ใจร้อนโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ใจร้อนโลกร้อน

ขณะที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติน้อยใหญ่กำลังให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง ภาวะใจร้อนที่จะทำให้โลกใบนี้ร้อนรุ่มกำลังกระจายไปทุกหัวระแหง มีผลกระทบอย่างแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เหลือคณานับ

ขณะที่ชาติมหาอำนาจกำลังบุกกวาดล้างทำลายกลุ่มไอซิสที่ก่อการร้ายอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเย็น วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มีข่าวร้อนเขย่าโลกออกมาทางสื่อทุกสื่อในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ได้มีการจับตัวประกันและจู่โจมผู้ก่อการร้ายในฝรั่งเศสกลางกรุงปารีสหลายจุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามรายงานล่าสุดขณะเขียนบทความนี้ถึง 150 กว่าคนแล้ว ส่วนผู้ก่อการร้ายเองที่นำระเบิดมาผูกรอบๆ ตัวเอง และถูกทางการฝรั่งเศสจู่โจมสังหารไปแล้ว 8 คน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังเหลือผู้ก่อการร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ อีกเท่าไร

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่นั่งดูฟุตบอลนัดกระชับมิตร ระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสทราบเหตุก่อการร้ายก็รีบเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นการด่วน สั่งการให้ตำรวจตรวจตราอย่างละเอียดทุกจุด ปิดด่านคนเข้าเมืองชายแดนทุกด่าน เพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายที่จะหลบหนี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เขย่าโลกสะเทือนขวัญ ไม่แพ้เหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดและแพนตากอนในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ผู้นำเยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา กล่าวประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ และยืนยันที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสต่อต้านการก่อการร้ายที่คุกคามมนุษยชาติอย่างเต็มที่ เพราะการก่อการร้ายครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการฆ่าคนฝรั่งเศสเท่านั้น แต่หมายถึงการคุกคามคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และความสงบของมนุษย์ เป็นปัญหาสากลที่ต้องช่วยกันสกัดกั้นแก้ไขอย่างถึงที่สุด

สาเหตุของปัญหาในครั้งนี้คือ ความใจร้อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะไหม้มนุษย์มากมายกว้างขวางยาวนานกว่าไฟธรรมดาจะพึงไหม้

ไฟที่ไหม้ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นไฟโทสะ ที่ผู้ก่อการร้ายคงสะสมความแค้นมาเป็นเวลานาน แค้นทุกวันเวลาจนหาทางแก้แค้น สาเหตุสำคัญที่เห็นง่ายๆ คือ เวลาประเทศมหาอำนาจประกาศร่วมมือกันกวาดล้างผู้ก่อการร้าย ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆๆ ที่เข้าร่วมทันทีระดับแนวหน้า

เมื่อพูดถึงผู้ก่อการร้าย เครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายหมายตาประเทศใดไว้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้วนตกอยู่ในห้วงอันตราย เพราะประเทศนั้นๆ จะกลายเป็นเป้านิ่งที่ผู้ก่อการร้ายพยายามหาช่องดำเนินการ เมื่อสบช่องจะไม่รอช้าลงมือปฏิบัติการทันที

การทำลายล้างแบบนี้ เมื่อเริ่มแล้วก็ทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการจองเวร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร กล่าวคือ ฝ่ายที่ถูกทำร้ายต้องกล้าที่จะหยุดโต้ตอบ แต่สถานการณ์โลกที่เป็นมาเมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ประเทศมหาอำนาจจะไม่ยอมลดราวาศอก มีแต่จะเดินหน้าทำลายล้างสร้างเวรต่อเนื่อง เมื่อเป็นอย่างนี้สถานการณ์จะเร่าร้อนมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร

หากดูตามสถานการณ์โลกขณะนี้ โลกร้อนด้วยสงครามทุกหย่อมหญ้าทุกหัวระแหง เพราะแรงแห่งความโกรธแค้น

เมื่อมองสถานการณ์โลกแล้วกลับมามองบ้านเรา ก็เห็นการรบราฆ่าฟันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นักวิชาการทั้งหลายบอกว่าที่ฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวันมาจากหลายสาเหตุ ทั้งค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด และความโกรธแค้นชิงชังที่สะสมสืบต่อกันมาจนกลายเป็นการจองเวรที่ยากแก่การระงับเช่นกัน

นอกจากจะมีการทำลายล้างชีวิตอย่างเหี้ยมโหดแล้ว การปะทะกันทางความคิดระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม และชาวพุทธกับชาวพุทธเองในประเทศไทยกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดไม่น้อย ท่านผู้รู้ทั้งหลายพยายามระงับศึกวิวาทะด้วยวาทะที่แสนจะสุนทรีย์และถูกต้องว่า ศาสนาทุกศาสนาดีเหมือนกัน แต่คนของศาสนานี่ซิ มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่ควรจะเหมารวมกันว่าศาสนาใดเป็นอย่างไรไปทางเดียว ดีชั่วอยู่ที่ตัวคนว่าจะนำเอาศาสนธรรมมาปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

หากตระหนักและแยกแยะกันอย่างนี้ได้จริง แยกศาสนิกชั่วออกจากศาสนิกดีได้เด็ดขาดจริงๆ ก็จะถึงบทสรุปร่วมกันที่ว่า แต่ละศาสนาล้วนมีทั้งคนดีและคนชั่ว

ทำอย่างไร ให้คนดีรวมตัวกัน ช่วยกันลดจำนวนคนชั่วที่เบียดเบียนตนและผู้อื่นให้น้อยลง และศาสนาทุกศาสนาจะต้องบรรลุข้อตกลงความดีสากลร่วมกันสักข้อหนึ่งเป็นอย่างน้อยว่า ความดี คือ การทำ การพูด และการคิด ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หน้าที่ของศาสนิกทุกศาสนาต้องร่วมกันแสวงหาสันติภาพภายในผ่านการปฏิบัติธรรม กิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาของตนๆ

หากทุกศาสนามีหลักจริยธรรมร่วมเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าศาสนธรรมและกิจกรรมของทุกศาสนาจะช่วยลดภาวะใจร้อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนลงได้ จนบรรลุถึงสภาวะโลกสงบเย็นเป็นสันติสุขได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินฝัน

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

การประชุมสภาศาสนาโลก (The Parliament of the World”s Religions.) มีขึ้น เมื่อ วันที่ 15-19 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ (The Salt Palace Convention Center) เมือง Salt Lake City รัฐ Utah มีนักการศาสนาและผู้สนใจเรื่องศาสนา พากันมาประชุม มีจำนวนถึง 9,000 กว่าคน จาก 80 ประเทศ 50 ศาสนาและความเชื่อ

เมื่อเปิดประชุม วันที่ 15 ตุลาคม 2558 วันต่อๆ มา ก็มีรายการประชุมกลุ่มย่อยยาวเหยียดถี่ยิบตลอดเวลา ตั้งแต่ 07.00-21.00 น. เพื่อให้ศาสนิกแต่ละกลุ่ม ศาสนาทั้งจากศาสนาเดียวกันและต่างศาสนาได้ร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนและของเพื่อนร่วมโลกให้ลึกซึ้งมากขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการหรือนักการศาสนาของแต่ละศาสนา โดยการจับประเด็นทางวิชาการที่ยกขึ้นมาอภิปรายกัน แล้วไม่กระทบกระทั่งกัน

ทางฝ่ายจัดรายการจะจัดห้องประชุมกลุ่มย่อยไว้อย่างเพียงพอ ไม่ขาดตกบกพร่อง มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวนมากสวมเสื้อสีเขียว เขียนตัวหนังสือสีขาวว่า สภาศาสนาโลก (The parliament of the World”s Religions.) ซึ่งใครต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด อาสาสมัครเหล่านี้สามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยใช้วิธีประสานงาน ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีโอกาสมาประชุมระดับโลก สิ่งที่ได้รับคือ ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม ปลุกเร้าแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ เพิ่มพลังงานด้านจิตใจที่จะทำให้ใฝ่หาความรู้ต่างๆ ต่อไป

