บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชนชาติจีนโบราณที่เป็นชาวฮั่นได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว โดยชาวจีนได้มีการติดต่อกับคนในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในทุกวันนี้ตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศักราช 1000 ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของพระและนักบวชชาวจีน โดยเฉพาะหลวงจีนจาวจูกัวซึ่งเดินทางมายังแถบคาบสมุทรอินโดจีนและได้ทำการจดบันทึกจดหมายเหตุไว้ถึงความรุ่งเรืองของบรรดานครในดินแดนซึ่งเชื่อได้ว่าคือดินแดนแหลมทองและบริเวณหมู่เกาะมลายู ในช่วงทศวรรษที่ 1200 ซึ่งด้วยเอกสารฉบับนี้ได้พ้องตรงกับหลักศิลาจารึกของเมืองตันชอว์ที่ปาเล็มบัง ทำให้โลกได้รู้จักกับอาณาจักรโบราณในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ทวาราวดี ล้านนา และ ศรีวิชัย  

กว่า 700 ปีมาแล้วในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยพ่อขุนรามคำแหง และพระมหาธรรมราชา ลิไท ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1814) ต่อเนื่องจนถึงราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1814-1911)

แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย แต่การค้าขายกับจีนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายราชวงศ์หงวนที่อำนาจทางการเมืองของจีนมีความผันผวน การส่งออกสินค้าจากสุโขทัยจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น เครื่องสังคโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของสุโขทัย

เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีเขียวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เซลาดอน (Celadon) นั้น ได้รับอิทธิพลจากเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการเคลือบผิวและรูปแบบการตกแต่ง แต่ช่างฝีมือสุโขทัยก็ได้พัฒนาลวดลายที่เป็นของตนเองขึ้นมา เช่น ลายปลา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ต่าง ๆ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และแม้แต่ในญี่ปุ่น

เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ราชวงศ์หยวนใน พ.ศ. 1911 ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสุโขทัยกับจีนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในช่วงนี้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตและสินค้ากันอย่างสม่ำเสมอ สินค้าสำคัญที่สุโขทัยส่งออกไปจีนนอกจากเครื่องสังคโลกแล้ว ยังมีสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น พริกไทย งาช้าง และไม้เนื้อหอม ในทางกลับกัน พ่อค้าจีนได้นำ ผ้าไหม คุณภาพดี เครื่องกระเบื้องชั้นสูง และเครื่องทองเหลืองเข้ามาขายในสุโขทัย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเติบโตอย่างรวดเร็ว

การค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองไม่ได้นำมาแค่สินค้า แต่ยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี จีนได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาให้กับช่างฝีมือสุโขทัยจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสังคโลกขนาดใหญ่ที่เมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การต่อเรือเดินทะเล เพื่อใช้ในการค้าขาย ซึ่งทำให้สุโขทัยสามารถขยายเส้นทางการค้าของตนเองได้กว้างขวางขึ้น

นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้าน การเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบชลประทานและเทคนิคการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับสุโขทัย ทำให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาณาจักร

อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง การค้าระหว่างกันไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสังคโลกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย ผ้าไหมชั้นดีจากจีน การต่อเรือที่ช่วยให้การค้าทางทะเลขยายตัว และองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยให้เศรษฐกิจมั่นคง ทุกปัจจัยล้วนส่งผลให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรอินโดจีนในยุคนั้น

จากนั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนแหลมทองกับชนชาติจีนก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการค้าขาย หากเรานับตามที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าวัฒนธรรมของสยามหรือชาวไทยมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยเริ่มในยุคสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งจะตรงกับยุคปลายของราชวงศ์ซ้องต่อต้นราชวงศ์หยวนของจีน

แต่การติดต่อสัมพันธ์ที่พอจะมีหลักฐานอ้างอิงนั้น เริ่มต้นจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับตอนต้นของราชวงศ์หยวน อันเป็นสมัยของกุบไลข่าน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยจีนที่มีบันทึกหลงเหลือเป็นหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด

จากบันทึกของจีน แสดงว่าปีพ.ศ.1825 กุบไลข่านได้มีบัญชาให้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร “เสียน” ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรเสียนที่ว่านี้เป็นคำเรียกที่ชาวจีนโบราณกล่าวถึงดินแดนของชาวสยาม โดยมีบันทึกว่า

 “ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ มีรับสั่งให้นายพลเหอจื่อจื้อ เป็นทูตไปยังสยาม (เสียน)” แต่ปรากฏว่าคณะทูตของจีนชุดนี้มาไม่ถึงสุโขทัย เพราะถูกพวกจามแห่งอาณาจักรจามปาจับตัวในระหว่างเดินทางและประหารชีวิตหมด”

ต่อมา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังจีนครั้งแรก ใน ปี พ.ศ. 1835 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี การส่งทูตไปเยือนจีนครานี้ นับเป็นการส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ และจากนั้นทางสุโขทัยก็ส่งคณะทูตพร้อมบรรณาการไปยังจีนถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.1835 ถึง 1865 ในขณะที่จีนส่งทูตมาถึงไทย 4 ครั้ง แต่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย 3 ครั้งเท่านั้น

เป้าหมายของสุโขทัยและจีนในการเจริญไมตรีนั้นนับว่าแตกต่างกัน ดร. สืบแสง พรหมบุญ นักประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานว่า เหตุที่สุโขทัยส่งทูตและบรรณาการ ยอมนอบน้อมต่อจีนนั้นเพื่อเป้าหมายทางการเมือง โดยเป็นการดำเนินงานทางการทูตเพื่อป้องกันมิให้ จักรพรรดิกุบไลข่านสนับสนุนอาณาจักรอื่นๆในแถบเดียวกันโดยเฉพาะสุพรรณภูมิ ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุพรรณภูมิได้เคยส่งเครื่องบรรณการไปยังจีน ใน พ.ศ. 1834 เพื่อขอความสนับสนุนทางการเมืองด้วย ทางสุโขทัยซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อร่าง ขยายอิทธิพลจึงจำต้องผูกมิตรกับจีนไว้เช่นกัน

ในขณะที่ทางจีนนั้นเพียงต้องการประกาศแสนยานุภาพและการยอมรับจากอาณาจักรโดยรอบ ให้ยอมอ่อนน้อมให้และยกจีนเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง มีบันทึกบางฉบับว่าทางจีนได้แจ้งให้ พ่อขุนรามคำแหงทำการส่งบรรณาการและเดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน เพื่อแสดงว่ายินยอมและยอมรับในอำนาจของราชวงศ์หยวน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมิได้เดินทางเสด็จไปตามที่ได้รับเชิญ เพียงแค่ส่งบรรณาการกลับไปเท่านั้น และทางกุบไลข่านเองก็ไม่ได้ว่ากระไร วิเคราะห์ได้ว่าอาจเพราะทางจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเช่นนี้ของสุโขทัยมากนัก เนื่องด้วยเป็นสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าร้อนชื้น สัตว์ป่าชุกชุม ยากแก่การเดินทางและอยู่อาศัย ทางจีนเองจึงอาจเพียงต้องการให้สุโขทัยส่งจิ้มก้องหรือบรรณาการมาให้เพื่อยอมรับสถานะในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเท่านั้น ซึ่งน่าสังเกตว่าทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ทางจีนเองก็จะมีการส่งทูตมาเพื่อให้ชาวสยามส่งบรรณาการเพื่อยอมรับในสถานะนี้ของตนเอง แต่ก็มิได้ใส่ใจนัก หากเชื้อพระวงศ์สยามจะไม่เดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบประนีประนอมนี้ก็ดำเนินมาอย่างยาวนานจนถึงกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว โดยหากเปรียบเทียบกับอาณาจักรโดยรอบอื่นๆเช่นพุกามที่อยู่ใกล้กันแล้ว ท่าทีของจีนนับว่ารุนแรงกว่ามาก

การติดต่อระหว่างสุโขทัยและจีนในช่วงนี้ยังส่งผลให้การค้าระหว่าง อาณาจักรทั้งสองขยายตัว มีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย ซึ่งส่งผลมากที่สุดคือการที่ช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องชามสังคโลก” และต่อมาเครื่องสังคโลกก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย

ต่อมาหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อยุธยาซึ่งอยู่ทางตอนใต้เริ่มผงาดขึ้นมา และค่อยๆขยายอิทธิพลจนกระทั่งกลายเป็นศูนย์อำนาจทางการทหารและการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ ภายใต้การนำของกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิ อันเป็นเวลาเดียวกับทางจีนเองก็เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เมื่อชาวจีนสามารถโค่นราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนมาเกือบร้อยปีลง และก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น มีจูหยวนจาง สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ซึ่งในยุคนี้เองที่ปรากฏชื่อ ”อาณาจักรเสียนหลอ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของชาวไทยหรือสยามขึ้นในพงศาวดารจีนเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ.1913 โดยข้อความที่ปรากฏว่า “ปีที่ 3 ในรัชกาลหงหวู่ เดือน 8 มีรับสั่งให้ลู่จงจุ้นกับพวกอัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังประเทศเสียนหลอ (สยาม)”

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com , Bowchompoo

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน มีชุมชนของ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “จีนฮ่อ” จำนวนประมาณ 50,000 คน   เรื่องราวของพวกจีนฮ่อผูกพันกับเส้นทางค้าขายโบราณและการอพยพครั้งใหญ่ที่ข้ามพรมแดนมาจากมณฑลยูนนานของประเทศจีน

