ชีวิตดีรีสอร์ท แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ สมุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414541

ชีวิตดีรีสอร์ท แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ สมุย

โดย…นิทรา ราตรี

จะดีแค่ไหนถ้าวันพักผ่อนให้ทั้งความสุขและสุขภาพดีถ้าพักที่ แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ (Absolute Sanctuary)เกาะสมุย ภายใต้แบรนด์ แอ๊บโซลูท ยู (Absolute You) ที่ทำธุรกิจด้านสุขภาพแบบครบวงจร ประกอบด้วย แอ๊บโซลูท โยคะ, แอ๊บโซลูท พิลาทิส, แอ๊บโซลูท คอร์บลาสต์ (Coreblast),แอ๊บโซลูท ฟิตฟู้ด และแอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ แห่งนี้

รีสอร์ทออกแบบสไตล์โมร็อกโก มีห้องพัก 38 ห้อง แบ่งเป็น 3 ประเภท เริ่มต้นที่ห้องสุพีเรียร์ ขนาดกะทัดรัด มีทุกอย่างครบ ที่เพิ่มเติมคือ มุมโซฟาในห้อง และชานชมสวนด้านนอก ห้องดีลักซ์ ลักษณะไม่ต่างจากประเภทแรก แต่อยู่บนอาคารทำให้เห็นวิวกว้างขึ้น และห้องสวีท มีพื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ ห้องน้ำแยกส่วนเปียกและแห้งพร้อมอ่างอาบน้ำ และเห็นวิวทะเลได้จากห้องพัก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าพักส่วนใหญ่มักใช้เวลานอกห้อง ทางรีสอร์ทมีโปรแกรมฟื้นฟูหลากหลายตั้งแต่ 3-14 วัน แบบไม่เคร่งครัดจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมล้างพิษ โยคะ ผ่อนคลาย และออกกำลังกาย รวมกันมากถึง 10 แบบให้เลือกตามความต้องการ เช่น โปรแกรม Be Fit สำหรับผู้ที่อยากมีรูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยการออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสรีระ โปรแกรม MLD Detox ล้างพิษในร่างกาย และไฮไลต์ Pilates Reformer Bootcamp โปรแกรมพิเศษสำหรับผู้ต้องการฝึกพิลาทิสโดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัว และได้ผ่อนคลายกับสปาและโยคะไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ผู้เข้าพักจะได้รับประทานอาหารฟิตฟู้ด ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติ ออร์แกนิก โฮลฟู้ด และซูเปอร์ฟู้ด ที่ยังคงความอร่อยไว้ ลบภาพเมนูสุขภาพรสชาติน่าเบื่อเพื่อให้คนรักสุขภาพมีความสุขกับอาหารมากขึ้น

เรียกได้ว่า แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ ได้รวมความเชี่ยวชาญทุกรูปแบบของแอ๊บโซลูทไว้ทั้งสตูดิโอโยคะ สตูดิโอพิลาทิส สตูดิโอฟิตเนส ดีทอกซ์เซ็นเตอร์ สปาเซ็นเตอร์ ห้องเซาน่าและสระว่ายน้ำ สำคัญที่สุดคือเทรนเนอร์มืออาชีพที่ประจำการในรีสอร์ท

 

การพักผ่อนครั้งนี้จึงแตกต่างจากวันหยุดธรรมดา เพราะนอกจากจะได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ยังได้ชีวิตใหม่กลับไปนั่นคือ สุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง สมดุลในร่างกายและจิตใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปวันหยุดที่แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ จึงเป็นเวลาเติมพลังชีวิต สร้างชีวา และเพิ่มคุณค่าวันพักผ่อนให้เป็นการพักร่างกายอย่างแท้จริง

Price: ห้องซุพีเรียร์ 5,800 บ. ดีลักซ์ 6,900 บ. สวีท 7,900 บ.

Place: ห่างจากสนามบินสมุย 15 นาที อ.บ่อผุด เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 077-601-190-9 เว็บไซต์ www.absolutesanctuary.com

Promotion: โปรฯ ฉลองครบ 8 ปี ห้องซุพีเรียร์ 3,888 บ. ดีลักซ์ 4,888 บ. และสวีท 5,888 บ. พิเศษสำหรับลูกค้าเก่าจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น เรียนโยคะได้ไม่จำกัด นวด 60 นาที อัพเกรดห้องพัก และของขวัญจากรีสอร์ท ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 30 เม.ย. 59

 

 

น่าน เมืองคนไม่เอาถ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414540

น่าน เมืองคนไม่เอาถ่าน

โดย…กาญจน์ อายุ

ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณก้าวขาเข้าเขตเมืองน่านแล้วจะกลายเป็น “คนไม่เอาถ่าน” แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคน ไม่เอาไหน เพราะความหมายของมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ อพท. ที่มีชื่อเต็มยาวเหยียดว่า องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกให้น่านเป็นเขตพื้นที่พิเศษ แล้วใช้คำว่า คนไม่เอาถ่าน ในความหมายของ คนที่เที่ยวแบบประหยัดพลังงาน ซึ่งน่านมีวิถีแบบนั้น

สิ่งที่อธิบายได้ดีที่สุดคือ วิถีจักรยาน มันกลายเป็นค่านิยมของนักท่องเที่ยวไปแล้วว่า มาน่านต้องปั่น รวมถึงโรงแรม เกสต์เฮาส์ โฮมสเตย์ จะมีจักรยานให้บริการฟรี ประหนึ่งเป็นเซอร์วิสขั้นพื้นฐาน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีที่ทำให้น่านวันนี้ยังเป็นเมืองสโลว์ไลฟ์ (แม้ว่าจะวุ่นวายกว่าแต่ก่อนมากโข) และด้วยความเป็นน่านทำให้นักท่องเที่ยวสนใจที่จะเข้าถึงชุมชนมากกว่ามาดูแล้วก็ไป

อพท.ได้จับมือกับ โลเคิล อไลค์ (Local Alike) วางโปรแกรมเที่ยวแบบคนไม่เอาถ่าน 3 วัน 2 คืน พาไปบุกชุมชนและลงมือเวิร์กช็อปให้ได้ประสบการณ์แบบบ้านๆ รวมถึงสถานที่สำคัญทั้งวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดภูมินทร์ วัดพระเกิด วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดพระธาตุเขาน้อย ตึกรังษีเกษม และหอศิลป์เมืองน่าน พูดให้ง่ายคือ โลเคิล อไลค์ ขายทัวร์ให้คนไม่เอาถ่านมาสัมผัสวิถีคนน่าน

ห้องเรียนตั๋วล้านนา

 

ทอฝ้าย เขียนตั๋วเมือง @ โฮงเจ้าฟองคำ

รถรางบรรทุกนักท่องเที่ยวมาจอดหน้าโฮงเจ้าฟองคำประมาณยี่สิบคนเห็นจะได้ เดินขึ้นไปบนเรือนไม้ แม่ภัทร-ภัทราภรณ์ ปราบริปู นั่งอยู่บนนั้นมองดูคนแปลกหน้าเดินขย่มบ้านสั่น ในใจพลันคิดถึงยายใต้ถุนว่าจะทอฝ้ายได้ไหมท่ามกลางเสียงฝีเท้าระงม ผ่านไปสิบนาทีเหมือนกับว่าสะดุ้งตื่นกลุ่มคนเหล่านั้นหายไปกับรถรางและภาพสวยๆ ในอินสตาแกรมเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่แม่ภัทรยังไม่มีโอกาสอธิบายว่า บ้านหลังนี้สำคัญอย่างไร

