Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418544

Travel Update

โดย…กาญจนา

โรแมนซ์คูณสองที่ สันติบุรี สมุย

ชวนมาพักผ่อนในวันสบายๆ ที่ สันติบุรี บีช รีสอร์ทแอนด์ สปา สมุย พร้อมสิทธิพิเศษกับแพ็กเกจRomance Romance แพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ในห้องพักแบบ Spa Pool villa พร้อมรถรับ-ส่งจากสนามบิน ฟรีสปาร์คกลิ้ง ไวน์ 1 ขวด ฟรีนวดสปาท่านละ 1 ชม. และอาหารค่ำใต้แสงเทียนริมชายหาด ทางรีสอร์ทยังมีบริการพิเศษ อาทิ บริการบัทเลอร์ส่วนตัว ของว่างริมชายหาด เซ็ทชายามบ่ายที่เลานจ์กีฬาทางน้ำ เทนนิส ฟิตเนส และส่วนลด 25% ที่สนามกอล์ฟสันติบุรี ราคาเริ่มต้น 76,600 บาท ถ้วน เข้าพักได้ตั้งแต่ 10ก.พ.-30 เม.ย. 2559 สอบถามโทร. 077-425-031-8 หรือ www.santiburisamui.com

 

บุรีรัมย์ คาสเซิล แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของอีสาน

บริษัท ศิวะ บาร์ณา  โดยนายเนวินชิดชอบ สร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในบุรีรัมย์ กับ บุรีรัมย์ คาสเซิล คอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่ระหว่างสนามฟุตบอลไอโมบายสเตเดี้ยมและสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยอิงรูปแบบจากหมู่บ้านรอบปราสาทหินในอดีต เป็นทั้งแหล่งพบปะสังสรรค์ของแฟนกีฬาฟุตบอล ศูนย์รวมของร้านอาหารชื่อดังร้านขายสินค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านบริการด้านสุขภาพ สปา ลานกิจกรรม พื้นที่จัดงานอีเวนต์ สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะพร้อมเส้นทางวิ่งออกกำลังกาย จึงกลายเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบุรีรัมย์

 

ตรีสรา ภูเก็ต รับรางวัลรีสอร์ทยอดเยี่ยมระดับโลก

ตรีสรา ภูเก็ต เป็นรีสอร์ทติดชายหาดเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่บรรณาธิการนิตยสาร กองเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ คัดเลือกและมอบรางวัล Condé Nast Traveller Gold List 2016 ให้เป็นโรงแรมยอดเยี่ยมของโลกปี 2559 โดยรีสอร์ทอยู่บนพื้นที่ 40 ไร่ ประกอบด้วยวิลล่า 39 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

นอกจากนี้ ผลสำรวจผู้อ่านนิตยสารกัลลิแวนเทอร์ ไกด์ (Gallivanter’s Guide) ยังลงความเห็นให้เป็นรีสอร์ทสำหรับการพักผ่อนยอดเยี่ยมระดับโลก และได้รับรางวัล Travellers’ Choice Award โรงแรมหรูที่สุดอันดับ 1 ของประเทศไทย ประจำปี 2559 จากเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ ทั้งนี้รีสอร์ทได้รับการยอมรับมาโดยตลอดตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2547 กระทั่งปัจจุบัน

 

แคนทารี กบินทร์บุรี ชวนออกรอบพร้อมที่พัก

โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี ชวนนักกอล์ฟออกรอบกับแพ็กเกจกอล์ฟใน 2 สนาม ได้แก่ สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ สนามกอล์ฟที่ยาวที่สุดในไทย และสนามฮิลล์ไซด์คันทรีโฮม กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ท่ามกลางธรรมชาติใกล้เขาใหญ่ ราคาคนละ 2,300 บาท (วันจันทร์-พฤหัสบดี) และ 3,450 บาท (เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) รวมห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้าและค่ากรีนฟี 18 หลุม 2 รอบ ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 สำรองที่พักก่อนออกรอบ โทร. 037-282-699, 037-203-193 เว็บไซต์ www.kantarycollection.com

 

สิงคโปร์จัดอีเวนต์พิเศษตลอด มี.ค.

หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวสักแห่ง ประเทศสิงคโปร์เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะในปีนี้สิงคโปร์จัดเต็มด้วยกิจกรรมในแต่ละเดือน อย่างเดือน มี.ค. มีอีเวนต์เด่นๆ เช่น งานสิงห์แจ๊ส เฟสติวัล (SingJazz Festival) งานนี้เป็นที่นิยมของคอดนตรีแจ๊สจนกลับมาจัดอีกครั้งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน มีขึ้นวันที่ 4-6 มี.ค. 2559 ที่มารีน่า เบย์ แซนส์ งานต่อมา ไอไลท์มาริน่า เบย์ (iLight Marina Bay) อ่าวมาริน่าจะถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟของศิลปินจากหลากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา และเยอรมนี จัดวันที่ 4-27 มี.ค. 2559 ที่ มารีน่า เบย์ วอเตอร์ฟร้อนท์ และงานสิงคโปร์ ดีไซน์ วีค (Singapore Design Week) งานนี้จะทำให้คุณมองประเทศสิงคโปร์ผ่านศิลปะและการคิดนอกกรอบ ถ้าคุณหลงใหลงานดีไซน์แปลกใหม่ ห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด วันที่ 8-20 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์การออกแบบแห่งชาติ (National Design Centre) ดูข้อมูลเพิ่มเติมทาง www.yoursingapore.com

 

ห้างใหญ่เมียนมารับชำระสินค้าด้วยบัตรวีซ่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ถือบัตรวีซ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาสามารถใช้บัตรวีซ่าชำระเงินที่แคปปิตอล ไฮเปอร์มาร์ท (Capital Hypermart) จำนวน 7 สาขา และร้านสะดวกซื้อ แกร็บแอนโก (Grab & Go) ในอนาคตกว่า 93 สาขาทั่วประเทศ บัตรวีซ่าที่รับรวมถึงบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรพรีเพด ที่ออกโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างประเทศ ทั้งนี้กฎของธนาคารแห่งชาติประเทศเมียนมาอนุญาตให้ใช้บัตรวีซ่าที่ออกโดยธนาคารเมียนมาในต่างประเทศเท่านั้นวีซ่าเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกเจ้าแรกที่เปิดสำนักงานในเมียนมา ปัจจุบันมีจุดรับบัตร point-of-sale (POS) กว่า 2,300 จุด และตู้เอทีเอ็มที่รับบัตรวีซ่า 1,400 แห่ง

 

เดอะกุ่ย ปั่นลุยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418543

เดอะกุ่ย ปั่นลุยโลก

โดย…รอนแรม ภาพ… เดอะกุ่ย, Photos courtesy of Snow Bike Festival – GSTAAD / Zoon Cronje

เด็กชายที่เกลียดการปั่นจักรยาน กลับโตมาเป็น เดอะกุ่ย – ยุทธพงษ์ ชัชวาลวรรณ นักปั่นชุดสีชมพูที่คว้าชัยมาหลายสนาม ปั่นมาแล้วทั่วไทย และเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในเอเชียเข้าร่วมการแข่งขัน สโนว์ ไบค์ เฟสติวัล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เด็กชายกุ่ย

การแข่งขันแรกของเดอะกุ่ยเริ่มเมื่ออายุ 10 ขวบ เมื่อพ่อบังคับให้ลงแข่งทำให้เด็กน้อยปฏิเสธไม่ได้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือ ประสบการณ์ล้มไม่เป็นท่าจนรู้สึกขยาด แต่ก็ต้องจำใจอีกไม่รู้กี่หน จนกระทั่งเขาเข้ามาเรียนปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้ลงแข่งอีกเลย

“ตอนเด็กๆ ผมขี่จักรยานไม่ใช่เพราะความชอบ โตมาเพิ่งชอบตอนได้เข้ากรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ รถติด ขึ้นรถไฟฟ้าก็ไม่เร็วเท่าจักรยาน เลยเริ่มเห็นคุณค่าจักรยานในเมืองกรุง ประกอบกับที่บ้าน (สุไหงโก-ลก) ขายจักรยานอยู่แล้ว พี่สาวก็ทำธุรกิจจักรยาน ผมเลยเริ่มสุงสิงกับมัน จากนั้นก็เริ่มหาโปรแกรมลงแข่งด้วยตัวเอง โดยที่เราไม่ได้จริงจังกับมันว่าต้องได้รางวัลหรืออะไร แต่อยากไปเจอเพื่อนๆ มากกว่า”

 

เอกลักษณ์ชุดสีชมพูเขาเริ่มใส่ตอนที่นำจักรยานลุยหิมะ หรือ Fat Bike ออกมาปั่นในงานขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งโดยปกติงานนี้นักปั่นทุกคนจะทำจักรยานให้เบาที่สุด แต่เขากลับพาจักรยานล้อโตขึ้นเขา “เพราะเราถอดใจช้ากว่าคนอื่น” เขาเผยเคล็ดลับหลังเส้นชัย “ผมถูกฝึกความทนทานมาตั้งแต่เด็กที่ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องไปให้ถึงเส้นชัย จริงๆ แล้วเวลาอยู่บนสนามทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่แค่ถอดใจช้ากว่าคนอื่นก็ทำให้เราถึงเส้นชัยเร็วกว่า”

