เที่ยววิถีไทยฯ ตอน “พิชิตเขาวงพระจันทร์” (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/417820

เที่ยววิถีไทยฯ ตอน "พิชิตเขาวงพระจันทร์" (มีคลิป)

โดย…PostTV

คลิป ท่องเที่ยวนี้ เป็นคลิป รายการนำเที่ยวที่ผลิตขึ้นโดย บริษัท PostTV ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 ในรายการ “สนามเป้าเมาท์ข่าว”

โดยคลิปนี้ เป็นคลิป พาเที่ยว จังหวังลพบุรี แต่ไม่ได้ไปเที่ยวเยี่ยมลิงทั่วไปนะครับ แต่จะเป็นการพาไป “พิชิตเขาวงพระจันทร์” ตามโครงการเขาเล่าว่า ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเขาวงพระจันทร์นี้…หากใครจะไปละก็ ต้องเตรียมใจ และเตรียมแรงไว้ให้ดีนะครับ เพราะต้องไต่บันไดสูงถึง 3,790 ขั้น ถึงจะสามารถพิชิตเขาวงพระจันทร์นี้ได้

และเขาวงพระจันทร์นี้ จะสวยแค่ไหน และมีความสำคัญอย่างไร ติดตามได้เลยครับ

ชมคลิป https://youtu.be/ppuv4PgISaM

 

หอภาพยนตร์ เดินยลโลกมายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/417455

หอภาพยนตร์ เดินยลโลกมายา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ใครที่ฝันอยากอยู่ในโลกมายาขอเชิญมาเดินเข้าฉากที่ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) สถานที่เดียวที่รวมพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ โรงภาพยนตร์ และห้องสมุดที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เอาไว้ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาดู เข้ามาเรียนรู้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เข้ามาถ่ายรูปกับเมืองมายาที่แฝงความสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

หอภาพยนตร์เป็นหน่วยงานของรัฐ มีพันธกิจหลักคือ การอนุรักษ์และเผยแพร่สิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ แต่เดิมชื่อว่า หอภาพยนตร์แห่งชาติ ก่อตั้งปี 2527 ต่อมาถูกจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนในปี 2552 และปีที่ผ่านมาเพิ่งปรับโฉมครั้งใหญ่เสร็จ ทำให้สถานที่ราชการกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่ามาเที่ยว ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย ตัวอาคารจำลองมาจากโรงถ่ายภาพยนตร์ เสียง ศรีกรุง ของพี่น้องตระกูลวสุวัต ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์เสียงมาตรฐาน ภายในได้รวบรวมประวัติความเป็นมาในรอบร้อยปีและสิ่งของหายากจากการบริจาคของผู้กำกับหนัง นักแสดง คนในแวดวงภาพยนตร์ และประชาชนทั่วไป

 

เมืองมายา โซนใหม่ล่าสุดที่สร้างแรงดึงดูดใจตั้งแต่สถาปัตยกรรมภายนอก ด้วยการจำลองสถานที่สำคัญด้านภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างประเทศ ไล่เรียงจากทางเข้าจะพบกับ โรงละครมงคลบริษัท ชาวบ้านเรียกว่าโรงละครหม่อมเจ้าอลังการ เป็นสถานที่จัดฉายหนังครั้งแรกในสยาม ถัดมาจะเจอประตูสามยอด ประตูเมืองเก่าในชุมชนต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ติดกันคือ ร้านถ้ำมอง คิเนโตสโคป ได้จำลองร้านจัดแสดงประดิษฐกรรมภาพยนตร์ของโทมัส เอดิสัน ที่ชื่อว่า คิเนโตสโคป หรือเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหวที่ต้องดูในตู้ไม้แบบถ้ำมอง ฝั่งตรงข้ามจะเป็นโรงหนังตังค์แดง โรงหนังยุคแรกๆ ของโลกที่แทรกตัวอยู่ในนิวยอร์ก และอาคารสุดท้าย กร็องด์ คาเฟ่ สถานที่กำเนิดภาพยนตร์ในกรุงปารีส โดยพี่น้องตระกูลลูมิแอร์สามารถประดิษฐ์เครื่องซีเนมาโตกราฟ ที่เป็นทั้งกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหวในตัวเดียว และได้ฉายภาพยนตร์เป็นครั้งแรกที่ใต้ถุนร้านกาแฟกร็องด์ คาเฟ่ ซึ่งจุดนี้มีร้านกาแฟให้บริการเหมือนสถานที่จริง

นอกจากนี้ รอบๆ เมืองมายายังมีประติมากรรมให้รำลึกถึงบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ พระบิดาแห่งภาพยนตร์สยาม ชาร์ลี แชปลิน และประติมากรรมคู่ระหว่าง จอร์จ อีสต์แมน กับ โทมัส เอดิสัน ที่ได้พบกันในงานฟิล์มสีโกดาคัลเลอร์ สหรัฐอเมริกา รวมถึงนิทรรศการกลางแจ้งขนาดใหญ่อย่างสถานีรถไฟศีนิมา ภายในจัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์กับรถไฟ รถหนังขายยา มหรสพยอดฮิตของชาวบ้านหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โรงถ่ายแบล็คมารีอา โรงถ่ายหนังแห่งแรกของโลก โดยผู้เข้าชมสามารถร่วมเป็นนักแสดงในภาพยนตร์โบราณเรื่อง คนกินกล้วย ครั้งละ 100 บาท พร้อมจัดส่งดีวีดีหนังทางไปรษณีย์ หนังกระโปรง วิธีการฉายหนังเข้าตู้ให้ผู้ชมดูตามช่อง และลานดารา ลานประทับรอยมือรอยเท้าของดาราภาพยนตร์ไทย หนึ่งในนั้นคือรอยมือของ มิตร ชัยบัญชา ดาราชายในตำนาน

 

โซนที่ 4 โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ขนาด 121 ที่นั่ง จัดฉายภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ มีโปรแกรมฉายให้ชมฟรีทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) และจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น โครงการโรงหนังโรงเรียน ให้คุณครูพานักเรียนมาดูหนัง ภาพยนตร์ผู้สูงอายุ ให้ชมรมผู้สูงวัยมารำลึกถึงความหลังผ่านหนังเก่าที่หาชมได้ยาก และภาพยนตร์บำบัด สำหรับผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ ทางหอภาพยนตร์ยังมี รถโรงหนัง หรือรถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ที่สามารถแปลงเป็นโรงหนังขนาด 100 ที่นั่ง ตระเวนไปยังพื้นที่ห่างไกลให้ชาวบ้านได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ในโรงหนังเหมือนคนในเมือง

และสุดท้าย ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี คลังข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้รวบรวมหนังสือทุกแขนงที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ โดยแบ่งเป็น 11 หมวดหมู่ เช่น หมวดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สังคมกับภาพยนตร์ งานวิจัยต่างๆ และสุนทรียศาสตร์ ทฤษฎี บทวิจารณ์ นอกจากนี้ ทางหอฯ ได้รวบรวมภาพยนตร์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไว้มากถึง 1 หมื่นเรื่อง เปิดให้ประชาชนรับชมฟรีที่ห้องสมุด หรือหากต้องการทำสำเนาเพื่อนำไปใช้งานส่วนตัว ทางห้องสมุดจะเป็นผู้ประสานให้ติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง

 

ใครมีฟิล์มเก่าหรือสิ่งของใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ ทางหอภาพยนตร์ยินดีรับบริจาคเพื่อนำมาซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้ แล้วจะนำออกเผยแพร่ต่อไปเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดวันละ 5 รอบ เวลา 10.00 น. 11.00 น.14.00 น. และ 15.00 น.

เมืองมายา เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 10.00-17.00 น.

โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ฉายภาพยนตร์ทุกวัน (เว้นวันจันทร์)วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 17.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00น. และ 14.00 น. วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 13.00 น.

ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี เปิดวันจันทร์-ศุกร์เวลา 09.00-17.00 น.

