เราไม่เคยห่างกัน อุเทน ซุ้ยวงศ์ษา+รภัทกร สกุลภัทกรวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574016

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 14:47 น.

เราไม่เคยห่างกัน อุเทน ซุ้ยวงศ์ษา+รภัทกร สกุลภัทกรวงศ์

เรื่อง : นกขุนทอง

ในแวดวงความสวยความงาม โดยเฉพาะการสัก ต้องมีชื่อของ “อาจารย์กอล์ฟ” อุเทน ซุ้ยวงศ์ษา” กับ “อาจารย์เอ๋” รภัทกร สกุลภัทกรวงศ์” เป็นที่รู้จักกันดี เพราะนอกจะเป็นช่างสักเอง ยังเป็นอาจารย์สอนการสักคิ้วและปาก มีนักเรียนทั้งคนไทยและต่างชาติมาเรียน

โดยเฉพาะ กอล์ฟ อุเทน เรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ได้รับรางวัลการันตีมาตรฐาน I.B.A.Global Quality & Service จากประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นเจ้าของรางวัล Asia Top Award สาขาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสักเพนต์เพื่อความงามแห่งเอเชียรายแรกของไทย โดยเทคนิคนี้มีชื่อเฉพาะที่ได้รับการจดลิขสิทธิ์ไว้ในชื่อของเทคนิคการสักเพนต์คิ้วลายเส้นสามมิติ 3Dplus

คู่นี้ไม่ได้เป็นแค่หุ้นส่วนร่วมก่อตั้งและบริหาร “โปร-บิวติ สตูดิโอ” (Pro-Beauti Studio) ถนนสุขุมวิท 107 (แบริ่ง 37) เท่านั้น แต่ยังเป็นคู่คิด คู่ทุกข์คู่ยาก คู่รัก คู่กัด และต้องบอกว่าเป็นคู่กันจริงๆ เพราะตลอดเวลาที่คบกันมา 10 กว่าปี คนที่รู้จักเห็นทั้งคู่มาเป็นคี่น้อยมาก เรียกว่า มีกอล์ฟต้องมีเอ๋ มีเอ๋ก็ต้องมีกอล์ฟ

“เราก้าวไปด้วยกันเสมอ”

กอล์ฟ-อุเทน พาย้อนวันหวานแสนหวาน แต่ความรักของพวกเขาเกือบผิดฝาผิดตัว “รู้จักกันในที่เที่ยวกลางคืน ซึ่งในกลุ่มเพศที่สามน้อยคนมากที่จะหาคู่ในที่เที่ยว แล้วคบกันได้นาน

กอล์ฟก็ไปเที่ยวปกติกับเพื่อนไม่ได้ตั้งใจหาแฟน ก็เห็นสายตาเขามองมาที่เรา สักพักเด็กเสิร์ฟเดินมาขอเบอร์เพื่อนเรา ตอนนั้นก็เอ๊ะ! มองเราแต่ทำไมขอเบอร์เพื่อน

แล้วพี่เอ๋กับเพื่อนก็คุยกันผ่านแชตบีบี แล้วนัดเจอกัน ปรากฏว่า อ้าว! ไม่ใช่ คือเขานึกว่าคุยกับเรามาตลอด สรุปคือเด็กมาขอเบอร์ผิดคน (หัวเราะ)

จากนั้นพี่เอ๋ไปหาไฮไฟเรา (บ่งบอกยุคสมัยของการคบหากันจริงๆ) แล้วก็ทักมา เขาก็คุยปกติชวนเที่ยวจนเรากลายเป็นเพื่อนในกลุ่มของเขา พี่เอ๋ชัดเจนตั้งแต่แรกเลยว่ามาจีบ”

คลิ๊กกันได้เร็วเพราะเคมีตรงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่มีอะไรที่คล้ายกัน แต่เป็นความต่างกันที่ทำให้พอมาอยู่ด้วยกันแล้วผสานกลมกลืนกันได้ดี

“เขากินผักเราไม่กินผัก ไม่แย่งกันกิน แล้วตอนนั้นเราเหมือนคนเกเรเลย ติดเที่ยว เอาแต่ใจ แต่พี่เอ๋เขาจะมีวิธีบอกของเขา บอกบ่อยๆ ไม่ฟัง เขาก็มีคำประมาณว่า โตแล้วคิดเอง แล้วเราก็ค่อยๆ คิดเองได้

แรกๆ ปรับตัวไม่ค่อยได้เลย คืองง เขาโตมากับครอบครัวที่เป็นระเบียบ ห้ามนู้นนั่นนี่ ส่วนกอล์ฟเฮฮา ฟรีสไตล์อยากนอน กินตอนไหน ไปไหนก็ไป ไม่ต้องมานั่งขอแม่ กอล์ฟออกจากบ้านไปใช้ชีวิตหาเงินเรียนเองแบบฝรั่งตั้งแต่อายุ 18 ปี

ตอนเจอเขาอายุ 22 ปี ตอนนั้นเราเที่ยวเก่งมาก มีกลุ่มเพื่อนเที่ยวหลายกลุ่มไปทุกที่ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดก็ไป แต่เรื่องเที่ยวเราก็ชอบเหมือนกัน มีต่างกันตรงเราสบายๆ ลุยได้นอนกางเต็นท์ไม่มีพัดลมก็ได้ แต่เขาขอสบายๆ ที่พักดีๆ

แรกๆ เราใจร้อน เอาแต่ใจมากๆ ปัจจุบันก็เป็นแต่น้อยลง มีเหตุผลมากขึ้นรับฟังกันมากขึ้น ผิดก็คือผิดยอมรับได้ ที่เขาเตือนบอกเราจะก้าวไปด้วยกัน เรารู้ด้วยตัวของเรา ถ้าเราผิดเราถอยกลับมา เราไปด้วยกัน พอพี่เขาจะไปแบบนี้ดีไหม เราสนับสนุน คือจะทำอะไรคุยกันตลอด จะไม่มีใครตัดสินใจเองว่าทำแบบนี้แล้วทำเลย

ไม่ค่อยเจอปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน เราจะถามกันเลยไม่ค่อยเก็บ เมื่อก่อนอารมณ์ร้อนมากๆ ไม่ชอบอะไรพูดเลย แต่ก่อนนี้เราจะไม่งอนกันทะเลาะกันเกินวัน เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร จะหาเหตุผล ปรับได้ก็ปรับ แต่ช่วง 3-4 ปีหลังแทบไม่มีเรื่องทะเลาะกันเลย ด้วยช่วงเวลาที่เราคบกันนาน เราโตขึ้นนิสัยก็เปลี่ยนไปอัตโนมัติ”

คอยดูแลซึ่งกันและกันจนเกิดความผูกพัน

“ตอนคบกันแรกๆ กอล์ฟทำงานโคโรกราฟในผับ คอยดูนางโชว์ ไปสถานที่เป็นผับหลายๆ ที่ในกรุงเทพฯ พี่เขาก็ตามไปรับส่ง คอยดูแลที่เราชอบเขาเพราะความใส่ใจ เขาจำดีเทลอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ อะไรที่เรามองข้ามเขาไม่มองข้าม หลายคนไม่มีจุดนี้เขามี เขาทำให้เราดูมีค่า

แล้วเขาดูแลไปจนถึงพ่อแม่ น้องเรา แรกๆ เราไม่ได้บอกครอบครัวไม่พูดเลยว่าคบกับใคร เขาจะดูรู้เองว่าเพื่อนลูกชาย ครอบครัวพี่เอ๋ เราเข้าไปเป็นผู้ชายคนแรกในบ้านเขา ที่บ้านเขาก็ไม่ถาม ทุกวันนี้อยู่ด้วยกัน 2 ครอบครัวก็ไม่เคยมาพูด เขารู้กันว่าเราอยู่แบบไหน ความสัมพันธ์ของเราอยู่แบบพี่น้อง ผูกพันจนข้ามผ่านความเป็นคู่รัก”

ล้มลุกปลุกปั้นทำธุรกิจด้วยกันมาจนเกือบเลิกกัน แต่ยังจับมือกันมั่นจนสามารถข้ามผ่านปัญหามาได้

“ตอนทำร้านอาหารที่เชียงใหม่ พี่เอ๋มีแผน มาร์เก็ตติ้งจ๋า แต่เราจะลุยเลย ความเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกันทุกวัน แต่บทเรียนครั้งนั้นทำให้เรารอดมาถึงทุกวันนี้ทั้งเรื่องธุรกิจและวิธีการเราได้เรียนรู้ พี่เขาเกือบทิ้งเราไปแล้ว ก็ฉุกคิดเราคบกันมาจะปล่อยให้เวลานิดเดียวทำลายเวลาที่คบกันมาเลยเหรอ ก็เลยคุยกัน กลับกรุงเทพฯ มาเริ่มกันใหม่ดีกว่า ทุกวันนี้เราไปในทิศทางเดียวกัน เวลาจะก้าวไปฝั่งหนึ่งหันมาถามก่อน แล้วก้าวไปพร้อมกัน”

จนมากลายเป็นดูโออาจารย์สักในวงการความสวยความงาม

“เราทำธุรกิจมาหลายอย่าง จนกระทั่งมาเจอสักคิ้วเราคิดว่าไปได้อีกยาว ไม่ว่าเศรษฐกิจยังไงคนก็พยายามหาเงินมาทำเรื่องความสวยความงาม ก็ไปเรียนสักคิ้วสักปากและสักให้เพื่อนๆ บอกปากต่อปาก แล้วเรานำโปรไฟล์ไปเสนอคลินิกแถวอุดมสุข และเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงพยาบาลวิภาวดี ลาดพร้าว

ระหว่างนั้นก็เรียนเพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ หาความรู้เรื่องสี เรื่องของการใช้เข็ม เรื่องเทกซ์เจอร์ผิว หาความรู้หลายๆ ที่แล้วมาประยุกต์เป็นของเรา จนเมื่อปี 2558 เปิดของตัวเองที่แบริ่ง 37 แต่ก็ยังทำที่เดิมอยู่ และตอนนี้ทางโรงพยาบาลได้ขยายไปที่ย่างกุ้ง เมียนมา เราก็ไปด้วยเดือนละ 3-4 วัน”

“เขาบอกคงไม่มีโอกาสแต่งงาน ผมทำให้เป็นจริง”

เอ๋ รภัทกร เล่าถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่ประทับใจจนไม่มีวันลืม วันที่ขอแต่งงานและจัดงานเลี้ยงท่ามกลางเพื่อนฝูง 200 คน

“วันที่ขอเขาแต่งงาน เป็นปาร์ตี้วันเกิดของเราสองคน เกิดใกล้ๆ กัน แล้วผมจำได้เขาเคยบอกผมว่า เกิดมาเป็นแบบนี้คงไม่มีโอกาสแต่งงาน

วันนั้นก็วางแผนทุกอย่าง มีเขากับเพื่อนไม่กี่คนที่ไม่รู้ วีทีอาร์ก็เปลี่ยนมาเป็นเราพูดถึงเขา เค้กวันเกิดก็เป็นเค้กแต่งงาน มีช่วงหนึ่งเราก็หายไปจากงานกลับมาพร้อมช่อดอกไม้ ก็บอกเขาว่า คุณเคยบอกว่าเกิดมาเป็นแบบนี้คงไม่ได้แต่งงานหรอก ว้นนี้คุณมีโอกาสแล้วจะแต่งงานกับผมไหม เขาก็ตกลง สวมแหวนกัน ตัดเค้กแต่งงาน มีพี่ผู้ใหญ่อวยพร เป็นโมเมนต์หนึ่งที่เรามีความสุข”

จากที่ตอนคบแรกๆ คิดว่าคงไปกันไม่รอด เพราะความใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเองของอีกฝ่าย