เส้นทางชีวิตจาก “จีนฮ่อ” สู่ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” คำว่า “จีนฮ่อ” หมายถึง ชาวจีนชนเผ่าหุย (回族) นับถืออิสลามจากมณฑลยูนนานที่เป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ เดินทางด้วย ม้า และ ล่อ เพื่อขนส่งค้าขายสินค้าตามเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานกับพม่าและภาคเหนือของไทยมานานหลายศตวรรษ พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการค้าเส้นทางสายไหมตอนใต้ ในยุคที่การคมนาคมยังเป็นเรื่องยากลำบาก เส้นทางเหล่านี้มักจะเริ่มต้นจากเมืองสำคัญของจีนเช่น คุนหมิง และ เชียงรุ่ง ในเขต สิบสองปันนา ผ่านภูเขาสูงและเลาะเลียบไปตามแม่น้ำโขงมายังรัฐฉานของพม่า และภาคเหนือของไทย  สินค้าที่นำมาขายได้แก่ สมุนไพร  ชา  ฝิ่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์  ผักผลไม้ดอง เนื้อสัตว์แห้ง  หม้อ เครื่องประดับ  หยก   โดยมีที่ขายสินค้าสำคัญที่ตลาดนัดบ้านฮ่อ  ใกล้มัสยิดอัตต์กวา ในเชียงใหม่ 

การอพยพครั้งสำคัญที่สุดของคนจีนยูนนานมายังประเทศไทยเกิดขึ้นช่วงพ.ศ. 2492 หลังสงครามกลางเมืองของจีน เมื่อ “ทหารกองพล 93” ของพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายพลต้วน (General Tuam) ได้พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์ไม่สามารถกลับไปประเทศจีนได้ จึงอพยพเข้าสู่พรมแดนไทย-พม่า และได้รับอนุญาตให้ตั้งรกรากในพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในไทยของทหารเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมและการสร้างชุมชนจีนยูนนานขึ้นในประเทศไทย

ชุมชนคนจีนยูนนานในประเทศไทย     ปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานอาศัยอยู่กระจัดกระจายในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ แต่ชุมชนใหญ่ที่รู้จักกันดีคือ บ้านสันติคีรี ที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง ในจังหวัดเชียงราย, บ้านรักไทย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ดอยอ่างขาง   อ.ฝาง  อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนเล็กๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดตาก ลำปาง พะเยา และน่าน    ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

จากไร่ฝิ่นสู่สวนพืชเมืองหนาว     ในอดีต พื้นที่สูงหลายแห่งที่ชาวจีนยูนนานเข้ามาตั้งรกรากเคยเป็นแหล่งปลูก ฝิ่น ที่สร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ด้วยโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน ชาวจีนยูนนานได้เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นปลูกพืชเมืองหนาว เช่น ชา, กาแฟ, บ๊วย, ท้อ, และ พลับ  ซึ่งสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน พืชเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนจีนยูนนาน และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและชิมผลผลิตจากไร่ในพื้นที่สูง

นอกจากนี้ การค้าขายยังคงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของพวกเขา โดยมีการจำหน่ายสินค้าหลากหลาย ทั้งชาคุณภาพดี, ของแห้ง, และอาหารจีนยูนนานต้นตำรับ เช่น ขาหมูหมั่นโถว, ก๋วยเตี๋ยวจีนยูนนาน, และซาลาเปาไส้ต่างๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ชุมชนจีนยูนนานในประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนา โดยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า แต่ก็มีชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ด้วย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากการเดินทางค้าขายในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมในยูนนานที่เชื่อมต่อกับชุมชนมุสลิมในเอเชียกลางและจีน นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างประเพณีจีนกับวิถีชีวิตแบบไทยยังคงดำเนินต่อไป เช่น การเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญของจีนอย่างเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลกินเจ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมประเพณีไทยอย่างเทศกาลสงกรานต์

สรุป

ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนอพยพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ได้นำเอาวัฒนธรรม, ความรู้, และความสามารถในการปรับตัวมาสร้างสรรค์ชุมชนใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมาจากต่างแดน แต่ก็สามารถใช้ชีวิตและเติบโตในแผ่นดินไทยได้อย่างกลมกลืนและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม เรื่องราวของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่งดงามในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเล เชื้อสายไหหลำ (ไห่หนาน Hainan) ที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยจากเกาะไหหลำทางใต้ของประเทศจีน  เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การอพยพที่น่าสนใจแต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก  แม้จะมีจำนวนไม่มากหากเทียบกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือกวางตุ้ง ทั้งที่ชาวไหหลำเองก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจการเดินทางของพวกเขา ตั้งแต่เหตุผลในการอพยพ ช่วงเวลาที่เดินทางมาถึง แหล่งตั้งถิ่นฐาน ไปจนถึงบทบาทสำคัญที่ได้สร้างไว้ในประเทศไทย

ทำไมต้องอพยพ?

การอพยพของชาวจีนไหหลำส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 24) สาเหตุหลักมาจากความยากจนและปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในบ้านเกิด ซึ่งเกาะไหหลำในขณะนั้นประสบปัญหาภาวะขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างหนัก เนื่องจากประชากรหนาแน่นและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาป่าทึบ ทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีภัยธรรมชาติ เช่นพายุไต้ฝุ่น และสงครามกลางเมืองที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ชาวไหหลำจึงมองหาโอกาสใหม่ในดินแดนโพ้นทะเล และ สยาม (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญ เนื่องจากมีเส้นทางเดินเรือที่สะดวกและมีนโยบายต้อนรับชาวจีนอพยพ

มาเมื่อไหร่และมาที่ไหน?

การอพยพของชาวจีนไหหลำเข้าสู่ประเทศไทยมีหลักฐานว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่การเดินทางมาอย่างหนาแน่นเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 เดินทางโดยเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่แหล่งตั้งถิ่นฐานหลักที่ชาวไหหลำเลือก ได้แก่ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านตลาดน้อย ถนนสุรวงศ์ สำเพ็ง เยาวราช  นอกจากนี้ ยังมีชุมชนที่สำคัญในเมืองต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต ระยอง ปัตตานี ชลบุรี  ระยอง และ พัทยา เนื่องจากภูมิประเทศใกล้ทะเล ทำให้สามารถนำความรู้ความชำนาญด้านการเดินเรือและการทำประมงมาใช้ได้เป็นอย่างดี

จากเรือประมงสู่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวไหหลำส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการทำงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงและอาศัยความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่บ้านเกิด อาชีพที่โดดเด่นของพวกเขาคือ การประมง และ การเป็นกุ๊กหรือพ่อครัว เนื่องจากมีฝีมือในการทำอาหารทะเลเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีความสามารถในการทำอาหารจีนแบบไหหลำที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร้านอาหารไหหลำได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

จากจุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้ชาวไหหลำหลายคนสามารถสร้างฐานะและขยับขยายธุรกิจไปสู่กิจการที่ใหญ่ขึ้น ทั้งใน ธุรกิจร้านอาหาร และ โรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยทักษะด้านการบริการและความสามารถในการบริหารจัดการ อาชีพกุ๊กไหหลำจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นในครัวของโรงแรมหรู หรือแม้กระทั่งบ้านของเจ้านายและขุนนางชั้นสูง

สกุลสำคัญและบทบาทในปัจจุบัน

ชาวไหหลำที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้แก่สกุลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจกลุ่มเซนทรัล     แม้ว่าชาวไทยเชื้อสายจีนไหหลำจะไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ แต่บทบาทของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การอพยพเพื่อความอยู่รอด แต่ยังเป็นการสร้างและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่สังคมไทยจวบจนปัจจุบัน

ในปีพ.ศ.  2563 รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนเกาะไหหลำทั้งหมดให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2578  แผนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างศูนย์กลางสำหรับการจัดหาเงินทุนนอกชายฝั่งและการซื้อสินค้าปลอดภาษี รวมถึงการใช้ภาษีที่ลดลงและข้อกำหนดวีซ่าที่ลดลงเพื่อช่วยดึงดูดธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ สินค้าทั้งหมดที่ขายจากไหหลำไปยังส่วนอื่น ๆ ของจีนจะถือเป็นสินค้านำเข้าตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวจีนในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่หากพูดถึงกลุ่มที่อาจไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ก็ต้องพูดถึง “ชาวจีนแคะ  客家 ” หรือ  “ฮากกา ” (Hakka) ในภาษากวางตุ้ง   ซึ่งมีความหมายในภาษาจีนว่า “ผู้มาเยือน” เพราะเป็นคำที่พวกจีนแต้จิ๋วเรียกกลุ่มจีนเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ที่อพยพมาจากมณฑลเจียงซี   เหอหนาน และซานซี  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ เมื่อ 2,700 ปีก่อน  ส่วนคำว่าฮากกาแปลว่า ประชาชนชาวฮั่น      

ชาวจีนแคะ (ฮากกา) คือใคร?  ชาวจีนแคะเป็นชาวฮั่นโบราณที่เดินทางอพยพจากทางตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้งประเทศจีนลงมายังตอนกลางและตอนใต้เนื่องจากภัยสงครามและการจลาจลในยุคต่างๆ  การอพยพครั้งใหญ่มีด้วยกันหลายระลอก โดยเริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น (พ.ศ 818-963) เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง (Song) ราชวงศ์หมิง  ซึ่งถูกโค่นล้มโดยพวกแมนจู ซึ่งก่อตั้งราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา     พวกเขาต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดในถิ่นฐานใหม่ ทำให้มีนิสัยอดทน ขยัน และมีความสามารถในการทำเกษตรและค้าขายสูง  เราสามารถพบเห็นชาวฮากกาในมณฑลทางใต้ของจีนเช่น กวางตุ้ง ฮกเกี้ยนตะวันตก เจียงซี ตอนใต้ของหูหนาน กว่างซี ตอนใต้ของกุ้ยโจว ตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน เกาะไหหลำและไต้หวัน  ในปัจจุบันภาษาจีนฮากกาจัดเป็นหนึ่งในภาษาราชการของสาธารณรัฐจีนที่ไต้หวัน