สอบถาม โทร. 02-482-2013-14 เว็บไซต์ www.fapot.org เฟซบุ๊ก www.facebook.com/ThaiFilmArchivePage

 

 

ลองเล่นเลนส์รีเฟล็กซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/417339

ลองเล่นเลนส์รีเฟล็กซ์

โดย…เสกสรร โรจนเมธากุล

ปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปถ่ายภาพทะเลบัวแดงที่หนองหาน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี วันนั้นผมไปถึงในช่วงเช้า อากาศหนาวหน่อยๆ นักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่น พอลงเรือได้พี่คนขับเรือก็มุ่งพาไปยังจุดที่ดอกบัวขึ้นหนาแน่น เรือของนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆ หลายลำก็มากันที่บริเวณนี้ ได้มาชมตรงจุดนี้แล้วอิ่มตามากๆ สำหรับนักถ่ายภาพคือสวรรค์เลยครับ เพราะดอกบัวขึ้นหนาแน่น ไม่รอช้าใช้เลนส์ 70-200 มม. เปิดรูรับแสงกว้างสุดที่ 2.8 กะว่าฉากหลังละลายสวยๆ

ถ่ายไปถ่ายมา เหลือบไปเห็นเพื่อนที่นั่งข้างๆ หยิบเลนส์อ้วนสั้นอันนึงขึ้นมาถ่าย มันคือ “เลนส์รีเฟล็กซ์” นั่นเองครับ ผมเคยเห็นภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ชนิดนี้มาบ้าง ว่ามันให้ภาพที่มีเอฟเฟกต์แปลกตากว่าเลนส์ทั่วไป คิดแล้วก็อยากลอง เลยขอยืมเลนส์ตัวนี้ของเพื่อนมาลองทันที เป็นเลนส์ Minolta 300 มม. F5.6 ได้ภาพ (บน) อย่างที่เห็นครับ จะเห็นว่าระยะที่ไม่อยู่ในโฟกัสทั้งฉากหน้าและฉากหลังให้ความเบลอแปลกตา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะเรียกว่า โบเกรูปโดนัท โดยลองดูเปรียบเทียบกับภาพ (ขวา) ที่ถ่ายด้วยเลนส์ซูมปกติโดยใช้รูรับแสงใกล้เคียงกัน จะเห็นว่าโบเกต่างกันมาก

ระหว่างนั้นผมลองเลนส์รีเฟล็กซ์ตัวนี้ของเพื่อนอย่างสนุกมือเลยครับ ผมคิดว่ามันสนุกต้องที่ต้องหมุนโฟกัสด้วยมือ ช่วยให้ฝึกมองความคมชัดของภาพด้วยสายตาตัวเองบ้าง แม้ว่าจะยากแต่ความสนุกก็อยู่ตรงนี้ อย่างไรก็ตามเลนส์รีเฟล็กซ์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี เช่น น้ำหนักเบา ราคาไม่แพง นำไปใช้งานถ่ายภาพได้หลากหลาย ทั้งถ่ายวัตถุ บุคคล ทิวทัศน์ สัตว์ป่า ส่วนข้อเสียก็เช่น มีค่ารูรับแสงเดียว ไม่มีออโต้โฟกัส การถ่ายให้คมชัดเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับผม การได้ใช้เลนส์รีเฟล็กซ์ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามผ่านข้อจำกัดเหล่านี้ได้ เป็นเรื่องที่สนุกมากครับ

 

ความสุขบานปลาย มอแกน อีโค วิลเลจ เกาะพระทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/417335

ความสุขบานปลาย มอแกน อีโค วิลเลจ เกาะพระทอง

โดย…นิทรา ราตรี

พบประสบการณ์ใหม่ใน จ.พังงา กับคอนเซ็ปต์ “นอนติดดาว ราคาติดดิน” ที่ มอแกน อีโค วิลเลจ รักษ์ธรรมชาติบนเกาะพระทอง เกาะใหญ่อันดับ 5 ของไทย ที่ไม่มีระบบไฟฟ้า ไม่มีระบบประปา มีแต่ชายหาดทอดยาว กิ่งกัลปังหา ทุ่งหญ้าสะวันนา และความสุขนานาที่ไม่ต้องหาก็พบเจอ

เกาะพระทองตั้งอยู่ในเขต อ.คุระบุรี จ.พังงา เคยเป็นที่อยู่ของชาวมอแกนและชาวเลจำนวนมากก่อนสึนามิจะเข้าถล่มเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นหลายอย่างก็เปลี่ยนไปทั้งธรรมชาติที่มีต้นสนขึ้นมากมาย เหมืองร้าง ชาวบ้านย้ายถิ่น เกาะเหมือนถูกปิดจากโลกภายนอก กระทั่งเวลาเยียวยาทุกสิ่ง วันนี้เกาะพระทองกลับมามีรอยยิ้มพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน

มอแกน  อีโค วิลเลจ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อมกราคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยบ้านพักจำนวน 10 หลัง (11 ห้อง) มีดีไซน์ไม่เหมือนกันทั้งหมด ได้แก่ ตัวบ้านมีขนาดประมาณ 20 ตร.ม. มีระเบียงด้านนอกอีก 10 ตร.ม. ห้องใต้หลังคา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งที่นอนหมอนมุ้ง ห้องน้ำในตัว โต๊ะอ่านหนังสือ และพัดลม โดยทุกหลังจะมีแผงโซลาร์เซลล์ส่วนตัวเพื่อจ่ายไฟฟ้าตลอด 24 ชม.

 

นอกจากนี้ บ้านแต่ละหลังยังบอกเล่าเรื่องราวผ่านชื่อ เช่น บ้านกวาง เพราะบนเกาะเป็นถิ่นที่อยู่ของกวาง (ชาวบ้านเรียกว่ากวางม้า) โดยชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์พวกมันไว้ด้วยการไม่ล่าไม่กิน บ้านดองดึง บ้านลิ้นห่าน บ้านปาหนัน บ้านกาหยี บ้านผักบุ้งทะเลบ้านสะวันนา ทั้งหมดล้วนเป็นชื่อพืชพรรณบนเกาะ รวมถึงบ้านปูเสฉวน บ้านนกเงือก บ้านมอแกน และบ้านเหมืองแร่ ที่มีเรื่องเล่าทั้งแง่ประวัติศาสตร์และธรรมชาติของเกาะพระทอง

“เราพยายามทำให้รีสอร์ทเป็นต้นแบบของการรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นการลดใช้พลังงาน และให้ความสำคัญกับชุมชน” กฤษ ศรีฟ้า คุณพ่อของ ปาจรีย์ ศรีฟ้า เจ้าของรีสอร์ทเล่าให้ฟัง “ที่นี่อาจจะไม่สะดวกสบาย เพราะมันยุ่งยากต่อความเคยชิน แต่ถ้าเราทำความเข้าใจ เปิดใจ หันมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มันจะเป็นการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าทั้งต่อธรรมชาติและชุมชน”

ผู้เข้าพักจะมีส่วนร่วมช่วยเหลือชุมชน โดยทางรีสอร์ทจะแบ่งรายได้ร้อยละ 2 ของทุกการจอง เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กๆทั้งยังมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือโลกใบนี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Price : ทุกหลังราคา 2,900 บาท

Place : นั่งเรือของรีสอร์ท จากท่าเรือคุระบุรีประมาณ 1 ชม. ถึงรีสอร์ท โทร. 08-1895-6186 เว็บไซต์ www.mokene covillage.com

Promotion : –

 

ตะกั่วป่า : เมืองเก่า คนเก๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/417333

ตะกั่วป่า : เมืองเก่า คนเก๋า

โดย…กาญจน์ อายุ

ได้เวลาเปิดประตูเมือง “ตะกั่วป่า” พาย้อนไปสู่เมืองเก่า “ตะโกลา” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองท่าสำคัญฝั่งทะเลตะวันตก เคยเจริญถึงขีดสุดจากการทำเหมืองแร่ และเป็นแผ่นดินแม่ของชาวบ๊ะบ๋า