“เขาเอาแต่ใจ จนมีคำพูดว่า กอล์ฟผู้ไม่เคยผิด (หัวเราะ) เขาก็รู้ตัวนะ ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องโจ๊กแล้ว เขาก็ยังเอาแต่ใจแต่เบาลงเยอะและเราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นช่วงแรกๆ ทะเลาะกัน พอทะเลาะกันเสร็จเขารู้ตัวว่าผิดก็ขอโทษ บางทีก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนั้นคิดว่าคงเลิกกัน ไปกันไม่รอดหรอก แต่เขาก็ปรับได้ดีขึ้นเราก็ปรับได้ดีขึ้น เราก็ไม่โยนน้ำมันใส่ไฟ อายุห่างกันเกือบ 6 ปี เขายังมีความเป็นเด็กอยู่ตลอด มุมเป็นผู้ใหญ่ก็มีมุมเด็กสดใสก็มี เลยมีความบาลานซ์ ก็เลยอยู่ยาว

ทุกวันนี้เจอคำถามเยอะมากว่า ทำไมคบกันได้นาน ซึ่งในมุมเพศที่สามส่วนมากคบกันไม่นานเปลี่ยนคู่ ซึ่งตอนแรกผมก็มีความคิดอย่างนั้น แต่เราก็อยู่ด้วยกันมาได้เป็นบุญกรรมที่ร่วมกันมามั้ง แล้วก็ทลายความคิดนั้นไปได้ เป็นคำถามที่ตอบยาก เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ ได้เจอปัญหา แก้ปัญหา ไปสูงสุดดิ่งลงมาสุดก็เจอมาด้วยกัน”

เป็นผู้ชายคนแรกที่พาเข้าบ้าน

“หลังจากกลับมาจากเชียงใหม่ก็พามาอยู่ที่บ้านผมเลย ที่บ้านไม่ได้ถามอะไร เลี้ยงดูเรามาก็คงรู้ดูจากการที่เราเทกแคร์กันที่เขาทำให้เราประทับใจเรื่องของความใส่ใจของครอบครัวเรา ตอนนี้เราไม่ได้มีกันสองคน เราเปิดรับกันทั้งบ้าน ไม่ต้องคุยกันว่าเราคบกันแบบไหน สรุป 2 บ้านย้ายมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันได้ 3 ปีแล้ว” ทำธุรกิจด้วยกันมาตลอด จึงไม่กลัวอาถรรพ์คู่รักเลิกกันเพราะเรื่องธุรกิจ

“เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำอะไรด้วยกันจนเป็นความเคยชิน ตั้งแต่คบกันไม่เคยห่างกันไกล เวลาเราทำอะไรสักอย่างจะระดมความคิด เคยคุยกันนะถ้าสักวันไม่มีกันจะเป็นยังไง แต่ก็บอกกันว่า อย่าไปคิด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนเรื่องสัก ตอนแรกผมก็ไม่ได้ชอบ แต่เขาชอบก็ไปเรียนเป็นเพื่อนเขา เพราะเราไปไหนด้วยกันตลอด จนลูกค้าเยอะเขาทำไม่ทันก็เลยแบ่งกันผมสักปาก เขาสักคิ้ว

ที่ผ่านมาเคยมีอาจารย์ผู้ช่วยสัก แต่ด้วยความที่เป็นคนนอก มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาก็มีปัญหา แล้วถึงแม้มีคนอื่นมาช่วยทำ สุดท้ายเราเป็นเจ้าของลูกค้าไม่พอใจสุดท้ายกลับมาอยากให้เจ้าของดูแล เราทำเองแต่ต้นเราแฮปปี้ แม้จะเหนื่อย เวลาพักค่อนข้างน้อยแต่เวลาพักเราก็สุดให้กำลังใจกันเสมอ เรารับเคสเท่าที่เราไหว แต่พอเรามีพนักงานมากขึ้น ดูแลครอบครัวตอนหลังงานมากขึ้น วันหยุดน้อยลง เขาชอบคิดอยากไปเที่ยวนั้นนี่แต่ก็คงไปไม่ได้เพราะไม่มีเวลา แต่ผมจะพยายามหาเวลาให้เขาได้พักได้เที่ยว จะคุยกับเด็กๆ ให้สลับคิวลูกค้า แล้วจัดแจงจองตั๋วที่พัก ใกล้ถึงวันก็บอกเขา เขาก็ดีใจได้หยุดหรอ ว่างเหรอ เขาก็แฮปปี้ได้เที่ยว”

ไม่ว่าตอนนี้งานจะยุ่งแค่ไหน แต่ทั้งคู่ยังหาเวลาไปเที่ยวกันอยู่เสมอ แม้จะวันครึ่ง สองวันก็ยังไป เป็นการชาร์จแบต แม้ทุกวันนี้ทั้งคู่จะบอกตรงกันว่าไม่มีโหมดกุ๊กกิ๊ก โรแมนติกแบบช่วงแรกๆ แต่การที่ทั้งคู่ไม่เคยห่างกันเลย (ยกเว้นทำงานสักกันคนละห้องนั้นละ) ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า ใครจะมาแทรกกลางไม่ได้เลย เพราะมือที่จับกันแน่นและเข้าใจกันมากขึ้นๆ นั้นหยั่งรากลึกลงในความผูกพันเรียบร้อยแล้ว

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม การคิดบวกจะเป็นพลังให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574015

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 14:39 น.

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม การคิดบวกจะเป็นพลังให้ชีวิต

เรื่อง : เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ในปี 2562 เป็นวาระที่ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ที่เป็นประธานอาเซียนในปี 2561 โดยไทยเตรียมการเพื่อรับไม้ต่อจากสิงคโปร์ได้มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นกรรมการ

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หนึ่งในแม่งานหลักของงานนี้ เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ โดยได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านสารัตถะ ด้านพิธีการและอำนวยการ ด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร และด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีผู้แทนอยู่ในทุกคณะอนุกรรมการ

คณะกรรมการระดับชาติฯ ได้มีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง โดยได้มีการพิจารณาประเด็นที่สำคัญ อาทิ แผนการจัดประชุมและกิจกรรมในช่วงการเป็นประธานอาเซียนของไทย ซึ่งไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพการประชุมในกรอบอาเซียนอย่างน้อย 161 การประชุม อาทิ การประชุมระดับผู้นำอาเซียน การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านต่างๆ เป็นต้น การจัดทำตราสัญลักษณ์ และได้เปิดตัวพิธีมอบตำแหน่งประธานอาเซียนไปแล้วที่สิงคโปร์

“แนวคิดหลัก (Theme) ของการเป็นประธานอาเซียนของไทย สอดคล้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบไว้ว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่มีความยั่งยืน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคตโดยมีความสมดุลในทั้ง 3 เสาความร่วมมือ โดยจะมีการประกาศ Theme ครั้งแรกในพิธีมอบตำแหน่งประธานอาเซียนที่สิงคโปร์เช่นเดียวกัน” อรมน กล่าว

อรมน เริ่มรับราชการในตำแหน่งเศรษฐกร กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2533 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ช่วงที่ทำงานที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อรมนได้เข้าร่วมการเจรจาการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลกในประเด็นเรื่องสิ่งทอ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม และการจัดทำกฎระเบียบ

ในปี 2546 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ได้มีโอกาสเข้าร่วมและผลักดันท่าทีของไทยในการเจรจาเรื่องต่างๆ ตลอดจนการระงับข้อพิพาทของไทยภายใต้องค์การการค้าโลก

ปี 2551 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และปี 2558 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการจดทะเบียนและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย การส่งเสริมให้คนไทยสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์

ในเดือน มี.ค. 2560 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิบดี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเสริมสร้างประสิทธิภาพเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และในเดือน ก.พ. 2561 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

อรมน กล่าวว่า แนวคิดหลักในการทำงาน คือ การคิดบวก การมีทัศนคติที่ดีต่องานรวมถึงเรื่องต่างๆ จะเป็นพลังให้ชีวิต ส่งผลให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี งานทุกชิ้นที่ได้รับมอบหมายมาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็จะทำให้เต็มที่ให้ดีที่สุดและสนุกไปกับงานเหล่านั้นซึ่งจะทำให้เราไม่เคร่งเครียด หรือเบื่อหน่ายการทำงาน และยังส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ของงานที่ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังยึดถือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสในการทำงานก็เป็นอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องมานั่งระแวงถึงเรื่องที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตรวจสอบขั้นตอนการทำงานต่างๆ และในทุกๆ งานที่ทำก็จะคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับเป็นสำคัญ

“ในการทำงานย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา เพราะบางทีปัญหาเก่าก็ยังแก้ไม่ได้ แต่การใช้อารมณ์นั้นรังแต่จะสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะคิดไตร่ตรองให้รอบด้าน เพื่อหาสาเหตุของปัญหาและจะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุดในระยะเวลาอันสั้น” อรมน ระบุ

ส่วนยามว่างของอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มักจะชอบออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นวิธีคลายความเครียดที่ควรทำอย่างมาก เพราะทำให้รู้สึกสดชื่น และยังช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อจากการเมื่อยล้าจากการทำงานกิจกรรมที่ชอบเป็นพิเศษ คือ การปั่นจักรยาน ซึ่งในวันหยุดมักจะไปปั่นที่สนามเจริญสุขมงคลจิต (Sky Lane) สุวรรณภูมิ เป็นสนามที่ใกล้บ้านมีบรรยากาศดี ลมพัดเย็นสบาย

“การออกกำลังกายถือว่าเป็นการผ่อนคลายที่ดีมาก นอกจากทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง กระปรี้กระเปร่าและดูอ่อนวัย”

อีกกิจกรรมที่อรมนชื่นชอบไม่แพ้กันก็คือ การอ่านหนังสือ โดยหนังสือที่ชอบอ่านนั้นจะไม่จำกัดประเภท อ่านได้ทุกแนว ซึ่งการอ่านหนังสือสามารถอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้มีเวลาไม่มากก็ตาม ประกอบกับปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ช่วยให้การอ่านหนังสือสะดวกและง่ายขึ้นอีกมากโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

“เวลาถือเป็นสิ่งสำคัญ การบริหารเวลาอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีเวลาเหลือเพียงพอให้กับครอบครัวและการพักผ่อนส่วนตัว ทำให้การใช้ชีวิตมีความสมดุล

ส่วนการบริหารการเงิน มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ และมีการจัดทำแผนการออม รวมไปถึงการวางเป้าหมายเพื่อกำหนดแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” อรมน กล่าวทิ้งท้าย 

ภัณฑิรา วรานุเคราะห์โชค ปั้นฝัน ‘หาครูดอทคอม’ เว็บไซต์รวมติวเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574013

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 14:31 น.

