กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม “โบสถ์โบราณ” อำเภอนาดูนเด็ดขาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม “โบสถ์โบราณ” อำเภอนาดูนเด็ดขาด

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด5 กรกฎาคม 2563 – 09:43 น.

สำนักศิลปากรที่ 10นครราชสีมาลงพื้นที่อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ติดตามสำรวจความเสียหายของหอแจกวัดสิมโบสถ์โบราณอายุกว่า 100 ปีในภาคอีสาน พร้อมย้ำห้ามซ่อมแซมต่อเติมเองมีความผิดเหตุขึ้นทะเบียนกฏหมายคุ้มครองแล้ว

เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2563 ที่วัดโพธาราม อ.นาดูน จ.มหาสารคามสำนักศิลปากรที่ 10นครราชสีมาได้ลงพื้นที่ติดตาม สำรวจโบราณสถานหลายแห่งในอำเภอนาดูน และสำรวจความเสียหายของหอแจกวัด เพื่อของบประมาณบูรณะซ่อมแซ่มเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ในทางพุทธศาสนา

เนื่องจากกลุ่มสิมหรือโบสถ์โบราณในภาคอีสาน ซึ่งมีจำนวนมาก ที่ผ่านมามีวัดหลายแห่งที่ต้องซ่อมแซมเอง โดยที่วัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม พระสงฆ์และแกนนำชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาลงพื้นที่ตรวจสอบ โบสถ์ ศาลา และสิ่งปลูกสร้างอายุกว่า100ปี อาจพังทลาย เพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือบูรณะโบราณสถาน

โดยอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะข้อจำกัดกฎหมายโบราณสถาน ซึ่งสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ได้ลงพ้นที่สำรวจโบราณสถานในพื้นที่อำเภอนาดูน และเข้าสำรวจโบสถ์ และศาลาการเปรียญ อายุกว่า103ปี เพื่อเตรียมวางแนวทางบูรณะซ่อมแซม

 นางชุติมา จันทน์เทศ ผูู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่อำเภอนาดูน หลายแห่งและได้ลงพื้นที่ติดตาม สำรวจความเสียหายของหอแจกวัด เพื่อของบประมาณบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเนื่องจากชาวบ้านได้อนุรักษ์มากว่า100ปีไม่อยากให้สูญหายไป เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ในทางพุทธศาสนาซึ่งจาการลงพื้นที่ได้มีการสำรวจ และออกแบบเขียนแบบ พร้อมยื่นเข้ากรมของประมาณซ่อมแซมบูรณะได้ ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์

“ขอทำความเข้าใจกับชุมชนให้รับทราบนะคะ กระบวนการหรือขั้นตอนซ่อมแซมบูรณะต้องใช้เวลา พร้อมย้ำเตือน ผู้รับผิดชอบ ห้ามซ่อมแซมเองหรือต่อเติมเองต้องขออนุญาตจากกรมศิลปกร เพราะมีการขึ้นทะเบียนกฏหมายคุ้มครอง”สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ระบุ

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด
กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด

นางชุติมา จันทน์เทศ ผูู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด

ข่าวและภาพโดย เอนก กระแจ่ม ผู้สื่อข่าว จังหวัดมหาสารคาม

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด28 พฤษภาคม 2563 – 15:25 น.

AirbnbเปิดWish Lisl เปิด 5อันดับเมืองท่องเที่ยวที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด ระบุ พัทยาและหัวหิน มาแรง โดยชูความโดดเด่นทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น ครัว อินเทอร์เน็ตไร้สาย และสระว่ายน้ำ คือปัจจัยหลักดึงดูดนักเดินทางเลือกพัก 

ในขณะที่ชุมชนทั่วโลกกำลังเปิดประตูต้อนรับผู้คนอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลายๆ คนที่ต้องอยู่บ้านในช่วงโควิด-19 ก็เริ่มมีไอเดียการเดินทางในอนาคตพรั่งพรูออกมา

อ่านข่าว : เห็นแล้วขนลุก “ถ้ำนาคา” อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

โดยข้อมูลภายในของ Airbnb เผยให้เห็นสัญญาณแรกเริ่มของการวางแผนการเดินทางในอนาคตจากการค้นหาและตั้ง WishList หรือลิสต์บันทึกสถานที่ที่ต้องการไป ซึ่งนักเดินทางสร้างขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมออกไปสานสัมพันธ์กับผู้คนและสังคมโลกอีกครั้ง

ในขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว Airbnb ขอนำเสนอเทรนด์ยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยเพื่อไม่ให้มีใครต้องตกเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นวิลล่าริมสระหรือวิลล่าส่วนตัวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สถานที่เหล่านี้ล้วนเรียกร้องให้ก้าวขาออกเดินทางอีกครั้งหลังจากที่ทุกคนกักตัวอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้คนรอบข้าง

การท่องเที่ยวในประเทศคือตัวเลือกแรกของนักเดินทางไทย

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะถูกจำกัดด้วยความจำเป็นหลายๆ อย่าง แต่จิตวิญญาณของนักเดินทางก็ยังคงเฝ้าฝันถึงประสบการณ์การเดินทางที่แปลกใหม่Wish Listแสดงให้Airbnbเห็นว่า ผู้มีใจรักในการท่องเที่ยวชาวไทยยังคงมองหาจุดหมายปลายทางที่ใกล้กับกรุงเทพมหานครและติดทะเลที่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในไม่กี่ชั่วโมง

จากการสำรวจข้อมูลภายในของAirbnbตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 18 พฤษภาคม 2563 พบว่าพัทยาและหัวหินเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักเดินทางชาวไทยบันทึกว่าอยากไปมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น 8 ใน 10 ของสถานที่พักในประเทศที่คนไทยอยากเข้าพักยังอยู่ที่หัวหินอีกด้วย

นอกจากนั้นAirbnbยังพบว่า 5 จุดหมายปลายทางที่นักเดินทางชาวไทยค้นหาถึงมากที่สุดคือ

1.กรุงเทพ

2.พัทยา

3.ภูเก็ต

4.หัวหิน

5.เชียงใหม่

ซึ่งแตกต่างไปจากการสำรวจในช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 ที่เมืองโตเกียว โซล และโอซาก้า ติด 5 อันดับที่คนไทยอยากไปมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าความนิยมในปัจจุบันของผู้ใช้Airbnbชาวไทยคือการท่องเที่ยวในประเทศ

ความเป็นส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเที่ยวของคนไทย

ปัจจุบันเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ ความนิยมในการเลือกสถานที่พักเมื่อเดินทางของชาวไทย จึงเน้นไปที่ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความเป็นส่วนตัว

เช่น วิลล่าเหมาะสำหรับครอบครัวที่หาดจอมเทียน พัทยาที่ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว สวน และเครื่องครัวครบครันแห่งนี้เป็นที่พักที่ผู้ใช้Airbnb ชาวไทยบันทึกว่าต้องการไปมากที่สุด ตามมาด้วยอันดับสองอย่างวิลล่าสไตล์โมเดิร์น ใกล้ทะเลที่หัวหิน

ขณะที่ผลสำรวจภายในของAirbnbตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 18 พฤษภาคม 2563 ยังแสดงให้เห็นว่า สิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ครัว อินเทอร์เน็ตไร้สาย และสระว่ายน้ำ เป็นสิ่งที่นักเดินทางชาวไทยค้นหาถึงมากที่สุด

นอกจากนั้น ที่พักที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ก็ถือเป็น 1 ใน 10 สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้ใช้ชาวไทยค้นหามากที่สุดเช่นเดียวกัน

ภาพฝัน ณ ต่างแดน

มองไกลออกไปจากประเทศไทยAirbnbพบว่านักเดินทางชาวไทยมีความต้องการท่องเที่ยวประเทศแถบเอเชีย จากการสำรวจปีที่แล้วพบว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เช่นเดียวกับการสำรวจในปีนี้ที่พบว่า โซลและโตเกียว ยังคงเป็นเมืองต่างแดนที่คนไทยค้นหาถึงมากที่สุด

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด
เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด

ขอบคุณที่มา : Airbnb

“นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน”

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"11 เมษายน 2563 – 07:00 น.

คอลัมน์ท่องเที่ยว “วิถีไทย” คมชัดลึก 11 เม.ย.2563 โดย มนัสศิริ ลูกรักษ์

****************************

แรกสัมผัสในการเข้าทำงานที่ที่ว่าการอำเภอบ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี วันนั้นร่วม 2 ปีมาแล้ว ภาพแรกที่เห็นในก้าวใหม่คือ ภาพพ่อท่านเจ้าฟ้า พระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และอักษร “นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน” บนกำแพงรั้ว ฉันชอบวลีนี้มาก เข้าใจง่าย ดึงใจไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก มันชัดเจนว่าพวกเราจะทำให้เกิดสิ่งดีดีที่นี่