คณะสงฆ์ไทยที่เข้าร่วมประชุมในคราวนี้มี 14 รูป มีพระราชพุทธิวิเทศประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ พระภิกษุสงฆ์ที่ไปร่วมส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เวลาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเรื่องใดๆ มักจะไปกันเป็นกลุ่ม สีผ้ากาสาวพัสตร์ หรือธงชัยพระอรหันต์นั้นโดดเด่นสะดุดตาชาวโลกที่ได้พบเห็น วันหนึ่งขณะที่รอการประชุมภาคเย็นอีกรอบหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์นั่งกันเป็นกลุ่ม ไม่นานนักก็เริ่มมีคนมาขออนุญาตถ่ายภาพ

พระภิกษุสงฆ์ไทยก็อนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยดี พร้อมกันนี้ก็นั่งกันเป็นแถว ในชั่วพริบตาช่างถ่ายภาพทั้งกล้องน้อยกล้องใหญ่ ทีวีช่องต่างๆ พากันมาเก็บภาพกันเป็นการใหญ่

กระแสการเก็บภาพพระภิกษุสงฆ์ไทยยังมีอย่างไม่ขาดสาย พระสงฆ์จึงพากันสวดกรณียเมตตสูตรดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น คราวนี้ใครๆ ก็ทยอยมาฟังสวด มาถ่ายภาพกันมากกว่าเดิม

เมื่อพระภิกษุสงฆ์สวดมนต์จบ ก็มีคนมาถ่ายภาพไม่ขาดสาย พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดส่งยิ้มทักทายด้วยมิตรภาพแก่ทุกคนที่ผ่านมา เสียงสวดมนต์สะกดคนที่เดินผ่านไปมาให้มีทีท่าอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็นั่งลง บ้างก็พนมมือด้วยศรัทธา ที่นั่งหลับตาฟังนิ่งๆ ก็มี คนที่ต้องเดินผ่านก็เดินผ่านไปด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น

เมื่อถ่ายภาพกันค่อนข้างจะทั่วถึงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็ขอตัวมิตรสหายธรรมจากทั่วโลกเดินเข้าห้องประชุมรอบต่อไปที่จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับศาสนาเชน ซึ่งวิทยากรได้แสวงหาจุดร่วมอย่างสวยงามว่า ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาเชนล้วนสอนเรื่องการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตและสอนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติพืชและสัตว์อย่างครบถ้วน

อาตมาได้ร่วมเสริมธรรม เสริมปัญญาว่า ศาสนาที่มีกำเนิดในอินเดีย มีคำว่า ธรรมะเป็นคำร่วม ซึ่งมีความหมายมากมาย ในที่นี่ขอยกความหมายของธรรมะที่หลวงพ่อพุทธทาสได้ให้ไว้สี่ความหมายว่า

1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

2. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ

3. ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติ

4. ธรรมะ คือ ความรอดทั้งกายและจิตอันเกิดจากการปฏิบัติถูกต้องในทุกขั้นตอนของชีวิต

ศาสนาที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งธรรมชาติเช่นนี้ ย่อมเห็นคุณค่าของสรรพชีวิต ธรรมชาติ ว่ามีความเชื่อมโยงกันอาศัยกันและกันอย่างใกล้ชิดในระบบอิทัปปัจจยตา แล้วจะช่วยกันดูแลรักษาชีวิต ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง เพราะชีวิต คือธรรมชาติ ธรรมชาติ คือชีวิต ผลแห่งการมองเห็นเช่นนี้จะนำไปสู่ความสามัคคี มีเอกภาพ และความยั่งยืนของโลกสืบไป

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า บุคลิกที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสำรวมระวังและความเมตตากรุณา เป็นที่สะดุดตาของคนที่ได้พบเห็น ทุกคนที่เข้ามาสนทนาล้วนรู้สึกดีใจตื่นเต้น เพราะอาจจะเคยได้ทราบข้อมูลว่า ในพระพุทธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่เคยพบสนทนา ครั้นได้พบสนทนากันจริงๆ ก็น่าสนใจ ให้ความเคารพ มีความรู้สึกเป็นสุขผ่อนคลายไม่เครียด

ทำให้นึกถึงพระปฐมพุทธโองการว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพื่อการอนุเคราะห์ชาวโลกนั้น เป็นการแสดงถึงอนาคตังสญาณ (คือญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้) โดยแท้

เพราะพระองค์ตรัสว่า ชาวโลกตั้งแต่คนในโลกยังมิได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กันง่ายดายอย่างปัจจุบันนี้ แสดงว่าพระองค์ทราบชัดว่า ในอนาคต พระพุทธศาสนาจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วโลก เพื่อดับทุกข์ดับโศกแก่มหาชนมากขึ้นๆ ทุกวัน

การที่พระภิกษุสงฆ์มาประชุมคราวนี้ เป็นการมาประชุมเป็นส่วนบุคคลที่มิได้มาในนามตัวแทนพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก็ภูมิใจในนามของคนไทยที่เข้ามาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทั่วโลก และได้ช่วยกันแจกรอยยิ้มสยามแก่ทุกคนที่ได้เข้ามาพบปะสนทนาด้วยจนหลายคนบอกว่า อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีสันติ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบพร้อมมูล

แม้ตรรกะเช่นนี้จะขัดกับความจริงอยู่บ้าง แต่มีส่วนจริงไม่น้อย เพราะหากมองโดยโครงสร้างทั่วๆ ไป ชาวพุทธก็มิได้กระหายสงครามหรือมุ่งร้ายแก่ใครๆ จริงๆ ความขัดแย้งที่มีอยู่บ้างก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ฝึกฝนตนเองยังไม่ถึงที่สุดก็ฝึกฝนกันต่อไป ก็ขอขอบใจเพื่อนร่วมโลกที่มองประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราบนพื้นฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อกัน

บรรยากาศการประชุมกลุ่มย่อยและปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมโลก เต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน ปราศจากความรู้สึกตึงเครียดหรือขัดแย้ง หัวข้อที่ตั้งขึ้นมาเสวนากัน ล้วนเป็นการแสวงหาจุดร่วมที่จะนำความสงบเยือกเย็นสู่จิตใจของเพื่อนร่วมโลก

วลีเด็ดที่ทุกวงสัมมนาหรือแม้แต่วันเปิดงานที่ประธานเปิดงาน รวมทั้งแขกรับเชิญต้องพูดกันแบบขาดไม่ได้คือ Friendship มิตรภาพ Harmony สามัคคี Unity เอกภาพ Many faiths – One family, หลายศาสนา ครอบครัวเดียวกัน Justice ความยุติธรรม Peace สันติภาพ และ Global sustainability ความยั่งยืนของโลก Blissfulness and happiness ความสุข

หรือ ก่อนจะถึงวันปิดงาน 1 วัน มีรายการร้องเพลงศาสนาจากศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ก็มีการแต่งเพลงให้เด็กจากทุกศาสนามาร้องร่วมกัน โดยขึ้นต้นและย้ำหลายๆ ครั้งว่า I am the one. We are the one. ฉันเป็นหนึ่งเดียวกับเธอ หรือ พวกเราล้วนเป็นหนึ่งเดียว

เนื้อหาที่ผู้ใหญ่นำมาพูดกัน หรือเนื้อเพลงที่เด็กจากทั่วโลกมาร้องร่วมกัน มุ่งไปสู่ความสามัคคีและสันติภาพ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกสันติและเป็นสุขท่ามกลางความแตกต่างในทุกๆ ด้าน

การประชุมสภาศาสนาโลก น่าจะเป็นอีกหนึ่งความหวังที่มนุษย์เห็นโทษของสงครามที่เกิดมาจากความเกลียดชัง เอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว แล้วเปลี่ยนมาขุดค้นของดีๆ ของตนๆ ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณผ่านศาสนธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่ล้วนแต่ส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้เป็นอย่างดี

