ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411907

ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

โดย…จำลอง บุญสอง

แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ในยุคระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง มนุษย์จมอยู่กับความหวาดกลัวธรรมชาติ พวกเขาต้องอยู่อย่าง “จำนน” และ “อ้อนวอน” ในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าอยู่เหนือธรรมชาติ จนนำมาซึ่งประเพณีแห่งการอ้อนวอนร้องขอมากมาย รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ “ข้าว” นับตั้งแต่ก่อนปลูก ไปเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวไปแล้ว แต่เมื่อวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เฟื่องฟู โลกก็ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงถูกเปลี่ยนเป็นทุนนิยม ความเชื่อดั้งเดิมถูกทำลายลงด้วยความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะคนที่มีความคิดแบบจิตนิยมยังมีซ่อนลึกอยู่ในจิตใจมนุษย์ เมื่อประสบความทุกข์ที่หาทางออกแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ความเชื่อแบบในยุคพึ่งฟ้าพึ่งฝนยังคงดำรงอยู่ ส่วนต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะในโลกที่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ถูกสถาปนาขึ้นในใจคน และประเทศที่การพัฒนาทางการเมืองยังอยู่ในขั้นด้อยและกำลังพัฒนาก็ยังมีความเชื่อเช่นนี้

 

ประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวในบ้านเรากระจุกอยู่แถบอีสาน อาจเป็นเพราะอีสานเป็นอู่ข้าว ทว่าไม่ใช่อู่น้ำ ชาวบ้านจึงต้องพึ่งพาเทวดามอบน้ำฟ้าเลี้ยงข้าวยามแล้ง เริ่มตั้งแต่ประเพณีขอฝนจากพญาแถนด้วยการจุดบั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟ มีขึ้นช่วงเดือน พ.ค. ก่อนฟ้าจะเข้าเมฆฝนอย่างเป็นทางการ และก่อนชาวบ้านจะดำกล้าลงดินชาวยโสธรจะจัดงานบุญบั้งไฟ ส่งสัญญาณให้พญาแถนบันดาลฝน เช่นเดียวกับที่ จ.ร้อยเอ็ด มี ประเพณีบั้งไฟตะไลล้าน ตามความเชื่อเดียวกัน แต่วิธีทำวัสดุขอฝนต่างกัน ที่ร้อยเอ็ดจะใช้การสานไม้ไผ่เป็นวงกลม เวลาจุดจะหมุนติ้วสู่ท้องฟ้า

พญาแถนยังเป็นที่มาของเรื่องเล่า พญาคันคาก หรือพญาคางคก ที่เชื่อว่าพญาคางคกรบชนะพญาแถน จึงออกคำสั่งว่าถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด พญาแถนต้องสั่งให้ฝนตกลงมาเมื่อนั้น ทำให้ชาวยโสธรสร้าง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ริมแม่น้ำทวน บอกเล่าความเชื่อเรื่องบุญบั้งไฟและนิทรรศการเกี่ยวกับคางคก

นอกจากนี้ ประเพณีผีตาโขน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แยกย่อยออกมาจากงานบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในเดือน มิ.ย. ที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นงานบุญเพื่อน้อมรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเชื่อกันว่าเป็นกิจกรรมขอฝนลักษณะเดียวกับที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย มีงาน ประเพณีผีขนน้ำ ชาวบ้านจะแต่งชุดผีขนเพื่อขอฟ้าขอฝน และรำลึกถึงผีบรรพบุรุษ รวมถึงผีวัวควายที่ช่วยทำนา

ใส่บาตรหน้าปราสาทรวงข้าว

 

จากนั้นในเดือน ส.ค. ก็มีงานประเพณีเกี่ยวกับข้าวเช่นกัน แต่ไม่เกี่ยวกับการทำนาคือ บุญข้าวประดับดิน มีขึ้นตามวัดต่างๆ ในภาคอีสาน โดยชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารคาวหวาน ผลไม้ หมากพลู มาห่อในใบตอง แล้วนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินรอบๆ เจดีย์หรือโบสถ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับและให้ทานแก่วิญญาณยากไร้

หลังจากชาวอีสานระดมความเชื่อจัดงานบุญขอฝนกันพัลวัน ก็ถึงเวลาแยกย้ายไปทำนา รอกระทั่งวันข้าวออกรวงและเก็บเกี่ยว พวกเขาจะกลับมาร่วมงานบุญกันอีกครั้งในเดือน ม.ค. ชาวอำนาจเจริญมี ประเพณีบุญคูณลาน คำว่า ลาน หมายถึง สถานที่นวดข้าว คูณ หมายถึง การทำให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเพณีนี้จึงมีความหมายถึงการนำข้าวที่นวดแล้วมากองขึ้นให้สูง ปกติชาวบ้านจะทำไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยว หากมีการขนข้าวเข้ายุ้งเมื่อใดก็ถือเอาวันนั้นเป็นวันทำบุญคูณลาน ทำร่วมกันในครอบครัวและสมาชิกชุมชน มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลาน

ปราสาทรวงข้าวที่สวนลุมพินี

 

ชาวกาฬสินธุ์ก็มีเช่นกันชื่อว่า บุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูณลาน สิ่งสำคัญของประเพณีนี้คือ ปราสาทรวงข้าว ด้วยชาวบ้านจะนำรวงข้าวมามัดทำเป็นปราสาท แล้วนำข้าวเปลือกมาเทกองรวมกัน เมื่อเสร็จพิธีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวแล้วจะนำข้าวเหล่านั้นไปแจกคนยากจนในหมู่บ้าน จากนั้นงานบุญขอฝนก็จะเวียนกลับมาเป็นแบบนี้ปีแล้วปีเล่า ล้อไปกับชีวิตจริงของชาวนาแห่งดินแดนที่ราบสูง

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับเทวดาฟ้าดินผสมผสานกับเปลือกของพุทธศาสนาจนกลายมาเป็นประเพณีแบบโบราณ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม เพื่อไม่ให้ประเพณีดังกล่าวสูญหายไป จึงมีการประยุกต์ประเพณีเก่าแก่ให้กลายเป็นงานที่สามารถขายการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่เพิ่งผ่านไปกับเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2559 ที่สวนลุมพินี แต่ละภาคยกประเพณีท้องถิ่นมานำเสนอ ที่เป็นไฮไลต์ต้องยกให้ปราสาทรวงข้าวจากกาฬสินธุ์ ที่แม้จะย่อส่วนลงมาให้เป็นตัวอย่าง แต่ก็ทำให้คนเมืองใหญ่เห็นความเชื่อแบบดั้งเดิมของคนในเมืองพอเพียง อันเป็นการตอกย้ำว่า แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ขบวนแห่พญาคันคาก

 

ร่ายรำหน้าบั้งไฟก่อนทำการแห่ผีขนน้ำ จ.เลย

 

พญาคางคกกับพญานาคที่ลำเซบาย

 

การจุดบั้งไฟขอฝนที่ร้อยเอ็ด

 

พานบายศรีในงานบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว

 

ยอดเจดีย์ปราสาทของจริงที่กาฬสินธุ์

 

ขนาดของปราสาทรวงข้าว

 

การดำนาในยุคเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการทำนาแบบขอแรงหรือเอาแรงกันทำนา

 

ร่วมทำบุญด้วยการเทข้าวในงานปราสาทรวงข้าวเพื่อนำไปแจกคนยากจน

 

