บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/386061

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

บี มาย เกสท์ : นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เพราะความสุขของคนไข้ คือความสุขของหมอเช่นกัน

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.13 น.

พรุ่งนี้จะปีใหม่แล้ว ผู้อ่าน “ผู้หญิงแนวหน้า” คงมีหลายๆ เป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี พ.ศ.2562 หนึ่งในนั้นเชื่อแน่ว่าต้องมีเป้าหมายในการที่จะทำให้ตัวเอง สวยขึ้น หล่อขึ้น ซึ่งการ “ศัลยกรรม” ยังเป็นทางเลือกยอดนิยม ดังนั้น ในฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ บี มาย เกสท์ ขอนำเสนอ นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน เผยเทรนด์ด้านความงามด้วยมีดหมอในปี 2562 รวมถึงข้อคิดก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรมอีกด้วย

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับ นายแพทย์กนธรปราณีประชาชน หรือ “หมอกร” กันก่อนดีกว่า เพราะคุณผู้อ่านโดยเฉพาะสาวๆ คงจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เพราะ “หมอกร” คือคุณหมอหนุ่มหล่อเจ้าของตำแหน่ง “หนุ่มโสดในฝัน CLEO 2014” “Men’s Health Guy Award” จากการประกวด Men’s Health Guys Challenge 2011 และเป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ มากขึ้นเมื่อคุณหมอไปร่วมรายการ “Take me Out Thailand” ตอกย้ำความฮอตกันเข้าไปอีกจนถึงขั้นติด#หมอหล่อบอกต่อด้วย โดยจบการศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทางด้านจักษุ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และทำงานเป็นจักษุแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.ราชบุรี อยู่ 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจเบนเข็มมาเป็น “ศัลยแพทย์ตกแต่งตา” พร้อมรับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ WONJIN Thailand

“จริงๆ แล้วการทำงานด้านจักษุ หรือตา เป็นการทำงานที่ละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากดวงตาของเราค่อนข้างเล็ก ทุกการขยับมีผลต่อผลลัพธ์ ซึ่งผมได้รับการปลูกฝังตั้งแต่การเรียนด้านจักษุจนมาถึงการทำงานเป็นแพทย์ด้านจักษุด้วย ถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนฟิลจากหมอรักษา มาเป็นหมอทำสวย เพราะในการเรียนด้านจักษุ หรือทางด้านตานั้นจะมีการศึกษาเกี่ยวกับจักษุตกแต่ง ซึ่งคือการศัลยกรรมตกแต่งตาอยู่แล้วในเนื้องาน พอมาทำงานนอกจากรักษาโรคตาแล้วมันก็มีหลายๆ เคสที่หมอต้องทำตาคนไข้ให้สมบูรณ์แบบหรือดูดีมากที่สุดด้วย พอทำงานไปก็รู้ว่าตัวเองชอบการทำให้คนไข้มีดวงตาหรือรูปตาที่สวยงามมากกว่า จึงได้มาร่วมงานกับ WONJIN ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ก็จะดูแลเรื่องการแพทย์ทั้งหมด รวมถึงดูแลเรื่องการปฏิบัติการทางการแพทย์ด้วย”

มาถึงคำถามที่หลายคนรออ่านนั่นคือ เทรนด์การศัลยกรรมความงามในปีหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหมอกรเผยว่า

“แน่นอนว่าทุกคนอยากดูอ่อนกว่าวัย อยากสวย อยากหล่อในแบบที่เป็นตัวเอง มีความเป็นธรรมชาติ เวลาไปเจอใครก็อย่างให้ทักว่า “อุ๊ย! ดูดีขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น” แต่คนที่มาทักเรา เขาไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรมา ฟังแล้วมันก็จะสร้างความปลาบปลื้มและความมั่นใจให้กับคนไข้มากขึ้น สำหรับเทรนด์ของศัลยกรรมความงามในปี 2019 คงจะหนีไม่พ้นการทำศัลยกรรมที่ลดการใช้สิ่งสังเคราะห์ให้มากที่สุด เช่น การทำศัลยกรรมจมูกที่ลดการใช้ซิลิโคน ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำกระดูกอ่อนหลังใบหูมาต่อตรงส่วนปลายทดแทน หรือการทำ Fat Grafting บริเวณใบหน้า คือการเติมไขมันของตนเองลงไปในจุดที่เป็นปัญหา ช่วยเติมเต็มใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และยังสามารถเติมเต็มเพื่อเพิ่มวอลุ่มในส่วนที่ต้องการได้อย่างสวยงามปลอดภัย เพราะไขมันที่นำมาใช้นั้นเป็นสารเติมเต็มตามธรรมชาติที่ได้จากไขมันของตัวคนไข้เอง เมื่อเวลาผ่านไปไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นส่วนหนึ่งจะสลายไปตามธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งก็จะเติบโตกลายเป็นเซลล์ไขมันบริเวณนั้นๆ ต่อไป ซึ่งการศัลยกรรมความงามที่ลดการใช้สิ่งสังเคราะห์เหล่านี้ นอกจากจะเสริมความงามให้กับเราได้อย่างสวยงามเป็นธรรมชาติแล้ว ยังสร้างความปลอดภัยต่อคนไข้มากขึ้นด้วย”

แม้การทำศัลยกรรมจะมีนวัตกรรมมากมาย แต่เราก็มักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการศัลยกรรมอยู่เนืองๆ ในเรื่องนี้ นายแพทย์กนธร ฝากถึงผู้ที่คิดจะทำศัลยกรรมว่า การศึกษาหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจเป็นที่เรื่องสำคัญมาก

“ส่วนใหญ่แล้วเรื่องการทำศัลยกรรมความงาม คนไข้จะคำนึงถึงเกี่ยวกับความสวยงามมาก่อนสิ่งอื่นใด รองมาเป็นเรื่องของราคา แต่ในความเป็นจริงมันยังมีอีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากๆ นั่นคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าความสวยงาม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่หมออยากจะฝาก คืออยากให้คนที่สนใจทำศัลยกรรมไม่ว่าด้านใดๆ ควรจะหาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความรู้ความชำนาญของแพทย์ที่ดูแล สถานพยาบาลต้องได้มาตรฐาน มีระบบดูแลความปลอดภัยอย่างเหมาะสมเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ ทุกๆ ปัจจัยมีผลต่อความสวยงามและความปลอดภัยของคนไข้ทั้งสิ้น”

สิ่งที่สำคัญคือหมอกับคนไข้จะต้องมานั่งคุยกันก่อนว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการคืออะไร แล้วสิ่งที่หมอจะทำให้ได้จะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์จะต้องมาในรูปแบบไหน หรือสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของคนไข้ได้มากน้อยแค่ไหน ต้องมาปรับจูนความเข้าใจให้ตรงกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไข้ควรจะต้องเข้ามาทำการปรึกษากับแพทย์เพื่อวางแผนร่วมกันก่อนทำการศัลยกรรม”

ที่ WONJIN Thailand แม้จะนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ แต่ หมอกร ก็ยังต้องดูแลคนไข้ในฐานะ “ศัลยแพทย์ตกแต่งตา” คุณหมอได้เล่าถึงเคสที่ประทับใจให้ฟังว่า “มีคนไข้รายหนึ่งมาให้หมอช่วยแก้ปัญหาจากการไปทำศัลยกรรมตาสองชั้นจากที่อื่นมา ซึ่งปัญหาค่อนข้างรุนแรง แทนที่จะได้ตาสวยแต่กลายเป็นว่าสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้มาก ด้วยความที่เป็นจักษุแพทย์เห็นเคสนี้ยังตกใจ คนไข้เพิ่งไปทำมาได้แค่ 2 สัปดาห์ แต่เกิดความเสียหายได้ขนาดนี้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานก็จะยิ่งรุนแรงและสร้างความทรมานกับคนไข้มากขึ้น เคสนี้จึงถือว่าเป็นเคสเร่งด่วน หมอจึงได้รีบเชิญคนไข้มาพูดคุยถึงแนวทางการแก้ไขร่วมกันกับทีมแพทย์ วันรุ่งขึ้นก็รีบผ่าตัดให้คนไข้ทันที พอทำออกมาแล้วตาก็ดีขึ้นมากๆ เขาก็มาขอบคุณหมอและทีมงานที่ทำให้เขาเหมือนได้ชีวิตใหม่กลับมาและได้ดวงตาที่สวยอย่างที่ต้องการ คนไข้มีความสุขมากในฐานะหมอก็มีความสุขไปด้วยครับ”

“ทำบุญสวยชาติหน้า ทำศัลยกรรมสวยชาตินี้” แต่จะสวยทั้งทีก็ไม่จำเป็นบินไปไกลถึงประเทศเกาหลี เพราะ หมอกร การันตีว่า “หมอไทย” เก่งไม่แพ้หมอชาติใดในโลก ใครอยากจะไปคุณหมอลงมีดเนรมิตตาคู่สวย รับปี 2562 กับหมอกร ต้องรีบจองกันแต่เนิ่นๆ นะคะ เพราะคิวของหมอกรนั้น ขอบอกเลยว่าแน่นมากจริงๆ

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384667

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก

พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

เห็นหน้าใสๆ เหมือนหญิงสาววัย 30 ต้นๆ แต่ พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ ไม่ใช่นักธุรกิจหน้าใหม่ เพราะในอดีตเธอคือ “เจ้าแม่วงการเกม” ผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้วงการเกมดิจิทัลเมืองไทยคึกคัก อันเป็นธุรกิจของตระกูล “อภิธนาคุณ” ภายหลังเมื่อสามารถนำธุรกิจของครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจขอลาออกจากธุรกิจครอบครัว เพื่อมาเดินบนเส้นทางชีวิตที่เลือกด้วยตัวเอง และเมื่อไม่นานมานี้เธอเพิ่งเปิดตัวในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ขนมแฟคตอรี่ (1999) จำกัด เจ้าของแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง “kanom” ที่มีซิกเนเจอร์ยอดนิยมคือ“ทาร์ตไข่” นั่นเอง