กุ่ยใช้จักรยานล้อโตปั่นไปทุกที่ทั้งทางเรียบ ทางดิน ทางหิน ซึ่งโดยทั่วไปจักรยานประเภทนี้เหมาะแก่การปั่นบนพื้นหิมะ หรือทะเลทราย แต่เพราะอยากท้าทายตัวเองมากกว่าเขาจึงเลือกใช้ “ก่อนหน้านั้นผมเคยใช้รถเบาๆ ขึ้นดอยอินทนนท์มาแล้ว คราวนี้ถ้าใช้รถแบบเดิมอีกก็ไม่รู้จะปั่นทำไม เลยหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า ซึ่งปรากฏว่าผมขึ้นถึงยอดดอยโดยที่ไม่ลงเข็นรถเลย คนเลยพูดถึงเยอะมาก กระแสไปเร็วแบบปากต่อปาก หลังจากนั้นผมก็ใช้รถประเภทนี้ตลอด ทำให้ทั้งชุดทั้งจักรยานกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว”

 

พ่อของเขาไม่แปลกใจว่าทำไมลูกชายถึงคว้าชัยได้มากมาย แต่น่าประหลาดใจมากกว่าเพราะเขาไม่ซ้อมแต่ชนะ เรื่องนี้กุ่ยตอบว่า เป็นเพราะเขาไม่อยากหมกมุ่นกับจักรยานมากเกินไป แต่เลือกที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ เข้าฟิตเนส และปั่นจักรยานบ้างให้ตัวเองมีความสุขมากกว่า

“ถ้าผมตั้งใจจะไปเอารางวัล ผมคงไม่เลือกใช้ เลือกประเภทนี้ ผมอยากจะสร้างสีสันให้สนาม ถ้าไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียดาย” เขายังกล่าวว่าตัวเองไม่ใช่นักปั่นที่อยากอยู่กับจักรยานตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเสพติดที่จะทำให้เขาไม่สนุกกับมันอีกต่อไป

 

พิงค์แพนเตอร์

กุ่ยเข้าร่วมงานจักรยานทุกทิศทั่วไทยทั้ง บึงกาฬ เลย เชียงราย เชียงใหม่ ปัตตานี หาดใหญ่ หัวหิน และอีกมากมาย กระทั่งการแข่งขันที่เหมาะกับจักรยานล้อโตก็มาถึง เขาได้เข้าร่วมการแข่งขัน สโนว์ ไบค์ เฟสติวัล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ ม.ค.ที่ผ่านมา

คราวนั้นเขาซ้อมและฟิตร่างกายตลอด 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการซ้อมที่จริงจังที่สุดในชีวิต นั่นเพราะไม่อยากเสียโอกาสในฐานะที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในเอเชียจากผู้แข่งขัน 18 ประเทศทั้งสิ้น 73 คน การแข่งขันต้องสะสมคะแนน 4 สเตจ ทุกวันต้องปั่นบนพื้นหิมะในอุณหภูมิติดลบ 17 องศา ผลสรุปว่าชื่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 40 แต่ได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวที เพราะชื่อเดอะกุ่ยถูกประกาศให้เป็น “นักปั่นสร้างสีสันและสร้างแบรนด์ยอดเยี่ยม” ชื่อเดอะกุ่ยและประเทศไทยจึงถูกประกาศให้คนทั่วโลกรู้จักในแง่มุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และชาวต่างชาติต่างรู้จักเขาในชื่อ พิงค์แพนเตอร์ไทยแลนด์

 

“จักรยานไม่ได้ทำให้ผมพบโลกกว้าง แต่จักรยานทำให้พบมิตรภาพที่ดี ผมเจอคนดีๆ เยอะมากในแต่ละที่ พบรอยยิ้มที่มาจากเพื่อนร่วมทาง และแต่ละคนก็สร้างความสัมพันธ์ให้เรารู้จักกันไปเรื่อยๆ”

เขายังมองว่าจักรยานเป็นการผ่อนคลายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเทียบได้กับการเล่นกีตาร์หรือร้องเพลงในห้องน้ำ แต่ทั้งนี้เวลาลงแข่งกลับรู้สึกต่างออกไป เพราะเวลานั้น “มันไม่ใช่ความสุข” เขากล่าว “แต่คือการวางเป้าหมายให้การปั่น ผมใช้จักรยานเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ใช้มันเพื่อสร้างประวัติศาสตร์และตำนาน ไม่ใช่ว่าปั่นเพื่อออกกำลังกาย”

 

โลกของเดอะกุ่ย

ถามเขาว่าถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร คำตอบของเขาลงลึกไปถึงปัจเจกที่อยู่บนโลกในนั้น “ผมอยากให้ทุกคนบนโลกตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป ทำให้ตัวเองแทบไม่มีภาระ แล้ววันหนึ่งที่จากโลกใบนี้ไปจะไม่เสียดาย และเมื่อทุกคนมีความสันโดษ มันจะไม่มีปฏิสัมพันธ์อยากเอาเปรียบใคร จากนั้นทุกคนจะมีความสุข”

ติดตามเดอะกุ่ยได้ที่เฟซบุ๊กส่วนตัว Thekuii Bike Xds น่าเสียดายที่ตอนนี้เพิ่มเป็นเพื่อนไม่ได้แล้ว เพราะเฟซบุ๊กจำกัดให้มีเพื่อนได้แค่ 5,000 คน

 

ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช เที่ยวไปหาโรงเรียน (ให้ลูก)ไปที่เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417459

ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช เที่ยวไปหาโรงเรียน (ให้ลูก)ไปที่เยอรมนี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช

จดลิสต์รายการไว้เป็นมั่นเหมาะ จะเดินทางไปไหนบ้าง แวะเมืองไหนบ้าง หากถึงเวลาจริงๆ แผนการเดินทางที่กำหนดไว้ก็ยกเลิกหมด เปลี่ยนเป็นทัวร์นกขมิ้นแบบค่ำไหนนอนนั่น ตัดสินใจวันต่อวัน คืนต่อคืน ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรท์ โซลูชั่น บริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) สูงสุดอันดับ 1 ของไทยเล่าให้ฟังถึงทริปการเดินทางกับครอบครัวครั้งล่าสุด

การเดินทางไปไหนของครอบครัวธีรกุลวาณิช ถ้าจะไปก็ไปกันเป็นทริปยาวๆ ถือเป็นจังหวะชีวิตแบบนานทีมีหน ชอบแม่น้ำ ชอบธรรมชาติ สถานที่ที่ไปเลือกให้สอดคล้องกับความสนใจของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายคนเดียว น้องเอเคอร์ ที่ไปบ่อยคือญี่ปุ่น เนื่องจากภรรยาและลูกชอบ ธรรมชาติและความสวยงามเรียกได้ว่าเป็นนึ่งไม่มีสอง หากทริปล่าสุดไปเยอรมนี เป้าหมายคือการไปสำรวจสถานที่ศึกษาของน้องเอเคอร์

ทริปสำรวจโรงเรียนหนนี้ ประกอบด้วย คุณพ่อ-ณัฐสิทธิ์ คุณแม่-วชิรา ดาวมุกดา น้องเอเคอร์ และเลขาฯส่วนตัวที่เดินทางไปด้วยเพื่อทำหน้าที่ดูแลประสานงานการเดินทาง รวม 4 คน การเดินทางนาน 21 วัน จากกรุงเทพฯ ตะลุยยุโรป เช่ารถขับกันไป ค่ำไหนนอนนั่นถือเป็นประสบการณ์ใหม่ อะไรที่ไม่รู้ก็ต้องรู้ ประวัติศาสตร์ยุโรปของแต่ละเมืองที่ไป ได้น้องเอเคอร์ทำหน้าที่ค้นข้อมูลและเป็นมัคคุเทศก์บรรยายเอง

 

“ตัดสินใจเช่ารถแล้วตะลุยเองสนุกกว่า เดินทางไปถึงที่แรกคือแฟรงก์เฟิร์ต ก็ตัดสินใจกันเดี๋ยวนั้นเลย ที่จองโรงแรมไว้อะไรไว้ ยกเลิกหมด ก็เป็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะทำ แต่ก็ทำ และไม่เสียใจที่ทำ”

น้องเอเคอร์ หรือ ด.ช.ธีธัช ธีรกุลวาณิช วัย 11 ขวบ ปัจจุบันเรียนหนังสือที่ โรงเรียนสวิสสกูล แบงค็อก ที่ซอยรามคำแหง 184 เอเคอร์ชอบไอซ์ฮอกกี้ ชอบเรียนภาษา ปัจจุบันเอเคอร์เรียนเกรด 6 ขึ้นเกรด 7 ซึ่งต้องเรียนทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และจีน ปีต่อไปเพิ่มเรียนภาษาละติน สำหรับคุณพ่อแล้วภาษาคือประตูสู่โลกกว้าง ภาษาในอนาคตคือคีย์เวิร์ดสำหรับทุกสิ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่สอนไว้คำหนึ่งก่อนทำการสิ่งใดต้องรู้เรารู้เขา จะรู้เขาก็ต้องรู้ภาษาของเขา รู้วัฒนธรรมของเขา บันไดก้าวแรกที่ต้องก้าว

