตียโว (SVO-Sheremetyevo International Airport) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สนามบินหลักของกรุงมอสโก

จากนั้นเดินทางต่อไปที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยรถไฟนอน ถามว่าทำไมต้องไปที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก่อน นั่นเป็นเพราะคนรัสเซียส่วนมากจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร รวมถึงป้ายต่างๆ ที่พบเห็นก็จะเป็นภาษารัสเซียเกือบทั้งหมด แต่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่ามอสโก เพื่อการปรับตัวให้เที่ยวในรัสเซียได้อย่างมีความสุข นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงมาปรับตัวที่เมืองนี้ก่อนเป็นลำดับแรก

สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนมาก การพักที่ย่านการค้าและการท่องเที่ยวบนถนนเนฟสกี้ (Nevsky Prospekt) ถือว่าเป็นทำเลยอดนิยม เพราะใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน แหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่นเดียวกับพวกเราที่ได้จองที่พักบนชั้น 4 ของอาคารเก่าในย่านถนนเนฟสกี้

วันที่ 2

การเดินทางด้วยเครื่องบินกว่า 9 ชม. และการนอนบนรถไฟอีก 8 ชม. ทำให้ร่างกายอ่อนล้าแบบคาดไม่ถึง ดังนั้นวันแรกที่มาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจึงทำได้เพียงเดินชมรอบๆ เมือง โดยหลังจากฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับโรงแรม (ที่นี่เช็กอินเวลา 13.00 น.) เรามีเวลาเกือบ 6 ชม. ก่อนเข้าที่พักในการหาอาหารเช้าและกาแฟแบบรัสเซีย

รวมถึงเดินชมเมืองสัมผัสวิถีชีวิตยามเช้าของผู้คนในย่านถนนเนฟสกี้ ซึ่งตึกสองข้างทางมีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของยุโรปทำให้ตื่นตะลึงได้ตลอดเส้นทาง

เราตกลงกันว่าจะไปเดินชมความงามของโบสถ์หยดเลือด (Church of our Savior on Spilled Blood) ที่โดดเด่นด้วยโดมรูปทรงหัวหอมคล้ายมหาวิหารเซนต์เบซิล (St. Basil’s Cathedral) ที่มอสโก โดยหวังลึกๆ  ว่าจะได้เห็นภาพแสงแดดตอนเย็นกระทบกับยอดโดมเหมือนภาพโปสเตอร์

แต่ก็คงเป็นเพราะช่วงเวลาของฤดูร้อนจึงทำให้เวลาสองทุ่มก็ยังคงเห็นแสงแดด การรอให้แสงแดดอ่อนลงในตอนสามทุ่ม หรือเทียบได้กับเวลาเกือบตีหนึ่งของเมืองไทย ร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนจึงสั่งการให้กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นแทน

การแสดงของชาวรัสเซียที่มีให้เห็นตามท้องถนน

 

วันที่ 3 จำไม่รู้ลืม

เวลาที่ต่างกันทำให้ร่างกายตื่นเองอัตโนมัติในตอน 7 โมงเช้าของรัสเซีย และต้องโร่รีบหาอาหารเช้า ซึ่งทำให้ค้นพบว่า อาหารเช้าแบบรัสเซียไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีสำหรับคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารแบบครบหมู่ เพราะแค่ข้าวโอ๊ตต้มกับนมและกาแฟหนึ่งแก้ว คงไม่สามารถทำให้กระเพาะเติมเต็มได้

ร้านสะดวกซื้อใกล้ที่พักจึงดูจะเป็นร้านอาหารเช้าที่ทำให้เราอิ่มท้องได้มากกว่า แต่ภาษารัสเซียที่ฉลากอาหารก็ทำให้เราต้องใช้ความพยายามถึง 4 ครั้ง กว่าจะสามารถเลือกไส้กรอกที่กินได้ และความพยายามอีก 3 ครั้งกว่าจะได้กินนมสดแทนโยเกิร์ต

เมื่อท้องอิ่ม เท้าก็มีแรงในการเดินทาง โดยวันนี้เราใช้การเดินด้วยเท้าเป็นหลัก ตั้งต้นจากถนนเนฟสกี้เดินตามกูเกิลแมปไปยังสถานที่ที่ใกล้ที่สุด นั่นคือ ป้อมปีเตอร์ แอนด์ พอล (Peter and Paul Fortress) ภายในมีโบสถ์ พิพิธภัณฑ์ คุก และป้อมปราการริมแม่น้ำเนวา

