บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334424

บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา  นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

บี มาย เกสท์ : ภาสวุฒิ-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา นักธุรกิจคู่แฝดวัยทีน ขายผ้าห่มกันยุง ยุค 4.0

วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ทำให้สองพี่น้องฝาแฝด ปก-ภาสวุฒิ และ ป้อง-ภาสวิชญ์ เลิศวรปรีชา ทายาท สิริน ฉัตรวิชัย นักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานโคมไฟ Degree Lighting Store ให้กับโปรเจกท์ชื่อดังมากมาย จึงถูกหล่อหลอมแนวคิดในการทำงานมาตั้งแต่เด็ก จนวันนี้สองหนุ่มวัย 17 ปี ผุดไอเดียสุดสร้างสรรค์เปิดธุรกิจสไตล์คนรุ่นใหม่ ผลิตและจำหน่ายผ้าห่มกันยุงภายใต้แบรนด์ “ห่มสยาม” ได้เสียงตอบรับที่ดีทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศอยู่ในขณะนี้

ป้อง-ภาสวิชญ์ แฝดน้อง เผยถึงความคิดเริ่มต้นของการทำธุรกิจว่า “เราปรึกษากันว่า อยากลองทำ Trading สินค้าอะไรที่แปลกใหม่ มีวันหนึ่งคุณแม่ไปขี่ม้าที่ต่างจังหวัดแล้วโดนแมลงกัด ผิวหนังบวม จนตกใจ เราเลยคิดว่าน่าจะมีอะไรที่จะกันยุงละแมลง เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่ในท้องตลาด เราก็มาศึกษาสินค้านี้เป็นผ้าห่มกันยุงกันแมลง”

“ห่มสยาม” ผ้าห่มกันยุงทำจากใยผ้าผสมโพลีเอสเตอร์ มีคุณสมบัติเป็นผ้าห่มบางเบา อุ่น กันยุงและแมลงรบกวน ที่สำคัญคือ ไม่มีกลิ่น โดยมีจำหน่ายทั้งสีราชนิยม สีกรักสีขาว (สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมและบุคคลธรรมดา) สีแดงเข้ม (สำหรับพระภิกษุของประเทศพม่า) และสีแดง (สำหรับพระภิกษุของประเทศลาว) ขนาด 135×180 เซนติเมตร ในราคา 580 บาท

แฝดพี่ ปก-ภาสวุฒิ เผยถึงช่องทางการจำหน่ายห่มสยามว่า ตอนนี้มีวางจำหน่ายที่ร้านค้าสังฆภัณฑ์และตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชอบทำบุญ ผู้ปฏิบัติธรรม และบุคคลทั่วไป ตอนนี้เพิ่งวางตลาดได้กว่า 4 เดือนแล้ว แต่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีความโดดเด่นเรื่องประโยชนใช้สอย ทั้งอุ่นทั้งกันยุงและแมลง จึงเกิดการบอกต่อและทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะเป็นธุรกิจแรกที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคู่แฝด ทั้งคู่จึงต้องแบ่งหน้าที่ช่วยกันดูแล แฝดน้อง ป้อง-ภาสวิชญ์ บอกว่า ปกจะบริหารจัดการเรื่องการส่งสินค้าหรือ Logistic ส่วนตัวเขาดูแลเรื่องสต๊อก และมีคุณแม่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้เราสองคน ช่วยดูเรื่องการวางแผนงาน เรื่องเอกสารและบัญชี

“ถึงแม้เราจะยังอายุน้อย แต่เมื่อคิดจะทำธุรกิจเราก็อยากทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งตอนนี้คุณแม่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ แล้วครับ ให้เราตัดสินใจเองทั้งหมด เวลาที่พบปัญหาเราสองคนก็จะช่วยกันคิด ลองหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเองก่อน แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าวิธีที่เราคิดนั้นดีหรือไม่ก็จะไปปรึกษาคุณแม่ครับ” ส่วน ปก-ภาสวุฒิ เสริมว่า “ความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถช่วยต่อยอดในเรื่องของวิธีคิดในการทำธุรกิจได้มาก เพราะเราเข้าใจลักษณะการทำธุรกิจแบบออนไลน์ ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย โดยนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเดิม ให้ทันกับโลกการแข่งขัน และโลกดิจิตัลด้วยครับ”

ด้วยอายุเพียง 17 ปี แน่นอนว่านักธุรกิจคู่แฝดยังต้องอยู่ในวัยเรียน ซึ่งขณะนี้ทั้งปกและป้อง กำลังศึกษาอยู่ที่ Stamford International University Bangkok ด้าน Creative Media Design ชั้นปีที่ 1 และหลังเรียนจบปริญญาตรี ทั้งคู่ก็วางแผนที่จะเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจทันที

ปก-ภาสวุฒิ เผยถึงอนาคตของเขาและคู่แฝดว่า “เราสองคนเลือกเรียนปริญญาตรีที่เมืองไทย เพราะอยากทำงานควบคู่ไปด้วย เป็นการหาประสบการณ์ ได้พัฒนาตนเอง และทำให้มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญคือ สร้างความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ช่วยเหลือตัวเองได้ แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พวกเราก็ตั้งใจทำเต็มที่ ทั้งการตั้งใจเรียนให้สำเร็จ และพัฒนาบริษัทควบคู่กับพัฒนาสินค้าให้ก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ เช่น เพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า ทั้งสี และผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นครับ”

นอกจากความเป็นพี่น้องฝาแฝดแล้ว ปกและป้อง สายสัมพันธ์ ความรู้สึกนึกคิดย่อมต้องมีมากกว่าคู่พี่น้องทั่วไป แต่ทั้งคู่ก็บอกว่า ความรัก ความผูกพัน ความสนิทสนมไม่ได้มีแค่เฉพาะคู่แฝด แต่ยังรวมไปถึงพี่ชายคนโต โชแปง-เลิศวริศ เลิศวรปรีชา อีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ แฝดน้อง ป้อง-ภาสวิชญ์ เล่าว่า “ตั้งแต่เด็กเราเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกันเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด รวมถึงพี่โชแปงด้วย ก็จะสนิทกันมาก เพราะคุณแม่จะสอนเรามาตลอด ให้รักกันมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน และให้เคารพพี่ชาย ซึ่งปกและป้องก็ทำจนติดเป็นนิสัย เวลาเจอพี่โชแปงก็ยกมือไหว้ เรา 3 คนพี่น้องจะรู้ความเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันตลอด”

หากจะมองว่าทั้งคู่ยังเด็ก ก็ต้องบอกว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลที่มีความคิดความอ่าน เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังการทำงาน ซึ่งน่าชื่นชมและควรอย่างยิ่งที่จะเป็น “ไอดอล” ที่เราควรช่วยกันสนับสนุน และหากใครสนใจ “ห่มสยาม” ผ้าห่มกันยุงของคู่แฝดนักธุรกิจวัยทีน ติดตามได้ที่ Facebook : Homsiamofficial และ IG : homsiam_official

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331961

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น  สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

บี มาย เกสท์ : เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย 2561

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นาทีนี้ชื่อของ บงกช สระทองอุ่น หรือ เชฟบี แห่งร้านอาหาร Paste ร้านอาหารไทยโบราณสุดฮอตยอดนิยมอันดับหนึ่งทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ล่าสุดคว้ารางวัล อีลีท® วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชียประจำปี 2561 ในงานประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ซึ่งสนับสนุน โดย ซาน เพลเลกริโน และ แอคคัว แพนนา มาหมาดๆ และยิ่งเมนูอาหารไทยโบราณกำลังอยู่ในกระแส เลยต้องตามไปคุยกับเชฟบีถึงก้นครัว และกว่าจะเป็นสุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชียในวันนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ต้องมีความอดทนอีกด้วย และยิ่งเมนูอาหารโบราณกำลังอยู่ในกระแส

เชฟบี เล่าว่า ตนเองเกิดมาในครอบครัวที่ทำอาหาร มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยส่วนตัวก็ชอบเข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มารู้ตัวจริงๆ จังๆ ว่าอยากเป็นเชฟ ก็เมื่อเข้าทำงานในแผนกอาหารและเครื่องดื่มในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในหน้าที่ติดต่อประสานงาน จึงมีความคิดที่อยากจะเข้าไปอยู่ในครัวแทน แต่ครั้งนั้นเธอถูกปฏิเสธจนกระทั่งได้พบกับ เจสัน ไบลี่ เจ้าของร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย ผู้เปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้งานครัวแบบมืออาชีพ และกลายมาเป็นคู่ชีวิต ผู้ร่วมหัวจมท้ายกับเธออีกด้วย

“ตัดสินใจย้ายไปออสเตรเลียเพื่อไปเรียนรู้งานครัว โดยมีคุณเจสัน เป็นคนเทรนให้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่งานครัวและการทำอาหารเท่านั้น แต่เราได้เรียนรู้กระบวนการของการทำธุรกิจร้านอาหารตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน แม้กระทั่งการเดินเสิร์ฟ เดินอย่างไรไม่ให้ชนกัน อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวทุกอย่างจะต้องเป็นระเบียบ ต้องเก็บไว้ที่เดิมเสมอ ตอนที่เราไปก็คิดว่าตัวเองมีพื้นฐานเรื่องการทำอาหารบ้างแต่พอไปที่โน่น คือ ต้องฝึกการหั่นผัก หั่นเนื้อสัตว์ให้เป็นแบบ Restaurant Standard แล้วที่ออสเตรเลีย ค่าแรงจะแพง พนักงานในร้านไม่เยอะ พอร้านเปิดลูกค้าเข้าร้านจะยุ่งมาก ทำให้เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะทำงานแข่งกับเวลา”

หลังได้รับการฝึกฝนจนกลายเป็นมืออาชีพแล้ว เชฟบีและสามี จึงได้เปิดร้านอาหารไทยแห่งใหม่ร่วมกันอีกหนึ่งร้าน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก การันตีด้วยรางวัล Best Thai Restaurant แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจขายร้านที่ออสเตรเลียเพื่อกลับมาเปิดร้านอาหารไทย ที่ประเทศไทย เมื่อปี 2556

“หลายคนอาจจะมองว่าทำไมถึงเสี่ยง เพราะร้านที่ออสเตรเลีย ก็ประสบความสำเร็จ ลูกค้าแน่นทุกวัน คืออยู่ที่โน่นทุกอย่างลงตัว อยู่ได้สบายมาก แต่เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาเปิดร้านอาหารที่ประเทศไทย เราจะทำได้ไหม อยากรู้ว่าถ้าคนไทยได้ทานจะพูดถึงรสชาติอาหารของเราอย่างไร ปรากฏว่ามาเปิดร้าน Paste แห่งแรกที่สุขุมวิท 49 แต่ 4 เดือนแรกคือ ร้านเงียบมาก แล้วเราก็ไม่รู้จักใคร เป็นช่วงที่มีลูกคนแรกด้วย มันเหนื่อย แต่ก็มานั่งคิดกันว่าระหว่างหยุดกับลุยต่อ เราจะเลือกอะไร แต่ในที่สุดเราก็เลือกที่จะสู้ คือถ้ามันจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อย่างน้อยเราจะไม่เสียใจว่าเราไม่ได้ทำมันเต็มที่

