เกาะศาลเจ้า ชุมชนลับย่านตลิ่งชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/460538

เกาะศาลเจ้า ชุมชนลับย่านตลิ่งชัน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไฮฟ์สเตอร์

เขตตลิ่งชันช่างพลุกพล่าน ทว่าบางสถานที่กลับเงียบและเรียบง่ายประหนึ่งชนบท ที่นั่นคือ “เกาะศาลเจ้า” ชุมชนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่บนแผ่นดินกลางผืนน้ำ ปลีกวิเวกจากความโหวกเหวกของเมืองใหญ่ พอได้เข้าไปเหมือนได้เอกเขนกในบ้านสวนกลางเมืองหลวง

ชุมชนเกาะศาลเจ้า หรือ ชุมชนวัดจำปา มีลักษณะเป็นเกาะ เพราะถูกล้อมรอบด้วยคลองบางระมาดกับคลองบางไทร ขับรถมาทางเส้นพุทธมณฑลสาย 1 เข้าซอยพุทธมณฑลสาย 1 ซอย 22 (ซอยโชคสมบัติ) จากนั้นสละรถแล้วเตรียมแข้งขาเพื่อเดิน

 

การเดินทางเริ่มต้นที่ วัดจำปา วัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุกว่า 200 ปี มีความโดดเด่นที่เครื่องกระเบื้องเคลือบบนหน้าจั่วของอุโบสถ และจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่ยังความสวยงามมาถึงปัจจุบัน ซึ่งวัดเหมือนเป็นด่านแรกก่อนเข้าชุมชน ให้ผู้มาเยือนได้หยุดสักการะก่อนเดินต่อไป

สองเท้าก้าวไปตามท้องร่องร่มรื่นใต้เงาไม้ ถัดจากวัดไปไม่ไกลจะเห็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ชื่อ บ้านหว่างจันทร์ ที่อยู่อาศัยของผู้นำชุมชนผู้สืบทอดศิลปะการแทงหยวก โดยนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้จากช่างแทงหยวกอดีตนายช่างกระทรวงวัง เขาได้อพยพหนีระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มายังที่เกาะศาลเจ้าและเผยแพร่ความรู้การแทงหยวกให้คนที่นี่

 

การแทงหยวกคือศิลปะโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อใช้ในงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานศพ และงานบวช จัดอยู่ในงานช่างสิบหมู่ประเภทช่างสลักของอ่อน โดยผู้สืบทอดปัจจุบันหาได้ยากแล้ว หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ดุ่ย-ทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ผู้สืบทอดฝีมือและเอกลัษณ์งานแทงหยวกกล้วยกลุ่มวัดจำปา เจ้าของบ้านหว่างจันทร์นั่นเอง

จากนั้นอีกฝั่งคลองบ้านไทรจะเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อจุ้ย ชื่อศาลเป็นที่มาของชื่อเกาะศาลเจ้า คำว่า จุ้ย เป็นภาษาจีนหมายความว่า น้ำ สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ริมคลองผูกพันกับสายน้ำ โดยทุกปีจะมีงานบูชาเทพเจ้าแห่งน้ำที่ศาลเจ้าพ่อจุ้ยแห่งนี้

 

ระหว่างทางสู่จุดหมายต่อไป จะผ่านร้านกาแฟโบราณให้นักท่องเที่ยวจิบรสอดีตไปพร้อมๆ กับละเลียดชมชุมชน ถัดจากนั้นให้เดินตามกลิ่นหอมหวลไปที่ บ้านเครื่องหอม กลิ่นน้ำหอมจรุงไปสามบ้านเจ็ดบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเครื่องหอม เครื่องอบไทยโบราณ และแป้งพวง

แป้งพวงนั้นจะผ่านการอบร่ำด้วยแป้งหินอบควันเทียนผสมกลิ่นหอมของดอกไม้ แล้วนำมาหยอดเป็นหยดบนเส้นด้ายเมื่อแป้งแข็งตัวจะเกาะด้ายรวมกันเป็นพวง โดยแป้งพวงจะใช้ประดับผมผู้หญิงให้มีกลิ่นหอม หรือนำไปเป็นพวงมาลัยก็ไม่ผิดวิธีการ

 

เมื่อเดินลัดเลาะไปตามทางหมู่บ้าน เส้นทางจะนำไปลิ้มรสขนมไทยโบราณที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ ในละแวกเดียวกันยังมีสวนผลไม้ที่ บ้านสวนริมคลอง แหล่งปลูกสวนผลไม้ริมคลองบ้านไทร นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือชมสวนแบบชาวบ้านได้ ทั้งยังมีของอร่อยอย่าง น้ำฟักข้าว และทอดมันปลาที่จะขายเฉพาะวันหยุดเท่านั้น ถัดบ้านสวนริมคลองไปจะพบกับบ้านทำขนมไทยชื่อดัง นอกจากรสชาติจะหวานนวลอร่อย วัตถุที่ใช้ก็แทบจะออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น ขนมกล้วยจากกล้วยสดไม่เจือแป้ง รวมถึงขนมต้มและข้าวต้มมัด

ตามโปรแกรมที่โครงการแอปเพียร์ (Appear) จัดมานั้นสิ้นสุดที่บ้านสวนริมคลอง แต่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นดูวิถีชีวิตของชาวเกาะศาลเจ้าได้โดยไม่รู้เบื่อ หรือจะลองพายเรืออย่างวิถีชาวบ้านใช้สัญจรก็น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะกับคนเมืองที่ชีวิตห่างคำว่าสวนว่าคลองมากขึ้นทุกที

 

ชุมชนเกาะศาลเจ้าเสมือนสาวรวยเสน่ห์ที่ยังใช้วิถีพื้นเมือง ทั้งกินอาหารไทย ใช้น้ำหอมไทย มีน้ำใจและรวยรอยยิ้ม คนในชุมชนยังใช้ชีวิตแบบไม่พึ่งทุนนิยม เพราะทุกคนหาเลี้ยงชีพจากพืชผักหลังบ้าน ยังพายเรือไม่มีน้ำมัน และยังแบ่งปันไมตรีให้ผู้มาเยือน

เกาะศาลเจ้าเป็น 1 ใน 6 ชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ แอพเพียร์ (Appear) ด้วยนวัตกรรมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดปัญหาทางสังคมและเสริมสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นความร่วมมือระหว่างยูเอ็นดีพี (ประเทศไทย) กรุงเทพมหานคร และไฮส์ฟเตอร์ (HiveSters) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดชุมชนอื่นได้ที่ www.hivesters.com

 

 

 

ทุ่งนากับเวลาที่ช้าลง ตูบนาโฮมสเตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/460434

ทุ่งนากับเวลาที่ช้าลง ตูบนาโฮมสเตย์

โดย…นิทรา ราตรี

เชื่อมาตลอดว่าเมื่อมีความสุข เวลาจะเดินเร็วขึ้น จนกระทั่งได้ไปยืนอยู่กลางท้องนาจึงค้นพบว่าเวลาที่ ตูบนาโฮมสเตย์ กำลังเดินช้าลง ผกผันกับความสุขที่มีมากขึ้นทุกที

ตูบนาโฮมสเตย์ เป็นที่พักเล็กๆ ริมทุ่งนาใน อ.ปัว จ.น่าน ที่เวลานี้ข้าวกำลังแตกรวงสีเหลืองนวลตา ตัดกับสีเขียวเข็มของตีนตุ๊กแกที่เรื้อยคลุมบ้านหลังน้อยไว้ ตูบนามีที่พักเพียง 4 ห้อง ได้แก่ ชมวิว เป็นห้องพักที่ดีที่สุด ด้วยวิวภูเขาและทุ่งนาผ่านกระจกบานใหญ่ มีระเบียงหน้าบ้าน และดาดฟ้าให้ชมวิวเวลากลางวันและชมดาวเวลากลางคืน ชมหมอก มีขนาดเล็กกว่าห้องชมวิว แต่ยังมีดาดฟ้า และพิเศษด้วยระเบียงหน้าบ้านและพื้นที่รอบบ้านมากกว่าห้องอื่น รวมทั้งห้องชมนา 1 และชมนา 2 ที่แม้ว่าจะไม่มีดาดฟ้า แต่ยังมีระเบียงชมวิว และเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าในบรรดาห้องทั้งหมด

นอกจากนี้ ในอาณาเขตทุ่งนาเดียวกัน ทางตูบนาได้เปิดที่พักอีกแห่งชื่อ ตูบน่าน มีทั้งหมด 4 ห้อง คือ ห้องชมทุ่ง เฮือนคา ปลายนา และชมดอย ทุกห้องเหมือนกันจึงให้อารมณ์เหมือนอยู่รีสอร์ท ต่างจากความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่ฝั่งตูบนา แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกคนจะได้รับการดูแลเหมือนกันหมด ทั้งความใจดีของคุณแม่ดวงเดือน จิตอารี และการดูแลอย่างดีจากสมาชิกในครอบครัว ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำและเป็นเหตุผลที่อยากกลับไปปัว

 

สำหรับตูบนา ทุกห้องจะได้รับขันโตกชุดใหญ่เป็นอาหารเย็น และข้าวต้มรสเด็ดเป็นอาหารเช้าฟรี คอมพลีเมนทารีแบบอิ่มหมีพีมัน นอกจากนี้เหล่าแบ็กแพ็กเกอร์ที่ไม่ได้ขับรถจากตัวเมืองน่านมาปัว เมื่อเดินทางมาถึงปัว ทางตูบนาจะมีรถรับ-ส่งจากที่พัก แต่จะหารถสาธารณะไปเที่ยวในปัวยากเสียหน่อย อย่างดีก็ต้องเหมารถสองแถว ทั้งนี้ถ้าไม่อยากไปไหน ทุ่งนาที่ตูบนาก็เป็นตัวเลือกที่ดี่ที่จะหยิบหนังสือสักเล่มมานั่งอ่าน แล้วปล่อยเวลาให้เดินช้าๆ ไปตามธรรมชาติ

ถามว่าเมื่อกลับมาคิดถึงอะไรมากที่สุด ข้าวแลงฝีมือแม่ สายลมเหนือยอดข้าว กลิ่นดิน เสียงเขียด หรือความเชื่องช้าของเวลา ทั้งหมดล้วนคิดถึงและโหยหา เพราะทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ ไม่มี

Price: ชมวิว 1,800 บ. ชมนา 1 ชมนา 2 และชมหมอก 1,600 บ. ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 59 – 8 ม.ค. 60 ชมวิว 2,500 บ. และห้องอื่นๆ 2,000 บ. ไม่ฟรีขันโตก หากต้องการขันโตกเพิ่มอีกชุดละ 500 บ.