ไหว้พระ เก้าวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411581

ไหว้พระ เก้าวัด

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

ขึ้นปีใหม่มา เก็บตกใต้อาน… นิทานหลังเบาะ… ก็อยากจะเริ่มต้นปีด้วยกิจกรรมที่เป็นสิริมงคล นอกจากแก้ชงตามที่ถูกขู่ไว้แล้วก็นึกถึงการไหว้พระเก้าวัดให้มีความก้าวหน้าไปตลอดทั้งปี ที่จริงวัดในบ้านเรานั้นมีมากมาย การจะเลือกไปวัดใดก็แล้วแต่แนวคิดของแต่ละคน บ้างก็ใช้การเดินทางเป็นแกนหลัก อย่างล่องเรือไหว้พระเก้าวัดก็จะเป็นวัดที่อยู่ริมน้ำทั้งสิ้น ส่วนของเราเอาตามที่ ททท.ส่งเสริมไว้ เป็นไหว้พระเก้าวัดพระอารามหลวง ซึ่งจะมีวัดดังนี้

วัดสระเกศ วัดสุทัศน์ วัดพระแก้ว วัดบวรนิเวศ วัดชนะสงคราม วัดโพธิ์ วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณฯ และวัดระฆัง

สำหรับคนที่ขับรถส่วนตัวเมื่อเห็นรายชื่อวัดทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์และโดยรอบ แค่คิดถึงเรื่องการหาที่จอดรถก็แทบถอดใจโดยพลัน ครั้นจะใช้บริการแท็กซี่ ค่ารถก็คงจะหลายร้อยบาท แถมอาจจะถูกแท็กซี่ปฏิเสธมากกว่า 9 ครั้งในวันเดียว เดี๋ยวจะกลายเป็นลางไม่ดีไปเสียอีก อย่ากระนั้นเลย สองเท้าเราก็มี แต่แทนที่เราจะก้าวเดิน เราก็ขี่เจ้าสองล้อไปไหว้พระเก้าวัดกันแทน

 

เราได้ปรับเปลี่ยนรายชื่อวัดเล็กน้อย เนื่องจากวัดพระแก้วนั้นเป็นที่รู้กันว่าหลังเก้าโมงเช้าไปแล้วจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่เราจะเบียดเสียดเข้าไปได้ อีกทั้งชุดปั่นจักรยานก็อาจจะดูไม่เหมาะกับเขตพระราชฐาน เราจึงเพิ่มพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเข้าไปแทน แล้ววัดพระแก้วเราก็ตั้งจิตอธิษฐานไหว้แต่เพียงภายนอก

เรานัดรวมพลที่ลานจอดรถวัดโสมนัสแต่เช้าตรู่ โดยเริ่มปั่นไปตามถนนราชดำเนินนอกไปยังวัดสระเกศเป็นวัดแรก จากนั้นก็เข้าราชดำเนินกลางผ่านโลหะปราสาทเพื่อไปวัดสุทัศน์เป็นวัดที่ 2 แต่มาถึงแถวย่านนี้ทั้งซอยโบสถ์พราหมณ์ ถนนมหรรณพ ถนนดินสอ เป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารอร่อย เรียกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปสิบร้าน มากกว่าเจ็ดร้านอร่อยแน่นอน เช้านี้เราจึงเลือกเย็นตาโฟหลังโบสถ์พราหมณ์เจ้าดังเป็นอาหารเช้า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

 

หลังจากวัดสุทัศน์เราปั่นชมตึกเก่าแพร่งนรา ไปหลังกระทรวงกลาโหม ไหว้วัดพระแก้ว (จากด้านนอก) แล้วข้ามสนามหลวง ไปกราบพระพุทธสิหิงค์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถือเป็นวัดที่ 3 จากนั้นปั่นเข้าไปทางเดินเลียบแม่น้ำจากใต้สะพานปิ่นเกล้าไปออกสวนสันติชัยปราการ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางด้วยจักรยาน คือการผสมผสานระหว่างการเดินเท้ากับการสัญจรด้วยรถ ในจุดที่ต้องการทำความเร็วเราใช้ถนนในการเดินทาง แต่เวลาต้องการละเมียดละไม ตรอกเล็กซอยน้อยจะมีรายละเอียดรอเราไปเก็บอีกมาก และเมื่อต้องข้ามทางแยก โดยเฉพาะเมื่อต้องเลี้ยวขวา แทนที่จะวัดดวงเสี่ยงเปลี่ยนเลนชิดขวาไปรอเลี้ยว เราก็รอข้ามทางม้าลายเหมือนคนเดินถนน เท่านี้ก็สามารถทำให้การเดินทางโดยจักรยานมีความปลอดภัยสำหรับทุกคน

เราไล่เรียงไปจากวัดบวรนิเวศ ไปวัดชนะสงคราม แล้วออกถนนเจ้าฟ้าย้อนกลับมาวัดโพธิ์ พักดื่มน้ำจิบกาแฟชมวิววัดอรุณสักแป๊บ ก่อนออกปากคลองตลาด เข้าซอยตลาดยอดพิมานไปข้ามสะพานพุทธ ปั่นไปตามทางเดินเลียบแม่น้ำอีกฝั่งไปแวะเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครู้สกับไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าเกียนอันเกง ก่อนเข้ากราบหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร จากนั้นปั่นออกถนนอรุณอัมรินทร์มาวัดอรุณราชวรารามฯ แล้วก็ไปจบที่วัดระฆังโฆสิตารามฯ

 

ขากลับเราข้ามเรือท่าวัดระฆังมายังท่าช้าง แล้วปั่นกลับทางถนนพระสุเมรุลัดเลาะออกใต้สะพานพระราม 8 กลับสู่วัดโสมนัสโดยสวัสดิภาพ

หลายคนคงมีคำถามว่า ไหว้พระเก้าวัดแล้วได้อะไร สำหรับผมซึ่งปกติไม่ได้เป็นคนธรรมะธัมโมแต่อย่างใด สวดมนต์ก็ได้แค่บทอะระหังสัมมาฯ แต่การได้เข้ากราบพระประธานของแต่ละวัด ได้เห็นพุทธศิลป์ที่งดงาม ได้เห็นถึงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ได้อนุโมทนาบุญผู้สร้าง เพียงเท่านี้ก็รู้สึกเย็นในจิต สงบในใจ เหมือนเป็นการเซตศูนย์ ไม่ว่าปีก่อนผ่านอะไรมาปีใหม่จะกังวัลใจอะไร กดเซตศูนย์ลบความยุ่งเหยิงทั้งหมดกลับสู่จุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีสติ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

 

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411574

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

โดย…สมแขก ภาพ : Bkkwheels

นอกจากไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และเดินทางสะดวกสบายแล้ว จ.เพชรบุรี ยังมีพร้อมทั้งเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และมีโครงการตามพระราชดำริกระจายตัวอยู่มากมายทั่วจังหวัดให้คนที่สนใจแวะเวียนไปศึกษา

Let’s Bike จะพาไปปั่นสำรวจเส้นทางตามรอยพ่อที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ เพื่อไปยังอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ ที่เปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งระยะทางที่จะปั่นในครั้งนี้รวมแล้ว 56 กม.