ถัดมาอีกฝั่งของแม่น้ำจะเห็นอาหารรูปทรงสีเขียว นั่นคือ พระราชวังฤดูหนาวเฮอร์มิเทจ (The Hermintage) ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บสมบัติล้ำค่ากว่า 3 ล้านชิ้นทั่วโลก แต่การจะเข้าชมได้นั้นต้องต่อคิวซื้อตั๋วและรอคิวเข้าอีกหลายชั่วโมง

โดยด้านหลังของพระราชวังเป็นจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งมีอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เหนือกองทัพนโปเลียนตั้งอยู่ (Alexander Column) ในวันที่ไปมีการจัดวางปืนใหญ่รอบจัตุรัส และมีเหล่าทหารคอยยืนเคียงข้าง ทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพหมีขาวเป็นอย่างมาก

ปิดท้ายวันที่ 3 ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ณ มหาวิหารเซนต์ไอแซค (St.Isaac Cathedral) ภายในบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพเขียนและงานปูนปั้นอันวิจิตรบรรจง อีกทั้งยังมีการจัดบางส่วนสำหรับการแสดงความเคารพต่อพระเยซู และในระหว่างทางก่อนกลับที่พัก เราได้พบกับอาคารทรงโค้งครึ่งวงกลม มียอดโดมตรงกลาง อาคารถูกรองรับด้วยเสาโรมันขนาดใหญ่ บริเวณสี่แยกใจกลางเมือง ซึ่งมาทราบภายหลังว่าที่นี่คือ มหาวิหารคาซาน (Kazan Cathedral) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมหาวิหารที่มีความสำคัญของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วย

ความเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าทั้งวัน การได้รับประทานอาหารอร่อยๆ ดูจะเป็นการเพิ่มพลังให้ในวันถัดไปได้ดี พวกเราจึงเลือกร้านอาหารจีนที่อยู่ไม่เกิน 5 ช่วงตึกจากที่พักเป็นจุดพักท้อง ความอร่อยของอาหารที่คุ้นลิ้นทำให้ความเหนื่อยล้าบรรเทาลงไป

จากนั้นก่อนกลับเข้าบ้าน เราได้แวะร้านกล้องเพื่อซื้อเมมโมรี่การ์ดเพิ่มไว้สำหรับถ่ายภาพพระราชวังแคทเธอรีนในวันพรุ่งนี้ ทว่า ณ นี่แห่งนี้กลับเป็นจุดที่ทำเราจดจำถนนเส้นนี้อย่างไม่มีวันลืม

ตลอดเวลาที่เราเดินทางในรัสเซีย พวกเราทุกคนต่างระมัดระวังตัวตลอดเวลา ไม่ทำตัวเป็นเป้าสายตา พยายามอยู่เป็นกลุ่มและคอยสอดส่องคนแปลกหน้าทุกย่างก้าวที่เดิน แต่มือสมัครเล่นอย่างเราหรือจะสู้มืออาชีพได้ เพื่อนที่เป็นตากล้องสะพายกล้องและเลนส์อีกตัวหนึ่งไว้ภายใต้เสื้อคลุมตลอดเวลา แต่ไม่แคล้วถูกกลุ่มมิจฉาชีพกว่า 10 คน เบียดหน้าประตูร้านขายกล้องเพื่อขโมยเลนส์ที่มันหมายตาไว้!

เพื่อนแปลกใจถึงการเบียดเสียดที่ไม่ปกติขนาดนั้น จึงรีบสำรวจเลนส์ใต้เสื้อคลุม แต่ก็เป็นไปตามคาด พวกมันได้เลนส์ไปแล้ว ซึ่งถึงแม้จะรู้ตัวและพยายามวิ่งตาม แต่การไปหาเรื่องกับชายฉกรรจ์เกือบ 10 คนคงไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะเมื่อเพื่อนวิ่งตาม พวกมันก็ตรงเข้ามาล็อกคอเพื่อยื้อเวลาให้คนอื่นๆ หนีไปได้ จังหวะนั้นทุกคนคิดแค่ว่าอย่าทำอะไรเพื่อนเรา เพราะถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นก็ไม่รู้ว่าอะไรจะตามมา เพราะคนรอบข้างกลับได้แต่มองและไม่กล้าให้ความช่วยเหลือ