เส้นทางการอพยพของชาวฮากกา

ชาวจีนแคะเริ่มอพยพเข้ามาในประเทศไทย มาเลเซีย  สิงคโปร์ ไต้หวัน  หลังจากพ่ายแพ้ในการกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว    ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  และอพยพไปประเทศทั่วโลก    เช่น ไต้หวัน    ออสเตรเลีย แคนาดา   สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี  เนเธอร์แลนด์     แอฟริกาใต้  มอริเชียส และหมู่เกาะแคริบเบียนโดยเฉพาะในจาเมก้า    ส่วนใหญ่เดินทางทางเรือจากมณฑลทางตอนใต้ของจีน เช่น กวางตุ้ง (Guangdong) และฝูเจี้ยน (Fujian) โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ

•             ภัยสงครามและความวุ่นวายในประเทศจีน: การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ และความไม่สงบภายในประเทศ  เช่นกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว  พ.ศ. 2393-2407 สมัยราชวงศ์ชิง (รัชกาลที่3 และ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์) หลังสงครามฝิ่น  ที่เกิดจลาจลครั้งใหญ่ เสียชีวิตราว 20 ล้านคน  เพราะชาวจีนแคะที่มาจากพวกฮั่นไม่พอใจพวกแมนจู  แต่สู้ไม่ได้  ทำให้ชาวจีนแคะจำนวนมากต้องหนีตายไปต่างประเทศ

•             โอกาสทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์และเปิดกว้างสำหรับการค้าขายและการตั้งถิ่นฐาน ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อหาโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว

•             การมีชุมชนชาวจีนที่เข้มแข็งในไทยก่อนหน้า ทำให้ชาวจีนแคะมีเครือข่ายในการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวจีนแคะได้กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ โดยเฉพาะแถบเยาวราช, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี  ราชบุรี (บ้านโป่ง  บ้านห้วยกระบอก)รวมถึงในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต และ สงขลา

บทบาททางเศรษฐกิจและอาชีพ

ด้วยความสามารถในการปรับตัวและความขยัน ชาวจีนแคะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย พวกเขามักจะประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและไหวพริบสูง เช่น

•             เกษตรกรรม: โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ เช่น งานเหมืองดีบุกที่จังหวัดภูเก็ต ระนองและสงขลา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคนั้น

•             ค้าขาย: ทั้งการค้าปลีก ค้าส่ง รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่

•             ช่างฝีมือ: เช่น ช่างตัดผม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง

•             ร้านอาหาร: อาหารจีนแคะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวขาหมู ที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋วแต่มีรากฐานมาจากอาหารจีนแคะ และ เกาเหลาเลือดหมู

บุคคลสำคัญเชื้อสายจีนแคะ

คนเชื้อสายจีนแคะจำนวนไม่น้อยที่ได้สร้างชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในวงการต่างๆ ของหลายประเทศ เช่น   ซุนยัดเซ็นและ เติ้งเสี่ยวผิง  อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน,   ลีกวนยู  อดีตประธานาธิบดีสิงคโปร์         ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน   ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์: อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย   ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองอีกหลายท่านที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนแคะ  เช่น  วิกรม กรมดิษฐ์  โชติ ล่ำซำ เกียรติ วัฒนเวคิน   ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน

การศึกษาเรื่องราวของชาวจีนแคะ (ฮากกา) ไม่เพียงแต่เป็นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มเล็กๆ แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถของชาวไทยเชื้อสายจีนในการเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากในประเทศไทย คือ ชาวจีนกวางตุ้ง หรือ กวางตง ( Cantonese 粵語) ซึ่งมีสัดสวนราวร้อยละ7 ของคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย   มีบทบาทสำคัญในการค้าและการเมือง จนได้รับตำแหน่งถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมาแล้ว

รากเหง้าและถิ่นฐาน

ชาวจีนกวางตุ้งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮั่นที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง และกวางสี ทางตอนใต้ของจีน โดยมีเมืองสำคัญอย่างกวางโจว (Guangzhou) และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เมืองซัวเถา (ซานโถว Shantou) ฮ่องกง และมาเก๊า

คนจีนกวางตุ้ง มีลักษณะนิสัยที่สรุปเป็นอักษรจีน 4 ตัว ว่า “乐天务实” หมายถึง “เบิกบาน ปฏิบัตินิยม” มุ่งเรื่องผลประโยชน์ หรือคุณโทษที่จะเกิดกับตนมาก มีความเบิกบานง่ายๆ ไม่ติดกรอบ ปรับตัวตามสถานการณ์เก่ง มีไหวพริบดี

ชาวจีนกวางตุ้งเริ่มอพยพออกนอกประเทศจีนไปสู่ดินแดนต่างๆจำนวนมาก ตั้งแต่ สมัยสงครามฝิ่น (พ.ศ. 2382-2403) และการปฏิวัติซินไฮ่ ช่วงปลายราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2438) ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนเผชิญกับสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง ความอดอยากและความไม่มั่นคงทางการเมืองทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องหาทางหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในต่างแดน

ประเทศที่ชาวจีนกวางตุ้งอพยพไปมีหลากหลาย เช่น สหรัฐอเมริกา (เป็นกรรมกรสร้างทางรถไฟ ขุดทองคำในแคลิฟอร์เนีย  ทำไร่อ้อยในฮาวาย)  แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์  แต่คนกวางตุ้งไม่อพยพมาเมืองไทยมากเท่าพวกแต้จิ๋ว แคะ ไหหลำ หรือฮกเกี้ยน  เพราะ เมืองกวางตุ้งเป็น

 ชาวจีนกวางตุ้งเริ่มเข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มีจำนวนมากขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งตรงกับช่วงปี พ.ศ. 2430–2475 การเดินทางมักใช้เรือสำเภาและเรือกลไฟ โดยมีจุดหมายปลายทางที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และหัวเมืองชายฝั่งทะเล เช่น จันทบุรี  สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต  ตรัง และนครศรีธรรมราช

เมื่อมาถึงสยาม ชาวจีนกวางตุ้งมักเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วย “เสื่อผืนหมอนใบ” คือไม่มีทรัพย์สินติดตัวมาเลย แต่มีความขยัน อดทน และทักษะในการค้าขาย พวกเขาทำงานหนักในโรงงาน ร้านค้า และกิจการต่างๆ เช่น  ร้านอาหาร   ค้าเมล็ดพันธุ์  ปุ๋ย  ค้าข้าว การผลิตเส้นหมี่ การทำทอง การประมง  ช่างกลึง ช่างเชื่อมโลหะ  และการขนส่งสินค้า หลายคนเริ่มจากแรงงานรับจ้างที่ท่าเรือหรือโรงสีข้าว ก่อนจะตั้งตัวเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กและขยายไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่

ย่านสำคัญที่ชาวจีนกวางตุ้งตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ ได้แก่ เยาวราช สำเพ็ง บางรัก (ตรอกซุง ตรอกไก่) และคลองสาน ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวจีนในเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงเรียนจีน เช่น โรงเรียนเผยอิง และโรงเรียนจีนในจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและภาษาจีนให้กับลูกหลาน

อาชีพของคนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้งมีความหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้า แม่ค้า เจ้าของโรงงาน ไปจนถึงนักธุรกิจระดับประเทศ  โดยประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การค้าขาย ทองคำ การทำธุรกิจ โรงน้ำแข็ง รวมถึงการเป็น เจ้าของกิจการร้านอาหาร ซึ่งอาหารกวางตุ้งหลายชนิดก็เป็นที่นิยมในหมู่คนไทยจนถึงทุกวันนี้  เช่น ติ่มซำ  ฮะเก๋า ขนมจีบ ซาลาเปา ไข่เยี่ยวม้า  เป็ดย่าง   หมูแดง

บุคคลสำคัญของจีนที่เป็นชาวกวางตุ้งได้แก่  ซุนยัดเซ็น  ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีน

มีบุคคลไทยคนสำคัญหลายท่านที่มีเชื้อสายจีนกวางตุ้ง เช่น  นายอนุทิน ชาญวีรกูร  นายกรัฐมนตรี  พ.ศ. 2568    พระยาภักดีนรเศรษฐ์ผู้ก่อตั้งบริษัทรถเมล์ขาว ซึ่งนับเป็นต้นกำเนิดของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน (Hokkien 福建人) หรือหมิ่นหนาน   (Minnan) มีนิสัยชอบค้าขาย กล้าเสี่ยง กะตือรือล้น เป็นคนจีนกลุ่มแรก ๆ ที่อพยพออกมาจากพื้นแผ่นดินใหญ่ไปตามประเทศต่าง ๆ เนื่องจากเป็นมณฑลที่อยู่ติดทะเลจึงสามารถออกจากประเทศได้ง่ายกว่ามณฑลอื่น  ส่วนใหญ่มาจากบริเวณเมืองเซี่ยเหมิน (เอ้หมึง)  จางโจว  เฉวียนโจว  ฝูโขว  ผูเถียน จางผิง  หลงหยาน  ในมณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน  และจากเกาะไต้หวัน  ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งและ หมิง ชาวฮกเกี้ยนมีชื่อเสียงด้านการเดินเรือและการค้าขายระหว่างประเทศ   เป็นนักเดินทางที่กล้าหาญ เป็นพ่อค้าที่ชาญฉลาด และมีความสามารถในการปรับตัวสูง