“เมื่อก่อนก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของร้าน การได้มาเป็นเจ้าของแบรนด์เรียกว่าเป็นโอกาสที่ดี มีการวางแผนเป็น Road map 5 ปี เริ่มจากRe-Branding ตั้งแต่กลางปีก็มีการรีโนเวทบางสาขาไปแล้วให้แตะกลุ่มวัยรุ่น ให้มีความสดใสเข้าถึงง่าย ส่วนเมนูขนมก็มีการเพิ่มความหลากหลายอย่างเมนูซิกเนเจอร์ทาร์ตไข่ นอกจากสูตรปกติ ก็จะมีทาร์ตไข่ที่เป็น seasonal มากขึ้น เช่น ออเร้นจ์ทาร์ต บลูทาร์ต ทาร์ตไข่ขาวเอาใจคนรักสุขภาพแต่ชอบทานขนม ยังมีขนมอีกหลายเมนูที่ไม่ได้รับการโปรโมทจากนี้ไปก็จะเริ่มเห็นเมนูต่างๆ มาขึ้น อีกจุดหนึ่งคือ packaging ที่เหมาะสำหรับการซื้อเป็นของขวัญของฝาก อะไรที่เป็นจุดแข็ง เป็นจุดเด่นของแบรนด์ก็ยังคงไว้อยู่ ส่วนไหนที่มองเห็นว่ามันยังไปได้เราก็ไปพัฒนาตรงนั้น ปีหน้าตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายสาขาเพิ่มให้ได้ 25 สาขาและต่อด้วยการขยายสาขาไปยังต่างประเทศด้วย”

แม้จะไม่เคยอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารมาก่อน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เคยทำให้ธุรกิจกงสีและธุรกิจของคนอื่นประสบความสำเร็จมาแล้ว อีกทั้ง โอกาสมาถึง เธอจึงไม่รอช้าที่จะคว้าไว้

“ที่ออกจากธุรกิจกงสีของที่บ้าน เพราะอยากมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง อยากทำอะไรที่ท้าท้ายที่เป็นตัวของตัวเอง การตัดสินในซื้อแบรนด์ kanom มาทำ พี่ไม่ได้มาเล่นๆ แน่นอนอีกอย่างพี่คิดว่าเจ้าของเดิมเขาก็ต้องศึกษาตัวเราเหมือนกันว่าจะไม่ทำแบรนด์ของเขาเสีย เขาถึงยอมขาย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจกงสี เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ ผ่านงานมาทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เรารู้งานทุกส่วนของการสร้างธุรกิจเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเรามีแผนธุรกิจที่ชัดเจน จุดเด่นของแบรนด์คือเป็นธุรกิจของคนไทย 100% มองว่าเราจะทำมันให้มันน่ารัก ให้คงอยู่กับคนไทยแล้วก็ขยายไปต่างประเทศ ในรูปแบบที่มันลงตัวได้อย่างไร นี่คือสิ่งท้าทายตัวเองในการหาโซลูชั่นที่จะทำให้ธุรกิจเป็นไปตามที่ตั้งไว้”

ตั้งแต่มาเป็น ซีอีโอ คนใหม่ของแบรนด์ kanom ทำให้เธอต้องตระเวนชิมอาหารและขนมเป็นว่าเล่น รวมถึงมีส่วน
ในการพัฒนาสูตรของแบรนด์เอง ซึ่งน่าจะทำให้น้ำหนักขึ้นหลายกิโลกรัม แต่เมื่อได้เจอตัวจริงต้องขอบอกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม มากๆ

“เป็นคนชอบทาน แต่ไม่อ้วนมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็เป็นคนทำงานหนัก ใช้ร่างกายและสมองเยอะ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า
ไม่ไหว มันผอมก็จริง แต่ไม่โอเค จนมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง แล้วก็ติดกลายเป็นนิสัยว่าต้องออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 วัน หลักๆ คาร์ดิโอ บอดี้เวท ต่อยมวย ว่ายน้ำ พอมาทำธุรกิจอาหารกลายเป็นว่า ยิ่งกินยิ่งผอม เพราะเลือกกินอาหารที่มี Nutrition ที่ดี แล้วก็มีระเบียบวินัยเรื่องการกินมากขึ้น บวกกับการออกกำลังกาย แม้จะผอมแต่ผอมแบบฟิตแอนด์เฟิร์ม และมีสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ”

ถ้าบอกว่าซีอีโอสาวเก่งคนนี้อายุจะขึ้นเลข 5 ในอีก 2 ปีข้างหน้า หลายคนคงไม่เชื่อแน่นอน จึงต้องถามเคล็ด(ไม่)ลับ “หน้าเด็ก หน้าใส” ของเธอ

“ตอนที่เป็นวัยรุ่นยี่สิบปลายๆ พี่เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Maturity เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ สิ่งเดียวที่จำได้จากหนังสือเล่มนี้คือ “การกลับไปสู่ความเป็นเด็ก” เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับไปสู่ความเป็นเด็ก หน้าตาเราเป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่ความเป็นเด็กจะฉายแววออกทางดวงตา ตั้งแต่นั้นก็สะกดจิตตัวเองไว้เลยว่าเราอายุแค่ 26 เชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กในตัวเอง เราต้องดึงออกมา สนุกกับมัน และความเป็นเด็กทำให้เรามีพลังที่จะทำอะไรใหม่ๆ มีความแอ๊กทีฟอยู่เสมอ ทุกอย่างอยู่ที่ Thinking หรือ ความคิดของเรา เวลามีใครทักว่าหน้าเด็ก บางทีก็มีคิดว่าเราจะ 50 แล้วเหรอ ยังคิดว่าตัวเองยัง 26 อยู่เลย สุดท้ายมันอยู่ที่ Maturity ข้างใน ที่มันจะสื่อด้วยสายตา สื่อด้วยบุคลิกท่าทางที่ออกมาจากข้างในมากกว่า การเป็นซีอีโอไม่จำเป็นต้องดูท็อปฟอร์ม ผมเป็นกระบังหรอก แต่เป็นธรรมชาติอย่างที่เราเป็นนี่แหละค่ะ”

ในการดำเนินชีวิต หรือแม้แต่การทำงาน “ธรรมะ” คือสิ่งที่ เวิร์กกิ้งวูเมน คนนี้เลือกใช้ “ทุกอย่างมันมีพื้นฐานจาก
หลักธรรมทั้งหมด ในการทำงานเราต้องเป็นผู้นำ ต้องบริหารคนซึ่งธรรมะมันใช้ได้จริงๆ พี่เป็นคนที่ทำงานเยอะ ทำเร็ว และทำตามแผนที่วางไว้ แต่เวลาที่งานมีปัญหาเราก็ต้องผู้ฟังที่ดี ฟังแล้วช่วยกันหาทางแก้ไขในระยะสั้น กับการใช้ชีวิตก็เช่นกัน คิดดีทำดี ถ้าเราเข้าใจว่าเหตุเกิดตรงไหนก็แก้ตรงนั้น มันมีอยู่แค่นั้นจริงๆ ไม่ใช่คนแก่วัดนะคะ แต่เวลาเดินทางไปไหนถ้ามีวัดก็แวะทำบุญ และจะไปวัดเวลาที่มีความสุขเท่านั้น ถ้ามีทุกข์ มีปัญหาไม่ไปวัดนะ เพราะไปวัดตอนที่ทุกข์มันร้อนรน มันไมใช่ เอาเวลาไปแก้ปัญหาก่อนดีกว่า แต่ถ้าเรามีความสุขการไปวัดคือการไปแบ่งบุญ มันสบายใจมากกว่า มีความสุขมากกว่า”

เธอคนนี้ไม่ได้เป็นเพียง เวิร์กกิ้งวูแมน ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น แต่เธอยังเป็น ซิงเกิ้ลมัมของลูกสาว 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น จูเน่ NBK48 ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแห่งยุค

“เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนเลยค่ะ ให้อิสระกับลูกๆ ไม่มีกรอบอะไรเลย ไม่ใช่แม่ลูกที่ตัวติดกัน ตามรับตามส่งแบบนั้นค่ะ
แต่เมื่อไหร่ที่ลูกต้องการแม่ ลูกจะรู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้เสมอ ซึ่งลูกๆ เขาก็เป็นเด็กดี รู้หน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่ปลูกฝังเขาคือให้เขารู้จักที่จะต้องมีเป้าหมายในชีวิตตัวเอง สองคนแรกหายห่วงแล้ว คนโตอยากเป็นหมอ เขาก็ทำได้ คนที่สองจูเน่ เขาอยากเข้าวงการบันเทิง เขาก็ทำได้ ส่วนคนเล็กฝันเขาใหญ่มากอยากเป็นนักบินอวกาศ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ถ้าทำได้ แม่ก็ต้องชมตัวเองนะว่าเราก็เก่งเหมือนกันที่เลี้ยงลูกให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาต้องการ”

ไม่ว่าจะบทบาทไหน เธอก็ล้วนทำด้วย Passion และทำอย่างมีความสุข เพราะเธอเชื่อว่ามันจะส่งผลสำเร็จได้อย่างงดงาม สำหรับแบรนด์ kanom ก็เช่นกัน ที่เธอหวังไว้ว่าจะเป็นแบรนด์อาหารและขนมอันดับหนึ่งในใจนักชิมทั้งชาวไทยและชาวโลกในเร็ววัน

บี มาย เกสท์ : คิดบวก คิดอย่างผู้ชนะ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383267

x

บี มาย เกสท์ : คิดบวก คิดอย่างผู้ชนะ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในขณะที่เราทุกคนกำลังลุ้นว่าสาวงามจากประเทศใดจะได้ครองตำแหน่ง “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาล” ซึ่งปีนี้มีความพิเศษสำหรับคนไทย เพราะการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 จัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพ แต่วันนี้เราจะพาย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2548 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 2 ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รู้จัก นาตาลี เกลโบวา สาวงามจากแคนาดา ผู้มาคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2005 และกลาย “น้องฟ้า” ขวัญใจคนไทย มาจนถึงปัจจุบันกับบทบาทใหม่ในฐานะ “โค้ชชิ่ง” (Coaching) ที่สวยระดับจักรวาล