ครึ่งชั่วโมงที่เราแน่วนิ่งและรวบรวมสติกันว่าควรทำอย่างไรต่อไป การโทรศัพท์หาตำรวจท้องที่ดูไม่เป็นผลเท่าไร เพราะภาษาที่เป็นอุปสรรค ดังนั้นการติดต่อสถานกงสุลดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะอย่างน้อยจะได้มีคนที่เป็นสื่อกลางระหว่างเรากับตำรวจ แต่เพราะวันที่เกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ สถานกงสุลหยุด วันรุ่งขึ้นเป็นวันชดเชยวันหยุดราชการ กว่าจะสามารถติดต่อสถานทูตได้ก็อีก 2 วันถัดมา

อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายยังพอมีความโชคดี (หรือเปล่า) ที่เราได้ทำประกันการเดินทางไว้ จึงได้ติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องและแจ้งถึงสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการเคลมประกัน ได้แก่ บันทึกประจำวัน และหนังสือยืนยันจากโรงแรม แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่ทราบว่าของหายจะได้คืนหรือไม่ แต่ความรู้สึกกังวลใจไม่สามารถคืนให้ใครได้แน่นอน

โบสถ์หยดเลือด

 

วันที่ 4

“The show must go on.” ไหนๆ ของก็หายไปแล้ว ใจคนอย่าหายไปด้วยเลย วันนี้สถานกงสุลก็ยังไปไม่ได้ เราจึงเดินหน้าตามแผนการที่วางไว้ โดยจะไปชมพระราชวังที่ไม่ปิดในวันจันทร์ ซึ่งก็คือ พระราชวังแคทเธอรีน (Catherine Palace)

มีหลายคำแนะนำถึงการเข้าชมพระราชวังแคทเธอรีนและห้องอัมพันที่เมืองพุชคินในฤดูร้อนว่า จะต้องต่อคิวเข้าชมนานกว่าฤดูหนาว เพราะที่นี่ถือเป็นพระราชวังฤดูร้อนจึงมีความสวยงามมาก เมื่อพระราชวังสะท้อนกับแสงแดด โดยการเดินทางไปพระราชวังแคทเธอรีนนั้นไม่ยาก เพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Moskovskaya แล้วต่อด้วยรถบัสหรือรถตู้ที่จอดอยู่หลังรูปปั้นเลนิน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึง

การเข้าชมต้องซื้อตั๋วเข้าชม 2 ที่ คือ ที่ประตูทางเข้าเป็นบัตรสำหรับชมสวน ส่วนบัตรชมพระราชวังต้องเดินต่อไปซื้อข้างในอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันของพวกเราอีกครั้ง เพราะต้องยืนต่อคิวเพื่อเข้าชมเป็นเวลาเกือบ 3 ชม.ท่ามกลางแสงแดด

เมื่อถึงคิวเข้าไปก็ต้องเจอกับนักท่องเที่ยวเต็มไปทุกพื้นที่ จนทำให้หาความประทับใจแทบไม่เจอ แต่กระนั้นก็มีห้องที่ทำให้เราต้องตื่นตะลึงกับความงดงามอยู่ นั่นคือ ห้องอำพัน ทุกองค์ประกอบตั้งแต่เพดาน ผนัง และกระจกถูกประดับด้วยอำพันสีทองอร่าม ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวของโลก

วันที่ 5

การไปสถานกงสุลจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เราคิดอย่างนั้น ซึ่งก็เป็นตามที่คาดคิด เพราะท่านกงสุลและเจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตั้งแต่รับฟังเรื่องราว ให้คำแนะนำ พาไปสถานีตำรวจ ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการให้ปากคำ รวมถึงติดตามผลระหว่างที่ยังอยู่รัสเซีย จนกระทั่งเราได้หนังสือแจ้งความจากสถานีตำรวจมาไว้ในมือ ส่วนหนังสือรับรองจากโรงแรมก็ได้รับในเย็นวันนั้น ที่เหลือจึงมีแค่การกลับไปเมืองไทยทำเรื่องเคลมกับประกันเท่านั้น