อีกสองเดือนหลังจากที่ตัดสินใจว่าสู้ต่อ เราไม่รู้ตัวเลยว่ามีสื่อฮ่องกงมาทานที่ร้าน แล้วเขาเอาเขียนรีวิวลง ฮ่องกง การ์ด ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาติอื่นๆ มาทานกันเยอะขึ้น สื่อไทยรู้จักเรามากขึ้น ก็ได้ออกสื่อทั้งไทยเทศ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก จากนั้นลูกค้าก็เพิ่มขึ้น ทำให้เราผ่านวิกฤติมาได้ ร้านที่สุขุมวิท 49 เปิดได้ 2 ปี แล้วเราได้รับการชักชวนให้มาเปิดที่เกษร วิลเลจ ก็เลยตัดสินใจปิดร้านที่สุขุมวิท เพราะเราอยากควบคุมคุณภาพมาตรฐานของร้านให้ดีที่สุด”

เชฟบี ให้นิยามของอาหารไทยที่ร้าน Paste ว่าเป็น Modern Thai คืออาหารไทยโบราณรสชาติที่คุ้นเคย ที่ได้รับการปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันที่คนสมัยใหม่ก็ทานได้ โดยที่ไม่ละทิ้งความเป็นไทยแท้ ผ่านหน้าตาที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามสะดุดตา ซึ่งเมนูของที่ร้านนี้มีทั้งตำรับชาววังและพื้นบ้าน ซึ่งทุกเมนูที่คัดสรรมาเสิร์ฟเชฟบี ได้ค้นคว้าศึกษาต้นตำรับอย่างถึงแก่นแท้

“ถ้าเป็นตำรับพื้นบ้าน แกงป่าเหมือนๆ กัน แต่ว่าแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่นมีวัตถุดิบ เครื่องปรุง กรรมวิธีการปรุงที่แตกต่างกัน หรืออย่างจังหวัดน่านและมีชาวไทลื้อที่มีน้ำพริกถั่ว เป็นอาหารประจำชนชาติเขา ตอนเราดูเขาทำให้ทาน มันดูง่าย ส่วนผสมมีพริกแกง ถั่วมะเขือเทศ ปรุงด้วยเกลือ แล้วก็ซีอิ๊วขาวนิดหน่อย แค่นี้ก็อร่อยแล้ว แต่พอมาทำเองทำไมไม่ได้รสชาติแบบนั้น ก็ต้องไปศึกษารายละเอียด ทำให้รู้ว่าอะไรใส่ก่อนใส่หลัง อุณหภูมิ ไฟแรงไฟอ่อนมีผลต่อรสชาติทั้งสิ้น ส่วนอาหารไทยโบราณตำรับชาววัง ก็จะศึกษาจากตำรับตระกูลสนิทวงศ์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ถ้ามีเวลาก็เลยชอบที่จะเดินทางไปศึกษาอาหารพื้นบ้าน อ่านตำราอาหารไทย หรือไปเดินตลาดบ้านๆ ทำให้เราเห็นผักพื้นบ้านแปลกๆ ที่จะนำมาใช้กับที่ร้าน เพราะมันคือความตั้งใจของเราในการทำอาหารไทย ที่ต้องการรักษารสชาติความเป็นไทย และนำอาหารไทยโบราณหลายๆ ชนิดที่คนไทยเองอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ทานกัน”

เกือบ 5 ปีแล้วที่ Paste เปิดให้บริการมา และขึ้นแท่นเป็นร้านอาหารไทยโบราณที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายคนต้องมาลิ้มลอง และหลายคนมาแล้วมาอีก

“รางวัลในประเทศที่ได้ก็หลายรางวัล แต่รางวัล อีลีท®วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย เป็นรางวัลระดับนานาชาติรางวัลแรกและเท่าที่ทราบเราเป็นเชฟหญิงไทยคนที่สองของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลนี้ ตอนแรกที่ได้รับการแจ้งข่าวมาก็ งงๆ นิดหน่อย ว่ากรรมการเขามาที่ร้านตอนไหน แต่พอรู้ว่าเป็นรางวัลที่ได้จากการโหวตของผู้มาใช้บริการ ซึ่งมีทุกชาติทุกภาษา ก็ทำให้รู้สึกดีใจที่เราได้รับการยอมรับ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความกดดัน การได้รับรางวัลเยอะก็ต้องเป็นที่จับตามอง ลูกค้าก็จะคาดหวังเยอะขึ้น ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือการรักษามาตรฐานของร้าน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง”

นอกเหนือจากรางวัลที่การันตีความสามารถ และรสชาติของอาหารแล้ว สิ่งที่เธอภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือ การได้มีส่วนอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านอาหารไทยโบราณ ที่แม้ว่าหน้าตาอาจจะดูร่วมสมัย แต่รสชาติยังคงคุ้นลิ้น ที่ไม่ใช่แค่คนไทยยอมรับ แม้แต่ชาวต่างชาติยังต้องร้องว้าว!!!

ท้ายที่สุด ขอแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะไปลิ้มลองอาหารไทยโบราณรสมือ อีลีท® วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งเอเชีย ประจำปี 2561 ขอให้จองโต๊ะล่วงหน้าไว้ก่อนจะดีกว่า โทร.02-6561003 เพราะหาก walk in เข้าไปอาจจะต้องผิดหวังนะเจ้าคะออเจ้า

บี มาย เกสท์ : เภสัชกรหญิง วิภาดา มานุวงศ์ เธอสู้สุดพลัง เพื่อเลี้ยงลูกแฝดด้วย‘นมแม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/324501

บี มาย เกสท์ : เภสัชกรหญิง วิภาดา มานุวงศ์  เธอสู้สุดพลัง เพื่อเลี้ยงลูกแฝดด้วย‘นมแม่’

บี มาย เกสท์ : เภสัชกรหญิง วิภาดา มานุวงศ์ เธอสู้สุดพลัง เพื่อเลี้ยงลูกแฝดด้วย‘นมแม่’

วันจันทร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

…คุณหมอบอกว่า อาจจะไม่มีน้ำนมนะ พยาบาลลองมาบีบๆ ดูก็เห็นว่ามีน้ำนมซึมออกมา เราก็ให้พาน้องมาเข้าเต้าเลยค่ะ อยากให้นมลูกด้วยตัวเอง ปรากฏว่ามันออกน้อยมากๆ ขนาดที่ว่านวดด้วยมือใช้เครื่องปั๊มก็ยังมีแต่ลม ลำพังแค่ลูกคนเดียวก็ไม่พอ ลูกแฝดไม่ต้องพูดถึง ลูกกินไม่อิ่มแน่ๆ แต่ด้วยวิญญาณความเป็นแม่ เราก็รู้สึกยอมไม่ได้…

แม้จะมีอุปสรรคและต้องผ่านความยากลำบากถึงขั้น “เกือบเอาชีวิตไม่รอด” แต่ด้วยพลังแห่งรักที่ยิ่งใหญ่จึงทำให้ เภสัชกรหญิง วิภาดา มานุวงศ์ ผ่านความยากลำบากจนสามารถทำหน้าที่ “แม่” ได้อย่างที่ตั้งใจ และส่งต่อพลังนั้นไปสู่คุณแม่คนอื่นๆ อีกด้วย

ภกญ.วิภาดา เล่าถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่ “แม่” ให้ฟังว่า ด้วยความที่แต่งงานช้า อายุของสามี ดร.ธีรพัทธ์มานุวงศ์ และตัวเธอก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีลูกเองด้วยวิธีการธรรมชาตินั้นเป็นไปได้ยาก ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิทยาการทางการแพทย์เพื่อที่จะมีลูกมาเติมเต็มครอบครัวเล็กๆ

“ทำกิฟท์ครั้งแรกไม่ติด มาติดครั้งที่สองและผลคือ มีลูกแฝด ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าการมีลูกแฝดด้วยอายุและสรีระของเราที่เป็นคนตัวเล็กจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ พออายุครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน ปรากฏว่ามีเลือดออกไม่หยุดมีอาการคล้ายว่าจะคลอด คุณหมอสั่งห้ามเคลื่อนไหวโดยเด็ดขาด ต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงเพียงอย่างเดียวจนครบกำหนดคลอดด้วยวิธีการผ่าตัด

ตอนที่อยู่ในห้องผ่าตัดหลังจากเห็นหน้าลูกแล้ว พยาบาลนำตัวลูกไปไว้ที่ห้องเด็ก ซึ่งคุณพ่อเขาตามไปด้วย ตอนนั้นเองที่ตัวเราหมดสติไป สามีมาเล่าให้ฟังว่า คุณหมอให้เจ้าหน้าที่มาตามเขากลับไปที่ห้องผ่าตัด คุณหมอแจ้งว่าตัวแม่จะไม่ไหวนะ เพราะมีเลือดออกมาก ให้ทำใจ ทีมแพทย์ก็พยายามอย่างเต็มที่ หมดเลือดไปเยอะมาก สาเหตุคือ มดลูกมันขยายตัวเยอะเนื่องจากเป็นลูกแฝดและเด็กตัวใหญ่บวกกับรกลอกตัวไม่สมบูรณ์ ทำให้คุณหมอต้องดึงรกออก จึงทำให้เกิดแผล แต่คิดว่าเรายังมีบุญ ในที่สุดก็กลับมาได้ฟื้นขึ้นมาเห็นสายระโยงระยางไปหมด คำถามแรกคือลูกเป็นอย่างไร พอรู้ว่าเขาสมบูรณ์แข็งแรงดี ก็เบาใจ แต่คุณหมอก็บอกว่า เราจะไม่สามารถตั้งครรภ์มีลูกได้อีกมีอาการตัวบวม ซีด ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงทำให้เรามีภาวะคล้ายๆ วัยทองหลังคลอด”

ผลข้างเคียงที่เกิดจากการเสียเลือดเพราะตั้งครรภ์ลูกแฝด ภกญ.วิภาดา บอกว่า หลายๆ ข้อเธอทำใจยอมรับได้ แต่สิ่งที่คนเป็นแม่อย่างเธอยอมรับไม่ได้คือ การไม่มีน้ำนมแม่ให้ลูกดื่มกิน คุณแม่สาย “สตรอง” คนนี้ จึงตั้ง “สติ” ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกได้ดูดนมจากเต้า