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


อ.บ้านนาเดิม  เป็นอำเภอขนาดกะทัดรัด มีเพียง 4 ตำบล ประชากรราว 2 หมื่นกว่าคน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 80 แต่ถือว่าเป็นอำเภอที่ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั้งถนนสาย 41 เส้นทางหลักจากกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ และถนน 44 ที่รู้จักกันในนามเซาเทิร์นซีบอร์ด ตัดผ่านจากฝั่งอ่าวไทยสู่อันดามัน ทำให้ อ.บ้านนาเดิม มีจุดเด่นคือการคมนาคมที่เป็นโครงข่ายในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

เมืองเล็กที่เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพของผู้นำและผู้คนในชุมชน อันโดดเด่นด้านการกีฬาเป็นอย่างมาก ผ่านการผลักดันและร่วมแรงร่วมใจในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับเยาวชนก็ได้รับการสนับสนุนจนมีชื่อเสียง

เช่นทีม Kaboom นักเรียนโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 (บ้านนา) ซึ่งรับถ้วยรางวัลพระราชทานรางวัลชมเชยลำดับที่ 1 ระดับประเทศ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธาน โครงการ ทู บี นัมเบอร์วัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE THAILAND CHAMPIONCHIP 2020 

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

     
ที่นี่ยังมีสนามกรีฑาที่ได้มาตรฐาน ยังสามารถรองรับกิจกรรมด้านกรีฑาได้ดี เช่นการจัดศึกกรีฑาดาวรุ่งมุ่งโอลิมปิกทั่วไทยที่โซนภาคใต้ เพื่อเป็นการสรรหาและส่งเสริมยุวชนที่มีพรสวรรค์สู่ความเป็นเลิศทางการกีฬา  ทั้งยังจัดสรรพื้นที่บางส่วนเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ร่วมกัน 

กระทั่งกลุ่มแม่บ้าน|กลุ่มสตรี ยังมีการรวมกลุ่มเพื่อเต้นแอโรบิค รำวงเวียนครก เต้นบาสโลป ถือเป็นการออกกำลังกายในแบบชุมชนสร้างสรรค์  แบะอีกมากมายที่สนับสนุนความสุข ความแข็งแรงทั้งกายและใจ อันเป็นพื้นฐานของสังคมสู่ความก้าวไกลด้านอื่นๆ

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


วัดปัฏนาราม  (วัดท่าเรือ) ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลท่าเรือ เป็นวัดเก่าแก่ จากหลักฐานคือใบเสมาหินทราย ซึ่งเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย และอิฐก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นอิฐสมัยศรีวิชัย มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมาก กว้างประมาณ 15 ซม. หนาประมาณ 10 ซม. (ใหญ่) กว่านี้จะเป็นอิฐสมัยอยุธยา

ส่วนพระอุโบสถนั้นสร้างประมาณ ปี พ.ศ. 2510 กว่าๆ โดยหลังเดิมนั้นเป็นไม้ผุพังไปหมดแล้ว หลังใหม่ได้สร้างที่โบสถ์หลังเก่า สำหรับพระพุทธรูปในโบสถ์เป็นสมัยอยุธยาศิลปะภาคใต้

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

การสร้างวัดไม่ปรากฏ ว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันมาว่ามีรูปปั้นเจ้าอาวาสซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อท่านเจ้าฟ้า” เป็นที่เคารพเลื่อมใสมาก มีการบนบานต่อรูปบูชาท่านที่วัดก็มักจะหายจากโรค หากมีภัยใดๆก็จะเข้าทรงบอกกล่าวชาวบ้านให้เตรียมตัวระวังและรักษาโรค ทุกปีจึงมี “ประเพณีถวายหรับ” หรือ สำรับ แด่พ่อท่านเจ้าฟ้า อันเป็นศูนย์รวมใจชาวบ้านนาเดิมมาตลอดหลายยุคสมัย

อ.บ้านนาเดิม ที่ฉันสัมผัสในอีกซอกมุมหนึ่งคือที่นี่ยังเป็นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความสามารถในการพัฒนาตัวเองผ่านการพัฒนาภายในใจสู่การพัฒนาบ้านเกิด  เป็นวิถีของคนรักษ์บ้านเกิดที่เห็นเป็นรูปธรรมและสัมผัสได้จริงๆ มีมากมายหลายคนมากนัก

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

ฉันจะหยิบยกเรื่อง น้องอุ๊ วิภาวดี กุลศิริ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผันตัวเองจากพนักงานบริษัท สู่การลงรากบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง พลิกผืนดินเล็กๆ เพียงไม่กี่ไร่แต่เป็นความพอเพียงในชีวิต ในนามไร่ “ทรัพย์มณี”  ที่ใช้ชีวิตผสมผสานในพื้นถิ่นได้อย่างพอดี

