บี มาย เกสท์ : มารุต ชุ่มขุนทด ปั้นแบรนด์ CLASS Coffee ร้านกาแฟสัญชาติโคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302431

บี มาย เกสท์ : มารุต ชุ่มขุนทด ปั้นแบรนด์ CLASS Coffee ร้านกาแฟสัญชาติโคราช

บี มาย เกสท์ : มารุต ชุ่มขุนทด ปั้นแบรนด์ CLASS Coffee ร้านกาแฟสัญชาติโคราช

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…ผมอยากให้ทุกคนที่เดินเข้ามารู้สึกได้ถึง การปลุกเร้าพลังในตัวเองดื่มกาแฟ CLASS Coffee แล้วต้องมีเอนเนอร์จี้ พร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน…

การทำงานที่มีทั้งตำแหน่งและเงินเดือนสูงลิ่วในองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ ชีวิตมีความมั่นคงในระดับที่หลายคนอิจฉา แต่ในที่สุด มารุต ชุ่มขุนทด ก็เลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่า ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนเมืองหลวง เพื่อสร้างธุรกิจของตัวเองที่จังหวัดนครราชสีมา บ้านเกิด ด้วยการเปิดร้านกาแฟที่เขากล้าพูดได้ว่าเป็นแบรนด์ Korat Original ในชื่อ CLASS Coffee ที่ใครมาแล้วไม่เช็คอินที่ร้านกาแฟสุดชิคแห่งเมืองย่าโมแบรนด์นี้แล้วล่ะก็ ถือว่ามาไม่ถึงโคราช

มารุต อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดแบรนด์มือถือยี่ห้อดัง ที่ผันตัวมาเป็นบาริสต้า เจ้าของร้านกาแฟที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟแห่งแรกของโคราช เล่าถึงแรงบันดาลใจของร้าน CLASS Coffee ว่าตนเองเป็นคนโคราชที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง จนเมื่อมีความคิดว่าอยากจะทำธุรกิจของตัวเอง จึงมองถึงโอกาสที่จะทำธุรกิจในบ้านเกิด

“ถ้าพูดถึงร้านกาแฟรสชาติดี แต่งร้านเก๋ๆ ที่มีเอกลักษณ์ ทุกคนจะนึกถึงกรุงเทพฯ นึกถึงเชียงใหม่ แต่โคราชเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จริง แต่ไม่มีร้านกาแฟดีๆ ไม่เฉพาะแต่โคราช ทั่วภาคอีสานก็ไม่มี ซึ่งการมานั่งดื่มกาแฟ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ร้านกาแฟ มันคือไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งที่โคราชและอีสานไม่มี ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ให้ผมอยากทำธุรกิจร้านกาแฟ

แต่ร้านกาแฟที่เห็นทั่วๆ ไปก็จะเหมือนๆกันหมด มันเป็นธุรกิจที่เปิดง่าย แต่อยู่ยาก ดังนั้น ผมจึงต้องการทำร้านกาแฟที่มีความแตกต่างที่จะสู้กับกาแฟแบรนด์ดังได้ CLASS Coffee จึงเป็นร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม มีเครื่องดื่มรสชาติดี ราคาจับต้องได้ เริ่มต้นที่ 45 บาท ทุกคนซื้อได้ แล้วในร้านเปิดเพลง EDM ที่มีจังหวะเร้าใจ เพราะผมอยากให้ทุกคนที่เดินเข้ามารู้สึกได้ถึงการปลุกเร้าพลังในตัวเอง ดื่มกาแฟ CLASS Coffee แล้วต้องมีเอนเนอร์จี้ พร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน แม้แต่พนักงานก็จะวัยรุ่น ดูกระฉับกระเฉง”

การเปิดร้านกาแฟก็ไม่ต่างกับร้านอาหาร ถ้าเจ้าของธุรกิจทำเองไม่เป็น โอกาสรอดก็ยาก มารุต จึงลงมือทำเองทุกอย่างให้เป็น ด้วยการเรียนรู้โลกแห่งกาแฟ ตั้งแต่เรื่องเมล็ดพันธุ์ การคั่วบด ไปจนถึงบาริสต้า บวกกับความเป็นมาร์เก็ตติ้งในตัวเอง จึงนำ CLASS Coffee ก้าวมาเป็นที่หนึ่งในใจชาวโคราช รวมถึงขยายสาขาไปจังหวัดใกล้เคียงรวม 10 สาขา ในเวลา 4 ปี

“การบริการ คือหัวใจสำคัญส่วนหนึ่ง ลูกค้ามานั่งที่ CLASS Coffee จะต้องไม่รู้สึกอึดอัด พนักงานในร้านทุกคนจะไม่วุ่นวายกับลูกค้า เช่น ถ้าลูกค้ายังไม่ลุกจากโต๊ะ เราจะไม่การเดินไปเก็บแก้ว หรือเดินเข้าไปถามว่าจะรับอะไรเพิ่มไหม เพราะแบบนั้นคือ การกดดันลูกค้า ในร้านเราทุกสาขามีปลั๊กให้เสียบ มีไวไฟให้เล่นฟรี ลูกค้าก็จะเกิดความสบายใจในการเข้ามาใช้บริการ อีกส่วนหนึ่งคือเครื่องดื่ม ตั้งแต่ CLASS Coffee เปิดให้บริการ เราไม่เคยหยุดที่จะปรับปรุงพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดมาใช้ การค้นหาอุณหภูมิในการคั่วเมล็ดกาแฟ นมสดที่ใช้ แบรนด์เราก็สั่งตรงจากฟาร์มที่มีการควบคุมวิธีการขนส่ง เพื่อให้คุณภาพน้ำนมเหมาะสมในการมาชงเครื่องดื่ม แม้แต่หลอดเราก็ได้ทำการศึกษาแล้วว่า ขนาดความกว้างของหลอดเท่าไหร่ที่จะช่วยให้ลิ้นรับรสชาติเครื่องดื่มได้ดีที่สุด สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าอาจไม่สนใจ แต่ในฐานะเราคนชงกาแฟที่ต้องการมอบประสบการณ์แห่งการดื่มกาแฟที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราจำเป็นที่จะต้องใส่ใจและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นตัวตนของเราให้ลูกค้าได้รับรู้ เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน”