ปริพัตร บูรณสิน ผู้นำการปั่นสำรวจเส้นทางครั้งนี้บอกถึงความพิเศษของเส้นทางพุสวรรค์ว่า เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสำหรับนักปั่นทั้งมือใหม่และขาแรง เนื่องจากมีทั้งทางเรียบ และเนินสูงเนินต่ำเป็นระยะ เพื่อทดสอบสมรรถนะของจักรยานและนักปั่น “ถนนระหว่างแก่งกระจานไปสู่ ต.พุสวรรค์ ในมุมมองของนักปั่นเป็นเส้นทางที่ดีมากเส้นหนึ่ง มีรถวิ่งน้อยและแทบไม่มีอุปสรรคเรื่องถนนเลย ความเรียบของถนนจะทำให้การปั่นสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะนักปั่นที่ต้องการซ้อมเพื่อแข่งขันที่นี่มีครบเพราะมีทั้งเนินและทางเรียบ แต่สำหรับนักปั่นที่มาเป็นครอบครัวก็สามารถปั่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถขับรถมาพักผ่อนแล้วปั่นชมเส้นทางในวันหยุดได้”

ปริพัตร บอกถึงจุดเด่นของเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ ว่า พื้นที่และชุมชนแถบนี้เป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่พระราชาได้พระราชทานองค์ความรู้ไว้ให้ “จากพื้นที่แห้งแล้งเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากมีอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ และชาวบ้านได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านการบริหารทรัพยากรในชุมชน จนทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจึงถือว่าชุมชนพุสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงจึงยังคงบริสุทธิ์อยู่มาก นอกจากนี้ผู้คนก็น่ารัก เชื่อว่าหากเปิดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยจักรยาน จะได้รับความนิยมจากนักปั่นมากทีเดียว”

“ระยะทางถนนลาดยางมาสู่ชุมชนร่มรื่นด้วยต้นไม้ ผ่านทุ่งนาสลับกับต้นตาลที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์อยู่เป็นระยะ ทำให้การปั่นรื่นรมย์และน่ามอง เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านก็มีจุดพักรถพอสมควร แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงถ้าหากเส้นทางนี้เปิดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานจริงๆ ก็คือการดูแลรักษาบรรยากาศให้ชุมชนยังบริสุทธิ์เช่นเดิม รวมทั้งนักปั่นต้องช่วยกันรักษาความสะอาดให้กับชุมชนด้วย”

เนื่องจากระยะทางไป-กลับ 56 กม. มีเนินทดสอบพละกำลังอยู่เป็นระยะๆ สำหรับนักปั่นหน้าใหม่ ปริพัตร แนะนำเคล็ดลับการปั่นขึ้นเนินให้ตลอดรอดฝั่งว่า “นักปั่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเจอเนิน สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่างแรกอย่ามองไกลถึงยอดเนิน เพราะเดี๋ยวเราจะถอดใจ ให้มองข้างหน้าแค่ 2 เมตรข้างหน้า อยู่กับปัจจุบัน สอง ไม่ควรรีบซอยขาเพื่อให้ไปถึงยอดเร็วๆ เพราะอัตราการเต้นของหัวใจจะเร็วขึ้น แล้วเราจะควบคุมไม่ได้ แนะนำให้ปั่นช้าๆ แต่ให้แรงกดที่เท้าคงที่ในความเร็วสม่ำเสมอ ให้รถเคลื่อนตัวตลอดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเกียร์เบาเมื่อรู้สึกว่าขาเราปั่นไม่ไหว ส่วนวิธีการควบคุมการหายใจทำง่ายๆ ด้วยการหายใจเข้าให้สุดปอดแล้วนับ หนึ่ง สอง สาม จากนั้นค่อยๆ เป่าลมหายใจออกทางปาก เท่านี้ก็จะทำให้เราปั่นนานปั่นทน” ปริพัตร แนะนำ

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411135

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค

ครั้งแรกในโลกที่คนเล่นไตรกีฬาจะมีสนามซ้อมอย่างปลอดภัยที่ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค (VSANO Adventure Park) ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ที่ถูกออกแบบจากประสบการณ์ตรงของ เกียรตินิยม ทีปประสาน คนเล่นไตรกีฬาและคนไทยคนแรก ที่ควอลิฟายไปแข่งในสนามชิงแชมป์โลก

เกียรตินิยม กล่าวว่า เขาออกแบบสถานที่เลียนแบบธรรมชาติ ด้วยความเข้าใจว่า นักเล่นไตรกีฬาต้องการหาสถานที่ซ้อมว่ายน้ำแบบโอเพ่นวอเตอร์ (Open-water) ให้เหมือนในการแข่งขันจริงที่จะต้องเป็นบึง แม่น้ำ ทะเล หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้ทักษะต่างจากการว่ายในสระว่ายน้ำทั่วไป เขาจึงขุดบึงน้ำขนาด 50×500 เมตร ที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงกับสัตว์น้ำ ความสะอาดของน้ำ และอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จุดสำคัญคือ ความลึกของน้ำถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 1.5 เมตร โดยระยะทาง 1 รอบเท่ากับ 1 กิโลเมตร คนเล่นจึงสามารถดูแลตัวเองได้เนื่องจากระยะทางเหมาะสม และความลึกอยู่ในระดับยืนถึงทั่วทั้งบึง

ไตรกีฬา คือ การแข่งขันกีฬาสามชนิด ได้แก่ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ต่อเนื่องกัน ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เกียรตินิยมให้ความเห็นว่า เพราะหลายคนรู้สึกอิ่มตัวกับกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่เล่นอยู่เป็นประจำ เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยาน จึงหาสิ่งที่ท้าทายกว่าอย่างไตรกีฬา

“ไตรกีฬาให้ประโยชน์หลายอย่าง อย่างแรกคือสุขภาพดี ได้เพื่อนดี และอย่างสำคัญคือทำให้บริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้น การเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีความสามารถบริหารเวลา เพราะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมมากกว่ากีฬาประเภทอื่น รวมถึงต้องรู้จักใช้เงินเพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างมีราคา สำหรับผมกีฬานี้สอนให้มีความอดทน ความพยายาม และสมาธิ”

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ โซนร้านอาหาร มุมเครื่องดื่มร้านค้าขายอุปกรณ์ และลานจอดรถด้านหน้าจำนวน 200 คัน โซนพักผ่อนและห้องออกกำลังกาย (คาดว่าจะสมบูรณ์ในปี 2560) โซนบึงน้ำ พร้อมเส้นทางสำหรับวิ่งเทรล จักรยานเสือภูเขา และรถเอทีวีระยะทาง 4,000 เมตร และลานกีฬาผจญภัย 2 สนาม นั่นหมายความว่า ที่นี่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนเล่นไตรกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ให้คนชอบความท้าทายมาสนุกกันด้วย

“ลานกีฬาผจญภัยเป็นพื้นที่สำหรับการวิ่งเทรลและปั่นจักรยานเสือภูเขาเป็นหลัก โดยมีพื้นผิวเป็นดิน เส้นทางขึ้นลงสามารถปรับได้ตลอดเพื่อให้เส้นทางไม่ซ้ำกัน ความยากคือการที่ต้องวิ่งบนดินที่มีความแน่นแตกต่างกันทำให้ต้องใช้แรงในการดีดขามากกว่าการวิ่งบนถนนลาดยางหรือคอนกรีตหลายเท่า อีกทั้งลักษณะเส้นทางยังมีเนินขึ้นลงตลอด โดย 1 รอบจะได้ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ขึ้นกับการกำหนดเส้นทาง” เกียรตินิยม กล่าว