“การเรียนรู้ภาษาให้คุณเสมอ สำหรับผมแล้วไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะโตขึ้นเป็นอะไรหรือทำงานอะไร แต่คาดหวังว่าสักวันหนึ่งหรือถึงวันหนึ่งถ้าเขาอยากจะอยู่หรือใช้ชีวิต ณ เสี้ยวไหนในโลกใบนี้ เขาสามารถอยู่ได้หมด” ณัฐสิทธิ์เล่า

 

คงในราวอีก 1-2 ปีที่น้องเอเคอร์จะเดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนต่อชั้นไฮสกูลที่เยอรมนีคิดแล้วก็อีกไม่นานเลย ต้องรีบไปสำรวจและเลือกโรงเรียนที่ดีหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับน้อง เลือกเยอรมนีเพราะ (คุณพ่อ) ชอบลักษณะนิสัยของคนเยอรมัน ชื่นชมในน้ำใจที่กว้างขวางและการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเสมอกัน เดินทางไปครั้งนี้ยังไม่รีบสรุปว่าจะเลือกโรงเรียนที่ไหนอย่างไร สำรวจไปเที่ยวไปชิลๆ

เริ่มต้นที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ได้ชมจัตุรัสRoman Mountain ที่ใจกลางเมืองเก่า แล้วขึ้นไปชมวิวสูงที่เมนทาวเวอร์ (Main Tower) ลิฟต์สูงลิบ 650 ฟุต และตบท้ายวันด้วยถนนที่มีทุกสิ่งให้ช็อปปิ้งในเมืองใหญ่ (Shopping Street Zeil) ค้างคืนที่แฟรงก์เฟิร์ต 1 คืน จากนั้นขับรถไปที่เมืองวิสบาร์เด็น (Wiesbaden) ประทับใจมากในผู้คนและความเป็นอยู่ ตกลงใจค่อนข้างแน่ว่าเมืองนี้แหละน่าจะเหมาะสมที่สุด

“ประทับใจในความสงบ ความเป็นธรรมชาติ และวิถีเรียบๆ ง่ายๆ ของผู้คน เมืองสวย ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำไรน์ สงบและสวยงามมาก” ณัฐสิทธิ์เล่า

 

จากนั้นได้ขับรถต่อไปยัง Rudesheim เมืองแห่งไวน์ของเยอรมนี Rudesheim ถือเป็นเมืองมรดกโลกและเมืองริมฝั่งแม่น้ำไรน์ ได้พากันเดินเล่นบนถนน Drosselgasse ที่ยาวเพียง 144 เมตร แต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะเต็มไปด้วยดนตรีและคาเฟ่เก๋ๆ มากมาย จากนั้นไปต่อที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Lorch ซึ่งมีไร่ไวน์เป็นขั้นบันไดที่สวยงาม ปิดท้ายด้วยเมือง Cochem ชมปราสาทอลังการ UNSEEN ของเยอรมนี ชื่อ Cochem Castle ค้างที่เมือง Cochem

ออกเดินทางไปยังเมือง Cologne เสน่ห์คือศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในตึกและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคโรมันและยุคกลาง อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ของเยอรมนี สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ Cologne Cathedral มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ซึ่งประกอบด้วยหอคอยคู่สูงขนาด 157 เมตร มีอายุ 632 ปี ถือเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่มีความสำคัญต่อคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก

“เราได้ชม Vibrant old town แหล่งของตึกเก่าในเมืองโคโลญจน์ ฉากด้านหลังของเมืองเป็นสะพาน Deutz and Hohenzollern และมหาวิหารในแบบโกธิกอีกมากมาย โคโลญจน์มีชื่อเสียงในเรื่องของโบสถ์ Romanesque churches มีโบสถ์สำคัญที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันมากกว่า 12 แห่ง”

 

ไปต่อที่ Hannover ที่นี่เป็นเมืองที่เทศกาลแสดงสินค้าระดับโลกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดปี มีสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น สวนสไตล์ฝรั่งเศส Royal Gardens ก่อตั้งโดยผู้ปกครองเมืองฮันโนเวอร์ สวนทั้งหมดแบ่งเป็น Great Garden, Berggarten Garden, Geogengarten Garden และ Guelph Garden ทั้งหมดนี้รู้จักกันในนาม Herrenhausen gardens The New Town Hall ในย่านนี้จะมีทั้ง The Old Town Hall และ Marktkirche Church สวยงามมาก

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งเมืองสวยของอดีตเยอรมนีตะวันออก Potsdam ที่นี่มีพระราชวังซองส์ ซูซี (Sans Souci) ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ไร้กังวล เป็นที่ประทับฤดูร้อนของพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย และได้กลายเป็นมรดกโลกในปี 1990 ปัจจุบันมีผู้เยี่ยมชมมากกว่าปีละ 2 ล้านคนจากทั่วโลก ผู้ออกแบบคือ Georg Wenzeslaus Von Knobelsdorff ตามพระประสงค์ที่ต้องการที่พักผ่อนแสนสงบจากงานพิธีในกรุงเบอร์ลิน

เบอร์ลิน (Berlin) นี่คือหนึ่งในเมืองหลวงที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกับศิลปะ และการเที่ยวในยามค่ำคืนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่ง สถานที่ที่น่าสนใจ เช่น Brandenburg Gate และ Memorial Church Brandenburg Gate สัญลักษณ์สำคัญจากอดีตที่ถูกสร้างขึ้นในเขตปลอดทหารถัดจากกำแพงเบอร์ลิน หลังทลายกำแพงเบอร์ลินแล้ว จึงได้อวดต่อสายตาชาวโลกอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 1989

 

จากนั้นได้ไปค้างคืนที่ Heidelberg ชม Heidelberg Castle หนึ่งในปราสาทที่ดังที่สุดของยุโรป เดินเล่นรอบเมืองน่ารัก ชมสะพานกลางเมือง Old Town Old Bridge บนถนนสายโรแมนติก ค้างคืนที่นี่อย่างประทับใจ เช้าขึ้นเดินทางต่อไปยังเขตป่าดำที่สวยงาม สู่เมืองสปาที่มีชื่อเสียง (Baden-Baden) ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ตัวเมืองแวดล้อมด้วยป่าสวยงาม

มีเมืองเล็กๆ น่ารักชื่อ Gengenbach เมืองนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็เก็บภาพได้ทั่ว แล้วไปจบทริปของวันที่เมือง Freiburg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเส้นทางสายป่าดำแห่งลุ่มน้ำไรน์ ค้างคืนที่นี่ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเดินทางไปต่อที่ Lake Constance ใกล้ชายแดนออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ นี่คือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้ชมเกาะดอกไม้นานาพรรณที่สวยสดงดงาม จากนั้นไปเมืองมีเสน่ห์ Lindau

“เราได้ไปชม Gramisch-Partenkirchen ยอดเขาที่สูงที่สุดและดังที่สุดของเยอรมนี ก็ขึ้นเคเบิลไปยังยอดเขาที่ชื่อซุกสปิตซ์ (Zugspitze) สูง 2,962 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากบนยอดเขานี้เราจะได้เห็นมุม 360 องศาของภูเขา 400 ลูกในสี่ประเทศ”

 

จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถไฟไปที่ Berchtesgaden เมืองที่มีเทือกเขาแอลป์โอบรอบด้าน และมีทะเลสาบ Konigssee อยู่ใจกลางเทือกเขา ทำให้มีแสงสะท้อนกลับไปมาน่าอัศจรรย์ พ่อแม่ลูกนั่งเรือไปชมโบสถ์ St.Bartholomae โบสถ์รูปหัวหอมสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของเยอรมนี

เช้าวันรุ่งขึ้นออกเดินทางไปเมือง Prien ขึ้นเรือข้ามทะเลสาบ Chiemsee ไปชมปราสาทวังที่ตกแต่งด้านในอย่างอลังการ Herrenchiemsee ปราสาทนี้มักไม่อยู่ในแผนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป แต่เมื่อแวะมาชมต้องบอกว่าคุ้มค่า วันสุดท้ายตะลุยซื้อของฝากที่มิวนิกก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย ปิดฉากทริปแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม

“ทริปนี้ดีหมดทั้งอาหาร อากาศและผู้คน เป็นทริปสนุกแสนประทับใจ แถมเลือกโรงเรียนให้น้องเอเคอร์ได้ สุดยอด”

 

เที่ยวตรุษปีใหม่ สนุกสดใส ประทับใจไม่รู้ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417340

เที่ยวตรุษปีใหม่ สนุกสดใส ประทับใจไม่รู้ลืม

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

แม้ว่าทุกประเทศจะฉลองวันปีใหม่ตามสากล คือวันที่ 1 ม.ค. และก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมของการฉลองให้เป็นไปตามประเพณีดั้งเดิมในแบบฉบับของประเทศตนเองไว้ แต่สำหรับประเทศเวียดนามแล้ว การฉลองปีใหม่สากลอาจจะไม่คึกคักเท่ากับการฉลองขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็จะตรงกับวันตรุษจีนนั่นเอง โดยรูปแบบการจัดงานหรือพิธีกรรมนั้น ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรมจีน

เต๊ด เหงียวน ด๋าน หรือเทศกาลเต๊ด แปลว่า เทศกาลต้อนรับแสงรุ่งอรุณของปีใหม่ ผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศจะให้ความสำคัญกับการเตรียมงานเฉลิมฉลอง ซึ่งบ้านเรือน อาคารต่างๆ ประดับประดาไปด้วยธงชาติ ตามท้องถนนก็เต็มไปด้วยป้ายคำกล่าวทักทายว่า “จุ๊ก หมึ่ง นัม เหมย”มีความหมายว่า สวัสดีปีใหม่ สีสันเหล่านี้เป็นเหมือนสัญญาณบอกให้ผู้ที่มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวรู้ว่า เทศกาลฉลองวันปีใหม่ของชาวเวียดนามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

บั๋นจึง ของไหว้ประจำเทศกาลเต๊ด

 

เมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสการเฉลิมฉลองเทศกาลเต๊ดแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่นั้น ผู้คนก็จะนิยมออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของใหม่ๆ เตรียมไว้ โดยเฉพาะเสื้อผ้า ที่แต่ละร้านแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ตั้งใจมาซื้อชุดใหม่ รอต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ก่อนถึงวันเต๊ดมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองฮานอยดูมีสีสันแปลกตากว่าที่เคยเห็น นั่นคือ ผู้คนต่างพากันออกมาเลือกซื้อต้นไม้มงคลเพื่อนำไปประดับตกแต่งที่บ้าน ซึ่งตลาดดอกไม้ CHO HOA QUANG AN คือจุดศูนย์กลางของการซื้อขายต้นไม้ในช่วงเทศกาลเต๊ดนี้ มีดอกไม้ต้นไม้ให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ที่ชาวเวียดนามนิยมออกมาหาซื้อ นั่นก็คือ ต้นดอกท้อ ซึ่งถ้าหากเป็นชาวเวียดนามทางเหนือก็จะนิยมดอกสีชมพู แต่ถ้าเป็นชาวเวียดนามทางใต้ก็จะนิยมดอกแอปริคอตที่เป็นสีเหลือง และต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมไม่แพ้กัน คือ ต้นส้มจี๊ด ซึ่งในช่วงนี้หากใครมีโอกาสมาเที่ยวที่เมืองฮานอยก็คงจะได้เห็นภาพของรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายด้วยกระถางต้นไม้มงคล บางคันก็ซ้อนด้วยกระถางเล็กๆ ต้นไม้กิ่งเล็กๆ บางคันก็มากันแบบถอนรากถอนโคนต้นพุ่มใหญ่สวยงามเลยทีเดียว

ไหว้พระขอพรต้อนรับเช้าวันแรกของปี

 

นอกจากเสื้อผ้า เครื่องใช้ หรือต้นไม้มงคลแล้ว ในช่วงเทศกาลเต๊ด ยังมีของไหว้สำคัญที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ บั๋นจึง หรือข้าวต้มมัดญวน จะมีลักษณะคล้ายๆ กับข้าวต้มมัดบ้านเรา แต่จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ห่อด้วยใบที่คล้ายๆ กับใบตอง ภายในจะประกอบไปด้วยข้าวเหนียว ถั่วเหลือง และหมูสามชั้น โดยบั๋นจึงนั้นจะเป็นที่นิยมของชาวเวียดนามทางเหนือ แต่ถ้าเป็นของชาวเวียดนามทางใต้ จะเรียกว่า บั๋นเต๊ด ภายในมีส่วนประกอบเหมือนๆ กัน แตกต่างกันแค่ลักษณะ ที่บั๋นเต๊ดนั้นจะมีลักษณะเป็นทรงกลม

ในช่วงเทศกาลเต๊ดนั้น ทุกบริษัท สถานที่ราชการ ห้างร้านต่างๆ จะหยุดทำการเพื่อให้พนักงานได้เดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง บางปีหยุดยาวติดต่อกันเป็นสัปดาห์ เพราะฉะนั้นคนเวียดนามเขาจึงต้องวางแผนและเตรียมตัวกันเพื่อต้อนรับเทศกาลเต๊ดนี้กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาในช่วงเทศกาลเต๊ด ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลอย่างที่คิด เพราะถึงแม้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดทำการ แต่โรงแรม ร้านอาหารบางแห่งยังเปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ อาจจะมีน้อยกว่าปกติไปสักหน่อย แถมราคาก็อาจจะถูกปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลบ้าง แต่นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าถ้าหากคุณมีโอกาสได้มาสัมผัสกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลเต๊ดของผู้คนที่นี่

ต้นดอกเหมย ต้นไม้มงคลของเทศกาลเต๊ด

 

เมื่อวันสุดท้ายของปีมาถึง ก็จะมีการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ ของไหว้ที่ถูกเตรียมไว้จากการร่วมแรงร่วมมือของคนในครอบครัว ถูกจัดวางเป็นระเบียบสวยงาม และเมื่อพิธีไหว้เสร็จสิ้นลง ทุกคนในครอบครัวก็จะมารวมตัวกันรับประทานอาหาร ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงของการพบปะสมาชิกในครอบครัวและญาติ ซึ่งอาจจะทำงานกันอยู่คนละเมือง ก็ใช้โอกาสช่วงวันหยุดเทศกาลเต๊ดนี้ เป็นการรวมตัวกันอีกครั้ง

เมื่อใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันสุดท้ายของปี ที่ทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม ใจกลางเมืองฮานอย ผู้คนเริ่มทยอยออกมากันหาที่ปักหลักเพื่อนั่งชมสีสันจากพลุ ซึ่งจะถูกจุดขึ้นพร้อมกันนับร้อยนับพันนัดที่ใจกลางทะเลสาบ บางคนมากันเป็นครอบครัว บางคนมากันเป็นกลุ่มเพื่อน หรือบางคนก็มากันเป็นคู่ๆ ช่วงเวลาแห่งความสุขของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง และเมื่อพลุนัดแรกจุดขึ้นบนท้องฟ้า นั่นคือสัญญาณบอกให้ทุกคนรู้ตรงกันว่า ได้เข้าสู่ปีใหม่แล้ว ทุกสายตาจับจ้องไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสีจากพลุ เสียงที่ดังก้องไปทั่วเมืองฮานอยตอนนี้ คือเสียงของคำกล่าวทักทาย “จุ๊ก หมึ่ง นัม เหมย” ที่ดังไปทั่วทั้งเมือง

หลังจากค่ำคืนแห่งการต้อนรับปีใหม่ผ่านพ้นไป ในช่วงเช้าวันแรกของปี ผู้คนจะพากันออกมากราบไหว้บูชาเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ โดยเฉพาะที่วัดหง็อกเซินและวัดเจินก๊วก ต่างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ออกมาไหว้ขอพรรับปีใหม่ บางคนใส่ชุดอาวหญ่ายสีสันสดสวย ต้อนรับวันแรกของปี ซึ่งสีสันในช่วงเทศกาลเต๊ดของชาวเวียดนาม ถือเป็นอีกหนึ่งภาพความประทับใจ ถ้าหากใครอยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้อย่างใกล้ชิด คงต้องเปิดปฏิทินล่วงหน้า วางแผนรอไว้เตรียมตัวสู่เทศกาลเต๊ดปีต่อๆ ไปได้เลย แต่ถ้าหากรอมาสัมผัสด้วยตนเองดูจะนานเกินไป ก็สามารถชมภาพความประทับใจเหล่านี้ได้ทางรายการโลก 360 องศา ช่อง 5 วันเสาร์ที่ 20 ก.พ. 2559 เวลา 21.20 น. โดยประมาณ

ใส่ชุดอาวหญ่ายต้อนรับปีใหม่

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417338

Travel Update

โดย…กาญจนา

สยามแอ็ทสยาม มอบส่วนลดงานไทยเที่ยวไทย

พบโปรโมชั่นสุดคุ้มในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 38วันที่ 3-6 มี.ค. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับโปรโมชั่นจากสยามแอ็ทสยาม ดีไซน์โฮเต็ล พัทยา แพ็กเกจห้องพักแบบ Leisure Class ราคา 3,200บาท พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านที่บูธ C356-C357 โซนพลาซ่า สอบถาม โทร. 038-930-600

 

แพ็กเกจตลอดปีที่ ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เสนอเซเลเบรชั่นแพ็กเกจสำหรับการเฉลิมเฉลอง ราคาเริ่มต้นที่ 12,300 บาท/คืนสำหรับห้องพักแบบพรีเมียร์ คลับ หรือเพรสทีจ คลับ จำนวน 2 คืนขึ้นไป พร้อมอาหารเช้า อาหารชุดมื้อค่ำ 5 รายการ สิทธิใช้ห้องพักถึงเวลา 14.00 น. บริการซักรีด2 ชิ้น/วัน สิทธิใช้บริการในคลับเลานจ์ และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา สำรองห้องพักตั้งแต่วันนี้-25 ธ.ค. 2559 สอบถามโทร. 02-687-9000

 