มีการพูดกันมากว่า จะต้องปฏิรูปจิตวิญญาณขนานใหญ่ที่เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นความรัก จากความรู้สึกแบ่งแยกเป็นความรู้สึกร่วมกัน จากความเห็นแก่ตัวสู่ความเห็นแก่ส่วนรวม จากความดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นความเข้าใจ เห็นใจและอภัยในข้อจำกัดของมนุษย์แต่ละคนที่ต่างกัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ความรู้สึกเห็นใจและอภัยก็ตามมา การอยู่ร่วมกันแบบไม่ต้องสะดุ้งผวาก็ขยายกว้างออกไป

จากการสัมผัสบรรยากาศการประชุมและบรรยากาศแห่งการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันแบบอิสระตามอัธยาศัยพบว่า มนุษย์ทั่วโลกมีพื้นฐานแห่งจิตที่ดีงาม หากช่วยกันนำศาสนธรรมในแง่มุมที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้มาเป็นวิถีหรือวัฒนธรรมโลกร่วมกัน มนุษย์ยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า โลกใบนี้จะมีวันสงบ มนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน มาจากธรรมชาติเดียวกัน ดำรงอยู่ด้วยธรรมชาติและสุดท้ายก็ต้องจากไปรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

เมื่อมนุษย์ที่ใจมีศาสนา ทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ทั้งในส่วนตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติแล้วขยายไปทั่วโลก ศาสนธรรมของทุกศาสนาต้องนำพาความสงบสุขมาสู่ศาสนิกของตนตามสมควรแก่ธรรมอย่างแน่นอน

มุทิตาสักการะสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

มุทิตาสักการะสามัคคี

เมื่อ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา อาตมาได้เดินทางกลับวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรับการแสดงมุทิตาสักการะในวาระที่ปีนี้ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค รัฐอิลลินอยส์ จากพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา และชุมชนคนรักธรรม กริฟฟิตพาร์ค มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งรวมตัวกันศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังทุกวันเสาร์

คุณนิกิ หรือ คุณสมควร กตาธิการ ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนัดชาวพุทธทั้งสองกลุ่มที่เอ่ยนามข้างต้นและชาวแคลิฟอร์เนียที่สนใจธรรมะโดยทั่วไปมาร่วมกันบำเพ็ญบุญในวาระแห่งการแสดงมุทิตาจิตดังกล่าว โดยการประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ทราบทั่วกัน

เมื่อพุทธศาสนิกชนได้ทราบเรื่องงานแสดงมุทิตาจิตตามวันเวลาที่ประกาศแล้ว ได้บอกเล่าเก้าสิบต่อกันไปอีก ทำให้ทราบเรื่องดังกล่าวกว้างขวางออกไป โดยเฉพาะญาติโยมที่ห่างจากกิจกรรมของชุมชนคนรักธรรมไปนานก็ได้ทราบผ่านการประชาสัมพันธ์ครั้งนี้

เมื่อวันจัดงานมาถึง คุณนิกิ เดินทางไปถึงกริฟฟิตพาร์คแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมสถานที่จัดงาน เตรียมที่ตั้งอาหารขนมหวานให้พร้อมที่จะรองรับข้าวปลาอาหารที่ญาติธรรมผู้มีศรัทธา จะนำมาถวายสังฆทานและแบ่งปันกันรับประทานอย่างพอเพียง

คุณนิกิเองทำขนมจีนแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่มาถวายพระและเลี้ยงดูญาติธรรม คุณสี คุณทิวา ร่วมกันทำราดหน้าและแกงเลียง คุณแพม คุณพเยาว์ คุณต้อย แกนนำชาวกริฟฟิตพาร์ค ต่างกระตือรือร้นนำอาหารขนมหวานและอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยที่เกี่ยวกับการจัดอาหารมาเตรียมรอรับอาหารที่หลั่งไหลมาตามแรงศรัทธาอีกมากมาย เพื่อเลี้ยงดูกันอย่างทั่วถึง

ทางแกนนำสายวัดพุทธปัญญา นำโดย คุณจุไร คุณพงษ์ คุณจวบ คุณเปิ้ล คุณจวน คุณเพ็ญศรี ดร. บุญเลิศ ดร. บุญเสริม และป้าอ่าง คุณสมบัติ ต่างมากันอย่างพร้อมหน้า

สมาชิกชุมชนคนรักธรรมที่หายหน้าหายตาไปนานตั้งหลายปี เช่น คุณวัฒนา ซึ่งกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยก็มาร่วมด้วย สร้างความชื่นใจให้กับพี่น้องชุมชนคนรักธรรมได้มากที่ได้พบกับคนที่จากกันไปหลายๆ ปีแล้วได้กลับมาร่วมกิจกรรมกันอีกครั้งหนึ่ง

ประมาณการว่า คนที่มาร่วมงานแสดงมุทิตาสักการะในคราวนี้มีไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ทำกันอย่างเรียบง่ายครั้งนี้

ทุกคนที่มาร่วมงานต่างตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานกันเป็นอย่างดี จนกระทั่ง เวลา 10.30 น. จึงเริ่มทำวัตรสวดมนต์แปล นั่งสมาธิ จากนั้นจึงได้เริ่มพิธีแสดงมุทิตาสักการะ โดยพระอธิการไสว เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี เป็นผู้กล่าวแสดงมุทิตาสักการะและมอบแจกันดอกไม้ในนามคณะสงฆ์ คุณนิกิ กล่าวถวายมุทิตาสักการะในนามอุบาสกอุบาสิกาชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญา สรุปความว่า ขอแสดงความยินดีที่ ท่านอาจารย์ ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อจะได้สืบทอดกิจการงานพระพุทธศาสนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาเถรเจ้าที่ได้สืบสานการสร้างคณะสงฆ์อันเป็นองค์สำคัญที่จะรักษา สืบทอดและขับเคลื่อน การศึกษา การปฏิบัติ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนตามพระพุทธโองการทุกประการ พวกเราเคารพนับถือในท่านอาจารย์ ขอถวายกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้สืบทอดธำรงพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าสืบไป

เมื่อได้รับการแสดงมุทิตาสักการะแล้ว อาตมาได้กล่าวตอบคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาว่า

…ขอขอบคุณ คณะสงฆ์เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย ขอขอบคุณอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่ได้มาแสดงออกซึ่งมุทิตาสักการะในวันนี้

อันธรรมะข้อที่เรียกว่ามุทิตานั้น แปลว่า พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมะเครื่องอยู่ของพระพรหมซึ่งแปลว่า ผู้ประเสริฐ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติธรรมข้อนี้จัดเป็นผู้ประเสริฐ วันนี้จึงเป็นวันรวมตัวของคนประเสริฐ เพราะมีมุทิตาประจำใจ ใครมีมุทิตาขึ้นมาเมื่อไร จะไม่อิจฉาริษยาใคร ความไม่อิจฉาริษยาใครนี้เองที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างปลอดภัย ไม่แตกแยกร้าวฉาน

ขอขอบคุณที่มาแสดงความยินดีต่อตำแหน่งของพระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้รับมาเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านการอบรมและการทดสอบตามกระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามที่ทางคณะสงฆ์ไทยกำหนดไว้อย่างสอดคล้องกับพระธรรมวินัย

การรับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์คือ การรับหน้าที่ผลิตบุคลากรทางศาสนามารักษาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา หากผลิตบุคลากรมาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่นำพาให้การอบรมสั่งสอนให้เข้าใจถึงพระธรรมวินัยและปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้ แทนที่จะสร้างบุคลากรมาสืบทอดพระพุทธศาสนากลับสร้างมาบั่นทอนและตัดรอนเสียมากกว่า พระอุปัชฌาย์แบบนี้เรียกว่า พระอุปัชฌาย์เป็ด ไข่แล้วทิ้งๆ ขว้างๆ