เมื่อทำดีจนโดดเด่น แน่นอนว่าย่อมมีคนลอกเลียนแบบ แม้กระทั่งร้านกาแฟเบอร์ต้นๆของไทย ยังต้องมาเปิดขนาบ เกือบจะทุกสาขาที่ CLASS Coffee ตั้งอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นกังวล

“การลอกเลียนแบบมีอยู่ในทุกธุรกิจ ยิ่งธุรกิจร้านกาแฟ คุณสามารถทำได้ภายในสองชั่วโมง ผมเจอแม้กระทั่งว่าแต่งร้าน แก้วที่ใช้ ชื่อแบรนด์ แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง แต่สิ่งที่เขาลอกเลียนแบบ CLASS Coffee ไม่ได้คือ Story หรือเรื่องราวตัวตนของแบรนด์ที่เราใส่ลงไปในทุกๆ รายละเอียด และผมเชื่อว่าสิ่งที่ลูกค้าซื้อ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่เขาชอบ แต่เขาซื้อเรื่องราวของแบรนด์ด้วย นั่นจึงทำให้ CLASS Coffee เดินมาไกลได้ขนาดนี้ และเรากล้าพูดได้ว่า CLASS Coffee เป็นแบรนด์ร้านกาแฟ Korat Original ขนานแท้ เพราะเราเกิดและเติบโตที่นี่”

CLASS Coffee สาขาที่ 11 ซึ่งเป็นสาขาน้องใหม่ที่เปิดให้บริการอยู่ใน Thinkspace B2S ชั้น 4 เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา มารุต ถือว่าเป็นมิติใหม่ของตัวเขาเองที่น่าสนใจ

“ร้านกาแฟที่อยู่ในร้านหนังสือ คือคนสองคนที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ตอบโจทย์ที่หลายๆ คนชอบไปนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟ พอมาที่นี่ซื้อหนังสือเสร็จก็มาซื้อกาแฟ นั่งอ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับการดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรด แล้วยังได้เห็นบรรยากาศอื่นๆ ภายในร้านด้วย อีกด้านหนึ่งคือ การทำธุรกิจแม้จะแตกต่างกัน แต่เราสามารถร่วมมือกันได้ที่จะนำเสนอไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าซึ่งเราต่างก็มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน”

เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การสร้างให้แบรนด์ CLASS Coffee เป็นร้านกาแฟของชาวนครราชสีมาเท่านั้น มารุต ยังมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ให้กับชาวภาคอีสานอีกด้วย โดยขยายสาขาให้ได้ 20 สาขา ครอบคลุมทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใน 2 ปีข้างหน้า

ไปเที่ยวโคราชครั้งหน้าอย่าลืมไปเช็คอินที่ CLASS Coffee ถ้าอยากรู้ว่ามีสาขาอยู่ที่ไหนบ้าง ติดตามได้ที่ Facebook : CLASS Café นะคะ

บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299721

บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

บี มาย เกสท์ : ‘ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป’ ด้วยใจภักดิ์ นักเรียนทุนของพ่อ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การถูกปลูกฝังจากครอบครัวให้มีความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เท่ากับการได้เห็นภาพที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศมาตลอดรัชสมัย ทำให้ ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา อาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยมิต้องให้ใครมาบอกเล่า และเมื่อเธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยตรงกับตัว คือการได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ.2541 นั่นยิ่งทำให้เธอตั้งปณิธานว่าจะทำคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง เพื่อเป็นการทดแทนพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในฐานะ “นักเรียนทุนของพ่อ” จนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่

ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา เล่าย้อนถึงการได้เป็นนักเรียนทุนของพ่อให้ฟังว่า “การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล นับเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตนักเรียนคนหนึ่ง สำหรับทุนอานันทมหิดลแผนกเกษตรศาสตร์ เมื่อ 20 ปีก่อนนั้นมี คณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้มีคุณสมบัติดีเด่นทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม ในปีพ.ศ. 2539 ตอนนั้นดิฉันอายุเพิ่ง 20 ปี ดิฉันเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง)จากภาควิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรฯ และได้เข้าทำงานที่ เอินส์ท แอนด์ ยัง (ประเทศไทย) วันหนึ่งดิฉันได้รับการทาบทามจากคณะกรรมการสรรหาของมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ว่าให้เข้าสอบสัมภาษณ์เพื่อชิงทุนอานันทมหิดล ประจำปีพ.ศ.2540 ดิฉันดีใจมาก เพราะไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่าจะมีโอกาสแบบนี้