โทรจองด่วน เอสเคปให้ห้องพักราคาพิเศษ

โรงแรม เอสเคป หัวหิน และเขาใหญ่ ในเครือแสนสิริ โฮเทล คอลเลกชั่น ส่งโปรโมชั่นห้องพักราคาพิเศษเริ่มต้น 3,285 บาทถ้วน สำหรับห้องดีลักซ์ พร้อมอาหารเช้า และอาหารเย็นสำหรับ 2 ท่าน เฉพาะการจองโดยตรงกับ เอสเคป หัวหิน โทร. 032-653-456 และเอสเคป เขาใหญ่ โทร. 09-2823-2590 เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.-30 ก.ย. 2559

 

พักวิลล่าหรู ครอสทู ปราณบุรี เลอเบย์บุรี

ครอสทู ปราณบุรี เลอเบย์บุรี ลักซ์ ชัวรี่แบรนด์สัญชาติไทยออกแพ็กเกจ ดิว่า ไดเวอร์ชั่น ให้สาวสุดชิกได้มาอิ่มเอมไปกับบรรยากาศและกิจกรรมตั้งแต่เช้าจรดค่ำเหมือนเป็นเซเลบในวันหยุดพักผ่อน ในบ้านพักสไตล์หรูหราจำนวน 4 หลัง หลังละ 4 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 12,500 บาท/คืน/หลัง สำหรับการสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ทเท่านั้น โทร. 032-630-636

 

ลูกค้า KTC เที่ยวสิงคโปร์พิเศษกว่าใคร

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย ร่วมกับ บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ ออกโปรโมชั่น แพ็กเกจห้องพัก 3 วัน 2 คืนรับเทศกาลวาเลนไทน์ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อพักโรงแรม Moon 23 Hotel พร้อมอาหารเช้า บริการรถรับ-ส่งสนามบิน และซิตี้ทัวร์ครึ่งวันในสิงคโปร์ ราคา 4,999 บาท/ท่าน สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับฟรีบัตรเข้าชมการ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ มูลค่า 500 บาท หรือแลกซื้อบัตรยูนิเวอร์แซลในราคา 1,000 บาท สำรองสิทธิได้ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2559 สอบถามที่ KTC Phone โทร. 02-665-5000 หรือบริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ โทร. 02-631-3448 กด 2

 

ไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางสู่หลวงพระบาง

ไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ต้อนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับเส้นทาง ดอนเมือง-หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้บริการเที่ยวบินทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.เป็นต้นไป ปัจจุบันกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินในอาเซียนมากที่สุด จากประเทศไทยสู่ 7 ประเทศ 12 ปลายทาง รวม 15 เส้นทางในอาเซียน จองตั๋วได้วันนี้ทาง www.airasia.com

 

ท่องเที่ยวชุมชนกับ อพท.

อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)) จัดงาน ท่องเที่ยว ชุมชน ไปกับคน อพท. ประจำปี 2559 ในงาน ไทยเที่ยวไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 17-21 ก.พ. 2559 บูธเอ็ม 18-21 พบกับชุมชนท่องเที่ยวทั้งชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนชากแง้ว จ.ชลบุรี และชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด โดยได้นำผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นมานำเสนอศิลปะพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก และยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวชุมชนรูปแบบใหม่มาแนะนำอีกด้วย

 

การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417336

การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

โดย…รอนแรม ภาพ… แวววรรณ-วรรณแวว

สามปีที่ผ่านมา คู่แฝด แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ เขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี เกี่ยวกับการเดินทางจากอังกฤษสู่บ้านเกิดด้วยรถไฟ จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ไปอีกหลายที่และเขียนอีกหลายเล่ม อย่างล่าสุดเรื่อง ภูฏานเท่านั้น

เธอทั้งสองเกิดเวลาไล่เลี่ยกัน หน้าตาคล้ายกัน มีประสบการณ์ร่วมกัน และออกเดินทางด้วยกันบนสายสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าใคร

หนังสือเดินทาง

โปรเจกต์ Wish Us Luck คือการบ้านสมัยเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ภายใต้โจทย์ “อะไรก็ได้” นักศึกษาไทยสองคนจึงขอทำโปรเจกต์คู่เกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้าน “เราได้อ่านหนังสือเรื่องดาวหางเหนือทางรถไฟ ของพี่ทรงกลด บางยี่ขัน ที่นั่งรถไฟจากจีนไปรัสเซียแล้วหมกมุ่นมาก รอแต่วันปิดเทอมจะได้นั่งรถไฟกลับบ้าน ไปๆ มาๆ ก็คุยกันว่า ทำไมไม่ทำเป็นโปรเจกต์ไปเลยจะได้ใช้เวลาในการรีเสิร์ชเพื่อสองผล คือได้ส่งงานอาจารย์ด้วย และจะได้ไปเที่ยวด้วย” วรรณแวว กล่าว

 

หลังจากเก็บข้อมูล ทั้งสองคนได้ค้นพบวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง นั่นคือการเผยตะเข็บให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งก็คือการเผยความสัมพันธ์ของฝาแฝด ทำให้การเดินทางจากลอนดอนสู่กรุงเทพฯ ระยะเวลา 30 วัน 9 ประเทศ ไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวเท่าไรนัก แต่เน้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากกว่า

“ถ้าเราเรียนโทที่ไทยก็คงไม่คิดที่จะเดินทางด้วยรถไฟไปอังกฤษ” วรรณแวว เล่า “แต่เพราะเราไปเรียนที่อังกฤษ สถานที่ที่ไม่ใช่เซฟโซนของเราทำให้มีแรงฮึดให้กล้าทำ จุดสำคัญคือจุดหมายปลายทางมันคือ บ้าน ทำให้มีแรงกำลังใจที่จะเดินทาง ยิ่งเดินทางก็ยิ่งคุ้นเคยจากหนาวเปลี่ยนเป็นร้อนชื้น จากผมทองกลายเป็นผมดำ ไม่เหมือนกับจากบ้านไปอังกฤษที่ยิ่งเดินทางเราก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยกไปเรื่อยๆ”

 

รถไฟเริ่มต้นที่สถานีลอนดอน ประเทศอังกฤษ สู่ฝรั่งเศส เข้าเยอรมนี ไปรัสเซีย ผ่านมองโกเลีย ตรงเข้าจีน สู่เวียดนาม จากนั้นนั่งรถเข้าลาว (เพราะไม่มีทางรถไฟ) แล้วค่อยต่อรถไฟเข้าไทยจนไปสิ้นสุดที่หัวลำโพง “ความรู้สึกระหว่างทางมันไม่เหมือนกับการเที่ยวแบบสองคืนสามวันที่ทุกอย่างจะสนุกไปจนถึงวันกลับ” แวววรรณ เริ่ม วรรณแวว เสริม “แต่ครั้งนั้นเป็นการเดินทางหนึ่งเดือนที่กราฟมันจะขึ้นๆ ลงๆ และวนเป็นลูป กระทั่งเดินไปถึงครึ่งทางที่มองโกเลีย เกิดเหตุการณ์ขึ้นแท็กซี่และคิดว่าต้องถูกโกงและก็เกิดขึ้นจริงๆ คนขับคิดราคาเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ เราสองคนไม่ยอมก็เถียงกันไปมาจนได้เงินทอน แต่พอลงจากรถเรายังไม่หยุด ยังรู้สึกโกรธ และยังบ่นๆๆ ทั้งที่เมื่อแปลงเป็นเงินไทยมันคือเงินแค่สิบเอ็ดบาท มันเลยเกิดเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ให้เรามามองตัวเองใหม่ ครึ่งหลังเราเลยปล่อยวางและคิดบวกมากขึ้น เวลาโดนโกงอีกก็ไม่เอาใจไปติดกับมันมาก ไม่ปล่อยให้อารมณ์ตรงนั้นมันติดไปกับเราด้วย”

ที่สุดแล้ว ทั้งคู่รู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมา เพราะมันคือส่วนหนึ่งของความสุขที่ได้รับระหว่างทาง และแวววรรณยังกล่าวด้วยว่า มันคือทริปที่เขี่ยเส้นผมที่บังภูเขาออกไป เพราะก่อนหน้านั้นทั้งคู่
ไม่เคยเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ผิดกับตอนนี้ที่กล้าไปเที่ยวไหนก็ได้

 

ล่าสุด แวววรรณเขียนหนังสือเรื่อง ภูฏานเท่านั้น เป็นทริปเที่ยวแบบทัวร์กับครอบครัว แต่เธอเลือกเฉพาะฉากเดินป่าซึ่งเป็นการชักชวนจากพ่อแม่

“จากการวิเคราะห์ส่วนตัว คิดว่ามันคือกิจกรรมที่ทำให้เขา (พ่อแม่) รู้สึกว่ายังแข็งแรง” แวววรรณ กล่าว “แต่มันก็คือผลที่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งก็เกิดขึ้นกับตัวเราด้วย เพราะปกติเราสองคนไม่ออกกำลังกาย ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่พอเดินไปถึงมันก็ทำให้รู้สึกว่าเราทำได้ ทั้งหมดใช้เวลา 3 วัน ครอบคลุมภูเขา 5 ลูก”