ส่วนพระอุปัชฌาย์ที่ให้การบวชแล้ว ดูแล อบรม สั่งสอน ให้ความรู้ จัดการศึกษาอย่างดีให้แก่สัทธิวิหาริกจนมีความรู้ความสามารถอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัยจนสามารถดูแลตนเองได้และสั่งสอนผู้อื่นได้ เรียกว่า พระอุปัชฌาย์ไก่ คือไข่แล้วกกไข่จนได้ลูกไก่ออกมา แล้วตามเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

พระอุปัชฌาย์อีกประเภทหนึ่ง นอกจากจะคอยอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกให้มีความรู้พระธรรมวินัยอย่างดีแล้ว ส่งเสริมให้การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบขจรขจายไปเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน เรียกว่า พระอุปัชฌาย์กล้วยไม้ คือสร้างความงดงามให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์

ส่วนการรับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสองวัดนั้น ทำหน้าที่ไม่แตกต่างกันนัก ได้แก่ การยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่มหาชนเป็นหลัก

กิจกรรมที่จะต้องสร้างร่วมกันคือ การศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมให้เข้าถึงจิตใจเพื่อความสงบเย็นในร่มธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแน่ชัดว่า หากปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีความสุขแน่ๆ ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ธัมมจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

จึงขอชื่นชมอวยพรให้ทุกท่านที่แสดงออกซึ่งมุทิตาในวันนี้ จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ร่มเย็นเต็มไปด้วยความรักสามัคคี มีความอบอุ่นท่ามกลางมวลมิตรตลอดไป

เมื่อกล่าวคำขอบคุณตอบแล้ว อุบาสกอุบาสิกาจึงร่วมกันถวายสังฆทานเพื่ออุทิศเป็นทักษิณานุปทานแก่บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลสารทไทย จากนั้นได้ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์พุทธศาสนิกชนรับประทานอาหารร่วมกัน

จากนั้นภาพแห่งความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุกคนพากันช่วยกันเก็บโต๊ะ เก้าอี้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนนั่งสนทนาธรรมแบบเสรี ใครอยากคุยอะไรก็คุยได้

การสนทนาธรรมแบบเสรีนี้ เป็นการสนทนาที่ออกรสชาติมาก เพราะเป็นการสนทนาบนพื้นฐานแห่งความใฝ่รู้ จากส่วนลึกแห่งใจ เวลาผ่านไปด้วยความรวดเร็ว จนถึงบ่ายสองครึ่งจึงอำลาพี่น้องญาติธรรมไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติมหานครลอสแองเจลิส เพื่อเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจยังวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค มลรัฐอิลลินอยส์ ต่อไป

ขอขอบคุณ พี่น้องชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญามา ณ โอกาสนี้ ที่ได้มาพบกันสนทนาปราศรัยด้วยเมตตากรุณาต่อกัน และจากกันไปทำหน้าที่ของๆ ตน ด้วยความรู้สึกที่ดีๆๆ ที่มีต่อกันตลอดไป

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ก่อนจะเข้าพรรษา อาตมาพำนักที่วัดพุทธปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระยะหนึ่ง ได้แสดงธรรม สนทนาธรรม พบปะญาติโยมที่วัดพุทธปัญญาและที่กริฟฟิตพาร์คตลอดเวลา ก่อนจะอำลาเดินทางมาจำพรรษาที่วัดพุทธธรรม คุณสมควร กตาธิการ หรือที่พี่ๆ น้องๆ ญาติธรรมชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์ค เรียกขานกันอย่างสนิทสนมว่า พี่นิกิ กตาธิการ ได้มาปรารภว่า ปีนี้ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมด้วย ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติศาสนกิจมากขึ้น โยมปรารถนาที่จะชวนเพื่อนๆ ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเคยฟังธรรมกับท่านอาจารย์มานาน จัดพิธีถวายมุทิตาสักการะ เป็นการแสดงความยินดีและถวายกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐอิลลินอยส์ จึงขออนุญาตท่านอาจารย์ด้วย โดยจัดที่กริฟฟิตพาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เวลา 10.00-11.30 น.

สาเหตุที่ญาติโยมต้องขออนุญาตกันก่อนที่จะแสดงมุทิตาสักการะครั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ญาติธรรมว่า อาตมาไม่ค่อยได้ชักชวนจัดงานเฉลิมฉลองอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่ใดในชีวิต เมื่อรับแล้วก็ทำงานไปตามหน้าที่ โดยยึดหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด

เมื่อทำงานด้วยความสุจริตใจตรงไปตรงมาตามพระพุทธประสงค์กับพุทธศาสนิกชนโดยตรง ได้เห็นรอยยิ้มและความสุขที่พุทธศาสนิกชนแสดงออกมา นับได้ว่าเครื่องสักการะที่สำคัญที่มอบให้ทุกครั้งที่ทำงานจบลง อาหารบิณฑบาตที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรถวายมาได้ฉันตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนโต คือ รางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้มาจากการทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์

เมื่อ คุณนิกิ กตาธิการ ซึ่งเป็นอุบาสิกาที่รู้จักตั้งแต่แรกเดินทาง มาทำหน้าที่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมกิจกรรมการศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนากันมาอย่างยาวนาน ด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ มาปรารภที่จะแสดงมุทิตาสักการะอันเป็นการแสดงออก ซึ่งพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมะของผู้ใหญ่ ของผู้มีความใจกว้าง จึงอนุญาตด้วยความเต็มใจ

พร้อมกันนี้ ก็ให้ความคิดในการจัดว่า ควรจัดงานแบบเรียบง่ายจริงๆ เพราะสาระอยู่ที่การแสดงความยินดีต่อกัน มุทิตา คือความยินดีต่อกันที่รู้สึกภายในแล้วแสดงออกมาได้นั้น เป็นคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความอิจฉา ริษยา ขณะจิตที่แสดงความยินดี เป็นขณะจิตที่มีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบาน ไม่มีความอิจฉา ริษยาเจือปน เป็นความรู้สึกที่เป็นสุขและผ่อนคลายยิ่ง สังคมใดเป็นสังคมที่รู้จักแสดงมุทิตาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ล้วนเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างยั่งยืน เป็นสังคมที่เป็นดุจครอบครัวเดียวกัน

ชุมชนของวัดพุทธปัญญาก็ดี ชุมชนคนรักธรรมที่กริฟฟิตพาร์ก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น เพื่อทำกิจกรรมการศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยความรู้สึกของคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรัก มีความห่วงหาอาทรต่อกันเสมอมา

อาตมาต้องเดินทางไปทำงานเสริมทางพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ มิได้อยู่ร่วมเป็นเวลานานๆ แต่ด้วยการที่ชาววัดพุทธปัญญาและชาวชุมชนคนรักธรรม มีจิตใจที่ดีงาม มั่นคง สามารถดำรงกิจกรรมเหล่านี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน น่าชื่นชม

การทำกิจกรรมทางธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เพราะการทำกิจกรรมแบบนี้เป็นเรื่องของความปกติสงบเยือกเย็น ไม่เอร็ดอร่อย ไม่สนุกสนาน ไม่มีเกียรติยศใดๆ มีแต่บุญกุศลที่เกิดขึ้นทุกวัน เป็นกำไรที่ฝังไว้ในจิตใจอย่างยั่งยืน ไม่มีใครมาลักขโมยไปได้ เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขทั้งภพนี้ภพหน้าต่อไป

ในฐานะคนทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คลุกคลีมุ่งมั่นงานเพื่อพุทธธรรมล้วนๆ ทั้งที่วัดพุทธธรรมและพุทธปัญญา ก็พบว่า ถ้าเป็นการทำบุญให้ทาน ถวายภัตตาหาร รับประทานอาหารร่วมกัน จะมีคนร่วมเป็นจำนวนร้อย แต่พอชวนฟังธรรมที่จัดไว้ประจำวันอาทิตย์ จะเหลือผู้ฟัง ประมาณ 20 คน หลังจากนั้น เป็นรายการภาวนา จะเหลือเพียง 5-6 คน

