นกโรงปูนลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419936

นกโรงปูนลำปาง

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

หลายปีก่อน ผมเคยทึ่งๆ กับภาพนกที่ลงกินและอาบบ่อน้ำนก ภายในโรงปูนลำปางเอสซีจี จนต้องปรึกษากับเพื่อนๆ กลุ่มดูนกเดียวกันให้วุ่น ทำไงดี ถึงจะได้ไปถ่ายนกโรงปูนบ้าง แบบว่าเริ่มไม่ถูก ต้องติดต่อไปที่ใคร อย่างไร?

จนเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มุดเข้าไปในบังไพรหมายเลข 6 ของโรงปูนลำปาง ฝันของผมเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว

ภายใต้การจัดการของคุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ผมได้มาเดินปร๋อในพื้นที่โรงปูนลำปางอันเต็มไปด้วยป่าร่มครึ้ม แทรกไปกับส่วนของโรงงานผลิตปูนซีเมนต์อย่างกลมกลืน โดยมีคีย์แมนคนสำคัญรอต้อนรับ คือคุณบวร วรรณศรี วิศวกรระเบิดภูเขา ผู้พลิกบทบาทมาเป็นคนฟื้นฟูป่า ตลอดจนเก็บข้อมูลนกและสัตว์ป่าในพื้นที่โรงปูนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ตัวคุณบวรเองก็จัดเป็นช่างภาพนกฝีมือดีคนหนึ่งด้วย

บ่อน้ำนกที่สร้างไว้ถึง 8 แห่ง ล้วนเป็นดีไซน์ของคุณบวร เห็นปุ๊บก็สัมผัสได้ปั๊บถึงการออกแบบที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะตัวบ่อน้ำนก หรือเพิงบังไพร

 

เริ่มจากตัวบ่อ ทุกบ่อจะเป็นระบบน้ำหยดตลอด 24 ชั่วโมง คุณบวรต่อท่อมาถึงที่ แล้วเปิดให้น้ำหยดติ๋งๆ จากปลายสายยางเส้นเล็ก เริ่มจากหยดใส่กิ่งไม้ที่รองรับด้านล่าง แล้วค่อยหยดลงสู่ตัวบ่อ ระบบนี้นอกจากช่วยไม่ให้ต้องมาคอยเติมน้ำแล้ว ว่ากันว่า น้ำหยดมีความชุ่มฉ่ำดึงดูดพวกนก เหนือกว่าน้ำนิ่ง

ที่ตั้งของบ่อก็อยู่ในตำแหน่งที่แสงส่องดี ถ่ายรูปง่าย ต่างจากบ่อน้ำนกแถวแก่งกระจาน จะซุกอยู่ใต้ร่มป่ามืดครึ้ม ตามสูตรของชาวบ้านที่นั่น

ส่วนบังไพร ผนังเป็นผ้าสะแลนสีดำ แล้วทับด้วยตับหญ้าแห้ง เนียนยิ่งกว่าเนียน แถมกันแสงแดดและความร้อนได้ดีกว่าสะแลนเปล่าๆ ส่วนภายในถือว่าเด็ดขาดชนะเลิศ เพราะเป็นแคร่ไม้ไผ่อย่างดีให้นั่งถ่ายรูป เกิดง่วงขึ้นมาก็เอนหลังงีบบนแคร่ได้เลย (ซึ่งผมก็ทดสอบ “การงีบ” บนแคร่สวรรค์นี้เรียบร้อยแล้ว ผลก็คือกรนสนั่นไม่เกรงใจนก 555)

สะดวกสบาย ดีไปโม้ดแบบนี้ ผมบอกตัวเอง ต้องกลับมาเยือนโรงปูนลำปางอีกครั้งอย่างแน่นอน

 

ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419934

ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ช่วงที่มีวิวาทะเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง พอดีผมกำลังสนใจเรื่องวัดภู เมืองจำปาสัก ประเทศ สปป.ลาว เห็นความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง

เมื่อพูดถึงวัดภูคนทั่วไปมักจะนึกปราสาทหินศิลปะเขมรโบราณขนาดใหญ่ที่เชิงเขา ปราสาทแห่งนี้ยังใช้การอยู่ในฐานะวัดทางพุทธศาสนาแต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งของวัดภูที่นักท่องเที่ยวมักนึกไม่ถึง คือ ส่วนที่เรียกว่า “ลิงคบรรพต” หรือภูเขารูปลึงค์ ซึ่งเป็นหัวใจของวัดภูไม่ใช่ตัวปราสาท

ภูเขารูปลึงค์ ก็คือ ภูเก้า ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังปราสาทหิน บนยอดเขามีศิวลึงค์ธรรมชาติ (หรือลึงค์ที่เกิดเองเรียกว่า สวยัมภูลึงค์) ตั้งอยู่เป็นหินก้อนใหญ่สูงตระหง่าน คนสมัยก่อนมองไกลๆ นึกว่าเป็นสัญลักษณ์พระอิศวรเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ แต่คนปัจจุบันมองเห็นเป็นหัวจุกปทุมถัน เรียกว่าหัวนมสาว

ยอดภูเก้าร้อยวันพันปีไม่มีใครขึ้นไป มีแต่นักโบราณคดีขึ้นไปเก็บวัตถุโบราณลงมารักษาไว้ ผมเองสงสัยมานานว่าข้างบนเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมันดูยิ่งใหญ่ลี้ลับชวนให้น่าค้นหาจริงๆ จนได้อ่านบันทึกการเดินทางของคุณ Willard Van De Bogart ที่เคยขึ้นไปพร้อมคณะสำรวจของทางการลาวเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน การขึ้นไปยอดภูเก้าใช้เวลา 9 ชั่วโมง และต้องค้างคืนข้างบน กว่าจะไปถึงยอดต้องใช้แรงกายพอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงจะพบหินตั้งธรรมชาติขนาดมหึมา ซึ่งคุณ Van De Bogart บอกว่าน่าจะเป็นสุดยอดของสวยัมภูลึงค์เพราะมันใหญ่จริงๆ ชาวบ้านยังเล่าว่ามีหินรูปวัวอุสุภราชนั่งเฝ้าพระเป็นเจ้าอยู่ แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน

ภูเก้ามีความสำคัญมาก บันทึกสมัยราชวงศ์สุยบรรยายว่า มีการตรึงกำลังทหารหนึ่งพันคนเฝ้ารักษายอดเขาไว้ แสดงว่าห้ามคนขึ้นไปเล่นๆ คุณ Van De Bogart บอกว่า ภูเก้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จริงแล้วไม่ควรขึ้นไป ควรจะทำประทักษิณรอบๆ ภูมากกว่า และรู้สึกสับสนว่าการขึ้นไปภูเก้าเป็นที่เหมาะสมหรือไม่ จนกระทั่งคุยเรื่องนี้กับนักโบราณอิตาเลียนเธอบอกอย่างตกใจว่า “เขาห้ามขึ้นไปลิงคบรรพตนะ” เท่านั้นแหละเขารู้สึกผิดเสียเต็มประดา และกังวลว่าในอนาคตไม่ควรจะมีการเปลี่ยนภูเก้าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะจะเสื่อมมนตร์ขลัง