โฮงเจ้าฟองคำเป็นบ้านไม้อายุมากกว่าร้อยปี ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าศรีตุมมา พระนัดดาของเจ้ามหาวงศ์เจ้าผู้ครองนครน่าน จากนั้นตกทอดไปถึงเจ้าฟองคำ พระนัดดาของเจ้าศรีตุมมา กระทั่งปัจจุบัน แม่ภัทรอยากเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ จึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ คงส่วนต่างๆ ในบ้านไว้แล้วจัดแสดงของเครื่องใช้พร้อมคำบรรยาย ส่วนใต้ถุนยังคงมีกี่ทอผ้าเช่นอดีต ทุกวันจะมีแม่แก่นั่งทอผ้า ท่านไม่หวงวิชา ถ้าใครจะถามว่ากี่เหล่านั้นใช้งานอย่างไรอีกมุมเป็นการสาธิตปั่นฝ้าย แม่อีกคนกำลังดีดฝ้ายแรงดีเหมือนละอ่อนอายุสิบแปด พร้อมบอกเล่ากระบวนการโดยที่ไม่ต้องมีใครถาม

“อยากให้อยู่นานๆ” แม่ภัทรกล่าวความในใจ เพราะเวลาสิบนาทีไม่ให้อะไร ยกเว้นภาพถ่ายที่ไม่สามารถไปเล่าต่อได้เลย

รถรางพาเที่ยวเมืองน่าน

 

อันที่จริงแค่เดินอ่านป้ายอธิบายความหมายครบทุกป้ายก็ใช้เวลาไม่น้อย แต่จะสนุกขึ้นไปอีกถ้าได้ทำกิจกรรม เช่น เรียนทอผ้าที่แม้จะเป็นการสอนเบื้องต้นให้รู้วิธีการยกกี่ แทงกระสวย ไม่รับประกันว่ากลับบ้านไปจะทำเองได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของผ้าไทยว่ากว่าจะได้มาต้องยกกี่กี่ครั้ง ร้อยฝ้ายกี่หนถึงกลายเป็นผ้าผืนให้นักท่องเที่ยวต่อรองราคา และกิจกรรมเรียนตั๋วเมืองหรืออักษรธรรมล้านนา ห้องเรียนอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้านโฮงเจ้าฟองคำ ตำราเป็นแค่กระดาษเอสี่ไม่ถึงสิบแผ่น ถ่ายสำเนามาจากหนังสือเรียน นักเรียนนั่งอยู่หน้ากระดานดำอันน้อย ครูค่อยๆ อธิบายหลักการเขียนและการอ่านออกเสียง ซึ่งการเรียนครั้งนี้ก็ไม่ได้หวังให้ชำนาญ แต่คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมล้านนาที่เรียบง่ายและอ่อนช้อยผ่านตัวอักษร

เวลาในโฮงเจ้าฟองคำผ่านไปไวเหลือเชื่อ ยังไม่ทันได้เขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาล้านนา เวลาก็ผ่านไปแล้วสองชั่วโมง โดยที่ระหว่างนั้นมีรถรางมาเทียบตลอด ซึ่งเห็นชัดว่าทุกคนล้วนสนใจว่าห้องเรียนกำลังสอนอะไร แต่เพราะพวกเขามุ่งแต่เก็บจำนวนแห่งให้มากที่สุด จนหลงลืมที่จะเกี่ยวจำนวนประสบการณ์อันสำคัญกว่า

ทำตุงก้าคิง @ วัดพระเกิด

วัดพระเกิดไม่เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน วัดจึงเป็นห้องประชุมสมาชิกสหกรณ์และเป็นที่ตั้งชมรมผู้สูงวัยทำตุงก้าคิง

โฮงเจ้าฟองคำ

 

ตุงก้าคิงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ตุงชะต๋า ตุงเดี่ยว ส่วน ตุงก้าคิง หรือ ตุงค่าคิง เป็นภาษาไทยใหญ่ คำว่า ค่า แปลว่า เท่า ส่วนคำว่า คิง แปลว่า คนหรือตัวตุงนี้จึงหมายถึง ตุงเท่าตัว หรือมีความยาวเท่ากับความสูงของเจ้าของตุง ใช้เพื่อสืบชะตา เรียกขวัญ สะเดาะเคราะห์ ต่ออายุให้ยืดยาวออกไป และเพื่อความเป็นสิริมงคล (ถ้าใครเชื่อเรื่องปีชง การทำตุงก้าคิงก็เหมือนการแก้ชงวิธีหนึ่ง) ดังนั้นแม่ๆ ในชมรมทำตุงจะตระเตรียมตุงให้พอดีกับแต่ละบุคคล ทั้งเรื่องความยาวที่ต้องเท่าความสูงและปีนักษัตรที่ต้องระบุลงไป

ตุงทำจากกระดาษแข็งและสร้างลวดลายด้วยกระดาษสีแวววับ ความหมายของลวดลายสอดรับกับ อิติปิโส 108 ได้แก่ พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 และพระสังฆคุณ 14 โดยแม่ๆ จะทำลวดลายไว้ให้เสร็จสรรพเหลือไว้เพียงใบหน้าและปีนักษัตรที่ต้องนำชิ้นส่วนมาติดเอง เริ่มจากติดจมูก ตา คิ้ว และปาก จากนั้นกล่าวคำถวายตุงแด่พระสงฆ์ และตุงทั้งหมดจะถูกแขวนไว้ในอุโบสถตลอดปี

ชาวล้านนาเชื่อตุงเป็นสัญลักษณ์ของความดี ความเป็นสิริมงคล แต่อีกแง่ ตุง คือ งานศิลปะที่มีความละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยคติธรรมทางพระพุทธศาสนา หรือกล่าวได้ว่า ตุงสอนคนอย่างมีศิลปะ นั่นเอง

ทำตุงก้าคิงของตัวเองที่วัดพระเกิด

 

ตีเงิน @ บ้านพ่อบุญช่วยเครื่องเงินโบราณ

อาจเป็นเพราะ “เงิน” ที่ทำให้พ่อบุญช่วย หิรัญวิทย์วัย 83 ปี ยังแข็งแรง แม้กล้ามแขนจะห้อยไปตามกาลเวลาพ่อหัดทำเครื่องเงินมาตั้งแต่อายุ 17 ปี และยึดเป็นอาชีพมากว่าครึ่งทศวรรษ ทุกวันนี้บ้านพ่อยังทำเครื่องเงินโดยมีลูกชายเป็นคนสืบทอดภูมิปัญญา ที่ขึ้นชื่อคือ ประเภทขันเงินและพานเงินที่ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีการเปลี่ยนแปลงด้านกรรมวิธีบ้างไปตามยุคสมัย รวมถึงลวดลายที่มีการคิดขึ้นใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ซื้อไว้เป็นของที่ระลึกมากกว่าใช้งาน