ส่วนคำว่า ภูฏานเท่านั้น เธอเลือกใช้คำนี้เพราะภูฏานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคำว่า เท่านั้น เช่น คนในประเทศนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเท่านั้น เป็นประเทศที่วัดการพัฒนาประเทศจากความสุขของประชากรเท่านั้น ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเท่านั้น ถ้าจะนำบุหรี่เข้าประเทศต้องเสียภาษี 100% จากราคาบุหรี่เท่านั้น ต้องมีพื้นที่ป่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น “ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อความสุขของคนในประเทศเท่านั้นเอง” แวววรรณ สรุป

 

การเดินทาง การบำบัด

ถามถึงความหมายของการเดินทาง แวววรรณ อธิบายไว้ว่า “มันคือการบำบัดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคนในวัยทำงานอย่างเรา ซึ่งการชาร์จแบตวิธีนี้ไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยนะ เพราะเราก็ยังต้องไปตะลอนๆ อยู่ดี แต่มันคือการเทอราปีทางจิตใจ”

“หลังจากที่เรากลับจากทริปรถไฟ ก็เกิดแรงบันดาลใจให้ออกไปหาแลนด์สเคปที่ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่อง หรือเราชอบเที่ยวธรรมชาติ?” เธอหันไปถาม “ก็เกี่ยว” วรรณแวว ตอบ “เวลาเหนื่อยๆ ก็เลยอยากออกไปเที่ยว ไปหาวิวสวยๆ ที่ไม่เหมือนปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเห็นพ้องกันว่า การเดินทางไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่เป็นสิ่งพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามา “ถ้าไม่มีเงินก็ยังไม่ต้องเที่ยวก็ได้ ในยุคนี้การท่องเที่ยวมันป๊อปมาก ซึ่งแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่ทำงานหนัก เก็บเงิน แล้วค่อยไปเที่ยวตอนแก่ แต่ยุคนี้จะคิดแบบเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์ เราจะมีความสุขตอนนี้ ซึ่งมันไม่มีอันไหนถูกอันไหนผิด มันคือการดีไซน์ชีวิตตัวเองมากกว่า” วรรณแวว กล่าว

โลกของสาวแฝด

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่ง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร ทั้งคู่ตอบในฐานะนักเดินทางว่า “เราเคยถามไกด์ภูฏานว่า ทำไมประเทศคุณต้องมีการจำกัดนักท่องเที่ยว เขาตอบว่า เพราะไม่อยากให้มีนักท่องเที่ยวมากกว่าคนในประเทศ จึงมีกฎที่ควบคุมให้เราเป็นแค่คนไปเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ไปครอบครองพื้นที่ ดังนั้นเราอยากให้โลกมีการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสถานที่ท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าโลกในอุดมคติที่ทั้งคู่ฝันไว้จะเป็นจริงหรือไม่ โลกใบนั้นจะมีวรรณแววและแวววรรณอยู่ด้วยกันแน่นอน แต่ตอนนี้ติดตามพวกเธอได้ที่เฟซบุ๊ก WW Hongvivatana

 

เที่ยวมะริด หลายมิติที่สัมผัสได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/415958

เที่ยวมะริด หลายมิติที่สัมผัสได้

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

การออกเดินทางเพื่อไปท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆ หลายคนคงจะมีจุดมุ่งหมายที่ไม่เหมือนกัน บางคนอยากไปเพราะที่นั่นอากาศดีเย็นสบาย บางคนอยากไปเพียงเพื่อตั้งใจจะไปซื้อของ หรือบางคนอยากไปเพียงต้องการจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์สวยๆ ของบ้านเมืองในประเทศนั้นไว้เป็นที่ระลึก แต่มีคนอีกไม่น้อยเช่นกันที่จุดหมายปลายทางของการออกเดินทาง คือการได้ไปสัมผัส เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนั้นๆ อยากไปเห็นว่าเขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร อยู่กันอย่างไร กินกันอย่างไร ถ้าคุณคือกลุ่มคนอย่างหลัง แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี ลองให้เมืองที่เรานำมาเล่าสู่กันฟังเมืองนี้เป็นตัวเลือกดูนะคะ

เมืองมะริด (Myeik Township) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ถือเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มีอุตสาหกรรมการประมงขนาดใหญ่ที่นักธุรกิจจากทั่วโลกสนใจเข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงนักธุรกิจชาวไทยด้วย ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากว่าเราจะเจอบางคนที่สามารถพูดภาษาไทยได้ เพราะมีโอกาสได้ทำงานกับคนไทยที่ไปลงทุนทำธุรกิจในเมืองนี้ หรือถ้าบางคนไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ แต่ก็เข้าใจได้ในสิ่งที่เราพูด และถ้าหากพูดถึงการลงทุนทำธุรกิจของคนไทยในเมืองมะริดนี้ นอกจากจะมีธุรกิจด้านการประมงแล้ว ก็ยังมีโรงแรม ที่พัก ที่เจ้าของเป็นคนไทย พนักงานที่ให้บริการพูดไทยได้ค่อนข้างเก่ง หรือแม้กระทั่งร้านอาหารหลายๆ ร้านในเมืองนี้ส่วนใหญ่เจ้าของเป็นคนไทย ขายอาหารไทย ยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกว่าไม่เหมือนเราไปเที่ยวต่างประเทศเลย เหมือนเราเดินทางไปเที่ยวตามต่างจังหวัดในประเทศไทยเราเองมากกว่า

บรรยากาศของบึง Yay Kan Baung ใจกลางเมืองมะริด

 

บริเวณย่านใจกลางเมืองมะริด เปรียบเสมือนจุดศูนย์รวมความเจริญของเมืองนี้ ทั้งห้างสรรพสินค้าที่อาจจะยังไม่ได้ใหญ่โตเหมือนในบ้านเรา โรงแรมเกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงทำให้บริเวณใจกลางเมืองมีผู้คนอยู่อย่างหนาแน่น มีทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่สัญจรกันไปมาอย่างคับคั่ง

ปัจจุบัน เมืองมะริดเริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น คนที่มาเที่ยวในเมืองนี้ต่างรู้กันดีว่า อาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบายมากนัก แต่จะได้เห็นและได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนี้แบบหลากหลายครบทุกมิติเลยก็ว่าได้

ร้านขายผักในตลาดชุมชน เมืองมะริด

 

มิติแรกที่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสคือ วิถีชีวิตของคนในเมืองนี้ที่ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา ในอดีตพวกเขาเคยอยู่เคยกินกันอย่างไร ปัจจุบันภาพเหล่านั้นก็ยังมีให้เราได้เห็น และถ้าอยากเห็นและสัมผัสวิถีชีวิตของคนที่นี่อย่างใกล้ชิดแล้วละก็ แนะนำให้ไปที่ตลาดเช้าชุมชนของเมืองนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือมะริดมากนัก ตลาดที่นี่ก็ดูจะคล้ายๆ กับตลาดตามต่างจังหวัดในประเทศไทยเรา พ่อค้าแม่ค้าตั้งร้านตั้งแต่เช้ามืดลูกค้าก็ทยอยออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของกันพอเริ่มสว่างๆ ก็ยิ่งได้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขาชัดเจนมากขึ้น เสียงตะโกนคุยกันก็เริ่มดังก้องไปทั่วตลาด และถ้าหากเราเดินๆ อยู่ก็อาจจะเจอพ่อค้าแม่ค้าที่พูดภาษาไทยได้ ทักทายเราอย่างเป็นมิตร

และอีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนของวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่นั้น คือเรามักจะพบเห็นร้านน้ำชาอยู่ตามมุมถนนแทบทุกเส้น การเข้าร้านน้ำชาของคนที่นี่ถือเป็นการมาสังสรรค์กับเพื่อนอย่างหนึ่ง พวกเขาจะใช้ร้านน้ำชาเป็นจุดนัดพบ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ในอดีตเคยเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเขามากขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้วิ่งตามเทคโนโลยีเหมือนอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก เอาเป็นว่าถ้าหากใครอยากนั่งจิบชาแบบสโลว์ไลฟ์แล้วละก็ ลองแวะเข้าร้านน้ำชาดูสักหน่อย นอกจากจะได้ดื่มชารสชาติดีแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่มากขึ้นอีกด้วย

ทานาคา เสน่ห์ที่ชวนมองของคนเมียนมา

 

มิติที่สอง คือมิติของความเป็นเมืองพุทธ ที่เมืองมะริดแห่งนี้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จะมีบ้างที่เป็นคริสต์หรืออิสลาม ที่นี่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม โบราณสถานเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามมากมาย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองมะริดให้ความเคารพนับถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่แทบทุกมุมเมือง ไม่น้อยไปกว่าย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ หรือพุกาม ที่นักท่องเที่ยวนิยมไป วัดวาอารามในเมืองมะริดนั้น แต่ละที่มีเอกลักษณ์ ความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป เช่น วัดปอดอมู (Paw Daw Mu Pagoda) ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์มาก เขาว่ากันว่า หากใครมีโอกาสได้มาที่เมืองมะริด จะต้องไม่พลาดมาไหว้ขอพรที่องค์เจดีย์ในวัดแห่งนี้ และอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปคือ เกาะพะเท๊ะ (Pa Htat) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระอตูละชเวทัลเยือง หรือที่นักท่องเที่ยวคนไทยพูดกันจนชินปากว่า วัดพระนอน ด้วยความยาวขององค์พระที่ยาวถึง 144 ศอก ถือเป็นพระนอนที่องค์ใหญ่ที่สุดของเมืองมะริดเลยก็ว่าได้