“คุณหมอบอกว่าอาจจะไม่มีน้ำนมนะ พยาบาลลองมาบีบๆ ดูก็เห็นว่ามีน้ำนมซึมออกมา เราก็ให้พาน้องมาเข้าเต้าเลยค่ะ อยากให้นมลูกด้วยตัวเอง ปรากฏว่ามันออกน้อยมากๆ ขนาดที่ว่านวดด้วยมือ ใช้เครื่องปั๊มก็ยังมีแต่ลม ลำพังแค่ลูกคนเดียวก็ไม่พอ ลูกแฝดไม่ต้องพูดถึง ลูกกินไม่อิ่มแน่ๆ แต่ด้วยวิญญาณความเป็นแม่เราก็รู้สึกยอมไม่ได้ พอกลับมาบ้านทั้งเราและสามีก็รีเสิร์ชตำราโบราณกันใหญ่ว่า อะไรที่กินแล้วจะช่วยบำรุงนมแม่ ตัววิเองก็จะบันทึกไว้ว่าวันนี้เรากินฟักทอง กินขิงกินผักผลไม้ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงน้ำนมแบบนี้ วนๆ ไป แล้วปริมาณน้ำนมได้มากน้อยแค่ไหน”

จากประสบการณ์ความยากลำบากในการขาดแคลนนมแม่ และตนเองก็เป็นเภสัชกร จึงเข้าใจถึงหัวอกแม่ทุกคนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตน้ำนมได้เพียงพอต่อความต้องการของลูก จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ ภกญ.วิภาดา คิดค้นตัวช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนมีสุดยอดน้ำนม ซุปเปอร์ฟู้ดที่ดีที่สุดสำหรับลูก ภายใต้แบรนด์ All Milk

“ก่อนหน้านั้นมีเพื่อนๆ มาชวนทำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทสวยงามเยอะมาก แต่ใจเราไม่ชอบ ก็เลยไม่ทำพอมามีลูก มาเจอปัญหาของตัวเองและรู้ว่าแม่ๆ อีกหลายท่านที่เจอปัญหาเดียวกัน วิจึงใช้ประสบการณ์จากการบันทึกอาหารที่เราทานแต่ละชนิดว่าอะไรที่จะช่วยได้มากที่สุดจนได้ All Milk ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ โคลีน สารสกัดจากไข่แดงที่ช่วยเรื่องการพัฒนาสมองของลูก โดยเฉพาะส่วนของความจำและการเรียนรู้ สารสกัดจากผักและผลไม้ 5 สีที่ช่วยเพิ่มวิตามินและบำรุงสมอง และสารสกัดจากสมุนไพรต่างๆ เช่น ขิง ขมิ้น ในรูปแบบแคปซูลสะดวกต่อการพกพา กินง่าย ส่วนชื่อก็มีที่มีจากชื่อของลูกแฝดชาย ออกัส กับ อลาสก้า ค่ะ”

แต่กว่าจะวางจำหน่าย เภสัชกร คุณแม่ลูกแฝด ก็ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพด้วยตนเอง รวมถึงส่งผลิตภัณฑ์ไปให้เพื่อนๆ คนรู้จัก ที่กำลังให้นมลูก ได้ทดลองใช้เพื่อเก็บข้อมูลอีกด้วย

“ฟีดแบ๊กที่ได้รับจากเพื่อนๆ คนรู้จักที่มีปัญหาผลิตน้ำนมได้น้อย พอได้กิน All Milk แล้วทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง สามารถปั๊มน้ำนมได้ปริมาณเยอะกว่าเดิม แต่ที่สำคัญคือไม่ใช่ว่ากิน All Milk แล้วคุณแม่ไม่ต้องทำอะไร คุณแม่ก็ยังควรที่จะทานอาหารให้ครบหมู่ ทานสิ่งที่มีประโยชน์ และที่สำคัญอย่าเบื่อหน่ายในการปั๊มนมตามรอบ เพราะโดยธรรมชาติถ้าร่างกายผลิตน้ำนมแล้วไม่ถูกนำไปใช้ มันก็จะลดการผลิตลงโดยอัตโนมัติ”

All Milk นับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ที่เห็นความสำคัญของนมแม่ ที่ไม่ได้เป็นแค่อาหารทำให้ลูกอิ่มท้อง แต่ยังเป็นสิ่งที่จะสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับลูกของเราเอง

“นมแม่เป็นสิ่งที่สร้างสายใย เป็นการส่งผ่านความรักระหว่างแม่กับลูก ทุกครั้งที่ได้ให้นมลูก เขารับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยที่แม่มีต่อเขา วิจึงอยากให้กำลังใจและส่งเสริมคุณแม่ทุกๆ ท่านในการให้นมแม่ อาจจะเป็นงานที่เหนื่อยหน่อยแต่การที่ได้เห็นลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็จะทำให้เราหายเหนื่อยได้เองค่ะ ตอนนี้น้องออกัส อลาสก้า อายุ 11 เดือนแล้ว ไม่ได้เข้าเต้าแต่น้องก็ยังดื่มนมแม่อยู่ ซึ่งวิก็ตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไปจนกว่าน้ำนมจะหมดฅไปตามธรรมชาติ”

แม้ว่าการจะมีน้องสาวให้ลูกแฝดอีกสักคน จะเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ ภกญ.วิภาดา ก็ไม่เสียใจ ทุกวันนี้เธอทุ่มเทเวลาในการเลี้ยงดู น้องออกัส น้องอลาสก้า อย่างเต็มที่ ให้สมกับที่ฟ้าได้ให้โอกาสเธอได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “แม่” ซึ่งเธอเชื่อว่าเลือดในอกที่กลั่นมาเป็นน้ำนม กับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ จะทำให้ลูกทั้งสองคนเติบโตมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปในอนาคต

บี มาย เกสท์ : ศิริกาญจน์ บุญกาญจน์ ทายาทรุ่นที่สอง เบอกาม็อท พลิกโฉมสู่ความร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/323094

บี มาย เกสท์ : ศิริกาญจน์ บุญกาญจน์ ทายาทรุ่นที่สอง เบอกาม็อท พลิกโฉมสู่ความร่วมสมัย

บี มาย เกสท์ : ศิริกาญจน์ บุญกาญจน์ ทายาทรุ่นที่สอง เบอกาม็อท พลิกโฉมสู่ความร่วมสมัย

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถามถึงแชมพูสระผมแบรนด์ไทย และได้ชื่อว่าแชมพูยาขนานแท้ ทุกคนต้องนึกถึงชื่อ “เบอกาม็อท” ที่คอยดูแลสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมคนไทยมายาวนานกว่า 30 ปี หากใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เบอกาม็อท ก็จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของผลิตภัณฑ์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีความโมเดิร์น ดูร่วมสมัยมากขึ้น และนั่นคือผลงานของเจเนอเรชั่นที่ 2 อย่าง ศิริกาญจน์ บุญกาญจน์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว ด้วยความรักและความผูกพัน

ศิริกาญจน์ บุญกาญจน์ หรือ ฝ้าย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ออดินริค-ไทย จำกัด ลูกสาวคนโตของ วิรัตน์และศิริพร บุญกาญจน์ สองสามีภรรยาผู้ปลุกปั้นแบรนด์ เบอกาม็อท แชมพูสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผม ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน การคลุกคลีอยู่ในบริษัทตั้งแต่เล็ก ทำให้เธอมองเห็นความรักที่มีต่อแบรนด์ของคุณพ่อและคุณแม่ ที่ค่อยๆ สร้างจนเติบโตอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้

“ฝ้ายใช้แชมพูเบอกาม็อทตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเพื่อนคุณพ่อที่คิดสูตรเบอกาม็อท ท่านทำให้เป็นพิเศษ เพราะกลัวหลานแพ้แชมพูทั่วไป เป็นแชมพูเบอกาม็อทนี่ล่ะค่ะ แต่แค่สูตรอ่อนโยนพิเศษแบบไม่ใส่น้ำหอมท่านบอกเดี๋ยวหลานผมไม่สวย(หัวเราะ) ซึ่งปรากฎว่าใช้ดีมาก ฝ้ายไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะเลยตั้งแต่จำความได้และก็ใช้มาตลอด

ตอนเด็กๆ เราก็วิ่งเล่นอยู่ในออฟฟิศ โตมากับตรงนี้ เวลาประชุมก็เข้าไปฟังคุณพ่อบ้าง สิ่งที่เราเห็นมาตลอดคือความรักและความทุ่มเทของคุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณน้าพนักงานบริษัททุกท่าน ที่ค่อยๆ สร้างแบรนด์เบอกาม็อทให้คนไทยได้รู้จัก สมัยก่อนเวลาที่ตัวแทนจำหน่ายมารับของ เรายังเคยช่วยแพ็ก พอโตมาอีกนิด ช่วงเรียนมัธยม ฝ้ายรู้ตัวเองเลยว่าอยากเรียนด้านการตลาด อยากจะกลับมาช่วยพัฒนาแบรนด์ของครอบครัว นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราขยัน แล้วก็เปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด”

ทันทีที่เรียนจบปริญญาโท สาขา MSc Strategic Marketing จาก Imperial College London ประเทศอังกฤษ เธอก็มารับตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เต็มตัว โดยโปรเจกท์แรกที่ผู้บริหารเจนฯ สองของเบอกาม็อทลงมือทำทันที คือการพลิกโฉมเบอกาม็อทที่คุ้นหน้าคุ้นตามาตลอดตั้งแต่ตัวเองเกิด

“พอมารับหน้าที่ดูแลการตลาด ฝ้ายเข้ามาศึกษาด้านต่างๆ ของแบรนด์ สิ่งที่เราพบคือ ยอดขาย ไม่ใช่ว่าขายไม่ได้แต่ยอดขายไม่โต ในขณะที่อีกด้านเราพบว่าจริงๆ แล้วคนรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมกันเยอะมาก แต่ทำไมกลุ่มคนรุ่นใหม่ถึงไม่เป็นลูกค้าเรา จากปัญหาตรงนี้ เราก็ทำการศึกษาตลาดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้พบว่า เขาไม่รู้จักเรา หรือบางคนรู้จัก แต่แบรนด์เราไม่ดึงดูดมากพอที่จะให้เขามาใช้ มันจึงทำให้ได้คำตอบว่า ผลิตภัณฑ์เราดีจริงไม่อย่างนั้นคงอยู่ไม่ได้ถึง 30 ปี และเราก็ใช้เองด้วย เราจึงมั่นใจในคุณภาพ แต่เพราะด้วยความที่มันอยู่มายาวนานในแบบเดิมๆ กลุ่มคนรุ่นใหม่จึงไม่ได้มาเป็นลูกค้าเรา จึงทำให้ฝ้ายตัดสินใจที่จะรีแบรนดิ้งเบอกาม็อทเป็นครั้งแรก”

การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของ เบอกาม็อท ในครั้งนี้ นับเป็นการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ เพราะนอกจากการปรับโฉมแพ็กเกจแล้ว ยังเน้นในด้านการสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเธอเป็นอย่างมาก

“ฝ้าย อยากบอกให้ผู้บริโภคมั่นใจเหมือนที่ตัวเองเชื่อมั่น การสื่อสารกับผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อรู้จุดอ่อนของตัวเอง เช่น แพ็กเกจจิ้ง บรรจุภัณฑ์ของเรามันดูเชย มันยังดูไม่ใช่สำหรับคนรุ่นใหม่ ก็มาเริ่มปรับจากตัวเราก่อน ทำแพ็กเกจจิ้งให้ดูร่วมสมัยขึ้น หลังจากนั้นเราก็มาปรับในส่วนของการสื่อสาร เราจะบอกเล่าเรื่องราวของเราอย่างไร ฝ้ายก็วางแผนการตลาด การทำประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจจิ้งใหม่ไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว สำหรับการตอบรับถือว่าดีมากๆ

ที่สำคัญคือ ฝ้ายได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่ ให้ดูแลเรื่องการบริหารแบรนด์ ท่านให้อิสระในการแสดงความคิดเห็นและได้ลงมือทำ และคอยให้คำปรึกษาจนทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งส่วนตัวก็ภูมิใจมาก ที่สามารถแบ่งเบาภาระการทำงานมาจากท่านได้”

เห็นเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนขนาดนี้ สิ่งที่คุณฝ้ายให้ความสำคัญคือการสร้างสมดุลของชีวิต “เวลาทำงาน ฝ้ายทำงานเต็มที่ คือเรียกว่าหมกมุ่นเลยก็ว่าได้ ฝ้ายจะอินกับการทำงาน แล้วก็สามารถที่จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จลุล่วง พอเวลาเลิกงาน เราจะออกไปเจอเพื่อนบ้าง เพราะถ้าอยู่กับที่อยู่กับสิ่งเดิมๆ บางครั้งเราจะคิดอะไรไม่ออก ไอเดียไม่เกิด เวลาว่างส่วนใหญ่ฝ้ายจะชอบดูหนัง อ่านหนังสือ ตอนนี้ก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการรับประทานอาหาร ลดขนมนมเนย หันมาทานแบบเฮลท์ตี้มากขึ้น เพิ่มการออกกำลังกาย ก่อนหน้านี้มีไปชกมวยด้วย แต่ตอนนี้กำลังอินกับการดำน้ำ เพิ่งไปเรียนมาสนุกมาก รู้สึกชอบเลยค่ะ คือเวลาที่เราดำน้ำ มันเหมือนได้อยู่กับตัวเอง ทำให้มีสมาธิสูงมาก

ในปีหนึ่งๆ จะมีทริปเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง ฝ้ายจะชอบไปเที่ยวสถานที่ที่ได้เห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เมื่อก่อนตอนยังไม่ทำงาน เวลาเที่ยวคือ สนุกอย่างเดียว แต่ตอนนี้เริ่มมีระบบการคิดอีกแบบแล้วค่ะ เวลาเดินทางไปที่ต่างประเทศ เข้าร้านค้าหรืออะไรก็ตาม เราจะเริ่มมองหาอะไรที่เป็นประโยชน์กับแบรนด์ คือ เที่ยวด้วย ได้ไอเดียสำหรับการทำธุรกิจไปด้วย ซึ่งมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ”

สำหรับเป้าหมายสำคัญของผู้บริหารรุ่นที่สองแห่งเบอกาม็อท นั่นคือ การสานต่อรักษาสิ่งที่บุพการีสร้างมา ด้วยการสร้างแบรนด์ให้ เบอกาม็อท เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการขยายกลุ่มสินค้าให้หลากหลาย ซึ่งเราเชื่อว่าด้วยความสามารถและผลงานแรกกับการรีแบรนดิ้ง สิ่งที่เธอวางแผนไว้คงไม่ใช่เรื่องยาก

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ กับ 50 ปี คณะอักษรฯ ศิลปากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/315351

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ  กับ 50 ปี คณะอักษรฯ ศิลปากร

บี มาย เกสท์ : ผศ.ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ กับ 50 ปี คณะอักษรฯ ศิลปากร

วันเสาร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บทประพันธ์เรื่อง “น้ำใสใจจริง” ผลงานเขียนชิ้นเอกระดับขึ้นหิ้งของ ว.วินิจฉัยกุล หรือ คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความผูกพัน มิตรภาพ ของนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รุ่นแรกซึ่งเป็นคณะแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ก่อตั้งและเปิดการเรียนการสอน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 ที่ฉายให้เห็นภาพชีวิตนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร ทั้งการเดินทาง และความสะดวกสบายในด้านต่างๆ แต่จากภาพในนวนิยาย มาถึงปัจจุบัน คณะอักษรศาสตร์ จะมีอายุครบ 50 ปี ในเดือนมิถุนายน 2561 มาถึงวันนี้ อักษร ศิลปากร จะพัฒนาไปอย่างไร คงไม่มีใครเล่าได้ดีเท่ากับ ผศ.ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ คณบดี คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อย่างแน่นอน

ผศ.ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ ถือเป็นผู้มีความผูกพันกับ อักษร ศิลปากร เป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 และได้รับการเลือกสรรให้ดำรงตำแหน่งคณบดี เมื่อ 12 กรกฎาคม 2558

“ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นผู้สถาปนาก่อตั้งคณะอักษรศาสตร์ขึ้น นับเป็นคณะวิชาลำดับที่ 5 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่เป็นคณะวิชาแรกของวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งเรามักจะได้ยินนักศึกษา หรือคนทั่วไปเรียกเราว่า อักษร ศิลปากร ทับแก้ว และเราเป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่มีคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่ได้มีแต่เรื่องภาษา แต่มีทั้ง มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ ศิลปศาสตร์ ดังนั้น คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงมีทั้งภาควิชาที่เป็นภาษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา ภาควิชาบรรณรักษ์ศาสตร์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ และภาควิชานาฏยสังคีต ซึ่งเป็นภาควิชาการละคร ดนตรีไทย และทัศนศิลป์”

นับแต่วันแรกที่เปิดการเรียนการสอน จนถึงปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายกับคณะอักษรศาสตร์แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่ได้มีการพัฒนาให้มีความหลากหลายและตอบรับกับสังคมโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น

“ปัจจุบันเรามีหลักสูตรถึงระดับปริญญาเอก หรืออย่างสาขาวิชาภาษาปัจจุบันตะวันออก ก็คือภาษาในประเทศเอเชียตะวันออกหลักๆ ที่ได้รับความนิยม อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมไปถึง เขมร เวียดนาม ภาษาที่ใช้ในประเทศอาหรับ เป็นต้น เรายังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่มีการจัดหลักสูตรร่วมกัน เช่น หลักสูตร 3+1 ระดับปริญญาตรีสำหรับนักศึกษาโครงการปกติที่เรียนภาษาปัจจุบันตะวันออก คือ เรียนที่คณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร 3 ปี แล้วไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคู่สัญญาอีก 1 ปี หรือ 7+1 สำหรับนักศึกษาโครงการเอเชียศึกษา จะเรียนที่เรา 7 เทอม และไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคู่สัญญาอีก 1 เทอม ในอนาคตเราก็มีอีกหลายโครงการที่จะทำให้คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความแข็งแกร่งและก้าวไกลไปในระดับสากล”

งานในตำแหน่ง คณบดี ถือเป็นงานที่มีความรับผิดชอบหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วรางคณา ก็ยังไม่ทิ้งงานสอน เพราะการสอนหนังสือคือสิ่งที่รัก และทำให้ได้รู้จักกับลูกศิษย์ ปัญหา หรือสิ่งที่คณะต้องได้รับการแก้ไข

“งานสอนและงานบริหารเป็นงานที่สนุกและหนักแตกต่างกัน ในฐานะอาจารย์ผู้สอนเราก็ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะการเรียนการสอนเอาแค่สิบปีที่ผ่านมาก็ไม่เหมือนเดิม เพราะปัจจุบันเราต้องมองถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก และเทคโนโลยีการสื่อสารก็ทำให้ทุกที่กลายเป็นห้องเรียน แต่ในขณะที่งานบริหารเราต้องภาพรวมทั้งหมด ไม่สามารถที่จะโฟกัสจุดใดจุดหนึ่งได้ ต้องมีการวางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว จะทำอย่างไรให้คณะอักษรศาสตร์พัฒนาไปพร้อมกันทุกภาคส่วน ซึ่งในตำแหน่งคณบดี ก็ต้องขอบคุณรองคณบดี คณะที่ปรึกษา และคณาจารย์ทุกท่าน ที่มีความแน่วแน่ตั้งใจมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคณะให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น”

สำหรับการดำรงตำแหน่งคณบดีของ ผศ.ดร.วรางคณา นั้นยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งท่านบอกอย่างหนักแน่นว่า จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับการผลักดันให้เกิดหลักสูตรที่จะตอบสนองความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตร Double Degree หลักสูตรที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ในโอกาสครบรอบ 50 คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ ได้มีการจัดกิจกรรมบริการวิชาการหลากหลายตลอดปี เริ่มด้วยงานแรก วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานปาฐกถา และเสวนา อาทิ การปาฐกถาเรื่อง เหลียวหลังแลหน้า 50 ปีวิชาอักษรศาสตร์ โดย ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ การเสวนาเรื่อง “อักษรศาสตร์ในความทรงจำ” โดยอดีตคณบดี ศ.เกียรติคุณ ดร.เจนา นาควัชระ, ศ.เกียรติคุณ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์, รศ.ดร.เพ็ญศิริ เจริญผล, รศ.ดร.มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์ และ ผศ.ดร.สมชาย สำเนียงงาม รวมถึงการเสวนาของสาขาวิชาต่างๆ ส่วนในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2560 จะมีการแสดงละครเวทีเรื่อง น้ำใสใจจริง ภาควิชานาฏยสังคีต โดยวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ยังได้รับเกียรติจาก ว.วินิจฉัยกุล หรือ คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ เจ้าของบทประพันธ์ และยังเป็นอดีตอาจารย์ประจำคณะ มาร่วมเสวนาเกี่ยวกับบทประพันธ์เรื่องนี้อีกด้วย ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ของคณะได้ที่ www.arts.su.ac.th หรือโทร.034-255096-7

บี มาย เกสท์ : สุชาดา ไทยบรรเทา ข้าราชการเกษียณ สู่งานวางแผนครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/313945