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวอินเดียในหนังสือมิลินทปัญหา ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 500 เมืองตะกั่วป่าเป็นเส้นทางเดินเรือของพ่อค้าชาวอาหรับผ่านแม่น้ำตะกั่วป่า จ.พังงา ข้ามฝั่งไป อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนชาวจีนฮกเกี้ยนเข้ามาปลายรัชกาลที่ 3 เริ่มจากการเป็นกุลีจนได้เป็นนายเหมือง

สมัยนั้นตะกั่วป่าถูกยกเป็นจังหวัด กระทั่งรัชกาลที่ 7 ลดระดับให้เป็นอำเภอ พร้อมๆ กับบทบาทของเมืองท่าที่ลดความสำคัญลง และลดถึงขีดสุดเมื่อการทำเหมืองแร่ดีบุกยุติ เมืองนี้จึงเหมือนถูกปิดกลายเป็นเพียงเมืองผ่านสู่ภูเก็ต ชาวตะกั่วป่าจึงช่วยกันเปิดเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปีชื่อ งานเปิดเมืองตะโกลา วันทาพระศรีบรมธาตุ ตอน จากเมืองตะโกลาถึงเมืองตะกั่วป่า จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ก.พ. 2559 บนถนนอุดมธาราและถนนศรีตะกั่วป่า ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าที่สามารถเล่าประวัติศาสตร์ได้เห็นภาพชัดเจน

ติ่มซำอาหารเช้า

 

นั่งสองแถว เหวนเมืองตะโกลา

ภายในงานมีกิจกรรม นั่งสองแถวเหวนเมืองตะโกลา ให้บริการวันละ 1 รอบ เสียค่าใช้จ่ายคนละ 50 บาท โดยรถสองแถวหรือที่คนภูเก็ตเรียกว่า รถโพถ้อง จะทำหน้าที่เป็นไทม์แมชชีนพานักท่องเที่ยวท่องอดีตเมืองตะโกลา มีจุดจอดอยู่ที่โรงเรียนเต้าหมิง โรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกใน จ.พังงา มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบชิโน-นีโอคลาสสิก ที่ได้รับอิทธิพลมาจากคนจีนโพ้นทะเลและคนอังกฤษที่เข้ามาจากปีนัง โดยโรงเรียนเต้าหมิงถูกสร้างขึ้นจากชาวจีนด้วยเงิน 2 หมื่นบาท และเงินบริจาคจากพ่อค้าขายแร่ดีบุก เน้นการสอนภาษาจีน มีการเรียนภาษาไทยเพียง 1 ชม. แต่ปัจจุบันไม่มีการเรียนการสอนแล้ว

จุดที่สอง บ้านนายอำเภอคนแรกของตะกั่วป่า สร้างก่อนโรงเรียนเต้าหมิง 5 ปี เป็นทรัพย์สินของตระกูล ณ นคร ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมด้านในอาคาร อยู่ติดกับจุดที่สาม วัดเสนานุชรังสรรค์ มีลักษณะสถาปัตยกรรมเหมือนวัดมหรรณพารามที่กรุงเทพฯ ภายในพระอุโบสถมีของล้ำค่า 2 อย่างคือ ธรรมาสน์หลวงของรัชกาลที่ 5 และตู้เก็บพระไตรปิฎก จุดต่อไป จวนเจ้าเมืองตะกั่วป่าและกำแพงค่าย โบราณสถานที่เหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งจวนของพระยาเสนานุชิต หรือ นุช ณ นคร ล้อมรอบด้วยกำแพงค่ายสูง 3.8 ม. ยาว 158 ม. คาดว่าสร้างเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนโดยใช้วัสดุกรวดทรายผสมปูน ไม่มีอิฐ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาเพิ่งมีงานบวงสรวงเจ้าเมืองและใช้เป็นสถานที่จัดแสดงโขนเล่าประวัติความเป็นมาของตะโกลา

จากนั้นแวะร้านเต้าส้อแม่อารีที่สืบทอดตำรับมาเป็นรุ่นที่ 3 อายุกว่า 100 ปี คุณแม่นิลรัตน์ ทายาทรุุ่นหลานเล่าว่า ก๋งเป็นคนจีนโล้สำเภามาขึ้นที่เมืองไทย ทำเต้าส้อหาบเร่ขายตามบ้านโดยเริ่มแรกมีไส้เค็มกับไส้หวานทำจากถั่วเขียวซีก จนทุกวันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิมที่เพิ่มเติมคือ เตาอบแทนเตาอั้งโล่ และไส้ฟักกับถั่วดำ แต่ละวันผลิตได้วันละ 500 กล่อง และขายดิบขายดีไม่หนีจากยอดการผลิต

ลูกหลานบ๊ะบ๋าเมืองตะกั่วป่า

 

รถสองแถวจะไปสิ้นสุดเส้นทางที่ถนนวัฒนธรรมหรือถนนศรีตะกั่วป่า ชาวบ้านจะนำอาหารจากตลาดออกมาขาย วัยรุ่นนำของทำมือออกมาจำหน่าย ส่วนนักท่องเที่ยวมีหน้าที่จับจ่ายตามอัธยาศัย ทั้งนี้ถ้าไปเที่ยวหลังวันงานสามารถปั่นจักรยานแทนได้ เพราะทุกจุดอยู่ใกล้กัน ถนนเอื้อต่อนักปั่น และสองข้างระหว่างทางมีมุมเล็กมุมน้อยที่ต้องใช้แต่จักรยานเท่านั้นจึงเข้าถึง

สตรีทอาร์ต สตรีทฟู้ด

ถนนศรีตะกั่วป่ายาวประมาณ 500 ม. ถูกทำให้เป็นถนนสายอาร์ตเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา หลังจากคณะกรรมการเมืองเก่าตะกั่วป่ามีไอเดียให้ศิลปินท้องถิ่นนาม เอกชัย แซ่ตัน วาดสตรีทอาร์ตตามกำแพง ตามเสา เพื่อบอกเล่าตัวตนของเมือง เช่น ภาพคนร่อนแร่ ภาพรถสองแถว ภาพสัตว์นำโชคของจีน รวมทั้งสิ้น 13 ภาพ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ สถาปัตยกรรมชิโน-นีโอคลาสสิกและความคลาสสิกของร้านรวง เช่น ร้านฮัวหลอง รับซ่อมนาฬิกาและขายนาฬิกาโบราณ ร้านอัญชลี รับตัดชุดเจ้าสาว ร้านดวงพร ขายผ้าบาติก ในตึกแถวเก่าลักษณะหน้าแคบแต่ลึก หน้าบ้านมีอาเขตสำหรับเดินเชื่อมถึงกัน และมีลายปูนปั้นศิลปะของจีน

ส่งจูบให้สตรีทอาร์ต

 

บ้านที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือ ชมรมชาวบ๊ะบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน ที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาไว้ว่า คำว่า บ๊ะบ๋า หมายถึง ลูกที่เกิดในแผ่นดินแม่ นั่นคือ แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นจีน มีลูกเรียกว่า บ๊ะบ๋า (หรือที่ต่างชาติเรียกว่า พารานากัน) คนกลุ่มนี้จะมีวัฒนธรรมเฉพาะ เช่น การแต่งกาย เสื้อผู้หญิงจะมีลักษณะคอตั้งแบบจีน แขนเสื้อจีบแบบมาเลเซีย ลำตัวสั้นแบบชาวมอญ และนุ่งผ้าถุงแบบอินโดนีเซีย อันมีนัยว่า เรือสำเภาที่ชาวจีนโพ้นทะเลใช้ข้ามมหาสมุทรมาได้แวะจอดที่ฟิลิปปินส์ สุมาตรา ปีนัง สิงคโปร์ และค่อยมาหยุดที่ตะกั่วป่า ทำให้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ติดมากับผู้คนในเรือ เดิมทีชาวจีนที่อพยพเข้ามาเป็นกุลี ขอทาน และคณะงิ้ว แต่ด้วยนิสัยชอบค้าขายทำให้ชาวจีนสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว พอมีเงินก็สร้างโรงเรียนสอนภาษา (โรงเรียนเต้าหมิง) สร้างศาลเจ้า สร้างบ้าน และสร้างประเพณีของตัวเองอย่างประเพณีกินเจที่สืบทอดมานาน 173 ปี ทำให้มีความเข้มข้นและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นอกจากนี้ ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่บัดนี้ถึงอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เม.ย.เวลาประมาณ 15.00 น. ถนนศรีตะกั่วป่าจะปิดเป็นถนนคนเดิน ตั้งแผงขายอาหารซึ่งน่าสนใจเพราะขายอาหารท้องถิ่น แม่ค้าเป็นคนท้องถิ่น แตกต่างจากถนนคนเดินในเมืองท่องเที่ยวที่ขายของเอาใจต่างชาติ