ติดตามข่าวจากเฟซบุ๊กวัดพุทธปัญญา น่าปลื้มใจมากที่ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท และพระจักกฤษ ธีรธมฺโม ได้นำพุทธศาสนิกชนเดินจงกรม ทำสมาธิ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ จึงขอฝากคำชื่นชมมายังพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา พร้อมด้วยพระภิกษุวัยหนุ่มทั้งสองท่าน ที่มีวิริยะอุตสาหะ ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติพุทธธรรมกันตรงๆ ล้วนๆ ซึ่งทำได้ยาก ให้เกิดขึ้นที่วัดพุทธปัญญาอันเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างและใส่ความฝันไว้ว่าจะเป็นวัดที่มุ่งมั่นสู่การเผยแผ่พุทธธรรม โดยไม่มีไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์มาเจือปนแต่อย่างใด ผู้ที่จะรักษาความฝันและอุดมการณ์ของวัดได้ดี คือพระภิกษุที่อาศัยอยู่ภายในวัดและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมมือกันเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่มีใครและหน่วยงานไหนจะช่วยกันรักษาสิ่งดีงามนี้เอาไว้ได้เลย

ขอชื่นชมจากใจที่เปี่ยมด้วยความยินดี

ขอขอบคุณ และอนุโมทนา คุณนิกิ กตาธิการ และญาติธรรมทั้งหลาย ที่จัดพิธีมุทิตาสักการะครั้งนี้ ขอความสุขสวัสดีเพียบพร้อมไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายตลอดไป

อารักขกัมมัฏฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

อารักขกัมมัฏฐาน

พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย เจริญสมาธิภาวนามานาน แม้วิธีการเจริญสมาธิภาวนาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่คือ สติปัฏฐาน และอานาปานสติก็ตาม แต่ด้วยความที่พระภิกษุสงฆ์แต่โบราณกาลมีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญสมาธิภาวนา ท่านโบราณจารย์เหล่านั้นจึงได้รวบรวมวิธีการพิเศษที่จะเข้าถึงอานาปานสติและสติปัฏฐาน จากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่านจะคิดวิธีการลัดของท่านให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความสะอาด สว่าง และสงบ โดยง่ายขึ้น

อารักขกัมมัฏฐาน แปลตรงตัวว่า กัมมัฏฐานที่ควรรักษา ท่านใช้ คำว่า อารักขา แปลว่า ต้องดูแลอย่างดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาจิตว่างจากความคิดการงานเรื่องอื่นถ้าได้คิดเรื่องพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพศรัทธา จิตใจจะมีความอบอุ่นมั่นคง เพราะนำใจไปวางไว้กับสิ่งบริสุทธิ์คือ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน หรือมีชาวพุทธอีกจำนวนมากทั้งสายเถรวาท มหายาน วัชรยาน ล้วนนิยมนับลูกประคำโดยการนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นก่อนเข้านอน หรือยามว่างจากคิดการงานอื่นๆ เช่น ชาวพุทธสายเถรวาทจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทโธ มาท่องบ่นและนับลูกประคำไปด้วย หรือชาวพุทธจำนวนมาก นิยมนำ คำว่า พุทโธ มาใช้เป็นที่พักใจ ทุกขณะที่หายใจ ในวิธีว่า พุทธ หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือสอนกันง่ายๆ ว่า พุท เข้า โธ ออก

พุทธ เข้า โธ ออก

สติคอยบอกว่า รู้ ตื่น เบิก บาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกลมหายใจ

หรือ เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ชาวพุทธไทยจะพากันรวมตัวที่วัดใกล้บ้าน หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่รวมคนได้ง่ายและสะดวก เช่น ท้องสนามหลวง เพื่อสวดอิติปิโสข้ามวัน ข้ามเดือน และข้ามปี แม้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสติ คือรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาวพุทธมหายาน นำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า อมิตาภพุทธะ ซึ่งแปลว่า พระองค์ผู้ทรงอมตะรุ่งเรืองสว่างไสวยิ่งนัก มาท่องบ่นบริกรรมเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เพื่อเป็นที่พักพิงใจที่อบอุ่นและมั่นคง ส่วนชาวพุทธฝ่ายวัชรยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต มักจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นบริกรรมว่า โอม ปัทเมหุม ซึ่งแปลว่า พระผู้เบิกบาน คือดอกบัว ชาวทิเบตจะท่องพระนามนี้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาว่างจากงานหรือเวลาทำงานก็จะบริกรรมพระนามนี้ไปด้วย เป็นการทำงานพร้อมกันไปทั้งงานกายและจิตใจ จึงเห็นได้ว่าแม้ชาวทิเบตจะบ้านแตกสาแหรกขาด แต่จิตใจเข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่ใด ไม่ช้าไม่นานสามารถสร้างชุมชนและสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างแม้แต่แผ่นดิน แต่พวกเขาไม่เคยสูญเสียพลังใจที่เติมเต็มด้วยพุทธะที่เบ่งบานคือ ดอกบัว อย่างสม่ำเสมอ

2. เมตตาพรหมวิหาร คือความเมตตาที่แผ่ไปสู่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข แผ่ความรักให้เพราะรักไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ประดุจบิดามารดาที่มอบความรักและทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตแก่ลูกได้ ความรักของคนทั่วไปที่มีต่อกันย่อมมีวันหมดรัก ถ้าเงื่อนไขใดๆ เข้ามาทำให้ความรักหมดอายุสะดุดหยุดลง แต่ความรักของบิดา มารดา ไม่มีวันหมดอายุ แม้อายุขัยสิ้นแล้ว แต่ยังรักกันได้ข้ามภพข้ามชาติต่อไป

3. อสุภกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือถอดถอนราคะ คือความรักปักใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์ อันได้แก่ การนำรูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส มาน้อมนึก จนหลงรักปักใจอย่างลึกล้ำยากแก่การถอดถอน พระโบราณจารย์มองเห็นโทษแห่งราคะที่กลัดกลุ้มรุมเร้าใจอันเป็นเหตุให้ ลุ่มหลง ห่วง หวง และหึง ถึงกับฆ่าทำลายล้าง คนที่มาชิงของหรือคนรักของตน หรือหากไม่สมปรารถนาในรักก็มักเจ็บปวดถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นตามข่าวจากสื่อต่างๆ บ่อยๆ

จึงได้แนะนำให้เจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มองอย่างผิวเผินว่างดงาม น่าใคร่ น่าพอใจ น่าจับต้องสัมผัส แต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงที่ตั้ง สีสัณฐาน แต่ละอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นของปฏิกูลได้ในเวลาไม่นาน ผมที่ขึ้นตามศีรษะดูสลวยสวยงาม เพราะอยู่ถูกสถานที่ แต่ถ้าเปลี่ยนมาอยู่ในถ้วยหรือชามแกงจืด หรือโรยบนข้าวสวย แกงจืด หรือข้าวสวยจานนั้น จะดูเป็นปฏิกูลทันที จมูกที่โด่งโดยธรรมชาติหรือผ่าตัดตกแต่งเสริมดูดี แต่ถ้ามีน้ำมูกเขียวๆ ออกมาเกาะอยู่เป็นประจำ ความงามของจมูกจะหายไปทันที ผมและขนถ้าอยู่ถูกที่ถูกทางจะดูดี แต่ถ้าอยู่ผิดที่จะปฏิกูลทันที เล็บที่ตกแต่งทาสีอย่างงาม แต่ถ้านำมาประดับประดาในจานข้าวมันไก่หรือข้าวหมูแดงจะรู้สึกปฏิกูลทันที ฟันที่งามวาวแววเหมือนไข่มุก แต่เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วมีเศษเนื้อเศษผักติดตามซอกฟันจะนำออกมาใส่จานรับประทานใหม่ก็จะรู้สึกได้ถึงความปฏิกูล ผิวหนังที่มีสีขาวหรือเหลืองตามชาติพันธุ์น่ารัก น่าลูบไล้ น่าใคร่ น่าดู ถ้าไม่อาบน้ำหรือขัดสีเพียงวันหรือสองวันจะกลายเป็นของปฏิกูลไปทันที การพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยสภาวะปฏิกูลเช่นนี้จะบรรเทาความเร่าร้อนรุนแรงแห่งราคะและตัณหาลงไปได้บ้าง ช่วยให้ใจได้ดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่ฟู เพราะได้สิ่งที่น่ายินดี น่ารัก น่าใคร่ ไม่แฟบ เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่ น่าพอใจ

