เวเนซุเอลา… ดินแดนแห่งความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/464945

เวเนซุเอลา… ดินแดนแห่งความงาม

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

จังหวะนี้ ถ้าเกริ่นชื่อ ประเทศเวเนซุเอลาขึ้นมา หลายคนคงนึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาเงินเฟ้ออาชญากรรม และวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนไทยเคยรู้จักกับเวเนซุเอลาในฐานะประเทศแห่งนางงาม ซึ่งแม้ว่าปัญหาต่างๆ จะรุมเร้าประเทศนี้อยู่จริง แต่ในมุมของความงาม ก็เชื่อว่ายังไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะฉกเอาฉายาประเทศแห่งสาวงามไปได้

“สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา” คือ ชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศนี้ โดยมีภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ (เพราะเคยเป็นอาณานิคมของสเปนมาก่อน) และมีคาราคัส เป็นเมืองหลวงของประเทศ  ซึ่งเมื่อก่อน เคยได้ชื่อว่า สรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันได้ขึ้นชื่อว่า “เมืองอันตรายที่สุด!”

 

ภายหลังการค้นพบน้ำมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เวเนซุเอลากลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุด แต่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในทศวรรษ 1980 ทำให้ประเทศเศรษฐีน้ำมันพากันเดือดร้อนถ้วนหน้า รวมทั้งเวเนซุเอลา ซึ่งหนี้สินภายนอกประเทศที่ล้นพ้นตัว นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจอันยาวนาน และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นกำลังจะแตะ 700% จนทุกวันนี้ เรียกว่า เวเนซุเอลาเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจแบบเต็มขั้น

นักวิเคราะห์ต่างพยายามอธิบายถึงสาเหตุที่นำมาสู่วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมุ่งประเด็นไปที่นโยบายการบริหารประเทศในยุคก่อนๆ ที่ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งหลักใหญ่ใจความของนโยบายยุคก่อนๆ ก็คือการยึดเอาจากคนรวยมาเป็นของรัฐ แล้วเอาผลประโยชน์มาแจกจ่ายคนจน โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยได้จริง

นอกจากนั้น ยังมีความพยายามกีดกันเงินตราจากต่างชาติ และพยายามควบคุมค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการค้าขายกับต่างชาติ แต่อาจผิดพลาดตรงที่ไม่ได้กำหนดให้สอดคล้องกับกลไกที่แท้จริงของตลาด อีกทั้งยังมีการบังคับราคาสินค้าให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้คนจนมีโอกาสซื้อ แต่สุดท้ายก็ทำลายกลไกลตลาด จนเกิดตลาดมืดขึ้น และท้ายที่สุดก็เข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนสินค้า ดังเช่นปัจจุบัน

 

ปัญหาใหญ่ ณ เวลานี้ คือ การขาดแคลนอาหาร ซึ่งคนจนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีสินค้า ปริมาณจำกัดแล้ว ข้าวของบางอย่างก็ราคาสูงมากเกินกว่าที่จะซื้อหาได้ ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ ราคากิโลกรัมละ 8,000-10,000 โบลิว่า ในขณะที่เงินเดือนขั้นต่ำคือ 20,000 โบลิว่า ดังนั้น คนทั่วไปแทบจะไม่มีสิทธิได้กินเนื้อสัตว์เลยก็ว่าได้

ภาวะขาดแคลนสินค้า จนรัฐบาลต้องจำกัดปริมาณการซื้อสินค้าจำเป็น จำพวก แป้ง นม น้ำตาล ในขณะที่เครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็ขาดตลาด เช่น สบู่ แชมพู และกระดาษชำระ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เมืองแห่งความงามนี้ กลายเป็นประเทศที่เราต้องระมัดระวังตัวมากที่สุด หากต้องการไปเยือน เพราะจากประสบการณ์ตรงสอนพวกเราว่า ไม่มีใครไว้ใจได้ แม้แต่ตำรวจ

แต่ถ้ามองข้ามวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เราจะพบว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่สวยงามมาก คือ ภูมิประเทศก็สวย แถมมีความหลากหลาย ส่วนคนก็สวยจริง อย่างที่เขาร่ำลือกัน ในสมัยที่ยังรุ่งเรือง จึงมีชาวยุโรปจำนวนมากที่อพยพเข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งจากธุรกิจน้ำมัน และเมื่อหลายคนมาลงหลักปักฐาน และมีลูกมีหลานที่นี่แล้ว ทำให้คนเวเนซุเอลาส่วนใหญ่เป็นลูกครึ่งหรือลูกเสี้ยว ที่เรียกว่า “เม็สติโซ่”(Mestizo) ซึ่งเหตุนี้ทำให้คนที่นี่เป็นคนเปิดกว้าง และยอมรับกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้น ถ้าไม่มีความเครียดและความกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจเข้ามาเป็นเงื่อนไข เราเชื่อว่าคนเวเนฯ ส่วนใหญ่ เป็นคนคบได้ทั้งนั้น

 

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ คนจะยังสนใจเรื่องประกวดนามงามอยู่หรือไม่ เพราะตามหลักแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นกิจกรรมบันเทิงที่ไม่จำเป็น ซึ่งควรถูกตัดทิ้ง เป็นลำดับต้นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ แต่จะแตกต่างจากเดิม ก็ตรงระดับความเข้มข้นในการแข่งขัน ที่เพิ่มทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว เพราะชัยชนะที่ได้อาจเป็นทางลัด ให้ใครบางคนหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจไปเลยก็ได้

มีนางงามผู้ชนะการประกวดหลายคนในอดีตที่เป็นดารา เป็นนักการเมือง และได้แต่งงานกับเศรษฐี หรือคนมีชื่อเสียง จึงเป็นความเชื่อว่า ตำแหน่งนางงามนี่แหละ คือ บันไดสู่ความสำเร็จในชีวิตของหญิงสาวชาวเวเนซุเอลา

สำหรับครอบครัวชาวเวเนซุเอลา ส่วนใหญ่มักมีพื้นฐานทางความคิดว่า หากมีลูกชาย ก็อยากให้ได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติ หากมีลูกสาวก็อยากให้ได้เป็นนางงาม หลายครอบครัวถึงขนาดยอมทุ่มทุน เพื่อให้ลูกหลานได้รับโอกาส โดยเด็กผู้ชายจะถูกส่งไปเข้าชมรม หรือเข้าสโมสรฟุตบอล ในขณะที่เด็กผู้หญิง ก็จะถูกปูเส้นทางเข้าสู่ถนนนางงามตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดคือ รายจ่ายที่ไม่น้อย ดังนั้น ครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ที่อยากให้ลูกได้รับโอกาสแบบเดียวกัน ก็อาจยอมทุกวิถีทาง (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดศีลธรรม) ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งต่างๆ ได้หล่อหลอมแล้วก็เกิดเป็นค่านิยมทางสังคมขึ้นมาว่า ถ้าสวยหรือเป็นนางงามแล้ว ก็จะได้รับอะไรดีๆ ในชีวิต

 

ทุกคนไม่ได้เกิดมาสวยและสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ถ้าใครอยากสวย ก็ต้องยอมศัลยกรรม ถ้าใครอยากสมบูรณ์แบบ ก็ต้องไปฝึก ต้องไปอบรม และกำจัดจุดด้อยของตนเองออกไป จึงเกิดเป็นธุรกิจที่คอยสนับสนุนความฝันของสาวๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเตรียมนางงาม โมเดลลิ่ง สถานเสริมความงาม และคลินิกศัลยกรรม ซึ่งต่อมาก็พัฒนาจนกระทั่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ยังมีการประกวดนางงาม

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่สาวงามเท่านั้น ประเทศนี้ก็ยังมีธรรมชาติที่งดงามด้วยเช่นกัน เพราะได้ขึ้นชื่อว่ามีความหลากหลายทางภูมิประเทศอย่างมาก โดยมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดีสทางตะวันตก ไปจนถึงป่าฝนอะเมซอนทางตอนใต้  ตอนกลางก็มีที่ราบยาโนสอันกว้างใหญ่ ส่วนทางตะวันออกและตอนเหนือ ก็ยังเป็นชายฝั่งทอดยาวไปตามแนวทะเลแคริบเบี้ยนอันสวยงามอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลต่อความสวยงามของภูมิประเทศเหล่านี้เลย

ดังนั้น เราจึงเชื่อว่า เวเนซุเอลา จะยังเป็นดินแดนแห่งความสวยงามต่อไป ทั้งในส่วนของสาวงาม และในส่วนของธรรมชาติอันงดงาม สมชื่อ “เวเนซุเอลา ดินแดนแห่งความงาม”

 

ไฮฟองและเกาะกั๊ตบา ทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/464940

ไฮฟองและเกาะกั๊ตบา ทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนาม

โดย…โยโมทาโร่

ร่างกายผมสัมผัสได้ถึงแรงจีกดเราให้ติดกับเก้าอี้นั่งเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆในเครื่องบนิของสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ ซึ่งกำลังเทกออฟ ทะยานสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่ฮานอยประเทศเวียดนาม เกินครึ่งบนเครื่องบินลำนี้เป็นชาวเวียดนามที่เดินทางกลับหลังจากมาเที่ยวเมืองไทย ที่เหลือเป็นชาวไทยที่อยากไปสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของประเทศนี้

สายการบินเวียดเจ็ทแอร์ เปิดเส้นทางการบินจากประเทศไทยมุ่งสู่ 3 เมืองสำคัญได้แก่ฮานอย, โฮจิมินห์ และไฮฟอง

เราจึงได้มีโอกาสได้เที่ยวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่คนไทยยังไม่รู้จักมากนักคือเมืองไฮฟองตามข้อมูลที่เราได้รับคร่าวๆ จากคนรอบข้างที่เคยไปเที่ยวไฮฟอง ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามีธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย สภาพอากาศในช่วงกลางเดือน ต.ค.ค่อนข้างครึ้มฟ้าครึ้มฝน และมีรายงานพายุเข้าในช่วงที่เราอยู่เที่ยวที่เวียดนาม ก็ต้องลุ้นกันว่า พายุจะะทำให้ทริปการเดินทางต้องเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน แต่นั่นเป็นเรื่องในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เวลานี้ควรเสพความสุขจากวิววิมานเมฆนอกหน้าต่างไปก่อนที่เราจะถึงไฮฟอง เมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของเราในวันนี้