งานเปิดเมืองตะกั่วป่าครั้งนี้ถ้าพูดให้ถูกต้องเติมคำว่า ครั้งที่ 2 เพราะเมื่อปีที่แล้วได้จัดงานเปิดเมืองเช่นกันแต่กระแสเงียบกริบประหนึ่งลืมปลดล็อกกลอนประตู กระนั้นทางเทศบาลตะกั่วป่าและคณะกรรมการเมืองเก่าตะกั่วป่าก็ยังไม่หมดกำลังใจ ต่างช่วยกันสร้างเมือง สร้างกระแส สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น

เวลานี้ประตูเมืองตะกั่วป่าเปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการแล้ว นักท่องเที่ยวแค่เหยียบเบรกแล้วแวะดูให้เห็นกับตา อย่าทำเหมือนที่ผ่านมาเพราะตะกั่วป่าไม่ใช่เมืองที่จะผ่านไป

การแสดงโขนในการเปิดเมืองตะกั่วป่า

 

ร้านฮัวหลอง รับซ่อมนาฬิกา

 

ตลาดเช้าเทศบาลตะกั่วป่า

 

รถโพถ้องบนผนัง

 

โรงเรียนสอนภาษาจีนเต้าหมิง

 

อมตะคาสเซิล เสพศิลป์อินปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/416070

อมตะคาสเซิล เสพศิลป์อินปราสาท

โดย…โยโมทาโร่

ช้าตรู่ในวันธรรมดาวันหนึ่ง เรามุ่งหน้าไปที่อมตะคาสเซิล ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี เพราะปราสาทแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ถึงวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เท่านั้น ก่อนที่จะมีการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อทุกส่วนเสร็จสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2559 ในฐานะปราสาทแห่งงานศิลปะภาคพื้นสุวรรณภูมิ

ปราสาทมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท นี้ เป็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจให้เป็นที่พักอาศัยของทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลายของชีวิต อีกทั้งยังต้องการให้เป็นศูนย์รวมศิลปะแห่งสุวรรณภูมิทั้งหมด

ขับรถจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงทางเข้านิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่สนามกอล์ฟอมตะสปริงคันทรีคลับ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้ แม้ภาพแรกหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จะยังไม่เรียบร้อยดี โดยเฉพาะที่จอดรถและการตกแต่งผนังด้านใน ซึ่งยังเหลือส่วนที่ต้องตกแต่งอีกมาก แต่ภาพรวมภายนอกส่วนตัวปราสาทและต้นไม้ต่างๆ จัดอยู่ในขั้นเกือบสมบูรณ์ อีกทั้งภายในปราสาทก็เริ่มมีผลงานศิลปะร่วมร้อยผลงานจัดแสดงภายในพื้นที่พร้อมรับนักท่องเที่ยวในเบื้องต้นแล้ว

 

ตัวปราสาทตัวกำแพงแลคล้ายทรงยุโรป แต่ส่วนตัวปราสาทด้านในเป็นศิลปะเอเชียผสมผสาน ย้อนความกลับไปตั้งแต่ภาพปราสาทนี้ยังคงเป็นเพียงภาพร่างบนกระดาษ 3 แผ่น วิกรมสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดการเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ ตัวปราสาทจึงได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมประจำภูมิภาคสุวรรณภูมิ ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา

ด้านโครงสร้างตัวปราสาทนั้นก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ออกแบบมาพร้อมรับภัยธรรมชาติ ตั้งแต่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว จนถึงภัยคลื่นสึนามิ ด้วยกำแพงคอนกรีตหนา 80 เซนติเมตร ใช้โครงเหล็กกว่า 8,000 ตัน คอนกรีต 3 หมื่นคิว

โดยใช้ด้านข้างของตัวปราสาทด้านหนึ่งหันเข้าอ่าวไทย วางโครงเป็นกำแพงต้านกระแสคลื่นสึนามิ ส่วนความสูงนั้นหากใช้ความสูงของคลื่นสึนามิที่เคยเกิดขึ้นในแถบทะเลอันดามันเป็นพื้นฐาน

 

ปราสาทแห่งนี้ก็รับมือได้สบายๆ ด้วยความสูงตัวปราสาทถึง 50 เมตร มีทั้งหมด 8 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยภายในรวมกว่า 4,400 ตารางเมตร และพื้นที่โดยรอบปราสาทกว่า 2.1 หมื่นตารางเมตร

โดยพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอยู่ชั้นบนสุด เป็นสวนลอยฟ้าและสระว่ายน้ำที่มองเห็นน้ำตกและวิวทะเลสาบของสนามกอล์ฟสปริงคันทรีคลับ

แค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างจริงๆ จุดเด่นอย่างหนึ่งเมื่อแรกเห็นตัวปราสาทก็คือภาพภาพแกะสลักที่กำแพงปราสาท มีทั้งหมด 6 ภาพ เป็นภาพของวิกรมและคนสำคัญของชีวิต โดยภาพของกำแพงด้านซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าตัวปราสาท คือ ภาพของวิกรม คุณพ่อ และคุณแม่ ส่วนภาพด้านขวามือคือ ม.ล.ท้าว เทวา เทวกุล ผู้ออกแบบอมตะคาสเซิล วิลเลี่ยม วอร์เรน นักเขียนหนังสือซึ่งเคยเขียนชีวประวัติของ จิม ทอมป์สัน และชีวประวัติของวิกรม กรมดิษฐ์ และสุดท้ายก็คือภาพของวิกรมอีกภาพหนึ่ง ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่วิกรมต้องการบอกว่าตัวเขาเองเป็นใครมาจากไหน และใครเป็นคนสำคัญของชีวิตเขา

 

เมื่อเดินเข้ามาที่ในตัวปราสาทจะพบกับห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีแท่นวางจุดศูนย์กลางของปราสาทอยู่ในห้องโถงนี้ จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อธิบายว่า จุดกลางห้องโถงนี้คุณวิกรมได้ออกแบบให้ทุกวันที่ 17 มี.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของเขาเอง ตอนเที่ยงวันพระอาทิตย์จะส่องตรงลงมาเป็นฉากตั้งทะลุผ่านชั้นบนของปราสาทลงมาที่แท่นกลางปราสาทแห่งนี้ เพื่อเตือนใจเขาเองว่าวันเกิดของเขาได้มาถึงแล้ว เป็นอีกลูกเล่นหนึ่งของปราสาทแห่งนี้

ในวันที่เราไปมีผลงานศิลปะจากโครงการประกวดศิลปกรรม อมตะ อาร์ต อวอร์ด ครั้งที่ 5-6 กว่า 100 ผลงานจัดแสดงอยู่ภายใน ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานที่น่าสนใจ พิจารณาเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อผ่านผลงานศิลปะเหล่านี้ โดยมากแล้วจะเป็นผลงานที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตผู้คนบนพื้นแผ่นดินไทยและแดนสุวรรณภูมิที่ละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ถัดจากห้องโถงใหญ่จะเป็นห้องบอลรูมกระจกเปิดรับทัศนียภาพอันสวยงามโดยรอบ โดยด้านในมีการจัดแสดงผลงานศิลปะอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งออกไปทางแนวร่วมสมัย แปลกตา แต่ในช่วงที่เราไปเยี่ยมชมนั้นยังเปิดให้ชมผลงานศิลปะเพียงแค่ 2 ห้อง ซึ่งหลังเสร็จสมบูรณ์จะมีห้องจัดแสดงผลงานศิลปะถึง 24 ห้องด้วยกัน

 