กลับมาดูภูกระดึง ที่นี่ไม่มีสวยัมภูลึงค์ ไม่มีปราสาทหิน ไม่ได้เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเจินล่า (เศรษฐปุระ) เหมือนวัดภู (เก้า) แต่มีความอัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมาย และก่อนที่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่าภูกระดึงเป็นสัปปายะสถาน ครูบาอาจารย์หลายท่านมักเดินทางไปที่นี่และมีประสบการณ์ทางจิตมากมาย เรียกเป็น “แดนเนรมิต” ของนักปฏิบัติสายพุทธก็ว่าได้

ตอนนี้ภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน แม้ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางศาสนาจะหายไปบ้าง แต่ตอนนี้ควรสนใจ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางนิเวศวิทยามากกว่า ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างกระเช้าอย่างเดียว อยู่ที่จำนวนคนบนนั้นด้วย ภูกระดึงเหมือนจะแข็งแกร่งแต่จริงๆ แล้วเปราะบางพอสมควร ยังดีที่ปีหนึ่งๆ ปิดไปหลายเดือนให้พักฟื้น

ดังนั้น ก่อนที่จะสร้างกระเช้าผมว่าควรพูดถึงการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวกันจะดีกว่า

 

แบกเป้เที่ยวป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419840

แบกเป้เที่ยวป่า

โดย…สมแขก ภาพ… เฟซบุ๊กกลุ่มแบกเป้เที่ยวป่า

หากถามนักเดินทางท่องป่าว่าหากให้เลือกเวลาที่สวยและประทับใจที่สุดคือเวลาใด หลายคนคงเลือกไม่ถูกระหว่างแสงยามเช้าที่สาดสีทองให้ต้นหญ้ากับเวลาที่ตะวันค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขาในยามเย็น หรือสีเขียวขจีของผืนป่าที่ผ่านตาระหว่างเดินทาง เพราะทุกข้อล้วนเป็นความงามที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ได้ดื่มด่ำความสุขและสูดโอโซนให้เต็มปอด ยังไม่นับว่าดวงดาวบนฟ้าจะสวยเป็นพิเศษหากเรานอนมองท่ามกลางผืนป่าและเพื่อนคอเดียวกัน

 

มีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจกลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันออกเดินทางด้วยความรักที่มีต่อผืนป่า เพื่อเสาะหาเส้นทางแสนโรแมนติกระหว่างพระอาทิตย์ ดวงดาว และต้นไม้ ในชื่อกลุ่ม “แบกเป้เที่ยวป่า” ซึ่ง ธานินทร์ นิยม ผู้ดูแลกลุ่ม เล่าถึงที่มาและจุดประสงค์ของกลุ่มว่า “คือเดิมเลยผมสร้างกลุ่ม ‘แบกเป้เที่ยว’ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกเยอะมาก แต่เดิมผมหวังว่าจะรวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ ที่เดินทางเที่ยวกันอยู่ประจำโดยเฉพาะแนวเดินป่ามาแบ่งปันประสบการณ์กันนะครับ แต่หลังๆ มีสมาชิกมาร่วมเดินทางหลากหลายมาก มาทุกแนวการเดินทาง ผมเห็นว่ามีประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่ๆ ได้ออกเดินทางกัน แม้จะเดินทางด้วยตัวเอง เดินทางคนเดียว เดินทางเป็นกลุ่ม ก็เข้ามาหาข้อมูล แบ่งปันข้อมูลกัน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่ดีสำหรับนักเดินทางด้วย”

 

ในขณะเดียวกันจุดประสงค์ในตอนแรกที่ตั้งใจว่านักเดินป่าจะมาเล่าเส้นทางเดินป่า มาแบ่งปันประสบการณ์ก็เริ่มน้อยลง ทำให้คนเดินป่าตัวจริงถอยห่างออกไปจากกลุ่ม เป็นเหตุให้ธานินทร์ ต้องพยายามรวบรวมคนกลุ่มนี้กลับมาให้ได้ จึงเป็นที่มาของการสร้างกลุ่ม “แบกเป้เที่ยวป่า” ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สมาชิกที่ชอบเดินทางเข้าป่าตัวจริงได้มาแบ่งปันประสบการณ์กัน

“สร้างกลุ่มเพื่อต้องการเพื่อนเดินป่าขึ้นเขาด้วยสองเท้าของเราเองเท่านั้น กฎของกลุ่มคือ ไม่เอาสถานที่ท่องเที่ยวอื่นนอกจากการเดินป่า ไม่เน้นสถานที่ที่รถยนต์เข้าถึงได้ ต้องเดินทางเท้าถึงเท่านั้น บุคคลกลุ่มนี้มีอีกมากครับ แต่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เที่ยวกันเองแล้วจะหาข้อมูลได้ไม่สะดวกครับ แต่หากผมสามารถรวมบุคคลกลุ่มนี้กลับมาได้ใหญ่เหมือนเดิมจะมีคนรักษ์ป่าเกิดขึ้นต่อเนื่องไปตลอด คนที่จะโพสต์เรื่องและภาพผมขอให้เป็นภาพที่สมาชิกได้เดินทางไปจริงด้วยตัวเองไม่เอาภาพที่แชร์จากที่ไหนมา

“สมาชิกทุกท่านสามารถโพสต์ได้เต็มที่ทั้งภาพและเรื่อง แต่ต้องเดินทางเองเท่านั้น กลุ่มเรายินดีให้จัดทริปเดินป่าได้ทั้งชวนกันเที่ยวและคิดค่าบริการ ให้โฆษณาเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับการเดินป่าเท่านั้น ผมจะพิจารณาตามควร แต่เราจะห้ามโพสต์ภาพอนาจาร ไม่ใช้ภาษาไม่สุภาพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่พาดพิงสถาบันใดให้ได้รับความเสื่อมเสียเด็ดขาด เพราะจุดประสงค์ของเราคือการเดินป่าเพื่ออนุรักษ์ เราก็ทำในขอบเขตคือเดินป่า” ธานินทร์ กล่าว

เราเป็นกลุ่มเดินป่ากลุ่ม “ปิด” กลุ่มเล็กๆสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้าร่วมถ้ากรุณาส่งความตั้งใจมาคุยกันก่อนจะทำให้เราตัดสินใจต้อนรับท่านได้ง่ายขึ้น เพราะบางท่านปิดบ้านไว้ไม่สามารถเข้าไปดูบ้านของท่านได้ ส่งมาคุยกันนะครับว่าท่านสนใจกลุ่มเพราะชอบแนวนี้ สนใจหรือเริ่มมองหาที่ผมหรือที่ผู้ดูแลก็ได้ ค้นหาจากเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วยคำว่า “แบกเป้เที่ยวป่า”

 

พระธาตุของคนปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419835

พระธาตุของคนปีระกา

โดย…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ตั้งตระหง่านในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของ จ.ลำพูน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีถนนล้อมรอบ 4 ด้าน คือ ถนนอัฏฐารส-ทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคล-ทางทิศใต้ ถนนรอบเมือง-ทางทิศตะวันออก และถนนอินทยง-ทางทิศตะวันตกสร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ถือเป็นโบราณสถานอันสำคัญของนครหริภุญชัย ที่พระเจ้าอาทิตยราชเป็นผู้สถาปนา เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สถาปัตยกรรมมีลักษณะเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีระกา ที่ชาวภาคเหนือนิยมไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเอง โดยแต่ละวัดส่วนใหญ่จะอยู่ในดินแดนภาคเหนือ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ เป็นต้น ยกเว้นปีมะเมีย พระธาตุชเวดากอง เมียนมา ปีวอก พระธาตุพนม นครพนมและปีจอ พระธาตุอินทร์แขวน ในเมียนมา คำว่า พระธาตุ หมายถึงสถานที่หรือเจดีย์ที่มีพระบรมธาตุบรรจุ ที่ต่อมาสถานที่เหล่านี้มักจะกลายเป็นเมืองสำคัญ