ภัณฑิรา วรานุเคราะห์โชค ปั้นฝัน ‘หาครูดอทคอม’ เว็บไซต์รวมติวเตอร์

เรื่อง : ภาดนุ  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวเก่งมากความสามารถวัย 32 ปี ภัณฑิรา วรานุเคราะห์โชค หรือจิ๊บ รั้งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเจ อินเตอร์เซอร์วิส หลังจากเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท เธอก็ต่อยอดด้วยการทำงานหาประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่เพราะมีใจรักในความเป็นครูและชอบสอนหนังสือเด็กๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ในที่สุดเธอก็กลับมาสร้างธุรกิจเกี่ยวกับแวดวงการศึกษา นั่นก็คือทำธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเปิดเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Hakru.com ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งรวมติวเตอร์ที่มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาต่างๆ ให้เด็กนักเรียนที่ต้องการเรียนพิเศษได้มีโอกาสเลือกครูที่ตรงกับความต้องการของพวกเขาให้มากที่สุด

ลองไปพูดคุยกับเธอซิว่า ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

“เดิมทีดิฉันเรียนจบปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 2) เมื่อเรียนจบก็ทำงานด้วยการเป็นนักแปล จากนั้นก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศที่ชื่อว่า APC (Asia Pacific Community) โดยทำงานที่นี่เกือบ 2 ปี ซึ่งสำนักงานใหญ่อยู่ที่แจ้งวัฒนะ

เมื่อทำงานได้พักใหญ่ๆ จิ๊บก็ตัดสินใจไปเป็น “ออแพร์” หรือพี่เลี้ยงเด็กในนิวยอร์กอยู่อีกเกือบ 2 ปี แต่ว่าในช่วงที่อยู่ที่นั่น จิ๊บก็เรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้วุฒิบัตรการสอนภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า TESOL (Teaching English as a Second Language) ที่เวสต์เชสเตอร์ คอมมูนิตี้ คอลเลจ รัฐนิวยอร์ก ไปด้วย ซึ่งคนที่เรียน TESOL นี้จะสามารถเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแบบได้รับการรับรองจากทั่วโลก

จากนั้นจิ๊บก็ไปเรียนเพื่อให้ได้วุฒิบัตรทางด้าน Leadership Management ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กด้วย ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง จิ๊บอยู่ที่นิวยอร์กเกือบ 2 ปีจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย”

จิ๊บเล่าว่า เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยเธอก็ทำงานโดยการเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติ โดยจะสอนแบบตัวต่อตัวในช่วงที่เด็กนักเรียนจะมีการเตรียมตัวสอบ เมื่อสอนได้ 3 ปีกว่าๆ เธอก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน (University College London) หรือ UCL ประเทศอังกฤษ โดยเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและเทคโนโลยี เพราะคิดว่าเป็นสาขาที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยมี และที่อังกฤษจะมีแค่สองมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เปิดสอน นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน กับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ โดย UCL จะเป็นอันดับหนึ่งทางด้านการศึกษา

“พอจบปริญญาโทแล้วกลับเมืองไทย จิ๊บก็เริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองโดยเปิดเว็บไซต์ Hakru.com ซึ่งเป็นแหล่งรวมติวเตอร์หลากหลายสาขาวิชาจากทั่วประเทศขึ้น พร้อมทั้งเปิดศูนย์พัฒนาและสอนภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจชื่อ London Business English ตามมา โดยรับสอนภาษาอังกฤษให้กับองค์กร แต่ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะเปิดเป็นศูนย์การเรียน แล้วให้พนักงานออฟฟิศมาเรียนได้ค่ะ

สำหรับเว็บไซต์ Hakru.com มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่จิ๊บได้เห็นเว็บไซต์คล้ายๆ กันนี้ที่นิวยอร์กมาก่อน จิ๊บก็มาคิดว่าที่เมืองไทยเรายังไม่มีเว็บไซต์แบบนี้ ก็เลยอยากทำให้ที่เมืองไทยมีบริการแบบนี้บ้าง ทั้งติวเตอร์และเด็กที่เรียนจะได้เดินทางสะดวก ซึ่งหน้าที่ของ ‘หาครูดอทคอม’ จะเป็นเว็บไซต์ที่เอาไว้จองติวเตอร์โดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่านเอเย่นต์ โดยนักเรียนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงติวเตอร์คุณภาพได้ทันทีทุกที่ทุกเวลาบนสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ จึงมั่นใจว่าเว็บไซต์ Hakru.com จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองในยุคนี้”

จิ๊บบอกว่า ปกติแล้วเว็บไซต์ทั่วไปจะมีแค่พนักงานที่คอยรับโทรศัพท์ โดยเป็นตัวเชื่อมระหว่างนักเรียนและติวเตอร์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะต้องผ่านคนกลาง ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถที่จะเลือกครูได้เอง แต่สำหรับ “หาครูดอทคอม” ถ้าครูคนไหนว่าง แล้วเด็กเกิดสนใจ พวกเขาก็สามารถเข้ามาลงทะเบียนจองคิวครูที่ต้องการได้เลย

“พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ นักเรียนมีสิทธิเลือกครูได้โดยตรงจากวุฒิการศึกษา ราคาที่ต้องการ สถานที่สอน รวมทั้งแนวทางในการสอนด้วย โดยทั้งสอนแบบตัวต่อตัว หรือว่าสอนแบบออนไลน์ ก็สามารถเลือกได้หมดเลยค่ะ และด้วยความที่ระบบเอเย่นต์แต่เดิมนั้นจะมีค่าแนะนำที่ติวเตอร์ต้องจ่ายให้เอเย่นต์อย่างน้อย 1,000 บาท ดังนั้น เขาก็จะบังคับเด็กนักเรียนว่าจะต้องเรียนอย่างต่ำ 6 ชม.เพื่อจะให้คุ้มกับเงินที่จะมาจ่ายเป็นค่าแนะนำ แต่ ‘หาครูดอทคอม’ จะไม่มีค่าแนะนำ เพราะฉะนั้นนักเรียนจะเรียนแค่ชั่วโมงเดียวแล้วไปสอบเลยก็ได้ ซึ่งเราจะโฟกัสที่นักเรียนเป็นหลัก

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘หาครูดอทคอม’ เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงครู (ติวเตอร์) กับนักเรียนเข้าด้วยกัน โดยติวเตอร์ที่มีเวลาว่าง มีความรู้ความสามารถที่อยากถ่ายทอดก็สามารถเข้ามาทิ้งประวัติตัวเองไว้ในเว็บไซต์ของเราได้ ส่วนนักเรียนที่อยากจะเตรียมสอบ อยากเพิ่มเกรด หรืออยากหาคนช่วยทำการบ้าน ก็สามารถเข้ามาค้นหาติวเตอร์ในเว็บไซต์ของเราได้เช่นกัน

กลุ่มนักเรียนจะมีตั้งแต่ระดับประถมต้นจนถึงมัธยมปลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนโตมากกว่า ซึ่งเขาจะสามารถเข้ามาจองได้แบบอัตโนมัติเหมือนจองตั๋วเครื่องบินเลยค่ะ คือเมื่อเข้าไปในเว็บไซต์หาครูดอทคอม มันก็จะมีประวัติติวเตอร์ และมีตารางที่นักเรียนสามารถกดจองคิวได้แบบอัตโนมัติ

ส่วนหลักในการเลือกครูหรือติวเตอร์ของเรา นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว ในเรื่องความปลอดภัยเราก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คนที่จะมาเป็นครูหรือติวเตอร์ที่จะมาฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์ ‘หาครูดอทคอม’ จะต้องมีการลงทะเบียนบัตรประชาชนก่อน โดยเราจะมีแอดมินหลังบ้านคอยกรองให้อีกที โดยกรองถึง 2 ระดับคือ ระดับแรก เลขบัตรประชาชนกับรูปหน้าบัตรต้องตรงกัน โดยเราจะให้เขาส่งสำเนามาก่อน

ระดับที่สองก็คือ เราจะไปตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าติวเตอร์คนนี้เคยมีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ โดยจะตรวจสอบทั้งติวเตอร์ชาวต่างชาติและชาวไทย เพราะการสอนแบบตัวต่อตัวเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน แต่สำหรับนักเรียนเราก็จะตรวจสอบแค่บัตรประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย”

จิ๊บเสริมว่า สำหรับการเลือกติวเตอร์เธอจะเลือกติวเตอร์ที่มีประสบการณ์ในการสอนอยู่แล้ว หรือติวเตอร์ในกลุ่มเอเย่นต์อื่นๆ ที่สนใจอยากจะมาทิ้งประวัติไว้ใน “หาครูดอทคอม” โดยชี้ให้เห็นข้อดีว่า ถ้าพวกเขามาใช้บริการในเว็บไซต์หาครูดอทคอมแล้ว จะไม่เสียค่าแนะนำใดๆ โดยจะลงประวัติให้ครบถ้วน แล้วยังมีบริการคอยซัพพอร์ตด้วยว่า ไปสอนแล้วเป็นยังไงบ้าง มีอะไรให้ช่วยเหลือมั้ย และอื่นๆ โดยติวเตอร์จะเสียเงินเพียงแค่ 10% เป็นค่าบริการจากเว็บไซต์เท่านั้น

“ที่จิ๊บเลือกทำธุรกิจนี้เพราะคิดว่าการเรียนพิเศษเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่ อยากให้นักเรียนเข้าถึงครูที่มีคุณ ภาพได้เท่ากัน คือปัญหาการศึกษาในเมืองไทยตอนนี้ก็คือ คุณภาพของการเรียนระดับมัธยมของเด็กๆ นั้นไม่เท่ากัน ทำให้เด็กต้องออกมาหาทางเลือกข้างนอก จิ๊บเลยคิดว่า ‘หาครูดอทคอม’ น่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้นักเรียนเข้าถึงครูที่เก่งๆ ได้ทั่วถึง เนื่องจากนักเรียนบางคนอาจจะไม่สามารถเข้าถึงครูในโรงเรียนดังๆ หรือติวเตอร์ดังๆ ได้ ดังนั้น เว็บไซต์ของเราจึงเป็นตัวเลือกให้พวกเขาอีกทางหนึ่งได้

บางคนอาจมีคำถามว่า สมัยนี้มีเด็กที่เรียนพิเศษน้อยลงรึเปล่า เรื่องนี้ก็ใช่ค่ะ แต่กลายเป็นว่าเมื่อมีจำนวนเด็กนักเรียนน้อยลง (เด็กเกิดน้อย) ทุกคนจึงต้องแข่งขันกันมากขึ้น ผู้ปกครองเองก็จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อทุ่มให้กับลูกคนเดียวหรือลูกสองคนของตัวเอง เพราะผู้ปกครองในเมืองไทยก็ยังมีความคิดว่า มหาวิทยาลัยของรัฐดีกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อที่นั่งในมหาวิทยาลัยรัฐมีจำกัด เด็กก็ต้องแย่งกันเข้าไปให้ได้ ไหนจะมีข่าวที่ว่ามหาวิทยาลัยปิดตัวลง เพราะจำนวนนักศึกษาน้อยลง ฉะนั้นตัวเลือกก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย

จิ๊บมองว่า ‘หาครูดอทคอม’ จะเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่แตกต่างจากโรงเรียนติวเตอร์แบบเดิมๆ เพราะเด็กรุ่นใหม่จะไม่ชอบโรงเรียนติวเตอร์แบบเดิมเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สมัยก่อนเรียนกับทีวีจอตู้ ห้องหนึ่งเด็ก 50 คน เด็กสมัยนี้เขาต้องการเรียนแบบตัวต่อตัว ฉะนั้นสิ่งที่พิเศษของการเรียนแบบตัวต่อตัวก็คือ ครูผู้สอนจะต้องปรับวิธีการสอนและเนื้อหาการสอนให้เข้ากับนักเรียนคนนั้นๆ ให้ได้

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการสอนแบบออนไลน์ เพราะเรามองว่านักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือแม้หากอยู่ในกรุงเทพฯ จริง แต่ไม่สะดวกจะเดินทางมา หรือไม่ชอบรถติด ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเราเช่นกัน เพราะเรามองว่าเมื่อเทคโนโลยีทุกวันนี้มันพร้อมกับการสอนออนไลน์ โดยที่ครูกับนักเรียนอยู่ที่บ้านของเขาได้ แล้วสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็เร็วพอที่จะไม่กระตุกแล้ว จึงสามารถใช้ Skype หรือ Video Call ก็ได้ ซึ่งก็เหมือนกับการสอนตัวต่อตัว เพียงแต่ว่าสอนผ่านอินเทอร์เน็ตอีกที”

จิ๊บบอกว่า สำหรับการคิดราคาในการสอนแต่ละวิชา ติวเตอร์แต่ละคนจะเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความรู้ในวิชาเฉพาะด้านที่ไม่เหมือนกัน ทางหาครูดอทคอมจะไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่ผู้ที่มาเรียนก็มั่นใจได้เลยว่า ค่าเรียนจะถูกลงกว่าการไปเรียนที่สถาบันติวเตอร์แบบเดิมๆ เพราะไม่ได้ผ่านเอเย่นต์ที่เขาจะคิดค่าแนะนำจากติวเตอร์นั่นเอง