 

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบสนามยังมีธรรมชาติให้พอร่มรื่น และสภาพแวดล้อมยังคงสงบเหมาะแก่การวิ่งและปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย

สนามจะเปิดให้บริการครบรอบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมมากกว่า 15 ครั้ง เพื่อให้นักเล่นไตรกีฬามาฝึกซ้อม อย่างครั้งหน้าในวันที่ 7 ก.พ. มีการแข่งขัน VSANO Sprint Triathlon ด้วยกติกาว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 22 กิโลเมตร และวิ่งเทรล 5 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ www.vsanoadventure.com

สำหรับ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค อยู่เลขที่ 33/3 ทางด่วนกาญจนาภิเษก ประมาณ 3 นาทีจากบางบัวทอง บริเวณคลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง โทร. 08-1906-8585 หรืออีเมล info@vsanoadventure.com

 

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410618

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

โดย…รอนแรม ภาพ… กรกันต์ สุทธิโกเศศ

วัยรุ่นชอบเที่ยวไหน ถ้าให้เลือกระหว่างธรรมชาติกับธรรมะ ตอบคำถามไว้ในใจแล้วมาฟังคำตอบของวัยรุ่นคนนี้ อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ พระเอกโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่เลือก ธรรมะ แบบไม่เสแสร้ง “ผมชอบเที่ยววัด”เขาว่า ทำให้การเที่ยวที่ธรรมดาที่สุดกลับเป็นเรื่องน่าสนใจทั้งเส้นทางและตัวเขาเอง

วัยรุ่นเที่ยววัด

อาร์มเริ่มทำงานในแวดวงบันเทิงหลังจากได้แชมป์เคพีเอ็น อะวอร์ด ปี 2551 กระทั่งถูกชักชวนไปเป็นผู้ประกาศข่าวทางช่องเวิร์คพอยท์ในปี 2557 และด้วยความสามารถด้านการร้องและตีระนาด ทำให้อาร์มได้เล่นละครเวทีเรื่องโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่ทำให้ผู้ชมอึ้งและทึ่งไปกับฝีมือตีระนาดขั้นเทพ คนส่วนใหญ่จึงรู้จักอาร์มผ่านเสียงร้อง การแสดง และรายการข่าวประจำวัน แต่หากใครที่ติดตามโลกส่วนตัวของเขาทางอินสตาแกรม @armkornkan จะเห็นว่านอกจากภาพทำงาน อาร์มมักโพสต์ภาพวัด

 

“ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมจะไปอยู่บ้านคุณตา ทุกเช้าคุณตาจะปลุกตั้งแต่ตี 5 ไปรอใส่บาตรพระ ใส่ทุกวันจนสามารถท่องบทสวดที่ท่านให้พรได้ตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) เลยกลายเป็นการปลูกฝังให้ผมชอบทำบุญ” อาร์มเท้าความให้ฟัง ประกอบกับเมื่อโตขึ้นชอบอ่านหนังสือธรรมะ อ่านประวัติและคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ทำให้เขากลายเป็นคนชอบทำบุญและชอบเข้าวัดไปโดยปริยาย ไม่ว่าไปเที่ยวไหนทั้งในและต่างประเทศก็จะหาทางเข้าวัดเสมอ

อาร์มมักไปไหว้พระทำบุญที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี วัดสายปฏิบัติที่เขาศรัทธา และเป็นวัดที่สวยงามด้วย มีพระอุโบสถแก้วและศาลาเรือนไทยทำจากไม้สัก 3 ชั้น ที่มีการแกะสลักเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น ภาพแกะสลักตึกเวิลด์เทรดถล่มที่อเมริกาก็ถูกสลักไว้ให้เห็นความเป็นไปของโลก

 

นอกจากนี้ อาร์มยังหาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดสนามใน เขาเล่าว่าวัดนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยการสังเกตธรรมชาติรอบตัวและร่างกายของตัวเอง

“พุทธศาสนาทำให้อาร์มรู้เป้าหมายของชีวิต” อาร์มกล่าว “เราควรจะเดินไปทางไหนบนเส้นทางที่มีความตายอยู่ปลายทาง คนเราทุกคนต้องตายครับ ดังนั้นวันนี้เราจะทำยังไงให้ชีวิตมีค่ามากที่สุด รู้จักปลง ไม่ยึดติด ไม่ยึดถือทำให้อาร์มมองโลกในแง่ดีแล้วก็ไม่เครียดกับอะไร” นอกจากนี้การทำสมาธิยังทำให้เขาทำงานได้ดีขึ้น โดยนำไปใช้กับงานแสดงและการประกาศข่าวในรายการสดที่ต้องมีสมาธิตลอดเวลา

 

สายบุญ

“จากจำนวนวัดที่มีมากมาย ถ้าคนไทยออกไปเที่ยวไหว้พระเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักได้แล้ว” เขากล่าว

ถามว่าการเดินทางสายบุญต้องไปจังหวัดไหน คำตอบคือไปได้ทุกจังหวัดในประเทศไทยเพราะมีวัดอยู่ทุกที่ อย่างกรุงเทพมหานครแค่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็สามารถวางทริปไหว้พระ 9 วัดได้สบาย อาทิ วัดพระแก้ว วัดอรุณฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดกัลยาณมิตร และวัดระฆัง หรือภาคเหนือต้องไปปั่นจักรยานไหว้พระในตัวเมืองน่าน เช่น วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น และวัดพระธาตุช้างค้ำ ส่วนภาคใต้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช และภาคอีสานต้องไป จ.ร้อยเอ็ด แดนบุญแห่งอีสาน สักการะวัดเก่าแก่ เช่น วัดเหนือ วัดกลางมิ่งเมืองพระธาตุยาคู วัดบูรพาภิราม เป็นต้น

 

นอกจากประเทศไทย อาร์มยังได้เดินทางไปไหว้พระที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลวงพระบาง สปป.ลาว เขาประทับใจความเรียบง่าย เสน่ห์ของศิลปะทางพระพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่า ทว่าไม่ฉูดฉาด และวิถีชีวิตของคนลาว เช่น การตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้าที่แม้จะดูเป็นกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวไปบ้าง แต่ชาวบ้านดั้งเดิมก็ยังกระทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนจุดหมายต่อไปเขาตั้งใจจะไปสักการะเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา เมืองพุทธอีกแห่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับบ้านเรา

นอกจากนี้ เวลาไปเที่ยวไหนจะไม่มีอาร์มเพียงคนเดียวแต่จะไปกันทั้งครอบครัว โดยเขาจะพยายามจัดทริปพาครอบครัวไปต่างประเทศปีละครั้ง ส่วนในไทยจะไปทุกครั้งเมื่อมีโอกาส “ตอนเด็กๆ มีหลายครั้งมากที่คุณพ่อคุณแม่จะจ่ายเงินให้อาร์มได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับญาติ แต่พ่อแม่ไม่ไป ดังนั้นในตอนนี้อาร์มสามารถหาเงินได้เองแล้ว ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนก็จะพาพ่อแม่และน้องชายไปด้วย ไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว อาร์มว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆที่มีครอบครัวอยู่ในทุกความทรงจำของเรา” เขากล่าว

 

