‘หมอแม่’เปิดเคล็ดลับสุขภาพดีจนนาทีสุดท้าย เรื่องสุขภาพอย่ารอป่วยแล้วค่อยดูแล
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.
Glow On podcast with Grace สัปดาห์นี้แชร์เคล็ดลับสุขภาพดีกับ พญ.พิศศรี กิจนิรันดร์สิน หรือ Dr.Mom ที่จะมาเปลี่ยนนิยามการมีอายุยืนว่าไม่ใช่เรื่องต้องจ่ายแพง มาเผยเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพที่การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความตั้งใจที่ไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต การมีอายุยืนยาวและสุขภาพดีทำได้จริงซึ่งหลายอย่างไม่ต้องเสียเงิน รวมถึงการรักตัวเองให้เป็น
มี mindset ยังไงในการใช้ชีวิตให้ดูมีความสุข ?
Dr. Mom : ต้องตั้งใจว่าจะต้องใช้ชีวิตของเราให้มีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี แม่คิดว่าเราไม่สามารถจะลอยตามลมแล้วอยู่ดี ๆ จะต้องเป็นคนจิตใจแบบมีความสุข จะต้องร่างกายแข็งแรงมันไม่ได้ มันไม่ใช่มาตามลม มันต้องเกิดจากความตั้งใจ ก่อนที่เราจะอยากจะสุขภาพกายและสุขภาพใจดีเราจะต้องมี passion ว่าทำไมถึงต้องการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร ซึ่งจริง ๆ แล้วคนไม่รู้ว่าต้องเพื่อใคร ก็คือเพื่อตัวเรานี่แหละ
บางคนก็บอกว่าตั้งใจแล้วแต่ว่ามันทำไม่ได้ ?
Dr. Mom : การที่เราจะทำอะไรที่เราคิดว่ามันยากมันยิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า บางคนอาจจะคิดว่าการดูแลตัวเองมันยากแต่แม่คิดว่าดูแลตัวเองง่ายกว่าดูแลคนอื่น
เคยผ่านจุดที่มองผิดหรือทำผิดเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพไหม ?
Dr. Mom : ถ้าพูดถึงว่ามองผิดจริง ๆ ไม่เคยมองมากกว่าถ้าตอนที่เราเด็ก ๆ อายุยังน้อยเรื่องสุขภาพคือเรื่องไกลตัวมาก วัน ๆ ต้องเรียนหนังสือ ออกกำลังกายไม่เคยเลยไม่เคยอยู่ในหัว กินอาหารก็กินตามมีตามเกิด ไปเรียนก็คือกินแค่ให้อิ่ม เรื่องการนอนยิ่งไม่ได้เลย มาเริ่มดูแลจริง ๆ ตอนมีลูกแล้ว ตอนลูกโตแล้วด้วยถึงจะเริ่มมีเวลาดูแลตัวเอง จริง ๆ ไม่มีเวลานี่คือข้ออ้างนะ แต่เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความสำคัญของมัน ไม่เคยคิดว่ามันสำคัญด้วย
แม่ทำงานกับลูกไปด้วยกันทุกที่เลย ?
