ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151258&srcday=2015-12-15&search=no
| วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613 |
บัญชีชาวบ้าน
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา VIROJCH@Yahoo.com
กฎหมายว่าด้วยการขอทาน
มีร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและนำเข้าพิจารณาในสภา เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน” เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมา 74 ปี ซึ่งมีชื่อกฎหมายเหมือนกัน และใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม
สาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อจัดระเบียบเกี่ยวกับการสงเคราะห์และควบคุมขอทานให้ชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น กฎหมายฉบับใหม่จะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากเดิมที่สำคัญ คือ กำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการให้ผู้อื่นขอทานตามสถานที่ต่างๆ กฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือกระทำการด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาเป็นประโยชน์ในการขอทาน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท”
และสำหรับผู้ที่กระทำการต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ หญิงมีครรภ์ บุคคลที่มาจากภายนอกราชอาณาจักร และที่สำคัญคือ กระทำโดยผู้ปกครองดูแลของผู้ซึ่งขอทาน (เข้าใจว่าหมายถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็ก) กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำต่อบุคคลในครอบครัว มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ส่วนที่เพิ่มเติมที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ระบุว่า กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เพื่อนำผู้อื่นนั้นไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีระวางโทษประหารชีวิต
เนื้อหาสาระส่วนของบทลงโทษทางอาญานี้ เดิมทีไม่มีกำหนดไว้ กฎหมายเพิ่มส่วนนี้เพื่อแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” ที่ส่งผลให้เกิดการลักลอบขโมยเด็ก หรือนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยทำให้บุคคลเหล่านั้นพิการ ทุพพลภาพ เพื่อนำมาขอทาน การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้เราได้ยินข่าวเด็กสูญหาย คนหายสาบสูญกันเป็นประจำ
ส่วนที่แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำหนดว่า “วณิพก” ไม่ถือเป็นการขอทาน แต่ถือเป็นวณิพก หรือนักแสดงสาธารณะ โดยหากวณิพกจะเล่นหรือแสดงจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน (กฎหมายเดิมกำหนดว่า วณิพก เป็นการขอทาน) ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ
การแก้ปัญหา “ขอทาน” นั้น ในกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลทำการขอทาน โดยถ้าผู้ใดขอทานและเป็นคนชรา คนวิกลจริต พิการ หรือเป็นคนมีโรคที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใด และไม่มีทางเลี้ยงชีพ ไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานส่งตัวไปสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ”
ประเด็นชวนคิดจากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดโทษไว้ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่ดี และเปิดช่องให้สามารถเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว ทันเวลา จะเป็นจุดสำคัญที่สุด เช่น หากมีการกระทำความผิดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำการในอนาคต ให้ได้ผลยิ่งขึ้น
มีผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศระบุว่า หากเกิดอาชญากรรมขึ้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้รวดเร็ว จะส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความรวดเร็วในการจับกุม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หากกฎหมายกำหนดโทษไว้หนักจริง แต่กระบวนการจับกุมล่าช้า อัตราการลดลงของอาชญากรรมจะไม่ลดลง หรือลดลงในอัตราที่น้อย
กลไกที่เราจะเตรียมไว้บังคับใช้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหน จะทำงานตอบสนองการติดตามจับกุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า
ประเด็นชวนคิดอีกข้อหนึ่งคือ ระบบสวัสดิการ และการสงเคราะห์ที่จะมีขึ้นเพื่อรองรับ การนำตัวขอทานที่เจ้าหน้าที่พบเห็นมารับการสงเคราะห์นั้น เรามีแผนรองรับอย่างไร และเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการสงเคราะห์ในลักษณะที่จะไม่ทำให้บุคคลนั้นกลับไปขอทานอย่างเดิมอีก รวมทั้งจูงใจให้ผู้อื่นที่คิดจะใช้วิธีการขอทานเป็นทางออก หรือที่เพิ่งเข้ามาสู่กระบวนการรับการสงเคราะห์จากรัฐแทน
คุณภาพของการสงเคราะห์จะต้องดีพอที่คนทั่วไปพึงหวังจะพึ่งพิงได้ ไม่อยากให้ออกมาในลักษณะที่มีคนพูดว่า สถานสงเคราะห์มีสภาพไม่ต่างจากคุก
ในส่วนของ “วณิพก” นั้น ผมเข้าใจว่าจะมีปะปนกันอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยคิดว่า ดีกว่าการขอเปล่าๆ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีความต้องการแสดงออกทางดนตรีและแสวงหาความหมายในชีวิต โดยการเป็น “วณิพก” ซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวณิพกกลุ่มที่ 2 นี้ อาจจะแตกต่างจากกลุ่มแรกโดยสิ้นเชิง กฎหมายฉบับนี้พยายามแยก “วณิพก” ออกจากขอทาน โดยให้ผู้ที่ต้องการเล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งก็คงต้องทดลองดูว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
ในประเทศเรา ดูเหมือนจะมีคำที่ใช้หลักๆ คือคำว่า “ขอทาน” ในขณะที่ในต่างประเทศมักจะเป็น “คนไร้บ้าน” (Homeless) อยากชวนให้คิดต่อว่า “ขอทาน” ในบ้านเรา มีบ้านอยู่อาศัยหรือไม่ ปัญหาของคนเหล่านี้ครอบคลุมถึงการขาด “ปัจจัย 4” ซึ่งรวมถึง “บ้าน” สำหรับอยู่อาศัยอย่างเหมาะสมด้วยหรือไม่ การสงเคราะห์ของรัฐนั้น คิดครอบคลุมการแก้ปัญหาในลักษณะใดบ้าง
ยังมีประเด็นเรื่องขอทานในอีกมิติหนึ่ง คือ ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คนในตำบลนี้มีคนมาขอทานเป็นจำนวนมาก และเป็นค่านิยมของคนในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และมีรายได้มาก หากเราดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐอาจจะต้องหาข้อมูลหรือศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ครอบคลุมสภาพปัญหามากยิ่งขึ้น
เรามีการประชาพิจารณ์เรื่องต่างๆ มากมาย จะเป็นอย่างไร หากเรามีพื้นที่ให้คนยากไร้เหล่านี้มาบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เรารู้บ้าง
นานๆ จะได้เห็นกฎหมายสำหรับคนเล็กๆ ที่ไม่มีที่ยืนที่เหยียบในสังคมเป็นข่าวสักครั้ง อยากถือโอกาสนี้ชวนกันคิดต่อ และส่งเสียงออกไปให้รัฐได้ยิน ผมเชื่อว่า หากคนส่งเสียงเป็นเราๆ ท่านๆ ในสังคม บางทีรัฐอาจจะได้ยินเสียงเหล่านี้บ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ยากไร้เป็นคนส่งเสียงความต้องการของตัวเองออกไปให้ใครได้ยินด้วยตัวเขาเอง