วัยรุ่นคนนี้จึงมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป หนึ่ง ชอบเข้าวัด สอง ชอบเที่ยวกับครอบครัว เรื่องน่ารักที่วัยรุ่นหลงลืม

โลกของอาร์ม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อาร์มอยากให้โลกใบนั้น “เอกเขนก” เขาอธิบายว่า อยากให้คนบนโลกใช้ชีวิตช้าๆ ชิลๆ และอย่าลืมทำดี ส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กัน มันคงเป็นโลกที่มีความสุขและมีสันติ

สำหรับโลกแห่งความจริงใบนี้ หลักการใช้ชีวิตของอาร์มมักนึกถึงความตาย แม้จะฟังแล้วน่าเศร้า ทว่าความหมายนั้นทำให้ปลงและสร้างแรงผลักดันในเวลาเดียวกัน เหมือนคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่า ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท นั่นก็คือการคิดถึงปลายทางของชีวิตอยู่เสมอนั่นเอง

 

 

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท บ้านสวนกลางพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410616

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท บ้านสวนกลางพัทยา

โดย…รอนแรม

ถ้าเปรียบ ชูการ์ฮัท รีสอร์ท เป็นมนุษย์ เขาจะเป็นคนแก่อินดี้ ที่แม้ว่าสังคมรอบข้างจะเปลี่ยนไป ก็ยังมีสไตล์เป็นของตัวเอง เพราะ ชูการ์ฮัท รีสอร์ท ยังรักษาความเป็นไทยท่ามกลางสังคมสมัยใหม่ กลายเป็นรีสอร์ทเดียวในพัทยาที่คงคุณค่าของเรือนไทย และยังมีจังหวะเนิบช้าในทำนองเมืองอันแสนเร่งรีบ

รีสอร์ทเสมือนหมู่บ้านไทยโบราณสมัยอยุธยา ประกอบด้วยบ้านเรือนไทยจำนวน 23 หลัง ถูกออกแบบและก่อสร้างโดยทีมช่างไม้อยุธยา ลักษณะเป็นเรือนไม้ ใต้ถุนสูง เสาหลักของบ้านตั้งเป็นมุมเอียงเข้าหากันขึ้นด้านบนเพื่อป้องกันการสั่นคลอน บนเรือนแยกห้องนอนและห้องนั่งเล่นเชื่อมกันด้วยชานหรือพื้นที่อเนกประสงค์ที่สมาชิกในบ้านจะออกมาพบปะ โดยห้องพัก  1 ห้องเท่ากับ 1 หลัง แบ่งเป็นห้องพักแบบ1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องเลียนแบบบ้านโบราณ ทั้งเตียงนอนบนพื้นไม้ กางมุ้ง ในห้องน้ำมีโอ่งให้ตักอาบและฝักบัว เสื้อคลุมอาบน้ำเป็นเสื้อม่อฮ่อมกับผ้าถุงหรือกางเกงเล และมีน้ำอบไว้พรมตัวหลังอาบน้ำ

 

หมู่เรือนไทยถูกล้อมรอบด้วยสวนและต้นไม้ใหญ่ มีไก่แจ้ไก่ฟ้า และนกยูง เดินเล่นเป็นอิสระภายในพื้นที่ 15 ไร่ ส่วนอื่นๆมีสระว่ายน้ำ 3 สระ ห้องสตรีม ห้องเซาน่า และร้านอาหารของรีสอร์ทที่โด่งดังเรื่องอาหารไทยต้นตำรับ รสชาติจัดจ้านอย่างยำมะเขือยาวกุ้งสด หัวปลีชุบแป้งทอด ห่อหมกทะเล และบัวลอยใบเตยในลูกมะพร้าวอ่อน โดยทุกคืนวันศุกร์-เสาร์ จะมีการแสดงดนตรีไทย และวันอาทิตย์-อังคาร เป็นการแสดงดนตรีแจ๊ซขับกล่อมระหว่างมื้ออาหาร

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท คงคอนเซ็ปต์ “ไทยแท้” มานาน32 ปี การวางตัวเช่นนี้ในโลกที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยอาจเรียกได้ว่าเป็นการอนุรักษ์วิธีหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมไทยคงอยู่และถูกเผยแพร่ผ่านการเข้าพักของนักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นอีกมุมของพัทยาที่คนไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

 

Price : ห้องพัก 1 ห้องนอน 4,500 บาท ห้องพัก 2 ห้องนอน 9,000 บาท (ราคาเริ่มต้น)

Place : อยู่บนถนนทางขึ้นเขาพระตำหนัก ห่างจากตัวเมืองพัทยา 10 นาที จ.ชลบุรี โทร. 038-251-686 เว็บไซต์ www.sugar-hut.com

Promotion : เมื่อพัก 1-2 คืน ลดราคา 20% และพัก 3 คืน ลดราคา 30%

 

วันเดียว เที่ยว3 ภู อุดรธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410615

วันเดียว เที่ยว3 ภู อุดรธานี

โดย…จำลอง บุญสอง

เชื่อว่าในจินตภาพของคนโดยทั่วไป เมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานี มักจะนึกถึงบ้านเชียง ทะเลบัวแดงศาลเจ้าปู่-ย่า แม่น้ำโขง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนพื้นราบ น้อยคนนักที่จะคิดว่าอุดรฯ ก็มีแหล่งท่องเที่ยวเป็น “ภูเขา” เช่นเดียวกับหลายจังหวัดในที่ราบสูงอีสาน

วันนี้จึงขอแนะนำ 3 ภู อุดรฯ ทั้งเก่าคลาสสิกและใหม่แกะกล่อง โดยจะเรียงตามลำดับการถ่ายภาพเป็นหลักให้ง่ายต่อการเดินทางไปเก็บภาพ ตามยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับการโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดีย

มีเถาวัลย์ให้ถ่ายรูปสวยๆ

 

เช้าตรู่ : ดูอรุณรุ่งบนภูหินจอมธาตุ

เริ่มต้นภูแรก ภูหินจอมธาตุ เหตุที่แนะนำเป็นแห่งแรก เพราะบนภูมีหินเทินที่เกิดจากน้ำกัดกร่อนหินทราย มันตั้งอยู่ตรงหน้าผาทางทิศตะวันออกพอดี เวลาถ่ายภาพจึงต้องรีบไปตั้งแต่เช้ามืด เผื่อเวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 1 กม. ให้ทันแสงสีส้มม่วงแดงของพระอาทิตย์ตัดกับขอบฟ้าสีครามน้ำเงินของราตรีกาลก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งนับเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ช่วงเวลาน่าเที่ยวจะเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวภูเขาทั่วไป คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่อากาศกำลังดี มีเมฆบางๆ เหลืออยู่บนท้องฟ้า และดวงอาทิตย์แดงกลมใหญ่เหมือนไข่แดง

ภูหินจอมธาตุเป็นวนอุทยาน ห่างจากตัวเมืองอุดรฯ 38 กม. มีเนื้อที่ 2.5 หมื่นไร่ เชื่อมต่อกับ จ.หนองบัวลำภู บนภูแห่งนี้แม้จะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายนัก แต่เหมาะสำหรับการออกค่ายของเยาวชน ซึ่งทางจังหวัดพยายามผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอุดรธานี

เหมาะกับการถ่ายภาพเล่นแสงและเงา

 