Dr. Mom : ถามว่าดีไหม มันดีตรงที่ว่าเรารู้ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่อใครและเพื่ออะไร เราอยากให้เขาประสบความสำเร็จอยากให้เขามีความสุขมีครอบครัวที่ดี เราก็ต้องทำตัวไม่เป็นภาระเขา เราต้องสุขภาพกายดีและสุขภาพใจเราต้องดีด้วย ไม่ใช่วัน ๆ ก็มีแต่เรื่องบ่นมีแต่เรื่องด่ามีแต่นินทาคนโน้นคนนี้ เจอลูกก็บ่น ลูกจะอยู่กับแม่เหรอ ก็ไม่อยาก
คอนเทนต์ที่แม่ทำเป็นเหมือนผู้ให้พลังบวก แสดงว่าจะต้องเป็นคนมีพลังบวกมาก ๆ เราจึงจะสามารถให้คนอื่นได้
Dr. Mom : แม่พบว่าตั้งแต่แม่เกิดจนกระทั่งตอนนี้ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่แม่สุขภาพกายและสุขภาพใจดีที่สุด เหมือนเรายิ่งให้เรายิ่งได้รับ เหมือนเราออกกำลังกายเรายิ่งออกเรายิ่งมีแรง สุขภาพใจก็เหมือนกันยิ่งให้สิ่งที่ดี ๆ เหมือนส่งต่อวัฒนธรรมดี ๆ อย่างสมัยแม่เด็ก ๆ เขาก็จะชอบดุ ด่า ตี ประชดเด็กใช่ไหม แต่พอเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเรารู้สึกว่าวัฒนธรรมนี้มันไม่ได้ เวลาเด็กทำอะไรไม่ดีเราเป็นผู้ใหญ่เราต้องบอกเหตุผลว่าแบบนี้มันไม่ดีนะลูกเพราะอะไร แต่ไม่ใช่ว่าก็คิดเอาแล้วกันว่าเธอทำอะไรผิด แล้วอยู่ดี ๆ ก็น่าบึ้งหน้างอไม่พูดกับเด็ก ซึ่งแม่คิดว่าอันนี้ไม่ได้ การที่เขาพูดอะไรแสดงความเห็นเราต้องอย่าไปคิดว่าเถียง เราต้องคิดว่ามันเป็นการแสดงความเห็น ซึ่งแม่คิดว่าถ้าเขาไม่พูดเลยเราไม่รู้แล้วว่าเขาคิดอะไร แต่ถ้าพูดออกมาเรายังรู้ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเราแบบนี้นะเราคุยกันได้ เพราะว่าเราอย่าไปคิดว่าเขาต่ำกว่าเรา แย่กว่าเรา แต่จริง ๆ แล้วเด็กสมัยนี้เก่งมาก แม่รู้สึกว่าทุกคนอยากมีตัวตนทั้งนั้นไม่ว่าจะเด็กหรือจะผู้ใหญ่ อยากมีตัวตนอยากมีความสำคัญกับคนที่เราอยู่ด้วยทั้งนั้น
ดูแลตัวเองในเรื่องของการกินหรือสุขภาพ ซีเรียสไหม ?
Dr. Mom : ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้แต่ทำเป็นนิสัย ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ยาก แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องตลอดเวลาอย่างหมูกระทะกินไหม กิน น้ำอัดลม กิน แต่ว่าไม่บ่อยแล้วเราก็กินเฉพาะเวลาที่เราไปอยู่กับคนอื่น เช่นเราไปงานเลี้ยงกับเด็กหรือไปเลี้ยงงานคนอื่น ก็จะไม่ได้เลือกกินแล้วกินได้ รู้สึกว่าอาหารมันเป็นอาหารเพื่อความสุข เวลาที่กินอาหารมันๆ ของทอดหรือมีชีสมีอะไรอย่างนี้ มันเป็นอาหารของความสุข ก็ใช้มันกับเวลาอยู่กับคนที่เรารักเวลาที่เราต้องการมีความสุข แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องทาน ก็ไปทานอันที่มีประโยชน์ที่คิดว่ามันช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่า เวลาไปงานสังคมจะไม่ทำแบบไม่ได้นะ ฉันไม่กินอันนี้ กินได้หมดเพียงแต่ว่าอาหารพวกนี้ก็รู้ว่ากินมากไม่ดี ก็กินอย่าบ่อยมาก
เข้มงวดไหม เรื่องการกินกับลูกไหม ?