 

 

 

เกาะพระทอง สะวันนาอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419829

เกาะพระทอง สะวันนาอันดามัน

โดย..ภาพ กาญจน์ อายุ

ความรู้สึกแรกเมื่อสัมผัสทรายเม็ดแรกบน เกาะพระทอง มันไม่นุ่มกว่าทรายที่อื่นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้านั้นต่างหากที่ทำให้รู้สึกพิเศษ ทั้งทุ่งหญ้าพิเศษ ป่าพิเศษ กวางพิเศษ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งพิเศษบนเกาะพิเศษสุดแห่งนี้

เกาะพระทองตั้งอยู่ใน อ.คุระบุรี จ.พังงา มีพื้นที่ 102 ตร.กม. ใหญ่ที่สุดในพังงาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทย แต่มีชุมชนเพียง 3 หมู่บ้าน คือ บ้านปากจก บ้านทุ่งดาบ และบ้านแป๊ะโย้ย แต่หลังจากสึนามิซัดขึ้นเกาะชาวบ้านต่างอพยพออกทำให้เกาะแทบร้าง จากนั้น 13 ปีผ่านไปมีไม่ถึงร้อยครัวเรือนที่กลับมา เกาะพระทองจึงมีความเป็นธรรมชาติสูง (มาก) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเกาะพระทองไม่ดังเท่าเกาะตาชัยที่มาทีหลังแต่ดังแซงไปเจ็ดโค้ง เพราะเกาะแห่งนี้เลือกแค่บางคนให้เข้ามา

 

หนึ่ง ที่พักบนเกาะมีทั้งโฮมสเตย์เกสต์เฮาส์บ้านๆ และรีสอร์ท ทุกแห่งมีคอนเซ็ปต์เดียวกันคือ ไม่มีระบบไฟฟ้า แต่เกือบทุกบ้านจะมีแผงโซล่าเซลล์ไว้ใช้ในครัวเรือน ทว่าเรื่องมีหรือไม่มีไฟฟ้าไม่ใช่ปัญหา เพราะคนที่นี่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ข้างนอก ถ้าเป็นชาวบ้านก็ออกเรือไปทำประมง ส่วนนักท่องเที่ยวชอบออกไปนอนบนชายหาดที่มีทั้งแอร์ธรรมชาติและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนไม่ติดกินหรูอยู่สบายถือว่าเข้าข่ายผู้เหมาะสม

สอง เกาะพระทองใหญ่ใหญ่ที่สุดในพังงาก็จริงแต่ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและแต่ละอย่างล้วนมีช่วงเวลาของมัน อย่างทุ่งหญ้าสะวันนามีเฉพาะหน้าแล้งและจะเป็นสีทองแค่ตอนเช้าตรู่ ถ้าอยากเห็นแหล่งหญ้าทะเลบ้านปากจกต้องรอช่วงน้ำลด หรือถ้าอยากเจอกวางม้าก็ต้องไปแอบสุ่มโดยที่ไม่รู้ว่าจะเจอตอนไหน ดังนั้นถ้าคุณไม่ชอบทำตามใจธรรมชาติน่าจะไม่สนุกเท่าไรบนเกาะนี้

สาม สั้นๆ ง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนขี้เหงา อย่ามา เพราะบรรยากาศโดยรวมมันเพิ่มปริมาณความเหงาได้อย่างไม่รู้ตัว

 

 

สะวันนาอันดามัน

ชาวบ้านเรียกทุ่งหญ้าสะวันนาว่า หญ้าเสือหมอบ ทุกปีน้ำทะเลจะหนุนท่วมส่วนกลางของเกาะแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นหญ้าจะอุบัติขึ้นครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 หมื่นไร่เป็นอาหารชั้นดีของกวางป่า จากนั้นจะกลายเป็นทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูแล้งระหว่างเริ่มตั้งแต่ พ.ย.-เม.ย. แต่จะสวยที่สุด ธ.ค.-ม.ค.

บางคนเรียกมันว่า ทุ่งหญ้าซาฟารี หากแต่ไม่มีสิงโต ยีราฟ เสือชีตาห์ และรถจี๊ป จะว่าไปคนพระทองก็ใช้รถจี๊ปแบบไทยๆ เป็นรถอีแต๊ก มันคือพาหนะที่เหมาะกับสภาพถนนแบบดินปนทราย โดยนักท่องเที่ยวสามารถว่าจ้างชาวบ้านขับรถอีแต๊กพาเที่ยวทุ่ง พวกเขายินดีมารับตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อพาไปรอแสงอาทิตย์ แต่ว่าจะพาไปรับชมจุดไหนนั้นแล้วแต่ความต้องการของผู้โดยสาร เพราะพื้นที่ 3 หมื่นไร่มีมุมให้มองมากมายจึงไม่สามารถตอบได้ว่ามุมไหนสวยสุด แต่ช่วงเวลาที่สวยที่สุดมีเพียงไม่กี่นาทีแรกเมื่อแสงแรกพ้นขอบฟ้า

 

 

ลองคิดภาพตาม…ทุ่งหญ้าถูกอาบด้วยแสงสีทอง มีสายลมอ่อนๆ พัดเส้นผมเหมือนต้นหญ้า นัยน์ตาเบิกกว้างรับแสงสว่าง และผิวสัมผัสถึงความอุ่นมิใช่ความร้อน มันเป็นช่วงเวลาเพียงนิดในชั่วกัลป์ เพราะเมื่อตะวันพ้นยอดหญ้าไปหนึ่งคืบ สีทองที่เห็นเมื่อครู่จะกลายเป็นสีขาวไร้ความอบอุ่น และทุ่งหญ้าในฝันก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนอันแห้งแล้ง

ถามว่าช่วงเวลาแฮปปี้อาวจะเห็นกวางป่ามาเดินกินหญ้าเหมือนในนิทานหรือไม่ คำตอบคือ แล้วแต่ดวงและความเงียบ เพราะส่วนใหญ่กวางป่าจะออกหากินช่วงแดดอ่อนๆ แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งหนีกระเจิงเมื่อได้ยินเสียงรถอีแต๊ก ดังนั้นเมื่อจอดรถแล้วต้องรอ ใช้ความเงียบและดวงที่พกมารอสู้กับโอกาสระหว่างกวางไม่ถึงร้อยตัวกับพื้นที่ร้อยกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งพี่คนขับจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “เจอบ่อย” ให้รอไปจนกว่าแดดแรงจนเหงื่อเต็มหน้านั่นแหละถึงรู้หมู่หรือจ่า

 

หลังจากได้แค่ปาดเหงื่อและเห็นเพียงรอยเท้ากวาง พี่คนขับจะพาไปแต๊กๆ ต่อที่ป่าเสม็ดขาว ต้นไม้ที่มีเปลือกคล้ายกระดาษห่อหุ้มลำต้นซึ่งไม่แปลกอะไรที่มันเติบโตได้ดีบนเกาะ แต่ที่น่าสนใจคือ มันมีจำนวนมหาศาลและล้วนมีขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่ามันแพร่ขยายหลังสึนามิพัดพาออกไปและเติบโตโดยที่ไม่มีใครรบกวนมาหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ระหว่างทางจะเจอขุมเหมืองเก่าหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดไว้สมัยเหมืองแร่เฟื่องฟู เกาะพระทองเคยเป็นแหล่งขุดแร่ดีบุกและมีการค้าขายรุ่งเรือง จนกระทั่งเกิดไข้ทรพิษระบาดและโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การทำเหมืองจึงยุติลง