เวลาที่เหลือช่วงเย็น เราจึงตกลงกันว่าจะไปล่องเรือแม่น้ำเนวา เพื่อผ่อนคลายกับเรื่องที่เจอมาทั้งวัน โดยการล่องเรือตอนเย็นท่ามกลางอุณหภูมิ 15 องศา และสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นับเป็น 1 ชม.ที่สามารถเยียวยาความเจ็บปวดจากการถูกขโมยของได้เป็นอย่างดี

พวกเรายินดีจ่ายเงินเพิ่มจาก 600 รูเบิล เป็น 1,000 รูเบิล เพื่อให้ได้นั่งเรือส่วนตัว นายเรือที่พูดได้แต่ภาษารัสเซียพยายามสื่อสารผ่านภาษามือ พาเราล่องเรือผ่านคลองเล็กคลองน้อย บ้างก็มุดลอดสะพาน ผ่านโบสถ์ และอาคารเก่าแก่จนกระทั่งไปออกแม่น้ำเนวา จนทำให้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมเมืองนี้จึงได้รับการขนานนามว่า เวนิสแห่งยุโรปตอนเหนือ

ตลาดผลไม้ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

 

วันที่ 6

วันสุดท้ายก่อนเทกออฟสู่มอสโกในตอนค่ำ เราใช้เวลาที่เหลือในช่วงเช้าเดินทางไป พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (Peterhof Palace) หรือพระราชวังฤดูร้อนที่ได้รับการออกแบบสไตล์กึ่งเรเนสซองส์ บาโรค และคลาสสิก มีลานน้ำพุขนาดใหญ่ยักษ์อาบด้วยสีทองหันหน้าออกสู่อ่าวฟินแลนด์ ซึ่งน้ำพุนี้จะเปิดตลอดฤดูร้อนแต่จะปิดในฤดูหนาว

ภายในพระราชวังมีการแสดงภาพวาดสีน้ำมัน จิตรกรรมปูนปั้น ของใช้ เครื่องประดับ เครื่องเรือน ตลอดจนเครื่องกระเบื้องเคลือบจากอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้เวลาทั้งวันในการเดินชมพระราชวัง ลานน้ำพุ และวิวรอบอ่าวฟินแลนด์ แต่สำหรับพวกเราแค่ครึ่งวันก็เพียงพอแล้ว เพราะตอนค่ำเราต้องเตรียมตัวขึ้นรถไฟนอนกลับไปพบกับความเป็นรัสเซียขนานแท้และดั้งเดิมที่มอสโก

หลายคนอาจมีคำถามว่า สรุปแล้วเลนส์ได้คืนไหม หรือสามารถเคลมประกันได้ไหม ในเมื่อเราเตรียมเอกสารครบถ้วนตามที่เขาต้องการด้วยความลำบากแล้ว แต่อนิจจัง พวกเราลืมไปว่าในประกันมักมีดอกจันอยู่ตรงข้อความสำคัญให้ไปอ่านต่อ

โชคร้ายจากรัสเซียจึงได้ตามหลอกหลอนถึงกรุงเทพฯ เพราะเลนส์ที่หายไปนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองความสูญหายจากประกัน ตามที่ได้ระบุไว้ในดอกจันซึ่งอยู่ในเอกสารแนบ 40 กว่าหน้า!

ภาษารัสเซียอาจจะยากแก่การจำเพราะมีความซับซ้อนในเรื่องภาษา แต่ถ้าชื่อถนนบางเส้นของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เชื่อว่า มันจะคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราไปอีกนาน เพราะทุกครั้งที่เดินผ่านถนนเนฟสกี้เราจะรู้สึกหนาวขึ้นมาทุกครั้งแม้ว่าเป็นฤดูร้อนก็ตาม

………….ใต้ภาพ…………

00 รูปเปิด ภาพสะท้อนน้ำของพระราชวังฤดูหนาวเฮอร์มิเทจ

01 ความอลังการภายในมหาวิหารเซนต์ไอแซค

02 การแสดงของชาวรัสเซียที่มีให้เห็นตามท้องถนน

03 โบสถ์หยดเลือด

04 ตลาดผลไม้ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

05 ตึกเก่าย่านถนนเนฟสกี้

06 ทิวทัศน์แม่น้ำเนวา

07 มหาวิหารคาซาน

08 เรือใบแล่นลมในแม่น้ำเนวา

09 นักท่องเที่ยวหนาแน่นในพระราชวังแคทเธอรีน

10 แสงยามค่ำที่ถนนเนฟสกี้

11 ลานน้ำพุด้านหน้าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ

12 ล่องเรือบนแม่น้ำเนวาผ่านพระราชวังฤดูหนาว

 