นาตาลี ได้ย้อนความทรงจำไปในวันที่มงลงและทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักในฐานะมิสยูนิเวิร์ส 2005 ว่า “บอกตามตรงว่าฉันแทบจำอะไรไม่ได้เลยในวินาทีที่ประกาศผล ฉันคิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างว่างเปล่า มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้น ทันทีที่ชื่อถูกประกาศฉันค่อนข้างช็อกมากกว่า เพราะฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งนี้เลย แต่แน่นอนว่าฉันดีใจมากที่ถูกเลือกให้เป็นมิสยูนิเวิร์ส”

ในวันที่นาตาลีได้รับตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์ส 2005 เธอมีอายุเพียง 24 ปี เธอยอมรับว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วสำหรับเด็กสาวที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย

“มันเป็นเรื่องยากที่จะรับมือ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แล้วต้องมาเป็นมิสยูนิเวิร์ส ฉันต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจมากนัก แต่ฉันก็ตระหนักดีถึงหน้าที่ที่จะต้องทำสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดนั้นตอนนั้นคือ ทำทุกอย่างให้เต็มที่เพราะมันเป็นโอกาสที่พิเศษมากๆ สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีในตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สฉันได้เดินทางไปทั่วโลก ไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปและคงมีไม่กี่คนที่จะได้อย่างนี้ ฉันได้เจอผู้คนมากมาย มองย้อนกลับไปฉันก็คิดว่าถ้าไม่ได้เป็นมิสยูนิเวิร์สฉันจะมีโอกาสอย่างนั้นเปล่าซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่เคยลืม”

อย่างที่ทราบกันดีว่าหลังจากหมดภารกิจมิสยูนิเวิร์ส 2005 นาตาลี ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โดยมีผลงานการถ่ายแบบถ่ายโฆษณา เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าอยู่เป็นระยะ ก่อนจะผันตัวมาทำธุรกิจ และล่าสุดเธอผันตัวเองมาเป็น “โค้ชชิ่ง” (Coaching) ที่เป็นผู้ก่อตั้ง EMPOWERED ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนาศักยภาพของเด็กให้มีทักษะในการ “บรรลุเป้าหมายอย่างมีความสุข” รวมถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้คิดเช่นผู้ชนะและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขา
ซึ่งเธอเล่าถึงแรงบันดาลใจในบทบาทนี้ของเธอว่า

“ทุกคนเคยมีช่วงเวลาที่ดีและร้ายทั้งนั้น ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งฉันเคยรู้สึกว่าตัวเองจะทำอะไร จะเลือกทางไหน แล้วในวันหนึ่งฉันเดินทางไปภูเก็ต วันหนึ่งเขียนบันทึกเรื่องราวของตัวเอง อยู่ๆ ฉันก็คิดได้ว่า ฉันมีความสามารถในการพูดโน้มน้าว ฉันชอบสอนหนังสือ และฉันคิดว่าฉันมีประสบการณ์มากพอที่จะสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้ในการที่จะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถค้นพบตัวเอง หรือช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนหลายๆ คนให้กลายเป็นคนใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้ ฉันจึงตัดสินใจมาทำงานการเป็นโค้ชชิ่ง”

หนังสือ I AM WINNER เป็นผลงานเขียนเล่มที่สองซึ่งเธอกลั่นกรองจากประสบการณ์ทั้งหมด เพื่อจะเป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากเป็น “ผู้ชนะ”

“ฉันมีความตั้งใจที่จะทำให้คนคนหนึ่งได้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง ทุกคนสามารถมีเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ ในหนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีที่ทำให้ทุกคนเป็นผู้ชนะในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน ความรัก หรือแม้แต่เรื่องการเงิน ในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึง 7 ลักษณะของบุคคลที่จะประสบความสำเร็จ รวมถึง 8 ขั้นตอนที่คุณจะกลายเป็นผู้ชนะได้ และยังมีอีก 5 วิธีปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งถ้าทุกคนทำตามในหนังสือเล่มนี้ทุกคนเป็นผู้ชนะได้หมด ซึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่จะนำคุณไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นคือ “ถ้าคุณ
คิดว่าคุณทำได้คุณก็ชนะในสิ่งนั้นแล้ว”

 

เมื่อถามถึง “ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ” ในมุมมองของโค้ชชิ่งหญิง นาตาลี บอกว่า “ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ
ผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ใจกว้าง มีความอยากเรียนรู้ กล้าหาญและยืดหยุ่น ที่สำคัญคือการเป็นผู้หญิงที่มีเป้าหมาย และรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับตัวฉัน ฉันคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะฉันสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ฉันมีครอบครัวที่สวยงาม ฉันรักประเทศไทย ทุกวันฉันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการใช้ชีวิต”

ในวันนี้ถือว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีหลายบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของภรรยา บทบาทของแม่ และการเป็นโค้ชชิ่ง ซึ่งเธอบอกว่าทุกบทบาทมีความสำคัญกับเธอทั้งสิ้น

“ฉันจะเลือกใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีที่สุด จัดลำดับความสำคัญและจดทุกสิ่งที่ฉันต้องการทำ โดยจะเลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อนเสมอ และจะตัดกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่ชอบออกไป เช่น การใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดีย หรือ ดูทีวี”

หลายคนคงอยากรู้ว่าแม้เวลาผ่านมาถึง 13 ปีแล้วแต่ทำไมเธอถึงยังคงความงามไม่ต่างจากวันที่ได้รับตำแหน่งนาตาลี บอกว่าไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเลยนอกจาก “คิดบวก”

“การคิดบวกทำให้คนสวย มันฟังดูน่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องจริงเมื่อคุณเผื่อแผ่ความรักและความคิดบวกให้กับผู้อื่น สิ่งนี้มันจะแสดงให้โลกเห็นและทำให้ผู้คนต่างสนใจคุณอยู่เสมอได้จริงๆ”

มาถึงบรรทัดนี้ผู้อ่านคงได้ทราบแล้วว่าสาวงามจากประเทศใดคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2018 ไปครอง ในฐานะมิสยูนิเวิร์สรุ่นพี่ เธอมีคำแนะนำส่งท้ายถึงมิสยูนิเวิร์สคนใหม่ว่า “ฉันยินดีกับผู้ที่ได้ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส 2018 ฉันขอให้เธอมีความสุขและจงภูมิใจกับสิ่งนี้ ตั้งใจทำหน้าที่ของมิสยูนิเวิร์สให้ดีที่สุด เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 1 ปีจากนี้ เพราะมันคือสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคุณเหมือนอย่างที่ฉันเคยได้รับมาแล้ว”

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน…รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381955

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน...รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

บี มาย เกสท์ : ในวันที่เกินฝัน…รรินทร์ ทองมา O&B รองเท้าแบรนด์ไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ภูมิใจ ดีใจ ตื่นเต้น เหมือนมงลงตัวเองเลยค่ะ” นี่คือความรู้สึกแรกของ ต้า-รรินทร์ ทองมา ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์รองเท้าและกระเป๋า O&B (โอแอนด์บี) เมื่อเธอได้รับรู้ว่า โอแอนด์บี ได้รับเกียรติให้เป็นแบรนด์รองเท้าหนึ่งเดียวของไทยในการออกแบบรองเท้าสำหรับสาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

“หลังจากดีใจ ตื่นเต้นอยู่ 2 วัน จากนั้นคือเริ่มจะเครียดแล้วค่ะ เพราะมันคือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเราคือแบรนด์ที่โตจากตลาดออนไลน์ แม้จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แต่เราก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นแบรนด์เล็กๆ ซึ่งในบ้านเรามีแบรนด์ใหญ่ๆ อยู่หลายแบรนด์ แต่กองประกวดมิสยูนิเวิร์สก็ให้เกียรติและมอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้ออกแบบรองเท้าให้กับผู้หญิงที่สวยที่สุดจากทั่วโลกได้สวมใส่ ซึ่งต้าคิดว่ามันไม่ใช่โอกาสของโอแอนด์บีเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นโอกาสของแบรนด์ไทยทั้งหมดที่จะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าแบรนด์ไทยเป็นสินค้ามีคุณภาพมากแค่ไหน”

ทันทีที่ได้รับโจทย์ รรินทร์ และทีมออกแบบจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการออกแบบรองเท้าที่ตรงตามคอนเซ็ปต์ของการประกวดในปีนี้ “Confidently Beautiful” สำหรับการออกแบบรองเท้าให้สาวงามใส่ในงาน Thai Night ค่ำคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2561ที่ผ่านมา และรองเท้าสำหรับรอบ Preliminary ชุดว่ายน้ำ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ที่จะถึงนี้

 

Selena Heels

“รองเท้าในงาน Thai Night ชื่อคอลเลคชั่นว่า Selena Heels ซึ่งต้าได้แรงบันดาลใจมาจาก เซเลน่า โกเมซ นักแสดง-นักร้องสาวชื่อดัง เพราะเซเลน่าเป็นผู้หญิงที่มีทั้งความสวยและความสามารถ มีความเป็นของตัวเอง และป๊อปปูลาร์ ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์ของเวทีมิสยูนิเวิร์ส โดยออกแบบเป็นรองเท้าทรง Stiletto สังเกตให้ดีจะเห็นว่าส้นรองเท้ามีรูปทรงคล้ายเรียวขาของผู้หญิง ทำให้รองเท้ามีความเพรียว มีความเป็นเฟมินีน และเนื่องจากเป็นรองเท้าสำหรับคืน Thai Night ต้านึกไปถึงชุดไทยที่ปักดิ้นทอง อีกทั้ง สาวงามจะต้องสวมใส่ชุดผ้าไหมไทยจาก 19 ดีไซเนอร์ไทย มีความหลากหลายของดีไซน์ และสีสัน สีรองเท้าจึงมาลงตัวที่สีทองสำริด เพื่อให้เข้ากับทุกชุดที่ดีไซเนอร์ออกแบบมา

 