การทัวร์ด้วยรถอีแต๊กมักจะจบแค่ครึ่งวันเช้า เพราะหลังจากนั้นอากาศจะร้อนเกินไปและไม่มีอะไรให้ดูมาก (แน่นอนว่ากวางป่าไม่ออกหากินกลางแดดร้อน) ครึ่งบ่ายจึงเหมาะแก่การเที่ยวชุมชนอีกด้าหนึ่งของเกาะ

 

คนพระทอง

สองในสามหมู่บ้านมีเรื่องน่าสนใจให้ไปเยือน หนึ่งคือ บ้านทุ่งดาบ บ้านนี้มีการเพราะเลี้ยงกล้วยไม้หายากหลายชนิด เช่น เอื้องปากนกแก้ว สายพันธุ์ที่พบบนเกาะพระทอง ชาวบ้านจึงเพาะพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์และเพื่อจำหน่ายบางส่วน และบ้านปากจก บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่แต่หลังจากถูกคลื่นยักษ์ทำลาย ชาวบ้านจำนวนมากย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง แต่บางส่วนยังปักหลักอยู่ที่เดิม ซึ่งต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนจึงได้ชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านไลอ้อน ชาวบ้านยังคงประกอบอาชีพประมง ส่วนผู้หญิงยังอยู่บ้านสานใบจาก และในหมู่บ้านยังมีสิ่งปลูกสร้างเดิมที่เหลือเป็นซากปรักหักพัง คอยเตือนใจถึงพลังของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุม

บ้านปากจกมีโฮมสเตย์หลายบ้านซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่ต้องการสัมผัสชีวิตชาวประมง ทั้งการทำลอบหมึก ขึ้นเรือหางยาวไปตกหมึก จับเคย จับแมงกะพรุน เรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล ทำกะปิปากจกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกะปิที่ดีที่สุดในประเทศไทย เก็บผลกาหยี (มะม่วงหิมพานต์) และลองทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติกับกลุ่มสตรี

 

การทัวร์ชุมชนสามารถใช้บริการมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือรถกระบะ สัญจรบนถนนปูนเลนเดียวซึ่งเป็นเส้นทางสู่ตัวตนของคนพระทองโดยแท้ เพราะแม้ว่าปัจจุบันจะเหลือไม่ถึงร้อยครัวเรือน (รวมสามหมู่บ้าน) แต่พวกเขาเลือกที่จะอยู่บนผืนดินเกิดบนความหลังอันเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืม

การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์และวิถีชุมชนทำให้เกาะพระทองเที่ยวได้ตลอดปี แต่ถ้าพูดถึงความพิเศษคงไม่มีช่วงไหนพิเศษไปกว่านี้แล้ว ช่วงที่ทุ่งหญ้าสีทองของฤดูแล้งจะเปลี่ยนแปลงความสิ้นหวังให้เป็นความสวยงาม และจะอยู่ต่อไปถึงสงกรานต์เท่านั้น

 

เปิดกล่องฝัน ขายตรงท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 10:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/418907

เปิดกล่องฝัน ขายตรงท่องเที่ยว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การทำธุรกิจขายตรงเป็นกลวิธีหนึ่งทางการตลาดที่ใช้กลไกแบบบุคคลต่อบุคคล ดรีมทริปส์ (Dream Trips) ก็คือธุรกิจขายตรงที่เรียกว่า การขายตรงแบบหลายชั้น (Multi Level Marketing หรือ MLM) หรืออีกชื่อคือ ธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing) แต่ไม่มีสินค้าเป็นสิ่งของเหมือนแอมเวย์อย่างที่คนไทยรู้จัก สิ่งที่สมาชิกจะได้รับคือสิทธิซื้อทริปเที่ยวราคาถูก เช่น ปารีส 5 วัน 4 คืน 1.3 หมื่นบาท ซานโตรินี 4 วัน 3 คืน 5,000 บาท กรุงปราก 4 วัน 3 คืน 3,500 บาท หรือญี่ปุ่น 4 วัน 35 บาท ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าวีซ่า ซึ่งไม่สามารถขายทัวร์นั้นต่อให้ใครได้ แต่จะใช้ราคาขายมาเชื้อชวนให้คนอื่นๆ สมัคร

เพียว พีรดา สมาชิกระดับไดเรกเตอร์ของดรีมทริปส์ ให้ข้อมูลว่า การสมัครมี 2 แบบ คือ สมัครเพื่อเที่ยวอย่างเดียว และสมัครเพื่อทำธุรกิจ โดยทุกคนต้องเสียค่าสมัครสมาชิกให้แก่บริษัท สำหรับการสมัครเพื่อเที่ยวอย่างเดียวเสียค่าแรกเข้า 400 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.4 หมื่นบาท) และรายเดือน 100 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,500 บาท) ส่วนการสมัครเพื่อทำธุรกิจ เสียค่าแรกเข้า 515 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 18,025 บาท) และรายเดือน 115 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,025 บาท) ซึ่งถ้าหาสมาชิกได้ 4 คน จะได้ละเว้นค่ารายเดือนตลอดชีพ

“เราจะได้ค่านายหน้าจากเงินที่สมาชิกจ่ายเข้าครั้งแรก และเงินรายเดือนอีกนิดหน่อย ไม่เกี่ยวอะไรกับการเที่ยวมากเที่ยวน้อย ดังนั้นเราจะไม่กดดันให้สมาชิกเที่ยว”

เธอลาออกจากอาชีพแอร์โฮสเตส เป็นสมาชิกดรีมทริปส์มาแล้ว 2 ปี  ปัจจุบันมีดาวน์ไลน์มากกว่า 100 คน และรับรายได้เดือนละ 7 หมื่น-1 แสนบาท ซึ่งเงินจำนวนหนึ่งเป็นเงินเดือนสำหรับตำแหน่งไดเรกเตอร์

นอกจากนี้ พีรดา ได้อธิบายถึงกรณีแชร์ลูกโซ่ที่เป็นประเด็นร้อนในเว็บไซต์พันทิปว่า ดรีมทริปส์ต่างจากแชร์ลูกโซ่เพราะมีการเกิดรายได้จริง

“คนมักจะสับสนว่าคุณไม่มียาสีฟัน คุณไม่มีเครื่องกรองน้ำ คุณเป็นแชร์ลูกโซ่รึเปล่า ความจริงไม่ใช่ มันไม่ใช่การนำเงินมาต่อๆ กัน แต่คือการทำธุรกิจ หนึ่ง-บริษัทได้เงินจากส่วนต่างในการขายทริป เขาซื้อมาห้าสิบ ขายสมาชิกเจ็ดสิบ เขาก็ได้กำไร สอง-ค่าสมาชิกทั้งแรกเข้าและรายเดือน ทางบริษัทจะเอาเงินตรงนี้ไปหมุน ไปซื้อห้องพัก ซื้อทัวร์ในปริมาณมากเพื่อให้ได้ราคาถูกแล้วนำมาขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด”