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

ไร่ทรัพย์มณีจึงเป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ต้องการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรักในสิ่งเดียวกันอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนทำปลาเม็งของบ้านห้วยทราย กลุ่มผลิตหมอนยาพาราบ้านห้วยคุย กลุ่มเลี้ยงแพะบ้านนาเดิมก้าวหน้า และอีกหลายกลุ่มมากมายที่ดึงดูดให้ผู้คนจากถิ่นอื่นมาศึกษาดูงาน ถือเป็นการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


ตลอดระยะเวลาที่ฉันได้ใช้ชีวิตที่บ้านนาเดิม เหมือนบ้านอีกหลังที่ยังความรื่นรมย์ ไม่มีวันใดที่ไม่รู้สึกไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยมีอุปสรรคจากการงาน  ฉันเพียงรับรู้ว่าทุกๆ วันในบ้านนาเดิม เราคือฟันเฟืองเล็กๆ รวมกับผู้อื่นเพื่อขับเคลื่อนไป ขับเคลื่อนช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่มีพลวัตรอยู่เนืองๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง  … “เดินใกล้เดินไกล เราจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความรัก “

มนัสศิริ

น่าน…ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น่าน…ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว11 เมษายน 2563 – 02:00 น.

คอลัมน์ท่องเที่ยว “วิถีไทย” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับสุดท้าย 8 เม.ย.2563 โดย ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ สกสว.

*******************************

“น้ำไหล นกร้อง” เสียงที่บอกถึงความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราอาจรับรู้และสัมผัสโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมามอง ทั้งหมดที่กล่าว คนเมืองหลายคนอาจจะไม่ได้ยินหรือสัมผัส หากแต่เปิดทีวีดูสารคดีแล้วจินตนาการตามเท่านั้น

เช่นเดียวกับชุมชนบ้านสะปัน ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่น้อยคนจะรู้จัก…ว่าสวรรค์บนดินเป็นอย่างไร

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เชื่อว่าอีกไม่นาน ภาพที่พักริมน้ำว้าที่ใสเห็นตัวปลา กระโจมริมน้ำตกที่มีเสียงน้ำกระทบหินทุกค่ำเช้า จะปรากฏใน Google และ เพจท่องเที่ยว ต่างๆ เต็มไปหมด และอาจจะโด่งดังก่อน

ท่องเที่ยววิถีไทยฉบับสุดท้ายนี้ จะกางอยู่ต่อหน้าทุกท่านเสียอีก แต่ถึงอย่างไร ความประทับใจที่จะกล่าวต่อจากนี้ ไม่เสียเที่ยวที่จะได้ทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ รวมถึง ธารน้ำ และ สายลม

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

ทว่าบางท่านที่อ่านแล้วอาจจะบอกว่าไม่เชื่อ? ก็เป็นไปได้ ด้วยที่ผ่านมา จังหวัดที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘หุบเขาข้าวโพด’ เกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งโยงใยผลประโยชน์ “คน-ป่า-น้ำ” จนส่งผลกระทบถึงระบบนิเวศในระดับวิกฤติ จากแหล่งเหลือธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวยงามเช่นนี้

บ้านสะปัน ที่นี่ไม่เป็นอย่างที่คิด และ อย่างที่เขาเล่าว่า จังหวัดน่านมีแต่เทือกเขาโล้น ที่เกิดจากคนลุกป่าปลูกข้าวโพด กระทั่งประจักษณ์ด้วย “ตา” และไปลองสัมผัสด้วยตนเอง

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เริ่มตั้งแต่รถยนต์แล่นผ่านตัวอำเภอเมือง อำเภอปัว ก่อนจะไต่ระดับความสูงขึ้นมาตามถนนลอยฟ้าเห็นวิวรอบทิศ สู่ดินแดนเกลือสินเธาว์โบราณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีอนุรักษ์ ที่คนส่วนใหญ่นิยมมาชมและทำความรู้จักกระบวนการต้มเกลือ ที่ใช้หลักการระเหิด ของน้ำด้วยความร้อน ต่างกับบ้านสะปันที่ใครก็ส่ายหน้าเมื่อถามถึง เว้นแต่เป็นคนในพื้นที่

วันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายน้ำ กลายเป็นชุมชนมีมนต์เริ่มมีคนรู้จัก และแวะเวียนเข้ามาเที่ยว หรือ เข้ามาพักโฮมสเตย์ ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีของคนชอบธรรมชาติ “อยู่นิ่งๆ ดูปลา” ที่ชานบ้านริมน้ำ

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

หรือ ถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนที่กระโจมขาวริมน้ำ “ฟังเสียงลมพัดใบไม้ และเสียงน้ำไหลกระทบหิน” ก็เป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากแลนด์มาร์คที่กล่าวไป 2 จุดแล้ว ยังมีที่พักบนเชิงเขา สำหรับคนที่ชอบวิว

เรียกได้ว่า มาที่นี่ที่เดียวจบ…ก็ว่าได้ หลักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างในละแวกเดียวกัน เช่น กาแฟบ้านไทลื้อ วัดพระธาตุจอมกิตติ การต้มเกลือสินเธาว์ ชมบ่อโบราณอายุกว่า 800 ปี พระตำหนักภูฟ้า ล่องแก่งน้ำว้า และ จุดชมภูมิทัศน์ เดอะวิวกิ่วม่วง

เดิมก่อนหน้านี้ กิจกรรมท่องเที่ยวจะสิ้นสุดที่อำเภอบ่อเกลือ อย่างมากก็อยู่ทานข้าวเย็นเมนูพิเศษ “ไก่ทอดมะแข่วน” ที่บอเกลือฮิว หรือ พักที่นั้น เพราะเมื่อก่อนที่พักแถวนี่มีไม่มา ถือเป็นข้อจำกัด ที่น่าเสียดาย ประกอบกับการเดินทางด้วยลักษณะถนนที่สูงชันตามแนวเขา

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

บางช่วงถนนเลี้ยวโค้งไปมาอยู่บนยอดดอย อันเป็นที่มาของ “ถนนลอยฟ้า” หากมองในช่วงกลางวันผ่านกระจกรถออกไปจะเห็นเส้นจากยอดต้นไม้บนเขาตัดกับขอบฟ้าไปจนสุดสายตา สลับกับเมฆหมอกที่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนคลายกับว่ามันกำลังวิ่งตามรถที่กำลังแล่นอยู่

แม้ภูมิทัศน์ที่มองเห็นระหว่างทาง ซ้าย-ขวา จะตื่นตาแต่ก็ไม่พอที่จะหลอกล้อสายตาให้หันเหจากซากต้นข้าวโพดที่ยืนแห้งตายข้างทาง

ตรงกันข้ามกับยามค่ำคืน นอกจากแสงจากหน้ารถแล้ว ก็ไม่มีแสงใดที่พอจะมองเห็นทางข้างหน้า แม้ยามที่เงยหน้าขึ้นฟ้าจะมีจันทร์และแสงดาว แต่ก็ไม่พอที่จะมองเห็น ถือว่าเป็นความอันตรายที่คนขับรถต้องระวัดระวัง และไม่เหมาะกับคนขับรถน้อยประสบการ หรือ มือใหม่

ร่องรอยความเสียหายของธรรมชาติที่เกิดจากการปลูกข้าวโพดในพื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้ชาวบ้านที่นี่ “รู้ซึ้ง” ถึงผลกระทบ เมธวัฒน์ พุทธธาดากุล นายกอบต.ดงพญา ประธานโครงการป่าชุมชนบ้านสะปัน ย้อนถึงบทเรียนที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่ก่อน ปี พ.ศ. 2553 พื้นที่ป่าธรรมชาติในจังหวัดน่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่พื้นการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์อย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตัวเลขกลมๆ ของพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 9 แสนไร่และเพิ่มขึ้นทุกปีหลังจากนั้น

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

ผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ การพังทลายของดินบนพื้นที่ลาดชัน การชะล้างตะกอนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้นพอถึงฤดูแล้ง ภูเขาสีน้ำตาลก็ถูกซ้ำเติมด้วยไฟป่าและหมอกควัน

ซึ่งคนที่ต้องทนทุกข์มากกว่าใคร ก็คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่รวยสักที แถมยังต้องเผชิญกับพิษของสารเคมีทั้งที่สูดดมเข้าไปและปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เรื่องนี้คนน่านรู้ดีว่าเพราะอะไร กระทั้งมีการพูดคุย และ ได้ทำวิจัย “แนวทางการอนุรักษ์ และ ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ” โดยการสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ สกสว. ปัจจุบัน

จากการพูดคุยเปิดใจของคนในชุมชน ทำให้ได้สรุปผลกระทบร่วมกัน และ ช่วยกันแก้ไขเลื่อยมา สร้างชื่อเสียงมิติใหม่ที่ใครก็อยากไปเยี่ยมชม