การอพยพของชาวฮกเกี้ยนเริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะช่วงปลายราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง (ราวศตวรรษที่ 17–18) สาเหตุหลักคือความยากจน ความขัดแย้งทางการเมือง และความหวังในการสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า   ประเทศที่ชาวฮกเกี้ยนนิยมอพยพไปได้แก่  สิงคโปร์  อินโดนีเซีย(สุราบายา และเมดาน) มาเลเซีย (ปีนัง มะละกา)  ญี่ปุ่น(โกเบ นางาซากิ)  ไทย (ภูเก็ต  กรุงเทพ)  ฟิลิปปินส์(มนิลา)  สหรัฐอเมริกา (นิวยอร์ค)  แคนาดา อิตาลี เมียนมาร์ (ย่างกุ้ง) เวียดนาม (ไซ่ง่อน)     ที่กรุงศรีอยุธยา มีชุมชนชาวฮกเกี้ยน ใกล้วัดสุวรรณดาราม  ตรงข้ามวัดพนัญเชิง 

กรุงเทพ  ภูเก็ต  สงขลา สตูล  ระนอง กระบี่  ตรัง ชุมพร  นราธิวาส  ปัตตานี เป็นที่อยู่ของชาวฮกเกี้ยนที่อพยพมาเมืองไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์แบบเสื่อผืนหมอนใบ   เนื่องจากเป็นเมืองท่าที่สำคัญ  ชาวฮกเกี้ยนในภูเก็ต มีบทบาทสำคัญใน การเป็นคนงานในเหมืองแร่ดีบุก และต่อมาชาวฮกเกี้ยน ในกรุงเทพซึ่งอยู่กันมากแถบตลาดน้อย  ศาลเจ้าโจวซือกง  ท่าเรือโปเส็ง ได้ตั้งโรงงานผลิตสินค้า และศูนย์การค้า เช่น รองเท้านันยาง  ไทยชูรสตราชฎา บริษัทซีคอนก่อสร้าง ซีคอนสแควร์  

ชาวไทยเชื้อสายฮกเกี้ยนมีลักษณะนิสัยที่โดดเด่น คือ  ขยัน อดทน และกล้าสู้ พูดน้อย ไม่ค่อยแสดงตัว  สมถะ ไม่โอ้อวดตัว  อ่อนนอกแข็งใน   เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ในเหตุผล ไม่ยอมเสียเปรียบคนอื่น    ยึดหลัก “ฟ้าลิขิตสาม ความพยายามเจ็ด (三分天注定,七分靠打拼)… หมายความว่าความสำเร็จสามส่วนมาจากโชคชะตา  อีกเจ็ดส่วนมาจากความพยายามและความสามารถของตนเอง    คนฮกเกี้ยน  รักครอบครัวและชุมชน: มีการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น   ชอบค้าขายและการศึกษา มีความใฝ่รู้และมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง   ไม่ชอบความขัดแย้ง มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง

สิ่งที่ชาวฮกเกี้ยนชอบคือ การรวมญาติ การไหว้บรรพบุรุษ การทำบุญ การค้าขาย   ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบคือความวุ่นวาย ความไม่มั่นคง และการละเมิดขนบธรรมเนียม   

ต้องสู้ถึงจะชนะ (爱拼才会赢)เป็นคติที่ถูกปลูกฝังให้ลูกหลานชาวฮกเกี้ยนทั่วโลกมีความกระตือรือร้นในการยกระดับชีวิตของตน

อาหารฮกเกี้ยนที่มีชื่อเสียงได้แก่  บะกุเต๋  ปาท่องโก๋  พระกระโดดกำแพง   หมี่ฮกเกี้ยน 

คนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในภาคใต้และเมืองท่าต่าง ๆ เป็นนักสู้ที่กล้าฝัน กล้าทำ และกล้าสร้างรากฐานใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย พร้อมส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงงดงามและมีชีวิตชีวาจนถึงปัจจุบัน  ตัวอย่างเช่น  ตระกูล  ณ ระนอง  หลีกภัย   โชติกเสถียร  ซอโสตถิกุล (ซีคอน)  ภิรมยภักดี (เบียรสิงห์)

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า  คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ได้อพยพเข้ามาทำการค้าและตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันมากว่าพันปีมาแล้ว    เริ่มด้วยคนจีนฮ่อจากยูนนานและกวางสีใช้ม้าขนสินค้า เข้ามาค้าขายกับชาวเชียงราย เชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  ในสมัยสุโขทัย  มีคนจีนมาสอนวิธีทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล สีเขียว ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนจีนลงเรือสำเภามาตั้งร้านค้าขายบริเวณคลองนายก่าย ป้อมเพชร  ประตูจีน และวัดพนัญเชิง สมัยกรุงธนบุรี มีคนจีนเข้ามามากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีน   สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีคนจีนอพยพเข้ามาเมืองสยามมากเพราะเกิดความอดหยากยากแค้นในเมืองจีนเนื่องจากภัยแล้ง น้ำท่วม  ประชากรล้นเกิน ที่ทำกินไม่เพียงพอ และมีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

กลุ่มคนจีนที่อพยพมาเมืองไทยมักเป็นคนทางมณฑลทางใต้  เช่น แต้จิ๋ว(Chaozhou) กวางตุ้ง( Guangdong)  ฮกเกี้ยน(Fujian) ไหหลำ (Hainan) แคะ (Hakka) โดยใช้เมืองท่าสำคัญ  เช่น ซัวเถา  จางหลิน  กวางโจว

คนแต้จิ๋ว อยู่กันมากที่กรุงเทพ(เยาวราช สำเพ็ง  สามยอด  บางรัก)  ชลบุรี (บ้านบึง  พัทยา) จันทบุรี  ระยอง  นครสวรรค์   สุพรรณบุรี ทำอาชีพค้าข้าว   ค้าน้ำตาลอ้อย

คนฮกเกี้ยน  อยู่กันมากที่ภูเก็ต ระนอง   ทำงานในเหมืองแร่ดีบุก  จันทบุรี ทำอาชีพค้าพลอย  ค้าผลไม้

คนฮากกา อยู่กันมากที่หาดใหญ่  เบตง ทำอาชีพค้าขาย  เลี้ยงไก่เบตง  โรงแรม

ช่วงเวลาในการอพยพของชาวจีนเข้าสู่ไทยแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มคนจีนที่เข้ามาค้าขายตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา   พวกจีนฮ่อ  เข้ามาทางเหนือจากยูนนาน  กวางสี   เดินทางบกและทางเรือผ่านแม่น้ำโขงมาที่เชียงราย   เชียงใหม่ ส่วนพวกมาทางทะเลภาคใต้ มักจะเป็นพวกกะลาสีเรือ พ่อค้า พวกโจรสลัด พวกนี้เริ่มเข้ามาอยู่ที่เมืองท่าต่างๆ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี โดยมาจากเมืองท่าชายทะเลทางใต้ของจีน เช่น กวางโจว  เอ้หมึง  โดยอาจเข้ามาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161- 1503)

กลุ่มที่ 2 คือพวกที่เข้าไทยในสมัยอยุธยา (พ.ศ. 1967-2310) ชาวจีนอพยพช่วงนี้จะเป็นพวกพ่อค้า ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เช่น ปัตตานี   สุราษฎร์ธานี   ที่อยุธยามีชุมชนจีนขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามวัดพนัญเชิง ใกล้ป้อมเพชร และประตูจีน  มีข้าราชการตำแหน่ง โกษาธิบดีจีน ที่ดูแลเรื่องคนจีนและการค้าขายกับจีนโดยเฉพาะ

กลุ่มที่ 3 คือพวกที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2310-2394) ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแต้จิ๋ว  กวางตุ้ง  และฮกเกี้ยน

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4  และ 5  (พ.ศ.2394-2483) ในยุคนั้นเกิดความอดหยากยากจนและความวุ่นวายภายในในเมืองจีน จีนอพยพพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ประเภทมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ   มาทำงานเป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร   ลากรถ  ตักส้วม  ทำทางรถไฟ    

กลุ่มที่ 5 สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน (พ.ศ. 2492) สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพวกก๊กมินตั๋งของเจียงไคเชค การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อ ตง เกิดการกวาดล้างพวกปัญญาชน และผู้มีฐานะดี  จึงต้องอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเกรงถูกจับกุมหรือสังหาร 

กลุ่มที่ 6  เป็นยุคปัจจุบัน หลังการระบาดของโควิด-19 พ.ศ. 2562  คนจีนพวกนี้มักเป็นคนฐานะดี ที่ไม่ชอบความเข้มงวดกักบริเวณของรัฐบาลจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด พวกหาโอกาสใหม่ๆในการลงทุนทางธุรกิจ  พวกคนสูงอายุที่ไม่ชอบอากาศหนาวทางภาคเหนือของจีน     และ พวกนักศึกษาจีนที่นิยมมาเรียนระดับปริญญาในเมืองไทย เช่นที่มหาวิทยาลับเกริก   ชินวัตร  แสตมฟอร์ด  ธุรกิจบัณฑิต เพราะเข้าเรียนง่าย เรียนจบง่าย  ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเรียนที่เมืองจีน มีชุมชนจีนใหม่อยู่บริเวณห้วยขวาง ถนนประชาราษฏร์บำเพ็ญ  ใกล้สถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก 50+ , Kurt Beyer

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.47 น.

การอพยพของชาวจีนออกจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนนั้น   เป็นการเคลื่อนย้ายประชากรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ   การอพยพดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ยาวนาน กว่าพันปีที่ผ่านมา  ก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลหลายสิบล้านคนได้หนีจากความอดอยาก สงคราม ความยากจน  ทิ้งบ้านเกิด เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนอันห่างไกลทั่วโลก

สาเหตุของการอพยพ

สาเหตุที่นำไปสู่การอพยพ   ของชาวจีนมีหลายประการ เช่น ประชากรจีนที่เพิ่มรวดเร็วในขณะที่ที่ดินทำกินมีจำกัด ภัยธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอุทกภัยจากแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้ขาดแคลนอาหาร

การเก็บภาษีที่หนักจากราชสำนักและขุนนางท้องถิ่น  ได้กดขี่ชาวนาจนลำบากในการดำรงชีพ ระบบศักดินาและการผูกขาดที่ดินโดยชนชั้นสูงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน  เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากสงครามฝิ่นและการเปิดประเทศแบบถูกบังคับจากมหาอำนาจ   การจลาจลไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง ในช่วงปี พ.ศ 2393-2407 (สมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สร้างความหายนะและทำให้ผู้คนนับสิบล้านเสียชีวิต คนจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัย  โดยเฉพาะพวกจีนแคะ(ฮากกา)ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการก่อกบฏไท่ผิงที่ถูกปราบปรามเมื่อพ่ายแพ้

ระลอกของการอพยพผ่านประวัติศาสตร์

สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450)  ยุคอาณาจักรทวารวดีและขอมก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    มีพ่อค้าชาวจีน  และผู้หลบหนีคดีในเมืองจีน ใช้เรือใบเดินทางมาสุวรรณภูมิ เช่น จามปา  กัมพูชา ชวา สุมาตรา   บอร์เนียว  มะละกา  สยาม  ริวกิว  แอฟริกา    บางคนแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองแล้วไม่กลับเมืองจีน   

สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911)และราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2187) ยุคอยุธยาตอนต้น    การอพยพของคนจีนสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพ.ศ. 1893 สมัยราชวงศ์หยวน  เมื่อชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และไหหลำ    เดินทางมาค้าขายทางทะเล และตั้งรกรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและช่างฝีมือที่มาแสวงหาโอกาสทางการค้า

ในช่วงราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187) มีการส่งกองเรือใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอ(鄭和) มาสำรวจดินแดนเอเชียและแอฟริกา  โดยมีเรือส่วนหนึ่งเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา  มีพ่อค้าชาวจีนส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจที่อยุธยา   เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายและราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจ (พ.ศ.2187 สมัยพระเจ้าปราสาททอง)  เกิดความวุ่นวายความอดอยาก ภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมือง ชาวจีนหัวรุนแรงที่ภักดีต่อราชวงศ์หมิง และไม่ยอมรับการปกครองของชาวแมนจู  พวกข้าราชการ พ่อค้า ช่างฝีมือ จำนวนมากหนีออกนอกประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนในมณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม จามปา  กัมพูชา สยาม พม่า  มลายู และฟิลิปปินส์

สมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2383-2443 )ยุครัชกาลที่ 3 ถึง 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์      ได้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นหลังสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2382-2385) และทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการจลาจลกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว Taiping Rebellion (พ.ศ. 2407) ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลาย    ความหายนะจากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20-30 ล้านคน  คนจีนนับล้านต้องอพยพหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง อุทกภัยและความอดอยาก  

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา  ไทย และหลายประเทศ  ทำให้มีความต้องการแรงงานด้านเกษตรกรรม และเหมืองแร่  การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย (พ.ศ.  2391ค.ศ. 1848) ออสเตรเลีย (พ.ศ.2394 ค.ศ. 1851) และแร่ดีบุกทางภาคใต้ของประเทศไทย  ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปทำงานเป็นกรรมกร หรือ กุลี (Coolies)  การสร้างทางรถไฟข้ามทวีปในทวีปอเมริกา(แคลิฟอรเนีย  ฮาวาย คิวบา  เปรู) แคนาดา  และสยาม   ต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล        ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณานิคมของยุโรป (มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียว สุมาตรา) ต้องการแรงงานในไร่อ้อย สวนยางพารา  สวนกาแฟ  และเหมืองแร่ดีบุก   คนจีนจำนวนมากมาทำงานขุดคลอง ค้าขาย  ปลูกผัก และก่อสร้าง

ปลายราชวงศ์ชิง ต่อสาธารณรัฐจีน  (พ.ศ.2443-2492)

ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จีนประสบกับความวุ่นวายต่อเนื่อง เช่นการปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454    การล่มสลายของราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2492 นำมาสู่ยุคของขุนศึกแย่งชิงอำนาจ (Warlord Era)  สงครามกลางเมือง  พ.ศ. 2481-2492 การรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงพ.ศ. 2473-2483 และสงครามโลกครั้งที่สอง       ความยากจนและความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนอีกครั้ง  ไปยังประเทศที่มีคนจีนอพยพไปก่อน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอรแลนด์  อารเจนติน่า  มลายู  ไทย  สิงคโปร์   สหรัฐอเมริกา  แคนาดา

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งทำให้ชาวจีนจำนวนมากอพยพหนีภัยสงคราม เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ชนะและจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ชาวจีนที่สนับสนุนก๊กมินตั๋งและผู้มีฐานะที่ไม่ชอบการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ราว 2 ล้านคน        ได้หนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์  ไทย  ซาราวัค  บอร์เนียว มาลายา

ทหารจีนคณะชาติที่พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์บางส่วน เช่นกองพล 93  หนีเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยแถบเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมและหลังการเปิดประเทศ (พ.ศ. 2493-2533)

ยุคของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งนโยบายบังคับรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปข้างหน้า (พ.ศ. 2501-2505) นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 15-45 ล้านคน ที่เป็นความอดอยากเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชาวจีนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกนอกประเทศแม้จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

การปฏิวัติวัฒนธรรม  Cultural Revolution  พ.ศ. 2509-2519 สร้างความโกลาหลและทำลายชีวิตผู้คนนับล้าน นักปัญญาชน นักธุรกิจ  ชนชั้นกลาง และผู้มีความคิดต่างจากรัฐบาลถูกกดขี่และทำลาย หลายคนพยายามหลบหนีไปยังฮ่องกง มาเก๊า  ไทย สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  ออสเตรเลีย และยุโรป 

ยุคสมัยใหม่ (พ.ศ.2521 –ปัจจุบัน)

แม้จีนจะเปิดประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่การอพยพยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ ชาวจีนในยุคนี้อพยพเพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่หนีจากความอดอยากอย่างในอดีต การอพยพในปัจจุบันประกอบด้วยนักศึกษา  นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนที่มีทักษะสูง เพื่อโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ ไปยังยุโรป (เยอรมนี  อังกฤษ)  เอเชีย (ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์)   แอฟริกาใต้ (แองโกล่า เคนยา ไนจีเรีย) อเมริกาใต้  (บราซิล อารเจนติน่า)ตะวันออกกลาง (ดูไบ  ซาอุดิอารเบีย)   อย่างไรก็ตาม ยังมีการอพยพผิดกฎหมายจากชนบทที่ยากจนและจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่ เช่น ชาวอุยกูร์ในซินเจียง การควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวดในบางพื้นที่ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนแสวงหาอิสรภาพในต่างแดน

ช่วงการที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้จีน  (พ.ศ. 2527-2540) ทำให้ชาวฮ่องกงจำวนมากอพยพออกไปต่างประเทศ อีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่ไปสิงคโปร์ ไต้หวัน  สหราชอาณาจักร  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา ออสเตรเลีย

ยุคหลังโควิด (พ.ศ. 2562)มีคนจีนอพยพออกไปต่างประเทศอีก   เพราะเกรงกลัวนโยบายกักตัวปิดเมืองช่วงโควิดระบาดที่เข้มงวด (Zero Covid) เศรษฐกิจจีนชะลอตัว  และค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่เพิ่มสูง   มายังประเทศไทย  สหรัฐ  ยุโรป ญี่ปุ่น  สิงคโปร์ นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จำนวนมาก ไปหาที่เรียนในต่างประเทศ    

ท่าเรือและเส้นทางการอพยพ

การอพยพของชาวจีนส่วนใหญ่สมัยก่อนที่ใช้เรือสำเภาและเรือกลไฟไอน้ำ  เริ่มต้นจากท่าเรือสำคัญในมณฑลชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีน ท่าเรือกวางโจว (Canton) ในมณฑลกวางตุ้งเป็นท่าเรือละเก่าแก่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศมานานหลายศตวรรษ ชาวกวางตุ้งและชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่ออกเดินทางจากท่าเรือแห่งนี้

ท่าเรือเซี่ยเหมิน (Xiamen หรือ Amoy) ในมณฑลฝูเจี้ยนเป็นจุดออกเดินทางสำคัญของชาวฮกเกี้ยนและชาวไหหลำ ท่าเรือแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้าขายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าเรือกวางโจว (Quanzhou) และฝูโจว (Fuzhou) เป็นท่าเรือเก่าแก่ในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันอออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อเสียงในอดีต ชาวจีนจากท่าเรือเหล่านี้แล่นเรือสำเภาไปยังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสยาม    ท่าเรือซัวเถา (Swatow หรือ Shantou)และจังลิ้ม  เป็นท่าเรือสำคัญในมณฑลกวางตุ้งตอนเหนือ เป็นจุดออกเดินทางของชาวแต้จิ๋ว ท่าเรือฮ่องกงกลายเป็นท่าเรือสำคัญหลังจากตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ  2385 เป็นจุดผ่านทางและจุดรับส่งผู้อพยพที่สำคัญที่สุดในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25

นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเล็กๆ มากมายตามชายฝั่งทะเลของมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง ชาวจีนที่ยากจนมักใช้ท่าเรือเล็กเหล่านี้เพื่อหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในศตวรรษที่ 19 เกิดระบบ “ค้ากุลี” ที่คล้ายกับการค้าทาส บริษัทค้ามนุษย์จะรวบรวมชาวจีนที่ยากจนและส่งไปขายเป็นแรงงานในอเมริกา ออสเตรเลีย และอาณานิคมต่างๆ

ปลายทางและการตั้งรกราก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สยามหรือประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวจีนเริ่มอพยพมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีบทบาทสำคัญในการค้าและบริหารราชการ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า คนงานขุดคลอง และทำไร่อ้อย

ในพุทธศตวรรษที่ 24 จำนวนชาวจีนในสยามเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยชาวแต้จิ๋วมีจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยชาวฮกเกี้ยน ชาวกวางตุ้ง ชาวไหหลำ และชาวฮ่อ ชาวจีนเหล่านี้ทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา ธุรกิจการค้า และรับราชการ การผสมกลมกลืนระหว่างชาวไทยกับชาวจีนทำให้เกิดสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนในไทยส่วนหนึ่งแต่งงานกับคนไทยและกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

ท่าเรือสำคัญในประเทศไทยสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง (ล้ง 1919)   ท่าเรือโปเส็ง ที่ตลาดน้อย  ท่าเรือเคเถา ที่ทรงวาด และท่าเรือตามเมืองชายทะเลเช่น  เกาะสีชัง ศรีราชา(เกาะลอย)   

มาลายาหรือมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ ชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานในมะละกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในศตวรรษที่ 24  ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า ปัจจุบันชาวจีนคิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของประชากรสิงคโปร์

อินโดนีเซียหรืออินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในอดีตเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวจีนในชวาและสุมาตราทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า และเกษตรกร ในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 จำนวนชาวจีนเพิ่มขึ้นมาก ทำงานในไร่อ้อย สวนยางพารา และเหมืองต่างๆ    แต่ชาวจีนในอินโดนีเซียประสบกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์

ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายปลายทางของชาวจีนตั้งแต่สมัยก่อนสเปนเข้ามาล่าอาณานิคม   ชาวจีนทำธุรกิจการค้าและเป็นคนกลางระหว่างสเปนกับชาวพื้นเมือง แม้จะถูกเบียดเบียนและสังหารหมู่หลายครั้ง ชาวจีนก็ยังคงตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจสูงมาก

พม่าและอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองท่า ชาวจีนทำธุรกิจการค้า งานฝีมือ และเป็นคนกลางทางเศรษฐกิจ     มีคนจีนไปลงทุนในกัมพูชาจำนวนมากทั้งแบบถูกและผิดกฏหมาย

สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีนอพยพ ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 24การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียในปี พ.ศ 2381ดึงดูดชาวจีนนับหมื่นคนไปขุดทอง ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง

ในพ.ศ. 2403 ชาวจีนนับหมื่นคนถูกจ้างมาสร้างทางรถไฟข้ามทวีปเซนทรัลแปซิฟิก ชาวจีนที่อยู่ในอเมริกาหลายคนถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในย่านไชนาทาวน์ที่แออัด ชาวจีนทำงานในร้านซักรีด ร้านอาหาร และธุรกิจเล็กๆ บางคนกลับไปจีนเพราะไม่สามารถนำครอบครัวมาได้ ผู้ที่อยู่ต่อต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

แคนาดาก็มีประวัติศาสตร์คล้ายกัน ชาวจีนถูกนำเข้ามาทำงานสร้างทางรถไฟข้ามทวีปสายแคนาเดียนแปซิฟิกในพ.ศ. 2423 ไชนาทาวน์ในเมืองต่างๆ เช่น แวนคูเวอร์ โตรอนโต และมอนทรีออล กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนจีน

เม็กซิโกและละตินอเมริกา มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะในคิวบา เปรู และเม็กซิโก ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและเหมืองต่างๆ ในสภาพเกือบเป็นทาส       การค้นพบทองคำในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน พ.ศ. 2394 ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปขุดทองในวิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์      ชาวจีนคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ขุดทองทั้งหมดในออสเตรเลีย หลังจากยุคทองคำสิ้นสุดลง ชาวจีนหลายคนกลับประเทศ แต่บางคนเลือกอยู่ต่อและทำงานในร้านซักรีด ร้านเฟอร์นิเจอร์ สวนผัก และร้านอาหาร

ชาวจีนเริ่มอพยพไปยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่จำนวนไม่มากเท่ากับที่อื่น       สหราชอาณาจักร (อังกฤษ): เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งมานาน ชาวจีนมาทำงานเป็นลูกเรือและตั้งรกรากในเมืองท่าต่างๆ โดยเฉพาะลอนดอนและลิเวอร์พูล ไชนาทาวน์ในลอนดอนย่านโซโห   มีคลื่นการอพยพเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2523 เมื่อมีการตกลงส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีน และอีกครั้งหลังเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใน พ.ศ. 2532

ที่ฝรั่งเศส  หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานจีนเข้ามาทำงานช่วยสร้างซ่อมแซมประเทศ  มีไชนาทาวน์ในกรุงปารีส และมีชุมชนชาวจีนในเมืองใหญ่ เช่น ลียง (Lyon) และ มาร์แซย์ (Marseille)

เนเธอร์แลนด์มีชาวจีนจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมเดิมของเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆ ก็มีชาวจีนตั้งถิ่นฐานบ้าง แต่จำนวนไม่มากจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อนโยบายต่อต้านการอพยพผ่อนคลายลง

ชาวจีนเริ่มอพยพไปแอฟริกาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แอฟริกาใต้มีชาวจีนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานในเหมืองทองคำและเพชร มอริเชียสและเรอูนียงเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดียที่มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและค้าขาย โดยเฉพาะหลังจากจีนเปิดประเทศ ชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปทำงานก่อสร้างและธุรกิจในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แองโกลา ไนจีเรีย และซิมบับเว

ลักษณะการอพยพและชีวิตของผู้อพยพ

การอพยพของชาวจีนในแต่ละยุคสมัยมีลักษณะและวิธีการที่แตกต่างกัน ในยุคแรกๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 พวกเขาเดินทางตามเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางทางทะเลในสมัยก่อนนั้นอันตรายมาก ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและลมมรสุม เรือสำเภาจีนหรือจังก์เป็นพาหนะหลัก ผู้โดยสารต้องเผชิญกับพายุ โจรสลัด โรคระบาด และความขาดแคลนอาหารน้ำ อัตราการเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางค่อนข้างสูง

อาชีพและบทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนที่อพยพออกไปมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด และมีความสามารถในการค้าขายและธุรกิจ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำมาก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนครองเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในสยาม ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา การค้าข้าว โรงสี และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนเป็นคนกลางสำคัญระหว่างเกษตรกรไทยกับตลาดต่างประเทศ ชาวจีนเก็บภาษีอากรให้รัฐบาล ดำเนินการผูกขาดในหลายธุรกิจ และสะสมความมั่งคั่งมหาศาล

ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการนำเข้าส่งออก ชาวจีนยังเป็นช่างฝีมือที่มีฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง และช่างตัดเสื้อ

ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ชาวจีนครองธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง พวกเขาเป็นคนกลางที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่นและขายให้กับตลาดในเมือง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้บางครั้งทำให้เกิดความอิจฉาริษยาและความขัดแย้งกับชาวพื้นเมือง

ในสหรัฐอเมริกา รุ่นแรกของชาวจีนทำงานเป็นคนขุดทอง คนงานทางรถไฟ คนงานในฟาร์ม และงานบริการต่างๆ เมื่อถูกขับออกจากเหมืองทองคำและงานก่อสร้าง ชาวจีนหันไปทำธุรกิจซักรีด ร้านอาหาร และร้านขายของชำ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องการทุนมากและไม่แข่งขันโดยตรงกับคนผิวขาว ทำให้สามารถดำเนินการได้    ร้านซักรีดเป็นอาชีพที่แพร่หลายที่สุดของชาวจีนในอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีร้านซักรีดจีนนับพันแห่งในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา งานนี้หนักและน่าเบื่อ ต้องทำงานยาวนานในสภาพร้อนและชื้น แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ชาวจีนสามารถเลี้ยงชีพได้

ร้านอาหารจีนก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่แพร่หลาย ชาวจีนดัดแปลงอาหารจีนให้เหมาะกับรสนิยมของคนตะวันตก สร้าง “อาหารจีน-อเมริกัน” ที่มีลักษณะเฉพาะตัว อาหารจีนกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในอาหารต่างชาติที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ในประเทศไทย ชาวจีนมีส่วนสำคัญในการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจ ชาวจีนเป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่สำคัญ สร้างโรงสี โรงงาน ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ มากมาย ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับจีนทำให้เกิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย

ในสิงคโปร์ ชาวจีนเป็นกลุ่มประชากรหลักและเป็นผู้สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า จากเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินละการค้าที่สำคัญของโลก ภายใต้การนำของลีกวนยู ซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว สิงคโปร์พัฒนาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนกลายเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาและอาชีพสูง ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ชาวจีนและลูกหลานมีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และธุรกิจ ในซิลิคอนวัลเลย์ ชาวจีนและชาวเอเชียเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี

การอพยพในยุคปัจจุบัน

การอพยพของชาวจีนในพุทธศตวรรษที่ 26 มีลักษณะแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง       ชาวจีนในปัจจุบันไม่ได้อพยพเพราะความอดอยากหรือสงคราม แต่เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิต ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาดี มีทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นักเรียนจีนเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย  ไทย และประเทศตะวันตกอื่นๆ พวกเขาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หลายคนเลือกอยู่ต่อหลังเรียนจบและทำงานในประเทศเหล่านั้น

นักธุรกิจและนักลงทุนจีนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำธุรกิจและลงทุน พวกเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ และขยายธุรกิจไปทั่วโลก การเติบโตของชนชั้นกลางในจีนทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ยังมีการอพยพของผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งที่ต้องการย้ายทรัพย์สินออกนอกจีนเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมือง พวกเขาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และขอสัญชาติหรือถ่ายทะเบียนถาวรในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

การอพยพของคนรวยจีนทำให้เกิดปัญหาการไหลออกของทุนและสมอง จีนเสียทั้งเงินและคนที่มีความสามารถไปให้ประเทศอื่น รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการไหลออกของทุนและมีมาตรการกระตุ้นให้คนเก่งกลับมาพัฒนาประเทศ แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่ต่างประเทศเพราะเสรีภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com 

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สีจิ้นผิง” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 การนำของเขาส่งผลให้ประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทูต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อทั้งจีนและโลก

ภูมิหลังและการก้าวขึ้นสู่อำนาจ สี จิ้นผิง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2496 ที่กรุงปักกิ่ง เขาเป็นบุตรชายของอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำปฏิวัติยุคแรกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อย่างไรก็ตาม ในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) ครอบครัวของเขาถูกกวาดล้างและบิดาถูกกักขัง ทำให้สี จิ้นผิงต้องใช้ชีวิตในชนบทห่างไกลในมณฑลส่านซี ประสบการณ์อันยากลำบากนี้ได้หล่อหลอมให้เขามีความเข้าใจชีวิตของประชาชนระดับรากหญ้าอย่างลึกซึ้ง

หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง สี จิ้นผิงกลับมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มต้นเส้นทางการเมืองโดยการทำงานในท้องถิ่น เขาไต่เต้าจากตำแหน่งเล็กๆ ในระดับอำเภอ สู่ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล และเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงและเซี่ยงไฮ้ ประสบการณ์ที่หลากหลายในหลายพื้นที่ทำให้เขาเข้าใจกลไกการบริหารประเทศในทุกระดับก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด

นโยบายหลักและการพัฒนาประเทศจีนในยุคสี จิ้นผิง เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี พ.ศ. 2556 สี จิ้นผิงได้ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในทุกมิติ นโยบายสำคัญที่โดดเด่น มีดังนี้

• การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : สี จิ้นผิงได้รณรงค์ต่อต้านการทุจริตครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ปราบทั้งเสือและแมลงวัน” (Tigers and Flies) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทุจริตทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสูง (“เสือ”) จนถึงระดับล่าง (“แมลงวัน”) มีการจับกุมและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทุจริตหลายแสนคน นโยบายนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงและช่วยเสริมสร้างอำนาจของเขาในฐานะผู้นำ

• โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative, BRI) : โครงการยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2556 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเส้นทางสายไหมในอดีต โดยการลงทุนสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อเชื่อมโยงจีนเข้ากับเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนไปทั่วโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

• “ความฝันของจีน” (Chinese Dream) : นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ฟื้นฟูประเทศให้ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แนวคิดนี้กลายเป็นวิสัยทัศน์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้จีนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 ซึ่งครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

• การยกระดับกองทัพให้ทันสมัย : ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและขยายบทบาทในเวทีโลก

• แนวคิด “ความมั่งคั่งร่วมกัน” (Common Prosperity) ถูกนำมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปรับทิศทางของตลาดให้สอดคล้องกับอุดมการณ์มากขึ้น

• การรวมศูนย์อำนาจรัฐ : ในช่วงการดำรงตำแหน่งของสี จิ้นผิง มีการเสริมสร้างอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเพิ่มการควบคุมสังคมให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ.2561 ซึ่งทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำได้ตลอดไป

• จีนสมัยสี จิ้นผิงได้ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จีนได้ลงทุนอย่างมหาศาลในด้าน: ปัญญาประดิษฐ์ (AI),  เทคโนโลยี 5G,พลังงานสะอาด,ยานยนต์ไฟฟ้า,เทคโนโลยีอวกาศ

• บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent, Huawei และ BYD กลายเป็นผู้นำระดับโลก ทำให้จีนไม่ใช่แค่ “โรงงานของโลก” อีกต่อไป แต่เป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม”

•  แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 นี้มุ่งเปลี่ยนจีนจากการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำสู่การผลิตสินค้าไฮเทคคุณภาพสูง เป้าหมายคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก

สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำทางการเมือง แต่เป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางอนาคตของจีนในช่วงศตวรรษที่ 21 นโยบายและการบริหารงานของเขามีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งประเทศจีนและโลกโดยรวม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีนอย่างแท้จริง

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy in Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย  ที่มีจำนวนมากที่สุดราว 4 ถึง 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 ของคนไทยเชื้อสายจีน คือ “ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว” ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตแต้จิ๋ว (เฉาโจวหรือเตี่ยซัว Chaozhou 潮州) ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง (กว่างตง) ทางตอนใต้ของประเทศจีน  ส่วนใหญ่มาจากอำเภอ  เฉาอัน เฉาหยาง เฉิงห่าย ผู่หนิง เจ้หยาง และเหราผิง (Chaoan, Chaoyang, Chenghai, Puning, Chiehyang และ Jaoping) บริเวณใกล้ท่าเรือจางหลิน (Zhanglin) และเมืองซัวเถา (ซ่านโถว) 

ชื่อแต้จิ๋ว มาจากคำว่าเตีย (แต้) เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล กับคำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่าเมือง   ดังนั้น แต้จิ๋วจึงแปลว่า เมืองชายทะเล  ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นเก่า ๆ ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือ เตี่ยอัน ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) สังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา)  รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ในปี 2529 (1986)

เมืองแต้จิ๋วถูกขนาบข้างด้วยภูเขาและทะเลจีนใต้ มีพื้นที่ราบลุ่มเพาะปลูกน้อย มีความแออัดของประชากร และมักประสบภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 เช่น สงครามฝิ่น และ การจลาจลไท่ผิง ชาวแต้จิ๋วจำนวนมากจึงตัดสินใจออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

การอพยพของชาวแต้จิ๋วนั้นกระจายไปทั่วโลก ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่น ๆ อย่างแคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

การอพยพของชาวจีนแต้จิ๋วมายังสุวรรณภูมิเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีการเดินทางเข้ามาค้าขายยังอาณาจักรสุโขทัยผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการอพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากปัจจัยภายในจีน เช่น ความยากจน ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีเชื้อสายแต้จิ๋วขึ้นครองราชย์ ทำให้ชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังสยามด้วยความหวังและความเชื่อมั่น

เหตุผลสำคัญที่ชาวแต้จิ๋วเลือกมายังประเทศไทยคือการมีเรือสำเภาประจำทางระหว่างเมืองจีนกับสยาม และนโยบายเปิดประเทศของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งมีการผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างแน่นแฟ้น รวมถึงนโยบายที่ไม่เข้มงวดในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากต่างแดน เพราะสยาม ที่ต้องการแรงงานจีนมาช่วยพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขุดคลอง  สร้างทางรถไฟ   สร้างถนน และการค้าขาย  การเดินทางส่วนใหญ่ของคนจีนมาสยามนั้นทำโดยทางเรือเดินทะเล  โดยใช้เส้นทางจากท่าเรือซัวเถา (汕头) ในมณฑลกวางตุ้งผ่านจุดพักต่างๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย  เวียดนาม อินโดนีเชีย  ก่อนมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพฯ การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากโจรสลัดและพายุ  คนจีนบางส่วนขึ้นฝั่งที่จังหวัดชายทะเลเช่น ชลบุรี  จันทบุรี  ฉะเชิงเทรา

เมื่อมาถึงเมืองไทย ชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตใหม่ จากเสื่อผืนหมอนใบ ด้วยการเป็นแรงงานกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร และค้าขาย เริ่มจากของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตลาดสด ไปจนถึงการเปิดร้านค้าของตัวเอง อาชีพที่โดดเด่นคือการค้าข้าว ค้าเกลือ ค้าทองคำ  และการจับสัตว์น้ำทางทะเล เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ  นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวแต้จิ๋วยังประกอบอาชีพช่างฝีมือ เช่น ช่างเย็บผ้า ช่างทำเครื่องเงินเครื่องทอง    ช่างแกะสลัก และขายอาหาร