ช่วงสาย : ถ่ายรูปดอกไม้บานบนภูฝอยลม

ภูที่สองเมื่อเวลาเริ่มสาย คือ ภูฝอยลม ลักษณะไม่ต่างจากภูหินจอมธาตุมากนัก แต่ที่เป็นไฮไลต์คือ ทางจังหวัดได้เนรมิตพื้นที่บนภูฝอยลมให้เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามและสัมผัสอากาศหนาวได้ฟรีๆ แต่โดยปกติในแต่ละปีจะเป็นสวนดอกทิวลิปที่ทางจังหวัดปลูกไว้ ด้านบนจึงเต็มไปด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาวและครอบครัวขึ้นมาถ่ายภาพสวนดอกไม้ที่พิเศษกว่าปีก่อนๆ อีกทั้งการเดินทาง
ก็ง่ายดายด้วยรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดดอย

ภูฝอยลมตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อยใน อ.หนองแสงและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค มีพื้นที่ประมาณ 192,350 ไร่ คำว่า ฝอยลม ได้ชื่อมาจากไลเคนส์ชนิดหนึ่งที่มักเกาะอยู่ตามต้นไม้ในป่าสูง (ความจริงภูฝอยลมก็สูงไม่มากนัก แค่ 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอีสาน

วัยรุ่นเที่ยวภูฝอยลม

 

เวลาอันเหมาะสมในการถ่ายรูปดอกไม้ให้ได้สีสันสดใสคือ ตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไป เพราะแสงช่วงเช้าของฤดูหนาวนั้นจะให้แสงอุ่น โดยเฉพาะช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นไปไม่นานจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพดอกไม้ สีสันของมันจะสดกว่าช่วงกลางวันและยิ่งได้เม็ดน้ำเกาะตามดอกตามใบด้วยแล้ว ยิ่งสวยงามและมีชีวิตชีวา

ตกบ่าย : ย่างกายสู่อดีตที่ภูพระบาท

ภูสุดท้ายใต้แสงตะวันแรง คือ ภูพระบาท แหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของอีสาน ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะกลายเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สวนดอกไม้เมืองหนาว

 

ครั้งหนึ่งพื้นที่บริเวณภูพระบาทเคยเป็นแหล่งที่อยู่ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยืนยันด้วยหลักฐานภาพเขียนสีอายุ 3,000-4,000 ปี ที่มีให้เห็นมากมาย ร่องรอยของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การแกะสลักหินทรายเป็นพระพุทธรูปตามเชิงหินและหลืบถ้ำเจดีย์แบบล้านช้าง รอยพระพุทธบาทบัวบก รอยพระพุทธบาทหลังเต่า ใบเสมาอายุกว่าพันปีที่สะท้อนวัฒนธรรมยุคทวารวดี และยังมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจอันเกิดจากการกัดกร่อนของหินทราย ทำให้เกิดเป็นหลุมเป็นหลืบกลายเป็นมรดกทางธรรมชาติที่มีอัตลักษณ์เพียงแห่งเดียวในไทย อย่างหินดอกเห็ดที่ถูกทำเป็นห้อง จนเป็นที่มาของคำว่า หอนางอุสา ต้นเหตุของเรื่องเล่าในหมู่ชาวลาวอีสานที่เกิดจากการจินตนาการในภายหลัง

ธรณีวิทยาภูพระบาทอยู่ในหมวดหินภูพาน เป็นหินทรายในมหายุคมีโซโซอิก หรือมหายุคที่สองจากทั้งหมดสามมหายุคทางธรณีกาลของโลก สัณฐานทางธรณีวิทยาเหล่านี้พบได้อีกที่ภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร ผาแต้ม เสาเฉลียง จ.อุบลราชธานี และอีกหลายแห่งใน จ.ชัยภูมิ

 

ทั้งสามภูต่างมีความโดดเด่น สวยงามต่างเวลา และให้ประสบการณ์ที่ต่างกัน นักท่องเที่ยวสามารถเช็กอินทั้งหมดได้ใน 1 วัน ตั้งแต่รุ่งสางจนบ่ายคล้อย เปิดประสบการณ์ “วันเดียวเที่ยว 3 ภู” แบบเหนือระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวสอบถามการเดินทางเชื่อมโยงของทั้งหมดนี้ได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี โทร. 042-325-406-7

ภาพเขียนสีรูปคนหลายคนในเพิงผาหรือที่เรียกว่าถ้ำ

 

สระน้ำที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์แต่ไม่รู้ว่ายุคไหน

 

เพิงผาสกัดเป็นพระพุทธรูป

 

เสมา 8 แท่งล้อมรอบหินเทินเปรียบเสมือนศาสนสถาน

 

ภาพเขียนสีบางแห่งต้องนอนเงยขึ้นไปถ่าย

 

หินเทินมากมายที่ภูพระบาท

 

ไปปั่นจักรยานที่ ‘สวนวารีภิรมย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 14:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410142

ไปปั่นจักรยานที่ ‘สวนวารีภิรมย์’

โดย…ภาดนุ

นาทีนี้การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานยังคงอินเทรนด์ ซึ่งสถานที่ขี่จักรยานปัจจุบันก็มีหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วสวนสาธารณะจะเป็นสถานที่ยอดฮิตติดลมบนที่คนรักการปั่นจักรยานจะเทใจให้เป็นพิเศษ และ “สวนวารีภิรมย์” ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่กำลังได้รับความนิยม

สวนวารีภิรมย์ เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ในเขตคลองสามวา มีนบุรี ซึ่งทาง กทม.เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณแก้มลิงบึงมะขามเทศและบึงสะแกงามสามเดือน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2557 โดยมุ่งหวังให้เป็นสวนสาธารณะที่คนกรุงเทพฯ สามารถพักผ่อนและออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ทั้งกีฬาทางบกและทางน้ำ พร้อมทั้งให้มีการจัดทำเส้นทางจักรยานระยะทางกว่า 4.2 กม. เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย และเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนหันมาใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์เพื่อลดปัญหามลพิษบนท้องถนน

 

ซึ่งเมื่อเดือน พ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ทาง กทม. นำโดย สัญญา ชีนิมิตร ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้นำประชาชนและสื่อมวลชนไปร่วมทำกิจกรรมปั่นจักรยานภายในสวนวารีภิรมย์ พร้อมทั้งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่กรุงเทพฯ และในอนาคตก็จะพัฒนาให้เป็นเส้นทางจักรยานวิบากหรือแอดเวนเจอร์แห่งแรกในกรุงเทพฯ สำหรับจักรยานเสือภูเขา เพื่อให้เกิดความหลากหลายของประเภทกีฬา พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการและความสนใจของนักปั่นจักรยานไปด้วย

สำหรับบึงสะแกงามสามเดือนซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตคลองสามวานี้ ถือเป็นบึงรับน้ำขนาดใหญ่ที่ กทม.ได้ดำเนินการปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่ปัจจุบันนี้มีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีผู้คนมากกว่าวันละ 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานกัน

 

เมื่อมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขนาดนี้ก็เกิดปัญหาความแออัด โดยเฉพาะพื้นที่จอดรถ กทม.จึงต้องขอใช้งานพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นพื้นที่เอกชนกว่า 3 ไร่ ในการปรับให้เป็นพื้นที่จอดรถขนาด 200 คัน เพื่อบริการประชาชน นอกจากนี้ กทม.ยังจัดทำเส้นทางจักรยานแบบวิบากสำหรับประชาชนที่ชอบปั่นจักรยานในรูปแบบการผจญภัย พร้อมทั้งยังจะพัฒนาบึงสะแกงามสามเดือนให้มีความปลอดภัยในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง กล้องซีซีทีวี และจัดทำสถานที่อาบน้ำสำหรับผู้ที่มาออกกำลังกาย

