กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา VIROJCH@Yahoo.com

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

มีร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและนำเข้าพิจารณาในสภา เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน” เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมา 74 ปี ซึ่งมีชื่อกฎหมายเหมือนกัน และใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

สาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อจัดระเบียบเกี่ยวกับการสงเคราะห์และควบคุมขอทานให้ชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น กฎหมายฉบับใหม่จะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากเดิมที่สำคัญ คือ กำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการให้ผู้อื่นขอทานตามสถานที่ต่างๆ กฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือกระทำการด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาเป็นประโยชน์ในการขอทาน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท”

และสำหรับผู้ที่กระทำการต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ หญิงมีครรภ์ บุคคลที่มาจากภายนอกราชอาณาจักร และที่สำคัญคือ กระทำโดยผู้ปกครองดูแลของผู้ซึ่งขอทาน (เข้าใจว่าหมายถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็ก) กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำต่อบุคคลในครอบครัว มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนที่เพิ่มเติมที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ระบุว่า กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เพื่อนำผู้อื่นนั้นไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีระวางโทษประหารชีวิต

เนื้อหาสาระส่วนของบทลงโทษทางอาญานี้ เดิมทีไม่มีกำหนดไว้ กฎหมายเพิ่มส่วนนี้เพื่อแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” ที่ส่งผลให้เกิดการลักลอบขโมยเด็ก หรือนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยทำให้บุคคลเหล่านั้นพิการ ทุพพลภาพ เพื่อนำมาขอทาน การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้เราได้ยินข่าวเด็กสูญหาย คนหายสาบสูญกันเป็นประจำ

ส่วนที่แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำหนดว่า “วณิพก” ไม่ถือเป็นการขอทาน แต่ถือเป็นวณิพก หรือนักแสดงสาธารณะ โดยหากวณิพกจะเล่นหรือแสดงจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน (กฎหมายเดิมกำหนดว่า วณิพก เป็นการขอทาน) ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ

การแก้ปัญหา “ขอทาน” นั้น ในกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลทำการขอทาน โดยถ้าผู้ใดขอทานและเป็นคนชรา คนวิกลจริต พิการ หรือเป็นคนมีโรคที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใด และไม่มีทางเลี้ยงชีพ ไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานส่งตัวไปสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ”

ประเด็นชวนคิดจากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดโทษไว้ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่ดี และเปิดช่องให้สามารถเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว ทันเวลา จะเป็นจุดสำคัญที่สุด เช่น หากมีการกระทำความผิดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำการในอนาคต ให้ได้ผลยิ่งขึ้น

มีผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศระบุว่า หากเกิดอาชญากรรมขึ้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้รวดเร็ว จะส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความรวดเร็วในการจับกุม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หากกฎหมายกำหนดโทษไว้หนักจริง แต่กระบวนการจับกุมล่าช้า อัตราการลดลงของอาชญากรรมจะไม่ลดลง หรือลดลงในอัตราที่น้อย

กลไกที่เราจะเตรียมไว้บังคับใช้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหน จะทำงานตอบสนองการติดตามจับกุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า

ประเด็นชวนคิดอีกข้อหนึ่งคือ ระบบสวัสดิการ และการสงเคราะห์ที่จะมีขึ้นเพื่อรองรับ การนำตัวขอทานที่เจ้าหน้าที่พบเห็นมารับการสงเคราะห์นั้น เรามีแผนรองรับอย่างไร และเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการสงเคราะห์ในลักษณะที่จะไม่ทำให้บุคคลนั้นกลับไปขอทานอย่างเดิมอีก รวมทั้งจูงใจให้ผู้อื่นที่คิดจะใช้วิธีการขอทานเป็นทางออก หรือที่เพิ่งเข้ามาสู่กระบวนการรับการสงเคราะห์จากรัฐแทน

คุณภาพของการสงเคราะห์จะต้องดีพอที่คนทั่วไปพึงหวังจะพึ่งพิงได้ ไม่อยากให้ออกมาในลักษณะที่มีคนพูดว่า สถานสงเคราะห์มีสภาพไม่ต่างจากคุก

ในส่วนของ “วณิพก” นั้น ผมเข้าใจว่าจะมีปะปนกันอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยคิดว่า ดีกว่าการขอเปล่าๆ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีความต้องการแสดงออกทางดนตรีและแสวงหาความหมายในชีวิต โดยการเป็น “วณิพก” ซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวณิพกกลุ่มที่ 2 นี้ อาจจะแตกต่างจากกลุ่มแรกโดยสิ้นเชิง กฎหมายฉบับนี้พยายามแยก “วณิพก” ออกจากขอทาน โดยให้ผู้ที่ต้องการเล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งก็คงต้องทดลองดูว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ในประเทศเรา ดูเหมือนจะมีคำที่ใช้หลักๆ คือคำว่า “ขอทาน” ในขณะที่ในต่างประเทศมักจะเป็น “คนไร้บ้าน” (Homeless) อยากชวนให้คิดต่อว่า “ขอทาน” ในบ้านเรา มีบ้านอยู่อาศัยหรือไม่ ปัญหาของคนเหล่านี้ครอบคลุมถึงการขาด “ปัจจัย 4” ซึ่งรวมถึง “บ้าน” สำหรับอยู่อาศัยอย่างเหมาะสมด้วยหรือไม่ การสงเคราะห์ของรัฐนั้น คิดครอบคลุมการแก้ปัญหาในลักษณะใดบ้าง

ยังมีประเด็นเรื่องขอทานในอีกมิติหนึ่ง คือ ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คนในตำบลนี้มีคนมาขอทานเป็นจำนวนมาก และเป็นค่านิยมของคนในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และมีรายได้มาก หากเราดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐอาจจะต้องหาข้อมูลหรือศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ครอบคลุมสภาพปัญหามากยิ่งขึ้น