“สำหรับเว็บไซต์ ‘หาครูดอทคอม’ เมื่อมีการกดจองติวเตอร์แล้ว ระบบของเราก็จะส่งอีเมลแจ้งเตือนไปที่ติวเตอร์คนนั้นโดยอัตโนมัติว่ามีคนกดจองตารางของคุณแล้วนะ ทั้งที่เป็นติวเตอร์แบบตัวต่อตัว หรือติวเตอร์แบบออนไลน์ จากนั้นเราก็จะให้ข้อมูลติดต่อกับนักเรียนไป ติวเตอร์ก็จะทำหน้าที่โทรคอนเฟิร์มการเรียนการสอนด้วยตัวเอง

ต้องอธิบายว่าปัจจุบันนี้การจองติวเตอร์ส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะจองผ่านเอเย่นต์ โดยจะมีพนักงานรับสายของนักเรียนที่จองมา คือเป็นแบบ Manual Matching แต่ของ ‘หาครูดอทคอม’ จะเป็นแบบ Auto Matching หรือการจับคู่คำสั่งโดยอัตโนมัติ มาใช้เป็นเจ้าแรกของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งจะเหมือนเว็บไซต์จองโรงแรมทั่วไป ทั้งหมดจะเป็นระบบออโต้ จึงทำให้ได้เวลานัดหมายที่แน่นอน และปลอดภัยกว่า ไม่มี Human Error แถมราคายังถูกกว่าการจ้างคนมาคอยคอนเฟิร์มอีกด้วย

แต่ทั้งนี้เราก็จะมีแอดมินคนหนึ่งคอยโทรหาติวเตอร์ว่ามีคนจองแล้วนะ รวมทั้งส่งอีเมลไปยืนยันเพื่อไม่ให้ติวเตอร์พลาดด้วยเช่นกัน ผู้ปกครองและนักเรียนมั่นใจในความปลอดภัย โดยจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนคลาสเรียนก่อนการเรียนทุกครั้ง รวมถึงรายงานการเรียนการสอน ทำให้ผู้ปกครองติดตามพัฒนาการของนักเรียนได้

ข้อดีของระบบออโต้ แมตชิ่ง ก็คือ สามารถให้นักเรียนเลือกติวเตอร์ได้เอง เพราะเขาสามารถเห็นหน้าตาเห็นโปรไฟล์ก่อนเลย เด็กๆ จึงสามารถรู้ได้เลยว่า ติวเตอร์ว่างกี่โมง ว่างวันไหน เวลาไหน ถ้าเป็นระบบเก่าเด็กๆ จะเลือกติวเตอร์เองไม่ได้ แม้ระบบเก่าจะมีรูปขึ้นมาก็จริง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าเด็กจะได้เรียนกับติวเตอร์คนนั้นเสมอไป แต่ระบบออโต้ แมตชิ่ง จะรู้เลยว่าจะได้หรือไม่ได้”

จิ๊บ เสริมว่า วิธีเข้าสู่เว็บไซต์ “หาครูดอทคอม” เด็กนักเรียนสามารถลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้ จากนั้นก็สามารถเลือกระดับชั้นเรียน วิชา เขต (โซน) ที่ต้องการจะเรียนแบบตัวต่อตัวหรือแบบออนไลน์ได้เลย เผื่อว่าติวเตอร์บางคนสอนเฉพาะเขตนี้ นักเรียนก็จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล

“ในอนาคต นอกจากเว็บไซต์ ‘หาครูดอทคอม’ และศูนย์สอนภาษาอังกฤษด้านธุรกิจให้กับองค์กรแล้ว (London Business English) แล้ว ตอนนี้จิ๊บก็เขียนหนังสือสอนภาษาอังกฤษ หลักสูตร EP (English Program) สำหรับเด็กนักเรียนประถม 1-ประถม 6 อยู่ด้วยค่ะ และในอนาคตก็อาจจะเขียนระดับมัธยม ซึ่งก็ต้องดูทิศทางของตลาดอีกที

แต่ปัจจุบันนี้มีนักเรียนที่เรียน EP ค่อนข้างเยอะขึ้นในโรงเรียนเอกชน ซึ่ง EP นี้จะเน้นการสอนวิชาหลักๆ เป็นภาษาอังกฤษล้วน โดยครูจะไม่พูดภาษาไทยเลย เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เป็นต้น แต่วิชาอื่นๆ ก็ยังเรียนเป็นภาษาไทยอยู่ค่ะ

ที่ผ่านมาจิ๊บก็เขียนหนังสือเตรียมสอบภาษาอังกฤษให้กับเด็กประถมด้วย ซึ่งตำราก็ต้องเป็นภาษาไทยค่ะ เพราะนักเรียนยังเด็กๆ กันอยู่เลย เนื้อหาก็จะสรุปหลักแกรมม่า ความรู้รอบตัวทั่วโลก คำศัพท์ หนังสือของจิ๊บต่างจากในท้องตลาดคือ จะไม่ได้สอนพวกแกรมม่าที่ท่องจำเท่านั้น แต่จะนำความรู้เรื่องการออกเสียงที่ถูกต้องมาสอนด้วย เพราะเรารู้ว่าคนไทยออกเสียงภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้

ถ้าให้พูดถึงระบบการเรียนการสอน EP ในเมืองไทย เท่าที่จิ๊บเคยได้ลงไปสอนเอง คือน้องๆ นักเรียนส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบเดิม ให้มาเป็น EP โดยไม่มีการปูทางให้พวกเขามาก่อนเลย อยู่ดีๆ ก็จับเด็กๆ มาเรียนเลย ทีนี้เด็กก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วในห้องก็จะมีเด็กแค่คนหรือสองคนที่ต้องคอยแปลให้เพื่อนๆ ฟัง

ฉะนั้น จิ๊บจึงเขียนตำราที่เหมือนเป็นการปูพื้นฐานหลักๆ ว่า ประโยคประมาณนี้ แปลว่าอะไร เหมือนช่วยเป็นหนังสือคู่มือให้พวกเขาฟังภาษาอังกฤษออก มีสื่อการสอนให้ ส่งเสริมให้ดูยูทูบด้วยซึ่งจะช่วยได้ ถ้ามีการปูพื้นฐานให้เด็กๆ แบบนี้ จิ๊บคิดว่ามันจะได้ผลดี แต่ถ้าอยู่ดีๆ จับเขาโยนเข้าไปใน EP เลย มันก็จะใช้เวลาค่อนข้างนานเลยละกว่าเด็กจะฟังรู้เรื่อง กล้าที่จะพูดโต้ตอบ หรือถาม-ตอบ กับอาจารย์หรือครูผู้สอนได้” 

สร้างแรงจูงใจที่มีพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573981

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

สร้างแรงจูงใจที่มีพลัง

โดย…จิรวรรณ กาญจนานันท์  โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ

“เงินซื้อฉันไม่ได้ ถ้าไม่มากพอ” เป็นคำที่เราพูดหยอกล้อกันเล่นเพื่อจะบอกว่าต้องการเงินเยอะๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าเงินจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เมื่อไรที่คนเกิดอาการหมดใจต่อให้เงินมากมายขนาดไหนก็อาจจะรั้งไว้ไม่ได้ องค์กรของคุณจะเป็นอย่างไรถ้าพนักงานทำงานด้วยอาการเหนื่อยหน่าย รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าแค่ทำงานตามคำสั่งให้เสร็จตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น

ในอดีตยุคที่คนทำงานโดยใช้แรงงานมากกว่าความรู้เคยมีความเชื่อว่าแรงจูงใจในการทำงานคือเงินและการกลัวถูกไล่ออก แต่ในปัจจุบันที่คนทำงานโดยใช้ความรู้มากกว่าแรงงาน แม้ว่าแรงจูงใจจากภายนอก (Extrinsic Motive) เช่น ผลตอบแทน เงิน ตำแหน่ง เกียรติยศ รางวัล จะยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็อาจจะไม่มีพลังเพียงพอที่จะผลักดันคนเรามีความสุขกับการทำงาน และถ้าปล่อยทิ้งไว้แบนนี้นานๆ ในที่สุดทีมของคุณก็มีแต่คนที่เป็น Deadwood หรือไม้ตายซาก

เพื่อให้บุคลากรของเราทำงานอย่างมีความสุขพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีไฟ ผู้นำในองค์กรต้องช่วยให้พนักงานเกิดแรงจูงใจจากภายใน (Intrinsic Motive) ร่วมกับการใช้แรงจูงใจจากภายนอก เพราะแรงจูงใจจากภายในมีพลังและยั่งยืนช่วยให้เขามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ สร้างแรงขับให้เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจและความพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การสร้างแรงจูงใจจากภายในทำได้ด้วย 4 ส. คือ สำคัญ ใส่ใจ เสนอ และส่งเสริม

สำคัญ

มอบหมายงานให้เหมาะกับความรู้ความสามารถจะช่วยให้เขารู้สึกว่าทำได้และได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ แต่หัวหน้าก็ต้องไม่ลืมที่จะพูดคุยให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของงานที่เขารับผิดชอบ ทำให้ทราบว่างานของเขาและตัวเขาเองมีคุณค่าและสำคัญต่อองค์กรเพียงใด อย่ากำเบอร์ใหญ่ไฟกะพริบไว้ในมือเราแต่เพียงผู้เดียว

ใส่ใจ

ทุกคนต้องการให้หัวหน้าใส่ใจและยอมรับผลงานของตนเอง ซึ่งหัวหน้าทำได้โดยการให้ Feedback ที่เป็นประโยชน์ เมื่อเขาทำงานออกมาได้ดีต้องไม่ลืมที่จะขอบคุณ ชื่นชมให้กำลังใจ แต่ถ้ายังไม่ดีหรือติดขัดอะไรก็ต้องให้ความช่วยเหลือ บอก สอน แนะนำ ให้คำปรึกษาอย่างจริงใจ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผลงานดีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังช่วยให้พนักงานภาคภูมิใจในผลงาน ภาคภูมิใจในตนเองและมีพลังในการทำงานมากขึ้น เพราะได้รับการใส่ใจจากคนที่ตนเองให้ความสำคัญ

เสนอ

เปิดโอกาสให้พนักงานเสนอไอเดีย วิธีการ ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ และได้ใช้ความสามารถในการทำงานไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จทันเวลาตามคำสั่งเท่านั้น แต่ต้องให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเจ้าของงาน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเขาก็จะร่วมด้วยช่วยแก้ไขอย่างเต็มที่ และเมื่องานประสบความสำเร็จก็ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากฝีมือของเขาเช่นกัน

ส่งเสริม

ช่วยเพิ่มความสามารถของพนักงานด้วยการส่งเสริมให้ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เช่น เปิดโอกาสให้ได้ทำงานหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ส่งไปอบรม ฝึกฝน เพิ่มพูนความรู้ทักษะ เปิดโลกทัศน์ให้ก้าวทันโลกเพื่อเตรียมพร้อมสู่ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และทำให้เห็นว่าองค์กรต้องการสนับสนุนให้เขาประสบความสำเร็จ

แรงจูงใจไม่เพียงแต่ผลักดันให้คนเราทำงานด้วยความกระตือรือร้นและเต็มใจเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความรู้สึกผูกพันกับองค์กร ในทางตรงกันข้ามถ้าพนักงานหมดแรงจูงใจก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน ดังนั้น อย่าปล่อยให้ใครหมดใจ แต่จงมัดใจเขาไว้ด้วยการสร้างแรงจูงใจที่มีพลังทั้งจากภายในและภายนอกให้เขาทำงานด้วยความรู้สึกว่า “Busy is the new happy”

ก่อนเกษียณ ต้องไม่มี…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573790

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2561 เวลา 16:10 น.

ก่อนเกษียณ ต้องไม่มี...