Angle Crystal Heels

ส่วนรองเท้าสำหรับชุดว่ายน้ำ ชื่อคอลเลคชั่นว่า Angel Crystal Heels ซึ่งต้องเท้าความไปก่อนหน้านั้น ต้าได้ออกแบบรองเท้าคอลเลคชั่นAngel Heels ไว้ก่อนแล้ว โดยแรงบันดาลใจมาจากนางงามแต่ละคนกว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะได้เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศของเขา แล้วมาถึงเวทีมิสยูนิเวิร์ส เราจึงอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสาวๆ เปรียบเธอเหล่านั้นคือ นางฟ้าลงมาจุติแน่ๆ พวกเธอจึงมีความงามในระดับนี้ได้ จึงให้ชื่อว่า Angel Heels หรือรองเท้าของนางฟ้านั่นเอง แต่พอต้องมาใส่กับชุดว่ายน้ำ รองเท้ามันแม้จะเป็นส้นสูง ก็ต้องดูสปอร์ตตี้ขึ้นมาอีกหน่อย ต้าก็นึกถึงว่า Universe คือความระยิบระยับ เมื่อพูดถึงความระยิบระยับก็ต้องนึกถึงคริสตัล ต้าจึงเพิ่มหนังแก้วเข้าไปตรงสายคาดช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น รองรับอุ้งเท้าได้ดี เวลาเดินหรือหมุนตัวก็สามารถทำดูสง่างาม ที่สำคัญคือ สี เราได้รับโจทย์ว่าต้องเป็นสีนู้ด แต่นู้ดก็มีหลายเฉด ต้าก็มาศึกษาว่านางงามทั้ง 95 ประเทศ มีโทนสีผิวอะไรบ้าง สรุปว่าสีที่เราจะใช้คือ โทนสีนู้ดอมเหลือง สำหรับสาวผิวสองสี หรือผิวสี และนู้ดอมชมพูสำหรับสาวผิวขาวก็จะช่วยขับสีผิวของนางงามให้สวยยิ่งขึ้น เวลาที่สวมใส่ คนมองไปจะรู้สึกเหมือนว่าสาวๆ เหล่านั้นกำลังลอยอยู่ในอากาศ”

แม้จะได้รับมอบหมายให้ออกแบบตัดเย็บรองเท้าสำหรับงาน Thai Night และรอบชุดว่ายน้ำแต่เมื่อโอกาสมาถึงทั้งที รองเท้าแค่สองคู่ก็จะดูน้อยไป งานนี้ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์อย่าง รรินทร์ อยากให้สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ได้สัมผัสกับคุณภาพรองเท้าแบรนด์ไทยให้ถึงแก่น เธอจึงได้มอบรองเท้ารุ่น Angel Heels และรองเท้าบัลเลต์คอลเลคชั่น Audrey Original ให้สาวๆ ไปสวมใส่ในการทำกิจกรรมเก็บตัวอีกด้วย ซึ่งเราก็ได้เห็นสาวงามสวมใส่จริงๆ กันด้วย

 

Audrey Original

“การได้มาทำรองเท้าให้กับเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018 นี้ สำหรับต้ามันคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มีลูกค้าเรียกร้องมาว่า เขาต้องการรองเท้าส้นสูงที่สบายด้วยและสวยด้วย ลูกค้าอยากให้เราทำมาก ซึ่งต้าก็กำลังจะออกคอลเลคชั่นใหม่ที่เป็น Runway Fashion หรือรองเท้าส้นสูงพอดี รวมถึงการขยายตลาดออกวางจำหน่ายในต่างประเทศ ประจวบเหมาะได้รับโอกาสนี้มา เวทีประกวดมิสยูเวิร์ส 2018 จึงถือว่าเป็นการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ไปในตัว ซึ่งลูกค้าน่าจะสั่งซื้อได้ในวันที่ประกวดรอบตัดสินพอดีค่ะ”

แต่กว่าจะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างนี้ได้นอกจากความมุ่งมั่นที่อยากจะมีแบรนด์ของตัวเองแล้ว ความจริงใจต่อลูกค้า ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ โอแอนด์บี กลายเป็นแบรนด์ในใจของใครหลายๆ คน

“ต้าเริ่มต้นธุรกิจด้วยการมีเพียงแค่ความฝันจริงๆ ไม่มีความรู้ในธุรกิจเลย ก่อนหน้าที่เป็นโอแอนด์บี ต้าก็เป็นแม่ค้ารับสินค้ามาขาย ขายตามตลาดนัดบ้าง สวนจตุจักรบ้าง จนวันที่ตลาดออนไลน์ ขายของในเฟซบุ๊คมันเริ่มมาต้าจึงตัดสินใจทำแบรนด์ จะไปได้แค่ไหนยังไม่รู้ มีแต่ความมุ่งมั่นและอดทนเท่านั้น และต้าคิดเสมอว่าทำแล้ว ก็ต้องทำของดีๆ ออกมาขาย ต้าจึงเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพไม่จากที่แบรนด์ดังๆ ใช้ และต้าเชื่อว่าถ้าโอกาสมันเป็นของเรา เราจะทำมันสำเร็จได้ ยิ่งการขายของออนไลน์ มันไม่ง่ายที่จะทำให้คนเชื่อว่าของเราดีจริง แต่เราสื่อสารอย่างจริงใจบวกกับคุณภาพที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ลูกค้าก็จะกลับมาหาเราและเขาก็จะบอกต่อ

เคยมีคนพูดกับต้าว่า ดีจัง มีรองเท้าแค่แบบเดียว แต่ขายทำกำไรได้ยาวเลยซึ่งต้าอยากจะบอกว่า กว่าต้าจะได้รองเท้าคอลเลคชั่นนี้มา ต้าออกแบบตัดเย็บทดลองสวมใส่เป็นร้อยๆ แบบ จนมี Know How เป็นของตัวเองในการผลิตรองเท้าที่ให้ความรู้สึกเบาสบายได้อย่างนี้ ซึ่ง 7 ปีของแบรนด์ วันนี้ต้ากล้าพูดว่าเราเป็นเบอร์ต้นๆ และเป็นไอเท็มที่มีสาวไทยไม่น้อย
เลือกใช้ในชีวิตประจำวัน”

วันนี้เรายังต้องลุ้นกันต่อไปว่าสาวงามจากประเทศใดจะเป็น “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาล” แต่ที่แน่ๆ จากนี้ไปใครๆ ก็จะต้องรู้จัก โอแอนด์บี ในฐานะ “รองเท้านางงามจักรวาล” อย่างแน่นอน

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380496

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รู้ตัวว่าชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะการวาดรูป และอยากเป็นศิลปินวาดรูปมาตั้งแต่วัยประถม แต่เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ไม่อาจเดินตรงไปบนทางสายนั้นได้ จนกระทั่งความฝันในวัยเด็กย้อนกลับมาอีกครั้ง และประสบการณ์ที่มากพอ จึงทำให้ชื่อ “Painterbell” เป็นที่รู้จักในฐานะนักสร้างสรรค์คาแร็กเตอร์และเจ้าของคาแร็กเตอร์การ์ตูน John Lulu and Friends

“สมัยเด็กชอบวาดการ์ตูนแน่นอนว่าวิชาที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นศิลปะ และรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้วาดรูป โดยมีเพื่อนๆ ในห้องเรียนเป็นแรงบันดาลใจ เราดึงจุดเด่นที่เพื่อนๆ มีออกมาสร้างเป็นคาแร็กเตอร์การ์ตูนมากมาย แต่ในวันที่ต้องเลือก เบลเลือกเดินทางสาย Graphic Design ซึ่งเป็นอีกแขนงที่ชอบและเลือกที่จะทำเป็นอาชีพในด้านนี้พอทำงานไปพักใหญ่นิสัยเก่าที่ชอบการวาดรูปก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้เบลกลับมาตั้งคำถามและอยากหาคำตอบด้วยตัวเองว่า ถ้าจะยึดอาชีพวาดรูปเราจะทำได้ไหม”

ในขณะที่งานประจำก็ต้องทำ เบล จึงใช้เวลาหลังเลิกงานมุ่งมั่นในการฝึกฝน หาแนวทางให้กับงานศิลปะของตัวเอง จนค้นพบว่าการวาดการ์ตูนคือสิ่งที่ “ใช่” และบ่งบอกความเป็นเบลได้ดีที่สุด

“ผมเริ่มต้นหา Cartoon Character ที่เป็นเอกลักษณ์เริ่มจากการวาดตัวเอง เด็กผู้ชายผมตั้งบวกกับลายเส้นที่เราคุ้นเคยในวัยเด็ก สร้างเพื่อน พี่ น้อง คนรอบๆ ตัวมาทำเป็น Characters หลัก ใช้เวลาวาดรูปทุกวันหลังเลิกงานเพื่อจะหา Character ที่ใช่ ทำอย่างนี้อยู่ 3 ปี จนพอใจว่าCharacters แบบนี้แหละคือใช่ เพราะเวลาผมวาดทุกครั้งจะมีความสุขที่สุด ก็จะรู้เลยว่ารูปนี้ใช่ รูปแบบนี้ยังไม่ใช่ เหมือนใช้เซ้นส์ด้านการออกแบบที่เรามีมาช่วยในการตัดสินใจ ดีใจทุกครั้งที่คนพบเห็นตัว Cartoon Character ของผมแล้วพวกเขาแฮปปี้ นั่นหมายความว่าตัวการ์ตูนของเรามันสื่อสารออกไปได้ เหมือนเราส่งความสุขผ่านรูปวาด พวกเขาทำหน้าที่นั้นได้ดี”

Painterbell คือนามแฝงของเขาในฐานะคนทำงานศิลปะ เบล บอกเล่าถึงที่มาของการการสร้างสรรค์ “John Lulu and Friends” ว่า