Place: อ. ปัว จ. น่าน โทร. 094-143-1969 เฟสบุ๊ก: ตูบนาโฮมสเตย์ อ.ปัว จ.น่าน

Promotion: –

 

เที่ยว ‘สวรรค์’ ณ สวรรคโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/460433

เที่ยว ‘สวรรค์’ ณ สวรรคโลก

โดย…กาญจน์ อายุ

สวรรค์มีอยู่จริง เพราะเมืองสวรรคโลกยังมีอยู่จริง

สวรรคโลกเป็นอำเภอหนึ่งใน จ.สุโขทัย ในอดีตเคยเป็น จ.สวรรคโลก นาน 24 ปี ทำให้หลายอย่างในอำเภอนี้มีความพิเศษกว่าอำเภอใด โดยในปี 2458 สวรรคโลกเคยมีฐานะเป็นจังหวัดสมัยสุโขทัย หลังจากนั้นปี 2482 ได้ถูกยุบให้มีฐานะเป็นอำเภอ จึงไม่แปลที่อำเภอเล็กๆ จะมีทั้งสถานีรถไฟ  สถานที่ราชการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศาลหลักเมือง สิ่งบ่งชี้ความเป็นจังหวัดที่เคยเป็นผ่านมา

คู่รักจูงมือเที่ยวสถานีรถไฟสวรรคโลก

 

สวรรคโลก

ศาลาทำการรถไฟเป็นอาคารไม้โบราณ และยังเก็บข้าวของตกยุคไว้อย่างดีอย่างกับเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่แห่งนี้เราได้พบกับ พี่นก-สัญญา พานิชยเวช ปราชญ์ชาวบ้าน ชายพลัดถิ่นจากบ้านเกิดมาเป็นลูกหลานเมืองสวรรคโลกเต็มตัว พี่นก เล่าว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางรถไฟเป็นยานพาหนะสำคัญในการทำสงคราม โดยทางการได้ตัดทางรถไฟผ่านสวรรคโลกไปยังเมืองเมาะลำไยชายแดนเมียนมา นำพาการค้าขายผ่านมา ชาวสวรรคโลกเป็นชาวไร่ ปลูกฝ้าย ถั่วเหลือง ปลูกข้าว ก็นำไปค้าขายกับคนเมืองไกลผ่านรถไฟ

นอกจากนี้ เมืองสวรรคโลกยังติดแม่น้ำยม อีกหนึ่งเส้นทางค้าขายของชาวบ้าน ซึ่งรถไฟและเรือได้นำพาชาวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ทั้งชาวจีน แขก มอญ สร้างความครึกครื้นถึงขั้นเป็นตลาดราคากลาง ที่สามารถกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตรของทั้งประเทศ

บ้านเมืองแบบดั้งเดิมในสวรรคโลก

 

“คนสวรรคโลกแต่ก่อนชอบบ่นว่านอนไม่หลับ” พี่นกทิ้งช่วงให้คิด “เพราะปลาในแม่น้ำยมมีมาก เล่นน้ำกันทั้งคืนจนคนนอนไม่หลับเลย” นั่นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ สมกับคำว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และเมื่อพูดถึงข้าว นั่นเป็นอีกผลิตผลหนึ่งที่ชาวสวรรคโลกปลูกเลี้ยงชีพมาถึงปัจจุบัน

สถานีรถไฟตั้งอยู่กลางเมืองสวรรคโลก บ้านเมืองเก่าแก่ที่ยังคงรักษาความเก่าไว้ในสถาปัตยกรรม เรือนแถวไม้ และบ้านปูนที่มีหน้าบ้านแคบ ตัวบ้านยาว และเพดานลาดลงไปทางหลังบ้านซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่สำคัญชาวบ้านได้รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในอาหาร อย่าง “ร้านบะหมี่เม้ง 100 ปี” ที่เปิดกิจการมาเป็นร้อยปี โดยมีเถ้าแก่เนี้ยเป็นชาวจีนที่เข้ามาค้าขายและเผยแพร่วัฒนธรรมการกินก๋วยเตี๋ยวให้คนไทย

ห้องขังบนสถานีตำรวจภูธรสวรรคโลก

 

ก๋วยเตี๋ยวสวรรคโลกไม่เหมือนก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย หนึ่ง สวรรคโลกไม่ใช้ถั่วฝักยาว ใช้เส้นบะหมี่ ใส่กะหล่ำปลี เกี๊ยว หมูแดง และราดน้ำหมูแดงชุ่มเส้น “จริงๆ แล้วคนเมืองสุโขทัยไม่ได้ชอบกินถั่วฝักยาวจนใส่ไว้ในก๋วยเตี๋ยว” พี่นกเริ่มเปิดประเด็น “แต่เพราะการค้าขายในสุโขทัยเริ่มซบเซาจากการตัดถนน สุโขทัยเมืองค้าขายจึงเปลี่ยนเป็นแค่ทางผ่านจากเหนือลงใต้และจากใต้ขึ้นเหนือ ถั่วฝักยาวที่ชาวบ้านปลูกล้นตลาด ครั้นจะปล่อยให้เน่าเสีย ชาวบ้านจึงนำมาใส่ก๋วยเตี๋ยวด้วยความเสียดายเท่านั้นเอง”

ข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมืองสวรรคโลกได้ถูกรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก จัดแสดงหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์บริเวณลุ่มแม่น้ำและดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งหลักฐานโบราณวัตถุ โบราณสถาน ที่แสดงถึงพัฒนาการของบ้านเมือง มีโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ รูปนางอัปสรและเทวดา ขวานหินขัด และกระเบื้องเชิงลาย

เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย

 

นอกจากนี้ เครื่องถ้วยสังคโลกเป็นอีกหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสุโขทัย สังคโลกมีการผลิตมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี จากนั้นสังคโลกได้ถูกพัฒนารูปแบบและวิธีการผลิตเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น โดยมีแหล่งเตาอยู่ในเมืองสวรรคโลกเก่า หรือ อ.ศรีสัชนาลัย ในปัจจุบัน

คำว่า สังคโลก สันนิษฐานว่ามาจากชื่อเมืองสวรรคโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสังคโลกที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น เครื่องสังคโลกมี 6 ประเภท ได้แก่ เครื่องเคลือบสีเขียวไข่กา หรือเซลาดอน เครื่องเคลือบเขียนลายสีดำหรือสีน้ำตาลใต้เคลือบ เครื่องเคลือบสองสี เครื่องเคลือบสีน้ำตาลถึงดำ เครื่องเคลือบสีขาวขุ่น และภาชนะไม่เคลือบ

วัดกลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม

 

นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยังมีห้องจัดแสดงพระพุทธรูปที่แบ่งกลุ่มตามการกำหนดอายุสมัยและรูปแบบศิลปะ ได้แก่ ศิลปะลพบุรี ศิลปะเชียงแสนหรือล้านนา ศิลปะสุโขทัย ศิลปะอู่ทอง ศิลปะอยุธยา และศิลปะรัตนโกสินทร์ องค์สำคัญคือ พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองที่มีจารึกอักษรไทยสุโขทัย แปลได้ว่า ตนนี้ก่อพระเจ้าแม่เอินไว้ในบุรพารามนี้ อันเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับสุพรรณภูมิ

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ร่องรอยแห่งอดีตยังหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ที่ โรงพักเรือนทรงแบบปั้นหยา สร้างเมื่อปี 2482 ทำจากไม้สักและไม้ตะแบกจำนวน 400 ยก รูปแบบยุโรปผสมไทย มีหลังคาทรงปั้นหยาและจั่วทรงมะนิลาผสมกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ บนโรงพักยังคงส่วนประกอบทุกอย่างไว้ทั้งห้องขังนักโทษ โต๊ะสิบเวร โต๊ะจดบันทึกประจำวัน แท่นเก็บปืน และตู้เซฟเก็บเงินเดือนข้าราชการซึ่งเสมือนธนาคารในปัจจุบัน

สถาปัตยกรรมแบบกอธิกภายในวัดสวรรคาราม

 

อาจกล่าวได้ว่าสวรรคโลกเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต เพราะผู้คนยังอาศัยอยู่ในบ้านเรือนเก่า ยังประกอบอาชีพเป็นชาวนาชาวไร่ และชาวบ้านเป็นลูกหลานสวรรคโลกที่แท้จริง

ทุ่งเสลี่ยม

ห่างจาก อ.สวรรคโลก ไป 35 กม. ขับผ่านทุ่งนาและภูเขาหินปูนตั้งตระหง่านไปยัง อ.ทุ่งเสลี่ยม อำเภอเล็กๆ แต่มีเงินสะพัดไม่น้อย ทุ่งเสลี่ยมเป็นทางผ่านจากจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างไปยังตอนบน ซึ่งอำเภอนี้ไม่มีอะไรจะดึงดูดใจมากไปกว่าทุ่งนา

ก๋วยเตี๋ยวสวรรคโลก

 

นาทุ่งเสลี่ยมคือนาของชาวบ้าน เห็นได้สองข้างทางถนน และไม่มีการกำหนดจุดถ่ายภาพชัดเจน แต่ทุ่งนามีลายเซ็นเป็นฉากภูเขาหินปูนด้านหลัง อันเป็นภูมิประเทศเฉพาะตัวของอำเภอนี้

“ทุ่งเสลี่ยมเคยเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.สวรรคโลก โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่เป็นหน้าด่าน มีร่องรอยสงครามอยู่ที่บ้านไทยชนะศึก”

ชื่อทุ่งเสลี่ยมสันนิษฐานได้ 2 ความหมาย คือ ทุ่งสะเรียม หรือทุ่งสะเดา เพราะในปัจจุบันยังพบต้นสะเดาตามธรรมชาติจำนวนมาก และทุ่งสระเหลี่ยม เพราะในอำเภอมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยมเก่าแก่ตั้งอยู่กลางชุมชน