เมื่อถึงการประกาศผลการคัดเลือก ดิฉันได้รับแจ้งผลว่า “ปีนี้คุณไม่ได้ไปนะ” ดิฉันได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่เสียใจ เพราะแค่ได้รับทาบทามและเข้าสอบสัมภาษณ์ดิฉันก็ปลาบปลื้มมากแล้ว หลังจากนั้นดิฉันจึงตัดสินใจสอบชิงทุนทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-เอกและเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตรฯ จนมาปีพ.ศ.2541 ขณะที่เป็นอาจารย์ที่ม.เกษตรฯและรอที่จะไปศึกษาต่อด้วยทุนทบวงมหาวิทยาลัย ดิฉันได้รับการเชิญจากคณะกรรมการสรรหาของมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ให้ไปแสดงตนในวันสอบสัมภาษณ์อีกครั้ง การไปในครั้งนี้คณะกรรมการไม่ได้เชิญให้เข้าสอบสัมภาษณ์แต่อย่างใด แต่ดิฉันกลับได้รับการแจ้งผลว่า “ปีนี้คุณได้ไปนะ” ดิฉันก็เลยถามกลับไปว่าดิฉันไม่ได้สอบสัมภาษณ์ในปีนี้ แต่ทำไมจึงได้รับได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลในปีนี้ คำตอบคือ ปีพ.ศ. 2540 ในแผนกเกษตรศาสตร์มีคนที่ได้คะแนนสัมภาษณ์เท่ากันสองคน แต่ด้วยความที่ดิฉันอ่อนอาวุโสกว่า ทางมูลนิธิฯ จึงให้โอกาสผู้มีอาวุโสสูงกว่าไปก่อน แล้วจึงให้ทุนฯ ดิฉันไปปีพ.ศ. 2541 แทน แค่ได้ฟังเท่านี้มันเกิดความปลื้มปีติเป็นล้นพ้น บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลย”

ผศ.ดร.วรภรรณ ในวัย 22 ปี ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ประจำปีพ.ศ.2541 ได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี และระดับปริญญาเอกสาขาระบบสารสนเทศทางธุรกิจ จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลังสำเร็จการศึกษาได้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายรายงานผลการศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งพระองค์ท่านมีรับสั่งกับ ผศ.ดร.วรภรรณ และเธอยังจำทุกถ้อยคำที่พระองค์ท่านรับสั่งได้ไม่ลืมเลือน

“สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงมีรับสั่งว่า “วรภรรณ เป็นอาจารย์ใช่ไหม เราจำได้ ขอให้เป็นอาจารย์ต่อไปนะ เพื่อนำเอาความรู้ที่เราส่งให้ไปเรียนกลับมาถ่ายทอดต่อ พัฒนาประเทศชาติ พัฒนาคน” ซึ่งดิฉันรับใส่เกล้าฯ และเป็นอาจารย์มาถึงวันนี้ 10 กว่าปีแล้ว สอนหนังสือในระดับอุดมศึกษา สอนทั้งนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งในการทำงานหน้าที่เป็นอาจารย์นั้น ดิฉันพยายามใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการสนับสนุนจากพระองค์ท่าน เพื่อดิฉันจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคนอันเป็นกำลังสำคัญของชาติ ดิฉันก็ได้น้อมนำคำสอนและหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการเรียนการสอนด้วย ตั้งใจที่จะปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่นิสิต นักศึกษา โดยสอดแทรกไปในการสอน เพื่อให้พวกเขามีหลักคิดในการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการทำงานในอนาคต เพราะในวันหนึ่งที่พวกเขาจบการศึกษาออกไปเขาหล่านั้นจะได้เป็นพลังสำคัญในการใช้คุณธรรมนำความรู้เพื่อพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนสืบต่อไป”

ไม่เพียงแต่งานสอนหนังสือ ผศ.ดร.วรภรรณ ยังได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถในฐานะนักวิจัยในการทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ ผู้ร่วมวิจัยในโครงการถอดบทเรียนกระบวนการจัดการองค์ความรู้และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา และที่ปรึกษาด้านแผนธุรกิจให้กับโครงการพัฒนาพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา (นาบัว) จ.ราชบุรี เป็นต้น

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น Role Model ในการทำดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเป็นผู้ให้ เป็นผู้เมตตา เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน พระองค์ทรงทำหน้าที่ของพระองค์ได้อย่างดีที่สุดในทุกๆ หน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ หน้าที่ของการเป็นหัวหน้าครอบครัว และหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันยึดปฏิบัติตามในการรู้หน้าที่ของตน และพิจารณาตนเองอยู่เสมอว่าได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็เป็นคนธรรมดาคงไม่สามารถทำทุกอย่างได้อย่างที่พระองค์ท่านทรงทำ เราจึงต้องมีการตรวจสอบตนเองว่าวันนี้เราทำหน้าที่ของเราได้ดีแค่ไหน ถ้ามีตรงไหนยังบกพร่องก็ต้องแก้ไขเพื่อให้ดียิ่งขึ้น”

แม้วันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่สำหรับ ผศ.ดร.วรภรรณ เชื่อว่าพระองค์ท่านจะประทับอยู่สรวงสวรรค์และทอดพระเนตรลงมา เพื่อดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่าน

“พระองค์ท่านมิได้มุ่งหวังสิ่งใด นอกจากต้องการเห็นพสกนิกรของพระองค์ อยู่ดีกินดี มีความสุข มีความรักสามัคคี และช่วยพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป สำหรับตัวดิฉันเองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนคนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตั้งจิตปณิธานแล้วที่จะทำงานสนองคุณแผ่นดินให้สมกับที่ได้เป็นนักเรียนทุนของพ่อ และภาวนาจิตเสมอว่าขอให้ได้เกิดมาใต้พระบรมโพธิสมภาร ได้เป็นข้ารองพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อีกครั้ง”

บี มาย เกสท์ : สินีนารถ เองตระกูล คิดบวก สร้างพลัง มุ่งสู่ความสำเร็จที่ไม่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294900