บี มาย เกสท์ : สุชาดา ไทยบรรเทา  ข้าราชการเกษียณ สู่งานวางแผนครอบครัว

บี มาย เกสท์ : สุชาดา ไทยบรรเทา ข้าราชการเกษียณ สู่งานวางแผนครอบครัว

วันเสาร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“..สภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมากคนหนุ่มสาวที่มีความพร้อมมีลูกกันน้อยลงในขณะที่ยังมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นความรุนแรงในเด็กและสตรีก็ยังคงมากขึ้นประเด็นปัญหาเหล่านี้ยังเป็นปัญหาเดิมซึ่งเชื่อมโยงมาตั้งแต่อดีต สมาคมวางแผนครอบครัวฯในยุคใหม่จึงต้องทำงานกันหนักมากขึ้น…”

ในชีวิตวัยทำงานเมื่ออายุ 60 ปี ถือว่าเป็น “วัยเกษียณ” แต่ในความเป็นจริงบุคคลเหล่านี้จำนวนมากถือว่าเป็นผู้มีคุณวุฒิ ประสบการณ์และความสามารถในการทำงาน เฉกเช่นเดียวกับ สุชาดา ไทยบรรเทา อดีตอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ที่แม้วันนี้จะเกษียณอายุราชการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 แต่ท่านก็ยังนำความรู้ความสามารถมาทำงานในฐานะนักพัฒนาสังคม โดยเฉพาะงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ การวางแผนครอบครัว และงานสาธารณประโยชน์อีกมากมาย และวันนี้ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ผู้อำนวยการสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย”

“ตอนที่เกษียณตั้งใจว่าจะไม่ทำงานแล้ว เพราะรับราชการกว่า 38 ปี เหนื่อยกับการทำงานมาก แต่ท่านพิเชต สุนทรพิพิธ คณะกรรมการสมาคม และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และคุณสมพงษ์ ปัทม์วิชัยพร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ โทรศัพท์มาชักชวนให้มาทำงานที่สมาคม โดยส่วนตัวรู้จัก สวท มาตั้งแต่รับราชการและมองว่าเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ทำงานจริง ก็เลยตัดสินใจรับงาน และลักษณะงานสมาคม ก็คล้ายๆ กับงานราชการที่ทำซึ่งเป็นงานโครงการที่เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ คิดว่าถ้านำเอาประสบการณ์ที่มีมาช่วยงานของสมาคม น่าจะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย โดยเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญก่อน ต่อมาจึงได้รับตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการ สมาคม และเป็นผู้อำนวยการสมาคม ในปัจจุบัน”

ผู้อำนวยการ สวท คนใหม่ บอกว่า การทำงานของ สวท ถือว่าเป็น NGOs ที่ทำงานกับกลุ่มคนในระดับรากหญ้า ซึ่งเมื่อลงมือทำงานแล้วจะเห็นผลโดยทันที ต่างจากราชการที่มีระบบงานค่อนข้างซับซ้อน ความคล่องตัวจึงน้อยกว่า NGOs การทำงานค่อนข้างใช้เวลามาก ดังนั้น การมารับตำแหน่งนี้ จึงไม่รู้สึกหนักใจอะไร พร้อมจะเดินหน้าให้งานของ สวท ลุล่วงตามเป้าหมาย โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารระบบออนไลน์เข้ามาใช้ในการดำเนินกิจกรรมของ สวท ให้มากขึ้น

“สมาคมวางแผนครอบครัวฯ ทำงานมากว่า 48 ปี คงต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์กันมาก รูปแบบกิจกรรมในหลายๆ เรื่องจึงจำเป็นต้องทำกิจกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ สภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก คนหนุ่มสาวที่มีความพร้อมมีลูกกันน้อยลง ในขณะที่ยังมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ความรุนแรงในเด็กและสตรีก็ยังคงมากขึ้น ประเด็นปัญหาเหล่านี้ยังเป็นปัญหาเดิม ซึ่งเชื่อมโยงมาตั้งแต่อดีต สมาคมวางแผนครอบครัวฯ ในยุคใหม่จึงต้องทำงานกันหนักมากขึ้นโดยเราจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่น สตรีวัยเจริญพันธุ์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ประชากรผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ นี่คือประเด็นหลักๆ ที่เราต้องเร่งทำ อีกหนึ่งประเด็นที่สมาคมเองต้องปรับตัว ปรับมุมมองแนวคิด คือการทำงานที่ต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ เพราะภาพรวมประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้รับแต่เป็นประเทศผู้ให้ องค์กรที่เคยสนับสนุนก็หันไปสนับสนุนประเทศที่ขาดแคลนมากกว่าประเทศไทย”

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สวท ได้เล่าถึงการทำงานของสมาคมวางแผนครอบครัวฯ ซึ่งแต่ละพื้นที่แม้จะมีปัญหาคล้ายคลึงกันแต่วิธีการทำงานแตกต่าง ไปตามความเร่งด่วนของปัญหาที่ต้องแก้ไขในแต่ละภูมิภาค

“สมาคมทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่า 30 ปี ซึ่งได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโครงการลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยเป็นโครงการที่สมาคมเป็นผู้คิดริเริ่มจนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีที่ตั้งครรภ์ให้มีการเกิดที่มีคุณภาพ จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ สมาคมยังได้ขยายงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ ทั้งผู้สูงอายุ เยาวชน คนหนุ่มสาวที่ใช้แรงงาน เป็นต้น แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะยังคงมีอยู่ก็ตาม

ส่วนในภาคเหนือ สมาคมมีคลินิกในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ในการให้บริการประชาชน และมีสำนักงานภาคเหนือ ในการดำเนินงานต่างๆ ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในพื้นที่ นอกจากนี้ สมาคมได้ดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีประชากรผู้หนีภัยจากการสู้รบแม้ว่าจะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนก็ตาม และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรามีคลินิกในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุบลราชธานี ในการให้บริการประชาชน การดำเนินงานในพื้นที่ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากองค์กรเครือข่ายเป็นอย่างดี”

ข้าราชการบำนาญที่ผันตัวมาทำงานเพื่อสังคม ยังบอกอีกว่า จากเดิมที่ตั้งใจพักผ่อนหลังเกษียณ แต่เมื่อได้มาทำงานกับ สวท แม้จะเหนื่อยบ้างแต่ก็สนุกกับงาน ทำให้ตัวท่านเองมีความกระฉับกระเฉง เพราะมีเรื่องให้ได้เรียนรู้ทุกวัน ทั้งการบริหารงาน บริหารคน บริหารงบประมาณ ที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาช่วยในการทำงาน พร้อมเชิญชวนผู้สนใจมาร่วมกันทำงานเพื่อสังคมมาช่วยกันพัฒนาสังคมไทย

“งานของสมาคมยังต้องการอาสาสมัครอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่จะมีความเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนนอก อันจะทำให้การดำเนินงานของสมาคม เป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้สนใจก็สามารถติดต่อ สวท ได้หลายช่องทาง หรือแม้จะไม่มาทำงานร่วมกันแต่ถ้ามีข้อเสนอแนะ สวท ก็พร้อมจะยินดีรับฟังเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรไทย”

บี มาย เกสท์ : เทรนเนอร์ พัฒนาศักยภาพบุคคล ความท้าทายครั้งใหม่ของ ‘กรกนก ยงสกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/312604

บี มาย เกสท์ : เทรนเนอร์ พัฒนาศักยภาพบุคคล ความท้าทายครั้งใหม่ของ ‘กรกนก ยงสกุล’

บี มาย เกสท์ : เทรนเนอร์ พัฒนาศักยภาพบุคคล ความท้าทายครั้งใหม่ของ ‘กรกนก ยงสกุล’

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้อนรับศักราชใหม่ 2561 ด้วยการพูดคุยกับผู้หญิงเก่งมากความสามารถที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาด การสร้างยอดขายและสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ดังมามากมาย รวมทั้งธุรกิจของครอบครัวตัวเองด้วย จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ เล็ก-กรกนกยงสกุล เจียดเวลาจากการบริหารธุรกิจครอบครัวมารุกหนักกับธุรกิจใหม่ “RBL Training Academy (อาร์บีแอล เทรนนิ่ง อะคาเดมี) สถาบันฝึกสอนและพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรจากภายในสู่ภายนอกแบบรอบด้านทั้ง 360 องศา

เล็ก-กรกนก ยงสกุล เล่าว่า จุดเริ่มต้นของอาร์บีแอล เทรนนิ่ง อะคาเดมี เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า องค์กรหรือธุรกิจจะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจหรือนโยบายที่วางไว้ได้ ต้องเริ่มอยู่ที่ทรัพยากรบุคคลเป็นสำคัญ ซึ่งเขาเหล่านั้นจะต้องมีทัศนคติที่ดีมีความเชื่อมั่น อีกทั้ง เราทุกคนมีศักยภาพในตัวเองมากกว่าที่มองเห็นเธอจึงก่อตั้ง “รื่นรมย์ บาย เล็ก” สถาบันจัดเวิร์กช็อปสอนพัฒนาบุคลิกภาพและการสื่อสารสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น RBL Training Academy ที่ยกระดับการเทรนนิ่งจากบุคคลทั่วไปสู่ระดับองค์กรเพื่อขับเน้นการเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง

“เราเน้นการฝึกอบรมที่ได้จากประสบการณ์จริงของเราเอง ซึ่ง อาร์บีแอล ไม่ได้มีแต่เล็กที่เป็นเทรนเนอร์ เรายังมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทั้งการพัฒนาบุคลิกภาพ ด้านการตลาด ด้านจิตวิทยา ด้านการสื่อสาร มาเป็นเทรนเนอร์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งรายบุคคลและองค์กรได้แบบรอบด้าน ซึ่งหลักสูตรเราก็มีหลากหลาย เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การเข้าหาผู้ใหญ่ เรื่องที่ควรคุยกันบนโต๊ะอาหารเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ การแต่งตัว เทคนิคการขายอย่างมืออาชีพ การบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองอย่างชาญฉลาด เป็นต้น โดยแต่ละโปรแกรมนอกจากเป็นการนำประสบการณ์จริงของเทรนเนอร์มาสอน บวกกับหลักทฤษฎี ทุกคนได้ลงมือทำ หรือมีการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อประเมินผลความสำเร็จ ในบรรยากาศที่มีความสนุกสนานเป็นกันเอง”

ไม่ใช่แค่องค์กรธุรกิจห้างร้านเท่านั้น ล่าสุดอาร์บีแอล เทรนนิ่ง อะคาเดมี ยังได้จัดอบรม ในหัวข้อ“การปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตให้เป็นเชิงบวก ให้เราสามารถมีความสุขได้ในทุกพื้นที่ที่เราอยู่” ให้กับอาสาสมัครของ UNHCR ในประเทศไทย