โรตีหลากหน้า ร้านโรตีริซึ่ม

 

“คนทุ่งเสลี่ยมกินข้าวเหนียวแบบล้านนา อู้คำเมืองแบบล้านนา เพราะคนท้องถิ่นเป็นคนล้านนาที่อพยพมาจากเมืองเถิน” พี่นกเล่าต่อ

ถ้าจะหาแหล่งท่องเที่ยวในทุ่งเสลี่ยม คงต้องแนะนำให้ไปไหว้พระที่วัดทุ่งเสลี่ยม ที่ประดิษฐานหลวงพ่อศิลาศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน จากนั้นแวะกินข้าวกลางวันที่ร้านตำยกครก ต่อด้วยของหวานร้านโรตีริซึ่ม และปิดท้ายด้วยกาแฟที่บ้านหอมกลิ่นดิน ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ ให้กลับไปนอนที่สวรรคโลก หรือจะบินกลับที่สนามบินสุโขทัยในสวรรคโลกก็ง่ายต่อการเดินทาง

สวรรคโลก–ทุ่งเสลี่ยม เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 2 อำเภอที่เหมาะอย่างยิ่งกับสายชิล เพราะทั้งสองอำเภอไม่มีความเร่งรีบ มีเพียงความเชื่องช้าของสายลม ทั้งสองอำเภอไม่มีแลนด์มาร์คให้เช็กอิน มีเพียงทุ่งนาสีเขียวแซมเหลืองให้ทอดสายตา และทั้งสองอำเภอไม่มีชื่อเสียงฉายา มีเพียงความสงบ เรียบง่าย และรอยยิ้มของคุณลุงป้าน้าอาที่แจกจ่ายเป็นของฟรี ท้ายที่สุดแล้ว ไม่สามารถตอบแทนได้ว่าสวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ แต่ที่ตอบได้คือ รอยยิ้ม ทุ่งนา และสายลมนั้นเป็นของจริง ซึ่งงดงามไม่แพ้สวรรค์แน่นอน

เด็กชายปั่นจักรยานผ่านทุ่งนา

 

เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เรารักษ์ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/459275

เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เรารักษ์ธรรมชาติ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

คุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแนวป่าเขาลำเนาไพร ใกล้กรุงแห่งใหม่อยู่ใช่ไหม ถ้าใช่ เราแนะนำให้คุณไปที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า จ.สระบุรี สถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆ ที่ซ่อนเร้นกลางหุบเขาที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 150 กม.เท่านั้น จุดเด่นของเจ็ดคดคือ อ่างเก็บน้ำที่มีทิวเขาใหญ่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ลานกางเต็นท์และสถานที่ประกอบกิจกรรมกลางแจ้งหลายอย่าง และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ครั้งแรกที่เราได้เดินทางมาที่เจ็ดคด ก็ด้วยเหตุผลอยากหาสถานที่กางเต็นท์กลางป่าใกล้กรุงเทพฯ นอกเหนือจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เดินทางไปบ่อยครั้งจนรู้สึกชินชา แต่พอได้มาเยือนที่เจ็ดคดนั้น เราบอกได้เลยว่าแม้คนที่ไม่ชอบนอนกางเต็นท์ก็ยังติดใจอยากจะนอนค้างอีกหลายๆ คืน

 

เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีเนื้อที่ 13,750 ไร่ มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพืชพรรณ สมุนไพร และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติรวมกันอยู่ที่นี่ เพราะมีทั้งป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า เป็นต้น กำเนิดของน้ำตกต่างๆ มีพื้นที่ติดกับด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ดังนั้นบรรยากาศก็จะคล้ายๆ กับเขาใหญ่ และมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก

มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 3 เส้นทาง แบ่งเป็นรอบเล็ก กลาง และใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 ระยะนั้นจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ในการนำทาง ซึ่งเราจะได้เห็นพรรณไม้พื้นถิ่นอย่าง พญามีฤทธิ์ ม้ากระทืบโรง กวาวเครือ ว่าน เห็ดแชมเปญ รวมทั้งสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกับเขาใหญ่ไปมาระหว่าง 2 เขต ซึ่งอาณาเขตของสัตว์นั้นคือป่าทั้งผืน ไม่ใช่แบ่งพื้นที่ปกครองของมนุษย์

 

โดยรอบเล็กเราจะได้เดินไปเที่ยวชมน้ำตกเจ็ดคดเหนือ ระยะทาง 1.2 กม.ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง มีค่าบริการ 150 บาท มีเจ้าหน้าที่นำทาง 1 คนต่อจำนวนนักท่องเที่ยว 10 คน ซึ่งที่จริงแล้วเส้นทางนี้เป็นเส้นทางระยะสั้นที่เราสามารถเดินไปเที่ยวชมเองได้โดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่นำทาง เป็นเส้นทางใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินเป็นประจำไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องหลงทาง

ส่วนรอบกลางนั้น เราจะได้เที่ยวชมน้ำตกเจ็ดคดเหนือ กลาง ใต้ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกที่มีความสวยงามมาก แนะนำให้ท่องเที่ยวในช่วงเดือน พ.ย.ที่เพิ่งจะหมดฤดูฝนจะได้บรรยากาศความชุ่มชื้นเย็นสบาย และมีปริมาณน้ำพอดี เส้นทางนี้มีระยะทางประมาณ 3 กม.ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งอาจจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ช่วยนำทางหากไม่มั่นใจ

 

สุดท้ายเส้นทางศึกษาธรรมชาติรอบใหญ่ เป็นเส้นทางที่สวยที่สุด น้ำตกเจ็ดคดใหญ่จะมีน้ำตลอดทั้งปี ซึ่งน้ำตกอื่นๆ จะมีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน เส้นทางนี้มีระยะทางเดิน 6 กม.และมีเส้นทางไปยังน้ำตกอื่นๆ อย่างน้ำตกเขาแรด เป็นเส้นทางที่จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่นำทางเท่านั้น แนะนำสำหรับคนที่อยากจะเดินป่าระยะไกลควรติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง 1 วัน และควรออกเดินทางในช่วงเช้าอากาศจะเย็นสบายน่าเดินเที่ยวอย่างมาก

ส่วนคนที่ไม่อยากจะเดินเที่ยวป่าอย่างจริงจัง ก็ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติแบบเด็กๆ ก็คือเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำ ไว้เดินเล่นยามเย็นผ่อนคลายสบายอารมณ์

 

แต่โดยมากแล้วคนที่มาเที่ยวที่เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มักจะมานอนกางเต็นท์เสียมากกว่า เพราะที่นี่เสียค่าบำรุงรักษาสถานที่ไม่สูงมาก ไม่จำกัดว่าจะต้องนอนได้ไม่เกินกี่คืน เราจึงเห็นคนวัยเกษียณจำนวนมากเลือกมากางเต็นท์นอนค้างกันหลายๆ คืน รวมทั้งคนหนุ่มสาววัยทำงานหลายคนก็เลือกมากางเต็นท์นอนพักที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ กับหนังสือเล่มโปรด ชาร์จแบตให้ตัวเองก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

หลายคนคิดว่าแค่นอนกางเต็นท์ในป่าคืนเดียวก็แย่แล้ว มานอนค้าง 3-4 คืนจะใช้ชีวิตกันอย่างไร ส่วนมากคนที่มากางเต็นท์ก็จะเตรียมเสื้อผ้า เต็นท์ ถุงนอน เตาแก๊สกระป๋อง และเครื่องครัวอีกเล็กน้อย แค่นี้ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ได้สบายๆ เพราะทางศูนย์เขามีห้องน้ำ ศาลาทำครัว ศูนย์บริการที่จำหน่ายขนม เครื่องดื่ม น้ำแข็ง และอาหารสำเร็จรูป เตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ราคาก็ไม่ได้สูงไปกว่าข้างนอกมากนัก หรือใครจะมาตัวเปล่าก็ได้ เพราะมีบ้านพักให้บริการ และมีเต็นท์ถุงนอนให้เช่าอีกด้วย

 

ตกเย็นเราแนะนำให้ขับรถขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินและความสวยงามของอ่างเก็บน้ำซับป่าว่านจากมุมสูงอย่างเต็มตา เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ในการกางเต็นท์ท่องเที่ยวก็คือ เรื่องของมารยาทการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน โดยงดเล่นดนตรีหรือส่งเสียงดังหลัง 2 ทุ่ม ห้ามก่อไฟบนพื้นหญ้าโดยไม่มีเตาหรือหินรองรับ ไม่ส่องไฟฉายใส่หน้าผู้อื่น ล้างจานทิ้งขยะในจุดที่กำหนดเท่านั้น ไม่ตัดต้นไม้ เด็ดดอกไม้ และไม่แกล้งรังแกสัตว์เล็กในพื้นที่ เพราะเราเป็นเพียงแขกในบ้านของเขา ยิ่งควรรักษามารยาทการใช้ชีวิตในป่าอย่างเข้มงวด ควรลงชื่อเข้าเยี่ยมชมเป็นรายบุคคล ไม่ใช่คนเดียวลงแทนทั้งคณะ เพราะรายชื่อของเราทุกคนมีผลต่องบประมาณในการดูแลรักษา

ที่สำคัญที่สุดเวลาที่เราเที่ยวป่าคือเวลาที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับโลกทั้งใบ ไม่ใช่โลกโซเชียลมีเดีย ข่าวสารรับรู้ได้แต่ไม่ใช่ตลอดเวลาในสมาร์ทโฟน ลองคิดดูสิว่าเราอยู่กับแฟน อยู่กับลูก อยู่กับครอบครัว แต่ทุกคนก้มหน้าเล่นมือถือ ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กคุยกับคนที่อยู่กรุงเทพฯ ห่างไปเป็นร้อยกิโลเมตร แต่กับคนที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึงเรากลับไม่ใช้เวลากับเขามากเท่ากับเวลาที่ให้กับสมาร์ทโฟน เราไม่จำเป็นต้องทันโลกตลอดเวลาเสมอไป ขอแค่เรารู้ว่าเวลาไหนที่ควรให้กับธรรมชาติให้กับคนที่เรารักเหมือนที่ผมเรียนรู้จากการเที่ยวเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้าแห่งนี้ก็พอ