เธอกล่าวด้วยว่า กระแสด้านลบในโลกออนไลน์เป็นธรรมดาของธุรกิจประเภทนี้ เพราะคนไทยเกลียดขายตรง

“อันนี้ต้องยอมรับ เพราะมีหลายคนที่เจอคนขายตรงไม่ดี อย่างในพันทิปก็มีบางเรื่องที่เป็นเรื่องจริง เช่น จองทริปไม่ได้ เพราะยังมีจำนวนทริปไม่มากพอ แต่เดี๋ยวนี้มีทริปเยอะมาก มีมาเพิ่มใหม่ทุกวัน สอง คือมีคนที่ไปหลอกคนอื่นจริงๆ เพื่อจะได้สมาชิกเพิ่ม แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น”

ทั้งนี้ ข้อมูลบางอย่างในกระทู้ก็มีผิดพลาด เธอยกตัวอย่างเรื่องการยกเลิกสัญญาที่ยืนยันว่า สามารถยกเลิกเมื่อใดก็ได้แค่ส่งอีเมลไปแจ้งบริษัท ซึ่งหากเป็นสมาชิกใหม่ไม่เกิน 14 วัน ถ้ายกเลิกจะได้รับเงินค่าสมัครคืน

บีม-กัญญภัทร์ ทันด่วน พนักงานรัฐวิสาหกิจ วัย 28 ปี เผยว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจสมัครด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีใครมาเสนอขาย เพราะตอนนั้นกำลังมองหาธุรกิจที่สามารถทำร่วมกับงานประจำได้ ประจวบกับเธอเป็นคนชอบเที่ยวและได้รู้จักเพื่อนที่ทำดรีมทริปส์ จึงศึกษาธุรกิจและเข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว

“เรามองเห็นโอกาสที่มันจะเติบโต และหวังว่าจะรวยจากตรงนี้” เธอกล่าว

“เราไม่รู้เหมือนกันว่าจุดคุ้มทุนหรือจุดที่จะได้กำไรมันอยู่ตรงไหน แต่ปัจจัยสำคัญคือการทำทีม เราต้องสร้างทีมของเราขึ้นมาเหมือนเราสร้างบริษัทของตัวเอง แล้ววันหนึ่งเรื่องเงินมันจะหมุนไปตามระบบ” โดยเธอจะให้เวลาตัวเอง 1 ปี ถ้าถึงวันนั้นแล้วรู้สึกว่างานไม่เหมาะสมกับตัวเอง เธอจะหยุด

นอกจากนี้ ยังมีคนในวงการบันเทิงหลายคนเป็นสมาชิก ทั้งดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า บีม-ศรัณยู ประชากริช เจฟฟรี่ เบญจกุล ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี ซึ่งมีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอย่างตรงไปตรงมา อย่างข้อความในอินสตาแกรมของดีเจภูมิ (@djpoom) เขียนว่า

“3 ข้อที่น่าสนใจก็คือ 1.อุตสาหกรรมที่ใหญ่สุดก็คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2.สิ่งที่สร้าง New Millionaires หรือมหาเศรษฐีใหม่เยอะที่สุดทุกปีนี้ก็คือ Internet 3.แนวธุรกิจที่สร้าง New Millionaires มากที่สุดทุกวันนี้ก็คือ แนวธุรกิจเครือข่าย เมื่อดวงดาว 3 ดวงนี้มาเรียงกัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้นมาเยอะ…แต่ยังไงก็ตาม ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นผมจะเตือนไว้เสมอว่า ถ้าเริ่มด้วยใจที่รักการท่องเที่ยว ยังไงมันก็คุ้ม แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ อันนี้ต้องขยัน ต้องตั้งใจ ไม่แตกต่างจากการทำธุรกิจอื่นๆ นะครับ”

ดรีมทริปส์เป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท เวิลด์เวนเจอร์ ก่อตั้งเมื่อปี 2548 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อเมริกา ส่วนในเอเชียมีเฮดควอเตอร์ที่สิงคโปร์ บุคคลแรกที่นำเข้ามาคือ กฤษณะ กฤตมโนรถ ผู้โด่งดังในแวดวงธุรกิจเครือข่าย โดยเขาเริ่มจากเป็นดาวน์ไลน์ของคนสิงคโปร์ จากนั้นก็นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย

ด้าน ศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และประธานกรรมการบริษัท หนุ่มสาวทัวร์ เผยว่า ตอนนี้บริษัททัวร์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมยังไม่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจขายตรงดังกล่าว ทว่ามีความเป็นห่วงผู้บริโภคที่ต้องศึกษาเงื่อนไขอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

“หากผู้บริโภคมีปัญหาจะหาผู้รับผิดชอบได้หรือไม่ เพราะบริษัทไม่ได้อยู่ในประเทศไทย” เขาตั้งคำถาม รวมถึงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ถี่ถ้วน ทั้งค่าแรกเข้าและค่ารายเดือนให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเที่ยวของตัวเอง ซึ่งถ้ามองในระยะยาวหากธุรกิจขายตรงรูปแบบนี้มีฐานลูกค้าจำนวนมาก ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีผลกระทบ

หากเห็นใครชูป้าย You should be here! เวลาไปเที่ยวไม่ต้องแปลกใจ เพราะนั่นคือการโฆษณาอย่างหนึ่งของสมาชิกดรีมทริปส์ แต่ก่อนถึงจุดนั้นผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เพราะความสำเร็จของใครอาจไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จของทุกคน

 

สะพานเหล็กโฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/418545

สะพานเหล็กโฉมใหม่

ผมได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวคลองโอ่งอ่าง (สะพานเหล็ก) เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อจะไปชมความงดงามของสะพานเหล็ก หลังการจัดระเบียบร้านค้าและปรับภูมิทัศน์ตามแผนพัฒนาคลองโอ่งอ่างของกรุงเทพมหานคร เมื่อปลายปี 2559 (แต่ในใจลึกๆ ก็ว่าจะไปมองหาไอ้มดเอ็กซ์วี 3 ซูเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของผม)

พอไปถึงก็ต้องตะลึง เมื่อย่านการค้าริมคลองที่เคยพลุกพล่านวุ่นวาย ระเกะระกะรกรุงรังไปด้วยสิ่งของ เปลี่ยนสภาพไปเป็นถนนและทางเดินสะอาดสวยงามที่ถูกทำขึ้นใหม่ น้ำในคลองดูดีขึ้นมาก สภาพภูมิทัศน์สวยสดงดงามผิดหูผิดตาไปถนัด มดเอ็กซ์วี 3 ของผมก็พลอยหายไปด้วย ผมเลยเปลี่ยนแผนจะเข้าไปกินข้าวในศูนย์การค้าเมกาวังบูรพา เพื่อรับแอร์เย็นๆ ก่อนกลับบ้าน

แต่พอเข้าไปในห้าง ผมก็ต้องตะลึงอีกครั้ง เมื่อศูนย์การค้าที่เคยเงียบเหงา วันนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน มีร้านค้าขายสินค้าแบบเดียวกับที่สะพานเหล็กมากมาย เรียงรายเต็มไปหมดตั้งแต่ชั้น 1-6