Dr. Mom : ตอนเล็ก ๆ ก็คือจะไม่ให้กิน น้ำอัดลม ทอฟฟี่ ของทอด อะไรพวกนี้คือไม่ได้ให้ทานที่บ้าน เขาก็จะไม่รู้สึกอะไรที่เขาไม่ได้กินน้ำหวาน ไม่ได้ทานน้ำอัดลม ซึ่งอันนี้แม่ว่ามันต้องเป็นในบ้านทำให้ดู ไม่ใช่เรากิน แต่บอกเด็กอย่ากินอันนี้ไม่ได้ เด็กไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่กินได้แล้วทำไมเด็กกินไม่ได้
คุณแม่ถึงขั้นกินอาหารสุขภาพไหม ?
Dr. Mom : กินพวกข้าวโอ๊ต คือข้าวโอ๊ตแบบข้าวโอ๊ตเพียว ๆ ไม่ได้ใส่น้ำตาล ไม่ใส่น้ำผึ้ง ไม่ใส่อะไรเลย ความหวานคืออาจจะเป็นจากผลไม้ คือบ้านไม่มีน้ำตาลทราย
วัยรุ่นสมัยนี้ให้ความสำคัญเรื่องของหุ่นแล้วก็เรื่องแคลอรี่มากตรงนี้คุณแม่มองอย่างไร ?
Dr. Mom : แม่ว่าหุ่นมันมาทีหลัง ถ้าสุขภาพเราดีพอเราดูแลเรื่องอาหาร มันก็ต้องมีอาหารแล้วก็การออกกำลังกาย หุ่นมันมาเอง พอเราเอาหุ่นเป็นที่ตั้งแล้วคือเราจะประสาทกินด้วย อยากให้มองว่าอาหารที่เราต้องเลือกว่าทานอะไรคือมันเป็นเรื่องปกติ เรื่องปกติที่จะต้องรู้ว่าแต่ละวันเราจะต้องทานอะไรไปเพื่ออะไร ถ้าทานอาหารเราคิดว่าแค่กินให้มันอิ่ม ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนตั้งแต่สารตั้งต้นเลยว่าเรากินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงนะ เพื่อให้กินให้เป็นยาก่อนดีกว่าไปป่วยแล้วไปกินยาทีหลัง
มีทริกยังไงในการที่จะสื่อสารกับเด็กยุคนี้ว่าถ้าเราไม่ติดหวาน ไม่ติดของทอด ชีวิตก็มีความสุขได้ จะหาความสุขจากการกินอาหารสุขภาพยังไง ?
Dr. Mom : การที่เขาจะไม่ชอบหวาน ไม่ชอบมัน ไม่ชอบของทอด ต้องมาจากตั้งแต่เล็ก ๆ ตั้งแต่ในบ้าน ถ้าที่บ้านกินไก่ทอดกันประจำเลย ในเมื่อเขาเคยชินกับการกินอย่างนี้ แล้วพอโตแล้วเขาจะมาได้รับสารว่าอันนี้ไม่ดีนะมันก็ยาก แม่ว่ายากมากเพราะว่าด้วยสิ่งแวดล้อมด้วยหลาย ๆ อย่าง แม่คิดว่าอยากให้ค่อย ๆ ลด เลิกไปเลยมันเป็นไปไม่ได้ สมมุติเราจะทานอะไรที่เราคิดว่ามันอาจจะแคลอรี่เยอะก็จำกัดมื้อให้วันนั้นเป็นวันพิเศษจริง ๆ เดี๋ยวนี้คนมันเป็นเบาหวานความดันไขมันสูงอายุน้อยลงเรื่อย ๆ พอเริ่มเป็นอายุ 20 กว่าแล้วอีก 20 ปีตอนคุณอายุ 40 กว่า 50 คุณต้องล้างไต คุณจะอยู่ได้ยังไง ต้องตั้งเป้าว่าเราจะลดอาหารพวกนี้ลง แล้วก็เลือกมื้อ หรือว่าถ้าสะดวกปรุงทานเองไหมหรือเลือกเจ้าประจำที่สามารถบอกเขาได้ว่าขอไม่ใส่น้ำมันนะ หรือข้าวเป็นข้าวกล้องได้ไหม
มีแนวคิดยังไงกับคำว่าสุขภาพที่ดีคือการดูแลตัวเองทั้งกายและทั้งใจด้วย ?