 

วันจันท์สีเขียว วันระยองสีเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/459170

วันจันท์สีเขียว วันระยองสีเหลือง

โดย…กาญจน์ อายุ

หนึ่งอาทิตย์มี 7 วัน อยากจะขอสัก 2 วันไป ระยอง กับ จันทบุรี 2 จังหวัดที่เชื่อมกันด้วยถนนที่โรแมนติกที่สุดในภาคตะวันออก รอให้คู่รักไปเที่ยวแบบ 2 ต่อ 2 ในจังหวะที่ธรรมชาติกำลังเป็นใจ

ถนนบูรพาชลทิศเป็นถนนเลียบทะเล เชื่อมระหว่างระยอง-จันทบุรี ความยาวกว่า 80 กม. ถูกเรียกว่าเป็น Scenic Route เพราะระหว่างทางจะมีจุดชมวิวให้จอดรถถ่ายภาพ มีไฮไลต์อยู่ที่จุดชมวิวนางพญา มุมสูงเห็นโค้งถนน และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นสวยสมกับเป็นทะเลตะวันออก

2 วันที่ขอจะเน้นเที่ยวสบาย เรียบง่าย เข้าถึงธรรมชาติ โดยเริ่มต้นที่จันทบุรี “สีเขียว” ในบรรยากาศป่าโกงกางเขียวครึ้ม และสิ้นสุดที่ระยอง “สีเหลือง” ท่ามกลางทุ่งโปรงทองสีเหลืองอร่าม

 

วันจันท์สีเขียว

เสียงปูก้ามดาบดีดดัง ต๊อก ต๊อก ก้องไปทั่วป่าโกงกาง ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใกล้ชิดป่าและเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน

ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน อยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีพื้นที่ประมาณ 1,100 ไร่ จัดว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามแห่งหนึ่งของ
จันทบุรี มีพันธุ์ไม้ป่าชายเลนประมาณ 30 ชนิด ขึ้นกระจายอยู่รอบอ่าวเป็นแนวกว้าง 30-200 ม. และโค้งยาวไปตามขอบอ่าว 5 กม. เป็นที่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติในรูปของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต (Living Museum) รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในรูปแบบของนิเวศทัศนา (Eco-tiurism)

 

 

สะพานเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน สร้างด้วยไม้ตะเคียนทองมีความยาว 1,433 ม. และมีส่วนที่เป็นทางเดินปูด้วยแผ่นหินทราย 363 ม. รวมเป็นระยะทาง 1,793 ม. ผ่านบริเวณสังคมพืชไม้เบิกนำจำพวกไม้แสม ไม้ลำพู แปลงเพาะชำกล้าไม้ แปลงปลูกป่าไม้โกงกาง แปลงศึกษาวิจัย ข้ามสะพานแขวนไปสู่ป่าธรรมชาติ ที่มีไม้โกงกางขนาดใหญ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นสมบูรณ์ ไปบรรจบที่หอดูเรือนยอดไม้ จากนั้นสะพานจะวกกลับผ่านแปลงทดลองการปลูกป่าชายเลนผสมผสานกับการเลี้ยงปลา ผ่านบ่อทดลองการเลี้ยงกุ้งทะเลที่มีการรักษาสภาพแวดล้อมโดยระบบชลประทานน้ำเค็ม และไปสิ้นสุดที่ศาลาเชิงทรงซึ่งอธิบายลักษณะของพื้นที่และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ระหว่างรอยต่อป่าชายเลนและป่าบก

ระหว่างทางในป่าโกงกางระงมไปด้วยเสียงปูก้ามดาบ เสียงลื่นไถลของปลาตีน และเสียงลมหายใจของรากโกงกางที่ระโยงระยางรับอากาศก่อนน้ำขึ้น เป็นบรรยากาศอันเงียบสงบสร้างโลกส่วนตัวให้แต่ละคู่แต่ละคน ให้ปักจมไปกับเสียงธรรมชาติเข้าจังหวะกับเสียงลมหายใจของคนที่ต่างต้องการอากาศเช่นโกงกาง

 

ใกล้กับศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน เป็นที่ตั้งของ หน่วยสาธิตการเลี้ยงสัตว์น้ำ สถานที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำและให้ความรู้แก่ชาวบ้านเรื่องการเลี้ยงหอยนางรมแบบแขวน การทำธนาคารปูม้า และยังเป็นที่เลี้ยงฉลามเสือดาว ฉลามหัวบาตร ปลาหมอทะเล ปลาเก๋า เต่าตนุ และเต่ากระ

หากนักท่องเที่ยวไม่ติดต่อล่วงหน้า กระชังปลาจะเป็นสถานที่ถ่ายภาพฮิปๆ แห่งหนึ่ง แต่หากติดต่อมาทำกิจกรรม ที่นี่จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุก (มาก) เช่น ให้อาหารฉลาม โดยหัวหน้าหน่วยฯ ได้สาธิตการให้อาหารฉลามอย่างใกล้ชิด ใช้ปลาเป็นเหยื่อ ล่อให้มันขึ้นมา แต่ภาพในใจที่คิดว่าจะดุร้าย กลายเป็น “น่ารัก” เพราะฉลามเชื่องชินจนสามารถลูบหัวและป้อนปลาถึงปาก หมดคราบนักล่าแห่งผืนทราย

อ่าวคุ้งกระเบนให้สองบรรยากาศ หนึ่งป่าชายเลน หนึ่งชายทะเล สองธรรมชาติที่บ่งบอกระบบนิเวศของเมืองจันท์ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งยังให้หลายบรรยากาศทั้ง ชิล เดิน ป่า ปลา และได้เรียนรู้ธรรมชาติในแบบฉบับของการท่องเที่ยว

 

วันระยองสีเหลือง

อีกหนึ่งวันตื่นขึ้นมาที่ระยอง จังหวัดที่ใครๆ ก็นึกถึงเกาะเสม็ด ทว่าธรรมชาติบนแผ่นดินก็งามไม่แพ้กัน ถ้าจะให้ชัดเจนต้องไปที่ สวนพฤกษศาสตร์ระยอง จุดรวมศาสตร์ของพรรณไม้ ประกอบด้วย หนอง
จำรุง บึงน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่ 3,871 ไร่ และพื้นที่สวน 1,193 ไร่

ทางสวนฯ ได้อนุรักษ์พรรณไม้บกและไม้น้ำท้องถิ่นไว้ เช่น ชะมวงกวาง พรวด ทิ้งทวน หัวร้อยรู และหม้อข้าวหม้อแกงลิงวงศ์น้ำเต้าลม แต่ถ้าจะเห็นถ้วนทั่วต้องใช้วิธีนั่งเรือล่องหนองจำรุง โดยในฤดูหนาว หนองจำรุงจะเป็นบึงบัวสาย ละลานตาไปด้วยบัวแดงบัวขาวขึ้นปกคลุมแทบไม่เห็นผิวน้ำ แต่บางฤดูเช่นในตอนนี้ บัวจะถูกแมลงกินแห้งตาย และถูกทดแทนด้วยดอกหญ้าสีขาวฟูฟ่องบนทุ่งหนังหมาหรือสันดอนกลางน้ำที่ถูกหญ้าปกคลุมมากในหน้าฝน

 

อย่างไรก็ตาม จุดไคลแมกซ์ที่แท้จริงไม่ใช่บัวหรือความมุ้งมิ้งของดอกหญ้า แต่เป็น ป่าเสม็ดขาว เมื่อเรือล่องใกล้ถึงทางออก สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่าเสม็ดขาว ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นบิดเบี้ยว และกิ่งก้านเลี้ยวลดหาแสงแดด เปลือกสีขาวหลุดลอกปกป้องลำต้นให้อยู่ในน้ำอย่างสันติ ซึ่งความแปลกประหลาดเล่นเอาสติคนในเรือแตกกระเจิง สั่งให้นิ้วกดชัตเตอร์ไม่ยั้งอย่างกับว่ามันจะบินหนีไปเหมือนนกกระยางที่เพิ่งกระพือปีกหนีเสียงเครื่องยนต์

สวนพฤกษศาสตร์ระยองเกือบทำให้เปลี่ยนวันระยองให้เป็นสีขาว แต่ไม่สามารถสู้สีเหลือง ของป่าโปรงทองได้ ต้นเรื่องอยู่ที่สะพานศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนบ้านแสมผู้ ต.ปากน้ำกระแส อ.แกลง จ.ระยอง ที่ประกอบด้วย ลานทุ่งโปรงทอง คลองแสมผู้ และศาลเจ้าพ่อแสมผู้

 

ฉายาทุ่งโปรงทอง มาจากลักษณะใบของต้นโปรงสีเขียวอมเหลือง หากถูกแสงแดดส่องจะกลายเป็นสีทอง ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดจึงเป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก ทุ่งโปรงทองทุกต้นทุกใบจะถูกฉาบให้เป็นสีทองอร่ามสมฉายานาม

เดิมทีสะพานที่ตัดผ่านป่าชายเลนเป็นทางเดินของชาวบ้านเพื่อเข้าไปสักการะศาลเจ้าพ่อแสมผู้ แต่เมื่อสะพานชำรุด ทางเทศบาลตำบลปากน้ำกระแสจึงเข้ามาซ่อมแซมและสร้างลานทุ่งโปรงทองเพิ่มเติม จากนั้นได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัด โดยปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการขี่รถพ่วงพานักเที่ยวรับส่งนักท่องเที่ยว

 

ทางเดินศึกษาธรรมชาติมีความยาว 2.3 กม. เชื่อมจากลานทุ่งโปรงทองไปยังอนุสรณ์เรือหลวงประแส เป็นเรือหลวงประแสลำที่ 2 นำเข้ามาแทนเรือหลวงประแสลำที่ 1 ซึ่งเกยตื้นไปในสงครามเกาหลี เรือรบลำที่ 2 นี้ได้ทำหน้าที่ลาดตระเวนปิดอ่าวคุ้มกันเรือลำเลียงในพื้นที่ยุทธ์บริเวณตั้งแต่ท่าเรือปูซานฝั่งตะวันออกถึงวอนซานในเกาหลี รวมภารกิจนับตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 2495 เรือหลวงประแสได้ปฏิบัติภารกิจรวม 32 ครั้ง ก่อนเดินทางกลับสู่ไทย และเป็นกำลังหลักในการต่อต้านภัยคุกคามทางทะเลในช่วงการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน กระทั่งปลดระวางในวันที่ 22 มิ.ย. 2543 ปัจจุบันเป็นอนุสรณ์เรือหลวงประแสให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์สืบไป