“อาสาสมัครเหล่านี้เขามีจิตใจมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว แต่บางครั้งความมุ่งมั่นที่เกินร้อยอาจทำให้พวกเขาขาดความไตร่ตรองในบ้างเรื่องและพร้อมจะพุ่งชนกับทุกสิ่งที่เข้ามา ซึ่งแค่นั้นมันไม่พอ อาสาสมัครของ UNHCR มีหลายหน้าที่ เช่น บางคนทำหน้าที่หาผู้บริจาคบางคนทำงานในพื้นที่แคมป์ผู้ลี้ภัย เขาจำเป็นต้องรู้ว่าวิธีการสื่อสารกับคนแต่ละรูปแบบที่พบเจอควรทำอย่างไร พูดอย่างไรให้ได้เงินบริจาค วิธีการดูแลปลอบขวัญผู้ลี้ภัย ที่สำคัญคือ อาสาสมัครต้องทำงานอย่างมีความสุข เราก็เข้าไปเสริมทักษะตรงนี้ให้กับเขา ให้อาสาสมัครมีวิธีการสร้างทัศนคติเชิงบวก จะมีวิธีการสร้างความสุขให้กับตัวเองได้อย่างไรในขณะที่เราต้องทำงานอยู่บนความทุกข์ยากของผู้ลี้ภัย ตรงนี้อาร์บีแอล ทำเป็นงาน CSR ที่จะได้เข้าไปอบรมให้กับอาสาสมัครอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งที่อยากจะบอกว่าการพัฒนาศักยภาพบุคลากรนั้นไม่แค่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว แม้แต่องค์กรสาธารณกุศลก็จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ในการทำงานเช่นกัน”

บทบาทการเป็น เทรนเนอร์ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล กรกนก บอกว่า เป็นการทำงานที่เปรียบเสมือนได้รับของขวัญ และมีความท้าทายทุกครั้งที่ต้องแกะกล่องเพื่อดูว่าของขวัญที่ได้รับนั้นเป็นอย่างไร

“แม้เรื่องที่เราเทรนจะเป็นหัวข้อเดียวกัน แต่คนมีความแตกต่างกัน สิ่งที่เราเจอในเคสนั้นๆ จึงแตกต่างกัน เล็กจึงมองว่ามันเป็นของขวัญที่เราต้องเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เช่น บางคนยังค้นหาตัวเองไม่เจอว่าต้องการอะไร หน้าที่ของเราคือต้องปลดล็อกความคิดนั้น ช่วยเขาชี้แนะแนวทางที่จะทำให้เขาเดินไปสู่จุดหมายได้สำเร็จ ซึ่งบางคนอาจเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับทัศนคติ การเปิดรับของคนคนนั้นด้วย งานนี้จึงเป็นความท้าทายที่ทำให้เล็กสนุกกับการแกะของขวัญกล่องใหม่ทุกครั้งที่รับงานมา เพราะในการจัดเทรนแต่ละครั้ง เล็กมองว่าไม่ใช่แค่เรากำลังช่วยคนอื่นให้พัฒนา แต่นั่นคือการพัฒนาตัวเล็กเองทางอ้อม ทุกครั้งในการทำงานเราเองเราก็เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปด้วย และเมื่อเรายิ่งเก่งขึ้นเราก็สามารถสอนคนอื่นได้อีกเป็นการต่อยอด เป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ”

แม้จะมองว่างานนี้คือ “ของขวัญ” แต่บ่อยครั้งที่ต้องรับฟังปัญหา หรือโจทย์ เพื่อนำไปสู่วิธีแก้ไขให้กับลูกค้า ซึ่งทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ไม่ต่างจากถังขยะที่รองรับสิ่งสกปรก หากไม่นำไปทิ้งมันก็จะสะสมและล้นออกมาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเอง

“ยอมรับว่าในการทำงานมันก็ต้องมีความเหนื่อยล้า มีความเครียด แต่งานของเล็กคือ การสอนให้คนมีความสุข ดังนั้น เราก็ต้องทำตัวเองให้มีความสุข ซึ่งแต่ละวันเราเจอกับเรื่องร้อยแปด เปรียบเหมือนกับถังขยะ ถ้าขยะมันเต็มก็เก็บไปทิ้ง วิธีการบูตความสุขของเล็กมีสองอย่างคือ หนึ่ง การออกกำลังกาย และสอง คืออ่านหนังสือก่อนนอนวันละครึ่งชั่วโมง หนังสือที่อ่านก็เกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนา ปรัชญาที่จะสามารถนำมาใช้กับงานได้ ซึ่งการอ่านหนังสือก็เป็นการพัฒนาตัวเองด้วย ทำให้เรามีภาษาประโยคเด็ดๆ หรือคำพูดเชิงบวกของนักเขียนที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้วเข้ามาสู่สมองเราด้วย ซึ่งทุกคนสามารถทำได้”

เกือบ 3 ปี นับจาก “รื่นรมย์ บาย เล็ก” มาสู่“RBL Training Academy” ในฐานะเทรนเนอร์และผู้บริหารสถาบัน ตั้งเป้าที่จะต่อยอดคอร์สอบรมให้กว้างมากขึ้นเข้าถึงง่ายขึ้นผ่านโลกออนไลน์และขยายไปสู่การจัดอบรมสำหรับลูกค้าต่างชาติ เพราะเธอเชื่อว่าการพัฒนาศักยภาพของคนเรานั้นสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเอง

บี มาย เกสท์ : หนึ่งในขุนพลน่องเหล็กทีมชาติไทย ‘จุฑาธิป มณีพันธุ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310392

บี มาย เกสท์ : หนึ่งในขุนพลน่องเหล็กทีมชาติไทย  ‘จุฑาธิป มณีพันธุ์’

บี มาย เกสท์ : หนึ่งในขุนพลน่องเหล็กทีมชาติไทย ‘จุฑาธิป มณีพันธุ์’

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เหมือนโชคชะตาลิขิต จากเด็กกะโปโลคนหนึ่งที่วิ่งเล่นไปวันๆ ในวัยสิบขวบ ที่ไม่รู้ว่ากีฬาขี่จักรยานคืออะไร จนเมื่อตนเองกลายเป็นม้ามืดชนะรายการแข่งขันจักรยานที่ บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเกิด มีผู้เห็นแววว่าน่าจะรุ่งในเส้นทางนี้ ร้อยตรี(หญิง)จุฑาธิป มณีพันธุ์ จึงเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง เก็บสะสมประสบการณ์จากการแข่งขันรายการต่างๆ จนกระทั่งเป็นหนึ่งในขุนพลน่องเหล็กของกีฬาจักรยานทีมชาติไทย ที่สร้างผลงานนำเหรียญรางวัลมาสู่ประเทศไทยกว่า 10 ปี และยังคงมุ่งมั่นกับเส้นทางนี้อย่างไม่หยุดยั้ง

จุฑาธิป หรือ บีซ เล่าถึงวันแรกที่ได้รู้จักกับกีฬาจักรยานว่า คุณพ่อศุภกิจ มณีพันธุ์ คือผู้ชักชวนและโค้ชคนแรกของเธอและน้องชาย ให้เข้าแข่งขันรายการแรกที่บ้านเกิด ทั้งที่ไม่มีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ เมื่อเทียบกับนักกีฬาคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน หนักกว่านั้นเธอไม่เคยฝึกซ้อม แต่ด้วยความคิดอยากสนุกของตัวเองเท่านั้น เมื่อการแข่งขันจบลง เธอสามารถเข้าเส้นชัยคว้ารางวัลชนะเลิศในรุ่น 12 ปีหญิง อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

“จำได้ว่าได้รางวัล 300 บาท น้องชายได้ 100 บาท แบ่งให้พ่อ 100 บาท ให้แม่ 100 บาท แล้วเก็บไว้เอง 100 บาท หลังจากนั้นผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งเป็นเจ้าของร้านจักรยานมาบอกพ่อว่า เด็กคนนี้น่าสนับสนุน เพราะขนาดที่ไม่เคยซ้อม ไม่เคยแข่งมาก่อน แต่สามารถปั่นชนะคนที่เขาเป็นนักกีฬาอยู่แล้วได้น่าจะเป็นนักกีฬาที่ดีได้ พ่อจึงกลับมาถามบีซกับน้องว่าจะเล่นไหม ด้วยความที่เราได้รางวัลมาด้วยก็คิดว่ามันคงจะสนุกในความคิดของเราตอนนั้น บีซกับน้องชายก็ตกลง พ่อก็เลยซื้อจักรยานเสือภูเขามือสอง แต่สภาพยังดีของญี่ปุ่น มาให้ซ้อมคนละคัน โดยที่พ่อเป็นโค้ชให้เอง ท่านก็ใช้วิธีศึกษาตำรา อ่านจากนิตยสารที่เกี่ยวกับจักรยานถึงเทคนิคต่างๆ แล้วมาสอนบีซกับน้อง โดยจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 มาซ้อมทุกวัน ปั่นวันละ 10 กิโลรอบถนนบายพาสร้อยเอ็ด ตอนแรกๆ ก็มีร้องไห้งอแง เพราะมันเหนื่อย แต่พอทำทุกอย่างให้เป็นกิจวัตร มีระเบียบ เรารู้ว่ามันคือหน้าที่ก็ทำได้ แต่พอไปแข่งแรกๆ คือไม่ได้รางวัล ก็กลายเป็นแรงฮึดว่าเราต้องทำให้ดีขึ้น”

เมื่อเลือกเดินเส้นทางสายกีฬา หลังจบประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ร้อยเอ็ด บีซ จึงเลือกมาศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร พร้อมกับเปลี่ยนจากจักรยานเสือภูเขา มาเป็นจักรยานประเภทลู่และถนน ซึ่งเธอต้องเรียนรู้เทคนิคใหม่ทั้งหมด

“ตอนแรกๆ ที่โค้ชให้เปลี่ยนมาขี่ลู่และถนน ใจบีซไม่เอาเลย เพราะคิดว่ามันยาก แต่โค้ชให้กำลังใจและทุ่มเทฝึกฝนเราอย่างดี พอไปแข่งทำให้บีซเป็นเจ้าของสถิติประเทศไทย และทำให้บีซได้ติดเยาวชนทีมชาติ ไปแข่งขันรายการแรกในฐานะนักกีฬาทีมชาติ ได้มาหนึ่งเหรียญทอง 500 เมตร ประเภทลู่ และหนึ่งเหรียญเงิน ปรินท์ ประเภทลู่ การแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 26 ที่ประเทศมาเลเซีย ปี 2549 และรับใช้ทีมชาติมาจนถึงปัจจุบัน”