เรามีการประชาพิจารณ์เรื่องต่างๆ มากมาย จะเป็นอย่างไร หากเรามีพื้นที่ให้คนยากไร้เหล่านี้มาบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เรารู้บ้าง

นานๆ จะได้เห็นกฎหมายสำหรับคนเล็กๆ ที่ไม่มีที่ยืนที่เหยียบในสังคมเป็นข่าวสักครั้ง อยากถือโอกาสนี้ชวนกันคิดต่อ และส่งเสียงออกไปให้รัฐได้ยิน ผมเชื่อว่า หากคนส่งเสียงเป็นเราๆ ท่านๆ ในสังคม บางทีรัฐอาจจะได้ยินเสียงเหล่านี้บ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ยากไร้เป็นคนส่งเสียงความต้องการของตัวเองออกไปให้ใครได้ยินด้วยตัวเขาเอง

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

อย่างที่กล่าวไว้ตอนที่แล้วว่า หากถูกตรวจสอบภาษี คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองคือ ถูกตรวจสอบภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป

หากเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ประเด็นและข้อมูลจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจว่า กิจการทำอะไร ขายอะไร สินค้าคืออะไร ลูกค้าเป็นใครบ้าง ลักษณะการดำเนินธุรกิจขายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ รูปแบบการทำรายการเป็นอย่างไร การรับชำระเงินจากลูกค้าทำในรูปแบบไหน เป็นเงินสด รับเช็ค หรือเงินโอน การสั่งซื้อสินค้าซื้อจากไหน ใครเป็นซัพพลายเออร์หลัก การชำระเงินค่าสินค้ากิจการใช้วิธีการอย่างไร กิจการมีพนักงานกี่คน ระบบการจ่ายเงินเดือนทำผ่านธนาคาร หรือจ่ายแก่พนักงานอย่างไร กิจการมีคลังสินค้าหรือไม่ กระบวนการและขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร

เมื่อตอบคำถามเหล่านี้แล้ว กรมสรรพากรจึงจะขยับขยายประเด็นไปสู่ประเด็นภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม สุดแล้วแต่รูปแบบธุรกิจที่กิจการเป็นอยู่ ในลักษณะที่กรมสรรพากรจะวิเคราะห์ความเสี่ยงของกิจการว่า ด้วยรูปแบบดังกล่าว มีความเสี่ยงในด้านการเสียภาษีอย่างไร

เอาตั้งแต่กิจการขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร หากสินค้าที่กิจการขายนั้น เป็นสินค้าที่มักซื้อขายกันผ่านตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยถูกต้อง กิจการก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ถามว่ากรมสรรพากรรู้หรือไม่ว่า กิจการประเภทใดที่มีโอกาสซื้อขายไม่ผ่านระบบ และมักเป็นกิจการที่หลบเลี่ยงภาษี คำตอบคือ อย่าว่าแต่กรมสรรพากรเลยครับ แม้แต่ชาวบ้านร้านช่องทั่วๆ ไปก็พอทราบ

ไม่ต้องสงสัยว่า หากเราประกอบธุรกิจที่ในวงการนั้นทำบัญชีหรือเสียภาษีไม่ค่อยถูกต้องกัน จุดเริ่มต้นของกิจการก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะประกอบธุรกิจเหล่านั้น ก็คงต้องถามตัวเองตั้งแต่วันแรกที่จะเริ่มประกอบธุรกิจว่า เรามีจุดยืนที่จะอยู่ตรงไหน จะเป็นผู้ประกอบการที่เหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องคอยหลบเลี่ยง เปิดบิล ไม่เปิดบิล อยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันหรือไม่ หรือจะเลือกเป็นผู้ประกอบการที่แตกต่างจากรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรรมประเภทเดียวกัน

การที่คนอื่นๆ ในแวดวงทั้งคู่แข่ง คู่ค้า เขาไม่ยอมอยู่ในระบบกัน แต่เราจะอยู่โดยถูกต้องนั้น เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่ต้องทำใจกันพอสมควร บางคนบอกใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าเราไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ (จริงหรือไม่ ไม่ทราบ หรือเป็นเพียงข้ออ้าง) หรือถ้าเรายอมเป็นคนส่วนน้อยที่ทำถูกต้อง ใครๆ เขากำไรกันโครมๆ แต่เราต้องกระเบียดกระเสียร เราจะทนอยู่ได้หรือไม่

อันที่จริงชีวิตเป็นเรื่องของทางเลือก หากเราคิดจะเลือกอยู่อย่างถูกต้อง เราคงต้องวางท่าทีให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจแล้วว่า เรายอมเสียเปรียบ เรายอมทนเห็นคนเขาร่ำรวยกันอย่างรวดเร็วในเส้นทางที่เราก็มองเห็น แต่เราไม่เลือกเดินอย่างเขา เราอาจจะมองเขาตาปริบๆ วันนี้ แต่ในระยะยาว เรานอนหลับสบายทุกคืน ไม่ต้องมาห่วงกังวล และหากถูกตรวจสอบ เราก็สามารถตอบคำถามได้อย่างเต็มภาคภูมิกว่าการหลบเลี่ยง ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าเราอยากเลือกเดินทางไหน เท่านั้น ไม่มีใครมาสั่งเราได้

ดังนั้น การประกอบธุรกิจอะไร และเลือกเดินอย่างถูกต้องหรือหลบเลี่ยง เป็นสิ่งที่ต้องคิดก่อนถูกตรวจสอบภาษี เป็นเรื่องก่อนถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ถูกตรวจสอบแล้วค่อยมาคิด นอกจากเมื่อถูกตรวจสอบแล้วพบว่า มีความยุ่งยากและหวาดเสียวเกินไป บางกิจการอาจจะเริ่มมองเห็นและต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการก็ต้องถือเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป

กรณีที่กรมสรรพากรขยายประเด็นมาตรวจสอบเรื่อง “ภาษีเงินได้” นั้น ต้องทำความเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับตัวเลขในงบกำไรขาดทุน เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ ยอดรายได้ บันทึกครบถ้วนหรือไม่ ต้นทุนขาย คำนวณด้วยวิธีการบัญชีที่ยอมรับตามมาตรฐานการบัญชี และเลือกใช้วิธีเดียวกันโดยสม่ำเสมอ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีในการคำนวณต้นทุนสินค้าแล้ว มีเหตุผลและหลักฐานรองรับว่า สมเหตุสมผล หรือไม่

ตัวเลขค่าใช้จ่ายของกิจการที่บันทึกไว้นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามหลักการบัญชี และหลักภาษีอากรหรือไม่ เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่นำมาบันทึกบัญชี ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายภาษีอากร ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายขึ้นเองโดยไม่มีมูลฐานรองรับอย่างสมเหตุสมผล ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายโดยอิงจากจำนวนเงินสูงหรือต่ำของกำไรของกิจการ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบภาษีเงินได้นั้น กิจการต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างตัวเลขทางบัญชีกับหลักเกณฑ์ทางภาษีไว้ด้วย เนื่องจากในทางปฏิบัติ งบการเงินของกิจการรายงานตัวเลขตามมาตรฐานการบัญชี ก็จะได้ตัวเลขกำไรขาดทุนออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการของกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในการเสียภาษีเงินได้นั้น กฎหมายภาษีอากรจะระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า พื้นฐานโดยทั่วไปของตัวเลขในงบการเงินให้เป็นไปตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่จะมีเงื่อนไขปลีกย่อยว่า แต่ในทางภาษีอากร ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่กิจการต้องปรับตัวเลขจากทางบัญชีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางภาษีอากร ซึ่งไม่ได้หมายความว่า กิจการต้องทำรายการปรับปรุงขึ้นมาเพื่อปรับงบการเงิน แต่เป็นการปรับตัวเลขในกระดาษคำนวณภาษีเงินได้ โดยเริ่มต้นจากตัวเลขกำไรทางบัญชี (ที่ยกมาจากงบกำไรขาดทุน) แล้วปรับปรุงด้วยหลักเกณฑ์ข้อห้ามทางภาษีอากร

ตัวอย่างของรายการปรับปรุงทางภาษีอากร เช่น

– ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในทางบัญชีหักค่าเสื่อมได้ตามระยะเวลาที่ใช้ประโยชน์ โดยคำนวณจากราคาทุนของสินทรัพย์ แต่ทางภาษีให้คำนวณค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าสินทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้ในทางภาษีกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้น้อยกว่า

– ค่ารับรองที่กิจการจ่ายออกไปและบันทึกรายการบัญชีไว้ มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน ทางภาษีมีกำหนดขั้นไว้ว่า หักได้ไม่เกิน ร้อยละ 0.3 ของรายได้รวม หรือ ทุนเรียกชำระแล้ว แล้วแต่ตัวใดจะสูงกว่า

– ค่าใช้จ่ายที่เป็นผลขาดทุนจากการตั้งสำรองต่างๆ เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งในทางบัญชีจะถือว่ารับรู้เป็นขาดทุนในงบกำไรขาดทุนแล้วเมื่อคาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ และมีรายงานการประชุมกรรมการบริหารอนุมัติการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ แต่ในทางภาษีเงินได้จะรับรู้ผลขาดทุนดังกล่าวได้ต้องเกิดผลขาดทุนนั้นขึ้นจริงๆ แล้ว มีการฟ้องร้องให้ชำระเงินแล้ว แต่ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ มีหลักฐานเป็นคำพิพากษา หรือ คำฟ้อง แล้วเท่านั้น จึงจะถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบทางภาษี ในประเด็นภาษีเงินได้ กิจการจะต้องมีนักบัญชีที่รู้และมีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะรับมือกับการถูกตรวจสอบได้ แต่หากกล่าวให้ถูกต้องแล้ว กิจการควรจะมีการวางแผน เตรียมการ ในประเด็นที่อาจถูกตรวจสอบตั้งแต่แรก ยังไม่ต้องรอให้มีการเข้ามาตรวจสอบจึงค่อยมาเริ่มดำเนินการ การวางแผนตั้งแต่ต้นนั้น หมายความถึง การกำหนดรูปแบบการทำรายการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเกิดประเด็นข้อโต้แย้ง หรือยากต่อการพิสูจน์ เมื่อมีการตรวจสอบภาษีในภายหลัง (จากที่เกิดรายการไปแล้ว)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า หากกิจการมีการรับชำระค่าสินค้าจำนวนเงินสูงๆ จากลูกค้าผ่านเงินสด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลในทางการค้า หรือหากกิจการอุตริไปยอมให้ลูกค้าชำระเงินสดผ่านกรรมการ ย่อมไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยากจะอธิบายให้กรมสรรพากรเห็นคล้อยได้ว่า การทำธุรกรรมนั้นๆ เป็นไปตามปกติธุรกิจ และไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง การทำให้รูปแบบการทำธุรกิจและรายการค้าเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และเป็นไปตามปกติธุรกิจ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นให้กรมสรรพากรประเมินว่า กิจการน่าจะดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง ตั้งแต่ต้น ก็ย่อมช่วยลดประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