Golden City อินเดียวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 14:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/517655

Golden City อินเดียวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน

ในบรรดา 29 รัฐ และอีก 7 ดินแดนสหภาพของอินเดียนั้น รัฐราชาสถานเป็นรัฐที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด มีประวัติศาสตร์น่าสนใจที่สุด และมีภูมิประเทศแตกต่างออกไปจากพื้นที่อื่นของอินเดีย คือ มีพื้นที่กว่าร้อยละ 10 ของทั้งประเทศเลยทีเดียว แต่ประชากรที่นี่มีเพียงร้อยละ 5.7 ของทั้งประเทศเท่านั้น จึงทำให้ราชาสถานเป็นรัฐที่มีประชากรเฉลี่ยค่อนข้างเบาบาง และมักอาศัยกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองเพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐนี้เป็นทะเลทรายธาร์ หรือที่เรียกว่า Great Indian Dessert ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2 แสนตารางกิโลเมตร ถ้าคิดไม่ออกว่าใหญ่แค่ไหน ก็เทียบง่ายๆ ว่า ประเทศไทยเรามีพื้นที่ทั้งประเทศประมาณ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร ดังนั้นทะเลทรายธาร์ ก็มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทยนั่นเอง

ใจกลางของทะเลทรายธาร์ คือ เมืองไจซัลเมอร์ (Jaisalmer) แม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่แห้งแล้งที่สุด แต่ไจซัลเมอร์คือหนึ่งในเมืองมรดกโลก และเป็นเมือง ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ไจซัลเมอร์ ได้รับการขนานนามว่า Golden City หรือเมืองสีทอง เพราะสมัยก่อนเป็นที่โล่งๆ ท่ามกลางทะเลทราย เมื่อมองไปจะเห็นกลุ่มอาคารบ้านเรือน ป้อมปราการ ที่สร้างด้วยหินทรายสีเหลืองโดนแสงอาทิตย์ตกกระทบเปล่งประกายเป็นสีเหลืองทองออกมา เขาก็เลยเรียกว่าเป็น Golden City กัน ไจซัลเมอร์เป็นเมืองเก่าที่มีอายุกว่าหลายร้อยปี และมีป้อมปราการ ไจซัลเมอร์ ที่ปัจจุบันอนุญาตให้มีคนอาศัยอยู่ข้างในกว่า 5,000 คน เป็นคนที่สืบ เชื้อสายมาจากข้าราชบริพารที่เคยอยู่ในวังสมัยก่อน บ้านเรือนต่างๆ ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม เกสต์เฮาส์ เพียงแต่ว่าถ้าจะตกแต่งบ้าน ก็ขอให้คงธีมหินทรายสีเหลือง เพื่อคงความเป็น Golden City ไว้ ซึ่งทำให้สวยงาม และเป็นโบราณสถานที่ดูมีชีวิตชีวา ช่วงเวลากลางวันอากาศจะร้อนมาก แต่พอเริ่มตกเย็น ทะเลทรายแห่งนี้ก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่พากันมาดูพระอาทิตย์ตกบนเนินทะเลทรายธาร์ ซึ่งถือเป็นมนต์เสน่ห์ที่ไม่ควรพลาดของทะเลทรายทุกๆ แห่ง

ไจซัลเมอร์ นอกจากจะเป็นเมืองใจกลางทะเลทรายธาร์แล้ว ยังมีความพิเศษอีกอย่างก็คือ เป็นที่ตั้งของทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของอินเดีย มีกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเรื่องพลังงานไฟฟ้า ถือว่ามีความสำคัญกับอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้ามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บางคนอาจจะสงสัยว่าประเทศอินเดีย เนี่ยนะ ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ใช้พลังงานหมุนเวียน คำตอบคือ ใช่แล้ว เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของความพยายามในการจัดการเกี่ยวกับพลังงานของประเทศ โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าหลักๆ แล้วคือว่าการพัฒนาแหล่งพลังงาน พื้นฐานให้มีประสิทธิภาพแล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่เราใช้กันอยู่บนโลก ถูกคิดค้นโดยชาวอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางด้านก่อสร้าง เทคโนโลยีทางด้านโลหะศาสตร์ อินเดียเป็นคนคิดทั้งนั้น รวมถึงด้านพลังงาน ประเทศนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ประเทศนี้ก็มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง รวมถึงพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินก็พัฒนาได้ไม่ด้อยไปกว่ายุโรปเลย ปัจจุบันอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้สัตยาบันลดโลกร้อน และที่ผ่านมาก็มีความพยายามจัดการกับเรื่องของพลังงานเพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นก็คือ ทุ่งกังหันลมที่มีกำลังผลิตติดตั้งถึง 1,064 เมกะวัตต์ แต่อย่างไรก็ตามการผลิตกระแสไฟฟ้าเกือบร้อยละ 60 ของประเทศนี้ได้มาจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ดังนั้น สิ่งที่เขาพัฒนาควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั่นเอง