และอีกหนึ่งมิติ สำหรับใครที่มองหามุมสวยๆ วิวดีๆ ในการชื่นชมธรรมชาติ เก็บภาพสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึกแล้วละก็ ที่เมืองมะริดแห่งนี้ มีจุดชมวิวให้คุณเลือกไปแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละวันเลย ถ้าเป็นวิวสวยๆ ตอนกลางวันก็ต้องไปที่บึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ที่นี่เปรียบเสมือนสวนสาธารณะของคนเมืองมะริดมาพักผ่อนหย่อนใจ ชื่นชมกับทัศนียภาพบนผิวน้ำที่เต็มไปด้วยดอกผักตบชวาสีชมพูอมม่วง ตัดกับสีของท้องฟ้าได้อย่างลงตัว ภาพของนกเป็ดน้ำนับร้อย ที่ยืนเกาะอยู่บนแพผักตบชวา ส่งเสียงร้องไปทั่วบริเวณบึง ที่นี่นอกจากจะได้ผ่อนคลายไปกับความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ยังเหมาะกับคนที่รักในการถ่ายภาพได้เลือกมุมสวยๆ ถ่ายแบบไม่มีเบื่อแน่นอน

ความสวยงามของเจดีย์สีทอง ที่วัดพูพิยะ เมืองมะริด

 

เมื่อมีจุดชมวิวสวยๆ ตอนกลางวันแล้ว ก็ต้องมีช่วงพระอาทิตย์ตกดินกันบ้าง ด้วยความที่เมืองมะริดมีทำเลที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลอันดามัน และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขา ทำให้หลายจุดชมวิวของที่นี่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างชัดเจนและสวยงามมากๆ โดยเฉพาะที่วัดเตนดอจี (Thein Daw Gyi Pagoda) ที่นี่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ทำให้สามารถมองเห็นพระอาทิตย์กำลังตกกระทบกับชายฝั่งของทะเลได้อย่างสวยงามชัดเจน แต่หากยังสวยไม่จุใจ ก็ต้องมาที่สะพานจวยกู (Kwe Ku Bridge) สะพานเหล็กที่ใหญ่เป็นอันดับ 2ของประเทศเมียนมา ที่นี่ทำให้เรามองเห็นพระอาทิตย์ตกกระทบทะเลได้สวยงาม เรียกได้ว่าเอาใจบรรดาคนรักการถ่ายภาพแบบสุดๆ ไปเลย เพราะไม่ว่าจะมองไปมุมไหน องศาไหนก็จะมีมุมสวยๆ ให้ได้รัวชัตเตอร์เก็บภาพกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน

หากใครวางแผนว่าอยากมาท่องเที่ยวที่ประเทศเมียนมา นอกจากจะมาไหว้พระขอพรตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เลื่องชื่อคู่บ้านคู่เมืองของประเทศนี้แล้วละก็ ถ้าอยากสัมผัสชีวิตของผู้คนพื้นเมืองแบบใกล้ชิดแบบเป็นกันเองแล้วละก็ ลองให้เมืองมะริดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในโปรแกรมการท่องเที่ยวของคุณ รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในการเดินทางที่คุณจะต้องประทับใจเหมือนอย่างพวกเราแน่นอนค่ะ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/415956

Travel Update

โดย…กาญจนา

สิงห์ ปาร์ค เชียงราย จัดเทศกาลบอลลูนใหญ่สุดในอาเซียน

สิงห์ ปาร์ค เชียงราย จัดเทศกาลบอลลูนนานาชาติใหญ่ที่สุดในอาเซียน“SINGHA PARK CHIANG RAI BALLOONFIESTA” ตั้งแต่วันที่ 10-14 ก.พ. 2559 กับกองทัพบอลลูนแฟนซีกว่า 30 ลูก จาก 14 ประเทศทั่วโลก การแข่งขันบอลลูนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ไฮไลต์พิเศษการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูนในวันแห่งความรัก และการแสดงแสง สี เสียง โชว์ Balloon Night Glow ตลอด 5 วัน บริเวณริมทะเลสาบ และยังให้ผู้ร่วมงานได้ประสบการณ์การขึ้นบอลลูนลอยฟ้าอย่างใกล้ชิด ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง www.facebook.com/singhaparkchiangrai

 

เข้าเมืองโบราณฟรี วันมาฆบูชา

กลุ่มบริษัท เมืองโบราณ สมุทรปราการ ขอเชิญพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมวันมาฆบูชาในวันที่ 22 ก.พ. 2559 ณ พระธาตุบังพวน ภายในเมืองโบราณฟรี ตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น. โดยเวลา 17.00 น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา เวลา 17.30 น.พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และเวลา 19.00-20.00 น. ประกอบพิธีเวียนเทียนรอบพระธาตุบังพวน ซึ่งประดิษฐานพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ภายในงานมีบริการรถราง รับ-ส่งฟรี จากบริเวณประตูทางเข้าไปยังพระธาตุบังพวน สอบถามโทร. 02-323-4094-9 หรือ www.ancientcitygroup.net

 

ออนิกซ์ลดยกค่ายในงานแฟร์ท่องเที่ยว

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เอาใจชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในไทยในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่18 วันที่ 17-21 ก.พ. 2559 และงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 38 วันที่ 3-6 มี.ค. 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ด้วยโปรโมชั่นห้องพักราคาพิเศษจากโรงแรม รีสอร์ท และเรสซิเดนซ์ 28 แห่งในเครือภายใต้ชื่อ อมารี โอโซ่ เดอะโมเสค คอลเลคชั่น ชามา และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ราคาพักในไทยเริ่มต้น 900 บาท ต่างประเทศเริ่มต้น 4,250 บาท สำหรับการเข้าพักระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-31 ต.ค. 2559

 

ห้องพักราคาพิเศษที่สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ลกรุงเทพ

สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพ เสนอแพ็กเกจห้องพักราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน มี.ค. 2559 เมื่อจองห้องพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปในห้องแบบ Grand Leisure Class ราคา 9,700 บาทสุทธิ รวมอาหารไทยแบบเซตดินเนอร์สำหรับ 2 ท่าน ที่ปาร์ตี้เฮ้าส์วัน ราคานี้สำหรับจองห้องผ่านทางเว็บไซต์เท่านั้นที่ www.siamatsiam.com สอบถามโทร. 02-217-3000

 

พักอีสติน มายาได้เช่ารถ บัดเจ็ท ราคาถูก

โรงแรมอีสติน ยามา ภูเก็ต จับมือบริษัทรถเช่า บัดเจ็ท ด้วยรถเช่าราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรมเริ่มต้นวันละ 700 บาท รวมประกันภัยและภาษีแต่ไม่รวมค่าเชื้อเพลิงโดยต้องทำการจองกับทางโรงแรมอีสตินยามา ภูเก็ต ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ต.ค. 2559 (ยกเว้นวันที่ 2-18 เม.ย. 2559) โทร. 076-303-456

 

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์เผย 10 ภาพสุดฮิตบนอินสตาแกรม

การท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ เปิดเผยสถานที่ที่ถูกแชร์มากที่สุดบนอินสตาแกรม(Instagram) ประจำปี 2558 อันดับ 1 คือ เกาะไวฮิกิ บนเกาะมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูป ทั้งภาพขณะข้ามเรือหรือภาพในไร่องุ่น อันดับ 2 เมาท์มอนกานุย หนึ่งในจุดชมวิวทะเลที่งดงามที่สุดของนิวซีแลนด์อันดับ 3 ฮอบบิทตัน มูฟวี่เซต สถานที่ถ่ายทำบ้านฮอบบิท อันดับ 4 ตึกสกายทาวเวอร์ สุดยอดแห่งการชมวิวเมืองโอ๊กแลนด์แบบ 360 องศา อันดับ 5 หาดทาคาปูนา หลบร้อนมาเดินเล่นริมชายทะเลพร้อมไอศกรีมเย็นๆ และอันดับอื่นๆ ดูได้ทาง www.newzealand.com

รักล้นฟ้า…ราคาดี๊ดี บินนกแอร์แค่ 888 บ.