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

วันนี้ ไม่ว่าภาพความงามของธรรมชาติ เรื่องราวที่บอกเล่ามานี้ จะกระตุ่นความปรารถนา จะแรงปานใดเราทุกคนก็ไม่สามารถกล่าวออกจากบ้าน หรือ ที่พัก ด้วยกติกาทางสังคม Social Distancing เราไม่ติดต่อ (โควิด19) ไม่ติดต่อ เพื่อเราทุกคน ไม่งั้นก็อาจกลายเป็นดราม่าของคนเมืองผู้โหยหาธรรมชาติ….

และมันกำลังจะนำไปสู่ดราม่าเรื่องต่อไป

โดย ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ สกสว.

“ข่าวดี”พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ข่าวดี”พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ

"ข่าวดี"พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ9 มีนาคม 2563 – 00:00 น.

นักวิจัยพบเสือโคร่งตัวแรก ในผืนป่ารักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พร้อมตั้งชื่อ “SLT001M ” จากการตั้งกล้องดักถ่าย

9 มีนาคม 2563 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสัวต์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า นายไพฑูรย์ อินทรบุตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ตำบล วังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี กาญจนบุรี ได้รายงานความคืบหน้ากรณีพบเสือโคร่งในพื้นที่เขตฯ จากการตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า ของงานวิจัยจากองค์กรสัตววิทยาแห่งลอนดอน Zoological Society of London (ZSL)
                   

โดยเมื่อวันนี่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ทางทีมงาน ZSL ได้นำภาพบันทึกจากกล้องดักถ่ายโครงการเสือโคร่งมาลงบันทึกให้ไว้ที่ห้องข้อมูล ในจำนวนภาพทั้งหมดได้พบเสือโคร่งจำนวน 3 ตัว จากการตรวจสอบฐานข้อมูลต่างๆประกอบกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ปรากฏว่าเสือโคร่งทั้ง 3 ตัว ที่พบ มีรายละเอียดดังนี้

ตัวแรก รหัส HKT270M (Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่ปลาสร้อย เป็นเสือที่มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง

ตัวที่สอง รหัส TWT130M(Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยล้อ เป็นเสือที่มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก

ตัวที่ 3 รหัส SLT001M(Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบเจอใหม่ในบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระ(เขาเสือ) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เจ้าหน้าที่ ZSL จึงได้ตั้งชื่อเสือโคร่ง ตัวใหม่นี้ว่า SLT001M (สลักพระไทเกอร์001) ซึ่งได้พบเจอที่เขตฯสลักพระเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฎว่าพบเจอที่ใดมาก่อน

การพบเสือโคร่งดังกล่าว เป็นตอกย้ำการทำงานของเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเฝ้าระวังไม่ให้มีการไล่ล่า การดูแลพื้นที่ป่า ทำให้ประชากรเสือในพื้นที่สลักพระ มีความสมบูรณ์และปลอดภัยจากภัยคุกคามต่าง ๆ และสามารถถ่ายเทประชากรสัตว์ป่าจากพื้นที่ป่าอื่น ๆ มาในพื้นที่ได้อีกด้วย

King Power Mahanakhon offers thrilling views of the capital #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

King Power Mahanakhon offers thrilling views of the capital

Sep 01. 2020

By The Nation

In a move to mark the upcoming long weekend, King Power Mahanakhon is granting free access to its famous Mahanakhon Skywalk to adults above the age of 60 and youngsters below 18 with every purchase of a Bt880 ticket.

The skywalk, located in Bangkok’s iconic pixelated building, features a thrilling all glass observation deck offering a 360-degree view of the capital from 78 floors up. Visitors can also stop off at “The Peak”, which is 314 metres above ground.

This offer runs from September 4 to 7 and the skywalk is open daily from 10am to midnight.

Rare wreathed hornbills spotted flying across Mae Wong National Park #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Rare wreathed hornbills spotted flying across Mae Wong National Park

ThailandAug 30. 2020

By Special to The Nation

Nearly 30 wreathed hornbills fearlessly spread their wings over Mae Wong National Park, a sight rarely seen in over a decade.

Nearly 900 square kilometres of verdant jungles, rich in flora and fauna, make up the Mae Wong National Park. The park lies adjacent to the Khlong Lan National Park and the Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary in Uthai Thani province.

It is home to elephants, tigers, and birds like the hornbill and kingfisher have staked their claim to the park’s lands.