เมืองที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของรัฐราชาสถานเป็นอย่างมากอีกเมืองหนึ่งก็คือ เมืองบาร์เมอร์ (Barmer) เมืองนี้ไม่ใช่ปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสักเท่าไรนัก ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างโหดร้าย ถ้าหน้าร้อนอุณหภูมิสามารถพุ่งขึ้นถึง 51 องศาเซลเซียส ในขณะที่หน้าหนาวก็เย็นได้ถึง 0 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เพราะที่นี่อุดมไปด้วยแร่ธาตุใต้ดิน โดยเฉพาะทรัพยากรด้านพลังงาน ซึ่งมีทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ด้วยความที่มีถ่านหินมากนี่เอง จึงมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ และมีประสิทธิภาพสูง ที่เรียกว่า STPS หรือ Super Thermal Power Station อย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน JSW ที่เมือง บาร์เมอร์ (Barmer) แห่งนี้

ถึงแม้ว่าดูไปแล้วอินเดียเป็นประเทศที่ไม่ได้ดูสะอาดสักเท่าไรนัก ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังมีปัญหาขยะ น้ำเน่าเสีย แต่ในขณะเดียวกันนั่นเอง สิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามทำคือ การพัฒนาสิ่งเหล่านั้น ให้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมรณรงค์ช่วยภาวะลดโลกร้อน ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ มีแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีกังหันลม มีโซลาร์ฟาร์ม มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริม พร้อมๆ กับใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมๆ อยู่ โดยทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้อย่างเหมาะสมกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศอินเดียจะพยายามผลิตกระแสไฟฟ้าจากการใช้ เชื้อเพลิงหลายๆ รูปแบบ เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จากการใช้แร่ยูเรเนียม รวมไปถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประเทศนี้ยังมีประชากรอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ นโยบาย Power for all ที่ส่งเสริมให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้ ก็ได้รับการสนับสนุนไปควบคู่กัน ดังนั้นแหล่งพลังงานที่จะเอามาใช้ก็คงไม่ใช่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเสียทั้งหมด เพราะว่า ต้นทุนก็อาจจะยังแพงอยู่ แล้วหลายๆ แหล่งก็ยังไม่มีเสถียรภาพสักเท่าไร ดังนั้น แหล่งพลังงานหลักที่จะขับเคลื่อนนโยบาย Power for all ก็คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบเปรยไปว่า หาก Golden City เกิดจากหินทรายสีเหลืองที่โดนแสงอาทิตย์ตกกระทบเกิดเป็นประกายสีทองออกมาแล้ว แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบ Golden City นั้นยังเกิดเป็นประกายแห่งความคิดที่ทำให้ผู้นำอินเดียได้กล่าวไว้ว่า “ไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอินเดียแทนที่จะหยุดใช้ เราควรหันกลับมาใช้เทคโนโลยีจากถ่านหิน แต่เป็นถ่านหินที่สะอาดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประเทศใดจะนำวิถีของประเทศตนมาเป็นเงื่อนไขในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอื่น” อินเดียจึงเป็นกรณีศึกษาอีกหนึ่งประเทศที่มีความเชื่อว่าการจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องยกเลิกถ่านหิน ยกเลิกนิวเคลียร์ แล้วติดตั้งกังหันลม หรือแผงโซลาร์เซลล์ทั่วทั้งประเทศ แต่ควรเลือกใช้วิธีการที่สมเหตุสมผลมากกว่า นั่นก็คือ การพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับประเทศอินเดียต่อไป

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ ทาง ททบ.5 เวลา 20.55 น.