หาดกั๊ตบาหนึ่ง เป็นชายหาดส่วนตัวที่ค่อนข้างเงียบสงบ

 

ไม่นานนักเราก็ถึงท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ กรุงฮานอย แต่สำเนียงคนท้องถิ่นจะเรียกสนามบินโหน่ยบ่าย เป็นสนามบินนานาชาติที่ค่อนข้างทันสมัย แม้จะไม่พลุกพล่านเหมือนกับสนามบินสุวรรณภูมิแต่อีกไม่นานที่นี่คงจะเป็นสนามบินแห่งหนึ่งในโลกที่พลุกพล่านไปด้วยนักเดินทางจากทุกมุมโลก เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเร็วจนน่าตกใจ

หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเราก็ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าสู่ไฮฟอง เส้นทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเวียดนาม เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ120 กม. ใช้เวลานั่งรถบัสเดินทางประมาณ3 ชม. เป็นเมืองชายฝั่งที่เจริญแห่งหนึ่งซึ่งอุดมด้วยแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนามภูมิประเทศที่สวยงาม คำว่า “ไฮ” แปลว่ามหาสมุทร และ “ฟอง” แปลว่าการปกป้อง ดังนั้นชื่อ ไฮฟอง จึงแปลความว่าผืนมหาสมุทรผู้ปกปักษ์แห่งเวียดนาม และด้วยความที่สภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่กลางอ่าวตังเกี๋ย จึงเหมาะสมอย่างมากที่จะทำเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ธุรกิจท่าเรือ ร้านอาหาร และธุรกิจการท่องเที่ยวเต็มไปด้วยวัดวาอารามและหาดทราย จนทำให้ไฮฟองมีชื่อเล่นว่า “นครแห่งสีสัน(Flamboyant city)”

เราเดินทางถึงไฮฟอง ก็เริ่มด้วยการขับรถตะลุยใจกลางเมืองไฮฟอง เมืองขนาดไม่ใหญ่โตมากนักแต่หนาแน่นไปด้วยผู้คน และร้านค้าริมถนน 2 ข้างทาง ทั้งร้านกาแฟ ร้านเฝอ (ก๋วยเตี๋ยวเวียดนาม) ร้านหนังสือ และร้านขายเสื้อผ้า ไกด์นำเที่ยวบอกกับเราว่าด้วยความที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบและจารีตวัฒนธรรม ร้านค้าและสถานบันเทิงจะเปิดไม่เกิน 4 ทุ่มเว้นในตัวเมืองฮานอยที่มีการผ่อนปรนให้เปิดได้ดึกกว่านั้น

วิวอีกมุมหนึ่งของหาดกั๊ตบา

 

ทุกอย่างดูแปลกตาสำหรับคนเดินทางครั้งแรก คนส่วนใหญ่นิยมนั่งรับประทานพูดคุยบนเก้าอี้เล็กๆ ริมถนนเรียบง่ายได้บรรยากาศ อาคารบ้านเรือนนิยมสร้างแบบทาวน์เฮาส์ บางหลังก็หน้าแคบเพียงแค่กางแขนก็แตะได้ 2 ด้านอันที่จริงจะเรียกว่าทาวน์เฮาส์ก็ไม่เชิงนักเพราะระหว่างบ้าน 2หลังไม่ได้ใช้ผนังเดียวกันยังมีช่องว่างเล็กๆในขณะที่บ้านเดี่ยวที่มีรั้วรอบขอบชิดมีพื้นที่กว้างขวางก็ยังนิยมสร้างบ้านคล้ายๆ กับทาวน์เฮาส์เช่นกัน

ส่วนการจราจรของเมืองก็สมคำร่ำลือไม่มีนาทีไหนที่ว่างเว้นจากเสียงแตรรถ นี่คือสไตล์การขับรถของคนเวียดนามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ พวกเขาไม่ได้บีบแตรด้วยอารมณ์โกรธเคือง แต่บีบแตรเพื่อต้องการบอกให้รถคันอื่นๆ รู้ว่ามีรถเขาอยู่ใกล้ๆ ให้ระวังด้วย แรกๆ เราก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่พออยู่ได้สักพักก็เริ่มเห็นด้วยและเริ่มชิน ราวกับว่าชาวเวียดนามขับรถด้วยระบบโซนาร์ ใช้เสียงแตรรถบอกตำแหน่งและรถทุกคันก็เคลื่อนที่ผ่านสี่แยกอันแสนวุ่นวายโดยไม่มีรถคันไหนต้องหยุดรอให้อีกคันผ่านไปนับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ สำหรับคนที่เพิ่งมาเที่ยวเวียดนามเป็นครั้งแรกอย่างมาก

เช้าวันต่อมาเรามีแผนเดินทางไปที่เกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island) ตัวเมืองไฮฟองส่วนมากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบตัวเมือง แต่เสน่ห์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติประวัติศาสตร์และวัตนธรรมส่วนมากจะอยู่ที่เกาะกั๊ตบา ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากได้รับรายงานว่าจะมีพายุกำลังเข้าใกล้เกาะกั๊ตบา เวลาที่เราจะได้อยู่เที่ยวกั๊ตบานี้จึงต้องลดลงเกาะแห่งนี้ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดจากจำนวน 367 เกาะ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวฮาลองเบย์ ภายใต้การดูแลของเมืองไฮฟอง

ผู้คนส่วนมากนิยมนั่งดื่มกาแฟตามร้านที่มีโต๊ะและเก้าอี้ขนาดเล็ก

 

กั๊ต หมายถึงหาดทราย และ บา หมายถึงสตรี แปลความว่า เกาะนารี มีตำนานเล่าขานกันมานานหลายศตวรรษว่ามีสตรี3 คนในราชวงศ์ตราน ถูกสังหารและร่างได้ลอยมาติดที่เกาะแห่งนี้ แต่ละร่างถูกพัดมาเกยชายหาดคนละแห่งและทั้งหมดถูกพบโดยชาวประมง จนกระทั่งเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อเกาะกั๊ตบา พบหลักฐานทางโบราณคดียังชี้ว่า มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะกั๊ตบามานานเกือบ 6,000 ปี โดยช่วงแรกมาตั้งรกรากในบริเวณปลายเกาะทศิ ตะวนัออกเฉียงใต้ ใกล้กับบริเวณท่าเรือบั๋นแบ่วในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1938 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสค้นพบซากมนุษย์ที่น่าจะเป็นชาวไคแบ่วในวัฒนธรรมฮาลอง ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในราว 4,000 และ 6,500 ปีก่อน ซึ่งน่าจะเป็นประชากรกลุ่มแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนามและชาวไคแบ่วอาจเป็นประชากรที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ราว 4,000 ปีก่อน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเกาะกั๊ตบาคือ ป้อมแคนนอน (Cannon Fort) ป้อมนี้ถูกสร้างเมื่อครั้งเวียดนามถูกฝรั่งเศสเข้ายึดครอง และใช้เป็นที่ตั้งป้อมปืนใหญ่พิสัยไกล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้ป้องกันอ่าว อยู่บนยอดเขาซึ่งสูงที่สุดในเกาะกั๊ตบา และอาจจะสูงที่สุดในหมู่เกาะทั้งหมดโดยรอบ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เห็นแนวบังเกอร์เก่าแก่และฐานจอดเฮลิคอปเตอร์ แวดล้อมด้วยทิวทัศน์ของเกาะกั๊ตบาที่สวยงาม ซึ่งเราจะได้เห็น วานเซียหมู่บ้านลอยน้ำกัววาน (Van Gia-Cua Vanfloating village) ได้จากจุดชมวิวป้อมแคนนอนฟอร์ต เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่อย่างสงบในอ่าวแวดล้อมด้วยขุนเขากลางทะเล แต่น่าเสียดายที่ว่าเราคงไม่มีเวลาได้เยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้เพราะต้องรีบเดินทางกลับไปไฮฟองให้ทันเรือเที่ยวบ่าย 2 โมง

การเที่ยวป้อมแคนนอนฟอร์ตเราจะต้องเดินไปตามทางเดินเล็กๆของบังเกอร์ ซึ่งเราจะได้เห็นหลุมปืนใหญ่ ขนาด 138 มม. ระยะยิงพิสัยไกล 40 กม. แทบจะเรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งฝรั่งเศสได้ถอนทัพออกไป ป้อมปืนนี้ก็ถูกทิ้งโดยถอดชิ้นส่วนออกจากกัน แต่ทหารเวียดนามก็ใช้ความสามารถในการซ่อมประกอบกลับและใช้ในการต่อสู้กับฝรั่งเศสในการรบอีกครั้ง

จากจุดชมวิวแคนนอนฟอร์ตเราจะได้เห็นหมู่บ้านลอยน้ำในระยะไกลจากที่นี่

 

จากนั้นเดินไปตามทางเล็กๆ เราก็จะได้เห็นป้อมปืนย่อยอีกหลายจุดและวิวอ่าวฮาลองเบย์ที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่มากมาย เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มสำหรับป้อมปืนก่อนจะลงมาเที่ยวชมชายหาดบนเกาะกั๊ตบาซึ่งชายหาดของเกาะกั๊ตโก จะค่อนข้างเงียบสงบ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นชาวยุโรปมาเป็นคู่รักฮันนีมูนเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่นิยมมาตั้งแคมป์เที่ยวในเขตอุทยานเพราะเกาะกั๊ตบาก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมีสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องอนุรักษ์