เดินผ่านห้องโถงแสดงผลงานศิลปะไปด้านหลังปราสาท จะพบกับฉากจำลองป่าธรรมชาติที่มีน้ำตกสูง 18.5 เมตร ไหลลงมาเป็นชั้นๆ ผ่านถึงชั้นล่าง ซึ่งจากการออกแบบปราสาทแห่งนี้ วิกรมใช้แนวคิดออกแบบธรรมชาติด้วยการจัดวางต้นไม้ ลำธาร น้ำตกต่างๆ โดยรอบ เลือกใช้ต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยนำความสูงเป็นตัวตั้ง วางตำแหน่งร่วมกับก้อนหินขนาดใหญ่ให้เกิดวางแนวของน้ำตกและลำธารให้เป็นศิลปะจากธรรมชาติเป็นภูมิทัศน์อันงดงามเข้ากับตัวปราสาท

เดินชมไม่ทันไรก็หมดเวลาร่วม 2 ชั่วโมง ไปกับปราสาทแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว ส่วนมากแล้วจะใช้เวลาไปกับการเดินดูผลงานศิลปะ อ่านชื่อและพยายามมองแนวคิดของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจขนาดไหน แม้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านงานศิลปะมาก่อนก็ยังอดชื่นชมความสวยงามของผลงานที่นำมาจัดแสดงในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเปิดอย่างเป็นทางการมีผลงานจัดแสดงเต็มพื้นที่ภายในปี พ.ศ. 2559 เราอาจจะต้องใช้เวลาครึ่งวันในการเดินชมผลงานแต่ละชิ้นก็เป็นไปได้

 

 

 

 

ทริปนี้โนแพลน การเดินทางครั้งใหม่ของ พิมพ์เลิศ ใบหยก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415955

ทริปนี้โนแพลน การเดินทางครั้งใหม่ของ พิมพ์เลิศ ใบหยก

โดย…รอนแรม

เมื่อการเดินทางนำพาไปสู่เส้นทางใหม่ บุ๊ค–พิมพ์เลิศ ใบหยก จึงลองเดินทางรูปแบบใหม่เพื่อค้นหาโลกใหม่ที่ไม่คิดว่าจะกล้าเข้าไป เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลใบหยกรับหน้าที่บริหารงานโรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ ออกงานสังคมบ้างประปราย แต่ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวเธอขอสลัดคราบมาเป็นนักเดินทางตัวยง

อันแพลนทริปครั้งแรก

ปกติสไตล์การเที่ยวของบุ๊คต้องวางแผนการเดินทางอย่างเป็นระเบียบ แต่ทริปเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนครั้งนั้นไม่ปกติ เพราะสิ่งที่เธอรู้มีแค่จุดเริ่มต้นจากเชียงใหม่และไปสิ้นสุดที่แม่ฮ่องสอน

“คนต้นคิดเป็นเพื่อนของบุ๊คเอง” เธอเริ่มเล่า “เขาเป็นคนชอบขับรถลุย แต่แก๊งของบุ๊คยังไม่เคยไปเที่ยวแบบนี้ก็เลยลองดู เพื่อนบอกแค่ว่าเป็นทริปขับรถเที่ยวเริ่มที่เชียงใหม่เริ่มต้นบนดอยอ่างขางแล้วไปจบที่แม่ฮ่องสอน ต้องเปลี่ยนที่นอนทุกคืนซึ่งยังไม่รู้ว่าที่ไหน (หัวเราะ) ส่วนระหว่างทางไม่รู้อะไรเลย”

 

ทริปอันแพลนครั้งแรกในชีวิตมีเพื่อนร่วมเดินทาง 10 คนกับรถ 3 คัน ทริปเริ่มต้นอย่างสวยงามกับทัศนียภาพบนดอยอ่างขาง การเดินทางสะดวก พักสบาย ไม่ต่างอะไรจากทริปทั่วไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าความสะดวกสบายจะอันตรธานหายไปในคืนที่สอง เมื่อเพื่อนเอ่ยปาก “คืนนี้นอนเต็นท์” และยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นอีกเมื่อบอกสถานที่ว่า “ดอยแม่ตะมาน”

“พอบุ๊คเสิร์ชคำว่าดอยแม่ตะมานในกูเกิลมันแทบจะไม่มีคนเคยไป ทำให้มีข้อมูลน้อยมาก” ข้อมูลเบื้องต้นคือ ดอยแม่ตะมาน ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว และบางส่วนของ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อมองจากยอดดอยแม่ตะมาน ฝั่งตรงข้ามกันจะเห็นดอยหลวงเชียงดาว

 

“ที่เพื่อนรู้คือสามารถขึ้นได้สองทาง ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงคือ เราขับรถกันมากกว่า5 ชั่วโมง จากถนนปกติกลายเป็นทางดินเลาะริมผาไปเรื่อยๆสัญญาณโทรศัพท์หาย สัญญาณจีพีเอสไม่มีแล้ว ไม่เจอผู้คนข้างทาง จนฟ้าเริ่มมืดและเริ่มรู้สึกถึงอันตราย เราเลยว.หากัน บอกว่าถ้าอีก 15 นาทีขับไปแล้วไม่เจออะไร จะหาที่กลับรถและกลับไปทางเดิม”

15 นาทีผ่านไป โชคดีเจอบ้านหลังหนึ่งจึงแวะจอดถามให้มั่นใจว่าไม่ได้มาผิดทาง ปรากฏว่าพวกเขามาถูกทางแล้วจริง แต่ชาวบ้านตกใจว่ามาทางนี้ทำไม เพราะมีถนนอีกเส้นให้ไปสะดวกและเร็วกว่า รถทั้งสามคันจึงมุ่งหน้าขึ้นเขาจนกระทั่งไปถึงยอดดอยแม่ตะมานเวลา 4 ทุ่ม และพบกับปัญหาใหม่ ไม่มีข้าวกิน

 

“เราต้องขับรถลงดอยไปใหม่อีก 40 นาที เพื่อไปขอวัตถุดิบจากชาวบ้านแล้วนำมาให้แม่บ้านบนดอยทำให้กิน ชาวบ้านใจดีมากๆ ที่ช่วยเหลือพวกเรา ให้นู่นให้นี่ทั้งที่ไม่เคย
รู้จักกันมาก่อนเลย และแม่บ้านบนดอยก็ใจดีมากที่ทำอาหารให้ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำให้ก็ได้ มันดึกขนาดนั้นแล้ว” บุ๊คเล่า

นอกจากนั้นเรื่องห้องน้ำห้องท่าก็เป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับห้องน้ำกลางแจ้ง เธอเล่าว่าไม่จำเป็นต้องหาที่มิดชิดเพราะบนนั้นมืดสนิท แค่เดินไปให้ไกลเพื่อนแล้วปิดไฟฉายก็สามารถทำธุระได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะเห็น ส่วนเรื่องอาบน้ำไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีที่ให้อาบและอากาศก็หนาวเกินกว่าจะอาบไหว

 

“ตื่นเช้ามาเจอทะเลหมอกรู้สึกคุ้มค่ามาก ไม่ใช่ว่าทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าที่อื่น แต่มันดีมากๆที่ทั้งดอยเป็นของเรา ไม่ต้องแย่งนักท่องเที่ยวคนอื่นดูทะเลหมอก ไม่ต้องหาจังหวะถ่ายรูปแบบไม่ติดคนเพราะไม่มีคนรู้จักดอยแม่ตะมานต่างหากที่ทำให้ดอยนี้สวยงามมาก”

จากนั้นบุ๊คและแก๊งไปขี่ช้างเข้าป่าที่เชียงดาว เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นบุ๊คไม่ได้เที่ยวแนวนี้ ทำให้เธอค้นพบความสนุกแบบใหม่ที่เรียบง่าย และปิดท้ายวันด้วยการขับรถขึ้น อ.ปายใช้ชีวิตสบายๆ ให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าเมื่อคืนที่ผ่านมา