โมเดลการ์ตูนดังๆ อย่างแบทแมนสไปเดอร์แมน เดอะฮัก ซูเปอร์ไซย่า และไอ้มดแดงวี 1-10 และซีรี่ส์ต่อจาก 10 ก็มี เต็มไปหมด และแล้วผมก็เจอ ไอ้มดเขียววี 3 ของผมแล้ว นอกจากนั้น ยังมีตุ๊กตาบาร์บี้ และตุ๊กตาของผู้หญิงอีกมากมาย

ภายในศูนย์การค้าเมกาวังบูรพา

 

นอกจากนั้น ยังมีเครื่องเล่นเกมและแผ่นเกมแบบที่ขายที่ตลาดสะพานเหล็กเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ชื่อร้านก็คุ้น บางร้านมีการขึ้นป้ายโปรโมท “สะพานเหล็กเจ้าเก่า” หรือมีคำว่าสะพานเหล็กต่อท้ายชื่อร้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเป็นร้านค้าที่ย้ายมาจากสะพานเหล็ก

ดูเหมือนการปรับภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่างคราวนี้ จะส่งผลดีโดยตรงให้ศูนย์การค้าเมกาวังบูรพากลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้ค้าจากสะพานเหล็กประมาณ 400-500 ร้านค้า ต่างย้ายขึ้นมาเช่าพื้นที่ขายของอยู่ในห้างดังกล่าว รวมกับร้านค้าที่มีอยู่เดิม เป็นประมาณ 600 ร้านค้า กลายเป็นสะพานเหล็กติดแอร์

โลกย่อมมีวิวัฒนาการ คลองโอ่งอ่างกลับมาสวยงามอีกครั้ง แต่ตลาดสะพานเหล็กยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปโฉมที่ดูทันสมัยขึ้น

 

สีสันความสงบ โนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีช กานดาบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/418542

สีสันความสงบ โนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีช กานดาบุรี

โดย…นิทรา ราตรี

ความครื้นเครงบนเกาะสมุยอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความสวยงามของธรรมชาติน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว การเลือกที่พักจึงต้องพิถีพิถัน ค้นหาทำเลติดหาด ที่ยังไม่พลาดสีสันยามราตรี โนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีชกานดาบุรี อยู่ตรงจุดบรรจบนั้น ด้วยความที่เป็นโนโวเทลแรกบนหาดเฉวงและห่างจากแหล่งบันเทิง 5 นาที จึงเลือกได้ว่าจะมีความสุขแบบไหนระหว่างสนุก หรือสงบ

โนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีช กานดาบุรีมีห้องพัก 183 ห้อง ประกอบด้วยห้องพักวิวชายทะเล ห้องพักวิวสวน และห้องพักแบบครอบครัวจำนวน 20 ห้อง ลักษณะเป็นห้องเตียงคู่พร้อมเตียงสองชั้นรองรับได้ทั้งครอบครัว แต่ละห้องออกแบบให้ดูโอ่โถง เน้นประโยชน์ใช้สอย มีระเบียงขนาดใหญ่ เป็นไปตามแบบฉบับของแบรนด์โนโวเทลที่ขึ้นชื่อเรื่องห้องพักที่กว้างขวาง ให้บริการระดับสี่ดาว และพร้อมสรรพด้วยห้องประชุม

 

รีสอร์ทมีห้องอาหาร 3 แห่ง ห้องอาหารปาล์ม คอร์ท ให้บริการอาหารไทยและนานาชาติทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และตามสั่ง มีพื้นที่รับประทานอาหารบนเทอร์เรซที่ยื่นออกไปบนภูเขา ห้องอาหารแอท บีช อยู่ติดสระว่ายน้ำ มองเห็นทิวทัศน์ท้องทะเล ให้บริการอาหารว่างและอาหารท้องถิ่น และห้องอาหารต้มยำไทย โดดเด่นด้วยอาหารไทยต้นตำรับ จากนั้นต่อด้วยค็อกเทลพร้อมชมพระอาทิตย์ตกที่ แอท บีช บาร์ ปิดท้ายมื้ออาหารและเริ่มต้นความสนุกยามค่ำคืน ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกและอำนวยความสบายมีสระว่ายน้ำ 2 สระ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ สปา และห้องกานดาบอลรูม เป็นห้องประชุมขนาด 250 คน ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่หาดเฉวง

นอกจากนี้ ทางแอคคอร์โฮเทล ยังมีแผนการเปิดโรงแรมในพื้นที่เดียวกันอีก 5 แห่ง ภายในปีนี้ โดยได้ส่งโนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีช กานดาบุรี มาสร้างประสบการณ์ภายใต้ชื่อโนโวเทลเป็นครั้งแรก ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการที่พักมาตรฐานระดับสี่ดาว บนทำเลห้าดาว และการบริการที่มั่นใจได้ว่าจะไม่เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ในวันพักผ่อนที่มีแต่เรื่องดีๆ

 

Price: ห้องพักราคาเริ่มต้น 4,000 บ.

Place: อยู่บนชายหาดเฉวงห่างจากสนามบินนานาชาติสมุย 10 นาที โทร. 077-428-888 อีเมล H9931@accor.com

Promotion: –

 

หนองบัวลำภู ดูให้รู้ว่ามีอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/418541

หนองบัวลำภู ดูให้รู้ว่ามีอะไร

โดย…กาญจน์ อายุ ภาพ… จำลอง, เสกสรร

หนองบัวลำภูเปรียบเหมือนลูกคนกลางที่พี่น้องแย่งความสนใจ ทั้งพี่อุดรฯ พี่ขอนแก่น และน้องสุดท้อง จ.เลย ทำให้หนองบัวฯที่อยู่กึ่งกลางถูกลืมไปเสียสนิท แถมคนไม่คิดว่ามีอะไรเที่ยว แม้แต่เครื่องบินยังไม่เลี้ยวลงมาจอด แต่หากบอกว่าหนองบัวฯ มีเมืองคาวบอย มีถ้ำอยู่บนดอย มีภูพานน้อย และสนามแข่งรถน่าจะเรียกร้องความสนใจสู้พี่น้องร่วมอีสานได้บ้าง

หนองบัวฯ เมืองคาวบอย

ถ้าเขาใหญ่มีอิตาลี ก็ไม่แปลกที่หนองบัวลำภูจะมีเมืองคาวบอย ชื่อเต็มว่าพีซี คาวบอยทาวน์ ตั้งอยู่ที่บ้านโนนทัน ดินแดนแมนเมดที่ตั้งใจสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยมีเมืองคาวบอยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาณาจักร เพราะที่นี่ยังมีหมู่บ้านอินเดียนแดง สวนสัตว์ โรงเรียนสอนขี่ม้า และสนามขับรถเอทีวี

จุดที่น่าสนใจคือสัตว์ ตั้งแต่กระรอกดิน จิ้งจอกทะเลทราย แร็กคูน ด๊อก เมียร์แคตเต่าซูลคาต้า อัลปาก้า แพะ แกะ ม้า บรามันพันธุ์แท้ ม้าลาย กวาง จนถึงนกในเขตศูนย์สูตร สารพัดสัตว์ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซาฟารีที่มีรั้วล้อมรอบ ซึ่งเมื่อเข้ามาแล้วจะไม่ได้ออกไปง่ายๆ ไม่ใช่เพราะใหญ่จนหลงแต่เพราะมีกิจกรรมให้ทำมาก ยกตัวอย่าง ขี่ม้าบีบีกัน ขับเอทีวี ให้อาหารสัตว์ ดูโชว์ หรือแม้แต่เดินถ่ายรูปก็อาจทำให้หมดเวลาไปครึ่งค่อนวัน