กรมสรรพากร จะเข้าตรวจสอบกิจการต่างๆ หมุนเวียนกันไป บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีการยื่นแบบขอคืนภาษีไว้ บางครั้งเข้าตรวจสอบเพื่อยืนยันรายการจากผู้ประกอบการรายอื่น บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากกิจการเข้าเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรตั้งไว้ เช่น มีผลขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ทั้งที่มีตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ากิจการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้น เป็นต้น บางกิจการถูกตรวจสอบทุก 2-3 ปี หรือกิจการบางแห่งอาจจะยังไม่เคยถูกตรวจสอบภาษีก็มี

อย่างไรก็ตาม กิจการพึงตระหนักว่า การที่กรมสรรพากรส่งจดหมายขอข้อมูล หรือส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบนั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องมีต้นสายปลายเหตุเสมอ เมื่อถูกตรวจสอบภาษี กิจการจึงควรทำความเข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆ จากจดหมายแจ้งจากกรมสรรพากรเป็นจุดแรก และควรพยายามอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์

โดยปกติกรมสรรพากรจะเกริ่นนำในจดหมาย ในลักษณะคล้ายๆ กัน โดยใช้ถ้อยคำว่า เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการของกรมสรรพากรจะขอให้กิจการให้ข้อมูลดังต่อไปนี้ และตามด้วยรายการเอกสารที่จะขอตรวจสอบจากกิจการ เราอาจจะไม่สามารถทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงจากถ้อยคำในจดหมาย แต่เราอาจจะต้องใช้วิธีคิดระหว่างบรรทัดและคาดเดาจุดประสงค์ของการตรวจสอบจาก LIST ของข้อมูลที่กรมสรรพากรร้องขอ

เอกสารในเบื้องต้นที่กรมสรรพากรมักจะขอ ได้แก่ งบการเงิน งบทดลอง แบบนำส่งภาษี รายละเอียดประกอบรายการบัญชีต่างๆ รายละเอียดทรัพย์สิน รายงานการขาย รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย หนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัท ฯลฯ ตามมาด้วยกำหนดนัดหมายให้กิจการเข้าพบ เพื่อนำส่งเอกสารและให้ข้อมูลเพิ่มเติม (กรมสรรพากร เรียกว่า “ให้ปากคำ”)

โดยทั่วไป กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ เพื่อทราบแนวทางและวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและเตรียมตัวในการชี้แจงให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากร ดังต่อไปนี้

1. จับประเด็นว่า กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบภาษีประเภทใด ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการเข้าตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไป

2. การตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไปนั้น กรมสรรพากรต้องการทราบว่า กิจการมีตัวตนจริง มีการดำเนินธุรกิจและมีสถานประกอบการอย่างไร มีจำนวนพนักงานเท่าใด ดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง นำส่งภาษีอย่างไร งบการเงินของกิจการมีหน้าตาอย่างไร กิจการมีการเสียภาษีหรือมีผลขาดทุน ข้อมูลเหล่านี้คือ ข้อมูลเบื้องต้นที่กรมสรรพากรจะทำความรู้จักกิจการ และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ประเด็นการเสียภาษีในขั้นตอนต่อไป

3. หากเป็นการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจสภาพกิจการจะทำให้กรมสรรพากรทราบว่า กิจการนั้นมีตัวตนและประกอบกิจการจริง ไม่ใช่กิจการที่ตั้งขึ้นลอยๆ หรือเป็นกิจการที่ตั้งขึ้นเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น หากกิจการประกอบธุรกิจโดยสุจริต ก็ย่อมไม่ต้องกังวลและควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร

4. กรณีตรวจสอบภาษีเงินได้ โดยส่วนใหญ่ กรมสรรพากรจะขอข้อมูลเบื้องต้นคือ แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี หรือ ภ.ง.ด. 50 ประกอบกับงบการเงิน งบทดลอง ของปีเดียวกัน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของแบบภาษีที่กิจการนำส่งว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ กิจการมีการขอคืนภาษีหรือไม่ กิจการมีผลกำไรหรือขาดทุนและมีผลการดำเนินงานเปรียบเทียบย้อนหลังอย่างไร

5. หลักการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ใช้หลักการประเมินภาษีด้วยตนเอง (Self Assessment) ดังนั้น กิจการจะเป็นผู้ปิดบัญชีและกรอกแบบเพื่อเสียภาษีและนำส่งต่อกรมสรรพากร การที่กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบและนำตัวเลขไปตรวจวิเคราะห์ก็เพื่อสอบยันว่า การประเมินตัวเลขของกิจการเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น สมเหตุสมผลและถูกต้อง และเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่

6. ผู้มีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากรควรประกอบด้วย ผู้ที่ทราบการดำเนินการทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจตัวเลขทางบัญชีของกิจการ โดยทั่วไปกิจการอาจต้องมีผู้ให้ข้อมูล 2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่ทราบกิจกรรมทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และอีกคนหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของกิจการ

7. การไปพบเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ควรมีการเตรียมข้อมูลก่อนไปพบ ดังนั้น หากกำหนดนัดกระชั้นมาก กิจการสามารถขอเลื่อนเวลานัดหมายได้ ไม่ควรไปพบเจ้าหน้าที่โดยข้อมูลไม่พร้อม นอกจากนี้ ในช่วงเวลาปกติที่ยังไม่ถูกตรวจสอบภาษี กิจการควรมี LIST ข้อมูลที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากถูกนัดหมายหรือขอข้อมูลจากกรมสรรพากร โดยจัดทำไปพร้อมๆ กับการปิดบัญชีปกติ เช่น กิจการควรทำรายงานกระทบยอดขายตามภาษีเงินได้ กับยอดขายตามเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งยอดขายของสองแหล่งข้อมูลนี้อาจแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากเงื่อนไขการรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการรับรู้รายได้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น การทำข้อมูลเตรียมไว้เลย จะช่วยให้ไม่ต้องย้อนกลับมารื้อฟื้นข้อมูลในอดีต ซึ่งผู้จัดทำข้อมูลอาจหลงลืมไปแล้วได้

8. กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นข้อสงสัยของกรมสรรพากรในประเด็นต่างๆ ไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ทราบว่า หากกิจการมีประเด็นความเสี่ยงในเรื่องใด จะได้วางแผนขจัดความเสี่ยงเหล่านั้นออกไป ก่อนที่จะเกิดปัญหา จะช่วยให้ลดภาระและประเด็นความผิดที่จะเกิดขึ้นเวลาถูกตรวจสอบได้ เช่น หากกิจการมีการขายแบบ CONSIGNMENT หรือฝากขาย โดยรูปแบบการออกเอกสารอาจจะยังไม่ออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งมอบสินค้าไปยังผู้รับฝากขาย (ซึ่งกฎหมายภาษีระบุว่าต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการส่งของ) แต่กิจการจะออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าให้ลูกค้าแล้ว (ไม่ใช่ออกตอนส่งของให้ผู้รับฝากขาย) กิจการจะมีความเสี่ยง เรื่อง TAX POINT ที่ไม่ถูกต้อง กิจการอาจวางแผนปรับเปลี่ยนขั้นตอนเพื่อรองรับระบบการขายที่ไม่ทำให้เกิดประเด็นความผิดในการรับรู้รายได้ หรืออาจแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ โดยส่งมอบสัญญาฝากขายให้กรมสรรพากร เพื่อขออนุมัติรายการฝากขายไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้ TAX POINT เกิดขึ้นตามลักษณะการประกอบธุรกิจฝากขาย ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งของให้ผู้รับฝากขายได้ เป็นต้น

นโยบายการเสียภาษีโดยสุจริต เป็นสิ่งที่จะช่วยให้กิจการสามารถชี้แจงและขออนุโลมเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้ ในกรณีมีข้อผิดพลาดที่สุดวิสัย เนื่องจากเป็นเรื่องปกติในการประกอบกิจการที่อาจมีประเด็นข้อผิดพลาดในการรับรู้รายการเพื่อเสียภาษี แต่หากกรมสรรพากรตรวจพบว่า กิจการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ขายใบกำกับภาษี หรือออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจตนาแล้ว เป็นการยากที่จะเจรจาขอประนีประนอมกับเจ้าหน้าที่ และยังมีโทษทางกฎหมาย ทั้งโทษปรับและอาญาอีกด้วย และตั้งแต่มีกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากรถูกพิพากษาโทษฐานปล่อยปละละเลยให้มีการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น

หน้าที่การเสียภาษีของกิจการนั้นมาพร้อมกับการทำธุรกิจ เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง และในยุคที่ระบบข้อมูลการตรวจสอบภาษีอากรพัฒนาก้าวหน้า สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยปลายนิ้ว การทำบัญชีสองชุดหรือการพยายามหลีกเลี่ยงภาษีเป็นสิ่งที่ตกยุคไปแล้ว และให้ผลร้ายที่ไม่คุ้มค่า และเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง การประกอบธุรกิจในยุคนี้ผู้ประกอบการควรดำเนินการโดยชัดเจน โปร่งใส และพยายามปฏิบัติโดยสุจริต การปรึกษาผู้รู้ทางภาษีอากรเพื่อช่วยให้การดำเนินการทางภาษีถูกต้อง จะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันแก่กิจการได้ดีที่สุด

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้เปิดกองทุนให้มีผู้เข้าไปสมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ผู้ที่มีสิทธิในการเป็นสมาชิกคือ มีสัญชาติไทย อายุ 15-60 ปี ไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง และไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน

นั่นหมายถึงว่า ผู้สมัครต้องไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเป็นข้าราชการ หรือมีโครงการบำเหน็จบำนาญในภาครัฐหรือองค์กรเอกชน

อันที่จริงช่วงอายุที่เขากำหนดคือ 15-50 ปี แต่กฎหมายเปิดช่องไว้ว่าในปีแรกที่เปิดกองทุน คนอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิสมัครสมาชิกและเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัคร

ส่วนผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 สามารถโอนย้ายมา กอช. ได้ โดยทางเลือกที่ 1 สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้เลย ทางเลือกที่ 2 (มีบำเหน็จ) ต้องย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 ก่อน จึงจะมีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ได้ ทางเลือกที่ 3 (ชราภาพ มีบำนาญ) ทางเลือกที่ 4 (มีเงินบำนาญ) และทางเลือกที่ 5 (มีเงินบำเหน็จและบำนาญ) มีสิทธิโอนมาเป็นสมาชิกของ กอช. ตามความสมัครใจ

ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม มาตรา 40 ทั้ง 5 ทางเลือกต้องแสดงความจำนงขอโอนมาเป็นสมาชิก กอช. ภายใน 180 วัน (ประมาณภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ 20 สิงหาคม 2558) โดยสามารถโอนเงินสะสมทั้งจำนวนจากกองทุนประกันสังคม มาเป็นเงินสะสมในบัญชีรายบุคคลของสมาชิกในกองทุน กอช. แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

ที่ต้องมีรายละเอียดดังกล่าว เนื่องจากผู้ที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ทางเลือกที่ 1 มีสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ ประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย แต่ไม่มีสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับชราภาพ ในขณะที่ ทางเลือกที่ 2 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรณีชราภาพ) ทางเลือกที่ 3 ชราภาพ มีเงินบำนาญ ทางเลือกที่ 4 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำนาญ ทางเลือกที่ 5 มีสิทธิประโยชน์ 3 กรณี บวกกับมีบำเหน็จ และบำนาญ