เป้าหมายของ กทม. ก็คือ การทำให้สวนวารีภิรมย์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพของประชาชนแบบครบวงจร ซึ่งเมื่อติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างทั่วพื้นที่ และมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมแล้ว จะมีการขยายเวลาให้บริการประชาชนที่ต้องการปั่นจักรยานในช่วงกลางคืนเพิ่มด้วย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้งานทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (ทางเข้าสวนวารีภิรมย์อยู่ปากซอยประชาร่วมใจ 47 ถนนประชาร่วมใจ มีนบุรี)

 

ในอนาคต กทม.ยังมีนโยบายจัดสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกจำนวน 10 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สำหรับกิจกรรมนันทนาการและออกกำลังกายของประชาชน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว 1 แห่ง คือ สวนปิยะภิรมย์ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนนศรีนครินทร์ เขตบางกะปิ ส่วนสวนสาธารณะอีก 9 แห่ง ยังคงอยู่ในระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้

เอ้า! รู้อย่างนี้แล้วนักปั่นทั้งหลายก็อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวกันด้วยล่ะ ว่าในอนาคตจะมีสวนสาธารณะสวยๆ ที่ไหนให้เราไปปั่นจักรยานอีกบ้าง รับรองว่าปั่นแล้วสุขภาพดีแน่นอน…งั้นเสาร์-อาทิตย์นี้เรานัดไปปั่นจักรยานกันดีกว่า!

 

จากต้นทุนถึงตราบาป ที่เกาะเฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 13:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410139

จากต้นทุนถึงตราบาป ที่เกาะเฮ

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ผมมองภาพแนวปะการังเกาะเฮ ภูเก็ต ที่น้องเนะ นลินี ทองแถม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจแนวปะการังไทย โพสต์ลงในเฟซบุ๊กของเธอ ภาพดังกล่าวคือความแหลกยับของเศษซากปะการังที่ปราศจากชีวิต เนะยังแนบบันทึกที่เคยเขียนไว้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ระหว่างที่เธอดำน้ำที่เกาะเฮเป็นครั้งแรก ความทรงจำว่าปะการังสวยเช่นนั้น ปลามากมายเช่นนี้ ทุกอย่างสลายไปกับกาลเวลาเพียงไม่นาน

ภาพที่เนะบรรยายอาจสวยสู้ภาพในความทรงจำของผมไม่ได้ เพราะเกาะเฮคือจุดแรกในอันดามันที่เด็กชายวัยไม่ถึงสิบขวบกระโดดลงน้ำเมื่อกว่า 40 ปีก่อน น่าเสียดายที่ยุคนั้นยังไม่มีกล้องใต้น้ำ แต่ภาพคงอยู่ในใจ หลับตาครั้งใดยังแจ่มชัดและยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองเห็นภาพในปัจจุบันน้ำตามันพานจะไหล

 

ในฐานะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ผมเข้าใจยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทย เข้าใจความจำเป็นที่เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นความหวังสุดท้ายของประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในปี 2558 สูงถึง 30 ล้านคน การท่องเที่ยวจึงตั้งเป้าปี 2559 ไว้ที่ 36 ล้านคน และคาดหวังจำนวนนักท่องเที่ยว 43 ล้านคนในปี 2560 ก่อนจะไปถึง 51.8 ล้านคนในปี 2561

ผมไม่ห่วงว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยไม่ถึงเป้า ผมมั่นใจว่าเราทำได้และจะเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญเราได้อะไรอย่างที่เราอยากได้ไหม? นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาจำนวนคนเพิ่มอย่างเดียว ค่าใช้จ่ายต่อคนแทบไม่เพิ่ม อีกทั้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวตกอยู่กับคนไทยเท่าไหร่? ยังเป็นเรื่องที่สงสัยในประเด็นกลุ่มทุนต่างชาติไล่กว้านซื้อกิจการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในอันดามัน

 

ผมยังไม่พูดเรื่องนั้น ผมขอพูดเรื่อง “ต้นทุน” การท่องเที่ยวบ้านเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นแหล่งทำมาหากินหลัก ทะเลเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีคนมามากที่สุด แล้วเราเคยคิดถึงต้นทุนที่เราสูญเสียไปกับการโหมกระหน่ำดึงคนเข้ามาหรือไม่?

เราสูญเสียอะไร? ผมอยากให้คุณมองภาพแนวปะการังที่สูญสลายอีกครั้ง แนวปะการังที่ไม่เหลือปลาสักตัว ไม่มีปะการังสักชีวิต เกาะเฮเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ภูเก็ต มีกิจกรรมท่องเที่ยวมากมายทั้งเหนือน้ำและใต้น้ำ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความพินาศ แต่สำคัญกว่านั้นคือตะกอนที่เกิดจากการพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง เปิดป่าเปิดหน้าดินสร้างโรงแรมสร้างถนน ผมเคยมีโอกาสบินสำรวจรอบเกาะภูเก็ตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เห็นโรงแรมและถนนที่ลามไปทุกหาดทุกแหลม เห็นตะกอนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ใด ทะลักลงทะเลรอบภูเก็ตและไหลต่อเนื่องมาทางเกาะเฮ หากเราทำการค้า นี่เรียกว่าต้นทุนหมดชนิด “สิ้นเนื้อประดาตัว”

จะยากอะไร ฟื้นฟูขึ้นใหม่สิ? ผมนำภาพเปรียบเทียบของเนะมาให้ชม เธอคือนักปลูกปะการังมือหนึ่งของไทย เธอพยายามฟื้นฟูปะการังที่เกาะเฮและที่เกาะไม้ท่อนมาร่วม 20 ปี ปรากฏว่าแหล่งฟื้นฟูปะการังที่ไม้ท่อนประสบความสำเร็จมีปะการังขึ้น แต่ที่เกาะเฮมีแต่ตะกอนทับถมบนท่อนคอนกรีต นี่เป็นหลักฐานยืนยันดีที่สุดว่า ถ้าทะเลตายแล้ว…เธอตายเลย ไม่มีฟื้น ไม่หวนคืน ลงทุนพันล้านหมื่นล้านก็เรียกแนวปะการังเกาะเฮกลับคืนมาไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียว หยุดตะกอนที่ภูเก็ตให้ได้ แล้วเราทำได้ไหมครับ ?

ผมไม่เคยคิดจะต่อต้านการท่องเที่ยว ผมขอเพียงเราคิดถึง “ต้นทุน” บ้างได้ไหม คิดถึงจริงจังให้มันเกิดมรรคผล ไม่ใช่แค่บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีโครงการนี่นั่นเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพราะคำนี้ผมได้ยินมาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ สมัยเกาะเฮยังงดงาม และตอนนี้มันตายไหม?