หน้าบ้านพ่อมีเตาเผาเงินขนาดย่อม แท่นตี ค้อน และอุปกรณ์ขึ้นรูปสารพัด พ่อบุญช่วยทำขึ้นเพื่อเป็นจุดสาธิต ซึ่งถ้าใครอยากลองก็ไม่ปฏิเสธ แถมยังจะบอกเทคนิคขึ้นพื้นฐานเผื่อสนใจอยากเป็นช่างทำเครื่องเงิน บ้านหลังนี้ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์รถราง ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเป็นเพราะถนนหน้าบ้านแคบเกินไปสำหรับรถรางหรืออย่างไร แต่ที่แน่ใจที่สุดคือ พ่อบุญช่วยยินดีสอนทุกคนที่ใคร่รู้เพื่อคงวิชาเครื่องเงินให้นานเท่านาน

สามกิจกรรมสามารถปั่นจักรยานไปถึงกัน สามกิจกรรมเหมาะสมกับคนไม่เอาถ่าน (แม้ว่ากระบวนการเผาเงินจะมีการใช้ถ่านอยู่บ้างก็ตามที) และหวังว่าคนบนรถรางจะกลับไปซ้ำอีกหนแต่เปลี่ยนเป็นคนให้เวลา ให้ความสนใจ ให้ลงมือทำ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีคุณค่า และกลับไปเล่าต่อได้ว่า รูปที่ถ่ายมานั้นมีความหมายอย่างไร

ลูกชายพ่อบุญช่วยสอนนักท่องเที่ยวให้ตีเงิน

 

พ่อบุญช่วย ช่างเครื่องเงิน

 

ฝึกเขียนภาษาล้านนา

 

เผาเงิน

 

ทอผ้าสาธิตใต้โฮงเจ้าฟองคำ

 

กลุ่มผู้สูงอายุประดิษฐ์ตุงก้าคิง

 

วิถีเชียงคาน วิถีจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414134

วิถีเชียงคาน วิถีจักรยาน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การปั่นจักรยานที่เชียงคานคือวิถีชีวิต บนถนนไม่จำเป็นต้องมีเลนจักรยานเพราะคนส่วนใหญ่ใช้จักรยาน นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแบกจักรยานเดินทางเพราะทุกบ้านมีจักรยานให้หยิบยืม

แต่ถ้าถามว่าเชียงคานมีเส้นปั่นที่ไหนบ้าง ก็ต้องตอบว่าทุกเส้นสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนชายโขง ทอดยาวเลียบแม่น้ำโขงเป็นศูนย์กลางของเกสต์เฮาส์ รีสอร์ท ร้านค้า ร้านอาหาร ตอนเช้ามืดถนนจะถูกปิดชั่วคราวให้ผู้คนออกมาตักบาตรข้าวเหนียวโดยมีพระสงฆ์เดินบิณฑบาตกว่าร้อยรูป ตกเย็นในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถนนทั้งสายจะกลายเป็นถนนคนเดินให้นักท่องเที่ยวออกมาจับจ่ายสินค้าพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น และชมบ้านเมืองยามค่ำคืน

อีกเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำคือ ตรอกเล็กๆ ริมแม่น้ำ ขนาดกว้างพอสำหรับคนเดินและจักรยานเท่านั้น ซึ่งเวลาที่ดีที่สุดคือเช้าตรู่ ปั่นดูพระอาทิตย์ขึ้น และยามเย็นดูพระอาทิตย์อัสดง ทั้งยังเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก มีลมเย็นพัดความชุ่มชื้นจากแม่น้ำขึ้นมา และเฝ้ามองชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขงออกเรือไปหาปลาและกลับฝั่งพร้อมปลาเต็มลำ สำหรับสายแกร่งต้องท้าทายตัวเองด้วยการปั่นจักรยานไปแก่งคุดคู้ไกลออกประมาณ 3 กิโลเมตร ที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขงเต็มไปด้วยเกาะแก่งกลางแม่น้ำและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งใน จ.เลย

 

นอกจากนี้ ทั่วตัวเมืองก็ใช้จักรยานเดินทางได้สนุก เช่น จากถนนชายโขงสามารถปั่นเข้าซอยเล็กซอยน้อยที่มีกว่า 20 ซอยทะลุไปถนนศรีเชียงคาน ปั่นไปตลาดสดเทศบาล แวะซื้อปาท่องโก๋ใส่ไส้กับน้ำเต้าหู้ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หรือกินโจ๊กร้อนๆ สักชาม จากนั้นแวะร้านกาแฟที่มีให้เลือกมากมาย ค่อยๆ จิบซึมซับบรรยากาศความเชื่องช้าของบ้านเมือง

 

ถ้าปั่นจนเมื่อยก็ไปจอดที่ร้านนวดแผนไทย ไทเลย แม่คำก้อยจะลงมือลงศอกแก้เคล็ดขัดยอกแบบไม่ต้องพึ่งน้ำมันอโรมาใดๆ คล้อยถึงเที่ยงสมควรแก่เวลาไปฝากท้องที่ร้านส้มตำและอาหารอีสานรสแซ่บ ที่ว่าเด็ดเห็นอยู่หน้าโรงเรียนเชียงคาน จากนั้นเลี้ยวเข้าไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดศรีคุณเมืองและวัดมหาธาตุ แล้วปิดท้ายวันที่เส้นริมโขงรอดูพระอาทิตย์ตกดิน เรียกได้ว่าหนึ่งวันในเชียงคานตัวติดกับจักรยานตลอด ไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน ไม่ต้องเหม็นควันรถ ไม่ต้องหาที่จอด และถ้าใครใช้จักรยานของที่พักก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทั้งยังได้ชื่นชมบรรยากาศและสัมผัสวิถีชาวเชียงคานแบบดั้งเดิม

 

แม้ว่าทุกวันนี้สังคมเชียงคานจะเปลี่ยนไป เช่น บ้านไม้ถูกแทนที่ด้วยตึกปูน คนท้องถิ่นขายบ้านให้นายทุน และประชากรส่วนใหญ่กลายเป็นนักท่องเที่ยว ทว่าวิถีจักรยานยังคงอยู่ มันยังคงเป็นพาหนะหลักสำหรับการสัญจรในตัวเมือง ไม่ใช่เทรนด์ที่ต้องใช้จักรยานโก้เก๋ราคาแพง แต่ใช้เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวันทำให้เชียงคานเป็นเมืองจักรยานโดยแท้จริง

 

ชวนไปเก็บ ‘สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414133

ชวนไปเก็บ ‘สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน’

โดย… ภาดนุ

“สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน” (Backyard Strawberry) สวนสตรอเบอร์รี่ออร์แกนิกชื่อกิ๊บเก๋ของ บี-วลัยพร ภูมิรัตน์ ตั้งอยู่ที่ ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะไปเยี่ยมชม ชิม และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้อย่างเพลิดเพลิน สวนแห่งนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเจ้าของสวนกันเลย

“เดิมทีดิฉันจบการศึกษาเอกการจัดการการท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และเริ่มต้นทำงานโดยร่วมงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนและรับจ้างอิสระอยู่ 5 ปี เพราะเป็นงานที่ตัวเองชอบ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งดิฉันก็คิดอยากทำสวนสตรอเบอร์รี่ขึ้นมา เพราะชอบและรู้สึกประทับใจในรูปลักษณ์และรสชาติของมันมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณแม่เคยนำต้นสตรอเบอร์รี่มาปลูกที่บ้าน ประกอบกับคุณพ่อมีที่ดินเปล่าที่เหลือจากให้คนอื่นเช่า ด้วยความที่ดิฉันสนใจด้านเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เคยลองปลูกผักออร์แกนิกก็ได้ผลดี จึงคิดว่าก็น่าจะปลูกสตรอเบอร์รี่แล้วได้ผลดีเช่นกัน”