4. มรณสติ ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำ การระลึกถึงความตาย เป็นกัมมัฏฐานประเภทหนึ่ง การระลึกถึงความตายจะช่วยให้ผู้ระลึกเกิดความไม่ประมาทในชีวิต ในวัย ในความไม่มีโรคไม่มีภัย เพราะความตายติดตามมนุษย์ทุกคนอยู่ทุกย่างก้าว ความตายไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ความตายติดตามมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดมา ว่าโดยภาษาธรรม เมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่ เมื่อมีความแก่ก็ต้องมีความตาย ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ชีวิตพร้อมจะยุติลงได้ทุกเมื่อไม่กำหนดตายตัว เพราะชีวิตเป็นอนัตตา ขอร้องไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ จัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ผู้ไม่ประมาทจะคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในการดำเนินชีวิตประจำวันหากไม่สามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ทุกเมื่อ ก็ควรได้พิจารณาไว้บ่อยๆ ไม่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนลืมตาย จะได้ไม่ลืมตัวและลืมตาย จะได้เร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มเวลา ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

เข้าพรรษาผ่านไปได้ 1 เดือนแล้ว คิดว่าท่านสาธุชนผู้อ่านทั้งหลายคงขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ ให้ทาน สมาทานศีล และเจริญภาวนา อาตมาเลยนำเรื่องภาวนาวิธีแบบนี้มาฝาก หากอ่านแล้วเข้าใจถูกจริตทดลองทำแล้วเจริญก้าวหน้าดีขอมอบเป็นของขวัญในวาระเข้าพรรษาก็แล้วกัน แต่หากอ่านแล้วไม่ถูกจริต ทดลองทำดูแล้วไม่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้าก็เพียงอ่านผ่านๆ ไป อาตมาก็ปลื้มใจยิ่งนักแล้ว สุขสันต์ฤดูกาลเข้าพรรษาทั่วหน้าทุกท่านเทอญ

รู้แล้วทำเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

รู้แล้วทำเลย

จิตแพทย์คนหนึ่ง สนใจวิชาสมาธิภาวนา มาขอภาวนาด้วย ก่อนจะได้ภาวนา คุณหมอได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อ่านมาจากตำราต่างๆ มากมาย จนจัดว่า คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ด้านภาวนาดีคนหนึ่งในวงการชาวพุทธทีเดียว

อาตมาพิจารณาแล้วว่า ผู้มีความรู้เช่นนี้มีสมองเป็นเลิศ คิดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากสนใจสมาธิภาวนาก็ควรได้ลงมือปฏิบัติให้มากกว่าจะชวนคิด ชวนคุย ต่อไปจึงนัดวันกันว่า ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ จะมาฝึกฝนการภาวนาด้วยกัน ตั้งแต่ เวลา 09.00-10.00 น.

คุณหมอเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีฉันทะและอิทธิบาทข้ออื่นๆ ครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่แสดงว่าคุณหมอสนใจการฝึกมากก็คือ เมื่อได้เวลาฝึก คุณหมอจะมาก่อนเวลาเสมอ มาถึงแล้วไม่รอช้าลงมือฝึกฝนกันเลยทีเดียว

การฝึกที่ว่านี้คือ นั่งสมาธิ ต่างคนต่างนั่งหันหน้าเข้าหาองค์พระพุทธปฏิมา แล้วตั้งใจภาวนาเพื่อพัฒนาตัว รู้โดยมีลมหายใจเป็นหลักในการวางสติ หรือในการที่สติจะเกาะติด สมกับ คำว่า อานาปานสติ การใช้สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

การลงมือปฏิบัติอย่างนี้คือ การเข้าไปสู่ประสบการณ์การมีสติและการรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตรง รู้สึกมากเท่าไร ก็เป็นสมาธิเท่านั้น ส่วนที่เผลอสติ ปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่เนิ่นนานแค่ไหน ก็ถือว่าไม่เป็นสมาธิ

นี่คือวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องท่องจำมนต์บทใด ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีที่ยากเย็นแต่ประการใด รู้เข้าไปตรงๆ เลย เมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าช่วงใดไม่รู้ นั่นแหละเรียกว่า เจริญสติ คือ มีความระลึกรู้สึกได้

เมื่อฝึกฝนเสร็จก็ได้สนทนากันต่อ คุณหมอได้เล่าถึงความรู้สึกว่า การนั่งวันนี้สงบเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ฟุ้งซ่านถึง 80 เปอร์เซ็นต์

อาตมาบอกคุณหมอว่า การเรียนรู้เริ่มบังเกิดแล้ว คือ สามารถรู้ว่าฟุ้งเท่าไร สงบเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความสงบจากเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางอื่นใดนอกจากฝึกฝนๆ ฝึกฝน เท่านั้น คุณหมอท่านได้ทราบแล้วไปฝึกต่อที่บ้านอีก

สัปดาห์ต่อมาคุณหมอมาฝึกอีก คราวนี้บอกว่า ฝึกได้ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เคยฝึกมา เพราะฝึกที่บ้านหลายรอบ รอบละ 45 นาที ตอนนี้มีอาการเหมือนติดสมาธิ

อธิบายให้คุณหมอฟังว่า ไม่ติดสมาธิหรอก แต่เป็นการเพลิดเพลินในธรรม ใคร่ในธรรม มีความสุขในธรรม ดั่งคำที่ว่า ธัมมกาโม ภะวังโหติ แปลว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ตอนนี้คุณหมอกำลังอยู่ในอาการใคร่ธรรม พยายามประคองอาการเช่นนี้ไว้

จะทำให้เกิดฉันทะในการภาวนายิ่งขึ้น เพราะทำสิ่งใดมีความสุขก็จะเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนการภาวนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันต่อมา หลังจากคุณหมอนั่งสมาธิภาวนาเรียบร้อยแล้ว ได้อธิบายความรู้สึกว่า เมื่อเช้าก่อนจะขึ้นมาภาวนา ได้เห็นอุบาสิกาคนหนึ่งกำลังทำสวนดอกไม้อยู่หน้าศาลาวัดพุทธธรรม รีบทักทายแล้วขึ้นมาเจริญภาวนา เริ่มภาวนาไปได้สัก 10 นาที ก็หวนกลับมานึกถึงพยาบาลคนหนึ่งว่า เคยทำงานกันมากี่ปี ทำอะไรบ้าง เธอเป็นคนดีอย่างไรบ้าง จนกระทั่งลืมพิจารณาลมหายใจไปเสียสนิทเลย

อาการอย่างนี้เรียกว่าอย่างไร

จึงอธิบายว่า นี่คือการเกิดขึ้นของสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ในขันธ์ห้า กล่าวคือ พอตาเห็นรูป วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ตากับรูป เป็นรูปขันธ์ รู้สึกพอใจ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าเป็นใคร เป็นสัญญาขันธ์ คิดแล้วคิดอีก เรื่องที่จำได้นั้นก็เป็นสังขารขันธ์ คิดวนไปเวียนมาไม่ยอมไปที่ไหนอื่น จัดเป็นสังรวัฏในสังขารขันธ์ คือเวียนไปเวียนมา ไม่ออกไปไหนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปคิดมา ถ้าสักว่าคิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีตัณหาและอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ดั่งคำว่า สังขารา ปรมา ทุกขา ยิ่งคิดมาก ยิ่งเป็นทุกข์