พูดมาเสียยืดยาว พลันจะหาข้อสรุุปว่า บรรยากาศของธรรมชาติที่เมืองจันท์กับระยองโรแมนติกหรือไม่ คงต้องพิจารณาจากทุ่งโปรงทอง ป่าเสม็ดขาว ป่าโกงกาง หรือสักขีพยานอย่างปลาตีน ปูก้ามดาบ ที่ไม่ว่าจะดูท่าไหนก็หาความสวีทไม่ได้

ทว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง (ดูแลพื้นที่ระยองและจันทบุรี) ชูแคมเปญดึงคู่รักมาสวีทกลางธรรมชาติ และยังเห็นตัวแทนคู่รักอย่าง เห็นน้องแพนเค้กกับพี่สารวัตรหมี สวีทใส่กันเสียจนน้ำกร่อยกลายเป็นน้ำตาล คงต้องสรุปอย่างนี้ว่า ความโรแมนติกคงไม่สำคัญว่าไปที่ไหน แต่ไปกับใครมากกว่า… นี่แหละประเด็น

 

โนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา เวลามีเสน่ห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/457819

โนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา เวลามีเสน่ห์

โดย…นิทรา ราตรี

เมืองเก่าภูเก็ตคือเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ในบ้านเมืองเจริญทันสมัย ทว่าก็เป็นยุคที่ผู้คนถามหาประวัติความเป็นมาและพยายามตามหาความโบราณในเมืองใหญ่ ไม่ต่างจากโรงแรมโนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา ที่ยกย่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และนำเสนอประสบการณ์ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายของชาวภูเก็ตดั้งเดิม

โนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา เป็นโรงแรมแบรนด์นานาชาติแห่งแรกในย่านเมืองเก่าภูเก็ตที่เพิ่งเปิดให้บริการในวันนี้ (1 ต.ค. 2559) ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีท 180 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องสุพีเรียร์ ห้องสวีท
ไปจนถึงเพรสซิเดนต์เชียลสวีท โดยแต่ละห้องจะเห็นวิวต่างกันทั้งวิวเมือง วิวภูเขา และวิวทะเล สร้างขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ eNergize ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์โนโวเทลนั่นคือ การกำหนดมาตรฐานบริการใหม่ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้เข้าพัก และเพิ่มพลังแห่งความสดใสและลูกเล่นให้แก่สิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณต่างๆ ของโรงแรม

นอกจากห้องพักยังมีสปา ห้องยิม สระว่ายน้ำในร่ม ห้องอาหาร อะมอร์ (AMOR) ที่ให้บริการทั้งเมนูท้องถิ่น นานาชาติ และเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์ชิโน-โปรตุกีส อีกแห่งคือ เอสเตรลา สกาย เลานจ์ (Estrela Sky Lounge) เลานจ์ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองภูเก็ต ภูเขา และท้องทะเล ในขณะที่ลัว (LUA) เป็นล็อบบี้เลานจ์ชิกๆ เหมาะสำหรับการพบปะสังสรรค์ ด้านการจัดเลี้ยงและการประชุมสัมมนา ทางโรงแรมมีห้องบอลรูมเพดานสูงรอบรับคนได้สูงสุด 700 คน และมีห้องประชุมย่อยให้บริการอีก 4 ห้อง

 

โรงแรมตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าที่รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ย่านที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลายจากการค้าขายจากชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นชาวจีน อาหรับ อินเดีย และชาวโปรตุเกส ซึ่งต่างก็ทิ้งวัฒนธรรมของตนไว้ผ่านสถาปัตยกรรม อาหาร และประเพณีวัฒนธรรม ย่านเมืองเก่า จึงเป็นอีกมุมที่น่าสนใจของเกาะภูเก็ตนอกเหนือจากการเป็นเมืองชายหาดที่ทุกคนทราบดี โนโวเทล ภูเก็ต โภคีธรา จึงน่าจะเป็นอีกตัวเลือกของคนที่กำลังมองหาความทันสมัยท่ามกลางความเก่า ซึ่งเป็นความต่างที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในภูเก็ต

Price : สุพีเรียร์ 3,450 บาท เอ็กเซ็กคิวทีฟ 4,650 บาท จูเนียร์สวีท 5,650 เอ็กเซ็กคิวทีฟสวีท 7,450 บาท และเพรสซิเดนต์เชียลสวีท 23,450 บาท

Place : ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เลขที่ 40 ถนนชนะเจริญ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต โทร. 076-397-777 เว็บไซต์ www.novotel.com/9932

Promotion : ฉลองการเปิดตัวด้วยข้อเสนอพิเศษ เข้าพัก 2 คืน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-20 ธ.ค. 2559 ราคา 3,450 บาท+++ ต่อคืน จะได้รับเครดิตพิเศษ 1,000 บาท สำหรับรับประทานอาหาร หรือใช้บริการทรีตเมนต์สปา

 

เปลี่ยนเรื่อง ‘เครียด’ ให้เป็นเรื่อง ‘เที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/457818

เปลี่ยนเรื่อง ‘เครียด’ ให้เป็นเรื่อง ‘เที่ยว’

โดย…กาญจน์ อายุ

เรื่องของเรื่อง คือ บังเอิญได้รับหนังสือ งามทั่วแคว้น แดนนนทรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ที่แจกให้นิสิตในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อปี 2556 เพื่อให้นิสิตที่จบไปได้กลับไปเที่ยวตามวิทยาเขตและสถานีวิจัยของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั่วประเทศ

คำถามผุดขึ้นคามือว่า 4 วิทยาเขต 18 สถานีวิจัย และ 4 สถานีฝึกนิสิต เที่ยวได้จริงหรือ?

สถานีวิจัยประมงศรีราชา จ.ชลบุรี

 

เรื่องนี้ลอยไปไกลถึงหู ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการพิเศษ ผู้ดูแลสถานีวิจัยทั้งหมด ท่านจึงต้องมาแถลงไข และตอบคำถามคาใจว่า “ข้าวโพดไร่สุวรรณเป็นหนึ่งในผลงานวิจัยของศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ”ท่านรองฯ กล่าวเปิดเรื่องได้อย่างน่าประหลาดใจเพราะใครๆ ก็รู้จักไร่สุวรรณ แต่ไม่รู้ว่าเป็นของ มก.

ไร่สุวรรณ

ไร่สุวรรณมีชื่อเต็มว่า ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ และสถานีวิจัยพืชไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ใครที่ขับรถไปเที่ยวปากช่องจ.นครราชสีมา คงคุ้นเคยดี ไร่สุวรรณเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษา ตามหลักของสถานีวิจัยที่ว่า “ขึ้นชื่อว่าเป็นความรู้ เราไม่เคยปกปิด”

สถานีฝึกนิสิตวนศาสตร์หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ได้พัฒนาข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง และได้ขยายพันธุ์ไปสู่เกษตรกร ซึ่งใช้เวลาวิจัยถึง 45 ปี จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็นพันธุ์ข้าวโพดเขตร้อนที่ดีที่สุดในโลก และยังต่อยอดไปสู่ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 2 สุวรรณ 3 และสุวรรณ 5ส่งเสริมให้เกษตรกร

นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวได้ทั้งปี เช่น ชมแปลงปลูกข้าวโพด ถ่ายรูปแปลงดอกไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ และชิมน้ำนมข้าวโพด ซึ่งน้ำนมข้าวโพดเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยของข้าวโพดหวานพันธุ์อินทรีย์ 2 ที่มีความหอมกว่าพันธุ์อื่นร้อยละ 45 จึงกลายมาเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของไร่สุวรรณ

สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

ดอยปุย

วางแผนไว้สำหรับหนาวนี้ สถานีวิจัยดอยปุยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเหมือนเช่นเคยตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งในอดีตดอยปุยเคยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อในหลวงทรงเสด็จเยี่ยมหมู่บ้านชาวเขาและมีพระราชดำริว่า การทำสวนผลไม้เมืองหนาว เช่น ท้อ พลับ สาลี่ แอปเปิ้ลเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาชีวิต พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 2 แสนบาท ชดเชยค่าต้นไม้ที่เจ้าของเดิมปลูกไว้เพื่อใช้ที่ดินเป็นพื้นที่ทดลองวิจัย สวนนี้จึงถูกเรียกว่า สวนสองแสน ตั้งแต่นั้นมา

สถานีวิจัยดอยปุยเป็นส่วนหนึ่งใน 119 ไร่ของสวนสองแสน สถานีวิจัยได้กลายเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่รวบรวมสายพันธุ์สตรอเบอร์รี่ไว้มากที่สุดในประเทศไทย สายพันธุ์ที่พัฒนาสำเร็จเป็นครั้งแรกคือ สายพันธุ์พระราชทาน 60 และ 80 แล้วได้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตเป็นต้นกล้าให้เกษตรกร ทำให้รสชาติความอร่อยถูกเผยแพร่ไปไกลสู่เกษตรบนที่สูงหลายแห่ง

สถานีวิจัยดอยปุย จ.เชียงใหม่

 

สำหรับนักท่องเที่ยวมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวนบวกห้า ชมแปลงสาธิตการปลูกดอกไม้และไม้เมืองหนาว เช่น แปลงสตรอเบอร์รี่ ดอกคาลล่าลิลลี่ เจียวกู้หลานต้นลูกปัดออสเตรเลีย และในบริเวณสวนสองแสนชมแปลงไม้ผลเมืองหนาว เช่น พลับ องุ่น ท้อ กาแฟ บ๊วย โดยในเดือน ต.ค. เป็นช่วงชมแปลงพลับหวานพันธุ์ฟูยู ไม้ผลรูปทรงแปลกตาที่เพิ่งตื่นจากช่วงพักตัว หลังจากนั้นช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. จะเป็นคราวของสตรอเบอร์รี่ และช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. เป็นเวลาของรองเท้านารีและสมุนไพรเจียวกู้หลาน