สำหรับจักรยานคู่ใจที่ใช้ในการแข่งขัน ปัจจุบันคือ Cervelo รุ่น S5 eTap ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ไบค์โซน (Bike Zone) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

“กีฬาที่ใช้อุปกรณ์เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขัน สมรรถภาพของอุปกรณ์ก็มีส่วนสำคัญในการคว้าชัยของนักกีฬาเหมือนกัน ซึ่งนักกีฬาบ้านเราส่วนใหญ่ก็เหมือนกับบีซที่มาจากต่างจังหวัดและไม่ได้มีฐานะดีพอที่จะซื้ออุปกรณ์เป็นของตัวเองได้ การมีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนจึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับนักกีฬาอย่างมาก ซึ่งบีซเองก็ต้องขอบคุณไบค์โซนที่เห็นความสำคัญของกีฬาจักรยาน เข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการจักรยานบ้านเรา ไม่เฉพาะแต่กีฬาจักรยาน ที่บีซอยากเห็นภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์โดยเฉพาะชนิดกีฬาที่อุปกรณ์มีราคาสูงอยากให้เข้ามาสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติกันเยอะๆ ค่ะ”

กว่า 10 ปีกับการเป็น “นักกีฬาจักรยานทีมชาติ” สร้างผลงาน เหรียญรางวัลและชื่อเสียงให้กับประเทศไทย บีซ บอกว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องผ่านการฝึกซ้อม ความมีระเบียบวินัย ความมุ่งมั่นตั้งใจ และหลายครั้งก็ต้องเสียน้ำตา

“บีซเชื่อว่าไม่ว่าใครจะทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ท้อ ไม่ล้มเลิก หลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาหวัง เพราะเขาล้มเลิกไปก่อน แต่สำหรับบีซ ชัยชนะคือสิ่งที่ดี แต่ความพ่ายแพ้จะทำให้เราเก่งขึ้น บีซผ่านความกดดันมาเยอะเพราะบีซคิดเสมอว่าเราไม่เก่ง แต่เรามีความตั้งใจมีความมุ่งมั่นเราจึงทำได้ บีซคิดเสมอว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่เราต้องพัฒนาและทำลายสถิติตัวเองให้ได้ทุกครั้งที่ลงแข่ง

การได้มาเป็นนักกีฬาจักรยาน การได้ติดทีมชาติ มันไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่ความมุ่งมั่นส่งผลให้บีซมีทุกอย่างในวันนี้ จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง กลายมามีชื่อเสียง มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว ในฐานะนักกีฬาเรียกว่าเราอยู่ในจุดที่สูงสุดแล้ว ถามว่าเลิกได้ไหม ก็ได้นะ แต่ที่ยังไม่เลิก เพราะเป้าหมายจริงๆ บีซอยากมีส่วนในการพัฒนาวงการกีฬาจักรยานบ้านเรา อีกอย่างคือตอนนี้เรายังขาดนักกีฬาหญิงรุ่นใหม่ๆ จึงอยากอยู่ตรงไปเรื่อยๆ ร่างกายเรายังไปได้อยู่ แต่ถ้าอนาคตเลิกเล่นทีมชาติ ก็อยากเป็นโค้ช อยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่เรามีให้กับน้องๆ เพื่อให้เขามาช่วยกันพัฒนาวงการกีฬาจักรยานด้วยกันต่อไป”

ขณะนี้ บีซ อยู่ระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2018 ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2561 ณ ประเทศเวียดนาม บีซก็ฝากลูกอ้อนขอให้คนไทยช่วยเป็นแรงใจแรงเชียร์ให้เธอและทัพนักกีฬาไทยไปคว้าตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง ซึ่งตัวเธอบอกว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อนำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยเหมือนเช่นเคยอีกครั้ง

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.พลภัทร นิติธรรมยง’ แรงบันดาลใจจากลูก สู่โรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/309065

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.พลภัทร นิติธรรมยง’ แรงบันดาลใจจากลูก  สู่โรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็ก

บี มาย เกสท์ : ‘ดร.พลภัทร นิติธรรมยง’ แรงบันดาลใจจากลูก สู่โรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกและเด็ก

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

” การที่เด็กได้ลงสระว่ายน้ำไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ยังได้เรื่องของความแข็งแรงของร่างกายแต่ยังฝึกให้ลูกรับมือกับสิ่งไม่คาดคิดรู้จักเอาตัวรอด แม้ว่าเราจะระมัดระวังแค่ไหนแต่เหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา “

ในยุคที่ได้เชื่อว่า “ชีวิตคือ การแข่งขัน” คนเป็นพ่อแม่จึงมักเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ หลายครอบครัวเลือกที่จะส่งลูกไปเรียนเสริมทักษะที่เน้น IQ กันตั้งแต่ลูกเริ่มจะท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ กันเลยทีเดียว แต่สำหรับคุณพ่ออย่าง ดร.พลภัทร นิติธรรมยง กลับมองว่าสิ่งนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับการส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจที่เหมาะสมกับวัย การมองหากิจกรรมเสริมทักษะที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันยามที่พ่อแม่อาจจะไม่ได้อยู่ดูแลได้ตลอดเวลา

ด้วยแนวคิดนี้เอง ดร.พลภัทร คุณพ่อซึ่งมีลูกสาวสองคน คือ น้องพริม-ด.ญ.ณัฐฐภา อายุ 4 ขวบ และน้องพราว-ณิชชภา อายุ 2 ขวบ จึงมองหากิจกรรมที่ว่านั้น และพบว่า การว่ายน้ำ คือกิจกรรมที่เขาตามหา เพราะการเรียนว่ายน้ำของเด็กเล็กจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาด้านร่างกาย กล้ามเนื้อต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะนั้นเมืองไทยยังไม่มีสระว่ายน้ำและหลักสูตรการสอนว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็กที่มีมาตรฐาน จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ ดร.พลภัทร สร้างหลักสูตรว่ายน้ำและสระว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็กที่ได้มาตรฐานมีความปลอดภัยภายใต้ชื่อ BABY SWIMMING THAILAND

“เด็กๆ ทุกคนชอบเล่นน้ำ และในแต่ละปีเราจะได้ยินข่าวเด็กจมน้ำเสียชีวิตกันบ่อยมาก ซึ่งผมมองว่า พ่อแม่ทุกคนบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะระแวดระวังลูกได้ตลอดเวลา ดังนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเราสอนให้ลูกเรียนรู้การช่วยเหลือให้รอดจากการจมน้ำได้ด้วยตัวเองได้ ซึ่งในต่างประเทศเขาจะมีโรงเรียนสอนอย่างเป็นระบบ ผมจึงตัดสินใจสร้าง เบบี้ สวิมมิ่ง ขึ้นมา ไม่ใช่แค่สระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐานมีความปลอดภัยกับเด็กเล็กเท่านั้น แต่หลักสูตรทั้งผมกับภรรยาก็ได้ไปเรียนที่ออสเตรเลียจนได้ใบอนุญาตครูสอนว่ายน้ำเด็กเล็ก และได้ปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเรา”

ที่ เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ จะรับสอนเด็กเล็กที่มีอายุตั้ง 4 เดือน – 6 ขวบ โดยแบ่งเป็นระดับ ได้แก่ Star Fish Class 4 เดือน – 1 ปี Nemo Class สำหรับอายุ 1-2 ขวบ Dolphin Class สำหรับอายุ 3-4 ขวบ และ Shark Class สำหรับอายุ 4-6 ส่วนสระว่ายน้ำนั้นเป็นระบบน้ำเกลือ ปรับอุณหภูมิประมาณ 31-33 องศา และมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง หรือการแพ้ต่อผิวเด็กเล็ก จนได้รับมาตรฐาน ISO 9001:2015 เป็นแห่งแรกของเมืองไทย

“ในคลาสสตาร์ฟิช และนีโม่ เน้นการเอาตัวรอดในน้ำ สามารถลอยตัวได้ กลั้นหายใจในน้ำ สามารถพลิกตัวนอนหงายลอยตัวเพื่อรอการช่วยเหลือได้ ไปจนถึงการหมุนตัวเข้าหาฝั่งได้ และเป็นคลาสที่ต้องมีคุณพ่อหรือคุณแม่ร่วมชั้นเรียนด้วย ในขณะที่ Dolphin Class หรือคลาสปลาโลมา ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะไปสู่การว่ายน้ำเป็น และคลาสปลาฉลาม คือเด็กๆ จะสามารถว่ายท่าฟรีสไตล์ได้ ในแต่ละคลาสยังแบ่งย่อยออกเป็น 3 ระดับ คือ Bronze Silver และ Gold เนื่องจากเด็กแม้จะมีอายุเท่ากันแต่พัฒนาการหรือความเร็วในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน

ส่วนคุณครูของเรา จะเป็นครูที่จบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และได้รับการอบรมการสอนว่ายน้ำเด็กเล็กโดยเฉพาะ รวมถึงการควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของน้ำในสระ เพราะผิวเด็กมีความบอบบาง มีความไวต่อการที่จะแพ้สารเคมี สิ่งแปลกปลอมต่างๆ เราจึงตั้งใจทำระบบทุกอย่างให้ได้มาตรฐานมีความปลอดภัย ทั้งหมดที่เราทำเพราะเข้าใจถึงความรัก ความห่วงใยของพ่อแม่ เพราะผมก็เป็นพ่อเหมือนกัน การจะให้ลูกไปเล่นหรือทำกิจกรรมใดๆ พ่อแม่ย่อมกังวลถึงความปลอดภัยลูก เด็กๆ ที่มาเรียนกับเราก็ต้องดูแลใส่ใจให้เหมือนกับลูกของเราเอง”

ปัจจุบัน BABY SWIMMING THAILAND มีทั้งหมด 4 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แสดงให้เห็นว่า คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เห็นความสำคัญของการที่จะให้ลูกน้อยรู้จักการเอาตัวรอดในน้ำได้ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด

“การที่เด็กได้ลงสระว่ายน้ำ ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ยังได้เรื่องของความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังฝึกให้ลูกรับมือกับสิ่งไม่คาดคิด รู้จักเอาตัวรอด แม้ว่าเราจะระมัดระวังแค่ไหน แต่เหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยลดความสูญเสียได้ ผมจึงอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นของการว่ายน้ำ และผมคิดว่ามันเป็นของขวัญชิ้นแรกๆ ที่พ่อแม่ควรจะมอบให้ลูกได้”