แสงแห่งธรรมในถ้ำเอราวัณ

 

นี่ถือเป็นความท้าทายในฐานะแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดที่ไม่มีชื่อด้านท่องเที่ยว ทว่าอีกแง่ก็คือการสร้างแหล่งท่องเที่ยวให้คนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่ออุดช่องว่างในเขตอีสานเหนือ พีซี คาวบอยทาวน์จึงเหมือนจุดพลุเปิดเมืองให้คนไกลมองเห็น เป็นวิธีเรียกร้องความสนใจของลูกคนกลางแบบเปรี้ยงปร้างเอาการ

นอกจากนี้ ที่บ้านโนนทันยังมีสนามแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไดมอนด์ ฮิลล์ (Diamono Hill International Circuit) ลักษณะสนามเป็นแบบดาวน์ฮิลล์ ระยะทาง 2.25 กม. โดยอีเวนต์แรกจะจัดขึ้นต้นเดือน พ.ค. อันเป็นการเปิดตัวสนามอย่างเป็นทางการ

น่าจับตามองว่าหนองบัวลำภูจะมีอะไรใหม่เกิดขึ้นอีก และการท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้นอย่างไร หลังจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสทางการตลาดในเมืองรองที่ยังไม่เติบโต

ปากทางเข้าห้องโถง

 

หนองบัวฯ เมืองถ้ำมอง

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเลื่องชื่อ (ในจังหวัด) ต้องยกให้ ถ้ำเอราวัณ ชาวบ้านเรียกว่า ภูเขาผาถ้ำช้าง เพราะถ้ำอยู่บนเขาที่มีลักษณะเป็นหินแข็งกระจายทั่วไป ซึ่งถ้ามองจากที่ไกลจะเหมือนช้างหมอบ แต่ถ้ามองจากด้านหน้าผาจะเหมือนกับหน้าผากช้าง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กม.

ถ้ำเอราวัณเป็นถ้ำขนาดใหญ่มีบันไดเรียงคดโค้งไปมา นับจากเชิงเขาสู่ปากถ้ำจำนวน 621 ขั้น หรือเรียกว่า บันไดสวรรค์ โดยปลายทางมีพระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ประดิษฐาน ส่วนภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ บนหลังคาถ้ำมีปล่องดาว 3 ปล่องให้แสงลอดเข้ามาเป็นลำตระการตา และมีหินรูปพญาช้างนั่งคุกเข่าที่เขาว่ากันว่ามีตำนานเรื่อง นางผมหอม

เล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนางสีดาลูกสาวเจ้าเมืองนครศรีไปเที่ยวป่าและเกิดพลัดหลง ด้วยความหิวกระหายจึงดื่มน้ำในรอยเท้าช้างและรอยเท้าวัว ต่อมานางสีดาตั้งท้อง คลอดลูกเป็นหญิง 2 คน ชื่อนางผมหอมและนางลุน เมื่อโตขึ้นเพื่อนๆ มักจะล้อพวกเธอว่าเป็นลูกช้างลูกวัว ทำให้เด็กทั้งสองตัดสินใจออกตามหาพ่อในป่าจนพบฝูงช้างป่า พญาช้างสารจึงให้เด็กทั้งสองทดลองปีนขึ้นงาไปนั่งบนหลัง โดยอธิษฐานว่า หากเป็นลูกจริงก็ให้เดินขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้ ผลปรากฏว่า นางผมหอมไต่ขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้จึงถูกนำตัวกลับไปอยู่ด้วยกันที่ถ้ำเอราวัณ ซึ่งเรื่องนางผมหอมกลายเป็นนิทานพื้นบ้านของชาวอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาชั่วลูกหลาน ด้านบนยังมีจุดชมวิวที่เมื่อมองลงมาเห็นผืนป่าสีเขียวสุดสายตาเรียกว่า ผานาง-ผาเกิ้ง ไว้เป็นจุดหยุดพักทั้งก่อนและหลังการก้าว 600 กว่าย่าง

ยามเย็นที่ผาชมเมือง

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เขาว่ากันว่านี้ไม่ถูกบรรจุลงในโครงการ เขาเล่าว่า… ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือพูดให้ถูกต้องคือ หนองบัวลำภูไม่เคยมีชื่ออยู่ในโครงการโปรโมทการท่องเที่ยวไทยมันจึงน่าน้อยใจที่ได้แต่มองจังหวัดพี่น้องถูกทาบทามเข้าวงการทั้งที่ยืนอยู่ข้างกัน

นอกจากนี้ ไม่ไกลจากตัวเมืองมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งชื่อ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูพานน้อย ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจบนผาชมเมืองที่เห็นทัศนียภาพของหนองบัวลำภูได้ทั้งเมือง ขณะที่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ จึงมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปยังลานหมาจอก ธารน้ำตก ถ้ำพระ และโขดหินเมืองเก่า ที่บอกเล่าความสมบูรณ์ของผืนป่าในทุกฝีก้าว

หนองบัวฯ เมืองหลากวิถี

หากกางแผนที่หนองบัวลำภูจุดที่ถูกปักหมุดมากที่สุดคือ วัด ไม่ว่าจะเป็นวัดถ้ำกลองเพล วัดถ้ำสุวรรณคูหา วัดหลวงปู่หลอด วัดสันติธรรมบรรพต สิมไม้วัดเจริญทรงธรรม หรือศูนย์ปฏิบัติธรรมหนองน้ำเพชรมงคล รองลงมาคือ แหล่งโบราณคดีทั้งที่บ้านกุดกวางสร้อย บ้านกุดคอเมยที่ขุดค้นพบเครื่องปั้นดินเผาคล้ายวัฒนธรรมบ้านเชียง รวมถึงพิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปีความน่าสนใจอยู่ตรงที่หนองบัวลำภูไม่มีอาณาเขตติดทะเล แต่กลับพบหอยมากมาย จึงพิสูจน์ได้ว่าดินแดนแห่งนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ขุดค้นพบในพื้นที่ด้วย

สนามแข่งรถแห่งแรกในหนองบัวลำภู

 

นับไปนับมาหนองบัวลำภูมีสิ่งดึงดูดหลายด้านทั้งทางศาสนา ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมอย่างที่ผ่านพ้นไปในวันมาฆบูชากับงานบุญผะเหวด แห่ข้าวพันก้อน นมัสการพระธาตุหาญเทาว์ (สามอย่างในงานเดียว) ณ บ้านธาตุหาญเทาว์ ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีที่คนทั้งจังหวัดเดินทางไปโฮมบุญ

หนองบัวลำภูห่างจากบ้านพี่ใหญ่อุดรธานีเพียง 46 กม. ห่างจากเลย 106 กม. และห่างจากขอนแก่น 181 กม. (ระยะทางจากตัวเมือง) ทั้งสามจังหวัดมีบริการเครื่องบินรับส่งจากกรุงเทพฯ ทุกวันมีชื่อเสียงระดับเซเลบ และมีตัวตนในปฏิทินท่องเที่ยวซึ่งทั้งหมดน่าจะเติมเต็มปมด้อยของน้องคนกลางให้หนองบัวลำภูไม่เหงาและเศร้าเกินไป…นับจากนี้

ผนังถ้ำเอราวัณ

 

จุดชมวิวของชาวหนองบัวลำภู

 