หาดวนกร

อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่ตั้งของสถานีฝึกนิสิตวนศาสตร์หาดนวกร ขนาด 351 ไร่ โดยได้มีการปลูกต้นสนตลอดแนวชายหาดยาว 3 กม. และไม้ท้องถิ่นเช่น พะยอม มะค่าแต้ นนทรีป่า กันเกรา และสะแกนา พลอยให้นักท่องเที่ยวได้มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ และสามารถพักแรมในบ้านพักของสถานีวิจัยได้ ส่วนนิสิตจะได้รับการฝึกและเรียนรู้ในภาคฤดูร้อน ศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศชายฝั่ง ป่าชายหาด และพืชไม้ใหญ่ เช่นสนทะเล ไม้พุ่ม เถาวัลย์ เป็นต้น

สถานีวิจัยปากช่อง จ.นครราชสีมา

 

ฟาร์มบางเบิด

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สถานีวิจัยยังสามารถให้ความรู้ทางวัฒนธรรม ณ สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร อ.บางสะพานน้อยจ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่รวม 452 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ พื้นที่ในแขตบางสะพานน้อย ประกอบด้วย อนุสรณ์สถาน อาคารพิพิธภัณฑ์ และแปลงวิจัยการเกษตร อีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตปะทิว จ.ชุมพร เป็นแปลงเกษตร 7 ไร่ ที่คาบเกี่ยวสองจังหวัด อันเป็นที่มาของฉายา “กินชุมพร นอนประจวบฯ”

สถานีวิจัยแห่งนี้เปรียบเหมือนบ้านของนักปราชญ์แห่งการเกษตร หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เจ้าของวลีอมตะ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” พระองค์ทรงบุกเบิกการเกษตรแผนใหม่ที่ใช้วิทยาการทันสมัยคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ทรงเลี้ยงไก่พันธุ์เล็กฮอร์น ปลูกแตงโมบางเบิด และทรงนำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกในไทย ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้ปรับตัวและเติบโตในไทยได้ ให้ผลผลิตระยะยาว และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวบางสะพานน้อย

ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ จ.นครราชสีมา

 

สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมแปลงปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอรา แปลงยางพารา แปลงพืชสมุนไพร และพืชพลังงาน เช่น มะขามป้อม มะรุม โกโก้ ถั่วกัวร์ หยีทะเลส่วนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้เข้าไปศึกษาในพิพิธภัณฑ์หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากรและไปชมปาล์มน้ำมันต้นแรกที่พระองค์ทรงปลูกเมื่อปี 2460 ซึ่งนับเป็นต้นปาล์มที่อายุมากที่สุดในประเทศไทย

สถานีวิจัย 18 แห่ง มีอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ที่ไม่ได้กล่าวถึงมีอยู่ใน จ.ลำปาง ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด สมุทรสงคราม ระนอง และพังงา ครั้นจะเล่าทั้งหมดคงต้องมีกระดาษร้อยหน้า ทว่าที่เลือกมาดังกล่าวก็ถือว่าเป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวได้จริง

ไปเรียนรู้วิถีเกษตรและนิเวศธรรมชาติทั้งไปปิกนิกบนชายหาดได้เรียนรู้เรื่องสน ไปสัมผัสความหนาวบนดอยได้เรียนเรื่องพลับ หรือขับรถไปปากช่องได้ศึกษาเรื่องข้าวโพด ซึ่งเป็นเทรนด์เกษตรที่คนในเมืองกำลังสนใจและโหยหาอยากกลับไปใช้ชีวิตนอกเมือง

สถานีวิจัยทับกวาง จ.นครราชสีมา

 

สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

สถานีวิจัยวนศาสตร์พังงา

 

วัดใหญ่ชัยมงคล ชัยชนะที่น่าจดจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/456538

วัดใหญ่ชัยมงคล ชัยชนะที่น่าจดจำ

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อใดที่มีโอกาสกลับบ้านเกิด ผมมักหาเวลาไปท่องเที่ยวในวัด จะรู้สึกปลอดโปร่งทุกครั้ง โดยจะหาช่วงเวลาที่คนไม่พลุกพล่านไปนั่งชมในมุมที่สงบ สิ่งที่ได้รับคือความสุขสบายใจ ลืมความวุ่นวายไปได้ชั่วขณะ

ครั้งนี้ผมมาเยือนที่วัดใหญ่ชัยมงคลวัดที่ทุกคนที่ไปเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา มักจะไม่พลาด เหตุเพราะวัดอยู่นอกตัวเมือง จึงเป็นจุดแวะก่อนที่จะเดินทางไปไหว้พระวัดอื่น

 

วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไท ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1900

คณะสงฆ์ที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยเรียกนามนิกายในภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดป่าแก้ว” ต่อมาคนเลื่อมใสบวชเรียนพระสงฆ์นิกายนี้ จึงมีการตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย

 

หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเจ้าพระยาไท” สันนิษฐานว่ามาจากที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างวัดป่าแก้วขึ้น ณ บริเวณที่ซึ่งได้ถวายพระเพลิงพระศพของเจ้าแก้วเจ้าไท หรืออาจมาจากการที่วัดนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้าไท” ฉะนั้นเจ้าพระยาไทจึงหมายถึงตำแหน่งพระสังฆราช

ส่วนชื่อวัดใหญ่ชัยมงคลมาเปลี่ยนชื่อภายหลัง ซึ่งในปี พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ ต.หนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ราษฎรเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” ฉะนั้นนานวันเข้าวัดนี้จึงเรียกชื่อเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล” ทว่าเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย วัดใหญ่ชัยมงคลจึงถูกทิ้งร้างเป็นเวลาถึง 400 กว่าปี จึงได้มีพระภิกษุ สามเณร รวมทั้งแม่ชีกลุ่มหนึ่ง โดยการนำของพระฉลวย สุธมฺโม ที่เข้ามาดูแลอารามอันเก่าแก่แห่งนี้เพื่อที่จะทำให้เป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ แต่เมื่อท่านจำต้องออกจาริก ท่านจึงไปนิมนต์พระครูภาวนาพิริยคุณ เจ้าอาวาสวัดยมให้มาดูแลวัดใหญ่ฯ แห่งนี้ต่อจากท่าน และในปี พ.ศ. 2500 นี้เอง ที่วัดใหญ่ฯ ได้เปลี่ยนฐานะจากวัดร้างเป็นวัดราษฎร์ และต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์จึงมีการบูรณปฏิสังขรณ์และมีภิกษุสงฆ์จำพรรษาดังเช่นในปัจจุบัน

 

เมื่อไปเยือนที่วัดใหญ่ฯ จะพบกับสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดหลายอย่าง ได้แก่ เจดีย์ชัยมงคล อนุสรณ์แห่งชัยชนะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเหนือมังกะยอชวา พระมหาอุปราชของหงสาวดีที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ซึ่งเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดใน จ.พระนคร ศรีอยุธยา โดยมีความสูง 1 เส้น 1 วา

นอกจากนี้ รอบองค์พระเจดีย์ยังมีพระพุทธรูปปางสมาธิมาประดิษฐานรอบกำแพงแก้วด้านใน และอีกหนึ่งจุดเด่นของวัดแห่งนี้ยังมีวิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นที่ถวายสักการะบูชาและปฏิบัติพระกรรมฐาน แม้ว่าในปัจจุบันตัววิหารจะเหลือเพียงผนังที่ทำจากการก่ออิฐถือปูน เนื่องจากในส่วนของหลังคานั้นก่อสร้างจากไม้จึงทำให้ผุพังไปตามกาลเวลา และในปัจจุบันมีการสร้างพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีผู้นิยมไปนมัสการอย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมาก

การเดินทางมายังวัดใหญ่ชัยมงคล จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางซ้ายมือแล้วล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอปาฏิหาริย์ จงเกิดกับเวเนซุเอลา…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/466206

 

โดย…ทีมงานโลก360องศา

ณ เวลานี้ คงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองท่านใดในเวเนซุเอลา ที่จะกล้าออกมาการันตีว่า เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน เว้นเสียแต่ว่าจะมี “ปาฏิหาริย์”

“โชค” เคยเปลี่ยนเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาได้ในชั่วข้ามคืน ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อมีการค้นพบน้ำมัน และนำมาซึ่งการเข้าสำรวจและขุดเจาะเพิ่มเติม จนพบว่านี่คือประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก!!! คือเหลือให้ใช้และขายได้อีกร่วม 300 ปี ซึ่งโชคที่มาเยือนในครั้งนั้น ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นประเทศเศรษฐี ที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากประเทศหนึ่งของโลก เพราะยุคนั้นประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีอำนาจต่อรองทางการเมืองค่อนข้างสูง สามารถร่วมมือกันหยุดส่งออกน้ำมันไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อต่อรองเงื่อนไขที่ต้องการได้ (Oil Embargo)

อดีตเศรษฐีน้ำมันประเทศนี้เคยผลิตปิโตรเลียมได้เกือบ 4 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้จากการส่งออกจึงพุ่งพรวด ส่งผลต่อรายได้ประชาชาติที่สูงขึ้น ทุกคนกลายเป็นคนรวย จนทำให้เป็นประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจมากสุดในอเมริกาใต้

เรื่องนั้นเป็นเพียงอดีตอันหวานชื่นเท่านั้น แต่ภาพปัจจุบันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันจะมีคนอยู่แค่ 2 ชนชั้น คือชนชั้นบน ซึ่งเป็นคนที่ต้องรวยมากๆ จึงจะอยู่รอดได้แบบไม่เดือดร้อน และคนอีกชนชั้นหนึ่ง คือคนจน ที่เป็นคนหมู่มาก ส่วนชนชั้นกลางนั้นไม่มีอยู่แล้ว เพราะได้กลายมาเป็นคนจนแทบทั้งสิ้น

ทั้งคนจนและคนรวยก็มีทุกข์ที่ต่างกันไป คือ คนรวยต้องคอยระแวงอันตราย ต้องอยู่ในบ้านที่มีกำแพงสูง มีลวดหนาม มีลวดไฟฟ้ากันขโมย เวลาจะไปไหนมาไหนก็ต้องกลัวถูกปล้น ส่วนคนจนก็มีทุกข์จากความอดอยาก ความขาดแคลน และการดิ้นรนเอาตัวรอด ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา ซึ่งคนจนในเวเนซุเอลาก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะนิสัย คือ “คนจนผู้ดิ้นรน” กับ “คนจนผู้รอคอย”

 

คนจนผู้ดิ้นรนนั้น คือ กลุ่มคนที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดค่าใช้จ่าย ยอมทำงานหนักมากขึ้น โดยที่สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวต้องทำงานมากกว่าหนึ่งอย่าง ทั้งงานประจำและงานพาร์ตไทม์ เพื่อให้ได้เงินมาให้มากที่สุด สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว

ส่วนคนจนอีกประเภท คือ คนจนผู้รอคอย ซึ่งคนพวกนี้จะบ่นรัฐบาล วันๆ เอาแต่นั่งเฉยๆ และรอคอยว่าเมื่อไรรัฐบาลจะเอาเงิน เมื่อไรที่รัฐบาลจะเอาอาหารมาแจก

มีควาพยายามวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหา? ความมั่งคั่งของประเทศนี้หายไปไหน? …หรือมีใครขโมยไป?