แหล่งที่อยู่สำคัญของชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยคือกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง เยาวราช บางรัก  ตลาดพลู คลองเตย และคลองสาน นอกจากนี้ยังกระจายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เช่น นครสวรรค์  ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สงขลา(หาดใหญ่)  สุราษฎร์ธานี  ภูเก็ต  พังงา  ตรัง เชียงใหม่ เชียบราย นครสวรรค์  ลำปาง  โดยเฉพาะการค้าขายของชำ   ข้าวสาร ผ้า เครื่องใช้ และอาหารแห้ง ต่อมาได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตสินค้า และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่ชาวจีนแต้จิ๋วชื่นชอบคือความมั่นคง ความขยัน และการรักษาประเพณีดั้งเดิม พวกแต้จิ๋วให้ความสำคัญกับครอบครัว การศึกษา และการสืบทอดวัฒนธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ชอบคือความฟุ่มเฟือย ความไม่ซื่อสัตย์ และการละเลยต่อบรรพบุรุษ   ชาวแต้จิ๋วมีลักษณะนิสัยที่โดดเด่นคือความขยันหมั่นเพียร รอบคอบ และมีทักษะในการค้าขาย ให้ความสำคัญกับการศึกษา การออม และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี ชาวแต้จิ๋วมีจิตใจเมตตา ชอบทำบุญทำทาน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนในชุมชน   ชอบรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ชอบการแสดงงิ้วจีน ร้องเพลงพื้นบ้าน เล่นเครื่องดนตรีจีน ชาวแต้จิ๋วยังคงรักษาประเพณีการกราบไหว้บรรพบุรุษและการทำบุญตามวันสำคัญต่างๆ

ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบความสิ้นเปลือง การฟุ่มเฟือย และการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเล่นการพนันยกเว้นการเล่นไพ่ในโอกาสพิเศษ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เชื่อถือได้ หรือไม่รักษาคำมั่นสัญญา    พวกแต้จิ๋วชอบหลีกเลี่ยงการขัดแย้งโดยตรงและชอบแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การประนีประนอม และการหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบการทำลายประเพณีหรือการไม่เคารพผู้ใหญ่

บุคคลสำคัญเชื้อสายแต้จิ๋วในประเทศไทยมีอยู่มากมาย เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และตระกูลดังในแวดวงธุรกิจ เช่น ตระกูลล่ำซำ (ธุรกิจธนาคาร ประกันภัย), ตระกูลโสภณพนิช (ธุรกิจธนาคาร  โรงพยาบาล ), ตระกูลเตชะไพบูลย์ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร), ตระกูลเจียรวนนท์ (ธุรกิจเกษตร อาหาร โทรคมนาคม )

ในด้านประเพณี ชาวจีนแต้จิ๋วยังคงรักษาพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน การจัดงานกงเต๊กเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ และการถือศีลกินเจในเดือนเก้าตามปฏิทินจีน นอกจากนี้พวกแต้จิ๋วยังนิยมเข้าวัดไทยและร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืนกับคนไทยทั่วไป

อาหารแต้จิ๋วยอดนิยม ได้แก่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา  ข้าวต้มปลา หมูกรอบ  หอยทอด  โจ๊ก  ขนมจีบ ซาลาเปา   เป็ดพะโล้ หอยจ๊อ  แฮ่กึ๊น ข้าวขาหมู

เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑลมีอำเภออยู่ในสังกัด อำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่าไห้เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสตวรรษที่ 15 ) ชื่อว่าจางหลินหรือจึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลิน ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และยังเป็นมาจนทุกวันนี้

ลักษณะและกระบวนการอพยพ

เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้วก็จะมาขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ ที่ท่าน้ำใกล้สำเพ็ง บางกลุ่มอาจจะไปขึ้นเรือที่ฉะเชิงเทรา หรือบางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรือจันทบุรี เรือสำเภาจีนที่ใช้เดินสมุทรต้องมีขนาดใหญ่ถึง 3 เสากระโดงขึ้นไป ถ้าเป็นเรือหัวเขียวจะเป็นเรือจากมณฑลฟูเกี้ยน ส่วนเรือหัวเเดงมาจากมณฑลกวางตุ้ง ที่ทาสีต่างกันก็เพื่อให้สะดวกในการเรียกเก็บภาษีและการตรวจค้นทางทะเล เรือเหล่านี้มักมีระวางบรรทุกเฉลี่ย 350 ตัน เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพมาเมืองไทยมากขึ้น ก็ได้ใช้ไม้ที่เมืองไทยต่อเรือสำเภา เรือที่ต่อในเมืองไทยได้ชื่อว่าถูกและคงทน เรือสำเภาเหล่านี้แล่นลงสู่ทะเลใต้ (หนานหยาง) เพื่อทำการค้าขายกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในระยะที่ยังไม่มีเรือกลไฟนั้น การเดินทางจากจางหลินมายังประเทศไทยใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นไปในลักษณะเรือใบสำเภาขนสินค้าเช่นข้าว จากประเทศไทยมายังประเทศจีนแล้วขนคนจีนไปยังประเทศไทย และก็มีสินค้าจากจีนส่งไปขายที่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผ้าไหม ชาและผักดองเค็มต่างๆ

พวกแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเดินเรือเก่งและต่อเรือเก่งมานานแล้ว จึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภาซึ่งเป็นวิถีทางเดียวของการอพยพ การเดินเรือสมัยนั้นต้องเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมาไทย ระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนการเดินทางไปจีนก็ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมอัตราค่าโดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯ เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน และเมื่อผู้มารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้จะถูกหักไปชดใช้เป็นค่าโดยสาร

เฉินต๋า ได้บรรยายสภาพของการเดินทางเรือสำเภาของชาวจีนผู้หนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2413  ไว้ดังนี้

 “เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย หมู่บ้านของเรามีเรือสำเภาเดินทะเลแปดลำ ในการเดินทางลงไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มักไปยังกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา และไหม เป็นสินค้าที่สำคัญเรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดบรรทุกผู้โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้โดยสารคนหนึ่งๆ มักจะนำไหน้ำซึ่งทำในท้องถิ่น พร้อมกับเสื้อใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลม ๆ หนึ่งใบ และเสื่อฟางหนึ่งผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามากรุงเทพฯ กินเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ก้าวลงเรือสำเภาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสวรรค์ให้เราเดินทางตลอดรอดฝั่งโดยปลอดภัย”

การเดินทางเป็นไปด้วยความกันดารและลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อยที่ล้มตายไป เพราะความอดอยาก ส่วนใหญ่ผู้อพยพจะถูกจัดให้อยู่บนดาดฟ้าเรือเพราะท้องเรือใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึงต้องตากแดดตากลมตลอดทาง และมักขาดอาหารและน้ำเพราะการเดินทางกินเวลานาน

เนื่องจากมีความต้องการแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่อสร้างในไทย ผู้อพยพชาวแต้จิ๋วเหล่านี้จึงพากันเดินทางมาหางานกันเป็นจำนวนมาก ครอฟอร์ด กล่าวว่า “ผู้โดยสารเป็นสินค้าเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดจากเมืองจีนมายังสยาม” ประมาณว่ามีชาวจีนจำนวนประมาณ7,000 คน อพยพมายังประเทศไทยในแต่ละปี  เมื่อถึงปีพ.ศ. 2392  ซึ่งเป็นปีก่อนสุดท้ายของรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มัลลอคได้ประมาณว่ามีชาวจีนอยู่ในประเทศไทยถึง 1 ล้าน 1 แสนคน ในขณะที่ประชากรทั้งหมดของไทย ขณะนั้นมีประมาณ 3,653,150 คน  เมื่อหมอบรัดเลย์ไปเยือนเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในปี พ.ศ. 2379  ก็ได้กล่าวไว้ว่าจันทบุรีและบริเวณใกล้เคียง “แผ่นดิน..เกือบจะเต็มไปด้วยจีนแต้จิ๋ว (ผู้ซึ่ง) ..ปลูกอ้อย พริกไทย และยาสูบเป็นส่วนใหญ่” ชาวแต้จิ๋วได้ขยับขยายขึ้นไปตั้งหลักแหล่งถึงจังหวัดตากและเชียงใหม่ในกลางพุทธตวรรษที่ 24 เพราะความดึงดูดทางการค้าที่เชื่อมโยงยูนนาน พม่า และลาว ถึงแม้ชาวจีนไหหลำจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองในชนบทต่าง ๆ ก็ตามแต่หลังจากที่ได้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมแล้ว ชาวแต้จิ๋วก็ขยับขยายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้นบ้าง และในที่สุดก็ช่วงชิงบทบาททางการค้าจากชาวไหหลำ

หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ชาวแต้จิ๋วต่างก็มีโชคชะตาที่ต่างกันไป บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้กลายเป็นเจ้าสัวฝังรกรากอยู่ในเมืองไทยตลอดมา บางคนหลังจากทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยระยะหนึ่งก็กลับคืนไปสู่บ้านเกิดเมืองนอน และบางคนที่โชคร้าย มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญและตายไปในเมืองไทยเสมือนไร้ญาติขาดมิตร ชาวแต้จิ๋วจึงมีคำกล่าวเล่นๆ ที่เรียกว่า ซาซัว หรือซัวสามประการ ประการแรกได้แก่ จ๊อซัว หมายถึงการเป็นเจ้าสัว คือคนกลุ่มแรกที่กล่าวมาแล้ว ประการที่สองได้แก่ตึ่งซัว หมายถึงการได้กลับไปเมืองจีน คือคนกลุ่มที่สอง และประการสุดท้ายได้แก่ งี่ซัว หมายถึง สุสานวัดดอน คือการถูกฝังเป็นผีไม่มีญาติอยู่ในสุสานใหญ่ของชาวแต้จิ๋วในวัดดอนกุศล ยานนาวา

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพ wikipedia