ฝนเริ่มตกปรอยๆ เป็นสัญญาณว่าพายุเริ่มเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆเราเดินทางกลับด้วยท่าเรือด่วนที่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง และเปลี่ยนโปรแกรมการเที่ยวที่เหลือไปยังเมืองฮาลอง ของที่ เพื่อเที่ยวชมไนต์มาร์เก็ตของที่นี่ ไนต์มาร์เก็ตเป็นตลาดกลางคืนแห่งเดียวของฮาลอง ตั้งในพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักเดินไม่เกิน 10 นาทีก็ดูของได้ทั่ว แต่ใช้เวลาต่อราคาค่อนข้างนาน มีสินค้าครบทุกชนิดที่ต้องการ แนะนำว่าใช้เงินไทยซื้อของที่นี่ได้เลย และควรต่อราคาให้ลดจากราคาที่แม่ค้าเสนอลงไปให้มากกว่าครึ่งหนึ่งก็จะได้ราคาสินค้าที่แท้จริง ถ้าไม่ได้ราคาที่ต้องการก็เดินออกมาเลยเดี๋ยวแม่ค้าจะให้ราคาที่ถูกจนคุณพอใจเอง ซึ่งน่าเสียดายอย่างหนึ่งว่าฝนตกเกือบตลอดทั้งวันทำให้เราพลาดเท่ยี วชมสะพานสายร้งุ คงมองเห็นได้แต่ไกลๆ ซึ่งก็ยังดูสวยงามน่าประทับใจอยู่ดี

จบทริปไฮฟองถึงฮาลอง ตั้งใจไว้เลยว่าถ้าจะเที่ยวที่นี่ต้องมาช่วงฤดูร้อนและหนาวเท่านั้น เราถึงจะเก็บความประทับใจได้อย่างเต็มที่เพราะการมาไฮฟองและฮาลองจะไม่สนุกเลยถ้าไม่ได้เที่ยวทางเรือ เที่ยวชมหมู่บ้าน

เกาะแก่ง และถ้ำต่าง ๆ ซึ่งเป็นไฮไลตฺ์ที่เราแนะนำว่าทุกคนไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวสถานที่อันน่าประทับใจแห่งนี้

ไนต์มาร์เก็ต ที่ฮาลอง

 

การขนถ่ายไม้ขึ้นเรือของชาวเกาะกั๊ตบา

 

ทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ฮาลอง

 

เรือประมงของของชาวเกาะกั๊ตบา

 

ทางเดินระหว่างเที่ยวชมแคนนอนฟอร์ต

 

ปีนใหญ่ขนาด 138 มม. ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

 

Mexico City…The city of Mexico

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/463768

Mexico City…The city of Mexico

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

พื้นที่ราบกว้างใหญ่ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,200 เมตร ถูกรายล้อมไปด้วยแนวเขาสูงและภูเขาไฟ เคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณกลางทะเลสาบที่ชื่อว่า เตนอชตีตลัน ซึ่งต่อมาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิสเปน และเรียกชื่อใหม่ว่า “เม็กฮิโก เตนอชตีตลัน” (Mexico Tenochtitlan) จนท้ายที่สุดก็เปลี่ยนมาเรียกว่า “เม็กซิโก ซิตี้” (Mexico City) เมืองหลวงของสหรัฐเม็กซิโก ดังเช่นทุกวันนี้

ประชากรกว่า 20 ล้านคน อาศัยอย่างหนาแน่นในเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีคนพูดภาษาสเปนมากที่สุดในโลก และยังขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค มีหลายฉายา ตามสถานการณ์และแคมเปญการเมือง ณ เวลานั้นๆ เช่น ในศตวรรษที่ 19 เคยเรียกที่นี่ว่า “เมืองแห่งปราสาทราชวัง” (The City of Palaces) ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก็เรียกชื่อใหม่ ตามสโลแกนของผู้ว่าฯ ในสมัยนั้นว่า “เมืองแห่งความหวัง” (City of Hope) ต่อมาก็เรียกฉายา “นครหลวงที่ไม่หยุดนิ่ง” (Capital of Movement) ตามคำขวัญของผู้ว่าฯ ท่านใหม่ในสมัยถัดมา

จนล่าสุดในปี 2013 ก็เปลี่ยนมาใช้สัญลักษณ์เป็นตัวย่อว่า “CDMX” ย่อมาจาก “ซิวด๊าด เด เม็กฮิโก” (Ciudad de Mexico) แต่อย่างไรก็ตาม คนเม็กซิกัน จะเรียกเมืองหลวงของตัวเองด้วยชื่อสั้นๆ ว่า “ดีเอฟ” ที่ย่อมาจากคำว่า “เฟ็ดเดอรัล ดิสตริก” (Federal Distric) หรือไม่เช่นนั้น ก็จะเรียกว่า “เม็กซิโก” เฉยๆ ก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า หมายถึงเมืองหลวง เม็กซิโก ซิตี้

ทรงผมหนุ่มเม็กซิกัน

 

คนเม็กซิกันที่อยู่ในเม็กซิโก ซิตี้ จะคล้ายกับคนไทยมาก คือกินง่าย อยู่ง่าย และเป็นคนมีน้ำใจ มีความโอภาปราศรัย แต่ที่ต่างกัน ก็เห็นจะเป็นเรื่อง “ความเนี้ยบ” ตัวอย่างเช่น รองเท้าที่ใส่ไปงานหรือไปนัดสำคัญ ถ้าจะให้ดูดี  ดูเนี้ยบ ต้องใส่รองเท้าหนัง และก็ต้องขัดให้เป็นเงาวาววับ ดังนั้น ในเม็กซิโก ซิตี้ จึงเต็มไปด้วยร้านขัดรองเท้าเคลื่อนที่

ส่วนทรงผมสำหรับหนุ่มเม็กซิกันนั้น ก็ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ คือจะใส่เจล ให้ดูเปียก และหวีเรียบ ให้เป็นทรงเรียบร้อย จนบางทีก็มีการแซวกันว่า ถ้าผมไม่เรียบ รองเท้าไม่มัน หนุ่มเม็กซิกันจะไม่ยอมออกจากบ้านกันเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความเป็นเม็กซิกัน นั่นก็คือเรื่องของอาหารการกิน ที่ต้องบอกว่า เราเข้าใจผิด มาตลอดเกี่ยวกับอาหารเม็กซิกัน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่ง อาจจะมาจากโฆษณาโทรทัศน์ ที่นำเสนอรูปคาวบอย ต้นตะบองเพชร และพริกเม็กซิกันชิลลี่ คนเลยคิดว่าไปเองว่าอาหารเม็กซิกันจะต้องเผ็ดจี๊ดจ๊าด แต่อันที่จริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะอาหารส่วนใหญ่ก็รสชาติจืดๆ เหมือนอาหารยุโรปนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเขามีพริกชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพริกที่เผ็ดที่สุด เรียกว่า “อาบาเนโร่” (Abanero Pepper)

ตอร์ติย่า แผ่นแป้งข้าวโพดที่รับประทานคู่กับอาหารเกือบทุกชนิด

 

หนึ่งในอาหารประจำชาติเม็กซิกัน เรียกว่า “ทาโก้” (Taco) คือเนื้อปรุงรสที่ห่อด้วยแผ่นแป้งข้าวโพด กลมๆ บางๆ ที่เรียกว่า “ตอร์ติย่า” (Tortilla) แล้วก็โรยด้วยหอมกับผักชีซอยเป็นชิ้นเล็กๆ เวลาจะรับประทานก็บีบมะนาวใส่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ใส่ซอสเผ็ดๆ พริก โดยทาโก้แต่ละแบบนั้น จะปรุงรสแตกต่างกันออกไป อาจจะใส่เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ผัก หรือ ชีส ก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องห่อด้วยแป้งตอร์ติย่า ต้องบีบมะนาว แล้วก็ต้องราดด้วยซอส จึงจะเป็นทาโก้ ในแบบฉบับเม็กซิกันแท้ๆ

ส่วนอาคารบ้านเรือนในเม็กซิโก ซิตี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ โดยกลุ่มแรก ก็คืออาคารเก่าแก่ ที่อยู่ในเขตเมืองเก่า (ใจกลางเมือง) กลุ่มที่สอง เป็นอาคารสูง ทันสมัย ราคาแพง  ตั้งอยู่ห่างเขตเมืองเก่าออกมา  ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ ชุมชนแออัดที่ตั้งอยู่ตามเนินเขา โดยบ้านเรือนเหล่านี้จะสร้างอยู่ติดกัน อย่างหนาแน่น เรียงรายและลดหลั่นกันไป ตามความลาดชันของเนินเขา ซึ่งบางพื้นที่ก็ถูกจัดว่าเป็นสลัม หรือพื้นที่เสื่อมโทรม

สาเหตุที่มีสลัมอยู่มาก ก็เพราะว่า คนจ่ายค่าที่อยู่อาศัยในเมืองไหว และจำนวนคนตกงานก็มีมาก ประกอบกับค่าแรงรายวันของก็ถูกมาก คือวันละ 72 เปโซ ในขณะที่ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ระดับกลางๆ ในเมือง ก็ตกประมาณ 8,000 เปโซ และราคาทาโก้จากร้านค้าข้างทาง หนึ่งชิ้นก็ประมาณ 15 เปโซแล้ว ซึ่งถ้าจะให้อิ่ม ก็ต้องกิน 2-3 ชิ้น นั่นเท่ากับว่า ต้องจ่ายประมาณ 50 เปโซต่อหนึ่งมื้ออาหารเลยทีเดียว จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ประชาชนธรรมดาทั่วไปจะสามารถจ่ายค่าอาศัยอยู่ในเมือง

ทาโก้ อาหารประจำชาติเม็กซิโก

 

อย่างไรก็ตาม การอาศัยในเม็กซิโก ซิตี้ ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ราคาถูกมาก อย่างเช่น รถไฟใต้ดินก็ประมาณ 5 เปโซ (ประมาณ 10 บาท) ตลอดสาย ถือเป็นระบบรถไฟใต้ดินที่ราคาค่าโดยสารต่ำที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ราคาค่าก๊าซและไฟฟ้าของที่นี่ ก็ค่อนข้างถูกเลยทีเดียว เพราะรัฐบาลกำหนดราคาให้ต่ำ เพื่อควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เกิดข้อดีก็คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างข้อจำกัดในการพัฒนาเช่นกัน เมื่อไม่มีการแข่งขันอย่างเสรี ก็ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพ และรัฐบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนไปตลอดกาล

แผนปฏิรูปพลังงานล่าสุด จึงมุ่งสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยพยายามกระจายแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าให้มีความหลากหลายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนควบคู่กันไปด้วย โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2024 จะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึงร้อยละ 35 และภายในปี 2050 จะต้องลดมลพิษให้ได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ซึ่งจะว่าไปแล้ว เรื่องของมลภาวะนั้น ก็เคยเป็นปัญหาใหญ่ของเม็กซิโก ซิตี้ และสามารถแก้ไขจนสำเร็จมาแล้ว (เฉพาะช่วงเวลาสั้นๆ ระยะหนึ่ง) โดยในช่วงปี 1990 เม็กซิโก ซิตี้ เคยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูง แต่ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ก็ลดมลพิษลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งมาตรการสำคัญคือ การปิดโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม การปรับเปลี่ยนชั่วโมงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงจราจรคับคั่งในชั่วโมงเร่งด่วน รวมทั้งกำหนดวันปลอดรถยนต์ 2 วัน/สัปดาห์

ร้านขัดรองเท้าที่มีอยู่ทั่วไปในเม็กซิโก ซิตี้

 

ส่วนปัญหามลพิษทางน้ำในเม็กซิโก ซิตี้นั้น ไม่ค่อยถูกกล่าวถึง ก็เพราะว่าเม็กซิโก ซิตี้ ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน ต้องอาศัยน้ำอุปโภคบริโภคจากเขื่อน และน้ำใต้ดิน ดังนั้น ปัญหาใหญ่จึงเป็นเรื่องการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง และปัญหาดินทรุดจากการสูบน้ำใต้ดิน และปัญหาน้ำท่วมขัง ในหน้าฝน เพราะเม็กซิโก ซิตี้ ตั้งอยู่ในหุบเขา ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล

อาจจะรู้สึกเหมือนว่า เม็กซิโก ซิตี้ เป็นเมืองที่ไม่ได้มีธรรมชาติโดดเด่น…เป็นเมืองที่ไร้ชายหาด ขาดแม่น้ำ!!!…เป็นเมืองที่รถติด มลพิษมาก!!!…เป็นเมืองที่ขาดน้ำแล้ง ช่วงหน้าร้อน แต่น้ำนอง ช่วงหน้าฝน !!!…และเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแสนแพง ค่าแรงแสนต่ำ!!!

ฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีเลย แต่เชื่อเถอะว่า ถามคนเม็กซิกันจะกี่คนต่อกี่คน ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ก็ยังอยากเข้ามาอยู่ที่เม็กซิโก ซิตี้อยู่ดี

 

มะละกา เหมือนนาฬิกาหยุดเดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/462704

มะละกา เหมือนนาฬิกาหยุดเดิน

โดย…พาแลง

ในวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราต่างคุ้นเคยกับชื่อช่องแคบมะละกา ที่มีความยาวกว่า 800 กิโลเมตร เพราะที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือที่สำคัญของดินแดนสุวรรณภูมิในอดีต กระทั่งชื่อของมะละกา (Malacca) โดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อยูเนสโกประกาศให้เมืองมะละกาและจอร์จทาวน์ในมาเลเซียเป็นมรดกโลก

มะละกาเป็นเมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ตราตรึงใจ สำหรับคนมาเลย์ถือว่าที่นี่เป็นหนึ่งเมืองประวัติศาสตร์สำคัญ ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายปรเมศวร (Parameswara) จากสุมาตรามาค้นพบเมืองแห่งนี้ เพราะเหตุการณ์ที่กระจงถูกฝูงหมาป่าทำร้าย แต่ต้องตายอย่างกล้าหาญ ทำให้เจ้าชายปรเมศวรติดตรึงใจและคิดสร้างเมืองใหม่ ณ สถานที่ซึ่งกระจงตาย นั่นคือบริเวณต้นมะขามป้อม ซึ่งภาษามาเลย์ก็คือมะละกานั่นเอง

 

เมืองนี้เติบโตจากชุมชนมลายูเป็นเมืองท่าริมทะเล ใน ค.ศ. 1409 จีนได้เริ่มเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับมะละกา และได้ทำการค้าขายกับมะละกาทางเรือสำเภา ของที่ขายในสมัยนั้นก็มีข้าว เครื่องเทศ ไม้หอม ชามกระเบื้อง เพชร พลอย และเครื่องประดับ เมื่อชาวจีนโพ้นทะเลได้อพยพเข้ามาประมาณ 500-600 ปีที่แล้ว จึงมีการแต่งงานระหว่างชาวมลายูและชาวจีน นี่เองจึงเป็นตำนานบาบ้า-ญวนย่า (Baba-Nyonya) ขึ้น โดยบาบ้า (ผู้ชาย) ส่วนใหญ่เป็นคนจีน ส่วนญวนย่า (ผู้หญิง) ส่วนใหญ่เป็นสาวพื้นเมืองมลายู

เนื่องจากช่องแคบมะละกาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญโดยมีเมืองมะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญโดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 15 มะละการุ่งเรืองมาก นั่นเป็นเหตุให้เมืองนี้เป็นที่หมายปองของจักรวรรดินิยม จนในที่สุดโปรตุเกสได้เดินทางเข้ามายึดครองใน ค.ศ. 1511-1641 โปรตุเกสได้สร้างเมืองใหม่ สร้างโบสถ์เซนต์ปอล สถานที่ราชการ ขึ้นมาแทนที่พระราชวังของสุลต่านมะละกา ที่ได้เผาทำลายไป และสร้างป้อมปราการ A’ Famosa (The Famous) เพื่อป้องกันการรุกรานจากชาติอื่น และโปรตุเกสครอบครองมะละกานาน 130 ปี

 

ต่อมาใน ค.ศ. 1640 ฮอลันดา (ประเทศฮอลแลนด์ในปัจจุบัน) ได้เข้ามาตีมะละกา เพื่อยึดต่อจากโปรตุเกส ท้ายที่สุดแล้วฮอลันดาก็เป็นฝ่ายชนะ ฮอลันดาได้สร้างสถานที่สำคัญไว้ในมะละกา ได้แก่ โบสถ์สีแดง (Christ church) ที่ Dutch Square ปัจจุบันโบสถ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมะละกา ชาติสุดท้ายที่ได้เข้ามาครอบครองมะละกาคืออังกฤษ เนื่องจากฮอลันดาแพ้สงครามต่อฝรั่งเศส จึงมอบมะละกาให้อังกฤษ เพื่อกันไม่ให้ฝรั่งเศสมาครอบครองมะละกา ดังนั้นเมืองแห่งนี้จึงแวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกผสมสถาปัตยกรรมตะวันออกสวยงามหลากหลาย

ในการเที่ยวชมรอบเมืองมะละกาสามารถเดินชมได้เพลินๆ ไม่รู้เบื่อ เริ่มต้นที่ใจกลางเมืองมะละกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของจัตุรัสดัตช์ หรือ Dutch Square เป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ตั้งแต่สมัยมะละกาถูกปกครองด้วยฮอลันดา (ฮอลแลนด์) สถานที่สำคัญ ได้แก่ โบสถ์คริสต์มะละกา (Christ Church Melaka) สร้างด้วยอิฐที่นำเข้ามาจากฮอลันดา แล้วฉาบด้วยดินสีแดงของมาเลเซีย โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1741 และเสร็จใน ค.ศ. 1753 รวมใช้เวลาสร้าง 12 ปี ส่วนน้ำพุหน้าโบสถ์ สร้างใน ค.ศ. 1904 ทำจากหินอ่อนสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 65 ปี ของพระราชินีวิกตอเรีย ประเทศอังกฤษ

 

ในขณะที่รอบน้ำพุก็เรียงรายไปด้วยรถสามล้อ (ถีบ) ที่แต่ละคันต่างตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสันพร้อมกางร่มกันแดด เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว ราคาค่าบริการจะอยู่ที่ 10-15 ริงกิต/รอบ/คัน นั่งได้ 2 คน หรือคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 40 ริงกิต

นอกจากป้อมเก่าแก่แล้ว ละแวกนี้ยังมีสิ่งชวนชมอีกหลายอย่าง อาทิ ตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ ที่ภายในจัดเก็บข้อมูลเหตุการณ์การประกาศอิสรภาพของชาวมาเลเซีย พระราชวังสุลต่านแห่งมะละกา (จำลอง) ที่ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนใครที่อยากชมอดีตและรู้จักกับความเป็นบาบ้า-ญวนย่าอย่างละเอียดต้องไปที่พิพิธภัณฑ์บาบ้า-ญวนย่า ในไชน่าทาวน์ บนถนน Jalan Tun Tan Cheng Lock ย่านไชน่าทาวน์เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา ทั้งอาคารบ้านเรือน วัด มัสยิด และวิถีชีวิตที่หลากหลาย แต่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวทางวัฒนธรรม

 

สิ่งชวนชมในมะละกายังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะเมืองนี้ยังมีของดีอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น จัตุรัสโปรตุเกส มัสยิด Tranquerah วัดจีนเก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย (Cheng Hoon Teng Temple) วัดซำปอกง พิพิธภัณฑ์ต่างๆ สวนสนุก สวนสัตว์อันหลากหลาย

นอกจากนี้ มะละกายังมีนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งสร้างเสร็จแค่ 2 เดือนกว่าๆ อย่างหอคอยมะละกา (Sky Tower) ที่มีความสูง 110 เมตร จุคนได้ 66 คน ที่แม้นั่งอยู่กับที่ก็สามารถชมวิวได้ 360 องศา เนื่องจากตัวหอคอยจะหมุนเป็นวงกลมเปลี่ยนมุมมองไปอย่างช้าๆ ทำให้สามารถมองเห็นตัวเมืองมะละกาได้รอบทิศทางทั้งเมืองเก่า เมืองใหม่ ท้องทะเล ช่องแคบมะละกา แม่น้ำมะละกา

 

 

 

 

 

 

เม็กซิโก…ดินแดนร้อยพันเรื่องราว Mexico…The land of thousand stories

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/462554

เม็กซิโก...ดินแดนร้อยพันเรื่องราว Mexico…The land of thousand stories

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เม็กซิโกเป็นหนึ่งในดินแดนเก่าแก่ที่สุดของทวีปอเมริกา เป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลก มานับพันๆ ปีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ก่อนที่จะมาเป็น สหรัฐเม็กซิโก อย่างเช่นทุกวันนี้