หรือถ้านั่งคิดถึงคน คนที่ได้เห็นเป็นเวลานานๆ โดยลืมคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด เท่ากับว่า สังขารขันธ์ หนึ่งในห้าขันธ์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ อันสอดคล้องกับบทกรวดน้ำของสวดมนต์แปลที่ว่า มีขันธ์ขันธ์เดียว กำลังท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ คือ กำลังคิดถึงเรื่องใหญ่บ้าง เรื่องเล็กบ้าง อย่างกัดติดไม่เคลื่อนไปไหน

นี่คือประสบการณ์การศึกษาที่ผ่านการภาวนาจิต ได้สัมผัสสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากสภาวะธรรมชาติที่แท้จริงแบบตรงๆ ไม่ต้องคาดคะเนอีกแล้ว คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงได้สัมผัสพุทธธรรมตรงๆ ในภายใน เมื่อเฝ้ามองด้านในอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ตรงแล

สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว คุณหมอก็กราบพระพุทธรูปในอุโบสถ และกราบพระสงฆ์ที่ร่วมภาวนาด้วย อย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ จะได้มาพบกันเพื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเพิ่มเติมความสะอาด ความสว่าง และความสงบพบสันติสุขต่อไป?

เมื่อมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

เมื่อมีปัญหา

เชื่อว่า ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนเคยเจอปัญหากันมาแล้ว และจะต้องพบปัญหากันอีกไปจนกว่าจะจากโลกนี้ไป แต่หากนำเอาปัญหาที่เคยผ่านมาแล้วมาทบทวนก็จะพบว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้และมีทางออกเสมอ ส่วนแก้ปัญหาแล้วปัญหานั้นจะหมดไปเสร็จสิ้นเด็ดขาด หรือยังหลงเหลืออยู่ นั่นก็คือการแก้ปัญหาที่มีผลออกมาแล้ว

ในฐานะที่เป็นมนุษย์เบาหวานคนหนึ่ง ที่เคียงคู่อยู่กับเบาหวานมาอย่างยาวนาน ดูทีท่าเหมือนความรักของเราจะหวานชื่นขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 กว่าจุด ถึง 200 หรือ 300 สูงสุดเคยสูงถึง 700 จุด นับว่ารักกันแทบตายหรือใจจะขาดเลยทีเดียว จึงอยู่ในฐานะแก้ปัญหาเบาหวานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สิ่งที่เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเบาหวานคือสติ ต้องคอยเตือนตนเองเสมอว่า ของหวานจากน้ำตาล หรือแป้งจากคาร์โบไฮเดรต ต้องห่างไกล แม้ของหวานจากผลไม้ก็ต้องห่างไกล แม้จะต้องฉันบ้างเพื่อฉลองศรัทธา ต้องตระหนักเสมอว่า เราคือผู้ป่วยเบาหวาน สติจึงสำคัญที่สุด

นอกจากระวังความหวานจากแหล่งต่างๆ แล้ว การออกกำลังควบคู่กันไปก็สำคัญมาก หากไม่ยุ่งงานชนิดติดพันจริงๆ ต้องเดินออกกำลังให้ได้อย่างน้อย 10,000 ก้าว หรือ 5 ไมล์ ขึ้นไป

นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งของคำขวัญที่ว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้

อาตมาเคยฟัง อาจารย์สมทรง บุญญฤทธิ์ อดีตอาจารย์สอนวิชาภาษาไทย และวิชาพระพุทธศาสนา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้อธิบายเศียรของพระพุทธรูปไว้อย่างน่าฟังว่า เวลาเรากราบพระพุทธรูป มองพระพักตร์ของพระองค์ที่อิ่มเอิบ เบิกบาน และมองไปถึงพระเศียร จะเห็นว่า ยอดของพระเศียรนั้นจะมีพระเมาลีแหลม รอบๆ พระเศียรจะเป็นพระเกศหรือพระเกศากลมๆ ซึ่งอาจารย์อธิบายความหมายว่า พระเกศากลมๆ นั้น เป็นสัญลักษณ์สื่อถึง ปัญหา ส่วนพระเมาลี หรือพระโมลีที่แหลมขึ้นไปนั้น หมายถึง พระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า

เวลาที่เราตั้งใจกราบพระพุทธรูปด้วยจิตใจที่สงบ เสมือนจะได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าตรัสกับเราผู้กำลังก้มกราบว่า เมื่อใดที่มีปัญหา จงใช้ปัญญาแก้เถิด หรือถ้าทำความรู้สึกซึ้งๆ จะได้ยินพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอบอุ่นว่า เมื่อมีปัญหา ใช้ปัญญาแก้นะลูกนะ

คำอธิบายตรงนี้สำคัญมากทีเดียว สิ่งที่จะแก้ปัญหาดีที่สุดคือปัญญา เพราะใช้ปัญญาแก้ปัญหาแล้วไม่มีผลข้างเคียงแต่ประการใด แต่วิธีการอื่นๆ นำมาแก้ปัญหาแล้วยังมีผลข้างเคียงตามมา

ถ้าติดตามข่าวการแก้ปัญหาชีวิตทางสื่อสารและโซเชียลมีเดียตอนนี้ เมื่อมีปัญหาหนัก คนนิยมฆ่าตัวตายกันมากขึ้น แต่เมื่อแก้ปัญหาแล้วปรากฏว่ามีปัญหาตามมาเสมอ เช่น ชาวนาเป็นหนี้ฆ่าตัวตายหนีหนี้ กลายเป็นว่า พ่อบ้านฆ่าตัวตายไปแล้วแต่ลูกเมียต้องหาเงินปลดหนี้ต่อไป

ช่วงหลังๆ คนฆ่าตัวตายรอบคอบมากขึ้น เวลาจะฆ่าตัวตายมักจะกินยาพิษให้ตายกันแบบยกครอบครัว ไม่ต้องมีใครเหลือให้เผชิญทุกข์ต่อ แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างหลังต้องจัดการงานศพ และเรื่องราวต่างๆ กันอีก เป็นอันว่าแม้ตายไปแล้วแต่ใช่ว่าปัญหาจะหมดไปตามผู้ตาย แต่ยังมีปัญหาค้างคาอยู่ให้คนอื่นต้องแก้ต่อไปเสมอๆ

นักโทษรายหนึ่งติดคุกมา 10 กว่าปี เพิ่งจะออกจากคุกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมนี่เอง ออกจากคุกแล้วไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไร ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง มุ่งหน้าค้ายาบ้า 100,000 กว่าเม็ด คาดว่าทำงานครั้งเดียวรวย มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต แต่ไปไม่รอด ถูกตำรวจจับได้คงต้องเข้าไปทำมาหากินในคุกไม่ต่ำกว่า 30 หรือ 50 ปี อีกเป็นแน่แท้

นี่คือการแก้ปัญหาตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดเท่าที่คิดได้ โดยยังไม่ใช้ปัญญา

อีกรายหนึ่ง เด็กอายุ 13 ปี พ่อทิ้งให้อยู่กับแม่ กับพี่น้องอีก 7 คน ในแหล่งเสื่อมโทรมของกรุงเทพฯ ไปโรงเรียนถูกเพื่อนดูถูกหยามหมิ่นว่าเป็นลูกคนจน ไม่มีพ่อ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กลับมาบ้านปรึกษากับแม่ แม่จึงสอนว่า ลูกเอ๋ย! ถึงเรายากจนก็ไม่ต้องท้อถอย เมื่อเราจนเราต้องทำงานสุจริตหาเงินให้หายจน

แม่ไม่สอนลูกเปล่าๆ แต่ทำขนมให้ลูกมานั่งขายตามฟุตปาธ ขายเรื่อยไป แปลงคำหมิ่นเหยียดหยามให้เป็นพลังฮึดสู้ ไม่นานเด็กคนนั้นและแม่ก็มีเงินกินขนม กินข้าว ซื้ออุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