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หนี้…คำๆ นี้อย่ามีเสียดีกว่า โดยเฉพาะถ้ามีอายุเข้าสู่วัยใกล้เกษียณ ไม่บอกก็รู้ว่า เมื่อถึงวัยที่เราไม่มีรายได้เข้ามาเต็มกอบเต็มกำลังดังเก่า สิ่งที่ต้องขจัดให้เหลือศูนย์หรือใกล้ศูนย์คือหนี้สินทุกชนิด ชีวิตหลังเกษียณต้องเป็นชีวิตปลอดหนี้ สิ่งนี้ทำไม่ได้ถ้าเลยวัยเกษียณไปแล้ว ทุกคนต้องขวนขวายและทำให้สำเร็จก่อนวันนั้น(เกษียณ)จะมาถึง!

หนี้ คือการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ถ้าในอนาคตอันใกล้รายได้ลดหรือหยุดลงเนื่องจากเกษียณอายุ ชีวิตหลังเกษียณย่อมเป็นปัญหาใหญ่ เพราะใช้เงินในอนาคตหมดไปกับการก่อหนี้ มาสำรวจตัวเองกันว่า ถ้าจะเกษียณวันนี้พรุ่งนี้ หนี้ประเภทไหนที่(พอจะ)พกพาไปได้บ้าง และหนี้ประเภทไหนที่ไม่ควรคบค้าสมาคมด้วยเลย

1.หนี้ระยะสั้น หรือหนี้ที่มีอายุชำระคืนไม่เกิน 1 ปี

 หนี้บัตรเครดิต หนี้ประเภทนี้มีข้อดีคือสามารถใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ แต่ต้องระวังข้อเสีย เพราะถ้าใช้แล้วไม่สามารถชำระคืน 100% ของยอดที่ใช้ไป หรือเลือกชำระขั้นต่ำ 10% เมื่อถึงกำหนดชำระคืน ดอกเบี้ยจะอยู่ในอัตรา 19-22% ซึ่งสูงมาก กรณีสินค้าบางอย่างจัดโปรโมชั่นการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวดในอัตราดอกเบี้ย 0% เพื่อดึงดูดให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนั้น สติและวินัยทางการเงินที่ดีเท่านั้น ที่จะช่วยไม่ให้เป็นหนี้ ที่เกิดจากความต้องการที่ไม่บันยะบันยังหลังเกษียณ(หรือก่อนเกษียณก็ตาม) สินเชื่อบุคคล วงเงินฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 1-2% ต่อเดือน ไม่รวมค่าธรรมเนียมการเบิกเงินแล้วแต่วงเงินที่อนุมัติของธนาคารและการผ่อนชำระต่องวด หนี้ประเภทนี้บอกได้เลยว่า สบายตอนใช้ หนักใจตอนคืน

จากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบัน พบว่า สัดส่วนของปริมาณหนี้ต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 7 หมื่นบาท/คนในปี 2552 เป็น 1.5 แสนบาทต่อคนในปี 2559 หนี้ต่อคนเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% แม้เข้าสู่วัยใกล้เกษียณ ก็ยังต้องแบกภาระหนี้ต่อไป แม้ว่าหนี้ระยะสั้นนี้อาจเป็นหนี้ที่ดูแล้วเล็กน้อย แต่ภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงการปล่อยกู้ก็ทำให้ดอกเบี้ยสูงมาก จัดเป็นหนี้ประเภทที่ไม่ควรมีอย่างยิ่ง เคลียร์ให้หมดก่อนปลดเกษียณดีที่สุด

2.หนี้ระยะยาว หรือหนี้ที่มีอายุชำระคืนมากกว่า 1 ปี

 หนี้บ้านเพื่ออยู่อาศัย ส่วนใหญ่ภาระการผ่อนจะจบพร้อมอายุเกษียณคือ 60 ปี ขยายได้ถึง 65 ปี บ้านเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามความเจริญของทำเลที่ซื้อ หนี้รถยนต์ เพื่อความสะดวกในการเดินทางระยะเวลาในการผ่อนชำระส่วนใหญ่จบก่อนเกษียณอายุ แต่ดอกเบี้ยไม่ลดตามเงินต้นที่ลดลง ขณะที่มูลค่าของรถยนต์ลดลงเรื่อยๆ หนี้ทั้งสองประเภททำให้เกษียณอายุได้ช้าลง เพราะยังจำเป็นต้องหารายได้มาชำระหนี้ คงไม่มีใครอยากเกษียณแล้วส่งต่อหนี้สินให้เป็นมรดกลูกหลาน แม้ที่อยู่อาศัยจะถือเป็นประเภทหนี้ที่ทำให้เรามีสินทรัพย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม รีบเคลียร์รีบโปะก่อนเกษียณได้จะดีไม่น้อย

3.หนี้ห่วงรัก

หนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก แม้ว่าลูกจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ตราบใดที่ลูกยังไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีครอบครัวที่อยู่ดีมีสุข หนี้ห่วงรักนี้ก็จะไม่มีทางหมดไปได้ ความกังวลและไม่สบายใจ มีผลสืบเนื่องถึงสุขภาพ การปล่อยวาง คือหนทางแห่งการปลดหนี้ประเภทนี้

เอาล่ะ! ถึงเวลาสำรวจตัวเองว่า มีหนี้อะไรอยู่บ้าง เปรียบเทียบกับอายุที่เหลือในการหารายได้ ก็จะประเมินสถานการณ์ได้เองว่า ภาระหนี้และพันธกิจปลดหนี้ก่อนเกษียณของคุณอยู่ในขั้นไหน ต้องรีบเร่งหรือวางแผนจัดการประการใด…ต้องรีบแล้ว!

แค่ขยับเท่ากับอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573789

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

แค่ขยับเท่ากับอายุยืน

เรื่อง : กาญจนา ภาพ : เอเอฟพี

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับกิจกรรมเบาๆ อย่างการเดินขึ้นบันได กวาดใบไม้ หรือการทำงานบ้าน ก็ช่วยพัฒนาสุขภาพ บำรุงสุขภาพจิต และช่วยให้อายุยืน

ล่าสุด มีข้อแนะนำด้านสุขภาพของอเมริกา (Physical Activity Guidelines) ฉบับใหม่ แนะนำให้ประชาชนออกกำลังกายสัปดาห์ละ 75 นาที เล่นโยคะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมไปกับการสร้างกล้ามเนื้อ พบว่ามีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 23 เท่านั้นที่ทำได้ และ 1 ใน 4 ของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่มีพฤติกรรมนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง

สรุปใจความสำคัญได้ว่า “เคลื่อนไหวให้มาก นั่งให้น้อย” โดยไม่ต้องกังวลว่าการเคลื่อนไหวนั้นเป็นประเภทอะไรและต้องทำนานขนาดไหน ก็สามารถทำให้มีสุขภาพดีได้เช่นกัน ยกตัวอย่างกิจกรรมที่ไม่คิดว่าเป็นการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งไปทำธุระ หรือการขัดห้องน้ำ เป็นต้น

การศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงสูงวัยที่ตีพิมพ์ในวารสารผู้สูงอายุแห่งอเมริกัน (JAGS-Journal of the American Geriatrics Society) ระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการทำงานบ้านหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันทุกๆ 30 นาที ช่วยลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิตลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายและชอบอยู่กับที่ ทั้งยังมีการศึกษาล่าสุดปีนี้เกี่ยวกับผู้สูงอายุเพศชาย พบว่า การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน และการทำสวน ช่วยลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิตได้ร้อยละ 17

แจ๊กกี้ คร็อกฟอร์ด เทรนเนอร์สาวชาวอเมริกัน กล่าวว่า กิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการยืนบนรถไฟใต้ดิน หรือเดินขณะคุยโทรศัพท์ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่า การเผาผลาญพลังงานด้วยกิจกรรมที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย (NEAT-Non-Exercise Activity Thermogenesis)

“เราจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการออกกำลังกายที่มีแบบแผนกับการใช้ชีวิตให้แอ็กทีฟ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงแต่การออกกำลังกายในยิม จนลืมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน” แจ๊กกี้ กล่าว

ด้าน ดร.แจ๊ก แร็กลิน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว (Kinesiology) มหาวิทยาลัยอินเดียน่า กล่าวว่า อุตสาหกรรมฟิตเนสมักโน้มน้าวให้คนมุ่งโฟกัสไปที่การออกกำลังกายในยิม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้สูงวัยที่จะเดินทางออกจากบ้าน ดังนั้นทุกคนจึงต้องการสิ่งที่สะดวกสบายที่สามารถทำได้ทุกสถานที่และทุกเวลา

การเคลื่อนไหวร่างกายแบบ NEAT จึงตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งข้อดีของการไม่อยู่นิ่งส่งผลดีตั้งแต่สุขภาพจิต คุณภาพของการนอน และระบบความคิดสร้างสรรค์ ทว่าคนส่วนใหญ่มักหวังผลลัพธ์อื่นๆ เช่น การลดน้ำหนัก และการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่การเคลื่อนไหวแบบดังกล่าวอาจให้ไม่ได้

“เมื่อคุณออกกำลังกายแน่นอนว่ามันจะทำให้ความดันโลหิตลดลง และคอเลสเตอรอลลดลง แต่เมื่อคุณเคลื่อนไหวร่างกายโดยปราศจากความเครียด ไม่อิดโรย และรู้สึกกระฉับกระเฉง มันจะให้ผลลัพธ์ที่ลึกล้ำกว่าแค่ร่างกาย” ดร.แจ๊กกล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ เดอะ แลนเซต ฉบับเฉพาะด้านจิตเวชศาสตร์ ระบุว่า การทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายสัปดาห์ละ 2-6 ชั่วโมง เช่น การเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ และการทำงานบ้าน จะช่วยบำบัดสุขภาพจิต ทำให้จิตใจแจ่มใส คลายเครียดและความกังวลลงได้

เทรนเนอร์สาว แจ๊กกี้ ยังเพิ่มเติมว่า การทำให้คนยอมรับการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมแบบเบาๆ ส่งผลดีต่อร่างกายได้นั้น จะช่วยลดความรู้สึกผิดในเรื่องการเข้ายิม หากเขาหรือเธอไม่มีเวลาไปพบเทรนเนอร์ตามนัดหรือไม่ว่างเข้ายิมสักที กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้รู้สึกผิดน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย

ทิ้งท้ายกับคำพูดของ ไมเคิล ลามอนเต้ รองศาสตราจารย์คณะวิทยาการระบาดและสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัฟฟาโล่ ที่กล่าวถึงข้อดีของการเคลื่อนไหวร่างกายว่า อย่ากำหนดเวลา อย่าเอาจริงเอาจัง “เราต้องใช้ชีวิตเหมือนในอดีต ที่การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์”

ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้มนุษย์เคลื่อนไหวตัวน้อยลง อย่างแอพพลิเคชั่นที่ไม่ต้องไปยืนเรียกแท็กซี่ หรือไม่ต้องออกไปซื้ออาหารนอกบ้าน แต่มนุษย์ควรเคลื่อนไหวร่างกายทุกครั้งที่มีโอกาส ยืนเท่าที่จะทำได้ เดินเท่าที่ทำไหว และใช้ชีวิตบนสโลแกน “เคลื่อนไหวให้มาก นั่งให้น้อย” แล้วจะมีอายุยืนยาว

อังคณา อุทัยแสงชัย บ้านนี้เพื่อทุกชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573791

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

อังคณา อุทัยแสงชัย บ้านนี้เพื่อทุกชีวิต

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“คุณพ่อมักจะบอกกับเราเสมอว่าทุกโครงการที่เราสร้างต้องทำให้เหมือนกับเราเข้าไปอยู่เอง ดังนั้นทุกอย่างจะต้องทำให้ดี ใช้ของที่ดี คิดเผื่อถึงการใช้งานในอนาคต ดังนั้นพอเรามาทำบ้านของตัวเองก็ต้องทำให้ดีคิดเผื่อถึงอนาคตวันข้างหน้าด้วยเช่นกัน” อังคณา อุทัยแสงชัย ผู้บริหารฝ่ายออกแบบสถาปัตยกรรม บริษัท ธนาแลนด์ ทายาทคนสุดท้องของตระกูล “สุวาณิชย์กุล” ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีชื่อเสียงที่สุดเจ้าหนึ่ง