ใน จ.แม่ฮ่องสอน บุ๊คและเพื่อนไปล่องแพต่อที่ปางอุ๋ง แล้วพักในรีสอร์ทในตัวเมืองที่แองเจลินา โจลี เคยมาพัก “บุ๊คว่ามันเป็นอะไรที่สุดๆ” เธอเล่า“เพราะเมื่อสองคืนก่อนยังนอนเต็นท์ ไม่ได้อาบน้ำเข้าห้องน้ำกลางป่า แต่วันนี้กลับได้นอนในห้องของโจลี เห็นวิวทุ่งนา มันตรงข้ามกันมากๆ”

ทว่า ทริปไม่ได้จบสวยแบบนั้นเมื่อทุกคนท้องเสียอย่างรุนแรง ปวดหัวตัวสั่น และต้องขับรถจากแม่ฮ่องสอนเพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เชียงใหม่ “วันนั้นทุกคนอาการแย่มากจากที่ต้องขับรถออกจากแม่ฮ่องสอนตอน10 โมง แต่กว่าจะมีแรงขับรถก็ประมาณบ่ายโมงจนเจ้าของรีสอร์ทต้องซื้อยาให้กิน ระหว่างทางแวะอาเจียนตลอด และในที่สุดทุกคนก็ตกเครื่องบิน”บุ๊คกล่าวเสียงเรียบ และบอกว่าทริปนั้นเป็นอะไรที่สุดทาง ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางจนถึงวันสุดท้าย มันมีแต่เรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่กลายเป็นว่าเธอกลับประทับใจและจำทริปนี้ไม่รู้ลืม

“พอหายดีแล้วมองย้อนกลับไป บุ๊ครู้สึกว่ามันดีมากที่เราป่วยแล้วตกเครื่อง ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้นทั้งทริปจะไม่มีเรื่องเล่าอะไรเลย และมันทำให้เรารู้ว่าถ้าเราเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ก็ยอมรับมัน อย่าไปหงุดหงิดกับมัน อย่างตกเครื่องก็แค่ซื้อตั๋วใหม่ สุดท้ายเราก็จะได้กลับบ้านเหมือนกัน”

เธอยังกล่าวว่า โดยปกติจะให้ความสำคัญกับห้องพักที่สะอาด ห้องสวย วิวสวย บริการดีและมักไปเที่ยวแบบอยู่นิ่งๆ หรือไม่ก็เข้าร้านคาเฟ่เก๋ๆ ซึ่งตรงข้ามกับทริปนี้ด้วยประการทั้งปวง แต่แปลกที่เธอกับแก๊งยังอยากนัดไปทริปแบบอันแพลนอีก แม้ว่ามันจะตรงข้ามกับสไตล์การเที่ยวของบุ๊คและเพื่อนๆ ก็ตาม

โลกของบุ๊ค

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นไม่มีการแข่งขัน ไม่เร่งรีบ “บุ๊คเชื่อว่าถ้าทุกคนไม่เร่งรีบ ไม่มีความเครียด ทุกคนจะใจเย็น แล้วสามารถสร้างสรรค์อะไรที่มันดูเย็นๆ สบายๆ ทำให้บ้านเมืองมันน่าอยู่และเย็นขึ้น”

นอกจากนี้ เธอได้ให้คำนิยามของการเดินทางว่าคือ “ชีวิต” เพราะในชีวิตนี้คงไม่มีอะไรที่สุดไปกว่าการเดินทางอีกแล้ว “แม้ว่าจะมีเงินมาก หรือมีรองเท้าที่ใส่อยู่คนเดียวในประเทศไทย บุ๊คว่ามันไม่สำคัญ ถ้ามีเงิน บุ๊คจะเอาไปใช้เดินทางเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิต”

 

สปานิยม อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415954

สปานิยม อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

โดย…นิทรา ราตรี

เหตุผลในการเลือกรีสอร์ทสักแห่งมีอะไรบ้าง หนึ่ง ที่ตั้ง สอง ดีไซน์ และสามสี่ห้า ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ แต่สำหรับใครที่นิยมเข้าสปา อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส บนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต น่าจะตอบโจทย์ เพราะนอกจากจะได้พักผ่อนริมชายหาดส่วนตัว ยังได้ผ่อนคลายด้วยนานาทรีตเมนต์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลก

อมาธารา เป็นรีสอร์ทระดับไฮเอนด์ให้บริการห้องพักตั้งแต่ประเภทพาวิลเลี่ยนขนาด 60 ตร.ม. ห้องสวีทขนาด 70 ตร.ม. ทั้งสองประเภทมีระเบียงส่วนตัวเห็นทะเลอันดามัน ฟรีบริการเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ เครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซ่ภายในห้อง และฟรีบริการเครื่องเล่นไอแพดขณะเข้าพัก และความหรูหราขั้นสุดที่ห้องพักแบบพูลวิลล่า มาพร้อมห้องนั่งเล่นแยกส่วนจากห้องนอน สระว่ายน้ำส่วนตัว และได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมทั้งฟรีเครื่องดื่มทุกชนิดในมินิบาร์ ฟรีบริการซักรีด 8 ชิ้น/วัน ฟรีบัตเลอร์หรือพนักงานให้บริการส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิใช้บริการในเดอร์คลับ ให้บริการอาหารเช้า ชา กาแฟ ฟรีตลอดวัน และค็อกเทลในช่วงเย็น

 

ส่วนไฮไลต์ที่ อมาธารา สปา เป็นการผสมตำรับดั้งเดิมกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก มีทรีตเมนต์ที่น่าสนใจอย่างสปาไทยฮัมมัมแห่งแรกของโลก การบำบัดเกลือสำหรับผู้ที่มีอาการหอบหืดและภูมิแพ้ พอกโคลนรัซโซล ทรีตเมนต์ผิวหน้า และในเดือนแห่งความรักนี้มีเมนูพิเศษ วาเลนไทน์เดย์บริสเป็นการขัดผิวด้วยช็อกโกแลตเข้มข้นจากธรรมชาติและนวดอโรมาเพื่อผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีศาลาโยคะ ศูนย์ออกกำลังกาย พิลาทิส และคิเนติคพร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัวสนามเทนนิสกลางแจ้ง กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ และสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ขนาดยาว 55 เมตร

ห้องอาหารมีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารไทยสูตรต้นตำรับที่ เดอะ เรสเทอรองต์ อาหารทะเลสดใหม่และสเต๊กชั้นดีที่ เดอะ กริลล์ รวมถึงเลานจ์และบาร์เน้นเครื่องดื่มที่ เดอะ กริลล์ บนชั้นดาดฟ้า เดอะ บีช เทเบิ้ล ริมชายหาด พูล เทอร์เรซ และเดอะ คลับ ข้างสระว่ายน้ำ

 

เรียกได้ว่า อมาธารา รวมความสบายทุกรูปแบบ นอนสบาย อยู่สบาย กายใจสบาย ในสถานที่ที่แสนสบายท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ของแหลมพันวา

Price : ห้องพาวิลเลี่ยนเริ่มต้นที่ 10,600 บาท ห้องสวีท 12,000 บาท และพูลวิลล่า 20,800 บาท

Place : บนแหลมพันวา ต.วิชิต ห่างจากสนามบินภูเก็ต 45 นาที (รีเจนท์ เคป พันวา เดิม) โทร. 076-200-888 เว็บไซต์ www.amataraphuket.com

Promotion : โปรฯ สปาคู่รัก 2 แพ็กเกจ ได้แก่ วาเลนไทน์เดย์บริส 8,000 บาท สำหรับ 2 ท่าน) และเออร์ลี่เบิร์ดสปา ลดทุกเมนูสปา 20% เมื่อจองเวลา 10.00-14.00 น. วันนี้–29 ก.พ. 2559 โทร. 076-200-808 ต่อ 7701

 

 

วาเลนไทน์ ครั้งสุดท้ายภูลมโล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415953

วาเลนไทน์ ครั้งสุดท้ายภูลมโล

โดย…กาญจน์ อายุ

ใครที่มีสัญญารักบนภูลมโลแล้วยังชักช้าจนเลยวาเลนไทน์นี้ไป ขอให้เตรียมข้ออ้างไว้ดีๆ เพราะพยานรักหลายหมื่นต้นไม่รอใครหน้าไหน พวกมันกำลังจะจากไปพร้อมสายลมหนาวสุดท้ายของปี

เดือน ก.พ. ไม่ใช่ช่วงที่สวยที่สุด แต่คือปัจฉิมบทของภูลมโล นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมความงามของดอกพญาเสือโคร่งสองแปลงท้ายสุด หลังจาก 1,200 ไร่ บานสะพรั่งไปแล้วตั้งแต่กลางเดือน ม.ค.