The highlight is the Phu Sawan Viewpoint located approximately 300 metres uphill to see the impressive sunrise and sunset. It is one of the important bird-watching spots in Thailand and also a habitat for a wide variety of birds.

During this period, there are many kinds of birds flying by. The bird species that are outstanding and are of great interest to bird watchers are rufous-necked hornbill and wreathed hornbill, plus 300 other species of birds.

Artid Nima, a Nakhon Sawan-based photographer, who took a picture of a hornbill, at 8.45am at the Chong Yen Campground, said on Sunday that the weather at Khun Nam Yen Forest and Chong Yen Campground in Mae Wong National Park was refreshing. He said he was lucky to be ready to take a close-up picture of a group of 30 wreathed hornbills, seen there for the first time in a decade.

Jungle paradise in Khao Lak takes concrete steps to preserve nature #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Jungle paradise in Khao Lak takes concrete steps to preserve nature

ThailandAug 28. 2020The signature giraffe-shaped Banyan tree in front of the beach at Khaolak Merlin Resort. /Photo by Jintana PanyaarvudhThe signature giraffe-shaped Banyan tree in front of the beach at Khaolak Merlin Resort. /Photo by Jintana Panyaarvudh 

By Jintana Panyaarvudh

Special to The Nation

Takua Pa, Phang Nga

Twenty years ago, when the second-generation of the Chirayus family wanted to build a resort on Phang Nga’s Khao Lak beach, they decided to go with the concept of sustainability to preserve the environment – and the result was well beyond expectation.

Following the belief that a resort and forest can live together, the Khaolak Merlin Resort was built along environment-friendly practices from the very beginning. Each and every old, original tree on the grounds was carefully preserved, including the more than 50-year-old Takian, resin, golden teak and Siamese Rosewood trees. 

 An endangered slow loris is spotted hiding on an old tree at night at Khaolak Merlin Resort. /Photo by Parinya Chawsamun

An endangered slow loris is spotted hiding on an old tree at night at Khaolak Merlin Resort. /Photo by Parinya Chawsamun

The makers of the resort worked on recreating a tropical ecosystem by digging canals and freshwater springs, as well as planting rare, endangered plants in the garden such as wild jungle orchids. 

They also built a wastewater treatment and cleansing system using purely organic filtration methods. Treated water is used to water the garden and fill the resort’s streams – a practice that helps it save around 3 million litres of water per month and reduces the impact on environment. 

An aerial view of Khaolak Merlin Resort, which is nestled in a jungle. /Photo by Parinya Chawsamun

An aerial view of Khaolak Merlin Resort, which is nestled in a jungle. /Photo by Parinya Chawsamun

Unlike other resorts, where more rooms are built to serve more guests, Khaolak Merlin has followed the 50-50 principle – half of the 30-rai property is given to humans and half is devoted to nature. An aerial view makes it look as if the resort has a jungle growing around it, and every step on its grounds feels as if one is walking through a rainforest. 

Chanon Wongsatayanont, left, and Nancy Lynne Gibson. /Photo by Parinya Chawsamun

Chanon Wongsatayanont, left, and Nancy Lynne Gibson. /Photo by Parinya Chawsamun

“Sustainability is the key goal of our resort. We believe in giving a better world to future generations by being mindful of the impact we have on the environment and local communities,” said Chanon Wongsatayanont, director of Merlin Phuket Group.

Bowls of water are left in the forest for birds to bathe. /Photo by Parinya Chawsamun

Bowls of water are left in the forest for birds to bathe. /Photo by Parinya Chawsamun

“We have built this resort as a jungle paradise, where the rainforest meets the sea. Preserving nature has had a good result. Our regular guests, mostly Europeans, return to stay here every year [thanks to untouched nature]. They are also very excited about the wildlife here,” he added. 

The resort has also joined forces with Love Wildlife, a non-profit conservation foundation, to help promote wildlife conservation and has also kicked-off a number of new eco-inspired projects within the hotel and its surrounding landscape, including signs around the resort to help guests identify the wildlife they spot.

The foundation surveyed the property and found more than 50 animal species, including birds, lizards, frogs, butterflies, flying squirrels to name a few, and over 40 plant species. Just recently, at least two slow lorises were spotted hiding on the resort’s ancient trees. 

Up close and personal

These discoveries have further expanded cooperation between the resort and Love Wildlife. Now they will jointly work on surveying, tracking and observing the behaviour of slow loris in the area, so they can do more to preserve this endangered species. 