กว่าสามพันปีก่อน ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นแหล่งอารยธรรมของชาวพื้นเมืองหลายกลุ่ม โดยกลุ่มแรกที่เริ่มมีวัฒนธรรมเป็นรูปเป็นร่างเรียกว่า โอลเม็ก ต่อมาก็เป็นชนเผ่ามายาที่อยู่ทางตอนกลางค่อนลงไปทางใต้ ซึ่งมีอำนาจอยู่ประมาณปี ค.ศ. 200-ค.ศ. 900 นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มโตลเตก ที่ขึ้นมามีอำนาจในช่วงปี ค.ศ. 700 และตามมาด้วยพวกแอซเท็ก กลุ่มที่สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นทางตอนกลางของประเทศ อันที่เป็นตั้งของเม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบันนี้

แอซเท็ก เดินทางมาจากทางเหนือ และมาตั้งจักรวรรดิใหม่ที่เมืองเตนอชตีตลัน (เม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบัน) โดยพวกนี้เรียกตัวเองว่า เม็กซิก้า เป็นกลุ่มนักรบที่เก่งกล้าสามารถ มีความเชื่อในเทพเจ้า และมีประเพณีการบูชายัญ

การเดินขบวนเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ

 

ในสมัยของพระเจ้ามอกเตซูมาที่ 2กษัตริย์อัซเอกที่มีชื่อเสียงที่สุดของจักวรรดิเม็กซิก้า เมืองหลวงเตนอชตีตลัน ขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ จนมีประชากรมากถึง 3.5 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้น (สมัยนั้นยังไม่มีเมืองที่ประชากรอยู่ร่วมกันมากนับล้านๆ คนเหมือนในปัจจุบัน)

ความเชื่อในเทพเจ้า และตำนานโบราณของชาวแอซเท็ก เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ เมื่อ เอร์นันโด กอร์เตส คือนักสำรวจชาวสเปน ผู้ได้รับการยกย่องว่าพิชิตจักรวรรดิแอซเท็ก ซึ่งการจะพิชิตกองทัพแอซเท็กได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่โชคเข้าข้างกอร์เตส บังเอิญว่าลักษณะของเขาดันไปตรงกับกษัตริย์เทพเจ้าในตำนานของแอซเท็ก และปีที่กอร์เตสเดินทางมาถึง ก็ยังไปตรงกับคำทำนายว่าโบราณอีกด้วย ทำให้ชาวแอซเท็กไม่ได้ต่อต้าน แถมยังให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

อีก 2 ปีให้หลัง กองทัพสเปนนำโดย กอร์เตส ที่จับมือกับเผ่าตลัชกัลเตก ศัตรูตัวฉกาจของแอซเท็ก เข้าพิชิตเตนอชตีตลันได้อย่างง่ายดาย และเป็นอันจบสิ้นความยิ่งใหญ่ ของจักรวรรดิเม็กซิก้า และปิดตำนานความรุ่งเรืองของกรุงเตนอชตีตลัน ลงอย่างถาวร

แม้ว่าจะพิชิตแอซเท็กได้แล้ว สเปนก็ต้องใช้เวลาอีกร่วม 20 ปี เพื่อเข้ายึดครองดินแดนเม็กซิโก ให้ได้ทั้งหมด เนื่องจากเม็กซิโกมีพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล และมีชนพื้นเมืองอีกหลายกลุ่มที่ต่อต้าน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครต้านอำนาจกองทัพสเปนได้ ทำให้สเปนคุมได้ทั้งประเทศและเก็บเกี่ยวทรัพยากรไปได้อีก 300 ปี

กระบวนการเรียกร้องเอกราชเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1810 โดยเริ่มต้นจากนักบวชท่านหนึ่ง แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าสิบปี จึงขับไล่สเปนออกไปได้ และคืนเอกราชให้เม็กซิโกอีกครั้ง แต่ภายหลังจากได้รับเอกราชไม่นาน สงครามและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเองภายใน ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกร่วมศตวรรษ

เศรษฐกิจเติบโต สังคมพัฒนาแต่ไม่ทั่วถึง

 

ความขัดแย้งและมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำดำเนินไปตามสมัย แต่โชคดีเหลือเกิน ที่เศรษฐกิจของประเทศยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการค้นพบน้ำมันเป็นตัวแปรสำคัญที่นำรายได้มาสู่ประเทศ

ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกลับเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนรวยส่วนใหญ่ คือกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือไม่ก็เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐบาลในสมัยนั้นๆ

ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองที่สุด น่าจะเริ่มต้นประมาณปี ค.ศ. 1940 โดยการนำของประธานาธิบดี ลาซาโร การ์เดนัส เดล รีโอซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นยุค “มหัศจรรย์เม็กซิโก”  และยุคนี้เอง ก็มีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลเข้ายึดเอากิจการน้ำมันและเหมืองแร่จากบริษัทเอกชนต่างชาติ ที่มาลงทุนในเม็กซิโก แล้วตั้งบรรษัทพลังงานที่ชื่อว่า เปเม็กซ์  เข้ามาดูแลกิจการแทน แม้ว่าจะนำรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นสวัสดิการสังคม แต่ก็สร้างความขัดแย้งกับต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยมีกิจการอยู่ในเม็กซิโก

เมื่อตั้งบรรษัทพลังงานของตนเองขึ้นมาแล้ว ก็มีการกู้ยืมเงินจากต่างชาติมาเพิ่มการลงทุน แต่ก็ด้วยการบริหารจัดการเงินที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก หนี้สินจึงล้นพ้นตัว ประกอบกับภาวะน้ำมันล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำในช่วงปี ค.ศ. 1980 ส่งผลให้เศรษฐกิจของเม็กซิโกเข้าสู่วิกฤตในเวลาต่อมา แต่ด้วยความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเม็กซิโกจึงให้ความเคารพและเกรงใจสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ในยุคที่ราคาน้ำมันขึ้นสูงรัฐบาลจะมีงบประมาณมา ลด แลก แจก แถม ให้ประชาชนอยู่บ่อยครั้ง คนเม็กซิกันจึงมักจะต่อรอง และเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ จากรัฐบาลอยู่เป็นประจำ

ปัจจุบันนี้ คนเม็กซิกันจ่ายค่าน้ำมันอยู่ลิตรละประมาณ 15 เปโซ (ประมาณ 30 บาท) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ถูกนัก สำหรับประเทศที่มีกิจการน้ำมันเป็นของตนเอง

แต่ค่าไฟฟ้านั้นถือว่าค่อนข้างถูก ซึ่งปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีเชื้อเพลิงเป็นของตนเอง และอีกปัจจัยหนึ่งคือรัฐบาลต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมมีศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนซึ่งคอยสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับประเทศจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามาก

โดยในอดีตนั้นก็จะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก แต่ภายหลังก็มีการกระจายสัดส่วนมาใช้ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินมากขึ้น เพื่อเสถียรภาพทางด้านพลังงาน และลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

ชาวเม็กซิกันจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่ถูกกว่าความเป็นจริงมาก ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าในครัวเรือน หน่วยละประมาณหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ก็จะจ่ายถูกว่าอีกนิดหน่อย เพราะรัฐบาลช่วยอุดหนุนราคามาโดยตลอด แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเริ่มให้แล้วจะมายกเลิกภายหลังก็จะเป็นเรื่องยาก หลายครั้งที่รัฐบาลต้องการปรับราคาให้เป็นจริงก็จะถูกประท้วง และส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลได้

ซึ่งอันที่จริงจะว่าไปแล้ว เรื่องการประท้วงในประเทศเม็กซิโกนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ประเด็นการเดินขบวนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นการเรียกร้องและต่อรองสวัสดิการต่างๆ กับรัฐบาล ซึ่งการประท้วงจะไม่รุนแรงแต่ถ้าเป็นเรื่องการเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีสังหารหมู่นักศึกษา ที่เมืองตลาเตลอลโกในปี ค.ศ. 1968 ละก็ บรรยากาศจะตึงเครียดมาก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ตำรวจ และทหาร กราดกระสุนใส่กลุ่มนักศึกษาที่เดินขบวนต่อต้านรัฐบาล และกระทั่งปัจจุบัน เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่ได้สะสาง นักศึกษาและประชาชนจึงออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบแทบทุกปี อีกประเด็นหนึ่งที่มีการประท้วงกันบ่อยก็คือเรื่องการศึกษา แต่หัวข้อมักจะเป็นเรื่องของสวัสดิการครูเสียมากกว่า อย่างเช่นล่าสุด ก็มีการประท้วงจากบรรดาครูในรัฐวาฮาก้า ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ เนื่องจากบรรดาคุณครูไม่พอใจรัฐบาลที่กำลังจะกำหนดให้มีการสอบวัดคุณภาพครู หลายคนกังวลว่า หากสอบไม่ผ่านจะต้องตกงาน

เม็กซิโก ไม่ได้มีแต่เรื่องประวัติศาสตร์และการเมืองเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่เรื่องของวิถีชีวิตและสังคม ก็น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งถ้าอยากชมแบบครบทุกแง่มุม ก็ต้องติดตามทางสารคดีโทรทัศน์ โลก 360 องศา ทาง ททบ.5เวลา 21.20 น. เสาร์นี้

 

ความสุข เหนือ ใน และใต้น้ำ @ รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/461591

ความสุข เหนือ ใน และใต้น้ำ @ รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า

โดย…คาเอรุ

ในรีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า ของสิงคโปร์ นอกจากจะมีโรงแรมที่พักถึง 5 แห่ง ซึ่งรองรับผู้คนหลากกลุ่มหลายสไตล์ มีสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ มีร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ให้ไปตามล่ากันแล้ว ยังมีสถานที่ที่จะช่วยเติมความสุขให้ครอบครัวได้อีกหลายแห่ง โดยวันนี้เราจะพาไปสัมผัสความสุขแบบ เหนือ ใน และใต้น้ำกันเลยทีเดียว