ส่วนผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 (มีนายจ้าง) และ มาตรา 39 (เคยทำงานในระบบต่อมาลาออก และยังส่งเงินประกันสังคมเอง) นั้น หากเราดูจากถ้อยคำที่ กอช. ระบุว่า “ผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ” ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์สมัคร ประเด็นนี้อาจจะต้องลองสอบถามหรือติดตามคำชี้แจงเพิ่มเติมจาก กอช. ต่อไป

การจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนนั้น สมาชิกต้องเริ่มสะสมเงินงวดแรกพร้อมไปกับการสมัครสมาชิก และต้องสะสมไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 13,200 บาท ต่อปี (หากเฉลี่ยดู เท่ากับเงินสะสมขั้นสูงสุดที่สมาชิกสามารถสะสมได้คือ 1,100 บาท ต่อเดือน)

เมื่อเราส่งเงินสะสม รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ภายในสิ้นเดือนถัดไป โดยเงินสมทบจะเป็นสัดส่วนของเงินที่สะสมแต่ละงวด และสัมพันธ์กับอายุของสมาชิกในขณะที่ส่งเงินสะสม โดยมีเพดานเงินสมทบของรัฐกำหนดไว้

ถ้าอายุ 15-30 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 50% ของเงินสะสม ไม่เกิน 600 บาท ต่อปี

ถ้าอายุ 30-50 ปี เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 80% ของเงินสะสม ไม่เกิน 960 บาท ต่อปี

ถ้าอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายให้คือ 100% ของเงินสะสม ไม่เกิน 1,200 บาท ต่อปี

เงินสะสมไม่จำเป็นต้องส่งทุกเดือน และไม่ต้องสะสมเท่ากันทุกครั้ง นอกจากว่าหากปีใดไม่สามารถนำส่งเงินสะสมได้ กอช. จะคงสิทธิ์ไว้ และรัฐจะไม่ส่งเงินสมทบให้ ในจุดนี้เท่ากับสมาชิกสามารถวางแผนการออมด้วยตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของตนเอง และหากช่วงใดมีรายได้แล้วสมาชิกก็ควรพิจารณาเพิ่มเงินสะสมเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้ส่งเงินสะสม เพื่อให้แผนการออมเป็นไปตามเป้าหมาย และไม่เสียประโยชน์จากเงินสมทบที่รัฐจะจ่ายให้

เมื่อเราส่งเงินสะสมไปจนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือน และเราไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อน นอกจากจะลาออกจากสมาชิกแล้วเท่านั้น จำนวนเงินบำนาญจะมีจำนวนเงินตามสัดส่วนจำนวนเงินสะสมที่เรามีอยู่เมื่ออายุครบ 60 ปี ดังนั้น หากเราส่งเงินสะสมน้อยเกินไป จำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้ก็จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต

ผมอยากให้เราคิดง่ายๆ ว่า การเป็นสมาชิก กอช. นั้น คือเราได้ใช้กลไกของกองทุนการออมแห่งชาติในการบังคับตนเองให้เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ และช่วงที่มีรายได้ เราต้องวางแผนการออมควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายเงินสะสมตอนอายุ 60 ปี ไว้ด้วย คิดเสมือนหนึ่งเราเก็บออมเงินด้วยตัวเราเอง แต่กรณีเป็นสมาชิกจะดีกว่าที่รัฐจะจ่ายเงินสมทบให้เราเพิ่มเติม ตัวเลขการออมและเป้าหมายหรือจำนวนเงินบำนาญที่เราจะได้รับตอนอายุครบ 60 ปี เราสามารถสอบถาม ตรวจสอบตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง กอช. จะมีตารางที่คำนวณไว้เป็นแนวทางให้เราประกอบการวางแผนและตัดสินใจ และที่สำคัญเราต้องมีวินัยในการนำส่งเงินสะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อไว้ใช้ในยามชราอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

เคยชวนคุยเรื่องการทำบัญชีวัดว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้วัดเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้ มีการบริหารการเงินการคลังที่ทำให้ชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาบริจาค ทำนุบำรุงวัดอย่างไม่เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เกิดบุญกุศลอย่างถูกต้องยั่งยืน และวัดสามารถทำหน้าที่สืบทอดจรรโลงสังคมไปในทางที่ดีงาม

อันที่จริงการทำบัญชีวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าวเท่านั้น การทำให้วัดเป็นวัดอย่างแท้จริงนั้นควรเริ่มต้นจากการที่วัดต้องมีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งในด้านศีล สมาธิ ปัญญา แก่พุทธศาสนิกชน วัดในยุคนี้ต้องมีทิศทาง แผนงาน และแผนปฏิบัติงาน เพื่อทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของวัดในแต่ละช่วงของชีวิต เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านศีลธรรมแก่ผู้คน เป็นโรงเรียนแห่งที่สองของเยาวชน เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณแก่สาธุชนทั้งหลาย มีทุกข์ร้อนก็สามารถอาศัยวัดเป็นสถานที่สงบจิตใจ ขบคิดทบทวน เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นได้ เป็นจุดเชื่อมโยงสำหรับผู้คนในชุมชนให้ร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งแก่ผู้ที่ขาดแคลนและไร้หนทางเพื่อตั้งหลักชีวิตให้เดินหน้าต่อไปอย่างสุจริต เป็นสถานที่ที่ประชาชนในท้องถิ่นแวะเวียนสัญจรไปมาได้อย่างสบายใจ