เปิดรับทุกสไตล์

“จำได้ว่าตอนเราอยู่ ป.2 คุณพ่อจะพาไปที่ไซต์งานตลอด แล้วเราก็ย้ายบ้านบ่อยเพราะว่าทุกครั้งที่เราไปทำโครงการสร้างบ้านที่ไหน เราจะต้องย้ายไปอยู่แถวนั้นด้วย เพราะคุณพ่อมีความตั้งใจในการทำบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้เราซึมซับในเรื่องการทำงานของคุณพ่อมาโดยตลอด ประกอบกับตั้งแต่จำความได้ก็รู้ว่าเรามีความสามารถทางด้านการวาดภาพ และมีความชอบทางด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย จึงเลือกเส้นทางสถาปัตยกรรม และกลับมาช่วยงานธุรกิจของคุณพ่อ ซึ่งสไตล์การออกแบบบ้านของเราค่อนข้างเปิดกว้างไม่ได้ยึดติดกับสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง ขึ้นอยู่กับเทรนด์ ความต้องการของลูกค้า และวัสดุใหม่ๆ ที่เข้ามาในแต่ละยุคว่าเป็นอย่างไร

นั่นคือในส่วนของการทำงาน แต่ถามว่าในใจลึกๆ เราชอบอะไร ก็คงเป็นสไตล์ มินิมอลเพราะว่ามินิมอล ก็คือคนที่รู้ว่าสิ่งสำคัญที่ใช้งานในชีวิตเราจริงๆ คืออะไรเราก็จะใช้แค่เฉพาะนั้น ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นความชอบพื้นฐานที่ทำให้เราเปิดกว้าง รับรู้และเรียนรู้แก่นแท้ของการออกแบบสิ่งอื่นๆ ได้อีก”

บ้านหลังเก่าที่ดีกว่าเดิม

“พอเรากลับมารีโนเวตบ้านหลังนี้ซึ่งเดิมเป็นบ้านของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 6 รีโนเวตใหม่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งบางส่วนเราก็จะเห็นว่าเรายังคงของเดิมเอาไว้ โจทย์ในการออกแบบบ้านเริ่มต้นเลยว่าครั้งนี้ทำแล้วจะต้องอยู่ยาวแน่นอน ไม่ย้ายไปไหนและไม่ใช่ว่าทำแล้วมาต่อเติมภายหลัง ทุกอย่างเลยต้องคิดเผื่อเอาไว้ก่อน ที่แรกที่เราเผื่อไว้เลยก็คือที่จอดรถ

ตอนนี้ที่จอดรถอาจจะมีรถแค่ไม่กี่คันแต่เราคิดว่าเราอยู่กันไปเรื่อยๆ กลายเป็นครอบครัวใหญ่ ก็อาจจะต้องการพื้นที่ในการจอดรถเพิ่มขึ้น ก็เลยทำพื้นที่จอดรถเผื่อเอาไว้ เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ต่อมาก็คือในการออกแบบให้มีส่วนของพื้นที่ในการเก็บของ หลายๆ คนอาจจะลืมข้อนี้ไป เพราะเรามักจะคิดว่าต้องมีห้องรับแขก มีห้องนอนเยอะๆ ไว้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วพอมาอยู่ใช้งานจริง ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องมีสิ่งของให้เก็บ จึงต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บของใช้เอาไว้เพื่อให้มีพื้นที่เหลือสำหรับการใช้งานอื่น

อีกอย่างหนึ่งบ้านหลังนี้จะอยู่ด้วยกัน 3 ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ท่านก็มองการณ์ไกล ท่านมองว่าคนจีนผู้หญิงแต่งเข้าบ้าน ถ้าบ้านที่ต้องใช้พื้นที่รวมอยู่ด้วยกันก็อาจจะมีปัญหาได้ เพราะว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งในบางเวลาลูกหลานก็อาจจะต้องการความเป็นส่วนตัว

ฉะนั้นท่านก็จะมองให้พื้นที่ดินตรงนี้อยู่ด้วยกัน 3 หลัง 3 ครอบครัว ให้ลูกหลานแต่ละครอบครัวต่างคนต่างก็มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตส่วนตัวของตัวเองมีทางเข้าบ้านของตัวเอง มีสัดส่วนของตัวเอง สามารถเข้าออกได้เป็นอิสระไม่ต้องรบกวนพื้นที่ส่วนกลางหรือผู้ใหญ่ในบ้าน ถ้าเป็นบ้านของคนจีนสมัยก่อนก็เวลามีแขกมาบ้านจะเดินผ่านเข้าห้องส่วนตัว ก็จะต้องเดินผ่านแขกผู้ใหญ่ไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวสักเท่าไร แต่บ้านหลังนี้ก็คือจะมีห้องรับแขกข้างล่างแยกต่างหากจากทางเดินเข้าบ้านของสมาชิกในครอบครัว”

สวยงามด้วยวัสดุที่ดี

“สำหรับตัวดีไซน์ภายในส่วนใหญ่จะเป็นบิลต์อินค่อนข้างเยอะ เพราะย้อนกลับมาคือตัวเราจะชอบความเป็นมินิมอล เรียบง่าย เน้นที่เก็บของเยอะ เปิดตู้มาก็จะเห็นเป็นที่เก็บของทั้งชั้น

ส่วนความสวยงามเราก็จะลงไปที่เรื่องของการเลือกใช้วัสดุที่ดีก็จะทำให้บ้านดูสวยขึ้น ซึ่งเราก็เลือกตามความชอบเป็นหลัก แต่บางครั้งก็อาจจะมีสไตล์ที่แตกต่างกันไปบ้าง อย่างเช่นห้องน้ำ 3 ห้องแต่ละห้องก็จะไม่เหมือนกันเลย บางห้องดีไซน์สำหรับลูกก็จะดูน่ารักมีผลงานของลูกติดเอาไว้ในห้องน้ำ ส่วนห้องน้ำสำหรับรับแขกก็จะให้ดูดีหรูหราหน่อย สำหรับห้องน้ำส่วนตัวก็มีช่วงนึงชอบสไตล์ยุโรปไปเจอแพตเทิร์นที่เราชอบก็จะดึงพัฒนามาใส่ในห้องน้ำ

ในบ้านหลังนี้ก็จะมีอีกห้องหนึ่งเป็นห้องสมุด เพราะเดิมทีบ้านทุกหลังที่คุณพ่ออ้อยสร้างก็จะมีห้องสมุดอยู่ด้วย ห้องสมุดเป็นห้องที่ติดกับห้องเด็กเล่น ใช้เป็นห้องทำการบ้าน การที่บ้านมีห้องสมุดก็จะทำให้เราชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เราจึงมีความหลากหลายสไตล์อยู่ในตัว”

จ่ายแพงกว่านิดแต่คือกำไรชีวิต

เห็นบ้านใหม่ๆ แบบนี้เป็นใครก็ต้องคิดว่าเพิ่งสร้าง เมื่อถามเคล็ดลับในการทำบ้านให้ดูใหม่อยู่เสมอ ผู้บริหารสาวแนะนำอย่างอารมณ์ดีว่า “ที่เห็นดูยังดูค่อนข้างใหม่มากเพราะว่าเรามีการบำรุงรักษาบ้านเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งซึ่งที่เราอยากจะบอกว่าการซ่อมบำรุงรักษาบ้านเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ซึ่งเราได้มาจากคำสอนของคุณพ่อ ในสมัยที่คุณพ่อลงทุนทำโครงการสร้างคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ท่านเคยบอกว่าทำโครงการและบ้านตัวเองแล้วก็ต้องเลือกใช้สีที่ดีที่สุดที่มีขายในท้องตลาดอยู่เวลานั้น ตึกเมื่อ 25 ปีที่แล้วในโครงการที่คุณพ่อสร้างตอนนี้ก็ยังดูสวยอยู่ ท่านบอกว่าสีจะต้องดีที่สุด การจะทาสีใหม่ต้องทำเมื่ออายุบ้านมากกว่า 10 กว่าปีขึ้นไปถึงจะทาครั้งหนึ่ง

เราควรลงทุนดีๆ ไปเลยวันนี้เงินที่เราลงทุนไปลูกค้าได้หมด เพราะว่าถ้าเกิดเราทาสีไม่ดีอีก 2-3 ปีข้างหน้าสีมีปัญหาต้องทำใหม่ การทำตึกสูงแล้วจะต้องทาสีใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ค่าทาสีแพงกว่าค่าซื้อสีใหม่เสียอีกเพราะต้องใช้กระเช้าขึ้นไปทาซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก

นอกจากเรื่องสีแล้วที่จำได้ก็คือ อย่างถนนหมู่บ้านที่คุณพ่อสร้างเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วสมัยนั้นสังเกตได้เลยว่า ในแต่ละหมู่บ้านถนนเส้นใหญ่จะทำแค่ 4 เมตร แต่หมู่บ้านของคุณพ่อให้ทำ 10 เมตร เส้นเล็กก็อยู่ที่ 8 เมตร เทปูนถนนเยอะกว่าสเปก 2 เท่า ใช้เครื่องบดอัดใช้แบบเดียวกับที่ทำถนนหลวง คุณพ่อบอกว่าก็เทปูนให้ดีวันนี้จ่ายเพิ่มอีกเพียงแค่ไม่เท่าไรแต่เราได้ของดีไปเลย และใช้ได้ยาวเป็น 30 ปีไม่ต้องมาเสียเวลาดูแลซ่อมแซม

ค่าซ่อมแซมในอนาคตข้างหน้าอาจมีมูลค่าแพงกว่าที่เงินที่เราเพิ่มไปในวันนี้ แล้วลูกค้าอยู่ไป 30 ปีถนนไม่เสียอันไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน

จึงอยากจะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เรามักมองข้ามไปก็คือเรื่องของความคุ้มทุนในระยะยาว ซึ่งบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่เราซื้ออยู่มานานแล้วเราจึงต้องใช้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น สีต้องดีที่สุด วัสดุต้องดีที่สุด กำแพงใช้อิฐมอญไม่ใช่อิฐมวลเบา อายุการใช้งานยาวนานกว่า เพราะเราตั้งใจแล้วว่าบ้านหลังนี้จะต้องเป็นบ้านที่ทุกคนในครอบครัวอยู่ด้วยกันอีกยาวนาน ที่จอดรถต้องพอ ที่เก็บของต้องมี เพราะของทุกชิ้นในบ้านคือเครื่องบันทึกความทรงจำของเราอย่างหนึ่ง

แต่ละชิ้นมันก็จะมีความหมายในตัวเอง ของตกแต่งบางชิ้นเอามาวางเอาไว้ ก็จะทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต บางชิ้นอาจจะมีเรื่องราวที่ทำให้เรานึกถึงความทรงจำดีๆ ที่เราอยู่ด้วยกันในครอบครัว เพราะครอบครัวในบ้านหลังนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดดังนั้นเราจะต้องทำบ้านให้ดีและคิดเผื่ออนาคตข้างหน้าไว้ให้มาก”

เจลาติน เค้ก 3 มิติ ทำง่าย ได้สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573661

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

เจลาติน เค้ก 3 มิติ ทำง่าย ได้สตางค์

เรื่อง วราภรณ์

ชื่นชอบงานฝีมือที่หลากหลาย แม้ แอม-อธิญา เชิญอักษร พนักงานบัญชีที่ในวัยเด็กเกรดวิชางานเย็บปักถักร้อยทำได้แค่ 2 แต่พอโตกลับชอบงานประดิษฐ์ที่ดูน่ารัก ด้วยเป็นนักบัญชี การทำงานกับตัวเลขทำให้เธอรู้สึกเครียด จึงจำเป็นต้องหางานอดิเรกทำยามว่าง เธอจึงไปเรียนรู้ทำขนมเปี๊ยะแฟนซี ถักตุ๊กตาโครเชยัดนุ่นข้างใน ทำงานเดคูพาจ