“John Lulu and Friends ประกอบด้วย John ตัวแทนเด็กผู้ชาย เราดึงอุปนิสัยมาจากตัวเราเอง นิสัยกล้าหาญ ชอบความท้าทายและแน่นอนรักศิลปะเป็นที่สุด Lulu ตัวแทนเด็กผู้หญิงLulu เป็นเด็กอารมณ์ดี ชอบเพลง Jazz เป็นที่สุดมีน้ำใจกับเพื่อนๆ และบางทีก็มีนิสัยห้าวๆ แบบผู้ชาย Fufuland ตัวแทนเด็กผู้ชายใจดี นิสัยอ่อนโยน ขยันที่สุดและสามารถให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ตลอดเวลา Emily ตัวแทนเด็กผู้หญิง ชอบดอกไม้และกลิ่นหอมเป็นที่สุด Emily ชอบสร้างบรรยากาศที่ดีให้คนรอบข้างผ่อนคลายเมื่ออยู่ด้วย และ Joeน้องชายคนเล็กที่เป็นตัวแทนเด็กน้อยที่นิสัยไม่เด็ก คอยสนับสนุนและเป็นคนที่คอยให้กำลังใจเพื่อนๆ ในยามท้อแท้ พวกเขาคือตัวแทนความสุขที่ผมถ่ายทอดออกมา ทั้งรอยยิ้มท่าทางต่างๆ ที่ส่งออกมา ศิลปะก็สะท้อนตัวเรา เราได้ยินเสมอว่าศิลปินจะถ่ายทอดงานออกมาผ่านความคิด ความรู้สึก และมันทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร”

ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า วาดรูปจะยึดเป็นอาชีพได้หรือไม่ ทั้งตัวเขาและคนที่ได้สัมผัสงานของ Painterbell ที่ได้ร่วมงานกับศิลปินและแบรนด์ดังมาแล้ว ล่าสุดคือการสร้างคอลเลคชั่นพิเศษ สมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด “Wonder journey” ให้กับแบรนด์ Moleskine คงเป็นคำตอบได้อย่างดี

“Moleskine ดังในเรื่องของสมุดที่มีสายรัด เป็นต้นฉบับเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ใช้อยู่ พอทาง Moleskine ติดต่อมาเพราะอยากสร้าง exhibition แบบใหม่ที่สามารถให้คนที่มารับชมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการนี้ด้วยและด้วยลายเส้นการวาด portrait รวมถึงการ์ตูน John Lulu & Friends ของเบลดูสนุก ตอบโจทย์กับช่วงใกล้งานเทศกาลต่างๆ ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งเบลดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine GlobalBrand ระดับโลกที่ได้ร่วมงานกับ Cartoon Character ใหญ่ๆ อย่าง Snoopy, Pokémon, Tin Tin เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ JohnLulu and Friends ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และยังร่วมออกแบบหน้าปกสมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด Moleskine Limited Edition Wonder journey ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้กับลูกค้า 300 คนแรก ได้ร่วมสนุกออกเดินทาง ชมงานศิลปะระดับโลกในเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale พก Passport ไป Stamp และถ่ายภาพตามจุดต่างๆ 20 ที่ทั่วกรุงเทพฯ ก็จะได้รับไปเลยฟรีๆ แถมเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่มีวางจำหน่ายอีกด้วย”

เมื่อฝันแรกทำสำเร็จไปอย่างงดงาม ฝันต่อไปที่จะทำในฐานะ Painterbell รวมถึงอนาคตของ John Lulu and Friendsเบลอยากสร้าง Café John&Lulu ที่จะเป็นศูนย์รวมของคนรัก John Lulu and Friends แต่ตอนนี้รอเพียงเวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเมื่อเวลามาถึงทุกคนคงจะได้เห็น

“โชคดีที่ผมเป็นคนคิดบวกมาตลอด พลังงานบวกในตัวเยอะมาก คำว่า “ไม่” จะต้องไม่มีในหัว ผมจะพูดกับตัวเองเสมอว่าต้องทำได้ และถึงวันนี้ดีใจมาก ที่ John Lulu and Friends สามารถทำให้แบรนด์ต่างๆ เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถไปสร้างรอยยิ้มและความสุข พร้อมมอบพลังบวกให้แก่ทุกคนได้ ทุกวันนี้ดีใจทุกครั้งที่มีคนชอบงานของผม ทำให้ผมได้เจอความท้าทายและโจทย์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างความสุขให้กับผู้พบเห็น และเชื่อว่าทุกๆ คนจะต้องชอบอย่างแน่นอนครับ”

ใครที่อยากได้พลังบวกและความสุขจาก John Lulu and Friends  ไปผลงานของ Painterbell ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine Journey Exhibitionได้ที่ https://www.facebook.com/pg/moleskineth/photos/?tab=album&album_id=1828183730611160 และสามารถติดตามผลงานของเบลได้ที่ IG: WhitepaperandLifeis Short, Happiness is Shorter มาทำอะไรที่เรามีความสุขกันเถอะ

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379135

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

บี มาย เกสท์ : ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.คนใหม่ กับการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่รัฐบาลประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”คือการนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนนั่นเอง ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทและหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดผลงานวิจัยพัฒนาที่มีผลกระทบสูงต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งเรากำลังพูดคุยกับ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิตผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คนใหม่ล่าสุด กับภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสในการที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน วว. และเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ในการที่ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เพื่อจะพัฒนาต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งดิฉันพร้อมที่จะเสียสละในการทำงานครั้งนี้เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาสร้างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยในมิติการทำงานของ วว. เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและเป็นแกนหลักที่จะทำให้ภาคประชาชน ผู้ประกอบการโอท็อป เอสเอ็มอี นำ วทน. ไปเสริมสร้างผลิตภาพการผลิตให้ดีขึ้น สร้างนวัตกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม Value added, Value creation ทำให้ประเทศหลุดจากกับดักทางรายได้”

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวัสดุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก Ceramics Sci. & Engineering, Rutgers University, USA.โดยเริ่มงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2531 ด้วยความมุ่งมั่น วิริยอุตสาหะ จึงก้าวสู่ตำแหน่ง รองผู้ว่าการบริหารดูแลงานในสายสนับสนุนต่างๆ ก่อนจะได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คนล่าสุด

“การได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ วว. ที่เริ่มจากระดับล่าง ทำให้ดิฉันได้รับโอกาสที่หลากหลายในการพัฒนาความรู้ความสามารถมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่ได้มีโอกาสทำงานแทบทุกกลุ่มงานของ วว. ทำให้พบความท้าทายและประสบการณ์ในหลายมิติ แต่ละงานมีความยาก แต่เนื่องจากเป็นคนคิดบวก จึงใช้โอกาสนั้นเพื่อแสดงความสามารถที่สร้างประโยชน์ให้แก่องค์กร อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องความเพียร มองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และทำให้ได้ทราบว่าความต้องการของส่วนงานต่างๆ เป็นอย่างไร และด้วยประสบการณ์ที่ทำงานกับ วว. มานาน จึงเห็นทั้งการเปลี่ยนผ่านและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นข้อดีที่ทำให้ได้เรียนรู้ในการบริหารงานทุกด้านให้เกิดความสมดุลและเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราปิดช่องว่างและความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงการสร้างหลักธรรมาภิบาล และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรได้เป็นอย่างดี”

ในก้าวย่างสำคัญที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ วว. คนล่าสุด ดร.ชุติมา บอกถึงแผนงาน นโยบายสำคัญที่ต้องเร่งทำให้ประสบความสำเร็จ

“แน่นอนว่าก็ต้องเป็นการทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของ ไทยแลนด์ 4.0 ที่เราต้องมุ่งเป้ามากขึ้นส่วนงานวิจัยซึ่งเป็นภารกิจหลักของ วว. จะเน้นการวิจัยที่เรามีแผนงานการสร้างนวัตกรรมพร้อมใช้ และฐานองค์ความรู้ 40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยของเราต้องมีผู้ใช้เกิดขึ้นให้ได้ หรือเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้งอีกต่อไป โดยตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง 4 ปีนั้น การดำเนินงานของ วว. จะมุ่งนโยบายให้ความสำคัญในการใช้องค์ความรู้ วทน. เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งขับเคลื่อนโดยการนำความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐาน วทน. ไปสร้างประโยชน์อย่างครบวงจร พัฒนาเทคโนโลยีที่สนองตามบริบทของผู้ใช้ประโยชน์ และสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคม”

สำหรับหลักการทำงาน และการบริหาร ผู้ว่าการ วว. คนใหม่ บอกว่า มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม สร้างคนให้เก่ง สร้างทีม และยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน

“ตลอดระยะเวลาในการทำงานดิฉันใช้หลัก เราทำได้ และคิดบวก เพราะดิฉันเชื่อว่าเราตั้งใจจะทำสิ่งที่เราได้รับมอบหมาย เราไม่กลัวความยาก ความลำบาก แนวคิดนี้แหละจะทำให้เห็นสิ่งที่ยากและสิ่งที่ท้าท้ายเป็นโอกาส ทำให้ไม่กลัวและกล้าที่จะรับโอกาส ความท้าทายที่เข้ามาเสมอ รวมทั้งยึดหลักรับผิดชอบและตั้งใจทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด สำหรับการทำงานของ วว. มุ่งการลงพื้นที่จริง เห็นข้อมูลจริงยุติธรรมเสมอภาค เน้นประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักและปลูกฝังสร้างความตระหนักให้บุคลากรถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เพราะถ้าตอบประเทศได้ สุดท้ายประโยชน์ขององค์กรก็จะตามมา”

นอกจากนี้ ดร.ชุติมา ยังได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในการเป็นองค์กรที่เติบโตเปี่ยมด้วยศักยภาพและพร้อมรับพลวัตการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อให้เกิดสังคมนวัตกรรมที่ยั่งยืน ผ่านการบูรณาการประสานพลังให้เกิดขึ้นกับบุคลากรและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน และรวดเร็ว

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377638

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์

“แต่เดิมการพักผ่อนในโรงแรม เป็นการเลือกที่พักสวยๆ นอนพักในแอร์ฉ่ำ หามุมสงบสบายๆ อ่านหนังสือ แต่วันนี้ การพักผ่อนของนักเดินทางในยุคดิจิทัล เป็นการหาประสบการณ์ใหม่ เปิดมุมมองชีวิต มองหาความสนุก กิจกรรมใหม่ๆ เพื่อรีแลกซ์และผ่อนคลายจากความจำเจในชีวิตประจำวันรีชาร์จแบต มีเรื่องราวบอกเล่ามีโมเม้นต์แชร์โซเชียลไลฟ์สไตล์”