คำตอบมาตกอยู่แถวๆ คำว่า “นโยบายทางการเมือง” แต่เรื่องที่คนไม่กล้าฟันธงว่า “ใครคือคนกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด” เพราะผู้นำในทุกยุคทุกสมัยก็มีทั้งคนรักและคนชัง คนที่ได้ประโยชน์ก็จะรัก ส่วนคนที่เสียประโยชน์ก็อาจจะชิงชัง

เราย้อนกลับไปในปีทศวรรษ 1970 ที่ผู้นำในยุคนั้นมีเป้าหมายที่จะกระจายความมั่งคั่งไปยังทุกๆ คน แต่วิธีการ อาจจะฟังดูแปลกอยู่สักหน่อย คือ แนวคิดของการยึดเอามาจากคนรวยเพื่อแจกจ่ายคนจน แทนที่จะสนับสนุนให้คนจนมีขีดความสามารถแข่งขันกับคนรวย ทำให้คนที่ทำธุรกิจไม่กล้าเติบโต

ปี 1976 ประธานาธิบดี คาร์ลอส แอนเดรส เปเรซ (Carlos Andres Perez) ออกนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ลา แกร๊น เวเนซุเอลา” (La Gran Venezuela) ซึ่งมีแนวคิดยึดเอากิจการพลังงานที่เคยเป็นของเอกชนมาเป็นของรัฐบาล แล้วตั้งบรรษัทพลังงานของรัฐบาลที่ชื่อว่า “พีดีวีเอสเอ” (PDVSA : Petroleos de Venezuela S.A.) ขึ้นมาดูแลกิจการทั้งหมด ซึ่งในช่วงแรกนั้น กิจการดำเนินต่อไปได้ด้วยดี เพราะอาศัยประสบการณ์จากผู้บริหารและช่างเทคนิคที่เคยทำงานให้บริษัทข้ามชาติมาก่อน ทำให้เกิดดอกออกผลสำหรับเอามาใช้ในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

 

 

PDVSA กลายเป็นแหล่งสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับรัฐบาล คือเป็นทั้งแหล่งรายได้สำหรับนำไปสนับสนุน โครงการรัฐบาล และเป็นแหล่งสร้างงานให้ประชาชน เพราะคนจำนวนมากอยากได้รับโอกาสเข้าทำงานในองค์กรนี้ จึงเกิดระบบเด็กเส้นขึ้น คือ คนที่ไม่ได้มีความสามารถมากพอแต่มีเส้นสาย ก็สามารถเข้าไปทำงานที่นี่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม และประสิทธิภาพถดถอยลง ประกอบกับไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ท้ายที่สุดก็เริ่มมีปัญหาหนี้สิน

อันที่จริงแล้ว การที่รัฐบาลเอาผลประโยชน์ของชาติมาแบ่งปันประชาชนก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่อาจจะดีกว่านี้หากเอามาสร้างสรรค์สวัสดิการสังคมที่จำเป็น เช่น พัฒนาการศึกษา สร้างหลักประกันสุขภาพ หรือสร้างงาน แต่ถ้าหากว่าเอามาใช้ในโครงการประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง และไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแล้วล่ะก็ ต่อให้มีเงินมากกว่านี้อีกสิบเท่าร้อยเท่า ก็คงมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้นเอง

อูโก้ ชาเบซ (Hugo Rafael Chávez Frías) คือ อดีตประธานาธิบดี ผู้ที่เดินนโยบายประชานิยมอย่างเด่นชัด เพราะเขามีโครงการกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งมีแนวคิดเพื่อเอาใจประชาชน เช่น การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอง ให้ได้เปรียบเงินต่างชาติ โครงการสินค้าราคาถูกๆ โครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร โครงการร้านค้ารัฐบาล และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งอันที่จริงแล้วมีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่เกิดผลขึ้นเป็นรูปธรรม แต่ก็ทำให้ประธานาธิบดีชาเบซ ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากกลุ่มคนจน

ปี ค.ศ. 2003 ประธานาธิบดีชาเบซออกมาตรการควบคุมเงินตราไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ โดยห้ามการใช้สกุลเงินต่างชาติในการทำธุรกรรมในประเทศ และกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอง โดยแบ่งเป็นอัตราที่ต่างกัน เช่น การนำเข้าสินค้าให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนสูง ในขณะที่การซื้อขายทั่วไปในประเทศก็ให้ใช้อัตราต่ำ ทำให้สินค้านำเข้าบางอย่างมีราคาถูกกว่าผลิตเอง ซึ่งฟังดูเหมือนว่าแนวคิดจะดี แต่การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันหลายระดับแบบนี้ กลับทำให้ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และการที่สินค้านำเข้ามีราคาต่ำกว่าผลิตเอง ก็ยังทำให้ธุรกิจบางประเภทอยู่ไม่ได้ จนสุดท้ายก็ปิดตัวไป และประเทศก็ต้องพึ่งพิงการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวยังทำให้เกิด “ตลาดมืดแลกเงิน” ขึ้นอีกด้วย

 

นโยบายควบคุมราคาสินค้าก็เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เช่นกัน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ได้เสียงเฮจากคนจน แต่ต่อมากลับยิ่งเพิ่มปัญหาเงินเฟ้อและภาวะการขาดแคลนอาหารมากขึ้น เพราะวิธีการในการบังคับให้คนขายขายในราคาที่ต่ำกว่าทุน ก็ไม่มีใครอยากขาย ถ้ามีสินค้าอยู่ก็เอามาขายหน้าร้านบางส่วนตามที่รัฐบาลบังคับ ส่วนที่เหลือก็แอบเอาไว้ขายหลังร้านในราคาที่สูงกว่า จนท้ายที่สุดก็เกิด “ตลาดมืดของสินค้า” ขึ้นอีกเช่นกัน

นโยบายอุดหนุนค่าพลังงาน โดยทำให้ราคาน้ำมันถูกเหมือนให้เปล่า (เบนซิน 91 ลิตรละ 2 โบลิวาร์ และเบนซิน 95 ลิตรละ 6 โบลิวาร์ ในขณะที่ราคาน้ำดื่มอยู่ที่ประมาณลิตรละ 500-600 โบลิวาร์) และค่าไฟฟ้าก็ถูกกว่าต้นทุนจริงมาก (ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนเฉลี่ย 300-500 โบลิวาร์/เดือน) ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ การใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และภาวะขาดทุนสะสมของการไฟฟ้าก็กลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาคุณภาพ ประกอบกับนโยบายทางด้านพลังงานไฟฟ้าที่พึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำเสียกว่าร้อยละ 70 ก็ทำให้เวเนซุเอลาเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับอยู่บ่อยครั้งในช่วงหน้าแล้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นทศวรรษ ทำให้ประชาชนเสพติดโครงการประชานิยมโดยไม่รู้ตัว และรัฐบาลเองก็ถอนตัวไม่ขึ้น เพราะถ้าหากยกเลิกโครงการใดไป ประชาชนก็จะออกมาประท้องและส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาล

ช่วงปี ค.ศ. 2012 PDVSA เข้าสู่ภาวะวิกฤต เนื่องจากในทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต เงินทุนถูกใช้ไปกับการจัดซื้อเครื่องบินรบ และใช้ในโครงการประชานิยมของรัฐบาล จนปี 2013 ต้องกู้เงินจากจีนและรัสเซีย เพราะหนี้สินที่ติดลบมากขึ้น

การพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป เพราะภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงแตะ 700 เปอร์เซ็นต์ ในปีหน้า กำลังจะทำให้ค่าพิมพ์ธนบัตรแพงกว่ามูลค่าของธนบัตรด้วยซ้ำไป

สถานการณ์ตอนนี้มีแต่แย่ลงและแย่ลง คงมีเพียงแค่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยได้…

แก๊งฮอร์โมน ป่วนมาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/466203

แก๊งฮอร์โมน ป่วนมาเลเซีย

โดย…รอนแรม

เมื่อแก๊งฮอร์โมนถูกส่งตัวไปผจญภัยที่เกาะกินคน ทั้งความมันส์และความฮาจึงเกิดขึ้น ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ และ ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร ดาราฮอร์โมนเดอะซีรี่ส์ เป็นตัวแทนเซเลบริตี้ในเมืองไทยเดินทางไปทำกิจกรรมและท่องเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย กับทริปรวมเซเลบ 10 ประเทศอาเซียน

การท่องเที่ยวมาเลเซียสานต่อทริป ASEAN Celebrity Explore Quest Malaysia (ACEQM) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อตอบสนองนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของมาเลเซียให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นในใจกับนิยาม Malaysia Truly Asia หรือมาเลเซียที่สุดแห่งเอเชีย โดยได้เชื้อเชิญเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ชื่อดังจากทั้ง 10 ประเทศทั่วอาเซียน เข้าร่วมทริปสุดปังแห่งปี เน้นโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมืองหลวงอย่างกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมืองโคตาคินาบาลู ทางเกาะบอร์เนียวที่เลื่องชื่อในฐานะเมืองแห่งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งปีนเขาระดับโลก ที่จะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว

พวกเขาทั้งสามคนเริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ ลงเครื่องบินที่กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวสวนน้ำขนาดยักษ์ และบินลัดฟ้าไปลองใช้ชีวิตชนเผ่าที่โคตาคินาบาลู รัฐซาบาห์ เป็นเวลา 8 วันเต็มที่ทั้งสามคนจะได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เจอประสบการณ์ใหม่ และมีเรื่องเล่ามากมายที่อยากจะแชร์

 

แพรวา หลงใหลทะเลสีฟ้า

“มาเลเซียเป็นครั้งที่ 2 ของแพรวา” เธอเกริ่น แต่ครั้งแรกที่มาเธอยังเด็กนัก ทำให้ไม่มีภาพมาเลเซียอยู่ในความทรงจำ การมามาเลเซียครั้งนี้จึงเสมือนครั้งแรกสำหรับเธอ แพรวา เล่าว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความทันสมัยและสถาปัตยกรรมในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และประทับใจเกาะโคตาคินาบาลูมากเป็นพิเศษด้วยมนต์์เสน่ห์ของท้องทะเลสีฟ้าใส

“เราต้องนั่งเครื่องบินจากกัวลาฯ ไป 2 ชั่วโมงเพื่อลงที่โคตาคินาบาลู เป็นเกาะที่มีน้ำทะเลสวยมาก เราได้ไปดูวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนบนเกาะ การนอน การกินอาหาร การพ่นลูกดอกล่าคน จนทำให้มีสมญานามว่าเป็นเกาะมนุษย์กินคน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้จักประเทศมาเลเซียมากขึ้นมากๆ”

ทริปกัวลาลัมเปอร์-โคตาคินาบาลู ใช้เวลาทั้งหมด 8 วัน ซึ่งไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ของวิถีชีวิตชาวเกาะเท่านั้น เธอยังทึ่งกับความทันสมัยของเมืองกัวลาลัมเปอร์ “กัวลาฯ มีกิจกรรมสำหรับวัยรุ่นเยอะมาก ได้ไปสวนน้ำซันเวย์ลากูนที่แพรวาชอบมาก เหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกอาณาจักรหนึ่ง เป็นเมืองเมืองหนึ่งที่มีสวนน้ำ สวนสนุก ร้านอาหาร มหาวิทยาลัย ที่พัก มีทุกอย่างอยู่ในนั้น”

 

แพรวา เป็นสาวขาลุย ไปได้ทั้งเที่ยวธรรมชาติ ดำน้ำลึก เดินป่า และกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีคติว่า เธอจะเดินทางไปยังที่ที่ยังไม่เคยไป เพื่ออยากไปให้เห็นด้วยตาตัวเอง

“เสน่ห์ของการเที่ยวคือได้ไปในที่ที่เราไม่เคยไป การไปพบเจอคนที่นั่นว่าเขามีชีวิตยังไงไปเพื่อเมกเฟรนด์ อย่างที่มาเลย์ แพรวาชอบอาหารที่นั่นมาก แกงกะหรี่กับโรตีที่นั่นอร่อยมาก ได้ไปลิ้มรสชาติจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าได้มาถึงมาเลย์แล้ว” เธอหัวเราะ

โดยส่วนตัวเธอ หากกล่าวถึงสถานที่ที่โปรดปรานในประเทศไทย เธอเลือกภูเก็ตเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสถานที่ที่เธอและเพื่อนจะได้ไปดำน้ำด้วยกัน เช่น สิมิลัน ที่ได้ไปว่ายกับฉลามวาฬตัวยักษ์ครั้งแรกในชีวิต ซึ่งแพรวาจริงจังจนสามารถอยู่ในระดับแอดวานซ์ได้และมีความตั้งใจที่จะกลับไปท่องโลกใต้น้ำของมาเลเซีย

“แพรวาสงสัยมาตลอดว่ามาเลเซียมีอะไร ทำไมทุกคนถึงไปเที่ยวกัน การไปครั้งนี้จึงได้ตอบคำถามนั้น มาเลเซียมีหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้จัก มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตึกแฝดที่เราเห็นในโปสต์การ์ด คิดว่าทุกการเดินทางจะทำให้เราค้นพบตัวเองและได้เพื่อนใหม่ อย่างครั้งนี้ได้ค้นพบว่าจริงๆ แล้วมาเลเซียเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ แค่ต้องไปใช้เวลาอยู่นานๆ ก็จะสัมผัสเสน่ห์นั้นเข้าเต็มๆ” เธอทิ้งท้าย

ไมเคิล สัมผัสธรรมชาติ

“สนุกครับ” คำแรกที่ไมเคิลกล่าวถึงมาเลเซีย “สนุกที่ได้ไปเห็นสิ่งที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน”

เขาอธิบายว่า การท่องเที่ยวในกัวลาลัมเปอร์เน้นความทันสมัย ความอลังการยิ่งใหญ่ และทำเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ต่างจากโคตาคินาบาลูที่เน้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

ไมเคิลนั่งเครื่องบินสู่เกาะฝั่งประเทศบรูไน และแลนดิ้งบนโคตาคินาบาลู “สภาพบ้านเมืองคนละแบบกับที่ผ่านมา” เขากล่าวถึงปลายทาง “ตึกมีความเก่า สวย แลนด์สเคปคนละแบบกัน ซึ่งผมชอบ เราได้ไปที่หมู่บ้านที่รวบรวมชนเผ่าพื้นเมืองไว้ เขามีศูนย์การเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวศึกษา ไปดูว่าแต่ละเผ่าเขามีชีวิตแตกต่างกันยังไง ดูสัญลักษณ์ของการแต่งตัว อาหารของแต่ละเผ่า เรียกได้ว่าเป็นคนละโลกจากกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบธรรมชาติบนเกาะนี้มากกว่า”

 

เขาชอบท่องเที่ยวอิงไปกับธรรมชาติ ภูเขา ทะเล และถ้าได้ไปในที่ที่ลำบากก็จะยิ่งชอบ เช่น การดำน้ำ เขาเคยดำน้ำที่แสมสาร สิมิลันเหนือ สิมิลันใต้ และฝันอยากไปดำดูปลาตัวใหญ่ที่สิปาดัน

“เป็นคนที่ชอบนำตัวไปแช่น้ำอยู่แล้ว และยิ่งพอไปดำน้ำ มันคือความรู้สึกแปลกๆ ที่รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก ได้สัมผัสทั้งหมด ภาพที่เราเห็นคือแลนด์สเคปใต้น้ำที่คนเดินดินไม่เคยเห็นรู้สึกเหมือนเราลอยได้ เป็นความรู้สึกที่ดีมากครับ”

นอกจากนี้ ไมเคิลได้ให้ความหมายของการเดินทางไว้ว่า เป็นการออกไปสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย“ถ้าเราอยู่ในที่ที่เราคุ้นเคยหรือรู้สึกปลอดภัย เราจะทำตามลูปเดิมทุกวัน แต่ถ้าได้เดินทางออกนอกที่ที่เราคุ้นเคย อย่างไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ มันจะทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆ ไปเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ เจออุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางก็เป็นประสบการณ์ให้เราเรียนรู้ ผมได้มุมมองใหม่ๆ กลับมาทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง และทำให้โลกของผมกว้างขึ้น”

ฟรัง เปิดหูเปิดตา

“กัวลาลัมเปอร์เจริญคล้ายๆ กรุงเทพฯ เมืองไทย” ฟรังเอ่ยถึงเมืองหลวงแห่งประเทศมาเลเซีย “แต่ฟรังชอบความเป็นระเบียบของบ้านเมืองเขา เช่น มีทั้งขยะที่อยู่เป็นที่เป็นทาง และเมืองค่อนข้างสะอาดทำให้เดินเที่ยวได้สบาย”

จากเมืองหลวงของมาเลเซีย เธอและเพื่อนได้นั่งเครื่องบินสู่เกาะที่เธอไม่เคยรู้จัก ซึ่งความไม่รู้นี่เองที่ทำให้เธอประทับใจทุกอย่างของเกาะโคตาคินาบาลู

“ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ แต่พอได้เห็นแวบแรกก็ประทับใจมากๆ ทะเลสวย วัฒนธรรมน่าสนใจ มีการแต่งงานจำลองให้เราเห็นวิถีของเขา เป็นการมามาเลเซียครั้งที่ 2 ที่สนุกมาก ได้มากับเพื่อน และได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก 9 ประเทศ ซึ่งถ้าให้เลือกสิ่งที่ประทับใจที่สุด ฟรังคิดถึงโรตี (หัวเราะ) โดยเฉพาะโรตีมัสมั่นอร่อยมากจริงๆ และพอเราได้กินอาหาร ก็เหมือนกับว่าเราเข้าใจประเทศนี้มากขึ้น”

 

ฟรัง เล่าว่า ทุกครั้งที่เธอเดินทางจะได้พบสิ่งใหม่ คนใหม่ ประสบการณ์ใหม่ และยังได้พักผ่อนในบรรยากาศใหม่ๆ ทำให้เมื่อมีเวลาว่าง ฟรังชอบออกไปท่องเที่ยว “รู้สึกว่าอยากออกไปข้างหน้า อยากไปสนุกกับเพื่อน หรือไปพักผ่อนกับครอบครัว ซึ่งเธอเที่ยวได้ทุกรูปแบบ ทั้งแบบลุยๆ แบบสวยๆ ไปทัวร์กับครอบครัว หรือบางทีก็แบ็กแพ็ก

“เวลาเราไปเที่ยวที่มันยากหรือลำบาก จะทำให้เราได้คิดย้อนกลับไปถึงคุณค่าของชีวิตประจำวันที่มี ทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต
ธรรมดาๆ นี้ต่อไป” เธอกล่าวปิดท้าย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนวางแผนไว้ว่าจะไปดำน้ำใต้ทะเลมาเลเซียด้วยกัน เพื่อกลับไปยังสถานที่เดิมอีกครั้งแต่สัมผัสให้มากขึ้น