นักท่องเที่ยวเซลฟี่กับต้นพญาเสือโคร่ง

 

ภูลมโลอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เมื่อปี 2527 หลังจากขอคืนพื้นที่ป่าจากชาวม้งที่เข้ามาทำไร่เลื่อนลอยแล้ว ได้ปลูกต้นพญาเสือโคร่งขึ้นทดแทนเพื่อคืนผืนป่าให้กลับมา สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปของอุทยานภูหินร่องกล้าเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประมาณ 1,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล รองลงมาคือ ภูลมโล สูงประมาณ 1,664 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึง และภูหลวง เนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกัน

กระทั่งราว 2 ปีก่อน ตำนานหุบเขาสีชมพูถูกเล่าขานผ่านคำบอกเล่าของชาวบ้านที่พาวัวขึ้นไปกินหญ้า ไม่นานชื่อของภูลมโลก็ถูกบรรจุไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่ด้วยระยะทางไกลจากตัวเมืองเลย ประมาณ 130 กม. เป็นทางคดเคี้ยวเลาะเขาไม่แพ้เส้นเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และเมื่อไปถึง ต.กกสะทอน (ทางขึ้นภูลมโล) ก็ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นเขาที่ทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่และลูกรัง ภูลมโลจึงจำกัดคนด้วยความลำบาก มีการเดินทางโดยสังเขปเป็นดังนี้ จากตัวเมืองเลยไปด่านซ้าย ระยะทาง 82 กม. จากด่านซ้ายไปบ้านโป่งชี 7 กม. จากบ้านโป่งชีไปบ้านน้ำพุง 10 กม. จากบ้านน้ำพุงไป อบต.กกสะทอน 12 กม. และจาก อบต.กกสะทอนไปภูลมโล 20 กม.

รุมถ่าย

 

ทว่า ปีนี้ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอนมีระบบการจัดการที่ดี อย่างเรื่องการขึ้นภูลมโล นักท่องเที่ยวไม่สามารถนำรถขึ้นไปเองได้ แต่ต้องใช้บริการรถขับเคลื่อนสี่ล้อของสมาชิกในชมรม คิดราคา 2,000 บาท สำหรับ 10 คน รวมค่าเข้าอุทยาน โดยรถจะให้บริการนักท่องเที่ยวตลอดการเที่ยวชม ไม่ใช้ระบบวนลงมารับนักท่องเที่ยว เพราะบนภูลมโลมีให้ชมหลายจุด ทั้งแปลงปลูกพญาเสือโคร่งหลายแปลงที่คนขับทุกคนจะทราบดีว่าช่วงเวลาไหนแปลงเบอร์อะไรสวยที่สุด จุดชมวิวบนลานหินที่คนนิยมไปถ่ายกับป้ายภูลมโล และภูขี้เถ้าที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกับภูลมโล นับเป็นแปลงแรกๆ ที่ออกดอกทันทีเมื่อสัมผัสลมหนาวช่วงกลางเดือน ม.ค.

ขณะนี้ในชมรมมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 97 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 3 เท่าตัว นักท่องเที่ยวต้องไปขึ้นรถที่ อบต.กกสะทอน (ที่ตั้งของชมรม) หรือให้รถไปรับที่โฮมสเตย์ในบ้านห้วยมุ่น โดยรถทุกคันจะมีสติ๊กเกอร์ระบุหมายเลขชัดเจน ส่วนเรื่องว่าจะมีการจำกัดจำนวนรถหรือไม่ เห็นว่าในอนาคตมีแน่นอน ไม่น่าเกินจำนวนร้อยต้นๆ เพราะถ้าจำกัดรถก็เท่ากับจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และเท่ากับจำกัดความเสี่ยงให้ธรรมชาติ

ภูลมโลสูงจากระดับน้ำทะเล 1,664 เมตร

 

ถ้าเห็นรถส่วนตัวบนภูลมโลก็อย่าเพิ่งต่อว่าคนกกสะทอน เพราะภูลมโลสามารถขึ้นได้อีกทางที่ฝั่งบ้านร่องกล้าจ.เพชรบูรณ์ ถนนหนทางดีกว่าทำให้ไม่ต้องใช้โฟร์วีล และไม่มีกฎห้ามรถส่วนตัวขึ้นมาเองเหมือนฝั่งเลย

เรื่องรายได้ เจ้าของรถจะถูกหักเงินเข้าชมรม 10 เปอร์เซ็นต์ หักค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท นอกนั้นคือรายได้ ในหนึ่งวันจะวิ่งรถได้มากสุด 2 รอบ เพราะแต่ละรอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชม. (ขึ้น 1 ชม. เที่ยว 1 ชม. ลง 1 ชม. เป็นอย่างน้อย) และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะว่าจ้างตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงสายเพื่อขึ้นไปดูดอกไม้ และช่วงบ่ายบ้างประปราย แต่จะไม่ขึ้นช่วงเย็นเพราะบนภูลมโลไม่อนุญาตให้ค้างแรมไม่ว่าจะด้วยเต็นท์หรืออะไรก็ตาม

หุบเขาสีชมพู

 

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดคือ ยอดภูลมโล รถจะจอดที่จุดชมวิวตรงทางเดินขึ้น จากนั้นใช้กำลังขาเดินขึ้นไปประมาณ 300 ม. นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งห้อยขาบนชะง่อนหินรับพลังแสงอาทิตย์ยามเช้า แต่ถ้ามองจากจุดชมวิวด้านล่างจะเห็นเป็นยอดภูลมโลซิลลูเอทแล้วด้านหลังมีรัศมีดวงอาทิตย์ส่องประกาย แม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นใหม่ทุกวัน แต่เวลาของภูลมโลมีจำกัด ม.ค.-ก.พ. ไม่มีใครที่จะขึ้นเขามาเพื่อชมพระอาทิตย์ เพราะทุกคนต่างมาเพื่อชมดอกพญาเสือโคร่ง จึงเกิดคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าของรถทั้ง 97 คันทำอย่างไร พี่คนขับตอบง่ายๆ ว่า เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว ทุกคนก็กลับบ้านไปทำสวนปลูกผักเหมือนเดิม เพราะงานขับรถเป็นจ๊อบพิเศษเหมือนโบนัสประจำปีที่ให้เงินเป็นกอบเป็นกำ

สรุปสั้นๆ ว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติรถจะจอดสนิท โฮมสเตย์จะทยอยปิดไปตามกัน และเมื่อดอกสุดท้ายร่วงดินก็หมายถึงคำบอกลา ภูลมโลจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไปตลอด 1 ปี สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดต้องหาเวลาไปในอีก 1 อาทิตย์นับจากนี้ โอกาสสุดท้ายที่จะบอกรักในป่าสีชมพู

แสงอาทิตย์ทแยงหมอก

 

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอนติดต่อรถขึ้นภูลมโลและโฮมสเตย์ โทร. 062-557-0912-3 โฮมสเตย์หมู่บ้านร่องกล้า โทร. 055-252-742-3