คำว่า “ยั่งยืน” ไม่สามารถชี้วัดด้วย KPI ใดๆ ยกเว้นกระโจนลงน้ำแล้วไปดูใต้ทะเลกัน ถ้าผู้บริหารหรือนักเขียนยุทธศาสตร์ท่านใดอยากเห็น ผมยินดีพาไปดูว่า ไอ้คำว่า “ยั่งยืน” ในแผน โลกแห่งความจริงมัน “ย่อยยับ” ขนาดไหน ท่านอย่าร้องไห้ให้ผมเห็นก็แล้วกัน

 

จึงใคร่ขอร้องอีกครั้ง ประเทศไทยไม่ได้จน เรามีเงินสนับสนุนอีเวนต์นี่นั่นไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้านบาท ทุกอย่างโผล่มาในเทศกาลแล้วก็หายไป แต่เงินแค่เศษเสี้ยวเพื่อดูแล “ต้นทุน” ทางธรรมชาติของเรากลับไม่มีหรือติดขัดโน่นนี่ ทั้งที่เรากำลัง “ขาดทุน” ป่าไม้และทะเลอยู่ทุกวันและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

การขาดทุนครั้งนี้ไม่ใช่แค่เจ๊ง ไม่ใช่ล้มละลาย 3 ปีกลับมาได้ ไม่ใช่รอวัฏจักรทางเศรษฐกิจให้หวนคืน แต่เป็นขาดทุนชั่วชีวิต ขาดทุนชั่วลูกชั่วหลาน ผมไม่อยากเรียกมันว่าขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็น “ตราบาป” ของคนรุ่นเรา

ปิดท้ายง่ายๆ คุณคิดว่าเราควรจะต้องได้เงินกี่บาทถึงคุ้มค่ากับการสร้าง “ตราบาป” ในความทรงจำของลูกหลานเราครับ

 

ปีนหน้าผา ท้าแรงดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/409609

ปีนหน้าผา ท้าแรงดิ่ง

โดย…โยโมทาโร่

หากคุณกำลังคิดว่าการว่ายน้ำ คือการออกกำลังกายที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วนไปพร้อมๆ กันเพียงกีฬาเดียวแล้วละก็ แนะนำให้มาลองเล่นปีนหน้าผาของจริงดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าการปีนหน้าผานั้น สามารถเรียกเหงื่อและความตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียว

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการปีนหน้าผา

กริช จันผา เทรนเนอร์สอนการปีนหน้าผา บริษัท ทราเวลพลัส อธิบายถึงกิจกรรมปีนหน้าผาว่าเป็นกิจกรรมที่ใช้ทางการสำรวจธรรมชาติมาก่อนที่จะพัฒนารูปแบบมาเป็นกิจกรรมปีนหน้าผาเช่นปัจจุบัน แต่คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยสัมผัสกิจกรรมปีนหน้าผา จะมองว่าเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เพราะเล่นกับที่สูงและแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ทุกวันนี้ก็ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย เพิ่มความปลอดภัยกับผู้เล่นมากขึ้น แม้อุปกรณ์ที่มีราคาถูกที่สุดในท้องตลาดก็ยังใช้ได้ปลอดภัย เพียงแต่คุณสมบัติและความสะดวกในการใช้งานต่างกันมากน้อยเท่านั้น

 

อีกทั้งการปีนหน้าผาก็ถูกกำหนดให้เล่นกันอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป เพื่อช่วยดูแลกันและกัน คนเล่นยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะช่วยกันดูและสำรวจพื้นที่บอกจุดระวังกันได้ ปัจจุบันการปีนหน้าผาแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ คือปีนหน้าผาจำลอง ซึ่งเป็นการจำลองหน้าผาและมีจุดต่างๆ ให้ผู้เล่นเลือกปีนตามความถนัด ข้อดีของการปีนหน้าผาจำลอง คือสามารถตั้งที่ไหนก็ได้ที่มีพื้นที่มากพอ และผู้เล่นสามารถเลือกซ้อมปีนหน้าผาใกล้บ้านได้

แบบที่ 2 คือการปีนหน้าผาจริงในธรรมชาติ การปีนหน้าผาแบบนี้จะมีความท้าทายกว่า ต้องใช้ทักษะสมาธิและการตัดสินใจที่เด็ดขาด ข้อดีของการปีนหน้าผาธรรมชาติคือรางวัลที่จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เพราะการปีนหน้าผาเป็นหนึ่งในกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ

 

เริ่มต้นปีนหน้าผากันอย่างไร?

“สำหรับคนที่เริ่มเล่นปีนหน้าผา จะต้องเริ่มต้นจาก บูลเดอร์ริง (Bouldering) คือการปีนโดยไม่ใช้เชือกที่ความสูงไม่มากนัก ประมาณ 3-5 เมตร ฝึกทักษะการปีนไปทางซ้ายและขวา ขึ้นและลงเพื่อฝึกซ้อม ความแข็งแรง ความอดทน และเทคนิคการปีน เป็นการเล่นพื้นฐานที่นักปีนหน้าผาต้องเริ่มต้นจากจุดนี้กันทุกคน

“สปอร์ต คลิมบิง (SPORT CLIMBING) เป็นการปีนหน้าผาที่มีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับคนที่ผ่านจากระดับบูลเดอร์ริงมาแล้ว การปีนแบบนี้จะมีจุดป้องกันการตกทำไว้ให้เรียบร้อย แค่เราปีนตามเส้นทางที่ทำไว้ก็พอ สามารถประยุกต์พลิกแพลงได้ตามความถนัด เป็นการปีนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกิจกรรมการท่องเที่ยว

“ระดับต่อมาที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติคือการปีนแบบ ฟรี คลิมบิง (Free Climbing) คือการปีนหน้าผา โดยอุปกรณ์ช่วยป้องกันการตกถึงพื้น ต้องมีทักษะการใช้อุปกรณ์ ความพร้อมของร่างกาย เทคนิคการปีน และประสบการณ์พอสมควร ส่วนมากแล้วจะเป็นการปีนสำรวจธรรมชาติในเขตป่าลึกที่น้อยคนจะเข้าไปถึง

“นอกจากนี้ยังมีการปีนแบบ ฟรี โซโล (Free solo) หรือการปีนแบบฉายเดี่ยว การปีนแบบนี้ต้องมีความมั่นใจเกิน 100 หรือ 200 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นการปีนแบบไม่ใช้เชือก คล้ายขึ้นไปถึงยอดเขา แล้วปีนลงมา โดยไม่มีอุปกรณ์กันการตก เป็นการปีนที่ไม่ได้รับการรับรองและไม่แนะนำ

 

“สุดท้าย ในการปีนหน้าผาทุกครั้งควรมีการอบอุ่นร่างกายและตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนเริ่มการปีนหน้าผา สำหรับการปีนหน้าผาของผู้เล่นใหม่ จะต้องมีบีเลเยอร์หรือผู้ช่วยที่ชำนาญการปีนหน้าผาเป็นผู้ช่วยทุกครั้ง คอยดูแลและช่วยเหลือกันระหว่างปีน ผู้เล่นต้องสวมหมวกกันน็อกและเสื้อชูชีพตลอดเวลาที่ปีนหน้าผา สวมใส่รองเท้าสำหรับปีนหน้าผา ระหว่างปีนถ้ารู้สึกเหนื่อยควรหยุดพักก่อนได้ ไม่จำเป็นอย่ามองข้างล่าง มีสมาธิกับจุดที่ยืนและเชือกที่เราจับเท่านั้น ซึ่งประสบการณ์จะช่วยให้เราตัดสินใจและปีนหน้าผาได้ดีขึ้นเอง”