เริ่มทอดน่องกันที่ ซีอะควาเรียม (S.E.A. Aquarium) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความจุน้ำกว่า 42.8 ล้านลิตร มีสัตว์น้ำให้ชมกว่า 1 แสนตัว จาก 800 สายพันธุ์ อย่างเช่น ปลาหมอทะเลยักษ์ ปลาฉลามกว่า 10 สายพันธุ์ ปลาขนาดใหญ่นานาชนิด และสัตว์น้ำมากมาย ทั้งยังสามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิตใต้ท้องทะเล ผ่านจอทัชสกรีนที่มีให้บริการในแต่ละโซน ตลอดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้

 

มาตื่นตาตื่นใจไปกับชีวิตใต้ท้องทะเลสุดแสนอัศจรรย์ ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่ Open Ocean Habitat ที่สามารถมองเห็นผ่านกระจกบานใหญ่ความยาว 36 เมตร สูง 8.3 เมตร เพลิดเพลินไปกับการชมชีวิตใต้น้ำของสัตว์น้ำนานาชนิด ปลาขนาดใหญ่ ปลาสีสวยหลากสายพันธุ์ ฉลามเสือดาว แสงสีใต้น้ำที่สวยงาม

ซีอะควาเรียม ประกอบด้วยโซนทั้งหมด 49 โซน โซนไฮไลต์ ก็มีโซน Shark Seas (ฉลามทะเล) ที่มีฉลามกว่า 100 ตัว จาก 12 สายพันธุ์ อาทิ ฉลามทราย (ชอบนอนทับกัน) ฉลามหูดำ ฉลามหัวค้อนหยัก (มองเห็นได้ 360 องศา) ฉลามสีเทา ฉลามเสือดาว เป็นต้น

 

โซน South China Sea (ทะเลจีนใต้) ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายพันธุ์ ภายใต้ระบบนิเวศทางน้ำนี้ อากาศร้อน มีทั้งป่าชายเลน สาหร่ายทะเล แนวปะการัง ทั้งยังมีถ้ำโขดหิน ที่เด็กๆ สามารถลอดเพื่อเข้าไปพบกับปลาไหลทะเลขนาดใหญ่ แถมได้เรียนรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ทะเล

โซน African Lake (ทะเลสาบแอฟริกา) ซึ่งแอฟริกาตะวันออกนับเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศมากที่สุดในภูมิภาค มีทะเลสาบน้ำจืด แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน ป่าพื้นที่ต่ำ ป่าที่มีต้นไม้สูง ที่เป็นที่อยู่อาศัยของพืชพรรณ และสัตว์ต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเรียนรู้วิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศนี้อย่างใกล้ชิด

 

มาถึงโซน Red Sea (ทะเลแดง) ที่น่านน้ำในเขตร้อนของทะเลแดงนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของปะการังทางเหนือสุดของโลก มีความเค็มมากกว่าทะเลปกติราว 4% และเป็นแหล่งดำน้ำลึกที่มีชื่อเสียง

โซน Californian Habitat (น่านน้ำแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งใต้น้ำมีสาหร่ายเคลป์ขึ้นเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นป่าใต้ท้องทะเล เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์หลากหลาย เช่น สัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ แมวน้ำ วาฬ สิงโตทะเล รวมทั้งนกชนิดต่างๆ

 

โซนขนาดใหญ่ Open Ocean (โอเพ่นโอเชียน) แกลเลอรี่ชิ้นงานโบแดงของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เป็นผนังกระจกขนาดยักษ์ใหญ่ติดอันดับโลก ด้วยความยาวถึง 36 เมตร สูง 8.3 เมตร หนา 70 เซนติเมตร น้ำหนักกว่า 2.5 แสนกิโลกรัม จุน้ำมากกว่า 18 ล้านลิตร เพลิดเพลินไปกับสัตว์น้ำกว่า 4 หมื่นตัว 120 สายพันธุ์ ท่ามกลางดนตรีคลาสสิกบรรเลงเพิ่มความอลังการ

โอเพ่นโอเชียน เหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์ เมื่อวกกลับมาอีกทาง ยังมีโซน Japanese Habitat (ระบบนิเวศญี่ปุ่น) ให้ได้ชมปูแมงมุมขนาดยักษ์ ที่สามารถยืดขาได้ยาวถึง 3 เมตร
ไอโซพอดยักษ์ สัตว์น้ำลึกตระกูลเดียวกับกุ้งปู ที่มักอาศัยในน้ำลึกเย็นจัดในน่านน้ำแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย

 

โซน Strait of Malacca and Andaman Sea (ช่องแคบมะละกาและทะเลอันดามัน) ที่มีสิ่งมีชีวิต พืชพรรณมากมาย ทั้งแนวปะการังที่สวยงาม มีป่าชายเลน และสาหร่ายทะเล ที่เด็กๆ จะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ทะเลน้ำตื้น พร้อมกล้องพิเศษเพื่อส่องดูสัตว์น้ำอย่างเพลิดเพลิน

โซน Discovery Touch Pool เปิดให้ได้เรียนรู้และสัมผัสกับปลาดาวและปลิงทะเลแบบตัวเป็นๆ ขณะที่โซน The Coral Garden (สวนปะการัง) ในรูปทรงกระบอกสูง 8 เมตร กว้าง 7 เมตร นอกจากปะการังสีสวยสดใสแล้วยังมีปลา 5,000 กว่าตัวจาก 110 สายพันธุ์

 

โซน Strait of Karimata and Java Sea (ช่องแคบการีมาตา ตอนใต้ของเกาะสุมาตรา และทะเลชวา) บ่อขนาดใหญ่ที่จำลองชีวิตสัตว์ใต้ท้องทะเลแถบเกาะสุมาตรา ตื่นตาตื่นใจไปกับเรืออับปางที่กลายเป็นที่อยู่อาศัยของปะการัง และสัตว์ใต้ท้องทะเล อย่างปลาค้างคาว เปลี่ยนรูปร่างและหน้าตาตามช่วงอายุ

(ซีอะควาเรียม รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า เปิดให้บริการวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-19.00 น. ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 32 เหรียญสิงคโปร์ เด็กอายุ 4-12 ปี และผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 22 เหรียญสิงคโปร์)

ชมสัตว์น้ำในพิพิธภัณฑ์สุดอลังการ เห็นทีว่าอยากจะลงน้ำแล้วสิ เดินมาใกล้ๆ กัน จะได้พบกับ เกาะโลมา (Dolphin Island) ซึ่งประกอบด้วยลากูนขนาดใหญ่ทั้งหมด 11 แห่งที่เชื่อมต่อกัน เป็นที่อยู่อาศัยของโลมาพันธุ์ปากขวดอินโดแปซิฟิกกว่า 20 ตัว

 

ว่ากันว่า ที่นี่มีการดูแลโลมาที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยมีทีมสัตวแพทย์สัตว์น้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์และการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ได้รับการฝึกฝน และมีประสบการณ์ระดับโลก ที่คอยดูแลโลมาตลอด 24 ชั่วโมง

บรรดาครูฝึกให้การดูแลโลมาอย่างพิถีพิถันผ่านองค์ความรู้ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านการเรียนการสอน การสำรวจ และการเล่น เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทั้งด้านสมอง ร่างกาย และจิตใจ อาทิ การสัมผัสทางกายกับครูฝึกและนักท่องเที่ยว การกระตุ้นพัฒนาการผ่านสื่อการเรียนการสอน เช่น โยนของ หรือทำให้จม การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับครูฝึกทำให้โลมามีสุขภาพกายและใจที่ดี

โลมาจะได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อโภชนาการที่ดี ซึ่งเป็นปลาแฮริ่ง ปลาเคปลิน และปลาหมึกคุณภาพดีที่สุดที่นำเข้ามาจากประเทศแคนาดา สหรัฐ และไอซ์แลนด์ โดยโลมาสามารถกินอาหารได้มากกว่า 160 กิโลกรัม/วัน

มาที่เกาะโลมา มีโปรแกรมอินเตอร์แอ็กทีฟที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์พิเศษ และได้สัมผัสกับโลมาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น Dolphin Discovery การสัมผัสโลมาในน้ำตื้น เหมาะสำหรับคนที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป และคนที่ว่ายน้ำไม่ได้ หลังจากฟังบรีฟแล้ว จะมีเวลาได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของโลมาสุดแสนน่ารักเหล่านี้ และสัมผัสโลมาอย่างใกล้ชิดตลอด 30 นาที ภายใต้การดูแลของครูฝึก โดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ (เด็กที่สูงต่ำกว่า 110 เซนติเมตร ต้องมีผู้ปกครองดูแล)

วันนั้นครูฝึกแนะนำให้รู้จักกับรักก้า โลมาแม่ลูกอ่อน พร้อมสอนวิธีสัมผัส และปฏิสัมพันธ์กับโลมาอย่างถูกต้อง แถมยังได้กอด หอมแก้ม และเต้นรำกับโลมาด้วย (รอบละ 1.30 ชั่วโมง (ในน้ำ 30 นาที) ราคา 98 เหรียญสิงคโปร์ เด็ก/ผู้อาวุโส 88 เหรียญสิงคโปร์)

 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Dolphin Encounter ที่สามารถใกล้ชิดกับโลมาได้โดยไม่ต้องลงน้ำ คือสัมผัสกับโลมาจากขอบลากูน (เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี จะต้องมีผู้ปกครองดูแล รอบละ 15 นาที ราคา 68 เหรียญสิงคโปร์ เด็ก/ผู้อาวุโส 58 เหรียญสิงคโปร์)

ขณะที่ Dolphin Adventure เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการผจญภัย โดยผู้ที่เข้าชมสามารถสัมผัสกับโลมาอย่างใกล้ชิดในน้ำลึก ผ่านการเกาะบอร์ดว่ายน้ำ โดยให้โลมาเป็นตัวดัน (เปิดให้บริการสองรอบต่อวัน รอบละ 1.30 ชั่วโมง (30 นาทีในน้ำ) แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และต้องมีความสูงอย่างน้อย 115 เซนติเมตร (ราคา 128 เหรียญสิงคโปร์ เด็ก/ผู้อาวุโส 118 เหรียญสิงคโปร์)