เส้นทางตัวเมืองเลย–ด่านซ้าย ระยะทาง 82 กม.น่าจะทรมานร่างกายเกินไปหากไม่แวะระหว่างทาง จึงขอแนะนำให้แวะที่ อ.ภูเรือ ที่อยู่กึ่งกลางพอดี อย่างแรกคือ จิบกาแฟเข้มๆ ที่คาเฟ่ ดี มีนา ในภูเรือเรือนไม้รีสอร์ทเป็นร้านกาแฟน่ารักอยู่ริมทุ่งนา มีเปลให้นอน มีเบาะให้นั่งและมีชานให้เอกเขนก เสิร์ฟเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนขนมปังสังขยา และอาหารจานเดียวง่ายๆ คอกาแฟน่าจะชอบ เพราะเมล็ดกาแฟที่นี่คั่วเข้มช่วยชาร์จพลังให้พลขับตาตื่นเพียงจิบอึกเดียว หรือหากกาแฟไม่ช่วยอะไรก็หาทำเลเหมาะๆ แล้วงีบสักพัก จากนั้นระหว่างภูเรือไปด่านซ้ายจะเริ่มเห็นแม่ค้าตั้งเพิงขายส้มริมถนน การันตีได้ว่านั่นเป็นส้มที่นำเข้ามาจากประเทศจีน เพราะส้มโชกุนของแท้ที่ออกผลในภูเรือถูกแพ็กใส่กล่องแล้วส่งขายกรุงเทพฯ ทั้งหมด ยกเว้นไร่บุญพัฒน์แหล่งปลูกที่ยินดีแบ่งขายคิดกิโลกรัมละ 100 บาท (ถูกกว่าในกรุงเทพฯ20 บาท) อย่างไรก็ตาม ถ้าชิมแล้วชอบก็อุดหนุนมาตุนไว้ในรถถือว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะหลังจากภูเรือจะเจอกับลูกโค้งอีกพักใหญ่แต่ก็เช่นกัน ถ้าของเปรี้ยวไม่ช่วยอะไรก็ให้แง้มกระจกรถแล้วหลับตาพัก พอตื่นมาจะได้กลิ่นดอกพญาเสือโคร่งลอยมาพอดี

ร้านคาเฟ่ ดี มีนา ที่ภูเรือ

 

จุดชมวิวบนยอดภูลมโล

 

กระโดดเตะ

 

หมอกหนาบนยอดภูลมโล

 

พญาเสือโคร่งบานทิ้งท้ายความหนาว

 

ขึ้นทะเบียนป่าชุ่มน้ำ ‘แม่อิง’ เสริมภูมิคุ้มกัน ‘ธรรมชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415616

ขึ้นทะเบียนป่าชุ่มน้ำ ‘แม่อิง’ เสริมภูมิคุ้มกัน ‘ธรรมชาติ’

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

รำเพยลมโชยกลิ่นแมกไม้เมืองเหนือ น้ำโขงไหลเอื่อย ดอกหญ้าบานสะพรั่ง

บรรยากาศฤดูหนาวชักนำหัวใจหลายดวงออกเดินทาง แสวงหาความสุขตามอัตภาพ ตามจังหวะเต้นของหัวใจซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่อาจควบคุม

จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผมกลับไปยังสถานที่แห่งนี้ ราวๆ แปดหรือสิบครั้งเห็นจะได้ ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนเดิม อาคารหลังเก่ามุงหลังคาด้วยใบตองตึง โต๊ะไม้ ห้องหับเล็กๆ หมอนมุ้ง จะมีที่ผิดแผกแตกต่างไปบ้างก็คงเป็นคู่สนทนาที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมยามไม่ขาดสาย

ท่ามกลางความธรรมดาสามัญเหล่านั้น ระดับความโหยหาของผมไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยลงเลย น่าแปลก

 

ผมมีโอกาสเดินทางไปยัง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2557 ผ่านการชักชวนของ คุณภาสกร จำลองราช พี่ใหญ่ในวงการสื่อมวลชน จากนั้นก็หาโอกาสไปเองเรื่อยๆ

ระยะทาง 860 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่อุปสรรคต่อการพานพบความงดงาม และเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่ผมเดินทางกลับไป

แรกเริ่มเดิมที พี่น้องในนาม เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ชักชวนผมเข้าร่วมขบวนเรือสำรวจระบบนิเวศ “แม่น้ำอิง” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง แต่ด้วยสภาพอากาศที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ประกอบกับระดับน้ำขึ้น-ลงแปรปรวน เป็นเหตุให้กิจกรรมดังกล่าวต้องล้มเลิกอย่างฉับพลัน

แต่นั่นก็ใช่ว่าจะบดบังความงดงามที่งอกเงยตลอดระยะทาง 260 กิโมเมตร ของ “สายน้ำอิง” ที่ขอดข้ามพื้นที่ 2 จังหวัด คือพะเยาและเชียงรายไปได้

ทุกๆ วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปี ถือเป็น “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” ซึ่งในปีนี้มีความพยายามจากเครือข่ายอนุรักษ์ฯ และสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ที่จะผลักดัน “แม่น้ำอิง” และผืนป่าชุ่มน้ำใน 8 อำเภอ 2 จังหวัด ตลอดระยะทาง 260 กิโลเมตร ขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ”

 

แล้วเหตุใดจึงต้องเป็น “แม่น้ำอิง”?

ความสำคัญของ “แม่น้ำอิง” ลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง คือเป็นพื้นที่วางไข่ของพันธุ์ปลาต่างๆ โดยพบว่ามีปลากว่า 80% ในแม่น้ำโขง (ที่อยู่ในบริเวณ) เข้ามาวางไข่ เนื่องจากแม่น้ำอิงมีอุณหภูมิอุ่นกว่าแม่น้ำโขงและยังมีระบบนิเวศที่เหมาะสมกว่า

ที่สำคัญ น้ำในแม่น้ำอิงค่อนข้างนิ่งและมีพื้นที่ชุ่มน้ำรายรอบ ปลาจึงเข้ามาอาศัยอยู่ได้ทั้งฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้ง

ปัจจุบัน “แม่น้ำอิง” ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากโครงการพัฒนาและโครงการบริหารจัดการน้ำ มีฝายตัดขวางกั้นสายน้ำอยู่ 14 แห่ง (รวมกว๊านพะเยา เป็น 15 แห่ง) และในอดีตรัฐบาลหมายมั่นที่จะเดินหน้าโครงการ “กก-อิง-น่าน” แต่ถูกชาวบ้านคัดค้านจนต้องยับยั้งไปในที่สุด

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการจะถูกฉีกทิ้งไป เพียงแต่ชะลอไว้ชั่วคราวเท่านั้น

“เราต้องการให้ป่าชุ่มน้ำตลอดแม่น้ำอิงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับและโครงการพัฒนาต่างๆ หลังจากนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำได้” ระวี ถาวร ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ) อธิบาย

ระวี อธิบายเพิ่มว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียน “ป่าชุ่มน้ำ” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมาก่อน และพื้นที่ป่าชุ่มน้ำเหล่านั้นก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงทั้งจากการเข้ามาใช้ประโยชน์ โครงการพัฒนา เห็นได้ชัดจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2 ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามเสนอพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ ต.บุญเรือง อ.เชียงของ ขนาดกว่า 3,000 ไร่ เป็นพื้นที่รองรับนโยบาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็หนีไม่พ้นนิคมอุตสาหกรรมฯ และผลกระทบก็จะเกิดกับแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง

สำหรับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ มีด้วยกัน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.เสนอผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เนื่องจากแม่น้ำอิงมีพื้นที่คาบเกี่ยว 2 จังหวัด จึงเป็นไปได้ยากที่จะผลักดัน 2.เสนอผ่านสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ แต่จำเป็นต้องใช้เวลา

 

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ฯ และกรรมการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง บอกว่า อยากเสนอขึ้นทะเบียนแม่น้ำอิงตาม “บริบทลุ่มน้ำ” คือตลอดทั้งสายน้ำระยะทาง 260 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้ชาวบ้านจะต้องช่วยกันทำข้อมูลหรืองานวิจัยของชุมชน เพื่อเสนอให้ สผ.พิจารณา

สมเกียรติ บอกอีกว่า ระหว่างนี้จำเป็นต้องสร้างสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงให้มีบทบาทในการอนุรักษ์น้ำอิงมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับประเด็นไปสู่การสร้างธรรมนูญหรือการกำหนดกรอบอนุรักษ์ร่วมกันตลอดระยะทาง 260 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่หากผลักดันสำเร็จจะช่วยสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด” สมเกียรติ ระบุ