Slow lorises are a group of several species of nocturnal strepsirrhine primates that make up the genus Nycticebus, found in Southeast Asia and bordering areas. The species is listed as endangered on the 2020 International Union for Conservation of Nature Red List. The two greatest threats to slow lorises are deforestation and the wildlife trade.

Since there is little new information about the animal, this will be a great opportunity for the foundation to join hands with Khaolak Merlin to study their behaviour so we can know their conservation status, said Nancy Lynne Gibson, president and founder of Love Wildlife Foundation.

She said the aim of the study is to find out what kind of fruit the slow loris eats, what kind of trees they prefer to live on and in what environment, so more attention can be paid to these trees, more trees of the fruit they like can be planted and the area further improved to cover the needs of local wildlife. 

“We don’t know yet what happens to the environment or ecosystem when the animal goes extinct,” said Gibson, who was lucky enough to spot two slow lorises when she was exploring the area recently. 

“I also want to raise awareness that it’s important to preserve endangered animals and not raise them as pets,” said Gibson, who has been interested in slow loris since she was child. 

Under the partnership, the foundation will train hotel staff to monitor the animals and collect information. 

Chanon said the habitat for slow lorises has reduced as more forested areas in Khao Lak are cleared. “But if we know their behaviour, we can adjust the environment in our resort, making it as close to their habitats as possible,” he added. 

In order to learn how to preserve old trees on its grounds, resort is partnering with Big Trees Project, an environment advocacy group that promotes awareness and activities that help preserve public green spaces in the capital and beyond. The group will train the hotel’s staff on now to keep the trees healthy so they can continue providing homes for local wildlife. 

Chanon said he hopes both partnerships will help the hotel gather pertinent information and know-how. 

“We live with nature and biodiversity, but don’t know how and when it will be destroyed,” he added.

TAT launches promotions to boost tourism in Surat Thani and Koh Samui #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

TAT launches promotions to boost tourism in Surat Thani and Koh Samui

ThailandAug 22. 2020

By THE NATION

As the Covid-19 situation in Thailand is improving, the Tourism Authority of Thailand (TAT) has launched a promotional campaign in association with local entrepreneurs to boost tourism and economy in Surat Thani province.

“The Once in a life time @ Khao Sok, Surat Thani” promotion will offer Bt600 room discount for the first 300 rooms reserved at participating hotels around Khao Sok National Park and Rajjaprabha Dam, also known as the Cheow Lan Dam, which is dubbed ‘Thailand’s Guilin’ by Thai and foreign tourists,” Nantawan Siripokapat, TAT director of the Surat Thani offices, said.

Meanwhile, Suphakarn Yodchun, director of TAT Koh Samui, Koh Tao and Koh Pha-Ngan office, said that the office will launch a campaign “Unlocked Samui” that would offer up to 70 per cent discounts on hotels and facilities on the island.

“The campaign, which will run until October 31, is joined by hotels, car rental providers and guided tour boats on the island to attract tourists to explore the beauty of Koh Samui, which normally welcomes around 400,000 visitors per year,” she added.

Meanwhile, Omphan Nanthapanich, general manager at Celes Beachfront Resort and Samui Palm Beach, a five-star hotel on Koh Samui featuring 200 metres of private beach front, has said that the hotel is offering discounts under the government’s “Rao Tiew Duay Kan” (We Travel Together) campaign with rooms starting at Bt1,788 per night, while the pool villa package (three days, two nights) starts at only Bt12,000. Reservation must be made before August 31. For more info, visit https://www.celesresorts.com

For further information about promotions in Surat Thani, contact TAT Surat Thani office on tel: 0 7728 8817-8.

Big group of rare Nicobar pigeons spotted at Koh Rok #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Big group of rare Nicobar pigeons spotted at Koh Rok

ThailandAug 14. 2020

By The Nation

More than 40 rare Nicobar pigeons have been spotted in Koh Rok in Mu Koh Lanta National Park after the park was closed during the Covid-19 pandemic.

On Thursday (August 13), the park’s officials recorded a video of Nicobar pigeons searching for food in the forest near the park office, exciting all officials who had rarely seen the birds in such a big group.

Park chief Weerasak Srisatjang said that it was the first year that Nicobar pigeons had gathered in such a large group. Earlier they came in flocks of around 10.

Their arrival signals the abundance of ecosystems in Koh Rok Island since the closure in the beginning of the year which will continue until October, he said.

Nicobar pigeons are 40-41 centimetres long with a small head, green, yellow and grey body and white tail. The bird has signature feathers on its neck.

This species of bird lives in the region of Andaman Sea and Indo-Pacific such as Nicobar Island and Andaman Island. They normally mate between April and June.