บี มาย เกสท์ : สินีนารถ เองตระกูล คิดบวก สร้างพลัง มุ่งสู่ความสำเร็จที่ไม่สิ้นสุด

บี มาย เกสท์ : สินีนารถ เองตระกูล คิดบวก สร้างพลัง มุ่งสู่ความสำเร็จที่ไม่สิ้นสุด

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็น Working Woman ร่างเล็กแต่พลังเกินตัว สำหรับ ปุ๊กกี้-สินีนารถ เองตระกูล ที่วันนี้เราอาจจะคุ้นชินกับบทบาทการเป็นผู้บริหารธุรกิจสถาบันความงามระดับแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง “บีบี คลินิก” แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลากหลายธุรกิจในเครือ SE-BIZ ถึงแม้งานจะยุ่งแค่ไหนบทบาทหน้าที่ของการเป็นภรรยา และ แม่ของลูกชายสองคน เธอก็ยังทำได้ดีไม่แพ้กัน เคล็ดลับความสำเร็จทั้งในเรื่องงานและชีวิตครอบครัวของผู้หญิงเก่งคนนี้คืออะไร เชิญอ่านได้ใน บี มาย เกสท์ วันนี้ค่ะ

ปุ๊กกี้-สินีนารถ เล่าว่า ปัจจุบันธุรกิจในเครือ SE-BIZ ซึ่งย่อมาจาก “สมใจนึก เองตระกูล บิซิเนส” มีทั้งโลจิสติก สถาบันการเงิน โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจออร์แกไนเซอร์-เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และสตูดิโอให้เช่าสำหรับถ่ายละคร-ภาพยนตร์

“ตอนนี้ธุรกิจแต่ละอย่างก็จะมีซีซั่นของเขา อย่างเช่น โลจิสติกการขนส่ง เรียกว่าเป็นช่วงขาขึ้น ด้วยระบบเศรษฐกิจการค้าการนำเข้า-ส่งออกของบ้านเรากำลังเติบโต ทำให้โลจิสติกเป็นที่ต้องการ ส่วนโรงแรมเป็นช่วงหน้าฝนก็แน่นอนว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่พอเข้าช่วงฤดูหนาวก็จะกลับมาคึกคัก และธุรกิจความงามถือว่าทรงตัวนะคะ เพราะตอนนี้คู่แข่งในตลาดมีมาก ถ้าถามว่าตอนนี้โฟกัสไปที่ธุรกิจไหนมากกว่ากันคงไม่ได้ เพราะทุกธุรกิจเราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพียงแต่ถ้าอันไหนที่อยู่ในช่วงโลว์ ก็ต้องการปรับกลยุทธ์การบริหาร หรือการทำการตลาดมากกว่าธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งด้วยความที่เป็นธุรกิจของครอบครัว ก็จะมีคุณพ่อเป็นหัวเรือใหญ่ เป็นที่ปรึกษาให้กับลูกๆ มีพี่เป๊ก-สัญชัย ซึ่งเขาถนัดในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ ประชาสัมพันธ์ การตลาด ก็จะรับหน้าที่นั้นไป ส่วนปุ๊กกี้เองก็จะรับนโยบายจากคุณพ่อและพี่เป๊กมาดำเนินการต่อ”

ในการบริหารธุรกิจที่มีความหลากหลาย กุญแจสำคัญไม่เพียงแต่ “นโยบาย” ปัจจัยสำคัญคือการ “บริหารคน” เพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมายของธุรกิจที่วางไว้เป็นผลสำเร็จ

“เมื่อก่อนแต่ละธุรกิจก็จะแยกกัน แต่ตอนนี้เราเพิ่งปรับเปลี่ยนการบริหารให้มีศูนย์กลางเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานมากขึ้น ซึ่งทีมงานเป็นสิ่งสำคัญ ปุ๊กกี้เองก็พยายามที่จะปลูกฝังทีมงาน สร้างความเป็นทีมให้เกิดขึ้น เพื่อที่ให้เขาทำงานตามนโยบายที่วางไว้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งโชคดีว่าพนักงานส่วนใหญ่อยู่ด้วยกันมานาน พร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน ปุ๊กกี้ก็จะดูแลเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว มีอะไรเราก็มาคุยกัน ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า รวมถึงอนาคตการเติบโตในหน้าที่ มันก็เป็นแรงจูงใจที่ดีที่จะทำให้เขาทำงานอย่างเต็มความสามารถ สำหรับปุ๊กกี้เองมองว่าการมีทีมงานที่เป็นคนเก่งถือว่าเป็นความโชคดี แต่สิ่งสำคัญคือเราอยากได้คนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีความซื่อสัตย์มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะความเก่ง ความสามารถเราสามารถสร้างให้เขาได้ แต่คนดี คนขยันนี่หายากกว่าค่ะ”

ด้วยธุรกิจกำลังเติบโต และมีการขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ทำให้เธอแทบจะทำงานตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงเดินทางไปเจรจาธุรกิจที่ต่างประเทศอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่สำคัญของการเป็น ภรรยา และ แม่ของลูก