 

บีบอกว่า ช่วงแรกเธอปลูกต้นสตรอเบอร์รี่บนที่ดินแค่ 3 งานเท่านั้น โดยสั่งต้นกล้ามาจากเชียงใหม่ เรียกว่าทั้งปลูกทั้งศึกษาเรื่องสตรอเบอร์รี่ไปในตัว แต่ในระยะแรกที่ปลูกระบบให้น้ำบนแปลงต้นกล้ายังไม่ดี เพราะต้นกล้าต้องการน้ำและความชุ่มชื้นมาก ทำให้สองสัปดาห์แรกหลังปลูก ต้นกล้าจึงตายไปถึง 2,000 กว่าต้น เธอจึงย้ายต้นกล้าที่เหลือมาปลูกในแปลงเดียวกัน ระหว่างนั้นก็ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งปรึกษาเจ้าของสวนอื่นๆ ถึงวิธีดูแลเป็นอย่างดี กระทั่งต้นสตรอเบอร์รี่เริ่มออกผล

 

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันพบว่าการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว การเติบโตของต้นกล้า การออกผลเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ดิฉันจึงต้องปรับการปลูกและการดูแลต้นกล้าให้เข้ากับพื้นที่และสภาพอากาศของสวนตัวเอง และยังมีการนำดินไปตรวจคุณภาพด้วยว่าขาดธาตุอาหารชนิดไหน แล้วจึงค่อยเสริมธาตุนั้นลงไปในดินอีกที ที่สำคัญต้องใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยที่สุดและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน”

 

สำหรับปีที่ 1 และปีที่ 2 เธอปลูกสตรอเบอร์รี่เท่ากันคือ 3 งาน แต่พอขึ้นปีที่ 3 เมื่อคุณพ่อบอกว่ายังมีที่ดินเหลืออยู่ เธอจึงเพิ่มการปลูกเป็น 3 ไร่กว่า

“แต่ปีที่ 3 นี่แหละที่ทำให้ดิฉันรู้ว่าไม่ควรปลูกสตรอเบอร์รี่ในพื้นที่หลายไร่ขนาดนั้น เพราะจะดูแลไม่ทันและทำให้ต้นสตรอเบอร์รี่ตายเยอะ อีกอย่างเมื่อมีแมลงมากินต้น ดิฉันก็จะใช้น้ำแช่ใบยาสูบผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ฉีดพ่นแทนสารเคมีเพื่อไล่แมลง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงต้องลดขนาดพื้นที่ปลูกลงเหลือแค่ 2 ไร่ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมทั้งคุณภาพของผลสตรอเบอร์รี่และการบรรจุลงกล่องเพื่อส่งให้กับลูกค้าได้ทันเวลา เพราะสตรอเบอร์รี่สดจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น

 

เนื่องจากพื้นที่และสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ทำให้สตรอเบอร์รี่ที่สวนของดิฉันเก็บได้ช้ากว่าที่เชียงใหม่ โดยจะเก็บได้ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ถึงกลางเดือน เม.ย. พอเก็บเสร็จก็ต้องรีบบรรจุลงกล่องเพื่อส่งให้ลูกค้าได้รับทันที ซึ่งลูกสตรอเบอร์รี่จะมีขนาดตั้งแต่เท่าเหรียญ 10 บาท ไปจนถึงขนาดเท่าแอปเปิลลูกเล็กเลยล่ะ โดยจะขายในราคา 200-300 บาทต่อครึ่งกิโลกรัม”

บีทิ้งท้ายว่า นอกจากขายส่งให้ลูกค้าแล้ว เธอยังเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน Backyard Strawberry” ตั้งแต่ปีแรกของการปลูกอีกด้วย ที่ผ่านมาก็มีสมาชิกแฟนเพจโทรมาสั่งหลายรายโดยโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เธอจึงต้องเก็บสตรอเบอร์รี่ช่วงเช้า แพ็กใส่กล่องช่วงสาย และส่งไปทางรถทัวร์และเครื่องบินในช่วงบ่าย ตอนเย็นๆ สตรอเบอร์รี่ก็จะถูกส่งถึงมือลูกค้าพอดี

 

สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะซื้อสตรอเบอร์รี่ สามารถแจ้งไว้บนเพจเฟซบุ๊ก : สตรอเบอรี่สวนหลังบ้าน Backyard Strawberry ได้เลย

 

วัดใจ-ท้าทายเป็นทีม ที่บ้านผางาม สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413802

วัดใจ-ท้าทายเป็นทีม ที่บ้านผางาม สวนผึ้ง

โดย…สมแขก ภาพ : กาญจน์ อายุ

ไม่ปล่อยให้คนรักการผจญภัยและความท้าทายต้องรอนาน ในที่สุดทีมงานบ้านผางามรีสอร์ท วังน้ำเขียว ก็ย้ายบ้านมาเปิดทำการอยู่ที่สวนผึ้งในแบบ Adventure Park ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหอมเทียนเพียง 9 กิโลเมตร และ 17 กิโลเมตร จากซีนเนอรี่ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในราชบุรี

ด้วยกิตติศัพท์เรื่องการสร้างทีมบิลดิ้งให้ทีมเวิร์กมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี บ้านผางาม สวนผึ้ง ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เดิมคือเน้นสร้างความหวาดเสียวในลักษณะทีมโดยใช้เกมทลายกำแพงของตัวตนพร้อมเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ให้เชื่อมถึงกัน เป็นการสร้างความรู้จักกันทางลัดผ่านกิจกรรมเชิงบวก ไม่เพียงเท่านี้ยังเพิ่มความตื่นเต้นให้กลุ่มครอบครัวและหมู่เพื่อนร่วมกิจกรรม ให้เราสนุกสนานในวันพักผ่อนได้อย่างหลากหลายด้วยกิจกรรมผจญภัยหลากหลายรูปแบบ ทั้งปีนผาจำลอง ขับรถเอทีวี โหนสลิงปีนป่ายสำหรับคนรักความเสียว และกิจกรรมท้าทายกลางแจ้ง ท่ามกลางบรรยากาศรายล้อมไปด้วยขุนเขา

 

ก่อนเริ่มต้นวัดใจกันในฐานต่างๆ  เราจึงต้องมาเรียนรู้พื้นฐานเทคนิคการเล่น วิธีการใช้งานอุปกรณ์ รวมถึงต้องแต่งกายให้รัดกุมเพื่อความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งทางบ้านผางามก็มีทีมงานเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญมาคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนสัมผัสเกมกีฬาทั้งหลาย เริ่มจากพิชิตวิวสวยและสูงที่สุดแห่งเทือกเขาตะนาวศรีกับกิจกรรมเอาต์ดอร์ อย่างหน้าผาจำลอง (Rock Climbing) เกมกีฬาแห่งการวางแผน ท้าทายและตัดสินใจเฉพาะหน้า เร้าใจและท้าทายด้วยความสูง 10 เมตร กับความยาก 4 ระดับ เพิ่มความมั่นใจด้วยอุปกรณ์การโรยตัว/ปีนผาระดับโลกทุกชิ้น และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานนักโรยตัวมืออาชีพ ที่พร้อมจะนำคุณไปสัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้พิชิตหน้าผาสูงอย่างแท้จริง จึงปีนได้ทั้งมือใหม่ฝึกพิชิตหรือนักปีนที่เคยผ่านมาหลายผาแล้ว