Dolphin Observer กิจกรรมพิเศษสำหรับเพื่อนๆ และครอบครัวของผู้ที่ซื้อบัตร Dolphin Discovery และ Dolphin Adventure ให้ได้รับชมการเล่นกับโลมาอย่างใกล้ชิด (ราคา 58 เหรียญสิงคโปร์ เด็ก/ผู้อาวุโส 48 เหรียญสิงคโปร์) และสุดท้าย Dolphin VIP กิจกรรมพิเศษสำหรับแพ็กเกจวีไอพี ที่จะได้สัมผัสกับโลมาเป็นการส่วนตัว น้ำตื้นหรือน้ำลึกเลือกได้ โดยสามารถพาครอบครัวและเพื่อนๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมได้ด้วย (รอบละ 1.30 ชั่วโมง (30 นาทีในน้ำ) ราคา 288 เหรียญสิงคโปร์ เด็ก/ผู้อาวุโส 278 เหรียญสิงคโปร์)

ข้อมูลเพิ่มเติม www.rwsentosa.com/th หรือตัวแทนจำหน่ายฯ Quality Express โทร. 1606 Asia Travel โทร. 02-677-6240

 

พีระมิดบนกลิ่นคาวเลือด แห่งเมโสอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/461479

พีระมิดบนกลิ่นคาวเลือด แห่งเมโสอเมริกา

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ฉบับที่แล้ว ได้แนะนำเรื่องราวความเป็นดินแดนอารยธรรมโลกของประเทศเม็กซิโกไปบ้างแล้ว ได้เห็นภาพประกอบไปบ้างแล้ว คงพอนึกภาพออกแล้วว่า พีระมิดของโลกตะวันตกฝั่งอเมริกาแตกต่างจากพีระมิดอียิปต์ที่เราคุ้นเคยอย่างไรบ้าง ความน่าสนใจคือ ยุคนั้นเป็นยุคหิน ที่ยังไม่รู้จักการใช้ล้อลาก ยังไม่รู้จักการถลุงแร่ และยังไม่รู้จักการใช้เครื่องทุ่นแรง แต่ชนเผ่าพื้นเมืองเหล่านั้น ทั้งตัด ทั้งย้าย ทั้งยก และทั้งสร้างพีระมิดอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

ความเชื่อในเทพเจ้า คือ แรงผลักดันให้มนุษย์ทำอะไรได้เกินคาดจริงหรือไม่ หรือมนุษย์ผู้ก่อสร้าง จงใจสื่อสารให้คนทั่วไป เชื่อว่าเทพเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น เพราะภาพสลักและภาพเขียนโบราณบอกเล่าว่า ชนเผ่าในยุคนั้น ต่างเชื่อและศรัทธาในเทพเจ้าและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ถึงขนาดมีการฆ่า การบูชายัญกันเลยทีเดียว

ความเชื่อเหล่านั้น เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมในยุคก่อนคริสตกาล ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าจะมองกันที่ข้อดีก่อน เราก็จะเห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่ขึ้นได้ และความเชื่อเหล่านั้น นำไปสู่การพัฒนางานฝีมือและงานศิลปะหลากแขนง รวมทั้งความเชื่อเหล่านั้นเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาพยายามเอาชนะเงื่อนไขธรรมชาติหลายๆ อย่าง แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อในเทพเจ้าก็นำพาพวกเขาไปสู่การรบราฆ่าฟัน การสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ และการตัดสินใจที่ผิดพลาด

ภาพสลักหัวกะโหลกที่เชื่อว่าจำลองมาจากสถานการณ์จริงในสมัยนั้น

 

ชนเผ่าแอซเทค (Aztec) ที่เป็นเจ้าของเดิมของเม็กซิโกซิตี้ ต้องเสียแผ่นดินให้กับกองทัพสเปน ก็เพราะความเชื่อที่ว่านี่แหละ ว่ากันว่าในสมัยที่นักสำรวจชาวสเปนเข้ามาถึงเตนอชตีตลัน (Tenochtitlan) เมืองหลวงของแอซเทค ก็ได้รับการต้อนรับและเทิดทูนในฐานะนักรบกษัตริย์ในตำนาน เพราะชาวสเปนท่านนั้น บังเอิญมีลักษณะตรงกับคำทำนายตามความเชื่อโบราณ หลังจากเจ้าบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ผ่านไปอีกประมาณ 2 ปี อาณาจักรแอซเทคก็ล่มสลายลง ด้วยกองทัพสเปนที่ร่วมมือกับอีกชนเผ่าหนึ่งที่เป็นศัตรูกับแอซเทค ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมกองทัพสเปนจึงล่วงรู้ความลับและเข้าใจจุดอ่อนของแอซเทคได้หมดไส้หมดพุงขนาดนั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันว่า พวกเขาเชื่อในเทพเจ้าคือเรื่องที่ชาวแอซเทคเลือกที่จะตั้งเมืองบนเกาะเล็กๆ ในทะเลสาบ เหตุเพียงเพราะเทพเจ้าบัญชาว่า พวกเขาต้องเดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจออินทรีที่กำลังจิกงูบนต้นกระบองเพชร และเมื่อภาพนั้นปรากฏที่ใด ก็ให้ตั้งเมืองใหม่เสียตรงนั้น แต่บังเอิญว่าต้นกระบองเพชรต้นนั้น ดันไปอยู่กลางทะเลสาบ ดังนั้น เมืองเตนอชตีตลัน (เม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบัน) จึงเป็นเมืองที่เกิดขึ้นบนทะเลสาบ

ดินแดนเก่าแก่ในพื้นที่ของประเทศเม็กซิโกอีกหลายแห่งยังมีตำนานความเชื่อ และหลักฐานการบูชาเทพเจ้า ให้เห็นอยู่อย่างเช่น เมืองเตโอติอัวกัน (Teotihuacan) นครลึกลับกลางหุบเขา ที่สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าชนชาติใดเป็นผู้สร้าง แต่ก็มีหลักฐานความยิ่งใหญ่ และมั่งคั่ง หลงเหลืออยู่ให้นักโบราณคดีได้แกะรอย

ซิโนเต บ่อน้ำลึก ที่ในอดีตเคยใช้เป็นที่บูชายัญ

 

เตโอติอัวกันตั้งอยู่ในหุบเขาและมั่งคั่งได้อย่างไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งน้ำ และแหล่งเพาะปลูก อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเลือกตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยนั้น แต่ก็เดากันว่า เหตุผลหลักในการตั้งเมือง คงเกิดจากบัญชาขององค์เทวะกษัตริย์ ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนในยุคนั้น และในขณะเดียวกันการล่มสลายลงของเตโอติอัวกันก็อาจเกิดจากการเผาทำลายป่า เพื่อเอาไม้มาใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการทำปูนฉาบ เพื่อเขียนลายผนัง อันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการบูชาเทพเจ้า

ภาพเขียนการบูชายัญปรากฏอยู่แทบจะทุกอาณาจักรในกลุ่มเมโสอเมริกา ซึ่งสื่อถึงความเชื่อในเทพเจ้า และความเชื่อที่ว่า ยิ่งเทพเจ้าของพวกเจ้าได้เสพเลือดมากเท่าใด ก็จะยิ่งพึงพอใจ และประทานความเจริญให้แก่พวกเขา

ที่ชิเชน อิทซา (Chichen Itza) พีระมิดขึ้นชื่อที่สุดของชาวมายา มีแท่นหินที่เรียกว่าบัลลังก์เสือจากัวร์ เป็นรูปสลักของเทพเจ้าชาคมุล (Chakmool) ที่นอนเอนกายถือถาดอยู่เหนือท้อง ซึ่งเชื่อกันว่าถาดดังกล่าวมีไว้สำหรับใส่หัวใจเหยื่อที่ถูกควักออกมาใช้บูชายัญ

ภาพสลักนักรบโบราณที่ลากศพเหยื่อมาเพื่อสังเวยชัยชนะ

 

อีกหลายมุมของเมืองเก่ามายา ปรากฏภาพหลักหัวกะโหลก ภาพเขียนไม่น้อยที่แสดงการเข่นฆ่าศัตรู หรือสังเวยชีวิตเหยื่อ เพื่อเป้าหมายคือ ความพึงพอใจของเทพเจ้า

เหยื่อที่ใช้บูชายัญอาจแตกต่างกันออกไป บางเทพเจ้าก็บูชาด้วยเลือด ด้วยหัวใจของเหยื่อ บางเทพเจ้าก็ต้องสังเวยด้วยศีรษะ และบางเทพเจ้าก็บูชาด้วยหญิงพรหมจรรย์ แต่ที่น่าใจหายที่สุดคือ มีการสังเวยด้วยชีวิตเด็กเล็ก ที่หย่อนลงไปในหลุมยุบขนาดใหญ่ เรียกว่า ซิโนเต (Cenote) ซึ่งซิโนเตที่ว่านี้ คือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับธารน้ำใต้ดิน ดังนั้นหลุมจึงลึกมาก และเดาว่า เมื่อโยนเหยื่อลงไปในบ่อก็จะจมหายลง และถูกกระแสน้ำใต้ดินพัดพาไปที่อื่น คนสมัยนั้นจึงเข้าใจว่าเทพเจ้าได้รับเอาร่างของเด็กน้อย ผู้เป็นเครื่องสังเวยไปเรียบร้อยแล้ว

เรื่องราวความน่าสนใจของอารยธรรมเก่าแก่ในเม็กซิโก ยังมีมุมอื่นๆ ให้ได้เรียนรู้กันต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า ความเชื่อและศรัทธาในเทพเจ้า คือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมในยุคนั้น ที่ทำให้พวกเขากล้าเอาชนะกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้ว่า ความศรัทธาและความเชื่อในเทพเจ้าของพวกเขาก็แฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และซากศพของเหยื่อที่ถูกบูชายัญ อยู่ภายใต้พีระมิดที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเหล่านั้น

 

ดิษย์ดนัย ชนารัศมิ์นภปภา Biker on the Way

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/461476

ดิษย์ดนัย ชนารัศมิ์นภปภา Biker on the Way

โดย…รอนแรม

เขาเกิดในครอบครัวธุรกิจโลจิสติกส์ แต่ด้วยนิสัยรักการเดินทางและความหลงใหลรถมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ เชย์-ดิษย์ดนัย ชนารัศมิ์นภปภา จึงแยกตัวออกมาทำตามฝันด้วยการเป็นพิธีกรรายการ Biker on the Way เดินทางไปบนฮาร์เลย์คู่ใจในเส้นทางที่ไกลที่สุดในชีวิต