“กับสามี เราเป็นคนทำงานด้วยกันทั้งคู่ เขาก็จะมีความเข้าใจ เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา แต่กับลูกก็ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ คือตั้งแต่ลูกยังเล็ก เขาก็จะคุ้นเคยที่เห็นแม่ทำงานอยู่แล้ว บางครั้งไปทำงานก็จะพาลูกไปด้วย ปกติวันธรรมดาปุ๊กกี้จะเป็นคนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ตอนเย็นก็ให้รถโรงเรียนไปส่งที่ออฟฟิศรังสิต วันอาทิตย์ก็จะยกให้เป็นวันของครอบครัวที่เราจะทำกิจกรรมร่วมกันพ่อแม่ลูก จริงๆ ที่บ้านเราไม่ว่าจะเป็นครอบครัวพี่เป๊ก ครอบครัวปุ๊กกี้ เราจะสนิทกันมากอยู่แล้ว เด็กๆ ก็จะได้เล่นด้วยกัน อย่างตอนนี้ลูกชายคนโตอายุ 12 แล้ว ก็เรียกว่าเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บางครั้งคนเป็นแม่ก็จะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็จะมีทั้งคุณพ่อ คุณตา คุณลุง เข้ามาเติมตรงนั้น สไตล์การเลี้ยงลูกของปุ๊กกี้ ก็จะให้อิสระกับเขา จะบอกว่าไม่คาดหวังก็คงไม่ใช่ แต่ไม่คาดหวังมาก หน้าที่ของเราคือให้ความรัก ความอบอุ่น สนับสนุนส่งเสริมในสิ่งที่เขาอยากจะทำแบบนั้นมากกว่าค่ะ”

เป็นครอบครัวที่มีความใกล้ชิดกันอย่างมาก แถมยังเป็นน้องเล็กของบ้าน แน่นอนว่า “ไอดอล” ของเธอจึงเป็นคนใกล้ตัวที่เป็นแบบอย่างทั้งในการทำงาน การใช้ชีวิต นั่นก็คือคุณพ่อ สมใจนึก เองตระกูล

“คุณพ่อเป็นคนเก่งค่ะ ตั้งแต่ปุ๊กกี้เป็นเด็ก คุณพ่อรับราชการ แม้จะงานยุ่งแค่ไหนคุณพ่อก็ไม่เคยละเลยลูกๆ เป็นคนที่รักษาสัญญา การทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การดูแลครอบครัว ปุ๊กกี้มีคุณพ่อเป็นไอดอล จึงได้นำสิ่งที่คุณพ่อทำเป็นตัวอย่างมาใช้ทั้งในการทำงานและดูแลครอบครัว”

ถามถึงเคล็ดลับความเป็น Working Woman สาวเก่งบอกว่า การมีสุขภาพใจ สุขภาพกายที่ดี คือจุดเริ่มต้น

“ในการทำงานผู้หญิงกับผู้ชายไม่ต่างกัน เรามีสมองสองมือเท่ากัน แต่ส่วนตัวปุ๊กกี้มองว่าการที่เราจะทำงานอะไรได้หลายๆ อย่าง สุขภาพใจ-กายที่ดีต้องมาก่อน ถ้าใจเราไม่พร้อม ร่างกายไม่พร้อม ต่อให้มีความสามารถแค่ไหนมันก็เดินไปไม่ได้ ที่สำคัญคือการคิดบวก จะทำให้เรามีความสุข มีพลังในการทำงาน เวลาที่เราเจอปัญหาหรืออุปสรรคเราจะไม่คิดว่ามันคือปัญหาหรืออุปสรรค แต่เราจะคิดว่าจะทำอย่างไรให้ก้าวข้ามมันไปได้ และเปลี่ยนสิ่งนั้นมาเป็นพลัง เป็นบทเรียนที่เราจะไม่ต้องเจอกับมันอีกค่ะ”

หลายคนอาจจะมองว่า การเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่สามารถบริหารธุรกิจที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี นั่นคือความสำเร็จ เป็นผู้หญิงเก่งแล้ว แต่สำหรับ ปุ๊กกี้ บอกว่า ความสำเร็จไม่มีจุดสิ้นสุด

“ไม่เคยคิดว่าตอนนี้ตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะในการทำธุรกิจเราต้องมีการเติบโต มีเป้าหมายที่หนึ่ง ที่สองที่เราจะต้องเดินไปให้ถึง และเป็นเป้าหมายที่สูงขึ้น ท้าทายมากขึ้น มันจึงไม่มีจุดสิ้นสุด ถ้าเราคิดว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว พอแล้ว ไม่พัฒนาต่อ นั่นคือสัญญาณอันตราย และการทำสิ่งที่ยากขึ้น ท้าทายขึ้น ไม่ใช่แค่พัฒนาธุรกิจ แต่ยังพัฒนาความสามารถของเราด้วย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราอยากไปให้ถึงมากกว่า”

นับว่าเป็น “พลังคิดบวก” ในแบบฉบับ Working Woman ที่น่าชื่นชม ซึ่งสาวๆ คนไหน จะนำไปใช้บ้างสาวเก่งคนนี้ก็ยินดี ที่จะได้เห็น ผู้หญิงเก่ง ในสังคมมากขึ้น

บี มาย เกสท์ : นิธิมา บุญโพธิ์ อายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292295

บี มาย เกสท์ : นิธิมา บุญโพธิ์ อายุงานมากขึ้น...ยิ่งต้องเรียนรู้

บี มาย เกสท์ : นิธิมา บุญโพธิ์ อายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องเรียนรู้

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในชีวิตของคนทำงานที่ผ่านไปแต่ละวัน บางคนกางปฏิทินรอคอยวันที่จะได้พัก บางคนนับนิ้วรอวันที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนบางคนก็ตั้งหน้าตั้งตารองานใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม จนลืมโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และกลายเป็นคนที่ออกจากบ้านไปทำงานในแต่ละวันด้วยความเลื่อนลอย และยิ่งเป็นงานเดิมๆ สถานที่เดิมๆ การที่จะเดินสู่หลุมดำของการทำงานแบบไปวันๆ ยิ่งมีมาก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ นิธิมา บุญโพธิ์ เธอทำงานกับ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการอาวุโส ส่วนงานบริษัทร่วมทุน มานานกว่า 20 ปี