สายการบินนกแอร์ จัดโปรโมชั่น “รักล้นฟ้า…ราคาดี๊ดี” รับเทศกาลแห่งความรัก บัตรโดยสารเส้นทางบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 888 บาท/เที่ยว สำรองที่นั่งได้ถึงวันที่ 14 ก.พ. 2559 และเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.-30 ก.ย. 2559 เฉพาะการสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.nokair.com และนกแอร์ แอพพลิเคชั่น เท่านั้น

 

ไหว้พระ ณ เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/414679

ไหว้พระ ณ เมียนมา

โดย…อ.ตากวาง ภาพ Pattira Hansakul

ขอปิดท้ายคอลัมน์ด้วยผลงานของเจ้าเก่า Pattira Hansakul ที่ส่งภาพจากช่วงปีใหม่ที่มีโอกาสไปไหว้พระที่เมียนมา เลยเก็บภาพมาฝากกัน

ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนคอลัมน์เป็นอย่างดีครับ วันอาทิตย์หน้าพบกับโฉมใหม่ของโพสต์ทูเดย์ทั้งฉบับ รวมทั้ง เซ็กชั่นแมกซ์ เซ็กชั่นเอ็กซ์ตราด้วยครับ (เริ่มต้นฉบับวันพรุงนี้เลยครับ) ชอบ-ไม่ชอบยังไง ติ-ชมมาได้ที่ท่านบอกอครับ อิอิอิ

 

แม่ค้าหน้าหวาน

 

พ่อค้าริมทาง

 

เครื่องบูชาพระธาตุ

 

เทียนบูชาเจดีย์ชเวดากอง

 

ชเวดากอง

 

เจดีย์ไจ๊ปุ่น

 

พระราชวังบุเรงนอง

 

ซอกแซกมุมศิลปะในกรุงโซล ของดีที่ไม่เคยเหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/414665

ซอกแซกมุมศิลปะในกรุงโซล ของดีที่ไม่เคยเหมือนเดิม

โดย…นิตยา ชนานุกุล

กรุงโซล เป็นเมืองที่หลายคนอาจมองเป็นเมืองสำหรับเด็กผู้หญิง ที่วิ่งไล่ตามศิลปิน วิ่งกรี๊ดตามคอนเสิร์ต สาวขาเล็กหน้าตาดี หรือเด็กหนุ่มหัวสีเต็มไปหมดพร้อมกันเป็นกลุ่มๆ มองไปทางไหนมีแต่ดาราเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าและเครื่องสำอาง นั่นก็อาจเป็นมุมหนึ่งของโซลที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่นอกจากการส่งออกวัฒนธรรมเคป๊อป และเครื่องสำอางหลากชนิด ในอีกแง่มุมหนึ่งของโซล ก็เป็นเมืองที่โดดเด่นในด้านงานออกแบบ และศิลปะร่วมสมัย ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กับเมืองใดของโลก

แต่สำหรับ นิด-นิตยา ชนานุกุล เจ้าของผลงานหนังสือ Seoul City Guide เธอออกเดินทางเพื่อตามหาศิลปะที่แอบซ่อนและกระจายตัวอยู่ทั่วกรุงโซลที่รอให้ไปค้นพบ แม้กระทั่งจุดที่อยู่ใกล้กับแหล่งเที่ยวสุดฮิตอย่างพระราชวังเคียงบก และคลองชองเกซอน “แค่ข้ามถนนเราก็พบกับ MMCA หรือ National Museum of Modern and Contemporary Art ที่นอกจากทรงตึกที่สวยสลบ แต่ที่นี่ยังมีงานศิลปะร่วมสมัย จากทั้งศิลปินชาวเกาหลีหรือจากศิลปินและดีไซเนอร์ต่างชาติ หมุนเวียนมาจัดแสดงที่นี่เสมอ และที่สำคัญถ้าเป็นนักเรียน หรือนักท่องเที่ยวที่อายุต่ำกว่า 24 ปี รัฐบาลเกาหลีจัดให้เข้าไปดูฟรีด้วย”

 

นิด เล่าต่อว่า ในย่าน Samcheong dong ยังมี Hyundai Gallery และมีแกลเลอรี่เล็กๆ อีกหลายแห่งที่กระจายตัวอยู่ย่านฝั่งซ้ายของพระราชวังเคียงบก ไม่ใช่มีแค่แกลเลอรี่เท่านั้น ย่านนี้มีทั้งร้านกาแฟและสตูดิโอดีไซน์ซ่อนตัวอยู่ไม่น้อย เช่น fortfolio by fortfolio ร้านเล็กๆ ที่ขายการ์ดและภาพพิมพ์จากเทคนิคแบบโบราณที่เรียกว่า letter press คือเทคนิคการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์และแม่พิมพ์ซึ่งหาดูได้ยาก และน่าสนใจมากสำหรับคนที่ชอบด้านการพรินติ้งและการพิมพ์

“ถัดไปไม่กี่ช่วงถนนก็จะเจอ Mulnamoo & Dabang ที่ภายนอกอาจดูเป็นร้านกาแฟขนาดเล็ก แต่ตึกแห่งนี้แบ่งพื้นที่เป็นสตูดิโอกราฟฟิกและถ่ายรูปขาวดำสุดเก๋ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางย่านบ้านเก่า หรือแม้กระทั่งในที่ที่ทุกคนคงคุ้นเคยอย่างทงแดมุน ก็ต้องสะดุดกับตึกรูปร่างหน้าตาประหลาด ที่นั่นคือ DDP ตึกสุดเท่ ศูนย์กลางสำหรับจัดงานสำคัญต่างๆ ที่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เชี่ยวชาญด้านฟอร์มออร์แกนิกอย่าง Zahahadid ทำให้คนที่สนใจในสถาปัตยกรรมต้องแวะเข้าไปดูสเปซสวยงามตระการตาสักครั้ง”

 

ในฐานะคนที่ชื่นชอบศิลปะเอามากๆ นิดจึงรู้สึกอิ่มเอมกับศิลปะในโซลขั้นสุด แต่เธอบอกว่าถ้างานสถาปัตยกรรมหรืองานศิลปะที่เป็นนามธรรมสำหรับคนอื่นเสพยากไป นิดแนะนำให้ลองสังเกตดูในย่านสุดฮิตของเด็กวัยรุ่นอย่าง ฮงแด หรือบริเวณรอบมหาวิทยาลัยศิลปะชื่อดังที่สุดของโซล Hongik University ก็จะเห็นงานกราฟฟิตี้ตามพื้น ผนัง และกำแพง

“ศิลปะที่นิดไปดูยังไม่รวมการแสดงของวัยรุ่นในท้องถนนในยามค่ำคืน ที่ไม่ว่าจะเป็นการเต้น เล่นดนตรีเปิดหมวก บีตบ็อกซ์ หรือในบางค่ำคืนที่มีผับเงียบ ฮงแดอาจกลายสภาพเป็นพื้นที่ประหลาดที่มีคนใส่หูฟังและเต้นรำกันอยู่ตามถนน ที่แม้แต่คนที่เดินผ่านอย่างเราก็ยังอดรู้สึกสนุกไปด้วยไม่ได้”

 

นิด แนะนำอีกย่านหนึ่งของโซลที่โดดเด่นในเรื่องงานศิลปะและงานดีไซน์ไม่แพ้ย่านอื่นๆ คือ ฮันกังจิน และไล่ตามถนนไปถึงอิแทวอน “แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่โดดเด่นไม่แพ้ MMCA คือ Samsung Leeum Art Museum ที่ภายใต้ตึกจะมีความเท่และโดดเด่นด้วย sculpture รูปบับเบิ้ลสีเงินขนาดใหญ่ Leeum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีทั้งงานศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจหมุนเวียนมาจัดแสดง และก็ยังมีโซนที่แสดงงานศิลปะเก่าๆ ของเกาหลี ทั้งงานปั้นและงานภาพต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่ที่นี่อย่างถาวร แถมด้านหน้าทางเข้ายังเป็นที่ตั้งของตึกกระจกลายจุดที่มองก็รู้ว่านี่คือที่ที่รวบรวมเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ญี่ปุ่นอย่าง comme de garcon และ Yohji Yamamoto”

ไม่แค่นั้น นิดยังแจกแจงต่อแบบทะลุซอกซอยของกรุงโซล “ถนนด้านหน้าฮันกังจินที่ทอดยาวไปจนถึงอิแทวอนนี้ ยังเต็มไปด้วยร้านค้าที่ขายของเท่ๆ อีกจำนวนมาก เริ่มจาก MMMG ร้านชื่อดังของโซลอยู่ในตึกสูง 7 ชั้น มีทั้งเครื่องเขียน หนังสือ คาเฟ่ กระเป๋าเท่ๆ อย่างฟรายทาก (freitag) แกลเลอรี่ขนาดเล็ก ร้านเฟอร์นิเจอร์สวยๆ และชั้นล่างของตึกก็ยังพ่วงเอาร้านขายของใช้ในบ้านเก๋ๆ จากญี่ปุ่นแบบที่เราอยากจะเก็บกลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีอีกที่ที่เท่ไม่แพ้กันคือ Product Seoul ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของโซล เพราะร้านนี้รวบรวมเอาเสื้อผ้า เครื่องประดับ เทียนหอม ของดีไซน์จุกจิกเล็กๆ น้อยๆ จากดีไซเนอร์รุ่นใหม่ในโซลมารวมกันที่รับรองว่าเก๋ไม่แพ้ที่ไหนๆ”

นิด บอกว่า ไม่ใช่เพียงแต่สถานที่ที่พูดถึงในนี้เท่านั้น โซล เมืองที่หลายคนคิดว่าก็เดิมๆ ยังมีสถานที่อีกมากมายรอให้เราไปค้นพบ และหวังว่าพออ่านจบแล้ว จะช่วยให้การเดินทางไปโซลครั้งต่อไปของคุณคงสนุก และใหม่ขึ้นกว่าเดิม