ฝ่ายแม่ก็ไม่ยอมแพ้ชีวิต ทำงานหนัก ทำงานมาก ชวนลูกๆ ลุยงาน ไม่ท้อแท้ นับว่าเป็นยอดคุณแม่จริงๆ เป็นแม่พิมพ์ตัวจริง เสียงจริง ที่พิมพ์ลูกดีมีคุณธรรมออกมาสู่สังคม

จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคนไปซื้อขนมเด็กคนนี้แล้วนำมาลงเฟซบุ๊ก ใครๆ ก็สงสารพากันมาซื้อขนมอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บางคนซื้อขนม 10 ห่อ ทิปเงินให้ 3,000 รางวัลความดีและขยัน ตอนนี้มีเงินหลายหมื่นบาทเก็บฝากธนาคารไว้ หวังว่าคงจะเป็นทุนของครอบครัวที่มีแม่ดี นำลูกทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

นี่คือตัวอย่างของการใช้ปัญญาแก้ปัญหา ที่ไม่มีผลข้างเคียงอันจะสร้างปัญหาต่อไป ตรงกันข้าม มีแต่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อเผชิญปัญหาทุกครั้ง อย่าลุกลี้ลุกลนแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่จะแก้ปัญหาด้วยปัญญา พิจารณาอย่างถ้วนถี่ แล้วปัญหานั้นจะหมดไปอย่างไม่เหลือเชื้อให้แก้อีก แต่ปัญหาจะกลายเป็นปุ๋ยแห่งความเจริญก้าวหน้าเข้ามาแทนที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหา จงพบทางสว่างที่ออกจากปัญหาอันแสนยากลำบากด้วยความปลอดภัยเถิด

งานบวช ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนจบ

คณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน 9 รูป อาตมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่เป็นประธานให้การบรรพชาอุปสมบทเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

เริ่มต้นด้วยเจ้านาค หรือเรียกตามภาษาแห่งพระวินัยว่า อุปสัมปทาเปกข์ ซึ่งแปลว่า ผู้มุ่งการอุปสมบท กล่าวคำขอขมา และขอบรรพชาตามลำดับ

เมื่อกล่าวคำขอขมา กล่าวขอบรรพชาและประเคนผ้าไตรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงนั่งพับเพียบด้วยความสงบเพื่อฟังโอวาทของพระอุปัชฌาย์

พระอุปัชฌาย์ สอนนาคเรื่องโอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รอดชีวิตมาได้จนอายุครบบรรพชาอุปสมบท ได้เกิดทันเวลาที่ยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และได้ฟังธรรม ที่พระสาวกนำมาแสดงสืบทอดกันมา เมื่อได้ฟังธรรมแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ ศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจเข้ามาเพื่อบรรพชาอุปสมบทประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือ ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ 1. พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสูงสุดจนตรัสรู้จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 2. พระธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบจนทำให้พ้นทุกข์แล้วนำมาสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความสงบร่มเย็น แล้วบวชตามพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ออกไปอย่างกว้างไกลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก

เมื่อได้ทราบถึงความหมายและพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้แล้ว พึงตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานอันมีหนังเป็นที่ห้า ซึ่งต้องบริกรรมจนขึ้นใจว่า เกสา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง

การบริกรรมไปตามลำดับเรียกว่า อนุโลม การบริกรรมทวนลำดับ ว่า ตะโจ หนัง ทันตา ฟัน นะขา เล็บ โลมา ขน เกสา ผม เรียกว่า ปฏิโลม เพื่อให้จิตสงบอยู่กับคำบริกรรมนั้น และพิจารณาต่อไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังนี้ เป็นของปฏิกูล โดย สี สัณฐาน ที่อยู่ การหมักหมมถมทับล้วนทำให้ปฏิกูล เมื่อพิจารณาว่าเป็นของปฏิกูล ก็จะกลายเป็นของน่าเกลียด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ายินดี น่ากำหนัดขัดเคือง ก็จะช่วยบรรเทา กิเลสและความกำหนัดขัดเคืองได้ ใจก็จะสงบร่มเย็นสงบอยู่ผาสุกในชีวิตพรหมจรรย์

เมื่อทราบถึงวิธีการบวชที่สงบไม่ถูกกิเลสรบกวนแล้ว ก็ควรทราบถึงอานิสงส์ของการบวชที่พึงได้รับโดยสรุป จะมีดังนี้

1. ได้รับประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้มาฝึกฝนตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ทั้งกาย วาจา จิต และความเห็นอันถูกต้องดีงามตามลำดับ ได้เว้นจากความชั่วได้แน่นอน เช่น เว้นจากการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

2. พ่อแม่ได้รับผลบุญมากมายจากการบวชของลูกตามที่พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อสืบต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ คือพ่อแม่มีความสุขปลาบปลื้ม เพราะลูกได้บวชทำความดีนั่นเอง

3. สัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อบวชแล้วจะไม่ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ สัตว์ทั้งหลายจะอยู่รอดปลอดภัยตราบใดที่เขายังบวชอยู่

4. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้รับอานิสงส์จากการบวช เมื่อได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พุทธศาสนิกชนจะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามที่ผู้บวชได้ศึกษามานั้น

5. ได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตามวันเวลาที่ได้บรรพชาอุปสมบทนั้น จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนสืบไปได้ตามแรงศรัทธาที่จะอุทิศนั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เธอตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เมื่อสอนนาคและให้กัมมัฏฐานเสร็จ จึงได้มอบผ้าไตรออกไปห่มให้เป็นปริมณฑลเรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย โดยมีพระสงฆ์ช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงห่มผ้าให้ด้วยความกรุณายิ่ง

เมื่อห่มผ้าไตรแล้ว จึงกลับเข้ามากล่าวคำขอขมาและกล่าวคำขอศีลและไตรสรณคมน์

พระบุญพิทักษ์ สุนทโร พระกรรมวาจา ทำหน้าที่ให้ศีลโดยกล่าวนำอย่างถูกวรรคตอน เนื่องจากเจ้านาคฝึกตนเองอย่างมาก ฝึกการอ่านการท่องจำจนขึ้นใจ จึงกล่าวสมาทานศีลตามได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

เมื่อกล่าวสมาทานศีลเสร็จ ได้กล่าววันทาอีกครั้งหนึ่งแล้วกราบพระศีลาจารย์ผู้ให้ศีล 3 ครั้ง เป็นอันว่า การบรรพชาเป็นสามเณรจบลงด้วยดี ตามหลักการบรรพชาในพระพุทธศาสนา การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรจะจบลงเมื่อสามเณรกล่าวถึงไตรสรณาคมน์ว่า ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วสมาทานศีลสิบ เพื่อเป็นข้อปฏิบัติของสามเณรต่อไป

เพื่อให้การอุปสมบทกรรมเป็นไปอย่างสะดวก จึงได้จัดการอุปสมบทกรรมข้างบนอุโบสถศาลา เริ่มด้วยการขอนิสัยและกล่าวคำเป็นภาระดูแลซึ่งกันและกัน พระอุปัชฌาย์ให้นิสัยคือการมาอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ยอมรับว่า สัทธิวิหาริกกับพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างสนิทสนมดังบิดากับบุตรฉะนั้น

จากนั้นจึงเริ่มอุปสมบทกรรมตามลำดับด้วยการบอกบาตรจีวรแล้วเริ่มสังฆกรรมการอุปสมบทตามกระบวนการจบลงด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

พระบุญพิทักษ์ สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็บอกอนุศาสน์ โดยเริ่มสอนเป็นภาษาไทยแล้วบอกอนุศาสน์เป็นภาษาบาลีตามลำดับ

ครั้นบอกอนุศาสน์จบแล้ว อุปสมบทกรรมเป็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี เวลา 14.16 น. เป็นอันว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทแบบไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป ชื่อว่า พระกิตติศักดิ์ ฉายา กตสาโร ขอพระกิตติศักดิ์ กตสาโร จงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์เทอญ