นิธิมา ย้อนอดีตถึงการมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรธุรกิจระดับประเทศให้ฟังว่า เกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อโอกาสมาถึงเธอก็ไม่ลังเลที่จะคว้ามันไว้

“ตามเพื่อนมากรอกใบสมัครที่บริษัท แต่เมื่อได้รับการติดต่อว่าคุณสมบัติของเราผ่าน ได้ทำงานที่นี่ ในตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากทำอะไร และงานที่ได้มานี้คือ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า แต่ในใจก็คิดว่าถ้าเราสามารถเลือกงานตามที่ใจรักได้ตั้งแต่แรก ก็ถือเป็นความโชคดี แต่ถ้าหากเลือกไม่ได้ ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้รักในงานที่ทำ แล้วโอกาสที่เข้ามามันจะค่อยๆ เปิดประตูให้เราก้าวไปสู่ขั้นต่อไปเอง และถ้าเรารู้จักปรับตัว เราก็จะค้นพบกับเส้นทางที่ใช่สำหรับเรา”

แม้การเดินทางในฐานะบุคลากรอินทัชของ นิธิมา จะเริ่มต้นที่โชคชะตาและจังหวะ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้องค์กร รวมทั้งหัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน ได้เห็นถึงความสามารถอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาตลอด 21 ปี จนทุกฝ่ายยอมรับและไว้ใจในความสามารถของ “แอดมิน” คนเก่งคนนี้

“ส่วนตัวดิฉันเองได้ทำงานหมุนเวียนไปยังแผนกต่างๆ อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ถึงแม้เนื้องานของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่เราก็ต้องรู้จักปรับตัวให้ได้ แล้วท้ายที่สุดเราก็จะสนุกไปกับมันเอง เพราะมันทำให้เราได้ท้าทายตัวเองมากขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและทักษะอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ทำให้ไม่รู้สึกเบื่องาน โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เป็นยุคของคน Gen Y ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นเก่าอย่างเราได้ปรับตัวตามคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน จากเด็กๆ รุ่นใหม่ไฟแรง”

นิธิมา เผยถึงเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยสร้างความสุขในการทำงาน คือการไม่ยึดติดอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง “เราต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน หรือจากปัจจัยภายนอกและต้องไม่กลัวเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะคนที่จะเก่งได้นั้นต้องทำงานยากให้เป็นและมีทักษะหลายด้าน”

จากการได้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกส่วนงานของอินทัช ในฐานะ “แอดมิน” มาตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ นิธิมา ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผู้รอบรู้ขององค์กร ที่พร้อมช่วยเหลือทุกฝ่ายในเรื่องการประสานงานให้ราบรื่นไปได้ด้วยดีล่าสุดเธอเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ InVent ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital ที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีแววรุ่งของประเทศไทย

“การได้ร่วมงานกับบรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทำให้ดิฉันกลายเป็นคนที่ทันสมัยขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ได้เห็นอะไรที่กว้างไกลกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้ได้เห็นแนวคิดและมุมมองการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและน่าชื่นชม เราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างของการทำงานได้ด้วย ซึ่งคนที่เก่งในที่นี้ หมายถึงว่านอกจากจะมีไอเดียในการทำธุรกิจดีแล้ว ยังรู้จักเปิดใจรับฟังผู้อื่น แล้วก็มีการบริหารจัดการ วางแผนต่างๆ ของบริษัทอย่างเป็นระบบ ทำให้บริษัทของเขาประสบความสำเร็จ”

ถึงแม้ว่าจะไม่หวั่นต่อการหมุนเวียนสลับตำแหน่งงานภายในองค์กร แต่ นิธิมา ก็ยอมรับว่า โดยปกติแล้วตนเป็นคนที่ไม่ค่อยชินกับการเปลี่ยนแปลง อย่างหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ คือการที่เธอเลือกอยู่กับองค์กรเดิมมาแล้วร่วม 20 ปีโดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนไปที่ไหนอื่น เพราะคุ้นชินและรู้สึกสบายใจกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอยู่แล้วนั่นเอง

“การที่บุคลากรจะอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นระยะเวลานาน นั้นคงไม่ใช่แค่เพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าได้พบกับเส้นทางที่ใช่ ในองค์กรที่ตอบโจทย์ให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ตัวงานที่ท้าทายความสามารถ หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานที่ดี มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานของตนเอง และยังรวมถึงโอกาสที่จะได้สร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติ”

อย่างตัวดิฉันเองในฐานะบุคลากรของอินทัช รู้สึกภูมิใจที่ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวไกล และได้ช่วยผลักดันกลุ่มคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวทางธุรกิจสตาร์ทอัพผ่าน InVent”

นอกจากไฟในการทำงานแล้ว “กำลังใจ” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนทำงานต้องคอยเติมอยู่เสมอไม่ให้มอดดับลง นิธิมา บอกว่า หนึ่งในวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการทำงาน คือการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้น่าอยู่ สนุกสนานและตื่นเต้นอยู่เป็นประจำ ผ่านการทำกิจกรรมที่จะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากร อย่างเช่น การจัดธีมการแต่งตัว เพื่อสร้างกิมมิคสนุกๆ ในสถานที่ทำงาน

“การทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเวลานานๆ ในที่สุดแล้วมันจะกลายความผูกพัน เหมือนเรามีครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกันและสร้างเสียงหัวเราะให้กันในยามยากลำบาก หรือในเวลาที่ท้อแท้ ทำให้เราทำงานทุกวันอย่างมีความสุข”

นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของบุคลากรที่แสดงให้เห็นว่า…ถ้าหากเรารัก หวงแหน ปกป้อง และมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรและงานที่ทำ ชีวิตการทำงานก็จะมีความสุข พร้อมเจริญก้าวหน้าไปกับองค์กรได้อย่างมั่นคง

บี มาย เกสท์ : ‘รักจังสุพรรณบุรี’ กับ บารมี เที่ยงธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267691

บี มาย เกสท์ : ‘รักจังสุพรรณบุรี’ กับ บารมี เที่ยงธรรม

บี มาย เกสท์ : ‘รักจังสุพรรณบุรี’ กับ บารมี เที่ยงธรรม

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีหัวใจรักบ้านเกิด บารมี เที่ยงธรรม ลูกชายคนเล็กของ จองชัย เที่ยงธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สุพรรณบุรี กับ ดร.มุกดา เที่ยงธรรม ที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตสุขสบายในกรุงเทพฯ มาเป็นชาวสวนไปพร้อมๆ กับทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ที่ อ.ศรีประจันต์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณพ่อ และกำลังเริ่มภารกิจจุดกระแสการท่องเที่ยว ให้สุพรรณบุรีเป็นเมืองน่าพัก ไม่ใช่เมืองผ่านกับกิจกรรม เลดี้ แรลลี่ ทริป “รักจังสุพรรณบุรี” ภายใต้โครงการ “เที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม โดยการสนับสุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

บารมี เที่ยงธรรม ในฐานะประธานนักธุรกิจหอการค้ารุ่นใหม่ (YEC) จ.สุพรรณบุรี และประธานจัดการแข่งขัน เลดี้ แรลลี่ ทริป บอกกับเราว่า กิจกรรม เลดี้ แรลลี่ ทริป “รักจังสุพรรณบุรี” เส้นทางกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2560 เกิดขึ้น เพราะตัวเขา “รัก” จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด และอยากเชิญชวนให้ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกันสำนึกรักบ้านเกิดเช่นเดียวกัน โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเพิ่มช่องทางหารายได้ให้ชุมชน อีกทั้ง ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่จ.สุพรรณบุรีนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อ มีธรรมชาติ และวิถีชีวิตชาวนา ที่ชาวสุพรรณบุรีควรร่วมกันรักษาไว้

“ที่ผมและทีมงานจัดกิจกรรม เลดี้ แรลลี่ ทริป เชิญชวนเฉพาะสาวๆ ให้มาร่วมสนุกกับการแข่งขันแรลลี่ เนื่องจากว่าเป็นเส้นทางการแข่งขันที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และผู้หญิงส่วนใหญ่จะสนุกกับกิจกรรม ชิม ชม แชะ ผ่านทางโซเชียลมีเดียมากกว่าผู้ชาย ผมอยากให้จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ปักหมุดแหล่งท่องเที่ยวของคนไทย ไม่ใช่แค่จังหวัดที่เป็นเส้นทางผ่านไปจังหวัดอื่นๆ เท่านั้น อยากให้ได้เข้ามาเที่ยวพักผ่อน เรามีโรงแรมสวยๆ น่าพัก มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย แต่ผ่านมาเที่ยววันเดียวคงไม่พอครับ นอกจากนี้ รายได้จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช และมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นมูลนิธิฯ ที่ครอบครัวผมดูแลอยู่”

เส้นทางการแข่งขันเริ่มจากกรุงเทพฯ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อุทยานมังกรสวรรค์ วัดป่าเลไลยก์ ชมสวนอินทผลัม สุพรรณบุรี เรียนรู้วิธีชีวิตชาวนาที่ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) สัมผัสความหัศจรรย์ของปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม ที่อุโมงค์ปลา บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ช็อปปิ้งอาหาร ขนม และของพื้นถิ่นที่ตลาดสามชุก ตลาดร้อยปี และมาสิ้นสุดที่โรงแรมสองพันบุรี

อีกทั้ง บารมี ยังชวนดารานักแสดงสาวจากช่อง 3 ณิชา-ณัฏฐณิชา และ แพทริเซีย-ธัญชนก, เนตไอดอลชื่อดัง ภาวิณี ตติยขจรเลิศ, พลอย-ฉัตรญาดา วงศ์นากลาง ร่วมสนุกกับการแข่งขัน ปิดท้ายด้วยปาร์ตี้ยามค่ำและมินิคอนเสิร์ตจาก บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และ ปราโมช ปาทาน สองศิลปินที่กำลังได้รับความนิยม

“ผมตั้งใจจะทำให้ผู้ร่วมทริปประทับใจกับทุกกิจกรรมที่จัดขึ้น อยากให้ทุกคนมีความรู้สึกอยากกลับมาเที่ยวพักผ่อนที่สุพรรณบุรีอีกครั้ง และบอกต่อไปยังเพื่อนฝูง หรือคนในครอบครัว ว่าสุพรรณบุรีเป็นเมืองน่าเที่ยว ที่วันเดียวเที่ยวไม่พอ”

นอกจากจะเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีหัวใจรักบ้านเกิดแล้ว บารมี เที่ยงธรรม ยังสวมหมวก ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดา เขายอมรับว่า งานในหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านนั้นแตกต่างจากที่เขาคิดไว้มาก แต่เป็นงานที่ทำให้เขาได้รู้จักวิถีชีวิตและปัญหาของชาวสุพรรณบุรีอย่างแท้จริง