ขี่ฮาร์เลย์ไปดูเมอร์ไลออน

“ผมชอบมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ ผมชอบเสียงเครื่องยนต์ ผมชอบไลฟ์สไตล์ในการแต่งตัว คันแรกผมเก็บเงินซื้อตอนเรียนอยู่ปริญญาตรี ต้องแอบแม่ซื้อด้วย (หัวเราะ)” เขากล่าว

ล่าสุดเขาได้ขี่ไปทริปที่ยาวที่สุดในชีวิต คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เดินทางคนเดียวข้าม 3 ประเทศ ใช้เวลาทั้งหมด 11 วัน วันแรกเขาขี่ลงใต้ไปค้างคืนที่หาดใหญ่ท่ามกลางฝนและสภาพถนนที่กำลังทำทาง พอไปถึงได้ส่งรถเข้าศูนย์เช็กสภาพก่อนข้ามประเทศ แต่ได้พบกับปัญหาลูกปืนแตก

 

จากนั้นเขาได้นัดเจอเพื่อนชาวสยามในมาเลเซียเพื่อช่วยประสานงานเรื่องการขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศ เมื่อข้ามไปได้ ได้หยุดพักแรมที่มาเลเซีย 2 คืน โดยคืนสุดท้ายพักที่เมืองโจโฮ แต่ก่อนที่จะได้ไปต่อ เขาได้เจอปัญหาใหม่และใหญ่กว่าเดิม

“อาการเดิมกลับมา ลูกปืนแตกไปต่อไม่ได้ แต่โชคดีเจอพี่ณรงค์ ชาวสยามที่อยู่ในโจโฮช่วยประสานพาผมไปหาช่าง พอซ่อมเสร็จผมดีใจมาก คิดว่าคืนนี้จะได้เข้าสิงคโปร์แล้ว จากนั้น 2 ทุ่มครึ่ง ผมขี่ไปที่ด่านเกิดปัญหาอีก ผมเข้าสิงคโปร์ไม่ได้ เพราะกฎหมายสิงคโปร์เปลี่ยนใหม่จากที่นำเอกสารไปทำที่ด่านได้เลย ปรากฏว่าทำไม่ได้ ต้องทำอินชัวรันส์ (ประกันการเดินทาง) ในประเทศสิงคโปร์ และนำอินชัวรันส์นั้นมาทำออโต้พาส ซึ่งเป็นบัตรอนุญาตใช้รถให้วิ่งในประเทศเขา สรุปแล้วผมต้องกลับมานอนที่โจโฮอีกคืน และต้องรบกวนพี่ภพ ชาวสยามในสิงคโปร์มารับผมที่ด่านตอนเช้า เพื่อพาผมเข้าไปทำอินชัวรันส์ในสิงคโปร์แล้วกลับมาทำเรื่องที่ด่านอีกที”

การเดินทางข้ามประเทศไปยังสิงคโปร์ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะหนึ่ง ข้อมูลอัพเดทในอินเทอร์เน็ตไม่มี ทำให้เตรียมตัวเตรียมเอกสารได้ยาก สอง ไม่ค่อยมีคนขี่หรือขับรถข้ามจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ทำให้บริษัทประกันไม่มาเปิดที่ด่าน และสาม หากไม่มีคนรู้จักในสิงคโปร์จะยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะจะไม่มีใครช่วยเหลือในการเข้าไปทำประกันในประเทศ

 

“ผมนับถือน้ำใจคนสยามที่มาเลย์และที่สิงคโปร์มาก ผมเป็นแค่นักเดินทาง ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติ แต่พวกเขาช่วยเหลือเหมือนผมเป็นคนสำคัญทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน เขาบอกว่า เขาเห็นความมุ่งมั่นความตั้งใจของผมที่ขี่รถข้ามประเทศมาคนเดียว เขาเลยอยากให้ผมประสบความสำเร็จ เขาเลยช่วย”

การขับขี่รถในประเทศสิงคโปร์ต้องทำตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับราคาแพง ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่สิงคโปร์ 3 วัน เขาได้ไปดูการแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน และขับรถเที่ยวรอบสิงคโปร์ 3 วันเต็ม จนกระทั่งขากลับก่อนออกนอกประเทศ เขาไม่วายเจออีกปัญหา เขาตั้งใจที่จะไม่ออกจากประเทศตามเวลาที่กำหนด เพราะอยากทราบว่าถ้าช้าไป 1 วันจะเกิดอะไรขึ้น และแน่นอนว่าปัญหาเกิดขึ้นจริงๆ เขาต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงออกมาช้ากว่ากำหนดที่แจ้งไว้ ซึ่งถ้าคำชี้แจงไม่สมเหตุสมผล เขาอาจต้องเสียค่าปรับ หรือรุนแรงถึงขั้นทะเบียนรถติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศอีกก็เป็นได้

ชาวสยาม

ขากลับเชย์แวะค้างแรมที่รัฐเประ บ้านไทเปง ประเทศมาเลเซีย หมู่บ้านที่มีชาวสยามอาศัยอยู่ 9 หลังคาเรือน ซึ่งเขาได้ให้ข้อมูลว่า ในมาเลเซียมี 4 ชาติพันธุ์หลักๆ ได้แก่ แขกมาเลเซีย จีน อินเดีย และคนสยาม ซึ่งคนอินเดียในแหลมมลายูเป็นชนชั้นแรงงานชนชั้นล่างที่สุด ตรงกันข้ามกับแขกมาเลเซียที่เป็นชนชั้นสูง และมักจะได้สิทธิพิเศษเหนือใคร ส่วนชาวสยามนั้น พวกเขาเป็นคนไทยที่ครั้งหนึ่งดินแดนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม ก่อนจะถูกแบ่งแยกตามข้อตกลงในสนธิสัญญา ซึ่งแม้ว่าดินแดนจะถูกเปลี่ยนชื่อไป พวกเขาก็ยังมั่นคงเป็นคนสยามจนถึงทุกวันนี้ พวกเขายังพูดภาษาไทยโดยใช้คำโบราณ ยังปลูกข้าว ปลูกผัก ล่าสัตว์ประทังชีวิต และยังนับถือศาสนาพุทธตามแต่เดิมที่เคยทำมา

 

“เขาพูดกับผมว่า เขารักแผ่นดินไทย เขารักในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เขาไม่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินไทย เขาเสียใจที่เวลามาเมืองไทยแล้วคนไทยมองเขาว่าเป็นไทย-มาเลเซีย เขาอยากให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติ อยากให้มองว่าเขาเป็นคนสยาม เขาแค่อยากได้รับการยอมรับจากคนไทย” ชาวสยามฝากเขามาบอกเช่นนี้

ประเทศไทย

เชย์ขี่ฮาร์เลย์ตะลอนทั่วประเทศไทย โดยเขาได้ยกตัวอย่างถนนที่เหล่าไบเกอร์ต้องห้ามพลาดอย่างเส้นเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน เส้นเชียงราย หรือเส้นเลียบแม่น้ำโขงทางภาคอีสาน

“มอเตอร์ไซค์ของผมไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่มันคือชีวิต มันได้พาผมไปเจอความหมายของคำว่ามนุษย์ ไปเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และที่สำคัญคือ ผมได้ไปเจอมิตรภาพใหม่ๆ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าชีวิตบนสองล้อจะเสี่ยงและเกือบทำให้เขาสิ้นลมหายใจ แต่เขากลับมองว่า มันคือตัวเตือนสติที่ทำให้เขามีสมาธิ และมีสติตลอดเวลาบนมอเตอร์ไซค์

 

โลกของเชย์

ถ้ามีโลกของตัวเอง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร เชย์ ตอบว่า อยากให้โลกของเขามีแต่คนที่มีความสุข

“ผมอยากให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง อย่าให้คนอื่นมากำหนดทิศทางชีวิต ไม่ยึดติด ไม่ตกเป็นทาสใครหรือสิ่งใด เป็นคนที่มีเหตุผล รักความถูกต้อง และมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเป็นความสุข ไม่ใช่เงินหรืออำนาจชื่อเสียงจอมปลอม” เขากล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามชีวิตบนสองล้อของหนุ่มเชย์ได้ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Disdanai Chanaratnaphapapha

 

สะพานธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/460704

สะพานธรรมชาติ

โดย…ชะรอยนวล

อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสะพานซึ่งสวยงามที่สุดในโลก สำหรับสะพานทาเบียต (แปลว่าธรรมชาติ) ในเตหะราน ประเทศอิหร่าน

สะพานโค้งมีความยาว 270 เมตร นับเป็นสะพานสำหรับคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่าน สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อ 2 สวนสาธารณะซึ่งอยู่คนละฝั่งถนนหลวง นอกจากเป็นทางเดินแล้ว ยังมีพื้นที่นั่งเล่นชมวิว และมุมถ่ายภาพสวยๆ สะพานนี้ได้รับรางวัล Aga Khan ในสาขาสถาปัตยกรรม ฝีมือการออกแบบโดย เลลา อะราเคียน สร้างโดยบริษัท โนซาซิ อับบาซาแบด ก่อนจะกลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมของชาวเมือง ตั้งแต่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2014

 

ฝันลึกสุดหยั่งกลางกรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/460702

ฝันลึกสุดหยั่งกลางกรุงโรม

โดย…ชะรอยนวล

เพราะโลกเปลี่ยนไป จึงทำให้เนื้อหา วิธีการนำเสนอและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันเมื่อศิลปะ การออกแบบ และการวิจัยทางเทคโนโลยี ทั้งหมดมาผสมผสาน จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานสุดล้ำ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมงาน Deep Dream _Act II ของ NONE ซึ่งจัดขึ้นที่อาร์ตแกลเลอรี่ชื่อ มาโคร กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีผู้ชมจะเหมือนกับตัวเองยืนอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างความจริงกับจินตนาการ ราวกับได้หลุดเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่ล้อมรอบด้วยข้อมูลที่ไหลพรั่งพรูราวเป็นสายน้ำ เป็นโลกแห่งความฝันในยุคดิจิทัลอันลึกสุดหยั่ง