บทสรุปใหม่ของนักเดินทางในยุคดิจิทัล ที่ทำให้จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ แห่งโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาโรงแรม สรรหาสิ่งใหม่ๆ มาเติมเต็มความสุข
เติมความขี้เล่นให้โรงแรมในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องโลกเหนือจินตนาการให้ผู้เข้าพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเป็นโรงแรมแห่งแรกในไทยที่มี Wibit แอดเวนเจอร์ในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเปิดเฟสใหม่ของโรงแรม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

เครื่องเล่น Wibit แอดเวนเจอร์ในสระว่ายน้ำโรงแรม แห่งแรกในไทย

ชิดชนก พศินพงศ์ สาวสวยที่นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน เล่าว่า หลังจากเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสได้ฝึกงานโรงแรม ได้ลองทำงานนี้ ก็รู้สึกคลิกและปิ๊งทันทีกับธุรกิจบริการ ประทับใจกับบรรยากาศการทำงานในโรงแรม สถานที่สวย เป็นอาชีพที่ต้องดีลกับคนหลายแบบ แขกมาพักมีความสุข ยิ้มแย้ม เลยทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น กับแพลนการเรียนต่อที่คิดไว้ เรียนด้านการโรงแรม น่าจะเหมาะและตรงใจที่สุด ได้เรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารจัดการโรงแรม ที่ Ecole Hoteliere de Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยของโลกที่สอนด้านการโรงแรม ก่อนกลับเมืองไทย ยังมีโอกาสได้ฝึกงานในโรงแรมหรูของสวิสจริงๆ เกือบปี เรียกว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญ ของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกขั้น ทุกเม็ด ที่ประสบพบพานที่นั่น

กลับมาไทย เริ่มงานโรงแรมแห่งแรกที่บันยันทรี เริ่มจากงานเลขานุการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ดูแลร้านอาหาร 1 ห้อง และโปรเจกท์รีโนเวทห้องอาหาร อยู่ที่นี่ 7 ปี จนวันหนึ่งเห็นโรงแรมโซ โซฟิเทล แบงคอก เปิดใหม่รับสมัครพนักงาน ตัดสินใจไปสมัคร เพราะการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมที่จะพรี-โอเพ่นนิ่ง เป็นงานที่น่าสนุก ท้าทายความสามารถ เชื่อว่าทุกคนในธุรกิจโรงแรมอยากเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมที่จะเปิดตัว ได้ร่วมงานที่ โซ แบงคอก โดยตำแหน่งสุดท้าย คือผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ก่อนย้ายมาอยู่ที่โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ในหน้าที่ของผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป เมื่อครั้งมีการรีแบรนดิ้ง โรงแรม ในปี 2016

เฟสใหม่ของโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ฝีมือปลุกปั้นของจีเอ็มสาวสวย

“งานรีแบรนด์โรงแรมให้เป็นโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ซึ่งเป็นลักซ์ชัวรี่ อัพสเกลแบรนด์ โรงแรมในเครือข่ายของแอคคอร์โฮเทล มีความยาก รายละเอียดเยอะ เรียกว่าท้าทายในทุกอณู เพราะนอกจากการสื่อสารให้ภายนอกรับรู้เรื่องแบรนดิ้ง แล้ว ภายในโรงแรมก็มีหลายส่วน หลายแผนกมาก ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เรื่องการบริหารจัดการคนก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทำอย่างไรให้ทีมงานเห็นภาพและเข้าใจตรงกันกับเรา ต้องทำความเข้าใจในทุกๆ ส่วนเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ต้องตรวจอย่างละเอียดในทุกแง่มุม และทำอย่างไรให้ธุรกิจก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดในช่วงของการเปิดเฟสใหม่ สิ่งที่ต้องทำมีเยอะ ต้องประสานงาน เข้าไปดูจุดโน้น จุดนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ให้ดูได้ตลอด ต้องตรวจทุกอย่าง เพื่อจัดการให้เสร็จในเวลาที่กำหนด”

จีเอ็มสาว เล่าต่อว่า หลักคิดในการทำงาน เมื่อเราชอบมีความรักในงานที่เราทำ เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการที่เราขายทำทุกอย่างด้วยใจรัก มีความตั้งใจ ทำอย่างเต็มที่ ให้ใจเกินร้อย เราจะมีความสุขในการทำงาน มีพลังที่จะคิดสร้างสรรค์งานดีๆ เพื่อให้โรงแรมได้พัฒนาขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น จริงแล้วก็มี Role Model ที่ให้ความนับถือ คือ จิลล์ เครตัลเลซ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ แอคคอร์โฮเทล เคยร่วมงานกันตั้งแต่ที่ โซ แบงคอก และ จิลล์ เป็นจีเอ็มที่มีวิสัยทัศน์ไกล มองคนออก เป็นผู้บริหารที่มอบความไว้วางใจและอำนาจในการตัดสินใจในการทำงาน ไม่หยุมหยิมกับระเบียบขั้นตอนที่วุ่นวาย เพราะหลายอย่างที่ไม่สามารถรอขั้นตอนการอนุมัติ ต้องตัดสินใจ หรือลงมือทำทันที ตามกระแสสังคมบ้าง ไม่รู้ไม่ได้ ไม่ทำไม่ได้ เพราะทุกนาทีอาจเป็นโอกาสของเรา

ในด้านไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ด้วยพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ในวันหยุดที่กลับมาบ้าน จีเอ็มสาวสวย 37 ปี ชื่นชอบกับการเปิดโลกทัศน์กับร้านอาหารใหม่ๆ ไม่ว่าจะไปกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ร้านไหนอร่อย ร้านไหนเด่นดัง เธอต้องแวะเวียนไปสวมบทบาทเป็นนักรีวิวอาหารอย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนเวลาพักผ่อน ใช้เวลาว่างที่มี อาจจะไม่มากนัก เพื่ออยู่กับตัวเอง อยู่นิ่งๆ เพราะการทำงานแบบนี้ ได้เจอะเจอคนเยอะมากพอแล้ว การอยู่นิ่งๆ กับตัวเองบ้าง นั่งอ่านหนังสือบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนิยายที่เพื่อนๆ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายแจกจ่ายมา จนไม่ต้องหาซื้อเอง หรือหนังสือประเภท Self Improvement ที่สมัยนี้ เขียนในแนวตลกขบขัน ก็เป็นการมอบความสุขให้แก่ตัวเองได้เป็นอย่างดี

“ใช้ชีวิตอย่างสนุก ร่าเริง ด้วยการชาร์จแบตในโรงแรมที่มีชีวิตชีวา ช่วยให้สมองโปร่งโล่ง จิตใจแจ่มใสรวมถึง “อารมณ์ดี”ซึ่งเป็นหนึ่งของเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 อ. นั่นคือ อาหาร ออกกำลังกายอารมณ์ดี” และเธอก็กำลังส่งต่อ “อารมณ์ดี” ให้กับแขกผู้มาเยือน โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน แห่งนี้

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้…ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371748

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้...ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

บี มาย เกสท์ : ‘รณิดา เหลืองฐิติสกุล’ ชีวิตนี้…ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพ “ข้าราชการ” นับว่าเป็นงานที่มีความมั่นคงมีเกียรติ หากเป็นข้าราชการระดับสูงก็มีคนนับหน้าถือตา ในขณะเดียวกัน “ข้าราชการ” ก็ถูกมองว่าเป็นงานสบาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม แต่นั่นไม่ใช่ “ข้าราชการ” ในความคิดของรณิดา เหลืองฐิติสกุล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ ข้าราชการผู้ยึดมั่นในคุณธรรมและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง เพราะตระหนักดีว่า ข้าราชการ คือผู้ทำงานเพื่อประชาชนและแผ่นดิน ที่สำคัญเงินเดือนข้าราชการล้วนมาจาก “ภาษีของประชาชน”

รณิดา เล่าว่า มีความตั้งใจที่จะเข้ารับราชการมาตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะค่านิยมของพ่อแม่ในยุคเก่าที่อยากเห็นลูกรับราชการ เมื่อเรียนจบและสามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้ดังที่ตั้งใจ เธอจึงมุ่งมั่นที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่และดีที่สุด

“ดิฉันมีอริยสงฆ์ 2 รูป ที่นับถือ คือท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และ หลวงปู่แบนวัดดอนธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร ทั้งสองท่านเป็นพระสงฆ์ที่ไม่มีเงินเดือนแต่ท่านออกทำงานแจกจ่ายให้คนยากจน สร้างโรงพยาบาล คือนอกจากเผยแพร่พระพุทธศาสนา ท่านยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ ทำไมท่านถึงทำได้ แต่ตัวเราเองเป็นข้าราชการ กินเงินหลวง จะนิ่งเฉยอย่างไร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันทุ่มเททำงานให้ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งตัวเราเองก็เชื่อว่านี่คือโอกาสที่เราได้ทำบุญอีกทางหนึ่ง”

จากข้าราชการตำแหน่งเล็กๆ ไต่เต้าจนมาถึงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ รณิดา บอกว่า ก็ยังไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบสูง

“ตั้งแต่รับราชการมา ดิฉันกล้าพูดได้ว่าตนเองเป็นคนจริงจังกับงาน ทุ่มเท ยึดความสำเร็จที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เพราะงานราชการ เราทำงานด้วยงบประมาณที่มีจำกัด และเป็นเงินภาษีประชาชน ดังนั้น เราต้องเอาประโยชน์ของประโยชน์และประเทศชาติเป็นที่ตั้ง นี่คือสิ่งที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการเป็นราชการ

มีหลายๆ ครั้งก็คิดนะว่าพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานกับเรา เขาจะรำคาญเราหรือเปล่า เขาจะเหนื่อยมากไปไหม เราใช้งานเขาหนักไปไหม แต่ดิฉันก็จะบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดว่า งานของเรา คืองานที่ต้องนึกถึงประชาชนและประเทศชาติ เมื่อได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชามาแล้ว เราต้องทำให้เต็มที่ ก่อนทำงานก็ต้องวางแผนให้ดี ทำงานเสร็จแล้วก็ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ เพราะเมื่องานผ่านไปแล้วและมีข้อผิดพลาด บางครั้งเราก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย แต่ถ้าเราทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต นึกถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความสำเร็จของการทำงานปรากฏต่อสาธารณชน และสร้างความภาคภูมิใจในหน้าที่การงานของตนเองได้เป็นอย่างดี”

เรียกได้ว่าเป็น ข้าราชการน้ำดี และเป็นผู้หญิงเก่งที่มีความเป็น “ผู้นำ” แต่ทั้งนี้ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า การเป็นผู้นำหรือเป็นคนเก่ง ก็ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ถ้าไม่มีทีมงานที่ดี

“รูปแบบงานที่ดิฉันทำ ส่วนใหญ่คนจะบอกว่าไม่เหมือนงานทั่วไป แตกต่าง มีความทันสมัย เพราะดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครเก่งทุกอย่าง การทำงานต้องมีองค์ประกอบหลายส่วน ดังนั้น ในการทำงานจึงมีการเชิญผู้รู้ ผู้มีความเชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้การดำเนินงานโครงการต่างๆ มีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าผู้ที่เราเชิญมาทำงานด้วยล้วนมีอุดมการณ์ที่ดีในการปฏิบัติงานคือ คุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง เมื่อเรามีทั้งคนเก่ง และคนดี งานจึงออกมาสำเร็จตามเป้าหมาย”

ล่าสุด เธอเพิ่งเป็นโต้โผในการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “100 ภาพ 1,000 เรื่อง เมืองศรีสะเกษ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้มีโอกาสมาจัดนิทรรศการที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

“ด้วยหน้าที่ ดิฉันต้องลงพื้นที่อยู่เป็นประจำ เพื่อดูแลทุกข์สุขของพี่น้องชาวศรีสะเกษ ทำให้มีโอกาสได้เห็นมุมต่างๆ ที่คนนอกพื้นที่อาจจะยังไม่เคยเห็น จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการครั้งนี้เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เราพบเห็นก็ไม่สามารถที่จะเล่าได้หมด จึงให้ภาพถ่ายมาเล่าเรื่องเมืองศรีสะเกษแทน ดังคำกล่าวที่ว่าภาพหนึ่งภาพทดแทนคำพูดได้เป็นหมื่นๆ คำ โดยหวังว่าคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวที่ได้ชมนิทรรศการชุดนี้ จะเกิดแรงบันดาลใจอยากไปสัมผัสวิถีชีวิตและท่องเที่ยวที่จังหวัดศรีสะเกษบ้าง เพราะเรื่องเมืองศรีสะเกษ พูดอย่างไรก็พูดไม่หมด มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง”

ในด้านชีวิตส่วนตัว รณิดา คือ ภริยาของท่านผู้พิพากษา และเป็นแม่ของลูกๆ สามคน ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ยึดหลักธรรมและความพอเพียง

“สามีเป็นผู้พิพากษา อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนตัวดิฉันอยู่ที่ศรีสะเกษ ลูกๆ ก็อยู่ในวัยเรียนทั้งหมด วันหยุดสุดสัปดาห์หากไม่ติดงานราชการ จึงเป็นวันครอบครัว ดิฉันใช้วิธีการสื่อสารพูดคุยให้ลูกๆ เข้าใจว่าทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการที่ต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเขาก็เข้าใจ ถ้าลูกมีปัญหาอะไร พูดกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง เราพร้อมรับฟังและให้คำปรึกษาลูกได้เสมอ ในส่วนตัวของดิฉันหลักเลี้ยงลูกก็คือหลักธรรมะ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควร เพื่อเป็นแบบอย่างให้เขา ซึ่งมันได้ผลมากกว่าที่เราจะมานั่งพูดนั่งสอน เพราะเวลาที่เราใช้ร่วมกันในวันหนึ่งๆ มันก็น้อยอยู่แล้ว ดังนั้น เราต้องใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพดีกว่า”

การเป็นข้าราชการ ถือเป็นงานที่ได้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เป็นการสร้างความดีได้ทางหนึ่งอยู่แล้ว แต่สำหรับ รณิดา เธอยังเสียสละแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัว ในการทำงานเพื่อสังคมด้วยการก่อตั้งมูลนิธิบูชาคุณพระพุทธเจ้าและแทนคุณแผ่นดิน

“มูลนิธิฯ นี้ดิฉันก่อตั้งขึ้นเพื่อการช่วยเหลือพระพุทธศาสนา การสาธารณสุข การศึกษาของเด็กด้อยโอกาส และสาธารณกุศลอื่นๆ ด้วยความที่งานราชการของตนเอง ทำให้ได้พบเจอกับประชาชนคนไทยที่ยังขาดแคลน ด้อยโอกาส จึงอยากเป็นส่วนเล็กๆ ของสังคมที่จะสร้างเครือข่ายในการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ซึ่งทุนทรัพย์ก็มาจากเงินเดือนข้าราชการที่เหลือใช้จ่ายภายในครอบครัวแล้ว เราก็แบ่งส่วนหนึ่งมาทำประโยชน์ต่อผู้อื่น พอทำมาเรื่อยๆ เท่าที่กำลังทรัพย์เราพอมี ไม่เคยขอใครนะคะ แต่มีคนเห็นความตั้งใจของเราและเขาเองก็มีจิตกุศลอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็แสดงความจำนงมาร่วมกับมูลนิธิฯ ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้ดิฉันภูมิใจว่า สิ่งเล็กๆ ที่เราทำ แต่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้”

เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เราพอจะเชื่อมั่นได้ว่า “ข้าราชการไทยน้ำดี” ที่ไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทรก็เจอ

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367370

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล  จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

บี มาย เกสท์ : ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล จับธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม ตอบรับสังคมผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทั่วโลกกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ประเทศไทยก็เช่นกัน ในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนมากขึ้น จำนวนคนในวัยหนุ่ม-สาวก็ลดลง อีกทั้ง สภาพสังคมการอยู่อาศัยเปลี่ยนไปเป็น “ครอบครัวเดี่ยว” ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยขาดคนดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง “เนอร์สซิ่งโฮม” หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่กำลังเติบโตในประเทศไทย ทำให้ ศิรสิทธิ์ ตั้งจิตกมล ผู้บริหารหนุ่มวัย 28 ปี กระโดดมาจับธุรกิจนี้โดยนำประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ มาเปิดให้บริการ “เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม” ภายใต้สโลแกน “เพราะความสุขของคุณ สำคัญกับเรา”

ศิรสิทธิ์ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี น้องสาวของคุณยายป่วยและจำเป็นต้องมีคนดูอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ลูกหลานต้องทำงานนอกบ้าน ครอบครัวจึงตัดสินใจใช้บริการเนอร์สซิ่งโฮมแห่งหนึ่ง ด้วยชื่อเสียงและการเปิดให้บริการมานาน จึงคิดว่าเนอร์สซิ่งโฮมแห่งนั้นจะดูแลคุณยายของเขาได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ขาดทั้งการบริการและการเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุอย่างที่ควรจะเป็น

“สิ่งที่ประสบมากับครอบครัวเราคือ บริการที่ไม่ใส่ใจ กิริยาวาจาไม่สุภาพเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้สูงอายุ แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับการไม่ดูแลเอาใจใส่ที่จริงใจ ผู้ใหญ่ในบ้านจึงตัดสินใจจ้างคนมาดูแลในลักษณะของโฮมแคร์ แรกๆ เขาก็ทำงานดี แต่ก็มาดีแตกภายหลัง จับผิดได้เพราะติดกล้องวงจรปิด มันเลยเป็นประสบการณ์ตรงที่แย่สำหรับผมและครอบครัว ช่วงที่คุณยายเสียชีวิต ผมเพิ่งจบปริญญาโทและทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รวมๆ ประมาณ 3 ปี จึงมี Passion ว่า อยากจะทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮม”

แม้คุณพ่อและคุณแม่จะเป็นแพทย์ทั้งคู่ และตัวเขาเองก็จบด้าน MBA มา แต่การทำธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมสำหรับ ศิรสิทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาใช้เวลาศึกษาธุรกิจในช่วงระหว่างที่ยังทำงานอยู่สหรัฐอเมริกาอยู่พักใหญ่ รวมทั้งตระเวนศึกษาดูงานหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมั่นใจแล้วจึงเปิดให้บริการ “เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม” เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา

“ทั้งผม คุณพ่อ คุณแม่เอง เราช่วยกันตระเวนไปศึกษาดูงานเนอร์สซิ่งโฮมหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ อย่าง สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น รูปแบบการให้บริการในหลายๆ ด้าน แตกต่างกันมาก เราก็นำข้อดีมาประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรามากที่สุด ผมใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของอาคารสถานที่ ที่ออกแบบก่อสร้างมาเพื่อการพักอาศัยของ
ผู้สูงอายุ ซึ่งเน้นความปลอดภัยมากที่สุด เจ้าหน้าที่ในด้านการดูแลผู้สูงอายุระดับหัวหน้าของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 30 ปี เจ้าหน้าที่ระดับฅปฏิบัติการจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มีการดูแลโภชนาการ การดูแลสุขภาพเบื้องต้น รวมไปถึงการส่งต่อเพื่อรับบริการทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ”

การรับดูแลผู้สูงอายุของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม แบ่งกลุ่มได้ 3 รูปแบบ คือ ติดสังคม ติดบ้าน และติดเตียง ศิรสิทธิ์
อธิบายว่า ติดสังคม คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ตามปกติ แต่ต้องการมีเพื่อน มีผู้ดูแล ส่วนติดบ้าน คือผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันบางอย่าง หรือช่วยเหลือดูแลตัวเองได้เพียง 50% ผู้สูงอายุที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกหรือเดินไม่สะดวก และติดเตียง คือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลเต็มรูปแบบ

ความกังวลของลูกหลานที่จะนำผู้สูงอายุไปฝากไว้กับเนอร์สซิ่งโฮมนั้นมีมากมาย ซึ่งจุดนี้ ศิรสิทธิ์ เข้าใจและรู้ซึ้งดีกว่าใคร

“จากประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจเมื่อครั้งนำคุณยายไปฝากเนอร์สซิ่งโฮม เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมเปิดเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม ดังนั้น เมื่อผมมาทำธุรกิจนี้เอง แน่นอนว่าการบริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากเรามีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมืออาชีพในการดูแลผู้สูงอายุแล้ว สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่ของเพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม ต้องมีเซอร์วิสมายด์ มีทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งตรงนี้มันอาจจะดูได้จากขั้นตอนการสัมภาษณ์งานเพียง 60% แต่อีก 40% คือการบริหารจัดการบุคลากรของเรา ที่ผมเองก็ต้องดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เราต้องสร้างแอดติจูดที่ตรงกันในการให้บริการดูแลผู้สูงอายุเสมือนว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราเอง มากกว่าเป็นลูกค้ามาใช้บริการ ให้ท่านรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านหลังที่สอง เราไม่ได้ดูแลผู้สูงอายุแค่กายภาพภายนอก แต่เราต้องดูแลจิตใจเพื่อให้ท่านมีความสุขตลอดระยะเวลาที่อยู่เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮมมากที่สุด ซึ่งส่งผลดีต่อลูกหลานของผู้สูงอายุที่มาใช้บริการของเราด้วย เขาจะได้มีกำลังใจที่ดีในการทำงานได้อย่างสบายใจ”

เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮม เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 10 เดือน ศิรสิทธิ์ บอกว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในความดูแลที่หลักสิบ ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ

“ถ้ามองในแง่ธุรกิจ ตัวเลขผู้ใช้บริการอาจยังไม่มากนัก แต่สำหรับผมเราคิดว่า เราทำธุรกิจแบบอยู่ได้ดีกว่า หรือแบบค่อยๆ เติบโต เพราะการอยู่ที่เนอร์สซิ่งโฮมจะสะดวกสบาย ถึงอย่างไรผู้สูงอายุก็คงอยากอยู่ใกล้ชิดลูกหลานมากกว่า หาก
จำเป็นจริงๆ เพชรเกษมเนอร์สซิ่งโฮมจึงขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ เป็นบ้านหลังที่สองที่ไว้วางใจได้ว่าเราจะทำหน้าที่แทนได้อย่างไม่บกพร่องครับ”

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365893

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์  เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

บี มาย เกสท์ : น้องกาย-ด.ช.พสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เปียนิสท์ไทยคว้าแชมป์ระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ถ้าเราตั้งใจ น้องกายเชื่อว่าเด็กไทยทุกคนก็ทำได้ครับ”

เป็นคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของเด็กชายวัย 9 ปี นามว่า น้องกายหรือ เด็กชายพสิษฐ์ วัฒนาเลขาวงศ์ เจ้าของรางวัลชนะเลิศรายการ “World Championships of Performing Arts 2018” ที่น้องกายโชว์ความสามารถทั้งการเล่นเปียโน และการร้องเพลง ไม่เพียงคว้ารางวัลชนะเลิศแต่ยังพ่วงรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน และโล่ จากประเภทต่างๆ มาอีกเป็นหางว่าวในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

น้องกาย ดูเหมือนเด็กเนิร์ดที่อยู่กับหนังสือกองโต แต่แท้จริงเป็นหนุ่มน้อยสดใส ร่าเริง ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ เกรด 4
โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ เป็นลูกชายคนเล็กของ ไพบูลย์ วัฒนาเลขาวงศ์ และสุวรรณี ชนพันธ์นนท์ เจ้าของบริษัทสมาร์ทแลนด์ แอสเสท จำกัด เผยถึงแรงบันดาลใจของการเป็นนักเปียโนนั้นมาจากศิลปินดัง โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

“ตั้งแต่เด็กจำได้ว่าคุณแม่ชอบเปิดเพลงคลาสสิกให้ฟัง พอไปโรงเรียนก็จะมีคลาสดนตรีให้เราเลือกเรียนได้ตามความสนใจ น้องกายก็เลือกเรียนหลายอย่างจนมาเห็น พี่โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ ในทีวีที่พี่เขาเล่นเปียโนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย รู้สึกว่าพี่เขาเท่มากเล่นเปียโนก็ดี ร้องเพลงก็เพราะ น้องกายอยากเป็นเหมือนพี่โต๋บ้างครับ อีกอย่างคือคุณครูที่โรงเรียนเห็นว่าน้องกายเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีได้เร็ว โดยเฉพาะเปียโนก็บอกกับคุณแม่ว่าน้องกายน่าจะเป็นนักเปียโนได้”

 

น้องกาย เริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตามคำแนะนำของคุณครูตั้งแต่ตอน 4 ขวบครึ่งที่ Piano Academy of Bangkok” กับ ดร.พรพรรณ บันเทิงหรรษา และ ดร.คริสโตเฟอร์จันวอง แมคคิแกน ด้วยพรสวรรค์และการได้รับคำแนะนำรวมทั้งการฝึกฝนจากนักเปียโนฝีมือดีทั้งสองท่าน น้องกายฉายแววมากขึ้น และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากรายการ “1st Hong Kong Music Competition for Young Pianist” ซึ่งจัดขึ้นที่ฮ่องกง เมื่อปี 2014 รวมถึงได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงที่งานเทศกาลนานาชาติ Spovakov “Moscow Meets Friend” ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย และคว้ารางวัลต่างๆ ในการแข่งขันเปียโนในระดับนานาชาติเรื่อยมา

ล่าสุด น้องกาย เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จาก “World Championships of Performing Arts 2018” (WCOPA) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 22 ณ นครลอสแอนเจลีสรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายการแข่งขันที่สำคัญรายการหนึ่งของวงการดนตรีคลาสสิก โดยน้องกายลงแข่งในรุ่น Junior อายุ 8-10 ปี ชาย ทั้งการบรรเลงเปียโนเดี่ยวและการร้องเพลงประกอบการเล่นเปียโน ซึ่งนับเป็นเด็กไทยคนแรกที่สามารถทำได้ รวมถึงกวาดเหรียญรางวัลจากเวทีนี้มาอีก 14 เหรียญ อาทิ เหรียญทองจาก Instrument ประเภท Classical, เหรียญทอง จาก Instrument ประเภท Contemporary, เหรียญทอง จาก Instrument ประเภท Jazz, เหรียญทอง จาก Vocal with Self – Accompanimest ประเภท เป็นต้น จึงทำให้เรารู้ว่า น้องกาย ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะเปียโนเพียงอย่างเดียว

“คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้น้องกายได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่แค่เปียโน แต่น้องกายเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ด้วย อย่าง กีตาร์ วิโอล่า แซกโซโฟน หรือแม้แต่กีฬา น้องกายก็ชอบฟุตบอล บาสเกตบอล และน้องกายก็ชอบเรียนหนังสือ เพราะตอนนี้น้องกายยังเด็ก ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนสายดนตรีเลยไหม แต่คุณพ่อก็เป็นนักธุรกิจ กายก็อยากเป็นเหมือนคุณพ่อ น้องกาย
เลยไม่ทิ้งการเรียนหนังสือ เอาไว้ให้โตกว่านี้มั่นใจจริงๆ ว่าจะเป็นนักดนตรี หรือนักธุรกิจก็เลยต้องตั้งใจทำทุกอย่างให้ดี อนาคตแม้ว่าน้องกายจะไม่เป็นนักดนตรี แต่ข้อดีของดนตรี คือทำให้น้องกายมีสมาธิ มีระเบียบวินัย เพราะดนตรีต้องอาศัยการฝึกฝน มันก็ช่วยเรื่องเรียนได้ดีมาก เวลาเรียนหนังสือในห้องเรียนก็ตั้งใจเรียน ทำให้น้องกายไม่ต้องเรียนพิเศษ”

อีกหนึ่งรายการแข่งขันที่เป็นความภาคภูมิใจคือ การแข่งขันรายการ Best Etude Award from the “UCSI University International Piano Festival&Competition 2018” จัดขึ้นที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งน้องกายได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และทำให้ได้รับทุนไปเวิร์กช็อปที่ WELLS CATHEDRAL SCHOOL ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งมี
ชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนดนตรี เป็นเวลา2 สัปดาห์ ในเดือนธันวาคม 2561ที่จะถึงนี้อีกด้วย

 

 

“ทุกครั้งที่มีแข่งน้องกายไม่เคยคิดว่าตัวเองแข่งกับใคร เพราะคุณพ่อคุณแม่บอกเสมอว่า เราต้องแข่งกับตัวเอง การแข่งขันคือสนามที่ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือ ได้เจอเพื่อนใหม่ได้เจอนักดนตรีที่เก่งๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น เวลาที่ขึ้นเวทีแข่งขันน้องกายเลยไม่กดดัน ไม่เครียด แต่แสดงอย่างสุดฝีมือ รางวัลที่ได้มาก็เป็นความภูมิใจ เวลาที่ต้องซ้อมหนักน้องกายจึงไม่งอแง เพราะเป็นสิ่งที่เราเลือกจะทำด้วยตัวเอง ซึ่งน้องกายเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ดนตรี กีฬา การเรียนหนังสือ ถ้าเราตั้งใจ มุ่งมั่น ฝึกซ้อม น้องกายเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กเหมือนน้องกาย ก็สามารถทำได้สำเร็จเหมือนกัน มากกว่ารางวัล ความสำเร็จ การทำให้พ่อแม่ดีใจ ภูมิใจ เป็นสิ่งที่ดีกว่ารางวัลที่ได้มา น้องกายขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ”

ล่าสุดน้องกายยังได้มีโอกาสแสดงความสามารถด้านดนตรี เมื่อนักร้องนักดนตรีรุ่นพี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง เก่ง-ธชย ประทุมวงศ์ ซึ่งเคยไปคว้ารางวัลจากเวที WCOPA 2017 ในรุ่นบุคคลทั่วไป (Senior) ชวนน้องกายมา Featuring ร่วมกัน ซึ่งสามารถติดตามชมได้ที่ Youtube Channel Tachaya https://www.youtube.com/user/PirstsaclassOfficial

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าชื่นชมของเด็กไทยที่ต้องนำมาบอกต่อ หวังว่า น้องกาย จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยคนอื่นๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะ “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” น่ะสิคะ