วัดที่เป็นวัดอย่างแท้จริง น่าจะเป็นวัดที่ลดละกิจกรรมทางพิธีกรรมและไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง การเรี่ยไรต่างๆ อย่างไร้ทิศทาง วัดควรมีเป้าหมายเชิงบวกที่จะดำเนินการต่างๆ โดยหวังผลที่จะเกิดแก่สังคม วัดควรจะมีสถานที่สะอาดสะอ้าน เข้าออกได้สะดวก มีระเบียบเป็นที่เป็นทาง ไม่มีมิจฉาชีพหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าออก เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปสบายใจที่จะเดินเข้าออกและเอื้อต่อการเกิดสติปัญญาของผู้คน

เรื่องเหล่านี้คือ จุดเริ่มต้นที่เราจะทำวัดให้เป็นวัด การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ควรจะเกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน วัดควรเลือกสรรและออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องตามกาละ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสำนึกด้านดีในจิตใจของมนุษย์ หล่อหลอมขัดเกลาผู้คนให้เจริญในทางธรรม ในทางที่ดีงาม วัดต้องเป็นที่ที่ให้ความรู้แก่ผู้คนอย่างเข้าใจง่าย ชัดเจน เลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสร้างฐานความรู้และภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณแก่ผู้คน

หากมองดูแล้ว การบริหารวัดจำเป็นต้องใช้หลักการบริหารมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการจัดการด้านทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่วัด ผู้ดำเนินการกิจกรรมในวัด หน่วยงานที่กำกับดูแลวัดก็ควรสอดส่องดูแล และมีกลไกในการจัดการวัดที่ออกนอกลู่นอกทางได้จริง

มีวัดหลายแห่งที่ออกแบบการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น พิธีสวดพระอภิธรรมศพ เพื่อให้ชาวพุทธที่มาร่วมงานได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของพิธีกรรมต่างๆ มากกว่าแค่พิธีกรรม มีการแปลบทสวดเป็นภาษาไทย มีการเทศนาให้ความรู้และข้อคิดแก่ผู้ร่วมงาน จนแม้กระทั่งให้ญาติผู้เสียชีวิตมีส่วนร่วมในการทำพิธีฌาปนกิจเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ถึงความไม่เที่ยงของกายสังขาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วัดจำนวนมากยังประนีประนอมกับความคาดหวังของผู้มาวัด โดยยอมให้มีการสอดแทรกพิธีกรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์ให้กลืนไปกับพิธีทางพุทธ แต่วัดบางแห่งกลับใช้พิธีกรรมความเชื่อเหล่านี้มาเป็นหลักเพื่อจูงใจให้คนเข้าวัดและบริจาคเงินก็มี

การจะดำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปยังคนรุ่นหลังนั้น หากเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาครอบงำวิถีการประกอบกิจกรรมในวัด พร้อมๆ กับการไม่สนใจการตรวจสอบวัดให้มีความโปร่งใส หรือไปคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับพระในเรื่องเหล่านี้เป็นการไม่เคารพท่าน เหมือนไม่เชื่อถือในความบริสุทธิ์ของพระแล้ว วัดจะกลายเป็นแหล่งที่มีคนเข้าไปหาประโยชน์ ใช้พระและความเชื่อถือของผู้คนเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์เงินทอง กลไกการตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปจัดการให้การดำเนินการของวัดเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมายของผู้บริจาคเงินอย่างแท้จริงแล้ว ก็เป็นการยากที่จะทำให้วัดเป็นวัดอย่างที่เราต้องการ

ในอีกมุมหนึ่ง การเริ่มต้นคิดทำบัญชีวัดอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการถอดรื้อโครงสร้างและวิธีการบริหารจัดการวัด ให้โปร่งใสขึ้นได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากการทำบัญชีจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมแทบทุกเรื่องในองค์กรหนึ่งๆ เสมอ การเริ่มต้นทำบัญชีวัดจึงถือเป็นเครื่องมือที่ลัดสั้นที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการในเรื่องต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างการทำงานตอบสนองการเก็บรวบรวมข้อมูลทางการเงิน ในลักษณะเดียวกันกับการทำบัญชีครัวเรือน สามารถตอบสนองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัวได้

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เคยคุ้นกันมานานนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนเราจึงต้องการ “ตัวช่วย” เพื่อให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปได้ง่ายขึ้น การทำบัญชีทำหน้าที่ดังกล่าวในระดับบุคคล ระดับกิจการ และระดับองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากการทำบัญชีเป็นเหมือนระบบระเบียบวิธีการที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลและสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขในงบการเงิน ซึ่งเป็นข้อสรุปรวบยอดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น การบัญชีจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลกิจการหรือองค์กรสาธารณกุศลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร

การยกระดับวัดโดยนำเครื่องมือทางการบริหารทางโลกมาใช้นั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นชิน แต่หากเราทดลองนำแนวคิดการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้กับการบริหารวัด ผมเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพของวัดที่มีอยู่หลายหมื่นวัดในประเทศไทยดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นวัดที่เราตรวจสอบและไว้เนื้อเชื่อใจได้

นายกฯ นายายอาม ปลุกชีวิตชาวสวนยาง

ใช้ออร์แกนิกเพิ่มราคา

นายธานินทร์ สมบูรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาล อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ตำบลนายายอามต่อเนื่องถึงอำเภอแก่งหางแมวมีพื้นที่ปลูกยางและเปิดกรีดแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่ ผู้ประกอบการอาชีพชาวสวนยางส่วนใหญ่ผลิตขี้ยางหรือยางก้อนถ้วยมีจำนวนมากพอๆ กับการผลิตยางแผ่น โดยในปัจจุบันชาวสวนยางในพื้นที่ 2 อำเภอ ดังกล่าว มักจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับชาวสวนยางทั่วไปคือ ราคายางตกต่ำเป็นอย่างมาก เมื่อแบ่งกับแรงงานที่รับจ้างกรีดแล้ว รายได้ที่ได้รับไม่คุ้มกับการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกคือ หน้ายางตาย น้ำยางไหลน้อย กลิ่นยางเหม็นทำลายสุขภาพ ทำลายชุมชมและแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังได้เปอร์เซ็นต์ยางไม่ดีนัก