ล่าสุด เธอกำลังหลงใหลกับการทำเค็กเจลาติน 3 มิติ ที่มีลวดลายดอกไม้สวยงาม ทำทั้งขายตามออร์เดอร์ และยังรับงานสอนที่สามารถทำรายได้ในยามว่างหลังเลิกงานได้เกือบจะเท่าๆ กับงานประจำเลยทีเดียว อีกทั้งงานอดิเรกทำแล้วเกิดความสุข ลดความเครียดและได้ผ่อนคลาย

“เพิ่งรู้ตัวเองว่าช่างประดิษฐ์ ทำแล้วมีความสุข หายเครียด ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพราะงานบัญชีเครียดจริงๆ เมื่อรู้สึกเบื่อๆ งานออฟฟิศก็ได้ทำขนม” แอมเล่าถึงข้อดีที่ได้จากการทำงานอดิเรก ปัจจุบันแอมเป็นพนักงานบัญชีอยู่บริษัททำน้ำตาลแห่งหนึ่งที่ จ.สระบุรี ทำมา 11 ปีแล้ว เธอลองทำกิจกรรมยามว่างมาหลากหลาย แต่พอเห็นเค้กเจลาตินสีสันสวยงามเป็นรูปดอกไม้ต่างๆ เธอถึงกับหลงรักและเริ่มต้นทำเมื่อ 4 ปีก่อน เพราะเกิดความสงสัยว่าเจลาตินสวยๆ มีกรรมวิธีการทำอย่างไร จึงไปลงเรียนกับผู้รู้ ซึ่งมีค่าคอร์สเรียนค่อนข้างแพงมาก เพราะต้องใช้เครื่องมือที่ทำให้เกิดลวดลายดอกไม้ พอเธอเรียนรู้เทคนิคการทำ แอมจึงประยุกต์หันมาใช้เข็มฉีดยากับหลอดสลิงมาสร้างสรรค์ให้เกิดลวดลายสวยงามไม่แพ้กัน

“ระยะแรกแอมไปเรียนทำเค้กเจลาตินกับผู้รู้ก่อน และถามตัวเองว่าชอบและจะจริงจังกับการทำงานชิ้นนี้หรือเปล่า ได้คำตอบคือชอบ ซึ่งตอนเรียนราคาคอร์สละ 6,000 บาท พอเสียสตางค์ไปแล้วก็คิดต่อยอด คือทำขายให้เพื่อนร่วมงานก่อนในระยะแรก ได้ถอนทุนค่าเรียนคืนมาบ้าง อีกทั้งยังค้นพบเสน่ห์ของเจลาตินหรือเจลลี่ก็คือ ทำง่าย รู้สึกได้ล้างอุปกรณ์น้อยกว่าตอนทำขนมชนิดอื่น ใช้วัตถุดิบน้อย แต่ขายได้ราคาแพง แต่ต้องใช้ศิลปะบวกกับการมีกลุ่มคนทำไม่กว้าง เราจึงทำได้ในราคาที่คุ้มเหนื่อย”

แอมอธิบายถึงเค้กเจลาตินคือ ทำจากผงเจลาตินหรือผงวุ้น มีรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เหมือนกินปีโป้ เด็กถึงผู้ใหญ่กินได้ ทำไม่ยาก สมัยเธอไปเรียนกับครู ใช้หัวเข็มสำเร็จ ทำเป็นทรงวงรี กลีบบัว ตอนหลังเมื่อเธอคิดจะต่อยอดใช้อุปกรณ์ไม่สำเร็จ ซึ่งมีราคาที่ยอมเยากว่า ตอนหลังเธอหัดมาทำเองที่บ้าน ด้วยขี้เกียจเปลี่ยนหัวเข็มบ่อยๆ เธอจึงปรับเปลี่ยนใช้เข็มฉีดยาอย่างเดียว ซึ่งก็สามารถทำให้เกิดลวดลายกลีบดอกไม้หลากชนิดได้เหมือนกัน แต่ต้องอาศัยการวาดเข็มใช้ข้อมือและปลายเข็มช่วย

“ระยะแรกแอมทำรายได้หลักพันจากการเปิดสอนคนที่สนใจ เริ่มต้นทำแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อน คนเห็นก็ชอบ บอกสวยดี ทำอย่างไร เขาสนใจอยากเรียนสอนให้หน่อย คำถามตอนนั้นช่วยจุดประกายให้แอมสอนตั้งแต่นั้น ตอนนั้นเปิดสอนอย่างเดียวยังไม่ได้ทำขาย ทำรายได้ดีทีเดียวแทบอยากจะออกจากงานประจำ (ยิ้ม) เพราะงานนี้แอมรักและชอบจริงๆ เพราะได้สร้างสรรค์งาน สนุกมากค่ะ”

การสอนทำให้แอมได้เจอผู้คน ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ส่วนงานออร์เดอร์เธอรับและทำควบคู่กันไปกับงานประจำ ซึ่งใช้เวลาหลังเลิกงาน และเสาร์อาทิตย์ อาศัยต้องคิดและวางแผนให้ดีก็จะสามารถบริหารเวลาได้ไม่ตีกับงานประจำ แอมบอกว่า การทำเค้กเจลาตินหน้าตาสวยงาม มีทั้งรูปดอกไม้ เบญจมาศ กุหลาบ มะลิ ยิบโซ คาร์เนชั่น สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้เพียงปลายเข็มเล็กๆ บวกกับฝีมือการทำอย่างตั้งใจเท่านั้น

“งานนี้แอมว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ก็ทำได้ถือเป็นการได้ฝึกสมาธิ เด็กๆ สามารถทำลวดลายดอกเบญจมาศ บานชื่นได้เพราะเป็นดอกที่โตและไม่ซับซ้อน ดอกไม้ที่ทำยากที่สุดคือ กุหลาบเพราะกลีบเป็นรูปทรงบังคับ ฉีดผิดนิดเดียวกลีบจะดูไม่เหมือนดอกกุหลาบเลย สำหรับผู้ใหญ่มาเรียนก็ช่วยแก้เหงาไปได้มาก” และผู้ที่สนใจไม่ต้องมีพื้นฐานงานศิลปะมาก่อนก็ทำได้ มาเรียนรู้ในห้องเรียนเลย เพราะมันทำง่ายมากๆ

ใครสนใจ อยากเรียนอยากชมงานหรืออยากซื้อเข้าไปแวะเวียนได้ที่หน้าเพจ Picmeup หรือ 08-1899-5290 ไอจี neko amp ช่วงเทศกาลผู้ที่สนใจต้องสั่งก่อนล่วงหน้า 2-3 วัน เพราะมีออร์เดอร์มากมายถึงกับทำไม่ทันเลยทีเดียว

กรรภคมณฑ์ โสภาศพิรุณศักดิ์ หลงรักความเป็นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573663

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

กรรภคมณฑ์ โสภาศพิรุณศักดิ์ หลงรักความเป็นไทย

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

“ผู้หญิงคนอื่นๆ อาจจะชอบกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา แต่ของเราคือเครื่องประดับแบบไทยและไม่ได้เป็นชุดเครื่องเพชรที่หาซื้อที่ไหนได้ง่ายๆ ทั้งหมดเราออกแบบเอง ใช้ชุดทับทิมสยาม พลอยเม็ดใหญ่บางเซตสั่งทำมายังไม่เคยใส่ออกงานก็มี แต่แค่มีไว้ครอบครองก็มีความสุขแล้ว” กรรภคมณฑ์ โสภาศพิรุณศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร บริษัท พี.เฟรท เทรดดิ้ง เล่าด้วยรอยยิ้ม

หลงรักไพลินและทับทิมสยาม

“ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วที่เราชอบเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยอยุธยาทำข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยผิดสักข้อเดียว แล้วงานอดิเรกของเราที่ชอบมากที่สุดก็คือการรำไทย ตอนอยู่ต่างประเทศเราก็ทำงานตั้งแต่เด็กเสิร์ฟร้านอาหารไปจนถึงรับจ้างรำไทย เล่นดนตรีไทยตีขิม เราบอกได้เลยว่ารำไทยเป็นอาชีพที่ดี เป็นวิชาชีพที่ฝรั่งทำอย่างคนไทยเราไม่ได้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าวิชานาฏศิลป์นั้นทำเงินให้กับประเทศไทยเราได้ และเราก็รักการรำไทยมากตอนเรียนมีงานให้ไปรำขอให้บอก ไม่มีค่าจ้างก็ไป เราเช่าชุดไทยพร้อมเครื่องประดับไปให้เลย

เรารักวัฒนธรรมไทยชอบความเป็นไทย เราชอบใส่ชุดไทยมาก โดยเฉพาะชุดไทยแบบห่มสไบแบบเก่าเราจะชอบมาก การสะสมของเราเลยเน้นไปที่เครื่องเพชรและแน่นอนว่าเกือบทุกเซตก็จะมีความเป็นไทยที่สามารถใส่ได้กับชุดไทย เป็นเครื่องเพชรแบบไทยที่มีทับทิมสยาม ใช้เครื่องทองโบราณ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของเก่ามรดกตกทอดกันมา โดยเฉพาะทับทิมสยาม ไพลิน และพลอยเม็ดใหญ่ซึ่งหาได้ยากแล้วในทุกวันนี้

ถามว่าแล้วของสะสมอื่นๆ อย่างเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าเราซื้อด้วยไหม บอกตามตรงว่าเราจะรู้สึกเฉยๆ กับของเหล่านี้ ไม่ได้เป็นคนชอบสินค้าแบรนด์เนมมากนัก แต่จะหาซื้อใช้เท่าที่จำเป็นสำหรับออกงานหรือใช้ในชีวิตทั่วไป ซึ่งจะว่าไปแล้วพวกเครื่องทอง เครื่องเพชรลายไทยแบบนี้หาโอกาสใส่ไปงานนั้นค่อนข้างยาก เราเองก็ไม่ได้มีโอกาสออกงานบ่อย จะได้ใส่ก็คือเวลาไปงานแต่งงานแบบไทย งานบวชก็ไม่ได้ใส่ แต่แม้ว่าเราจะไม่ได้ใส่ออกงานบ่อยๆ แต่เป็นความสุขที่ขอแค่ได้มีแค่นั้นจริงๆ”

ออกแบบด้วยตัวเอง

“เครื่องประดับทุกชิ้นที่เห็นอยู่ทุกเซตเราเขียนเอง เราไม่ใช่คนที่วาดภาพเก่ง แต่ถ้าวาดภาพเครื่องประดับ เราสามารถวางตำแหน่งของเพชรพลอยออกมาได้ค่อนข้างสวยงาม ช่างเห็นก็เข้าใจว่าจุดไหนต้องใส่อะไร คนรู้จักก็เคยบอกเหมือนกันว่าถ้าวาดเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่เปิดธุรกิจจิวเวลรี่ ไปเป็นนักออกแบบจิวเวลรี่เลย

เราคิดว่าเรายังไปไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อนาคตก็ไม่แน่ ต้องแล้วแต่ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ธุรกิจรับผลิตเครื่องสำอาง อาหารเสริมที่เราทำอยู่ก็เรียกว่าค่อนข้างที่จะเยอะอยู่แล้ว

ซึ่งเราค่อนข้างจะใส่ใจกับลูกค้ามาก เพราะเรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ ลูกค้าเลือกผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ เราเองในฐานะที่เป็นผู้ผลิต ก็ต้องการลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน เราถึงจะทำธุรกิจด้วยกันได้ในระยะยาว ดังนั้นความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นทุกอย่างเราจะลงมือออกแบบด้วยตัวเองเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ไม่ใช่เฉพาะเครื่องเพชรที่เราชอบ ในงานที่ทำเราก็ลงมือทดสอบด้วยตัวเอง