ไม่ห่างจากบริเวณเดียวกันยังมีบิ๊กโฟร์ (Big 4) ฐานผจญภัย 4 ด่านที่สูงเสียดฟ้าไฮไลต์ของบ้านผางาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสามัคคีในทีมเวิร์ก ไม่เพียงท้าทายความสามารถตัวเอง แต่ยังหมายถึงความไว้วางใจที่มอบให้หมู่คณะด้วย บิ๊กโฟร์จึงเหมาะที่จะเป็นกิจกรรมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว เพราะแค่ใจที่กล้าพอไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ใช่ปัญหา

ต่อมาคือการกลับมาของฐานผางามลอยฟ้า (Flying Fox) ที่จะพาเราให้โลดแล่นไปตามสายสลิงซึ่งทอดยาวไปตามหุบเขา  ผ่านสวนดอกไม้ที่สวยงามและน่ายลโฉม ปล่อยตัวให้อิสระดุจนกบินให้สัมผัสกับลมเย็นด้านบนและมองวิวด้านล่างให้ฉ่ำใจ แต่บางคนอาจจะมองไม่เห็น เพราะมัวแต่หลับตา จากนั้นค่อยมาต่อที่ Sky Coaster กับชิงช้ายักษ์สูง 15 เมตรที่สามารถทำให้ใจแกว่งได้เหมือนกัน และสำหรับครอบครัวอยากหากิจกรรมสำหรับเด็ก Gold Panning หรือการขุดทองตามล่าขุมทรัพย์ในดินแดนแห่งเหมืองโบราณ เรื่องราวการร่อนทองจริงของพี่น้องชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ และความเป็นมาที่ลึกซึ้งของดินแดนชายฝั่งตะวันตก อ.สวนผึ้ง ท่ามกลางสายน้ำเย็นฉ่ำ นอกจากนี้ท่องเที่ยวอิสระสุดหัวใจกับรถยูทีวี หรือรถเอทีวีรุ่นบิ๊กไบค์ สะเทินน้ำสะเทินบกบนเส้นทางทะเลหุบเขาที่สวยงาม คนนั่งได้สัมผัสธรรมชาติและลุยได้ทุกเส้นทาง

สารพัดฐานวัดใจและวัดพละกำลังทั้งเดี่ยวและทีม ทุกเกมล้วนเป็นเกมแห่งการวางแผน ท้าทายการตัดสินใจเฉพาะหน้า เพราะทุกเอื้อมมือที่คว้า ทุกก้าวที่ย่างขึ้นจะยากหรือง่ายแค่ไหน ตื่นเต้นหรือจะไปถึงจุดหมายหรือไม่ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะตอบได้ ติดต่อ บ้านผางาม สวนผึ้ง สอบถาม โทร. 08-2965-4998, 08-3016-7071 หรือ www.pangam.com

 

ซีนิคอล เวิลด์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเขาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413568

ซีนิคอล เวิลด์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเขาใหญ่

โดย…สมแขก

การมาเที่ยวเขาใหญ่ไม่ได้มีแต่การผจญภัยในป่า และออกส่องสัตว์อีกต่อไป จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เพียง 1.5 กม. และห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 200 กม. เป็นที่ตั้งของสวนสนุกกลางแจ้ง “ซีนิคอล เวิลด์ เขาใหญ่” ดินแดนแห่งความสนุกแห่งใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมของเขาใหญ่อีกหนึ่งแห่ง ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

เฐาศิริษ ศิวาคม กรรมการผู้จัดการ ซีนิคอล กรุ๊ป ผู้บุกเบิกโรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ และโบทานิก้า เขาใหญ่ กล่าวถึงโครงการล่าสุด ซีนิคอล เวิลด์ ว่า แลนด์มาร์คแห่งใหม่นี้ดึงจุดเด่นของทำเลปากช่องและเขาใหญ่ให้เป็นประโยชน์ และด้วยที่ตั้งบนเนื้อที่ 79 ไร่ ทำให้สวนสนุกแห่งนี้ครบวงจร พร้อมทั้งมีกรีนเนอรี่ พาร์ค มอลล์ สถานที่สำหรับช็อปปิ้ง และร้านอาหาร รวมถึงสวนน้ำและเครื่องเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ

“ไฮไลต์ของสวนสนุกแห่งนี้ คือสวนน้ำ ‘สแปลช เวิลด์’ ที่ใช้พื้นที่กว่า 20 ไร่ เป็นสวนน้ำที่สะดุดตาด้วยสีสันและรูปทรงการออกแบบ ทั้งร่มรื่นด้วยทิวทิศน์ท่ามกลางขุนเขารอบทิศทาง จุดน่าสนใจคือมีสไลเดอร์ให้เลือกเล่นมากถึง 15 ชนิด เช่น Splash Coaster เป็นสไลเดอร์ที่มีความยาวถึง 180 เมตร หรือลุ้นระทึกในความมืดกับ Tantrum Alley ที่ปล่อยแรงน้ำระดับพายุ เหวี่ยงเรือลำน้อยๆ ของคุณในอุโมงค์ก่อนจะทิ้งดิ่งลงใจกลางสระ หนุ่มสาวที่อยากโต้คลื่นก็เล่นให้สะใจในสระ Wave Pool สำหรับหนูน้อยก็มี Splash Valley ให้ได้สนุกกัน” เฐาศิริษ กล่าว

สำหรับสถานที่ที่สามารถกรี๊ดได้สุดเสียง ก็ต้องยกให้สวนสนุกสุดเร้าใจโซนไลฟ์ พาร์ค ที่รวมจุดแข็ง 3 อย่าง ตกผลึกเป็นคอนเซ็ปต์ของสวนสนุก บวกกิจกรรมแอดเวนเจอร์และความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ใกล้เขาใหญ่ ทำให้การจัดสรรพื้นที่โซนไลฟ์ พาร์ค มีเครื่องเล่นให้เลือกเล่นกว่า 20 ชนิด เช่น Super Pendulum ที่ท้าทายทุกแรงโน้มถ่วงของโลก หรือการทิ้งดิ่งของเครื่อง Sky Diver การแกว่งอย่างไร้ทิศทางของ GX-Swing ที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น และชมวิวมุมสูงของสวนสนุกในระดับความสูง 30 เมตร ที่เพิ่มความตื่นเต้นแบบพายุหมุนในเครื่องเล่น Typhoons Tower นอกจากนี้ทุกโซนมีพื้นที่เครื่องเล่นสำหรับเด็ก มิดเวสต์ คาร์นิวัล ที่มีเครื่องเล่นเอาใจวัยซน อาทิ ม้าหมุนสีสันสดใส ผจญภัยรถไต่เขา และสนามขับรถโกคาร์ต เป็นต้น

 

บริเวณทางเดินยังมีจุดถ่ายรูป อย่างกระบอกทรายหลากสีในจุดต่างๆ ที่ยังให้เราได้สร้างสรรค์ศิลปะสุดบรรเจิดจากทรายเหล่านั้นด้วย

ซีนิคอล เวิลด์ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างความบันเทิงให้วันหยุดพักผ่อนของครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้เป็นอย่างดี ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. มีวิธีซื้อบัตรเครื่องเล่นทั้งแบบเหมารายวันและซื้อบัตรต่อหนึ่งเครื่องเล่น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-661-2999 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ scenicalworldkhaoyai