ในฐานะคุณพ่อที่มีลูกเกิดมาในยุคที่เรียกว่า “โซเชียลครองเมือง” ดร.พลภัทร ทิ้งท้ายว่า “การปล่อยลูกให้อยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเลต หรือทีวี. ผมถือว่านั่นเป็นการทำร้ายลูกเราอย่างไม่รู้ตัว เพราะลูกยังเล็กเกินกว่าจะรู้ได้ว่าอะไรที่เขาควรหรือไม่ควรรับรู้ และยังส่งผลถึงพัฒนาการของลูก การเลี้ยงลูกในยุคโซเชียลแบบนี้ หน้าที่ของพ่อแม่คือต้องรู้เท่าทันสื่อ เทคโนโลยี และต้องคอยกรองให้ลูกได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับวัย ที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีที่ลูกสามารถซึมซับและสามารถยึดเป็นแบบอย่างได้”

บี มาย เกสท์ : หนุ่มอารมณ์ดี ‘รวิวร มะหะสิทธิ์’ นักสร้างสรรค์ธุรกิจออนไลน์ขั้นเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305144

บี มาย เกสท์ : หนุ่มอารมณ์ดี ‘รวิวร มะหะสิทธิ์’ นักสร้างสรรค์ธุรกิจออนไลน์ขั้นเทพ

บี มาย เกสท์ : หนุ่มอารมณ์ดี ‘รวิวร มะหะสิทธิ์’ นักสร้างสรรค์ธุรกิจออนไลน์ขั้นเทพ

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใครที่เป็นหนอนหนังสือและมีไลฟ์สไตล์ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เชื่อว่าต้องรู้จัก “เมพ” (MEB) เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นขายหนังสือออนไลน์ ที่เติบโตมาอย่างก้าวกระโดดและยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ทั้งนักอ่าน นักเขียนโลกออนไลน์ แม้จะเปิดให้บริการมาเพียง 6 ปี แต่ชื่อของ “เมพ” ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของวงการ E-Book ซึ่งมี รวิวร มะหะสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด วิศวกร หนอนหนังสือ อดีตเจ้าของสำนักพิมพ์ ที่สนใจในโลกธุรกิจออนไลน์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเมพในวันนี้

“เมพ” มีจุดเริ่มต้นจากความชอบหนังสือ จนถึงขั้นเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ เป็นของตัวเอง ทำให้ รวิวร พบถึงข้อจำกัดของธุรกิจสิ่งพิมพ์ ที่ว่าหนังสือเล่มหนึ่งกว่าจะมาอยู่บนแผงหนังสือได้นั้นมีขั้นตอนเยอะแยะไปหมด ทำให้หนังสือมีต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาหนังสือจึงสูงตามไปด้วย และไม่มีอะไรการันตีได้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะขายได้คุ้มทุนการผลิตหรือไม่ ประจวบกับอินเตอร์เนต หรือโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ คนไทยหันไปเสพข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ ผ่านออนไลน์กันมากขึ้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Book ที่เราคุ้นชินกันว่า E-Book จึงเกิดขึ้น แต่ร้านหนังสือออนไลน์ที่จำหน่ายอี-บุ๊คก็ยังไม่ตอบโจทย์นักอ่านเท่าใดนัก

“เมพ อี-บุ๊ค เกิดจากที่เราต้องการทลายข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้น เราจึงพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นจำหน่ายอี-บุ๊ค ที่ตอบโจทย์ทั้งของผู้อ่าน นักเขียน รวมไปถึงสำนักพิมพ์ จากจุดเริ่มต้นที่คนยังไม่รู้จักเราจะไปหาหนังสือมาวางในร้านก็ยาก คนอ่านก็ยังน้อย แต่สิ่งที่เราทำมาตลอด คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้านักอ่านด้วยการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง”

ความโดดเด่นของ เมพ อี-บุ๊ค ที่ทำให้ก้าวมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักอ่านออนไลน์ได้นั้น รวิวร บอกว่า คือการสร้างความแตกต่างที่ลูกค้าสัมผัสได้

“ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอที ผมมักจะได้ยินคนพูดเสมอว่า เขียนโปรแกรมครั้งเดียวขายกินได้ตลอดชีวิต แต่ความจริงไม่ใช่ ร้านหนังสือออนไลน์อย่างเมพ อี-บุ๊ค ก็เช่นกัน เราต้องคิดอยู่เสมอว่าคนอ่านต้องการอะไร สำนักพิมพ์ นักเขียนอยากได้อะไร แล้วเราก็นำสิ่งนั้นมาพัฒนาปรับปรุงระบบของเราให้ตามทันกับระบบปฏิบัติการใหม่ๆ อุปกรณ์ใหม่ๆ เพิ่มฟีทเจอร์ใหม่ๆ อย่างล่าสุด เราร่วมมือกับ ไฮเท็กซ์ ดอทคอม พัฒนาแอพพลิเคชั่น E-Reader ให้ลูกค้าสนุกเพลิดเพลินกับการผ่านอี-บุ๊คมากขึ้น ด้วยการอ่านในรูปแบบของ PDF หรือ ePub ที่สามารถอ่านได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต รองรับทั้งระบบ IOS, Android, PC หรือ Mac และผู้อ่านยังสามารถเลือกรูปแบบอักษร ขยายตัวอักษร เลือกสี ปรับแบล็กกราวน์ ซูมหน้าจอได้อัตโนมัติ สามารถอ่านได้ในที่แสงน้อย ที่สำคัญที่สุดคือ อี-บุ๊คที่ลูกค้าซื้อไปแล้ว สามารถเข้าอ่านได้ตลอดโดยไม่มีวันหมดอายุ แม้อี-บุ๊คเล่มนั้นจะไม่ได้จำหน่ายใน เมพ อี-บุ๊คแล้วก็ตาม รวมไปถึงบริการหลังการขายที่รวดเร็ว จึงทำให้เรากลายเป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของนักอ่าน”

สำหรับที่มาของชื่อ MEB รวิวร เผยว่า มีที่มา 2 ข้อ ข้อแรกมาจากคำว่า “เมพขิงๆ” ซึ่งเป็นแสลงที่ชาวโซเชียลใช้กัน หมายถึง เทพจริงๆ หรือสุดยอด และสองคือเป็นตัวย่อของ Moblie Electronic Book เมื่อสองเหตุผลนี้มารวมกัน ก็คือความตั้งใจของเขาที่จะสร้างธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์อันดับหนึ่งของไทยนั่นเอง และจากความมุ่งมั่นนี้เอง ทำให้ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าตาธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีทั้ง บีทูเอส ออฟฟิศเมท ต้อนรับ “เมพ” มาเป็นหนึ่งในธุรกิจลูก

“การอยู่ในธุรกิจนี้ ก็เหมือนการเดินมาราธอนที่หยุดนิ่งไม่ได้ เราต้องตื่นตัวและตระหนักอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจว่าเราจะมีแรงเดินมาราธอนไปตลอด ซึ่งการจะเดินมาราธอนได้ไกลๆ เราต้องมีพื้นฐานหรือแบ๊กอัพที่ดี สองสิ่งนี้ต้องมาพร้อมกัน ถ้าคนคิดว่าร้านอี-บุ๊ค เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิดแล้วคนจะกล้าซื้อได้ไง ถ้าเป็นสำนักพิมพ์ขายหนังสือได้นั่นคือจบ แต่ร้านอี-บุ๊ควันนี้ซื้อไปแล้ว พรุ่งนี้เว็บไซต์หรือแอพฯหายไป เข้าใช้งานไม่ได้ จะทำอย่างไร ทั้งลูกค้าและคู่ค้า ต้องการความเชื่อมั่น ดังนั้น การที่เราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ซีโอแอล ที่มีความแข็งแกร่ง มันเป็นการตอกย้ำว่าเราจริงจังกับธุรกิจนี้ ส่วน ซีโอแอล ก็ต้องมองเห็นความมุ่งมั่นของ เมพ คอร์ปอเรชั่น เช่นกัน ถึงได้รับเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเขา”

แม้ว่าอี-บุ๊ค จะได้รับการตอบรับจากนักอ่านโลกออนไลน์ แต่บรรดาหนอนหนังสืออีกไม่น้อยที่ยังชื่นชอบการอ่านหนังสือกระดาษที่จับต้องได้ ซึ่ง รวิวร ให้ความเห็นในข้อนี้ว่า

“อี-บุ๊ค กับหนังสือเล่ม มีข้อดีกันคนละอย่าง ดังนั้น ผมจะไม่บอกว่ามาอ่านอี-บุ๊ค เถอะ เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า คนไทยชอบกินข้าว แต่เราขายขนมปัง เราก็คงไม่บอกให้ใครเลิกกินข้าวแล้วมากินขนมปังเป็นอาหารหลัก แต่สิ่งที่เราทำคือ เราต้องทำขนมปังให้น่ากิน มีรสชาติอร่อยถูกปาก แล้วลูกค้าก็จะมาซื้อขนมปังกินเอง ถึงจะไม่ใช่กินทดแทนข้าว แต่ขนมปังก็จะเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่คนจะบริโภค อี-บุ๊คก็เช่นกัน เมพ ไม่บอกคนอ่านว่าให้อ่านอี-บุ๊คแทนหนังสือเล่ม แต่จะนำเสนอให้คนอ่านเห็นว่าข้อดีของอี-บุ๊คคืออะไร และมีอะไรบ้างที่คุณหาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเล่ม”

นอกจาก เมพ อี-บุ๊ค ผู้บริหารหัวใจไอทีคนนี้ยังมีโปรเจกท์เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์อีกมากมาย อย่างล่าสุดเพิ่งเปิดตัว พิกซีพี (PIXIPE) ครีเอทีฟ มาร์เก็ตเพลส ที่เปิดโอกาสให้ ครีเอทเตอร์ ดีไซเนอร์ ผู้รักการออกแบบ ได้นำผลงานสร้างสรรค์มาวางจำหน่าย โดยที่ พิกซีพี จะเป็นผู้ต่อยอดธุรกิจนำชิ้นงานไปผลิตเป็นสินค้าและจัดจำหน่ายออนไลน์ เช่น การนำลวดลายการ์ตูนที่นักออกแบบมาวางขายไป พิมพ์ลายบนเสื้อยืด กระเป๋าผ้า หรือบนชิ้นงานอื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินค้าโดยไม่ต้องลงทุน

“ใครจะคาดคิดว่าสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ก็เกิดขึ้น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต อี-เมล์ การทำธุรกิจออนไลน์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา ยิ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะยิ่งมีความจำเป็นและมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนอย่างแยกไม่ออก ซึ่งมันยังมีอีกหลายอย่างที่ยกจากออฟไลน์ขึ้นมาทำออนไลน์ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะจับจุดที่โดนใจลูกค้าได้เร็วกว่ากัน และคุณเลือกที่จะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ซึ่งตัวผมเองก็เป็นคนที่สนุกกับการคิดอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ แน่นอนว่า เมพ คอร์ปอเรชั่น ยังจะมีอะไรเด็ดๆ มาให้นักช็อปออนไลน์ได้สนุกกับการช็อปปิ้งอย่างแน่นอน”