Dr. Mom : อย่างเวลาที่เราอารมณ์ไม่ดีหรือเราเครียดเราไม่มีความสุขเราไม่อยากออกกำลังกาย ไม่อยากทำอะไรอยากจะนอนหายใจทิ้ง เราก็ไม่มีแรง ลองสังเกตดูวันไหนเรารู้สึกว่ามีความสุขจังเราก็อยากจะไปออกกำลังกาย มีแรงซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็คนเดิมนี่แหละแรงมันจะมาจากไหน ก็คือมาจากใจเรา เพราะฉะนั้นคือก่อนสุขภาพกายเราจะดีสุขภาพใจเราดีมาก่อน คนที่จะดูแลเราตอนแก่ได้ก็คือเราตอนนี้ ก็คือเราตอนนี้ที่จะไปเป็นคนอีก 20 ปีข้างหน้าหรือ 10 ปีข้างหน้าจะเป็นคนไหนมันคือเราต้องดูแลเขา
อยากจะให้คุณแม่ฝากเรื่องการรักตัวเองของสาว ๆ ในสมัยนี้ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ได้เพราะใครแล้วเราก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความรัก ?
Dr. Mom : ถ้ามีแล้วดีก็ดีกว่า ถ้ามีแล้วดีๆเลย แต่เราอย่าไปตั้งเป้าว่าเราจะต้องมี เพราะว่ามันเหมือนกับเรายิ่งไปโหยหายิ่งไปหามันยิ่งไกล ถ้าเราดีพอ เรามีมากพอเชื่อเถอะว่าคนดี ๆ เขาจะเข้ามาหาเราเอง คราวนี้มันจะเริ่มจากการที่บอกว่าเราต้องรักตัวเอง จริง ๆ ไม่ต้องผู้หญิง ผู้ชายก็เหมือนกัน ต้องรู้จักรักตัวเองก็คือตั้งแต่ตั้งแต่เล็ก ๆ มาเลย ต้องทำให้เขารู้ว่าในตัวเขาสิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือตัวเขา ไม่ใช่คนรอบข้างหรือไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ทำยังไงถึงจะให้ตัวเองมีค่า ก็ตั้งแต่ตั้งใจเรียน หาความรู้ความสามารถใส่ตัวเอง ทำให้ตัวเองมีค่า แล้วก็ร่างกาย ต้องรู้ว่าร่างกายเราเป็นของมีค่า ใครที่จะมีความสัมพันธ์กับเราคนนั้นต้องคู่ควร ก็คือเรารักตัวเองมากพอรู้ได้ว่าเราเป็นคนมีค่า ถ้าดูแลร่างกายดูแลจิตใจเราให้ดี ให้มีภูมิคุ้มกันกับสิ่งเร้าภายนอก มีภูมิคุ้มกันกับคนที่ไม่ดี พวกนี้มันต้องใช้เวลา มันไม่สามารถว่าอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเราจะมาทำตัวเองให้มีค่าได้เลยมันต้องใช้เวลา ไม่ง่าย แม่ก็นานกว่าจะรู้สึกว่าต่อกว่าจะมาถึงวันนี้มันก็ 50 กว่า ก็คือกว่าจะมาคิดได้ว่าตัวเราเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกของเรา จะให้อะไรใครเราต้องมีเยอะมากพอก่อน เราจะอุ้มลูกตัวเราต้องเดินแข็งแรงก่อนไหม เมื่อไหร่ที่เราแข็งแรงมากพอ เรามีมากพอ ก็สามารถที่จะแชร์ความรู้สึกนี้หรือให้อะไรกับคนอื่นได้ ต้องรักตัวเองต้องปรารถนาดีกับตัวเองให้ได้ก่อน การดูแลสุขภาพกายให้ดีและสุขภาพใจเราให้ดี คือการบอกรักตัวเองดีที่สุด