 

หลับใหลในจินตนาการ โซ โซฟิเทล หัวหิน เ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413270

หลับใหลในจินตนาการ โซ โซฟิเทล หัวหิน

โดย…นิทรา ราตรี

เมื่อสถาปนิก แฟชั่นดีไซเนอร์ และช่างภาพมาทำงานร่วมกันใน โซ โซฟิเทล หัวหิน รีสอร์ทจึงไม่เป็นแค่ที่พัก แต่คือผลงานชิ้นใหญ่ที่ทำให้คุณเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของงานศิลป์

พอได้ทราบรายชื่อผู้ที่มีส่วนร่วมใน โซ โซฟิเทล หัวหิน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมรีสอร์ทถึงอาร์ตได้ขนาดนั้น ทั้ง ดวงฤทธิ์บุนนาค ออกแบบสถาปัตยกรรม โดนาเทียน คาราทิเยร์ ออกแบบภายใน มาร์ติน ฮิล และโลอิส กรีนฟิลด์ ถ่ายภาพตกแต่งในห้องพัก รวมถึง พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์อาซาว่า ออกแบบชุดพนักงานและสัญลักษณ์ของรีสอร์ท เป็นการรวมฝีมือของตัวท็อปในวงการมาสร้างจินตนาการให้เป็นจริง

รีสอร์ทมีห้องพัก 77 ห้อง ประกอบด้วยห้อง โซ คอมฟี่ไซส์เริ่มต้นขนาด 60 ตร.ม. โซ สตูดิโอ มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยอยู่บนชั้น 1 ของอาคาร โซ แฟมิลี่ และโซ แฟมิลี่คิดส์เฮาส์ ห้องพักสำหรับครอบครัว โดยห้องคิดเฮาส์จะเป็นส่วนขยายสำหรับเด็ก และโซ พูลวิลลา มีให้เลือกระหว่างหนึ่งหรือสองห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวยาว9 ม. รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 260 ตร.ม. โดยห้องพักทั้งหมดจะตกแต่งใน 2 สไตล์ คือ โซ อาร์ตี้ และโซ เนเจอร์

 

การตกแต่งแบบ โซ อาร์ตี้ ออกแบบบนพื้นฐานของความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย รวมศิลปะเก่าและใหม่และเพิ่มเติมด้วยภาพถ่ายอิริยาบถของมนุษย์จากการกดชัตเตอร์ของ โลอิส กรีนฟิลด์ ส่วนการตกแต่งแบบ โซ เนเจอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามของธรรมชาติผสมศิลปะแบบฝรั่งเศส และเติมเต็มด้วยภาพถ่ายของ มาร์ตินฮิล ที่ถ่ายทอดภาพธรรมชาติได้อย่างมีศิลปะ

ส่วนห้องอาหารมี 2 แห่งคือ ไวท์ โอเว่น มีสัญลักษณ์เป็นเตาอบสีขาว เสิร์ฟอาหารไทยที่เน้นวัตถุดิบในพื้นที่ และบีชโซไซตี้ ห้องอาหารที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ เน้นอาหารทะเลสดใหม่บนเตาบาร์บีคิว และทุกเดือนจะมีปาร์ตี้ริมหาดพร้อมดีเจชื่อดังสลับมาสร้างความสนุกยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีบาร์อีกแห่งชื่อ ไฮโซ เป็นบาร์บนดาดฟ้าเสิร์ฟค็อกเทลสุดจี๊ดจากมิกโซโลจิสต์สุดเจ๋ง หลังจากกินดี ก็มาอยู่ดีกันที่โซ ฟิต ห้องออกกำลังกายเปิดให้บริการ 24 ชม. และโซ สปาที่ได้นำเวชสำอางจากท้องทะเลอย่าง ฟิโตแมร์ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบรนด์ อิสระ มาใช้ในการประทินผิวผสานกับการนวดผ่อนคลาย

 

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งหมดถูกสร้างบนแนวคิด “ท่องโลกแห่งจินตนาการ” นั่นคือท่องไปในจินตนาการของผู้ออกแบบขั้นหนึ่ง และจินตนาการของผู้เข้าพักอีกขั้นหนึ่ง จนที่สุดแล้วจินตนาการจะพาไปพบจินตนาการเรื่องต่อไปเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่อันเป็นผลลัพธ์อีกด้านของการเข้าพักรีสอร์ทจึงไม่เป็นแค่ที่พัก แต่คือแรงบันดาลใจที่อาจได้รับมาโดยไม่ตั้งใจระหว่างการพักผ่อน

Price : โซ คอมฟี่ ราคาเริ่มต้น 4,900 บาท โซ สตูดิโอ 5,500 บาท โซ แฟมิลี่ 6,300 บาท โซ พูลวิลลา 13,900 บาท ยังไม่รวมค่าบริการ และภาษี

Price : ตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวของหาดชะอำ ตอนเหนือ บนทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม จ.เพชรบุรี โทร. 032-709-555

Promotion : แพ็กเกจ So Welcome เข้าพักในห้องโซ คอมฟี่ 2 คืนขึ้นไป พร้อมอาหารเช้า ทาปาสที่บาร์ไฮโซ ชุดอาหารเย็น 3 คอร์สที่ไวท์ โอเว่น และสปา 60 นาที ที่โซ สปา ราคาเริ่มต้น 5,400 บาท/ ห้อง/คืน จอง และเข้าพักได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2559

 

บึงกาฬหลากวิถี บัวชมพู สะดุ้ง เกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413269

บึงกาฬหลากวิถี บัวชมพู สะดุ้ง เกลือ

โดย…จำลอง บุญสอง

เรารู้จักบึงกาฬในฐานะจังหวัดใหม่ล่าสุดแต่ยังไม่คุ้นเคย ถ้าโฟกัสไปที่ธรรมชาติ บึงกาฬเป็นจังหวัดที่มีบึงหรือพื้นที่ชุ่มน้ำมากที่สุดในประเทศไทย และมีภูเขาหินทรายสวยงามหลายต่อหลายแห่ง ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.อีสาน) กับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ โดย รัชตะ สำราญชลารักษ์ ร่วมกันโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เป็นจุดขาย ยกตัวอย่าง ภูสิงห์ ที่นักท่องเที่ยวแห่กันไปชูมือบนหลังหินวาฬ หรือน้ำตกภูถ้ำพระที่ใครต่อใครก็อยากไปชมความอลังการของม่านน้ำตกและลานหิน ทว่าวิถีชีวิตคนบึงกาฬก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่าง 3 แห่งที่จะกล่าวถึงนี้

บึงบัวชมพู บ้านดอนหญ้านาง

แห่งแรกคือ บึงบัวชมพู บ้านดอนหญ้านาง ที่นี่ชาวบ้านไม่อยากเรียกบัวว่า บัวแดง เหมือนทะเลบัวแดงที่อื่น เพราะเขาอยากมีเอกลักษณ์ ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าใครจะเรียกบัวสีอะไรมันก็แค่ชื่อ เพราะมันคือบัวสายสีชมพูเข้มแบบเดียวกันนั่นเอง อย่างวันก่อนโน้นบัวแดงอยู่ที่บึงบอระเพ็ดก็เรียกว่าทะเลบัวแดงบึงบอระเพ็ด ต่อมาเจออีกแห่งที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง และที่ฮือฮาที่สุดน่าจะเป็นทะเลบัวแดงหนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี ที่ใหญ่ถึง 22,500 ไร่ แต่บัวแดงก็ยังมีอีกหลายแห่ง ทั้งวังบัวแดงของหนองคาย บางซอกหลืบของโคราช รวมถึงบึงกาฬที่บ้านดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ

เครื่องสูบน้ำเกลือจากลำน้ำสงคราม

 

แม้ว่าบึงบัวชมพูบ้านดอนหญ้านางจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก และน้ำในบึงลึกไม่เหมาะกับการเติบโตของบัวสาย แต่ด้วยพื้นที่ที่มีลำน้ำสงครามท่วมถึงทำให้พัดพาปุ๋ยมาทุกปี บึงแห่งนี้จึงผลิตบัวแดงดอกใหญ่สีสวยสด และยัง “สด” มาก เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยนักที่รู้จักทำให้มีบรรยากาศล่องเรือถ่ายรูปเงียบๆ

ผมเองก็มาช้ากว่าคนอื่นเป็นปี หลังจากรู้ข่าวจาก ททท.อีสาน ก็รีบตื่นมาดูบัวบาน แม้ว่าตอนเช้าจะเจอฝนหลงฤดูจนออกไปถ่ายรูปไม่ได้ แต่ตกสายพระอาทิตย์ไล่เมฆ เลยได้ภาพดอกบัวชุ่มฉ่ำ มีเม็ดฝนเกาะตามกลีบใบดูชุ่มชื้น หลังจากนี้ใครไปภูสิงห์หรือเที่ยวบึงกาฬก็ทราบโดยทั่วกันแล้วว่ายังมีบึงบัวให้ถ่ายรูปสวยๆ ได้ไม่แพ้อุดรฯ

ดอกใหญ่อุดมสมบูรณ์

 

เกลือสินเธาว์ บ้านท่าสะอาด

ลำน้ำสงครามยังพบวิถีที่น่าสนใจในอีกอำเภอ คือ การทำเกลือสินเธาว์บ้านท่าสะอาด อ.เซกา ข้อมูลจากวารสาร Journal of Mekong Societies หัวข้อ บ่อหัวแฮด : เกลือกับชุมชนในลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง โดย บำเพ็ญ ไชยรักษ์ บันทึกไว้ว่า ภาคอีสานเคยเป็นทะเลหรือมีน้ำทะเลรุกเข้ามาก่อนแผ่นดินจะยกตัวขึ้นปรากฏแอ่งเกลือขนาดใหญ่ 2 แอ่ง คือ แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช ซึ่งลุ่มน้ำสงครามตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร ทำให้ชาวบ้านตั้งแต่ 100 ปีที่แล้วต้มเกลือขาย โดยใช้น้ำเค็มใต้ดินที่อยู่ใต้น้ำอีกทีขึ้นมาต้มด้วยฟืน และใช้เป็นสินค้าแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านฝั่งแม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง

ตั้งแต่อดีตชาวบ้านได้ขุดบ่อน้ำบาดาลลึก 30-50 เมตร จำนวน 2 บ่อเพื่อใช้ร่วมกัน คนต้มเกลือมีสิทธิสูบมาใช้ต้มเกลือและต้องจ่ายเงินภาษีให้กับเทศบาลตำบลท่าสะอาด แต่ละวันจะผลัดเปลี่ยนกันสูบน้ำเกลือไปเก็บไว้ในบ่อพัก จากนั้นนำไปต้มในเตาต้มเกลือ เตาสร้างด้วยอิฐโบกปูนทรงสี่เหลี่ยมขุดลึกลงไปในดินและมีขอบพ้นผิวดินเล็กน้อย ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะต้มประมาณ 8-10 ชั่วโมง ได้เกลือวันละ 1,200 กิโลกรัม เตาหนึ่งตักได้สองครั้งคือ เช้าและกลางคืน

ต้มเกลือจากใต้ดินใต้ลำน้ำสงคราม

 

ชาวบ้านจะเริ่มต้มในเดือน พ.ย.ของทุกปี จนกระทั่งฝนตกอีกครั้งประมาณต้นเดือน พ.ค. หรือ ก.ค. ซึ่งราคาเกลือจะขายได้ราคาดีในฤดูฝนประมาณตันละ 2,500 บาท นอกจากนี้ความพิเศษของบ้านท่าสะอาดยังเป็นบ่อเกลือสินเธาว์ใต้น้ำแห่งเดียวของไทย ไม่เหมือนกับเกลือใต้ดินของอีสานที่มีหลายแห่งตั้งแต่โคราชถึงอุดรฯ

สะดุ้ง บ้านหัวแฮด

อำเภอเดียวกัน ลำน้ำเดียวกัน ยังมีเรื่องราวของวิถีคนริมน้ำสงครามอีกเรื่องกับวิถียกยอ หรือยกสะดุ้งของบ้านหัวแฮด อ.เซกา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่นี่คือเมืองหลวงของการยกยอก็ไม่เยินยอเกินไป เพราะมีสะดุ้งใหญ่มากมายทำงานทั้งปี

ท่อลำเลียงน้ำเกลือ

 

ตามลักษณะภูมิศาสตร์ของลำน้ำสงครามที่ไหลต่อมาจากลำน้ำโขง ทำให้ระหว่างทางเกิดพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ห้วยหัวแฮด แหล่งทำมาหากินของชาวบ้านโดยเฉพาะการจับปลา ชาวบ้านจะนำไปทำเป็นปลาแดดเดียว ปลาส้ม ปลาร้า ผมไปลองมาแล้วรับรองได้ว่าสดและอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะส้มตำปลาร้าที่ใครเคยกินที่ไหนแล้วบอกอร่อยที่สุด อยากให้มาชิมที่บ้านหัวแฮด รับรองจะเปลี่ยนใจมาซบครกที่นี่เหมือนผม

ตามแคมเปญ “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร” ของ ททท. ถ้าพูดถึงวิถีบึงกาฬว่า ไม่เหมือนใคร นี่เป็นเรื่องจริง แต่จะเก๋ไก๋หรือไม่ คงเป็นเรื่องมุมมอง ถ้าคำว่าเก๋หมายความถึงการได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็น การได้พูดคุยกับชาวบ้านที่ไม่เคยรู้จัก หรือการได้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ของสถานที่แห่งนั้นแบบให้เวลากับมัน ทั้ง 3 วิถีริมลำน้ำสงครามน่าจะเป็นความเก๋ที่เก๋ไก๋สุดในบึงกาฬ

เก็บเกลือที่ต้มได้ใส่ถุงรอส่งขาย

 

กระต๊อบสำหรับยกสะดุ้ง เจ้าของมานอนเพื่อยกตอนกลางคืน

 

สมฤดี ผอ.ททท.อีสาน ดูวิธีต้มเกลือ

 

ห้วยหัวแฮดแหล่งสะดุ้งของบึงกาฬ

 

สำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่บึงบัวชมพูบ้านดอน หญ้านาง

 

ปั่นไปชิลไป Bike@Prom

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/412776

ปั่นไปชิลไป Bike@Prom

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ : พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์

ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นมาเยือนอีกแล้ว ทางภาคเหนือและอีสานตอนบนต้องบอกว่าอากาศหนาวเหน็บกันเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นจะชวนไปปั่นจักรยานท้าอากาศเย็น ฝ่าลมหนาวกันที่ จ.เชียงใหม่ รับรองว่าฟินแน่นอน เพราะอากาศที่นั่น “ดี๊ดี” สดชื่น บริสุทธิ์ เย็นสบาย ปั่นไปชิลไป

ใน จ.เชียงใหม่ การปั่นจักรยานก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด เนื่องด้วยภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี และมีภูมิประเทศที่สวยงาม เชียงใหม่ในวันนี้ มีชมรมและกลุ่มคนที่รักการปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นมากมาย ร้านค้าที่รองรับการเติบโตของกิจกรรมเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเรามักจะเห็นภาพคนปั่นจักรยานในเส้นทางต่างๆ ของจังหวัดอยู่เสมอ

 

สถานที่ปั่นจักรยานที่อยากแนะนำของเชียงใหม่เวลานี้ ก็คือ ศูนย์การค้าพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรกับกิจกรรมสำหรับคนรักสุขภาพทุกรูปแบบ โดยจะมีเส้นทางปั่นจักรยานรอบๆ ศูนย์การค้า เรียกว่า Bike@Prom

ขณะเดียวกัน ศูนย์การค้าแห่งนี้ยังให้การสนับสนุนกิจกรรม การแข่งขันจักรยานชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายการ Tour de Chiangmai ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นรายการปั่นจักรยานประเภททางไกลชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของเชียงใหม่ โดยมีนักปั่นเข้าร่วมแข่งขันกว่า 500 คน เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดสตาร์ทและสิ้นสุดการแข่งขันที่ศูนย์หารค้า

 

เชียร์ คว้อนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ ศูนย์การค้าพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ กล่าวถึงที่มาของการเปิดไบค์ซิเคิลเลนบริเวณรอบศูนย์การค้า ว่า ศูนย์การค้าพรอมเมนาดาฯ ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

“สำหรับกิจกรรมการปั่นจักรยาน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและสร้างประโยชน์มากมายให้กับนักปั่น พรอมเมนาดาฯ เองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ออกแบบเส้นทางจักรยาน หรือไบค์ซิเคิลเลน บริเวณรอบศูนย์การค้า ระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร เพื่อให้เป็นศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับการปั่นจักรยาน (Bicycle Friendly Mall)

 

ทุกคนสามารถนำจักรยานมาปั่นท่ามกลางทัศนียภาพอันสวยงาม แวดล้อมด้วยธรรมชาติ และภูมิสถาปัตย์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างกลมกลืน เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการกระตุ้นให้เกิดการปั่นจักรยานอันเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและในกลุ่มนักปั่นอีกด้วย”

เส้นทางปั่น Bike@Prom มีระยะทางรวม 1.2 กิโลเมตร โดยนักปั่นทุกท่านสามารถนำจักรยานเข้ามาปั่นได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ด้วยบรรยากาศบริเวณรอบๆ ห้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีสระน้ำและทุ่งนาจำลองบริเวณด้านหน้า อีกทั้งยังมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลาย รวมถึงบริการอื่นๆ ของศูนย์การค้า

 

เส้นทางปั่นจักรยานของห้างพรอมเมนาดาฯ จึงเป็นเส้นทางปั่นจักรยานที่ครบครันทั้งในเรื่องของบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมาะสำหรับนักปั่นทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ครอบครัวนักปั่นสามารถพักผ่อนได้ที่บริเวณลาน Amphitheater ด้านหน้าอาคารบีได้อีกด้วย

 

ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411908

ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

โดย…วนิชชา ตาลสถิตย์

โรงแรมริมชายหาดบางเทา หรูหราระดับห้าดาวที่ ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา (Dream Phuket Hotel and Spa) โรงแรมน้องใหม่ที่เปิดตัวได้ไม่นาน มาพร้อมคอนเซ็ปต์รักษ์โลกและดีไซน์สุดชิก

ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา มีห้องพัก 174 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องดีลักซ์ มีให้เลือกทั้งบนตึกและริมสระน้ำด้วยห้องขนาด 35 ตร.ม. ยกระดับขึ้นอีกขั้นกับห้องสวีท มีทั้งห้องพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องริมสระว่ายน้ำใหญ่พร้อมศาลาอาบน้ำส่วนตัว และห้องบนดาดฟ้าที่ให้ความเป็นส่วนตัวเต็มที่ และประเภทสุดท้ายที่หรูหราสุดคือ เอ็กเซ็กคลูทีฟ พูล วิลล่า ประหนึ่งบ้านพักตากอากาศ มีสระว่ายน้ำ และพื้นที่เอกเขนกให้คุณใช้เวลาทั้งวันกับคนรู้ใจโดยที่ไม่ต้องออกนอกห้อง

 

นอกจากนี้ ตัวอาคารถูกออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องระบบถ่ายเทอากาศภายในตัวอาคาร ระบบกักเก็บและระบบกรองน้ำฝนให้เป็นน้ำสะอาดบนดาดฟ้า แปลงปลูกหญ้าบนหลังคาเพื่อลดความร้อน รวมถึงการทำระเบียงและกำแพงแบบกรีนวอลล์หรือกำแพงใบไม้สีเขียวเพื่อลดความร้อนในตัวอาคาร และสร้างร่มเงาธรรมชาติแก่ผู้ใช้บริการ โดยโรงแรมได้รับรางวัลด้านดีไซน์ดีเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (New Hotel Construction and Design Thailand) จากเดอะ เพรสทิจ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล อะวอร์ด เอเชีย แปซิฟิก

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมประกอบด้วย ร้านอาหารทริโลจี เสิร์ฟอาหารจากเชฟระดับมิชลินสตาร์ พูลบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำที่แขกสามารถว่ายน้ำไปสั่งเครื่องดื่มได้ทันที อินดัลจ์ เลานจ์หรูหราที่โอ่อ่าไปด้วยเครื่องหนังสุดคลาสสิกและเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่สไตล์อังกฤษ แซงชัวรี่ สปาระดับไฮเอนด์ที่เน้นทฤษฎีธาตุทั้ง 5 บาร์บนดาดฟ้าที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุด และดรีมบีช บีชคลับที่สร้างสีสันและชีวิตชีวาให้หาดลายัน ห่างจากตัวรีสอร์ทไป 5 นาที

 

โรงแรมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ. (หลังจากให้บริการไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา) ภายใต้ความร่วมมือของคาสเซิลวู๊ดกรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ และบริษัท เดบิวท์ โฮเต็ล กรุ๊ป บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมจากสหรัฐอเมริกา ที่ครั้งนี้ได้พัฒนาแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง ดรีม โฮเต็ล ให้เป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ครั้งแรก โดยในประเทศไทยมี ดรีม โฮเต็ล 2 แห่ง ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต และในอนาคตมีเป้าหมายที่จะเปิดโรงแรมอีก 20 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้า

Price : ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 7,600 บ. ห้องสวีท 10,500 บ. และวิลลา 28,500 บ.

Place : ริมชายหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โทร. 076-609-888 เว็บไซต์ www.dreamhotels.com/phuket

Promotion : ซื้อเครื่องดื่มราคาพิเศษกับโปรฯ ซันเซ็ท แฮปปี้ อาว บนบาร์บนดาดฟ้า ทุกวัน เวลา 17.00 – 19.00 น.