ก่อนหน้านี้เรามีความฝันอยากเป็นหมอ แต่ด้วยปัญหาสุขภาพทำให้เราต้องเปลี่ยนมาเป็นเภสัชกร ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถคิดค้นวิจัยตัวยารักษาโรคใหม่ๆ แม้ฝันนั้นจะยังไม่ได้เริ่มทำ แต่ในการผลิตสินค้าเครื่องสำอางเราก็เป็นคนช่วยลูกค้าคิดค้นสูตรและทดสอบด้วยตัวเอง ถ้าเราใช้ไม่ดี ลูกค้าก็ใช้ไม่ดี แบบนี้ไม่ดีทั้งลูกค้าและตัวเราเอง เราถึงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความจริงใจในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก”

คุณค่าที่หากลับมาหาซื้อได้ยาก

ดังนั้นเครื่องเพชรทุกชุดที่มีประมาณ 20 กว่าชุดเราจะออกแบบเอง อย่างสร้อยที่ใส่อยู่ที่คอ เราก็ทำเป็นสร้อยที่เป็นเลข 9 หมายถึงองค์รัชกาลที่ 9 เพราะเราภูมิใจที่เกิดมาในรัชกาลที่ 9 เลยทำออกมาไว้เป็นที่ระลึก นอกจากจะใช้เป็นสร้อยได้แล้ว ยังใช้เป็นเข็มกลัดได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เราออกแบบเอง แล้วก็จ้างช่างที่รู้จักกันมานานไว้ใจได้เป็นคนทำให้

ในปีหนึ่งเราสั่งทำประมาณ 2 เซต แต่ออกแบบไว้เล่นๆ มีเยอะมากกว่านั้น รอแค่จังหวะดีๆ ที่จะทำออกมาเท่านั้นเอง บางเซตก็อาจจะมีทั้งของเก่าและของใหม่รวมกัน บางเซตเราต้องการพลอยเม็ดใหญ่ที่เป็นของเก่าหาใหม่ไม่ได้แล้วมาออกแบบทำใหม่ โดยใช้ของเก่าเอาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบแล้วก็ประดับล้อมรอบด้วยเพชร

ใส่ไอเดียของเราเข้าไปว่าให้เครื่องเพชรของเราออกมามีหน้าตาแบบไหน พอออกมาแล้วก็จะกลายเป็นคอลเลกชั่นเครื่องเพชรแบบเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร

เซตที่ชอบมากที่สุดน่าจะเป็นเซตไพลินล้อมเพชร เป็นการรวมเอาไพลินเม็ดใหญ่จากสร้อยเพชรไพลินเก่า 2 เส้นมาแกะออกแล้วทำเป็นเซตใหม่ เป็นเส้นที่ใช้เวลาทำนานและมีมูลค่าที่ค่อนข้างสูง เพราะต้องซื้อเพชรเพิ่มเข้ามาให้ล้อมรอบเม็ดไพลิน ซึ่งเซตที่ว่าเราได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละคร เพราะเราชอบดูละครย้อนยุค โดยเฉพาะเรื่องทวิภพชอบที่สุด ทั้งอ่าน ทั้งดู และอีกอย่างหนึ่งก็คือเราชอบอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์ เลยมีจินตนาการการค่อนข้างเยอะ

มูลค่าของแต่ละชุดจะอยู่ประมาณ 1-2 ล้านบาท ที่แพงนั้นไม่ได้แพงแค่ค่าแรง แต่ไปแพงที่เพชรซึ่งเราต้องซื้อเพิ่มมาใส่ไว้ในตัวเครื่องประดับ เราสะสมเครื่องประดับแล้วก็คิดไว้ว่าอันนี้ก็คือมรดกที่สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ เราจึงคิดทำเสียแต่วันนี้เพราะในวันข้างหน้าสิ่งของพวกนี้จะต้องมีมูลค่ามากขึ้น วันหนึ่งสุดท้ายเหมืองเพชรก็ต้องหมดไป เหมืองพลอยก็ต้องหมดไป อย่างทับทิมสยามของไทยเราก็ไม่มีอีกแล้ว เราจึงต้องสร้างเอาไว้พร้อมๆ กับการทำความดี

เราเชื่อว่าคนเราคงไม่มีใครอยู่ได้ถึง 100 ปี ไม่มีใครที่มีอายุยืนยาวสุดท้ายตายไปแล้วก็ไม่สามารถเอาทรัพย์สินใดๆ ติดตัวไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะติดตัวเราไปได้คือความดี และสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือครอบครัว บุพการีรวมทั้งผู้มีพระคุณ ถ้าวันนี้พ่อแม่ยังไม่อิ่ม ครอบครัวหรือผู้มีพระคุณยังไม่มีความสุข เราจะให้พวกเขามีความสุขก่อน

ต่อให้วันนี้เราจะลำบากจะเหนื่อยมากแค่ไหน ก็ขอให้คนที่เรารักมีความสุขและเราก็เชื่อว่าคุณความดีทั้งหมดที่เราทำมา ไม่ว่าจะเป็นความซื่อตรงต่อลูกค้า ความรักต่อครอบครัว จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปในวันที่เราจากโลกนี้ไป

กินไขมันดี ไม่ง้อไขมันทรานส์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573578

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

กินไขมันดี ไม่ง้อไขมันทรานส์!

เรื่อง บีเซลบับ/ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อ้าว! ปีหน้า 2562 ประเทศไทยก็จะไม่มีไขมันทรานส์แล้วนะ ดีใจๆ เพราะไขมันทรานส์เป็นไขมันที่มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างโมเลกุลของไขมันตามธรรมชาติ โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในกระบวนการผลิต เมื่อร่างกายได้รับไขมันทรานส์เข้าไป ระบบย่อยของเราจะไม่สามารถย่อยไขมันชนิดนี้ได้ นานเข้าก็กลายเป็นอนุมูลอิสระที่ลอยละล่องอยู่ในร่างกาย

เมื่อไขมันทรานส์หมดไปจากระบบ คราวนี้ก็ถึงคราวผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่จะต้องเข้มงวดกับตัวเอง เพื่อเลือกกินไขมันดีให้ถูก มีงานวิจัยด้านไขมันของ ดร.แมรี่ จี.อิก นักโภชนาการและผู้อำนวยการ The Nutritional Sciences Division of Enig Associates, Inc แมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “เกรด” ของไขมันดีๆ ที่เราต้องรู้ไว้นะ

เกรด A : ปลอดภัยแน่นอน

เกรด B : กินได้ ปลอดภัย

เกรด C : ไม่ควรบริโภคเป็นเวลานาน

1.น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวผลิตจากเนื้อมะพร้าวและจาวมะพร้าว ซึ่งมีในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการผลิตเพื่อการค้านั้น มักเข้ากระบวนการที่จะทำให้น้ำมันมะพร้าวไม่บูดเสียง่าย และไม่เป็นไขที่อุณหภูมิ 24-25 องศาเซลเซียส คุณสมบัติที่ไม่บูดเสียง่ายนี่เอง ทำให้ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากมาย อย่างไรก็ตาม น้ำมันมะพร้าวเป็นแหล่งของกรดไขมันที่พบในไตรกลีเซอไรด์อีกด้วย

เกรด B

2.น้ำมันมะกอก

ได้มาจากผลของมะกอกพันธุ์ Olea Europaea นับเป็นน้ำมันที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ ปัจจุบันปลูกและผลิตกันมากในประเทศกรีก อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ต้นมะกอกที่สามารถให้ผลมาผลิตน้ำมันได้นั้น ต้องมีอายุ 100-500 ปี การหีบน้ำมันมะกอกครั้งแรก จะให้น้ำมันชนิด Vergin ที่มีสีเข้มและมีความเข้มข้นสูงมาก

ในเมนูสลัดและอาหารเมดิเตอร์เรเนียน มักใช้น้ำมันมะกอกเป็นส่วนผสม ยกเว้นขนมปังเพราะน้ำมันมะกอกมีรสชาติและกลิ่นรุนแรง ข้อดีอย่างหนึ่งของน้ำมันมะกอกที่แตกต่างจากน้ำมันพืชอื่นคือ ไม่เสียง่าย น้ำมันมะกอกมีกรดไขมันโอเลอิก 70% และมีกรดไขมันไลโนเลอิก 10% นอกจากนี้ยังพบสารแอนติออกซิแดนต์และแคโรนีนอยด์ในน้ำมันมะกอกชนิดเวอร์จิ้นด้วย

เกรด A

3.น้ำมันข้าวโพด

น้ำมันข้าวโพดผลิตจากข้าวโพดทั้งฝักพันธุ์ Zea mays L. ที่มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ปกติน้ำมันข้าวโพดที่ผ่านการฟอกสีแล้ว จะใช้ในการทำสลัด ปรุงอาหาร หรือทำมาร์การีน (ไขมันทรานส์) น้ำมันข้าวโพดที่ใช้กันอยู่ในโลกกว่าครึ่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีกรดไขมันไลโนเลอิก 57% ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า-6

เกรด C

4.น้ำมันปาล์ม

ผลิตจากผลของต้นปาล์มพันธุ์ Elaeis Guineensis ที่ให้น้ำมัน ซึ่งกินได้ ปัจจุบันประเทศที่ผลิตน้ำมันปาล์มมากที่สุด คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีนและไนจีเรีย ในน้ำมันปาล์มมีแอลฟาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีแคโรทีนที่เป็นแอนติออกซิแดนต์ ทั้งโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล น้ำมันปาล์มที่ผ่านการขัดสีแล้วนิยมนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเบเกอรี่ (Shortening) และขนมอบต่างๆ ในยุโรป ใช้ในการทำมาร์การีนในยุโรปและญี่ปุ่น อีกทั้งยังใช้ในการปรุงอาหารทอดในเอเชีย

เกรด B

5.น้ำมันถั่วลิสง

ผลิตจากถั่วเหลืองพันธุ์ Arachis hypogaea ถือกำเนิดในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมานำมาขยายพันธุ์ในจีน อินเดียและสหรัฐอเมริกา การนำถั่วลิสงไปทำน้ำมันจะทำให้ได้ไขมันคุณภาพไม่ดีเท่ากับการนำไปทำเนยถั่ว กรดไขมันที่ได้จากถั่วลิสงเป็นกรดไขมันโอเลอิก 46% และกรดไขมันไลโนเลอิก 31%

ส่วนใหญ่เราใช้น้ำมันถั่วในการทอด มีคุณสมบัติเป็นไขมันอิ่มตัวสายยาวมาก ฉะนั้นอาหารที่ผ่านการทอดด้วยน้ำมันชนิดนี้จึงไม่เน่าเสียง่าย น้ำมันถั่วลิสงถือเป็นน้ำมันสำหรับทอดที่มีราคาแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เกรด B

6.น้ำมันถั่วเหลือง

ผลิตจากถั่วฝักพันธุ์ Glycine แรกเริ่มนิยมปลูกในจีน ต่อมาสหรัฐอเมริกาช่วงปี 1940 นำมาผลิตเป็นน้ำมันถั่วเหลือง จนปัจจุบันกลายเป็นพืชที่ให้น้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันไลโนเลอิกสูง แต่ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น

น้ำมันพืช มาร์การีน และสารเพิ่มการหดตัว (Shortening) ในสหรัฐอเมริกานั้น ส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำมันถั่วเหลือง โดยผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนลงไปบางส่วน น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันไลโนเลอิก 53% และมีกรดไขมันโอเลอิก 23%

เกรด C

7.น้ำมันรำข้าว

ผลิตจากข้าวพันธ์ Oryza Sativa แม้ว่าจะให้สารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่น้ำมันรำข้าวก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก และปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ก็ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในความร้อนสูง แถมยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูงอีกด้วย มีกรดไขมันโอเลอิก 42% และกรดไขมันไลโนเลอิก 37%

เกรด A