อาหารกลางวันที่ พีซี สเต๊ก เฮาส์

 

ป้อนนมแพะ

 

คาวบอยในคาวบอยทาวน์

 

“พีพีโมเดล” พลิกฟื้นทะเลรับมือกับนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/418230

“พีพีโมเดล” พลิกฟื้นทะเลรับมือกับนักท่องเที่ยว

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

การตัดสินใจทำ “พีพีโมเดล” เพื่อพลิกฟื้นทะเลเตรียมรับมือกับนักท่องเที่ยวอีกมหาศาล ผมวางยุทธศาสตร์ 2 ทัพ เริ่มจาก “ทัพหน้า” มีเจ้าหน้าที่อุทยานพีพีฯ และผู้คนบนเกาะเป็นกำลังหลัก โดยขอแรงจากเพื่อนในเฟซบุ๊กช่วยสนับสนุนช่วยป่าวประกาศ สื่อมวลชนให้ความสนใจเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง

เวลาผ่านไป 5 เดือน เราประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง แต่แนวทาง “ประชารัฐ” ในยุคนี้จำเป็นต้องมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนจริงจัง มิใช่ปล่อยให้ประชาสู้ไป รัฐคอยจัดประชุมเชียร์ เคราะห์ดีที่ข่าวพีพีโมเดลเป็นกระแส ทำให้ “ทัพหลัก” เคลื่อนออกจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทัพหลักนำโดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมคณะติดตาม ทั้งท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่เพิ่งรับตำแหน่ง ตลอดจนผู้บริหารในกรมอุทยานฯ และหน่วยงานอื่นของกระทรวงฯ เราจะเดินทางไปเกาะพีพีเพื่อดูของจริงว่าเป็นอย่างไร

การดูของจริงเริ่มจากท่าน รมต.นั่งเรือลำน้อยของอุทยานฝ่าฟันคลื่นไปจนถึงอ่าวมาหยา พอถึงปุ๊บท่านแอบกระซิบกับผมว่า เราต้องมีเรือตรวจการลำใหม่โดยด่วน ไม่ใช่นำมาใช้รับส่งผู้ใหญ่ แต่เพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะหากยังใช้เรือลำนี้ไปรับผู้ป่วยส่งฝั่งในช่วงคลื่นลมแรง มีหวังกว่าจะถึงฝั่งคงอาการหนัก

 

ท่านรัฐมนตรีกับคณะขึ้นมาบนอ่าวมาหยาก่อนอึ้งไปพักใหญ่ ทำไมนักท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงพีกด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่ประจำอ่าวพาท่านเดินไปดูหลายจุด ก่อนมาลงเอยเต็นท์ที่พักของเจ้าหน้าที่ ท่านถามว่าทำไมต้องอยู่เต็นท์? คำตอบ คือ บ้านพักโทรม หลังคารั่วตลอด จนต้องนอนเต็นท์และนอนมาหลายเดือนแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีเป็นทหารเติบโตมาตามสายงาน ทราบดีว่าหากทำอะไรให้สำเร็จ มันต้องเริ่มจากขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่อ่าวมาหยาเก็บเงินรายได้เข้าประเทศวันละ 1.5 ล้านบาท ทำงานตั้งแต่เช้ามืดจรดเย็นย่ำ ต้องนอนเต็นท์ทุกวัน ไม่มีแม้แต่บ้านพัก มันคงเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ท่านจึงสั่งการให้ปรับปรุงสวัสดิการของเจ้าหน้าที่โดยด่วน

เรานั่งเรือตระเวนรอบเกาะ ผ่านบริเวณที่เคยเกิดอุบัติเหตุ ท่านถามถึงทุ่นจอดเรือและทุ่นบอกเขต เรายังไปอีกหลายที่ทั่วเกาะ เช่น เกาะพีพีดอน เกาะไม้ไผ่ ทะเลแหวก และสุสานหอย ฯลฯ ก่อนช่วยกันสรุปงานที่ต้องเร่งทำ ดังนี้ครับ

– ทุ่นจอดเรือ นับแต่วันแรกที่มีทุ่นโทรมๆ ไม่ถึง 10 ลูก ตอนนี้เรามีทุ่นลงไปแล้ว 30 ลูก และจะได้ทุ่นเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 180 ลูก ท่านอธิบดีสั่งเร่งโครงการทุ่นอุทยาน โดยรับปากว่าภายใน 2-3 เดือนนี้จะได้เห็นแน่

– เรือตรวจการ เดิมทีพีพีมีเรือ 1 ลำ ไม่พอแน่นอนสำหรับการตรวจการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น ภายใน 2-3 เดือน เราจะมีเรือเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 ลำ และอาจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นเพิ่มอีก

 

– ระบบขออนุญาตเรือ ตอนนี้เราเร่งติดสติ๊กเกอร์เรือที่ได้รับอนุญาต (เหมือนในภาพ) เพื่อให้เกิดการดูแลควบคุมอย่างเป็นระบบ

– ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พีพีมีปัญหาอุบัติเหตุ การปรับปรุงระบบเรือขออนุญาตและเรือตรวจการน่าจะช่วยได้บางส่วน แต่ท่าน รมต.เป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะท่านนายกฯ กำชับมา อุทยานพีพีจึงจะนำร่องโดยมีทีมงาน Rescue ทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมเรือที่สามารถฝ่าคลื่นได้ในยามฉุกเฉิน

– ระบบบำบัดน้ำเสีย บนเกาะพีพีดอนมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ระบบบำบัดน้ำเสียรองรับได้ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเราไม่ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ น้ำเสียจะลงสู่ท้องทะเลและทำลายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญยิ่งของเรา

– สิ่งอำนวยความสะดวก ห้องน้ำที่อ่าวมาหยาและที่เกาะไผ่ได้รับการปรับปรุงแล้ว ผมพาท่าน รมต.กับท่านอธิบดีเข้าไปดู จะมีการปรับปรุงต่อเท่าที่เป็นไปได้

ภายหลังจากการลงเกาะพีพี 2 วัน 1 คืน เรากลับมาตั้งหลักที่กระบี่ เพื่อประชุมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลทั้งหมด ที่ประชุมสรุปร่วมกันว่า การจัดตั้ง “สำนักอุทยานแห่งชาติทางทะเล” มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อยกระดับการทำงานในทุกเรื่อง รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางทะเลโดยเฉพาะ จากนั้นท่าน รมต.ขอให้หัวหน้าอุทยานแต่ละแห่งบอกถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดโครงการที่ใช้ “เงินรายได้ค่าธรรมเนียมอุทยาน” ที่คงมีไม่ต่ำกว่า 600-700 ล้านบาท (เฉพาะอุทยานทางทะเล) เข้ามากู้วิกฤตโลกสีคราม โดยต้องมีการประเมินผลในระยะเวลา 6 เดือน และประกาศให้สังคมรับทราบ

ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพียงเพื่อเกาะพีพี แต่เห็นว่านี่แหละคือตัวอย่างของ “ประชารัฐ” เมื่อคนท้องถิ่นบวกคนรักทะเลลุกขึ้นสู้ เมื่อภาครัฐให้ความสำคัญและลงมาสนับสนุนเต็มกำลัง คำว่า “ปฏิรูปแล้วได้อะไร” จะได้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อขยายผลไปในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเมืองไทยอันเป็นที่รักของเราครับ