“ผมยอมรับตรงๆ ครับ เคยพูดกับตัวเองไว้ว่า จะไม่ทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากๆ แต่เหมือนกับภาษิตที่ว่า เกลียดอะไร จะได้อย่างนั้น ซึ่งงานของผู้ใหญ่บ้าน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนล้วนๆ และเป็นคนหมู่มากด้วย เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องมาแจ้งผมก่อน นักเรียนจะเข้าโรงเรียน จะขอทุน ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรอง รวมทั้งปัญหาชาวบ้านๆ ที่ผมไม่เคยรู้เลย คือเรื่องผัวเมียทะเลาะ ลูกเมาตบตีพ่อแม่ ก็ตื่นเต้นดี

แต่เดิมผมเป็นลูกชาย สส. และลูกชายรัฐมนตรีช่วย เราไม่ค่อยได้เข้าไปนั่งพูดคุยกับชาวบ้านอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะได้พบเจอก็ช่วงหาเสียง แต่พอมาทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ได้สัมผัสกับปัญหาของชาวบ้านจริงๆ รู้ว่านโยบายดีแต่อาจไม่ตรงกับปัญหาของพวกเขา เลยแก้กันไม่ตรงจุด จริงๆ แล้วการที่ผมพยายามหาทางเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน มันถูกต้องที่สุด ไม่ใช่เอาเงินไปให้เขาอย่างเดียวแล้วไม่สอนวิธีการเพิ่มรายได้

นี่เลยเป็นจุดที่ทำให้ผมจัดกิจกรรม เลดี้ แรลลี่ ทริป รักจังสุพรรณบุรี ขึ้นมา เพราะเราเป็นจังหวัดเกษตรกรรม ปลูกข้าวมาหลายชั่วอายุคน เป็นจังหวัดที่มีโรงสีมากที่สุดในประเทศ จะให้เปลี่ยนมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมคงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุด คงเป็นเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งผมได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการ เที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม”

บารมี เล่าย้อนว่า ตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่สุพรรณบุรีเพียงลำพัง เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นเป็นจังหวะที่ครอบครัวของเขาเริ่มธุรกิจโรงสับไม้สุพรรณ 2015 (วู๊ดซีฟ) นำเศษไม้ท่อนมาตัดเพื่อขายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า และเมื่อธุรกิจนี้เริ่มอยู่ตัว บารมี ก็หันมาเป็นชาวสวน ดูแลและพัฒนาสวนอินทผลัม ที่ชื่อ สวนอินทผลัม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธุ์และจำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัม ซึ่งกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจ Smart Farmer 4.0

“คุณพ่อให้เข้ามาช่วยดูแลสวนอินทผลัม ซึ่งแต่ก่อนเป็นสวนพืชไร้ดิน ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ช่วงหลังคุณพ่อเห็นว่าผลผลิตไม่ค่อยดี เลยเปลี่ยนมาลองปลูกต้นอินทผลัม ผมเห็นว่าพื้นที่เรามีมากถึง 200 ไร่ น่าจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ เรามีบึงน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นมา เราปลูกสวนไม้ดอกไม้ประดับ มีต้นต้นอินทผลัมนับแสนต้นให้เยี่ยมชม เลยเปลี่ยนสวนอินทผลัมแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธุ์และจำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัม ก็ได้รับความสนใจเกินคาด ช่วงที่อินทผลัมให้ผลผลิต มีคนมารอซื้อถึงสวน เพื่อทานผลสดอินทผลัม บางคนเดินทางมาจากภาคใต้ มาขอซื้อผลสดแล้วเดินทางกลับเลย ซึ่งผมจะไม่ขายผลผลิตให้กับพ่อค้าทั้งหมด แต่จะเหลือไว้ให้นักท่องเที่ยวและคนที่อยากทานผลสดได้ซื้อกลับไปด้วย ไม่ใช่ว่ามาถึงสวนแล้วไม่มีอินทผลัมให้เขาทาน

พอมีโอกาสได้มาอยู่จริงๆ ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว มาอยู่คนเดียว คุณพ่อคุณแม่ พี่สาว พี่ชาย อยู่กรุงเทพฯ กันหมด ชีวิตช่วงที่ผมอยู่กรุงเทพฯ จะไปที่ไหนสักแห่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่อยู่ที่สุพรรณบุรี ใช้เวลาเดินทางมากสุดก็ครึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือผมสามารถไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ เลยตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ หรือวันไหนถ้าผมอยากไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ และพี่ๆ ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือไปซื้อของ ขับรถจากสุพรรณบุรี ผมใช้เวลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แค่ชั่วโมงกว่าๆ เรียกว่า ชีวิตก็ไม่ได้ตัดขาดจากกรุงเทพฯ ทีเดียว ยอมรับว่า สุพรรณบุรีสำหรับผม เป็นจังหวัดที่น่าอยู่มาก ซ้ายก็นา ขวาก็นา เงียบ สงบ แต่มีความอบอุ่น ชาวบ้านมีน้ำใจ คิดว่าบั้นปลายชีวิตของผมก็คือที่นี่”

นอกจากจะเป็นเจ้าของสวนอินทผาลัมที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดแล้ว บารมี ยังต้องดูแลมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นมูลนิธิฯ ของครอบครัว ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย คล้ายๆ กับมูลนิธิกู้ภัยโดยทั่วๆ ไป มีสมาชิกอยู่นับพันคน ซึ่ง บารมี ต้องบริหารจัดการและประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สมาชิกได้ทำหน้าที่จิตอาสาได้อย่างเต็มกำลัง ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ

บารมี ทิ้งท้ายว่า พลังในการทำงานของเขามาจากครอบครัว และคนที่เขาจะกล่าวขอบคุณมากที่สุดก็คือ คุณแม่มุกดา เที่ยงธรรม ผู้หญิงที่สนับสนุนและอยู่เคียงข้างในทุกๆ เรื่องของชีวิต