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวสวนยางในพื้นที่แก่งหางแมว นายายอาม รวมถึงเมืองจันทบุรีทั้งจังหวัดได้หลุดพ้น จึงได้หารือกับกลุ่มแกนนำชาวสวนยาง ซึ่งร่วมลงชื่อนับร้อยคน ทั้งตัวแทน สกย. โดยการแนะนำของ นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสวนยาง เพื่อหาทางออกคลี่คลายปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด ผู้ผลิตกรดหยอดยางออร์แกนิกตราแรด ได้นำวิทยากรและฝ่ายวิชาการ ร่วมกับชาวสวนยางในพื้นที่ สาธิตการใช้กรดออร์แกนิกแท้ ในการผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพ ได้ค่า DRC มากกว่า 70% ยางสวยไม่มีฟองอากาศ ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีไอระเหยที่เป็นความร้อนมาทำลายหน้ายาง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้น้ำยางไหลน้อย และที่สำคัญจะเป็นการส่งผลให้บริษัทผู้รับซื้อยางก้อนถ้วยให้ราคาสูงขึ้นจากราคาที่ประกาศรับซื้อในแต่ละวัน โดยผลการสาธิตในวันดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

นายกฯ เทศมนตรีนายายอาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับยางแผ่นก็ได้มีการสาธิตในลำดับถัดมา โดยมุ่งเน้นการทำยางแผ่นเปอร์เซ็นต์สูง ไร้กลิ่น ปราศจากเชื้อรา และไม่มีฟองอากาศ ไม่เกิดน้ำเสีย อันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพดินของชุมชนนั้นๆ และที่สำคัญการใช้กรดออร์แกนิกทำยางแผ่นซึ่งที่เห็นชัดอีกประการคือ ได้น้ำหนักยางเพิ่ม แผ่นละ 2-3 ขีด สนใจสามารถติดต่อได้ที่ โทร. (081) 782-0533

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2558 ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ในบ้านเรามีกฎหมายที่คุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มี “พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ก็มีมาตั้งแต่ปี 2521 และแก้ไขปรับปรุงมาเป็นลำดับ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้ คือ

– ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (INTERNET SERVICE PROVIDER, ISP) เข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ในอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ISP มีเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องกรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยที่ ISP ไม่มีส่วนรู้เห็นและได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์

– คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ข้อมูลการบริหารสิทธิเปรียบเสมือนบาร์โค้ดของสินค้าที่แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลงาน ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ หากผู้ใดมาลบ แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวจะถือว่าละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเจ้าของผลงานอยู่ในภาพ ทำเป็นลายน้ำ แต่ผู้นำไปใช้ทำการดัดแปลง ลบชื่อหรือลายน้ำออก เป็นต้น

– กฎหมายระบุให้ชัดเจนขึ้นกรณีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดูงานที่มีการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งปกติระบบคอมพิวเตอร์จะมีการ copy ข้อมูลเข้ามาในหน่วยความจำชั่วคราว หรือที่เรียกว่า RAM เพื่อให้สามารถดูงานนั้นได้ กฎหมายระบุว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานใช้วิธีการดาวน์โหลดงานนั้นเข้ามาในคอมพิวเตอร์จะถือเป็นการทำซ้ำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

– งานลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ หนังสือ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เคยเป็นข่าวว่า มีคนเก็บ ซีดี เพลง หรือภาพยนตร์แล้วนำไปขายนั้น (อันที่จริงแล้วไม่เข้าเงื่อนไขผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าหากเราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่น ระบุว่า การขาย ซีดี ภาพยนตร์มือสองจะต้องมีใบอนุญาตให้ขายตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำให้มีปัญหาและมีความผิดตามกฎหมายนั้นๆ

– กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์ใส่รหัสผ่าน (Password) ให้กับงานของตนเองที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการคัดลอกหรือเข้าชมได้ หากใครใช้วิธีเจาะรหัสผ่านหรือหาวิธีเพื่อเข้าถึงงานดังกล่าวโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็จะมีความผิดฐานละเมิfมาตรการทางเทคโนโลยี

– นักแสดงมีสิทธิระบุชื่อของตัวเองในงานที่ได้แสดงไป

– ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

– ศาลสามารถสั่งริบหรือทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์ที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในประเทศ รวมทั้งเครื่องมือหรือสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย และให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

– โทษการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิหรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หากกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้หลายๆ กรณีที่ก้ำกึ่งชวนให้สงสัยว่า หากทำอย่างนั้นอย่างนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ มีหลักง่ายๆ 2 ประการ ที่ใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ คือ

1. ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

2. ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร

แนวทาง 2 ข้อนี้ อ่านดูอาจจะยังงงๆ แต่ขอให้ใช้วิธีคิดว่า หากเรานำผลงานของผู้อื่นไปใช้เพื่อการค้าหาผลประโยชน์ แล้วอันนี้ชัดเจนว่ายังไงๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนหากเจตนาของการนำไปใช้สุจริต เช่น นำไปเผยแพร่เพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การทำสำเนาขายก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และหลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่งในการนำผลงานของบุคคลอื่นไปใช้ที่สำคัญคือ ควรขออนุญาตเจ้าของผลงาน หรืออย่างน้อยให้เครดิตโดยระบุว่าเป็นผลงานของบุคคลชื่อใด นามสกุลใด ประกอบไว้เสมอ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง