บริหารหนี้ เพื่อความอยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573571

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

บริหารหนี้ เพื่อความอยู่รอด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอเอฟพี

มีใครบ้างที่ไม่เป็นหนี้ แม้กระทั่งเศรษฐียังมีหนี้ที่ต้องชดใช้ แล้วคนเดินดินอย่างเราจะไม่เป็นหนี้ได้อย่างไร เพียงแต่ว่าความแตกต่างระหว่างเศรษฐีกับคนธรรมดาอยู่ที่การบริหารหนี้ให้มีประสิทธิภาพนั่นเอง

อย่าเป็นหนี้เพราะไม่ระวัง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเป็นหนื้คือการใช้จ่ายกู้ยืมอย่างไม่ระมัดระวัง ก่อนที่จะสร้างหนี้ขึ้นมาคุณควรประเมินศักยภาพในการหาเงินของตัวเองว่าสามารถใช้คืนได้อย่างแน่นอน ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของคนที่เป็นหนี้เพราะขาดความรู้ในการบริหารหนี้อย่างถูกต้อง เช่น จำนวนหนี้ที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 25-30% ของรายได้ต่อเดือน หากมีเงินเดือน 3 หมื่นบาท หนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนรวมทั้งหมดทั้งบ้านและรถก็ไม่ควรเกิน 7,500-9,000 บาท/เดือน จะทำให้คุณมีเงินเหลือเก็บและใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวไม่เกิดความเครียดมากเกินไป

เลือกเป็นหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุด 

ก่อนเป็นหนี้สินใดๆ ควรสอบถามดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หากดอกเบี้ยสูงควรผ่อนให้หมดในระยะเวลาอันสั้น หากดอกเบี้ยต่ำก็สามารถยืดระยะเวลาในการผ่อนออกไปได้ แต่ทั้งนี้การเป็นหนี้สินใดๆ ก็ตามควรเลือกแบบดอกเบี้ยน้อยที่สุดและใช้เวลาสั้นที่สุด จุดที่หลายคนมักพลาดในการเป็นหนี้ก็คือการผ่อนจ่ายดอกเบี้ย 0% ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการรูดบัตรจ่ายสินค้าหลายการและต่อเนื่องทุกเดือน ทำให้จำนวนหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้นจนเกินกำลังจ่าย สุดท้ายก็ต้องเข้าระบบกู้ยืมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติ

หวยและเครื่องดื่มดูดเงิน

ในการสำรวจรายจ่ายของประชาชนในกลุ่มรายได้ปานกลางจนถึงรายได้น้อย แทบทุกสำนักรายงานตรงกันว่ารายจ่ายค่าเล่นหวยและรายจ่ายค่าเครื่องดื่ม อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากประมาณ 4,000 บาท/เดือน คิดเป็นปีละ 4.8 หมื่นบาท เรียกได้ว่าเงินจำนวนขนาดนี้ซื้อมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กได้คันหนึ่งเลยทีเดียว

แต่จุดที่น่ากลัวกว่านั้นคือการกู้เงินมาเล่นหวย ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงที่คุณจะสร้างหนี้โดยไม่มีสร้างกำไรหรือแม้กระทั่งสิ่งของที่จับต้องได้ ดังนั้นหากคุณจะเป็นหนี้ก็ควรเป็นหนี้ที่มีสิ่งของ ตัวเงิน หรือผลกำไรที่จับต้องได้แน่นอนจะดีกว่ากู้ยืมมาลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงต่อความสูญเปล่าเช่นหวย

ไม่มีเงินแค่ไหนก็อย่าเป็นหนี้นอกระบบ

ความเสี่ยงสูงที่สุดในการเป็นหนี้ทั้งชีวิตก็คือ การใช้เงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน โดยเฉพาะที่มีรายได้น้อยจะมีขีดจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงินหลัก จึงหันหน้าเข้าหาหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารเป็น 10 เท่า คุณควรหาแหล่งเงินกู้อื่นที่กู้ยืมได้ง่ายกว่า เช่น การสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ สมาชิกกองทุนชุมชนต่างๆ ที่เปิดให้กู้ยืมเงิน จากนั้นค่อยหาเงินสร้างรายได้ที่มั่นคงพอที่ธนาคารจะให้ความสนใจออกเงินกู้ให้กับคุณในภายหลัง แต่หลักที่ดีที่สุดคือหากไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าได้ในเวลานั้น ก็จงใช้ความอดทนใช้เวลาเก็บเงินจนกว่าจะได้สินค้าที่ต้องการ ดีกว่าได้สินค้าเร็วแต่เป็นหนี้

ออมไว้ไม่มีหนี้

เราควรให้ความสำคัญกับระบบการออมให้มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงวัยหนุ่มวัยสาว ที่ค่าใช้จ่ายในครอบครัวและสุขภาพยังไม่มีความจำเป็นมากนัก จะทำให้การออมมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยผู้ออมอายุระหว่าง 20-30 ปี ควรออมสัก 10% ของเงินออม ที่เหลือควรจะนำไปลงทุน เปรียบเสมือนกับรถใหม่ ค่าสึกหรอค่าซ่อมบำรุงยังน้อย จึงควรสร้างเงินออมเพื่อการลงทุน มากกว่าเงินออมเพื่อการออมอย่างเดียว

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้น ความไม่แน่นอนจากโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุง ดังนั้นการสร้างเงินออมในช่วงวัยนี้ จึงควรแบ่งครึ่ง 50:50 ระหว่างเงินออมกับเงินลงทุน เมื่อก้าวย่างเข้าวัยกลางคน ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุด ก็ควรออมมากกว่าลงทุน โดยเน้นการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก

เงินออมเหล่านี้คือเงินฉุกเฉินที่คุณสามารถหยิบมาใช้ได้โดยไม่ต้องง้อขอเงินจากใครให้เป็นหนี้ เพราะหนี้สินคือเงินจากอนาคตหากเราอดทนมากพอ รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักออม เราก็จะเป็นหนี้น้อยที่สุดจนถึงไม่มีหนี้สินใดๆ เลย

ออกกำลังกายซอฟต์ๆ แต่เบิร์นขั้นเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573452

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ออกกำลังกายซอฟต์ๆ แต่เบิร์นขั้นเทพ

เรื่อง พุสดี

รู้จักการออกกำลังกายแนวใหม่ที่ถูกใจสายซอฟต์ อย่าง “Low Impact HIIT” หรือการออกกำลังกายแบบทะลุขีดจำกัดแต่ยังรักษาข้อต่อต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ในงานเปิดตัวฟิตบิท ชาร์จ 3 นอกจากจะได้อัพเดทนวัตกรรมล่าสุดของฟิตเนสแทรคเกอร์ ที่ไม่เพียงมีฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนครบครัน ตอบโจทย์คนรักสุขภาพมากขึ้น มาพร้อมความสะดวกสบายด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 7 วัน ภายในงานยังได้เชิญเทรนเนอร์ ญ.หญิง-พิมพิชญา รูปโสม ผู้ฝึกสอนบันจี้ เวิร์กเอาต์ (Bungee Workout) การออกกำลังกายโดยใช้แรงต้านของเส้นบันจี้เพื่อให้ผู้เล่นลอยตัวสูงจากพื้น ผสานกับออกท่าออกกำลังกายแบบต่างๆ ไปตามเสียงเพลงมาให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังแนวใหม่อย่าง “Low Impact HIIT”

เทรนเนอร์ ญ.หญิง อธิบายว่า “Low Impact HIIT” เป็นเหมือนลูกผสมของการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาเน้นให้ร่างกายทะลุขีดจำกัด หรือ High Intensity Interval Training-HIIT ซึ่งช่วยในเรื่องการเผาผลาญและเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี แถมหลังออกกำลังกายยังเผาผลาญต่อได้อีก เข้ากับการออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระทำ แรงกดรุนแรงต่อข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย หรือ Low Impact Exercise

“จุดเด่นของการออกกำลังกายแบบ Low Impact HIIT คือ คงการเผาผลาญระดับสูง เห็นผลในการลดน้ำหนักและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มการทำงานกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการส่งออกซิเจนไปส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ทั่วทั้งร่างกาย ที่สำคัญตอบโจทย์ทุกระดับสมรรถภาพร่างกาย รวมทั้งกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักตัวที่มีอยู่มากเกินเกณฑ์ ตลอดจนคนที่มีปัญหาเรื่องข้อเสื่อม”

เทรนเนอร์คนสวยยังเผยถึงเทคนิคการเลือกวิธีการออกกำลังกายที่ใช่ว่า ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร เพราะฉะนั้นก่อนจะเริ่มต้นออกกำลังกายจึงควรศึกษาข้อมูลเพื่อเลือกกีฬาที่เหมาะกับสภาพร่างกายแทนที่จะตามเทรนด์ ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพระยะยาว การออกกำลังกายที่เหมาะสมนั้นสามารถผสมผสานได้หลายประเภทขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้เล่นเป็นหลัก อาทิ สมรรถภาพกล้ามเนื้อ มวลกระดูก อายุ ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และการนอนหลับพักผ่อน

“ไม่มีใครรู้ได้ว่า เราควรจะต้องออกกำลังแบบไหน เพราะไม่มีใครรู้จักร่างกายของเราได้ดีกว่าตัวเราเอง วิธีง่ายๆ คือ การหมั่นสำรวจตัวเอง หรือหาอุปกรณ์เข้ามาเป็นตัวช่วยชี้วัด เพื่อช่วยเก็บข้อมูลสุขภาพและผลักดันให้เราสนใจสุขภาพร่างกายเรามากขึ้น” เทรนเนอร์ ญ.หญิง ทิ้งท้าย

เทคนิคการสร้างแรงจูงใจเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573451

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

เทคนิคการสร้างแรงจูงใจเชิงรุก

เรื่อง วรธาร ภาพ เอเอฟพี

การดึงศักยภาพของบุคลากรในองค์กรออกมาใช้ให้มากที่สุดนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคลากร หลายองค์กรได้พยายามจัดสวัสดิการ ค่าจ้าง เงินจูงใจ โบนัส และสิทธิประโยชน์อีกมากมายเพื่อจูงใจให้คนดึงเอาศักยภาพออกมาใช้ให้เต็มที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสวัสดิการและผลตอบแทนที่จัดให้มักจูงใจได้เพียงช่วงแรกๆ เท่านั้น

ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียน และประธานที่ปรึกษา narongwits.com กล่าวว่า ศักยภาพของคนเปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่เป็นส่วนยอดที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำซึ่งมีส่วนน้อยเปรียบเสมือนศักยภาพที่คนนำออกมาใช้งานจริง ส่วนน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านั้นคือศักยภาพของคนที่ยังซ่อนอยู่ หรือยังไม่ถูกดึงขึ้นมาใช้งาน ดังนั้น การที่จะให้คนมีแรงจูงใจในการดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ให้มากที่สุดนั้น ขอแนะเทคนิคตัวอย่าง 3 ข้อ ในการนำไปปรับใช้

1.หลอกตัวเอง

หลายคนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง แต่มักไปไม่ถึงดวงดาว เพราะใจเราจะมีทั้งฝ่ายอธรรมและฝ่ายธรรมะ บางครั้งตั้งใจมากที่จะขยัน แต่ดูเหมือนจิตใจฝ่ายอธรรมจะคอยจ้องทำลายสิ่งที่เราตั้งใจอยู่เสมอ โดยหาเหตุต่างๆ มาอ้าง เช่น ตั้งใจจะตื่นเช้าเพื่อไปออกกำลังกาย ในช่วงแรกๆ จิตใจฝ่ายธรรมะอาจมีพลังแรง เพราะเราไปเห็นคนบางคนเป็นอัมพาตและหมอบอกให้ออกกำลังกายเยอะๆ เรากลัวเป็นอัมพาตเลยเริ่มออกกำลังกาย เมื่อออกไประยะหนึ่งจิตใจฝ่ายอธรรมเริ่มเกิดขึ้นแล้วบอกเราว่าวันนี้ไม่ว่างต้องไปทำธุระข้างนอก หรือวันนี้ฝนทำท่าจะตก หรือเมื่อคืนนอนดึกตื่นไม่ไหวของดออกกำลังกายหนึ่งวัน ในการทำงานก็เช่นกัน เราจำเป็นต้องสอนให้คนรู้จักการหลอกตัวเอง เพื่อหลอกให้คนดึงเอาศักยภาพออกมาใช้อย่างเต็มที่ เช่น เมื่อเจ้านายมอบหมายงานมาให้และบอกให้ทำให้เสร็จสัปดาห์หน้า เราลองหลอกตัวเองโดยการลบวันกำหนดเสร็จที่เจ้านายบอกมาออกจากใจ แล้วแทนที่ใหม่ด้วยวันที่เรากำหนดขึ้นมาเอง คืองานนี้จะต้องเสร็จภายในวันศุกร์นี้ แล้วบันทึกความทรงจำนี้ลงไปบ่อยๆ ให้ติดอยู่ในหัว ติดอยู่ในใจ และต้องเสริมเข้าไปอีกว่าถ้าไม่เสร็จภายในวันศุกร์นี้โดนเจ้านายเล่นงานแน่ๆ หรือคิดหลอกต่อไปอีกว่างานชิ้นนี้เป็นงานที่สำคัญมากเจ้านายต้องนำไปเสนอผู้ถือหุ้นบริษัท จะช้าไม่ได้ ผิดไม่ได้ ฯลฯ เราสามารถใส่เงื่อนไขต่างๆ หลอกตัวเองได้เต็มที่เพื่อให้หาทางดึงเอาศักยภาพในด้านต่างๆ ออกมาใช้ เช่น ศักยภาพในการบริหารเวลา ศักยภาพในการวางแผน ศักยภาพในการตรวจสอบความละเอียดของงาน เป็นต้น

2.แรงจูงใจภายในแบบแยกส่วน

องค์กรต่างๆ ลองเปลี่ยนวิธีการจากการจูงใจด้วยสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอก มาเป็นการกระตุ้นคนโดยใช้แรงจูงใจภายในของเขาเอง จะเห็นว่าคนบางคนทำงานเพราะเงิน บางคนทำงานเพราะอยากได้เกียรติยศชื่อเสียง บางคนต้องการก้าวไปสู่ความสำเร็จในชีวิต บางคนทำงานเพราะรักงาน แต่ในความเป็นจริงเรามักจะจูงใจคนด้วยสิ่งจูงใจที่เหมือนๆ กัน เช่น ทุกคนมีโบนัส มีสวัสดิการ มีเงินจูงใจที่เหมือนๆ กัน การจูงใจคนก็ไม่แตกต่างอะไรไปกับการจูงใจของนักแสดงละครสัตว์ที่เวลาแสดงกับปลาโลมา สิงโตทะเล เขาใช้ปลาเป็นแรงจูงใจ เวลาแสดงกับลิงก็ใช้กล้วย เวลาแสดงกับช้างก็ใช้อ้อยและกล้วย ถ้าเขาแสดงกับสัตว์ชนิดไหนแล้วใช้แบงก์ห้าร้อยไปล่อ เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีสัตว์ตัวใดจะออกมาแสดงด้วยแน่

3.แรงจูงใจชี้นำ

คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีแรงจูงใจเพราะเขายังไม่รู้เลยว่าในชีวิตนี้ตัวเองต้องการอะไร จูงเท่าไรเขาก็ไม่ไป ขออยู่ที่เดิมดีกว่า ทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกษียณอายุ ขอทำงานไปพอเอาตัวรอดไปวันๆ ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต แต่อีกส่วนหนึ่ง คือ มีเป้าหมายในชีวิตว่าขออยู่แบบนี้ ไม่ต้องก้าวหน้าอะไรมาก

“ผมขอแนะนำให้แต่ละองค์กรลองสร้างแรงจูงใจชี้นำให้กับบุคคลทั้งสองกลุ่ม โดยการชี้นำเป้าหมายชีวิตของคนในองค์กรเชิงรุก เช่น การเชิญคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังเป็นระยะๆ เพื่อให้คนเกิดแรงจูงใจ การนำข่าวสารที่เกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จมาติดประกาศเป็นประจำ การส่งพนักงานไปดูงานนอกสถานที่เกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ส่งไปดูงานเฉพาะ 5 ส ความปลอดภัย ISO ส่งไปเติมไฟในชีวิตเขาบ้าง อย่าลงทุนเฉพาะสิ่งที่องค์กรเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเองเพียงอย่างเดียว ผมขอให้ดูศักยภาพของคนที่ได้ทุนบริษัทไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เวลาเขากลับมาส่วนมากจะพกแรงจูงใจกลับมาด้วย แต่เวลาส่งพนักงานไปอบรมในหัวข้อที่บริษัทต้องการมักจะพกเพียงเอกสารประกอบการสัมมนากลับมาเท่านั้น แรงจูงใจก่อนไปอาจมีมากแต่พอกลับมาเหลือนิดเดียวเพราะเบื่อสิ่งที่บริษัทยัดเยียดให้”

สิ่งที่ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาจะบริหารคนเก่งๆ ให้ทำงานกับองค์กรได้คือการบริหารแรงจูงใจของคน โดยเฉพาะการบริหารแรงจูงใจเชิงรุกดังตัวอย่างดังที่ได้กล่าวมาแล้ว องค์กรใดหรือผู้บริหารคนใดสามารถบริหารใจของคนเก่งกว่ากัน นั่นคือผู้ชนะทั้งการแข่งขันทางธุรกิจและจิตใจ

“การสร้างแรงจูงใจเชิงรุก หมายถึง วิธีการใดๆ ก็ได้ที่สามารถดึงเอาศักยภาพของคนที่ยังมีเหลืออยู่อีกมากออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวพนักงานเองและต่อองค์กรมากที่สุด บางครั้งอาจต้องสร้างสถานการณ์หลอกให้เขาเกิดแรงจูงใจขึ้นมา แรงจูงใจของคนจะเกิดได้ทั้งสิ่งเร้าที่เป็นบวกและเป็นลบ เช่น บางคนขยันทำงานเพราะต้องการก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ บางคนขยันทำงานมากขึ้นเพราะกลัวตกงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทต่างๆ มีการลดกำลังคน และเลิกจ้างให้เห็นอยู่ทุกวัน” ณรงค์วิทย์ กล่าว

สาริศา มั่นช้อย มุ่งมั่นในเส้นทางสายดนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573455

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

สาริศา มั่นช้อย มุ่งมั่นในเส้นทางสายดนตรี

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร ภาพ  อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

วัยทีนสาวน้อยหน้าใสวัย 13 ปี ที่กำลังเรียนเกรด 7 ที่โรงเรียน The American bangna school of Bangkok น้องข้าวปั้น-ด.ญ.สาริศา มั่นช้อย ผู้รักการร้องเพลงและการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ จนสามารถชนะอันดับ 1 ในการประกวดร้องเพลงของรายการ Your Star ทางช่อง 3 จากผู้เข้าประกวดทั่วประเทศทั้งหมด 1,000 คน คัดเหลือ 125 คน และคัดผู้เข้ารอบเหลือ 20 คน ซึ่งการเข้ารอบสุดท้ายต้องสัมภาษณ์พ่อแม่เพื่อดูทัศนคติที่มีต่อการประกวดของลูก และเข้ารอบสุดท้าย 4 คน และน้องข้าวปั้นก็คว้ารางวัลชนะเลิศได้ในที่สุด โดยเธอเป็นผู้ชนะเลิศการประกวดปีแรก แต่ตอนที่ในหลวง ร.9 สวรรคตเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รายการเลยหยุดประกวด ปีหน้าจึงจะกลับมาประกวดอีกครั้ง

หลังจากได้ที่ 1 จากการประกวดในครั้งนี้ ทางผู้จัดการประกวด คือ บริษัท เวิลด์ สตาร์ อาคาเดมี่ ได้ไปจับมือกับค่ายเพลง AVEX ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่ายเพลงอันดับ 2 ของโลก ที่มีศิลปินดังอย่างวงทริปเปอร์ A, X เจแปน, อีเกิร์ล แล้วก็ทำการ์ตูนญี่ปุ่นอีกด้วย

หลังจากมีการร่วมมือกันเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทางค่าย AVEX ก็ได้มาทำการออดิชั่นน้องข้าวปั้นและเพื่อนที่เข้าประกวดด้วยกันอีก 2 คน คัดตัวเพื่อให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเตรียมคัดเลือกให้ไปเป็นศิลปินฝึกหัดกับทางค่ายนี้ เพื่อวางตัวจะออกผลงานเพลงร่วมกัน โดยน้องข้าวปั้นผ่านออดิชั่นรอบแรก และทางค่ายที่ญี่ปุ่นเตรียมเรียกให้ไปออดิชั่นรอบ 2 อีก 10 วัน และจะประกาศผลสิ้นปีนี้ว่าผ่านการคัดเลือกเพื่อเป็นศิลปินในค่ายนี้หรือไม่

ถ้าผ่านก็จะได้ไปเรียนร้องเพลงและทำงานกับค่าย AVEX ที่ประเทศญี่ปุ่น และถือว่าเป็นโครงการแรกที่ค่ายนี้ร่วมมือกับประเทศไทยออกศิลปินไทยในนาม AVEX แต่ถ้าไม่ผ่านการออดิชั่นและไม่ได้ออกผลงานร่วมกับ AVEX ทางค่ายเวิลด์ สตาร์ อาคาเดมี่ ก็จะสร้างผลงานเพลงให้เอง โดยทำเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ป เพราะไม่ต้องการสานต่อความฝันของเด็กๆ ให้เป็นความจริงขึ้นมา

แม้วัยจะเพียงแค่ 13 ปี แต่น้องข้าวปั้นก็ทุ่มเทอย่างหนัก กว่าจะมาถึง ณ จุดนี้ก็ไม่ได้ง่าย ต้องทุ่มเทเวลาและความตั้งใจอย่างหนักหน่วงเพื่อให้มายืนอยู่ตรงนี้ได้ เธอเล่าว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่ 3 ขวบ พออายุ 7 ขวบ ก็ไปขอร้องคุณพ่อคุณแม่ให้ส่งไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมที่สตาร์เมกเกอร์ แต่ตอนนั้นคุณแม่ยังไม่ส่งไปเรียน เพราะไม่แน่ใจว่าชอบจริงหรือเปล่า เกรงว่าเรียนไม่กี่วันเบื่อแล้วเลิกเสียดายเงินค่าเรียน

ในที่สุดคุณแม่ก็ทนรบเร้าไม่ไหว เพราะน้องข้าวปั้นตั้งใจจริงจัง จึงยอมส่งไปเรียนกับครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต เรียนได้เพียง 2 ปีกว่าพัฒนาการด้านการร้องเพลงของน้องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร้องดีไม่ผิดไม่เพี้ยน พลังเสียงดี และเริ่มไปประกวดร้องเพลงเวทีเล็กๆ บ้าง จนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ ที่โรงเรียนชวนมาประกวดร้องเพลงที่ช่อง 3 ซึ่งถือว่าเป็นเวทีใหญ่ที่สุดที่ข้าวปั้นเคยประกวดมา และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ในที่สุด

“ตอนแรกคิดว่าไม่ได้แล้ว ตอนคัดเลือกรอบ 20 คน ประกาศรายชื่อถึงคนที่ 17-18 แล้วก็ยังไม่มีชื่อ หนูถูกประกาศชื่อคนที่ 19 พอดีเลย ครูแพมที่เป็นกรรมการบอกว่าหนูเป็นม้านอกสายตา ด้วยเหตุผลว่าน้องร้องเพลงดี เสียงเพราะ แต่หนูไม่มีอินเนอร์เลย ไม่มีอารมณ์ร่วมในเพลง ไม่มีพลังทีท่ามาจากข้างใน แล้วคนที่เข้ารอบมาพร้อมกันนั้น เก่งๆ ทั้งนั้นเลย พอเข้ารอบแล้วหนูต้องไปเรียนเพิ่มเพื่อให้มีอินเนอร์มาจากภายใน”

หลังจากเรียนด้านแอ็กติ้งเพิ่มเติม พัฒนาการในการร้องเพลงเพื่อสื่อทางสีหน้า ท่าทาง แววตา ก็ดีขึ้นมาก จากเด็กหน้าจืด หน้านิ่ง หน้าเครียด เวลาร้องเพลงเพราะตั้งใจมากเกินไป ก็กลายเป็นเด็กมีอินเนอร์ขึ้นมาดูผ่อนคลาย มีความสุขในการร้องเพลงและแสดงออก

เธอเล่าว่าตอนเข้ารอบสุดท้ายเธอร้องเพลง Let it Go เพลงประกอบการ์ตูนเรื่อง Frozen คนฟังอึ้งกันทั้งสตูดิโอ แล้วน้องก็ร้องดีขึ้นเรื่อยๆ และร้องเพลงได้เกือบทุกแนว ทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุง ป๊อป ร็อก อาร์แอนด์บี เพลงการ์ตูนญี่ปุ่น ส่วนเพลงที่เธอชอบที่สุดในตอนนี้และร้องได้ดีคือเพลง Love on top ของบียอนเซ่ เป็นเพลงเสียงสูงยาวถึง 5 นาที และเป็นเพลงยาก ทั้งยังต้องเต้นไปด้วย นับว่าเป็นเพลงที่ดูดพลังมากๆ

ทุกวันนี้น้องข้าวปั้นต้องเรียนร้องเพลงและเต้นสลับกันไปทุกวันตลอดสัปดาห์ คือหลังเลิกเรียนประจำวันตั้งแต่ 16.00-21.00 น.ของทุกวัน เธอจะต้องไปเรียนเต้นและร้องเพลงที่เวิลด์ สตาร์ อาคาเดมี่ ซึ่งน้องบอกว่าสนุก ไม่เหนื่อยเลย เพราะเป็นความสุขของเธอ ไม่รู้สึกว่าหนักหรือเครียด

“หนูอยากเป็นนักร้องจริงๆ หนูตั้งใจมาก ไม่เคยบ่นเบื่อ มีความสุขที่ได้ไปเรียนทุกวัน เรียนแบบนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว หนูอยากเป็นนักร้องที่ทุกคนรู้จักอย่าง อารีนา แกรนเด ชาวอเมริกัน หนูฝันอยากเป็นนักร้องระดับโลก แต่ถ้าหนูไม่ได้เป็นนักร้องดังอย่างที่ตั้งใจไว้ โตขึ้นหนูจะไปเป็นครูสอนร้องเพลง คืออย่างไรก็ตามหนูจะทำงานสายดนตรีอย่างแน่นอน เพราะเป็นสิ่งที่หนูชอบที่สุด นึกไม่ออกว่าหนูจะไปทำอะไรอื่นนอกจากนี้แล้วหนูไม่ได้ทำเล่นๆ ในเส้นทางนี้” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

เธอบอกว่าความชอบในการร้องเพลงนั้นน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ของเธอที่ชอบร้องเพลง ตอนเด็กๆ คุณแม่จะร้องเพลงกล่อมและร้องเพลงให้เธอฟังก่อนนอนเสมอ ถ้าไม่ร้องเพลงกล่อมคุณแม่ก็จะเล่านิทานให้ฟังตั้งแต่เธอยังเล็กๆ จนตอนนี้คุณแม่ก็จะเปิดเพลงให้ฟังตลอดเวลาอยู่บ้านหรืออยู่ในรถ

“คุณแม่เล่าว่าตอนหนูอยู่ในท้องคุณแม่จะร้องเพลงให้ฟังตลอด เวลาที่ลูกดิ้นๆ ในท้องเวลาร้องเพลงลูกจะหยุดดิ้นสงบลงได้ แม่เลยชอบร้องเพลงให้ลูกฟัง เพราะอยากให้ลูกอารมณ์ดีและมีความสุข แล้วเวลาที่คุณแม่เขาร้องเพลงเขาก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย เพราะเหตุนี้หนูเลยชอบฟังเพลง ชอบร้องเพลง เพราะฟังมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนชิน” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เซนเซแนะสมการความสำเร็จ เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573356

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

เซนเซแนะสมการความสำเร็จ เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล

โดย กาญจนา

หนังสือแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตเรื่อง เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล เป็นการถ่ายทอดเรื่องเล่าจากประสบการณ์การทำงานกับชาวญี่ปุ่นของ เซนเซเล็ก-ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ และเซนเซแป๊ะ-วิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ จากประสบการณ์การทำงานจากการอบรมสัมมนา รวมถึงเรื่องเล่าจากทั่วโลก และทิ้งท้ายด้วยเทคนิคประเภทฮาวทูที่เซนเซทั้งสองได้ตกผลึกจนเป็นคู่มือพัฒนาศักยภาพคนไทย

เซนเซแป๊ะ อดีตพนักงานบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นตัวแทนเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ว่า เขาและเซนเซเล็กร่วมกันทำเพจ เฟซบุ๊ก Leanovative Thinking By Sensei Lek & Sensei Pae เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ผลิตเนื้อหากว่า 200 บทความ และได้คัดเลือกบทความที่มียอดแชร์มากที่สุด 30 ชิ้นมาเรียบเรียงและร้อยเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้

“ผมชอบเรียกตัวเองว่า เซนเซ ซึ่งแปลว่า คุณครู เพราะผมทำงานในองค์กรระดับโลกของญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ได้ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น ไปซึมซับวัฒนธรรมของเขาทำให้ได้ความรู้หลายอย่าง และมีเจ้านายเป็นคนญี่ปุ่นมาตลอด จึงได้เรียนรู้วิธีคิดที่ดีของเขามาใช้และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหมวกของผมในบริษัทคือ วิศวกร แต่เราสองคนโชคดีเนื่องจากพอทำงานได้ สามารถแบ่งปันความรู้ได้ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นเทรนเนอร์หรือคุณครูในบริษัทด้วย”

เขาเชื่อว่า ถ้าเขานำแนวคิดการทำงานของคนญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันแล้วดี ฉะนั้นถ้าคนไทยที่เป็นคนเก่งแต่ยังไม่มีโอกาสได้รับข้อมูลหรือชุดความรู้เหล่านี้ก็จะได้รับมุมมองในการทำงานและการใช้ชีวิตใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันเซนเซแป๊ะเป็นนักเขียนและวิทยากรเกี่ยวกับหลักสูตรการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

“ถ้าเราลองนึกดีๆ ตั้งแต่เล็กจนโต คนไทยโตมากับความเป็นญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับญี่ปุ่นสูงมาก เพราะเราดูการ์ตูนของเขา เราฟังเพลงของเขา และคนไทยกับคนญี่ปุ่นก็มีวิธีคิดคล้ายๆ กันคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนอื่น เพราะฉะนั้นแนวคิดของคนญี่ปุ่นจึงนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้ไม่ยาก สรุปว่าผมแทบไม่ต้องปรับแนวคิดที่ได้รับจากคนญี่ปุ่นเลยก็สามารถเข้าใจได้”

เซนเซแป๊ะกล่าวด้วยว่า ทั้ง 30 บทความในหนังสือเล่มนี้จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ถ้าไม่ลงมือทำทุกวัน และผู้เขียนทั้งสองมั่นใจว่า สมการเล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล สามารถใช้ได้จริงและทำให้ประสบความสำเร็จได้แน่นอน

“นอกจากภาษาที่เรานำมาปรับให้เหมาะกับหนังสือแล้ว เรายังได้เติมฮาวทูเข้าไปตอนท้ายของแต่ละบทความ เมื่ออ่านจบคุณจะได้รับแรงบันดาลใจ แต่ถ้าคุณจะนำไปลองใช้ เราก็มีไกด์ไลน์ให้คร่าวๆ ว่าควรทำอย่างไรบ้าง”

ถามต่อว่า หากมีใครสักคนอ่านแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าหรือไม่ เซนเซแป๊ะตอบว่า สมการนี้ประกอบไปด้วยคำว่า เล็กน้อย กับ สม่ำเสมอ จึงเป็นไปได้ว่า เหตุที่ยังไม่ได้ผลลัพธ์มหาศาลอาจเป็นเพราะมีตัวแปรหนึ่งไม่สมดุล

“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเทกับการทำอะไรบางอย่าง แต่ทำๆ หยุดๆ แสดงว่าสัดส่วนที่ผมทำมันมากแต่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งผมคิดว่า สมการนี้ต้องมีการพัฒนาดีขึ้นเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถ้าเราดีขึ้นทุกวันแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นไปได้ว่า เราต้องพยายามต่อเนื่องให้มากกว่านี้ เพราะความต่อเนื่องมีผลต่อความสำเร็จ” เซนเซแป๊ะกล่าวเพิ่มเติม

“สำหรับสมการนี้เชื่อว่า เราสองคนเป็นคนคิดขึ้นมา แต่ที่มาที่ไปมาจากสองอย่างที่เชื่อมโยงกันพอดี นั่นคือ ผมไปเจอสมการหนึ่งของคนญี่ปุ่นเขียนว่า 1.01 ยกกำลัง 365 เท่ากับ 37.8 ผมเองเป็นวิศวกรชอบคำนวณจึงสนใจตัวเลขนี้มาก เพราะ 1 ยกกำลังอะไรก็ตามจะได้ 1 เสมอ นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยในแต่ละวัน เราก็ยังได้ 1 เหมือนเดิมซึ่งไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ถ้าเราทำทุกวันให้ดีขึ้นแค่วันละ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำต่อเนื่อง 365 วัน เราจะดีขึ้น 37.8 เท่าในทันที ซึ่งผมนำมาเชื่อมโยงกับอีกหลักการของบริษัทญี่ปุ่นที่เรียกว่า ไคเซ็น เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมมาเชื่อมโยงว่า ส่วนใหญ่แล้วอะไรก็ตามที่ประสบความสำเร็จเกิดมาจากการลงมือทำเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำทุกวัน จนกลายเป็นที่มาของสมการนี้”

ความตั้งใจของผู้เขียนคือ ต้องการเปลี่ยนประเทศด้วยความรู้ ซึ่งปัจจุบันเซนเซทั้งสองท่านได้เขียนหนังสือที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน และเป็นส่วนหนึ่งในการประสบความสำเร็จ “จากความเชื่อเล็กๆ ของเราที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจากความรู้ที่มี ตอนนี้มีคนได้รับความรู้นั้นกว้างขึ้นผ่านเพจ ผ่านการบรรยาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านหนังสือเล่มนี้” เซนเซแป๊ะกล่าวทิ้งท้าย

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้เปลี่ยนเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไกลเกินเอื้อม แต่จะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือนำพาองค์กรไปสู่ความยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กน้อยให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนสิ่งที่ทำประจำให้ได้มาตรฐาน เปลี่ยนวิธีคิดที่ยากไปสู่การลงมือทำที่ง่าย เพื่อเป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

‘ความงามและความน่าเกลียด’ สุนทรียศิลป์แห่ง ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573348

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:08 น.

‘ความงามและความน่าเกลียด’ สุนทรียศิลป์แห่ง ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

โดย พริบพันดาว

ความงามทางศิลปะมีหลายรูปแบบและหลายหลากสกุลศิลป์สุนทรียรสการได้เสพงานศิลป์ที่แปลกตาและมีสไตล์เฉพาะตัวจึงเป็นความรื่นรมย์อย่างน่าชื่นใจ

ได้มีโอกาสไปละเลียดงานศิลป์ในนิทรรศการศิลปะ “ความงามและความน่าเกลียด : สุนทรียศิลป์แห่งมารศี” (Beauty and Ugliness : Aesthetic of Marsi) ของ ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร จิตรกรหญิงชาวไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ

สุนทรียศาสตร์จากผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์อันทรงคุณค่ากว่า 40 ชิ้น รวมถึงของใช้ส่วนพระองค์ กว่า 100 ชิ้นที่สร้างแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ผู้สร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางของศิลปะแบบเซอร์เรียลิสม์-แฟนตาสติก (Surrealism – Fantastic Art)

หากมาดูตามความหมายของศิลปะแนวแฟนตาสติก หรืออัศจรรย์ หรืออัศจรรย์ศิลป์ (Fantastic Art) ขอบข่ายของศิลปะนี้ได้มีขบวนการศิลปินไซ-ไฟ/แฟนตาซีที่ครอบคลุมงานประเภทศิลปินภาพประกอบศิลปะและหนังสือคอมมิค (Comic)

ศิลปะอัศจรรย์เดิมจำกัดอยู่เฉพาะแต่งานจิตรกรรมและภาพประกอบ แต่ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ก็ขยายไปรวมภาพถ่าย ศิลปะอัศจรรย์มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับแฟนตาซี แฟนตาซีเชิงวิทยาศาสตร์ จินตนาการ และภาวะกึ่งฝัน มโนทัศน์อันเหนือจริง รวมทั้งศิลปะเชิงกอธิก

การที่ศิลปะอัศจรรย์มีที่มาจากประเภทของงานศิลปะแบบสัญลักษณ์นิยมของสมัยวิกตอเรียทำให้ครอบคลุมหัวข้อที่คล้ายคลึงกันที่รวมทั้งเทพวิทยา รหัสญาณ (Occultism) และรหัสยลัทธิ (Mysticism) หรือตำนานและตำนานพื้นบ้าน และจะแสวงหาคุณค่าของคุณสมบัติภายในธรรมชาติของวิญญาณและจิตวิญญาณ

ในฝรั่งเศสเรียกศิลปะในกลุ่มนี้ว่า “ศิลปะแฟนตาสติค” (Fantastique) ในภาษาอังกฤษบางครั้งก็จะเรียกว่า “ศิลปะมโนทัศน์” (Visionary Art) หรือ “ศิลปะวิลักษณ์” (Grotesque Art) หรือ “ศิลปะแมนเนอริสม์” ศิลปะอัศจรรย์มีความสัมพันธ์อย่างเกี่ยวดองกับวรรณกรรมแฟนตาซี นี่คือรากฐานที่มีของศิลปะแนวแฟนตาสติก

ส่วนศิลปะแนวเซอร์เรียลิสม์ หรือแนวเหนือจริง (Surrealism) ซึ่งมีมาตั้งแต่ในปี 1917 มีความมุ่งหมายเพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีพื้นฐานจากลัทธิ ดาดา (DaDaism)

ศิลปะเหนือจริง มีจุดหมายอยู่ที่การคลี่คลายสภาพอันขัดแย้งระหว่างระยะห่างของความฝันและความเป็นจริง โดยถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น สร้างภาพซึ่งดูเหนือจริงหรือถึงขั้นหลอน หรือพัฒนาเทคนิคด้านภาพที่จะช่วยถ่ายทอดความฝันหรือจิตใต้สำนึกออกมา

งานของกลุ่มนี้จึงมักเกี่ยวข้องกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ที่ว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตไร้สำนึก ซึ่งฝังความอยากอันมิได้ขัดเกลาเอาไว้ จนทำให้รู้สึกว่าความป่าเถื่อนยังมิได้หายไปจากมนุษย์ หากแต่หลบอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มีการพัฒนาทั้งในด้านเทคนิคและกรรมวิธีต่างๆ ที่สามารถแสดงสิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึกที่ถูกเก็บกดไว้ ต้องการแสวงหรือบรรลุถึงความจริงสูงสุดอันเกิดจากการผสานรวมของความฝันกับความจริงแห่งโลกภายนอก

กล่าวคือ ต้องการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดภายในออกมาอย่างเสรีในทุกรูปแบบ โดยปราศจากการควบคุมใดๆ ทั้งสิ้น

การสร้างงานจึงเป็นเหมือนการสำรวจสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวมนุษย์ เช่น การละเมอขณะหลับ การสร้างวิมานในอากาศขณะที่ไม่ได้หลับ การเพ้อ การสะสมภาพต่างๆ ไว้ในส่วนลึกของจิตใจกลายเป็นความทรงจำและความคิด เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นภาพไร้สำนึกเบื้องลึกให้ไหลตรงเข้าไปสู่ความสำนึก แล้วเปลี่ยนความฝันเหล่านั้นให้มีเหตุและผลของความจริง ภาพที่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกจะเต็มไปด้วยสิ่งพิศดาร มหัศจรรย์ ลึกลับ ปราศจากเหตุและผล รวมถึงการใช้วิจารณญาณด้านศีลธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในการแสดงออกของงานจิตรกรรม

ชิ้นงานทั้งหมดของการผสมผสานศิลปะทั้งสองแขนงคือ แฟนตาสติก กับเซอร์เรียลิสม์ ของ ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ถูกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ผศ.ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง คัดสรรผลงานจิตรกรรมกว่า 40 ชิ้น ตลอดจนภาพลายเส้น วัตถุสิ่งของ หนังสือ รวมถึงอุปกรณ์ศิลปะ และภาพยนตร์สารคดีส่วนพระองค์ ฯลฯ

การทำงานของ ผศ.ดร.ศุภชัย เริ่มต้นจากการศึกษาผลงานจิตรกรรมของท่านหญิงมารศีฯ ตั้งแต่ชิ้นแรกจนชิ้นสุดท้ายตามลำดับเวลา เพื่อให้ผลงานบอกเล่าถึงสิ่งที่ศิลปินต้องการถ่ายทอด จากนั้นจึงตีความเพื่อให้ได้คำจัดกัดความ 4 คำ ได้แก่ ความงาม (Beauty) ความน่าเกลียด (Ugliness) เส้นทางการทำงานศิลปะของ ม.จ.มารศีฯ (Chronology of Marsi and Art History และสัจจะ (Truth) ภายใต้คำว่า สุนทรียศาสตร์ ซึ่งเป็นโจทย์หลักก่อนจะต่อยอดไปสู่ขั้นตอนและวิธีการจัดแสดง

นิทรรศการชุดนี้ จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการ 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-18.30 น. (ยกเว้นวันจันทร์-วันอังคาร) นิทรรศการเปิดให้เข้าชมฟรี (มีค่าบำรุงพิพิธภัณฑ์ 30 บาท) สอบถามโทร.02-281-2224

พรรณษร ปฐมาภินันท์ นางฟ้าพาปั่นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573346

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

พรรณษร ปฐมาภินันท์ นางฟ้าพาปั่นท่องเที่ยว

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

สาวๆ ชื่นชอบการปั่นจักรยานท่องเที่ยว วิ่ง ถ้าได้เป็นเฟรนด์เฟซบุ๊กกับ “เอ๋กลอรี่ พรรณษร” หรืออินสตาแกรม “aehglory” เป็นต้องประทับใจสาวสวยสายสปอร์ตเกิร์ล “เอ๋” พรรณษร ปฐมาภินันท์ ที่นำเสนอเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวภาคกลาง 4 จังหวัด ในภาพยนตร์สั้น “Drive to Ride นางฟ้าพาปั่น” มีกลุ่มนักปั่นสาวสวย Team Angel พาแนะนำท่องเที่ยว และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนเริ่มออกกำลังกาย

พรรณษร ชอบเล่นกีฬา ชอบออกกำลังกายตั้งแต่เด็กๆ การเลือกใช้ชีวิตใน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ได้อยู่กับอากาศดีมากๆ ธรรมชาติร่มรื่น รถน้อย ถนนปลอดภัย ก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจ ลงสนามสร้างสถิติใหม่ตลอดเวลา

“เอ๋ถือเป็นนักกีฬามือสมัครเล่นค่ะ จุดมุ่งหมายการลงสนามไม่ใช่การแข่งขันกับใคร แต่เพื่อเอาชนะใจตัวเอง และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในแต่ละสนามได้มิตรภาพ และรอยยิ้มกลับมาทุกครั้ง มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่เอ๋บอกเล่าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับหลายๆ คนที่อยากออกกำลังกาย และเอาชนะตัวเองด้วยค่ะ

สวนผึ้งมีธรรมชาติที่เป็นใจในการออกกำลังกาย เส้นทางจักรยานที่เอ๋รีวิวไว้ 6 เส้นทาง มีการทำแผนที่โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนักปั่น นักวิ่ง และนักท่องเที่ยว ดูรีวิวเส้นทางได้ในเฟซบุ๊กของเอ๋ค่ะ และในอนาคตอันใกล้นี้ อ.สวนผึ้ง จะมีเส้นทางที่เป็นถนนให้ปั่น ให้วิ่งที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นเส้นทางเฉพาะสำหรับปั่นและวิ่งเลยค่ะ ติดตามนะคะ”

ทำหน้าที่ได้ดีขนาดนี้ ล่าสุด พรรณษร ได้รับเชิญร่วมงาน Cycling Shimanami 2018 ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะตัวแทนนักกีฬาไทย เพื่อทำการทดสอบเส้นทาง และรีวิวเส้นทางปั่นเกาะชิโกกุ

“เส้นทางปั่นข้ามเกาะจากจังหวัดเอฮิเมะ ไปยังจังหวัดฮิโรชิมา 70 กม. ปั่นข้ามสะพาน และบนโทลเวย์ เป็นงานยิ่งใหญ่จัดได้สุดยอดมากค่ะ อากาศเย็นกำลังดี เส้นทางสวยติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก ซึ่งนักปั่นอยากไปเยือนมากที่สุด เป็นเกียรติค่ะ ที่การท่องเที่ยวจังหวัดเอฮิเมะ เชิญเอ๋ไปปั่นที่นี่ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเชิญไปปั่นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และครั้งนี้นอกจากได้ปั่นแล้ว ได้เสื้อปั่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ให้เฉพาะตัวแทนจากประเทศต่างๆ เสื้อสวยดีใจมากค่ะ

เอ๋เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ไม่เคยกดดันตัวเอง ให้รู้สึกว่าเครียดกับการออกกำลังกาย วิ่ง และปั่นอย่างมีความสุข ใช้การบาลานซ์ทั้งออกกำลังกาย กินอาหารให้พอดี ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป สถิติวิ่ง เอ๋ค่อยๆ วิ่งค่ะ ก็จะถือว่ากลางๆ เพราะเริ่มวิ่งเบาๆ ที่เพช7-8 แต่ถ้าไปงานวิ่ง มีเพื่อนวิ่งก็จะมีผลทำให้วิ่งเร็วขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้มีเพื่อนพาวิ่งที่งานวิ่งอัสสัมบางรัก วิ่งในกรุงเทพฯ ครั้งแรกเพช 6 ในระยะ 11 กม. สถิติดีสุดตั้งแต่วิ่งมาเลยค่ะ

ส่วนสถิติปั่นผ่านมาหลายสนาม มีทั้งปั่นสนุกๆ และลงปั่นในทีมไตรกีฬากับเพื่อนสาวๆ เอ๋เป็นคนปั่นให้ทีม ดีใจมากปั่นชนะคู่แข่งอีกทีมได้ และผลรวมแบบทีมไตรกรีฬาผู้หญิงล้วน ได้ที่ 2 ค่ะ หลังจากนั้นเกิดอุบัติเหตุ จึงหันมาปั่นเพื่อสุขภาพ และเพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก

เอ๋มีตารางการฝึกซ้อม วิ่งตอนเช้ารอบๆ บ้านที่เป็นทางเนิน สลับกับทางเทรล 5 กม.เกือบทุกเช้า และตอนเย็น ถ้ามีเวลาพอ ก็จะออกไปปั่นถนนกับเพื่อนๆ ในสวนผึ้ง แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็จะปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์ที่บ้านพร้อมดูซีรี่ส์ไปด้วยค่ะ ครั้งละ 2 ชั่วโมง และมีการยืดเส้นเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออีกนิดหน่อย ฝึกแบบนี้วนๆ ไป ช่วยให้หัวใจเราแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้น ทำให้ทั้งวิ่ง และปั่นดีขึ้นไปด้วยค่ะ

ไตรกีฬาแบบเดี่ยวคือฝันต่อไป เป้าหมายการลงสนาม ณ วันนี้ ชนะใจตัวเอง ได้เพื่อน ได้มิตรภาพดีๆ กลับมาเช่นเดิมค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มันคือความประทับใจสนามไตรกีฬา จ.ภูเก็ต มิตรภาพเกิดขึ้นได้แม้เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เอ๋ปั่นจักรยานเข้ามาในทรานซิสชั่น เพื่อส่งต่อชิปจับเวลาให้นักวิ่งในทีม อากาศร้อนมากและเอ๋ปั่นมา 90 กม.

‘พี่ผึ้ง’ นักว่ายน้ำของทีมอื่นวิ่งเอาน้ำและเอาผ้าเย็นมาโปะให้ มันเป็นน้ำใจและการช่วยเหลือกัน เอ๋ยังซึ้งใจและจำได้ดีถึงวันนี้เลยค่ะ”

วนิดา ดำรงค์ไชย กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573342

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

วนิดา ดำรงค์ไชย กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ต้องยอมรับว่าโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 6 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนโดยมีแกนนำสำคัญอย่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผนึกกำลังขับเคลื่อนรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการแก้ปัญหา “หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน” ทั้งมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น “ต้นแบบ” ในการจัดการดิน น้ำ ป่า ให้เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ

เมื่อเดินทางย้อนกลับไปยัง “หลุมขนมครกแห่งแรกของโครงการฯ” ที่ศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี กำนันแหนบทองคำ กำนันไก่-วนิดา ดำรงค์ไชย ผู้อุทิศตัวทำงานตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเธอมั่นใจว่านี่คือความสุขและทางรอดของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง จากหลุมขี้แกลบ 5 ไร่ กลายมาเป็น หลุมขนมครกหลุมแรกของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่พลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน จนต่อยอดเป็นตลาดน้ำลาวเวียง กำนันไก่-วนิดา ดำรงค์ไชย กำนันแหนบทองคำ ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

การอุทิศตนทำงานเพื่อประชาชน

กำนันไก่ จบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม พื้นเพเป็นคน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท แต่งงานย้ายมาอยู่ที่ ต.ม่วงงาม ได้ 15 ปพอปี 2554 กำนันคนเก่าหมดวาระลง ด้วยความรู้สึกอยากพัฒนาถิ่นฐานที่อยู่ จึงก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้

“ตอนนั้นเราเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ก็คิดว่าตัวเองพร้อมและพอมีต้นทุนอยู่บ้าง น่าจะพัฒนาบ้านเราได้ เลยอาสามาเป็นผู้นำ มาปีแรกปี 2554 เจอน้ำท่วมใหญ่เลย ตอนนั้นยังไม่รู้จะตั้งหลักยังไงช่วยลูกบ้านได้เท่าที่ทำได้ พอมาทำงานจริงๆ มีปัญหามากมาย ท่านนายอำเภอเสาไห้ตอนนั้นก็ให้กำลังใจและบอกเสมอว่าเราเป็นข้ารองพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทำงานถวายให้ดีที่สุด”

จากที่ทิ้งขี้แกลบสู่หลุมขนมครกหลุมแรก

กำนันไก่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ตั้งแต่ปีแรก พ.ศ. 2556 ด้วยการขุดหลุมขนมครกตาม โคก หนอง นา โมเดลในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่าที่เอาไว้ทิ้งขี้แกลบจากโรงสี พลิกฟื้นพื้นที่ตรงนั้นจนเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำเหลือแบ่งปันให้ชาวบ้านใช้ มีผลผลิตพืชผักนานาชนิดเก็บกินได้ตลอดทั้งปี

“ก่อนหน้านั้นเจอวิกฤตมาทุกรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง พอโครงการฯ มาปีแรก ก็ตัดสินใจเข้าร่วมทันที โดยใช้ที่ดินแปลงนี้ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นที่ช่วยเหลือเด็กติดยาเสพติดให้สามารถพึ่งตนเองและกลับไปมีชีวิตอยู่ในสังคม การเลือกแปลงนี้เพราะเวลาชาวบ้านระบายน้ำออกจากแปลงนาของตัวเองก็จะไหลผ่านที่นี่ลงสู่แม่น้ำ จึงยกให้ขุดหนองน้ำเลย เพื่อจะได้มีที่เก็บกักน้ำเอาไว้

ตอนที่โครงการฯ มาทำกิจกรรมปีแรก มีทั้งชาวบ้าน ผู้นำชุมชน คนมีใจ พนักงานจิตอาสาของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต รวมกำลังกันเป็นกองทัพมดหลายร้อยคนมาช่วยกันขุด ล่าสุดได้ขุดหนองเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำไว้อีก 2 ไร่ ให้มีน้ำมากยิ่งขึ้น พอเรามีหนองน้ำตรงนี้แล้ว ชาวบ้านเวลาต้องการใช้น้ำก็มาดึงน้ำขึ้นไปใช้ได้เลย ไม่ต้องรอฝนหรือน้ำจากชลประทาน ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมที่ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่”

ขยายผลสู่ตลาดน้ำแห่งวัฒนธรรม

จากนั้น เกิดการต่อยอดขยายผล ชาวบ้านหันมาพูดคุยปรึกษาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ได้ผลผลิตมากมายจนต้องหาตลาดรองรับ จึงเปิด “ตลาดน้ำลาวเวียง” ขึ้น

“เราเน้นถ่ายทอดหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ชาวบ้าน สอนชาวบ้านให้หัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อจะได้รู้ค่าใช้จ่ายของตัวเอง แรกๆ ชาวบ้านอิดออดไม่กล้าทำ เพราะยอมรับตัวเองไม่ได้ที่มีแต่รายจ่าย มีแต่หนี้สิน มีรายได้เฉพาะการขายข้าวปีละ 2 ครั้ง ไม่มีรายรับรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนเลย ก็เริ่มหันมาปลูกผักปลอดสาร ปลูกกล้วยกันมากขึ้น เริ่มหัดทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้เองเพื่อลดรายจ่าย

พอพืชผัก กล้วย มีมากจนเกินกำลังบริโภคในครัวเรือน ก็ร่วมมือกับชุมชนที่ติดแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีวัฒนธรรมลาวเวียง เป็นคนลาวจากเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้น และมีโบราณสถาน เจดีย์ธรรมจินดาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีโรงเรียนอยู่ที่นั่นจึงเกิดเป็นความร่วมมือกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน กลายเป็นตลาดน้ำลาวเวียงขึ้นมา นำผลิตภัณฑ์แปรรูป ผักสดปลอดสารไปจำหน่าย จนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เป็นตลาดที่ชุมชนมาขายผักสดจากแปลงของตัวเองในราคาถูกมาก มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวเวียงให้ชม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่นี่อาจไม่โด่งดังแบบตลาดน้ำอื่นๆ แต่เราอยากคงเอกลักษณ์ของวิถีชุมชนไว้แบบนี้”

เดินหน้าขยายต่อเพื่อความยั่งยืน

จากระยะเวลาที่ผ่านมา 5 ปี ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

“ดีใจมากที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว การนำแนวทางศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นทางรอดได้ ตอนนี้มีประมาณ 60-70% ของชาวบ้านในตำบลที่หันมาให้ความสำคัญกับการเดินตามแนวทางศาสตร์พระราชาจริงจัง มี 5 ครอบครัวลงมือขุดทำหลุมขนมครก เช่น ป้าเปี๊ยก-บุญเลี้ยง รื่นมาลัย เป็นต้น ตั้งเป้าไว้ว่าจะชวนคนให้ทำหลุมขนมครกเพิ่มให้ครบ 10 ราย ในอีก 3-5 ปีนี้ ที่ผ่านมาศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นที่ศึกษาดูงานของหน่วยงานต่างๆ สม่ำเสมออยู่แล้ว ก็มุ่งหวังอยากเปิดเป็นศูนย์อบรมเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติที่อื่นให้ได้”

สืบทอดแนวทางให้ลูกสานต่อ

ไม่เพียงแต่ชาวบ้านคนในชุมชนเท่านั้น ที่กำนันไก่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้ กับคนใกล้ตัวที่สุด ก็ได้รับแนวคิดนี้ไปเช่นกัน

“ปกติเวลาทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะพาลูกลงมือทำด้วยทุกครั้งที่มีโอกาส ดังนั้นเวลาที่ครูมีข้อสอบอัตนัยให้บรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ลูกๆ ก็จะเขียนได้คล่องแคล่ว เวลามีเพื่อนๆ มาถามว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำยากมั้ย ลูกๆ ก็จะอธิบายกับเพื่อนวัยเดียวกันให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ได้ ล่าสุดพาลูกสาวคนโตไป ‘เอามื้อสามัคคี’ ที่วัดพระพุทธฉาย ขากลับเขาบอกแม่ว่าถ้าหนูสอบเข้าหมอไม่ติด ขอหนูเป็นเกษตรกรที่ทำตามอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 นะคะจะได้ช่วยชาวบ้านได้ ภูมิใจมากที่ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้เขามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เชื่อมั่นว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้นๆ และต้องรอดในอนาคต”

ความสุขที่ยั่งยืน คือ ลงมือทำตามสิ่งที่พ่อสอน

“ทุกวันนี้ มีความสุขมากที่ได้ทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านมาปฏิบัติบูชาจริงๆ เราในฐานะที่เป็นผู้นำชุมชน สุขที่สุด คือ เห็นคนที่ลงมือทำตามเราแล้วเขาประสบความสำเร็จ เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างป้าเปี๊ยกที่ได้ออกทีวี รายการเดินหน้าประเทศไทย ตอนศาสตร์พระราชา เราเห็นแบบนั้นก็ปลื้มใจ ร้องไห้เลยค่ะ หลายๆ คนมาให้กำลังใจ ให้ทำดีต่อไป เราก็จะถามกลับไปว่า อยากมีความสุขแบบเรามั้ย และรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไหม ถ้ารักให้ลงมือทำตามสิ่งที่พระองค์ท่านสอนไว้ ลงมือทำทันทีอย่างไม่มีข้อแม้ แล้วจะได้รับความสุขแบบยั่งยืน”

วันนี้ กำนันไก่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติบูชาอย่างมุ่งมั่น ในอันที่จะสานต่อและเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในชุมชน และแม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าไม่ได้เป็นกำนันหรือไม่ได้เป็นผู้นำชุมชนแล้ว ก็จะยังคงอุทิศตัวเพื่อสานต่อตามรอยพ่อของแผ่นดินต่อไป

นารุต ต่ายจันทร์ กับ เสียง(พูด)ที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:16 น.

นารุต ต่ายจันทร์ กับ เสียง(พูด)ที่หายไป

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คงตกใจมาก หากวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว เสียงที่เราเคยเปล่งออกมาได้ยินดังฟังชัดอยู่ทุกวัน จู่ๆ ก็ค่อยๆ แผ่วเบา และเงียบหายไปในที่สุด แม้แต่เสียงลมออกจากปากก็ไม่มีแว่วให้ได้ยิน

“ต่าย-นารุต ต่ายจันทร์” ได้เผชิญกับสถานการณ์นั้นมาแล้ว ในวัยวารที่เป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ หน้าที่การงานดีในตำแหน่งครีเอทีฟเอเยนซีชื่อดัง เงินเดือนสูง มีลูกน้องจำนวนมาก

2 ปีที่เขาได้ยินเสียงต่างๆ นานา หากไร้เสียงวาจาจากตัวเอง ทว่าเสียงจากภายในตัวตนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

เสียงดัง ด่าชัด ใช้ชีวิตเต็มที่

นารุตเป็นเจ้าของอาร์ตสเปซ “เอสโอเอส สเปซ ออฟ สีลม” พื้นที่ให้ศิลปินทุกเชื้อชาติที่ต้องการแสดงงานศิลปะทุกแขนง และเป็นหุ้นส่วนร้าน “ตรอก สีลม” มีเพื่อนฝูงแวะมาทักทายกันมากหน้าหลายตา แต่งานร้านเขาไม่ได้เข้าบ่อยนัก หรือเข้าก็ไม่อยู่จนดึกดื่นเหมือนสมัยเป็นนักเที่ยวที่ดื่มจนร้านปิด

ย้อนไปเมื่อปี 2009 คือจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บคอ แต่ก่อนหน้านั้นหลายปี เขาใช้ชีวิตแบบไร้เวลา กิน ดื่ม ทำงาน เที่ยว เรียกว่าไม่สนใจเวลานอน นอนกี่ชั่วโมงไม่รู้ รู้แค่หมดกิจกรรมก็นอน ถึงเวลางานตื่นไปทำ ชีวิตวนอยู่แบบนี้หลายปี

“ผมใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ตอนนั้นอยู่เอเยนซีทำงานไร้กาลเวลา แล้วตัวงานค่อนข้างเครียด เลิกงานก็ดื่ม แล้วก็มีจ๊อบพิเศษทำอีก ตื่นมาก็ทำงานต่อ พักผ่อนน้อย ดื่มหนัก สูบด้วย”

ไม่เพียงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่บั่นทอนสุขภาพ บุคลิกนิสัยก็ส่งผลต่ออาการเจ็บคอด้วย “ผมพูดจาเสียงดัง โวยวาย เวลาสั่งลูกน้อง เฮ้ย มึง กู ตะโกน ยิ่งงานคอนเสิร์ตต่างๆ มันเสียงดัง อยู่ไกลกัน ก็ต้องตะโกน

เป็นคนโผงผางตั้งแต่สมัยเรียน ไม่ใช่นักเลงนะ ดูหน้าตาเป็นเด็กเนิร์ดด้วยซ้ำ แต่ผมพูดดัง พูดไม่เพราะ

มีช่วงหนึ่งเริ่มเจ็บคอ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เหมือนเวลาเรากินเหล้าหนักๆ พักผ่อนน้อย ตื่นมารู้สึกเจ็บคอ ปล่อยให้มันเจ็บซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่พัก ไม่ดูแลสุขภาพ คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ทำซ้ำไปจนเจ็บถาวร เจ็บทุกวัน”

อาการเจ็บคอที่เกิดกับใครก็ได้ อาการเจ็บคอที่ดูเหมือนว่าร่างกายป่วยเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องพึ่งยา ดื่มน้ำอุ่น พักผ่อนก็หาย ทำให้นารุตประมาท เพราะคิดว่าเจ็บคอเดี๋ยวก็หาย เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดี แต่ด้วยลักษณะนิสัยใจคอที่ไม่กลัวกับอะไร ทำให้เขาละเลยอาการเจ็บคออยู่นานร่วม 2 ปีเลยเทียว

“อาการตอนแรกเจ็บเล็กน้อยเหมือนคนจะเป็นหวัด เจ็บตรงลูกกระเดือก กลืนน้ำลายเจ็บคอ ตอนนั้นดื่มเหล้าหนักด้วย ก็คิดว่าเพราะดื่ม นอนน้อย คืนไหนเรานอนเยอะก็ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ได้ไปหาหมอ”

วันที่ไร้เสียงพูด

เจ็บคอกลายเป็นอาการที่คุ้นเคยกันไปเสียแล้ว ชีวิตก็ยังวนเวียนไปกับการทำงานหนัก นอนน้อย ดื่มหนัก แล้วพูดเสียงดัง ตะโกนอยู่แทบตลอดเวลา

นอกจากเจ็บคอ เสียงที่ดังฟังชัด เริ่มเบาลงเรื่อยๆ จนหลายคนทัก เสียงเบาลงเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงแหบพร่า เปล่งเสียงสูงไม่ได้ ส.เสือ ข.ไข่ นี่ออกเสียงไม่ได้เลย หากเขาก็ยังตะโกน โวยวายในขณะสั่งงานลูกน้องเช่นเดิม แต่ลูกน้องเริ่มไม่ได้ยินแล้ว

“ระหว่างนั้นเริ่มลดเหล้า ลดบุหรี่ ใจอยากโวยวายแต่ไม่มีเสียง เสียงค่อยๆ แหบ เจ็บอยู่เรื่อยๆ ตอนนั้นเจ็บคอทุกวันแล้ว

เสียงแหบลงเรื่อยๆ ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนพิเศษเกี่ยวกับมัลติมีเดียที่ศิลปากร เป็นติวเตอร์ที่โรงเรียนสอนพิเศษ จนต้องลาออก พูดไม่มีเสียงเป็นคำแล้ว พูดผ่านไมค์ก็ไม่ดัง จนวันหนึ่งไม่เจ็บคอ แต่เสียงพูดเบาจนหายไปเลย”

คนใกล้ชิดเริ่มตกใจ กังวลแทนเจ้าตัว จากคนเสียงดังกลายเป็นคนพูดไม่มีเสียง แม้แต่เสียงลมพ่นออกมาก็ไม่มี แต่เจ้าตัวก็ยังทำใจดีสู้เสือ เดี๋ยวเสียงก็มา

“ผมเห็นคนอื่นทุกข์ใจไง ถ้าผมทุกข์อีกเขาก็ยิ่งเป็นห่วง พ่อแม่ตอนนั้นก็กังวลเป็นห่วงมาก แต่ใจผมก็คิดแบบนั้นจริงๆ เดี๋ยวเสียงก็มา ไม่เคยคิดสักแวบหนึ่งเลยว่า จะพูดไม่ได้อีก ยังไม่ตกใจ ไม่กังวลมาก

ตอนนั้นเสียงไม่มีแล้ว มีแต่เสียงลมก็ไปหาหมอ หมอส่องกล้องลงไปดู บอกว่า เส้นเสียงอักเสบ เส้นเสียงจะตรงเวลาเสียงต่ำจะกว้างออก เสียงต่ำจะแคบใกล้กัน แต่เส้นเสียงของผมมันยึกยือ มันปิดไม่สนิท มันบวม

หมอตัดก้อนเนื้อตรงเส้นเสียงไปตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายไหม ปรากฏว่าเป็นหูด แบบที่ขึ้นที่เท้า ช่วงที่ผ่าตัดก้อนเนื้อคือเสียงหายแล้ว

รักษาด้วยการเลเซอร์เส้นเสียง ส่องลงไปทางปาก เลเซอร์ครั้งแรกทรมานมาก เพราะเป็นการเคลียร์เส้นเสียงครั้งแรก เลือดเต็มปากไปหมด กลับบ้านก็ห้ามถ่มน้ำลาย ให้ขย้อนออกเบาที่สุด”

ระหว่างนั้นเขายังทำงานปกติ ลดเที่ยว งดดื่ม พักผ่อนด้วยการนอนมากขึ้น และกินอาหารตามที่หมอแนะนำ แต่ยังโวยวายสั่งงานลูกน้องด้วยท่าทางหากปราศจากเสียง

นารุตได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานด้วยการใช้นกหวีดเป่าเรียก แล้วเขียนลงในสมุดฉีกสั่งงานลูกน้อง ในระหว่างเวลางานจึงมีเสียงนกหวีดดังเป็นระยะๆ

“ถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนรักษา งานก็ต้องทำ จ๊อบพิเศษก็ยังมี ผมโชคดีมากที่เจ้านายยังให้โอกาส ทุกคนเข้าใจ แต่ยังไงก็เป็นอุปสรรค เวลาปรีฟงาน ต้องสื่อสาร ขนาดเราพูดให้เขาฟังยังไม่เข้าใจตรงกัน พิมพ์ให้ดูก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ตอนนั้นผมพิมพ์คล่องเลยนะ”

หมอบอกว่า 2 อาทิตย์เสียงจะค่อยๆ กลับมา เสียงอาจมาแบบแหบๆ แต่เมื่อครบกำหนดก็ยังไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

“คิดว่าสักวันก็พูดได้ ไม่คิดว่าจะไม่มีเสียง ไม่ได้กลัว มีเลเซอร์ครั้งหนึ่ง เพราะคางผมสั้นใส่สายครอบออกซิเจนไม่ได้ ต้องให้ยาสลบตอนเลเซอร์ แล้วผมสลบไปนานกว่าปกติ ตื่นมาในห้องไอซียูเห็นแม่ยืนอยู่ ความคิดตอนนั้นผมอยากบวช เพราะแม่อยากให้ผมบวช แต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีความคิดที่จะบวชเลย

ช่วงที่ไม่มีเสียงผมคิดเสมอว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไร พูดจายังไง ผมนี่พูดคำด่าคำ คนไม่สนิทมาพูดด้วยก็ไม่ได้พูดเพราะ เป็นคนปากหมาเลยละ โวยวาย เสียงดัง ก็เลยคิดว่าเขาคงไม่อยากให้เราพูดมั้ง ให้เราได้หยุดพูดบ้าง แต่ก็คิดเสมอเดี๋ยวเสียงก็มา เขาแค่ให้เราหยุดพูดบ้าง”

เสียงมีค่า พูดที่มีประโยชน์

นารุตรักษาด้วยการเลเซอร์เดือนเว้นเดือน อยู่ 2 ปี “คอเจ็บตลอด ผมไม่พูดเลย พูดแล้วเจ็บ มีแค่เทสต์เสียงตอนเช้า วัน ทู วัน ทู แต่ก็ไม่มีเสียง ผ่านมา 3 เดือนเริ่มมีเสียงลมนิดหนึ่ง ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้ยินเสียงเป็นคำ

เสียงหายเป็นปี ไม่มีเวลาเครียด งานก็ทำ รถก็ต้องผ่อน แต่เน้นพยายามนอนให้ได้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมื่อก่อนไม่สนเลยว่าจะนอนกี่ชั่วโมง ทุกวันนี้ถ้านอนไม่พอตื่นมาเสียงก็เบาลงกว่าเดิมอีก ก็ต้องพักผ่อนให้ได้เยอะๆ”

หลังจากลาออกจากงาน ได้เงินมาก้อนหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายของเก่า ก็โดนวิกฤตน้ำท่วม จากนั้นมาลงทุนกับเพื่อนก็ถูกหักหลัง ถูกปลอมลายเซ็น ชีวิตเรียกว่ากลับมาจุดขัดสน แต่เพราะชีวิตผ่านความยากลำบากมามาก แค่เสียงพูดไม่มีจึงไม่บั่นทอนจิตใจเขามากนัก

“ผมไปบนกับหลวงพ่อทันใจ ที่พระธาตุดอยคำ เชียงใหม่ ขอให้เสียงมา ผมคิดได้เรื่องหนึ่งตอนบวช ผมไม่มีเสียง ผมต้องเลิกสอน ซึ่งผมรู้สึกเสียดายมาก เรามีประสบการณ์ มีความรู้ในสายงานนี้ ซึ่งคนที่มีความรู้เก่งๆ ก็มีมาก แต่คนที่รุ่นน้อง ลูกน้องเข้าถึงได้ง่าย ถ่ายทอดประสบการณ์ให้มีไม่กี่คน ผมอยากถ่ายทอดวิชาให้ ถ้าผมหาย ผมจะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้อง เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจและผมก็ได้ทำ”

นารุตทำการเลเซอร์จนเส้นเสียงไม่มีตะปุ่มตะป่ำอะไรให้เคลียร์อีกแล้ว และเสียงเขาก็ค่อยๆ กลับมา เริ่มจากมีลม เริ่มพูดเป็นคำๆ ได้ แต่ต้องอยู่ใกล้กันมากๆ ถึงจะได้ยินเสียง

จนเมื่อพูดได้โดยไม่เจ็บคอแล้ว หากแต่น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป เสียงเบา แหบพร่า และไม่เพียงน้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกของนารุตก็เปลี่ยนไป พูดน้อย นิ่ง เพื่อนฝูงต่างบอกว่า คนละขั้วกับนารุตที่เสียงดัง โหวกเหวกโวยวาย พูดคำตะโกนสองคำ

“ตอนนั้นคำพูดเป็นสิ่งเดียวที่มีค่ามากในตอนนั้น ช่วงไม่มีเสียงผมคิดว่า เราพูดอะไรไม่เหมาะ เราพูดอะไรไม่ค่อยดี ก็เลยเริ่มพูดน้อยลง คำพูดเรามีค่ามาก เลือกเรื่องที่จะพูดเท่านั้น เรื่องไม่จำเป็นไม่พูด ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ปี 2016 เสียงเริ่มมาปกติ แต่เบา ไม่เจ็บคอ เสียงสูงพูดไม่ได้ เริ่มร้องเพลงได้บ้าง เหตุการณ์หลายอย่างช่วงที่ไม่มีเสียงทำให้ผมนิ่งขึ้นนะ ไม่โผงผาง ไม่โวยวาย ผมกลายเป็นคนนิ่งที่สุดในกลุ่มเพื่อน”

ผู้สร้างแสง สี เสียง

ปัจจุบัน นารุต เปิดบริษัท ร็อก แอนด์ โรลล์ (Rock and Roll) ทำงานครีเอทีฟ อินเตอร์แอ็กทีฟ ไลติ้ง ที่คอยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับอีเวนต์ งานที่เพิ่งผ่านสายตาของผู้คนไป คือ โชว์ไลติ้ง วันเปิดไอคอนสยาม ในส่วนของแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนเซส

นารุต ในวัย 38 ปี เล่าถึงงานที่เขาทำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เหมือนมีเสียงลมผสมออกมาด้วย พูดโทนเสียงสูงยังได้ไม่เต็มที่ และต้องตั้งใจฟังกันอย่างใกล้ชิด หากไม่มีอาการเจ็บคอแต่อย่างใด ซึ่งน้ำเสียงนี้เป็นผลมาจาก 7 ปีก่อน

“กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นเอเยนซี ออแกไนเซอร์ ที่ต้องการความที่ไม่ใช่งานตีกล่อง ติดอิงก์เจ็ต งานที่ผ่านมาของร็อก แอนด์ โรลล์ ส่วนใหญ่จึงมีความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน ไม่จำเจในรูปแบบ จึงเหมาะกับงานอีเวนต์ที่ต้องการความเป็นครีเอทีฟและเทคโนโลยีสูง”

ผลงานของเขาเคยส่งเข้าประกวด เช่น M Interaction ชื่อว่า Bring Scrat Back ของ Twisties และ Slow Crisis ของ Happy แม้ไม่ได้รางวัล แต่ก็ได้เข้ารอบสุดท้ายในงาน Dragonof Asia 2015

“เราให้ความสำคัญกับงานไลติ้ง เพราะเรารู้สึกว่ามันสนุก และก็อยู่กับงานตรงนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสายอันเดอร์กราวด์ งานศิลปะ งานทดลองต่างๆ

รวมถึงกลุ่มของน้องๆ พี่ๆ ที่อยู่ตรงนี้หลายๆ ทีม ก็เคยทำงานอันเดอร์กราวด์ ตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียงจนกระทั่งปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มศิลปินแนวหน้าของประเทศไปเกือบหมดแล้ว เช่น Eyedropper Fill และ Keep Your Eyes On

เรารู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ทำงาน เราเหมือนกำลังสร้างงานศิลปะให้คนดูชมมากกว่า ที่สนใจเรื่องของแสง จริงๆ แล้วแสงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการโชว์ เราใส่อารมณ์ร่วมเข้าไปให้เขา ให้งานของเขามีความหมายมากขึ้น ทำให้งานเรามีจุดเด่น กลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาเหมือนกัน

การออกแบบแสงกับการควบคุมแสงในอินดอร์มันง่ายกว่าอยู่แล้ว จุดสนใจมีจุดเดียว ในฮอลล์มืดหมด เปิดไฟดวงเดียวก็เด่นแล้ว แต่เอาต์ดอร์มีสภาพแวดล้อม ลม อากาศ เมฆ ซึ่งควบคุมไม่ได้ ถ้าทำในตึกสูงๆ มักจะเจอเงื่อนไขนี้ ฤดูกาลก็เกี่ยว มันเป็นเรื่องอุณหภูมิของแสง แดดหน้าหนาวจะสวยที่สุด เมฆก็จะอีกสีหนึ่ง

ในช่วงสิ้นปี 18-31 ธ.ค. เรามีงานบิวตี้ฟูลแบงค็อก เทศกาลช่วงเฉลิมฉลอง ที่แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เป็นแมพปิ้ง 7 ศิลปิน

ผมทำทั้งไลติ้งดีไซน์และเป็นไดเรกเตอร์ ที่นำ 7 ศิลปินสตรีทอาร์ตและมัลติมีเดียมารวมกัน พูดถึงความสวยงามของกรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ ซิมโฟนี่ ออฟ แฮปปี้เนสส์ ผ่านมุมมองของศิลปิน”

นารุตทำงานร่วมกับผู้คนจำนวนมาก คุมทีม สื่อสารกับลูกน้องหลายคน เรื่องเสียงสำหรับเขาไม่เป็นอุปสรรคใดๆ แม้จะไม่สามารถพูดเสียงดังด่าชัดได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ในทีมก็เข้าใจทำงานร่วมกันได้ดี หากคนที่ไม่เคยเจรจากันมาก่อน จะต้องตั้งใจฟัง และเขยิบตัวมาใกล้ชิดกันสักนิดเพื่อให้จับใจความได้ครบถ้วนและถูกต้อง

จากการไร้เสียงพูด ทำให้ตระหนักได้ดั่งคำพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์แล้วไปนอนเสียดีกว่า อย่าต้องพูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไร้สาระเลย นิ่งเสียดีกว่า

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573269

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:58 น.

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 2

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com ภาพ เจน Jane Jiit (Watercolor)

ฉบับที่แล้วเจี๊ยบได้พูดถึง “อิริยาบถ” ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการหลังค่อมหรือที่เราเรียกว่าไคโฟซิส (Kyphosis) ตัวแปรอีกตัวที่ส่งผลต่ออิริยาบถก็คือ “อารมณ์” ของเราในแต่ละวัน รวมไปถึงแรงขับเคลื่อนของความรู้สึกภายในที่ก่อเกิดเป็นบุคลิกภาพของแต่ละคน

เพราะอารมณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่เราแสดงออกมาซึ่งมีผลต่อระบบโครงสร้างของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร แม้กระทั่งส่งไปยังการจัดเรียงตัวกันของกล้ามเนื้อ

เจี๊ยบได้อ่านเจองานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้น ที่ได้ให้ข้อสรุปหลังจากการทดลองว่า ผู้ที่เข้าคลาสโยคะอาสนะเป็นประจำ ส่งผลให้สามารถปรับพฤติกรรมของการจัดท่าในชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหลังตรง การนั่งหลังตรง ได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น มาลองดูตัวอย่างท่าโยคะอาสนะ ที่ส่งผลดีกับกลุ่มคนหลังค่อม ต่อจากฉบับที่แล้วกันเพิ่มเติม (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) ท่าภูเขาหรือตาฑาสนะ สำหรับคนที่มีอาการหลังค่อม แล้วการใช้แผ่นหลังพิงกำแพงจะเป็นการช่วยฝึกได้มากเลยทีเดียว เพื่อที่จะย้ำเตือนตัวเองให้หลังตรงเสมอในการใช้ชีวิตประจำวัน

อันที่จริงรายละเอียดในท่าภูเขา เจี๊ยบสามารถเขียนได้สามสี่หน้ากระดาษเลยทีเดียวแต่ครั้งนี้จะไม่ได้อธิบายมาก แต่จะเน้นย้ำในจุดสำคัญ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ต่อสำหรับผู้ที่มีอาการหลังค่อม

ท่านี้ถือเป็นท่าไฮไลต์ที่สำคัญมาก คนหลังค่อมต้องใส่ท่านี้เหมือนเป็นเงาในการฝึกท่าอาสนะอื่นๆ รวมถึงปรับอิริยาบถให้เป็นเหมือนท่าภูเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการยืนหรือการนั่งก็ตาม หลักการคร่าวๆ คือ หากเรายืนฝ่าเท้าเป็นฐาน หากเรานั่งก้นเป็นฐานให้รู้สึกถึงฐานที่ติดต่อพื้นโลก รับรู้ถึงพลังงานที่เลื่อนไหลผ่านฝ่าเท้าขึ้นมา แล้วจัดระเบียบกระดูกสันหลังทุกชิ้นให้ยืดยาวขึ้นตั้งแต่หลังส่วนล่าง ส่วนกลาง ส่วนบน หน้าอก ซี่โครงขยายออกไปด้านข้าง หัวไหล่เปิดออก แล้วตกไปข้างหลังท่อนแขนห้อยข้างลำตัวให้รู้สึกถึงความสบาย และเป็นธรรมชาติ

คอกับศีรษะ ตั้งตรงอยู่ตรงกระดูกต้นคอให้คอยาวระหง ใบหน้าและศีรษะเบาสบาย ดวงตาอ่อนโยน จากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 10 รอบลมหายใจ แล้วให้ร่างกาย กล้ามเนื้อจดจำความรู้สึกของท่าภูเขา กระดูก ข้อต่อทุกชิ้นซึมซับความรู้สึกที่มั่นคงประดุจขุนเขา ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของธรรมชาติ ถ้าเป็นไปได้ควรฝึกท่านี้เป็นประจำสามารถฝึกเองที่ไหนก็ได้ จนกระทั่งร่างกายของคุณจะจำความรู้สึกของท่านี้ได้

ท่านี้ดูภายนอกผ่านๆ เหมือนง่าย แต่การฝึกนั้นต้องใส่ใจจริงๆ มีความละเมียดละไมในทุกๆ อณูของความรู้สึกที่คุณจะรับรู้ได้ ผู้ฝึกสามารถที่จะลองสแกนร่างกายดูทีละส่วน ว่าแต่ละส่วนมีความรู้สึกของพลังงานที่เลื่อนไหลอย่างไร ฝ่าเท้า ขา กระดูกสันหลังของเราควบคู่กับการหายใจให้ยาวและลึก จงหมั่นฝึกท่านี้บ่อยๆ แล้วอาการหลังค่อมจะได้รับการเยียวยาอย่างแน่นอนค่ะ

ท่าต่อมาคือ ท่า Bird Dog Pose (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) เริ่มต้นในท่าสี่ขา ด้วยการวางตำแหน่งของฝ่ามือและหัวเข่าให้ถูกต้อง โดยข้อมืออยู่ใต้และตรงกับหัวไหล่ หัวเข่าอยู่ตรงกะสะโพก แยกความกว้างของหัวเข่าออกจากกันให้รู้สึกสบายที่สะโพก สำหรับผู้ฝึกใหม่อาจยกขาลอยก่อน แล้วค่อยยกแขนทีหลัง หากชำนาญแล้วให้ลองยกพร้อมกัน ส่วนใหญ่มักจะยกขาและแขนที่ตรงกันข้ามกัน เช่น แขนขวากับขาซ้าย หรือแขนซ้ายกับขาขวา

จุดสังเกตขณะฝึกท่านี้ ควรปกป้องกระดูกสะบักทั้งสองฝั่ง ด้วยการยกอกและยืดหัวไหล่ขึ้น อย่าปล่อยให้สะบักจมลงมาเพราะคนฝึกใหม่มักเผลอจมสะบัก และลืมการใช้งานหัวไหล่ในท่านี้ ส่วนการยกแขนและขาขึ้นไม่ควรเคลื่อนไหวกระดูกซี่โครงและกระดูกเชิงกราน คอนโทรลให้สองส่วนนี้อยู่นิ่งๆ ซึ่งอาจมีขยับบ้างนิดหน่อย โดยเฉพาะผู้ฝึกใหม่ แล้วใช้ความมั่นคงของแกนกลางลำตัวเป็นหลัก

หากใครต้องการสร้างความแข็งแรงให้ก้นและกล้ามเนื้อต้นขาหลัง ควรยกขาลอยจากพื้นสูง ส่วนแขนด้านหน้ายืดขึ้นมาระดับเดียวกับใบหู ไม่ควรเกร็งคอในการค้างท่านี้ เพราะจะทำให้ปวดคอ หากฝึกได้ชำนาญแล้วจะลองยกขาและแขนฝั่งเดียวกันดูก็ได้ ขณะฝึกท่านี้ควรค้างท่าสักครู่ ประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองทำสลับข้าง

สำหรับตัวอย่างท่าสุดท้ายคือ ท่าสะพานโค้ง หรืออูรธวะ ธนุราสนะ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) การทำสะพานโค้งสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่ค่อยมีกำลังแขน ให้ใช้วิธีการยกส่วนล่างขึ้นก่อนด้วยการกดฝ่าเท้าที่พื้นแล้วออกแรงที่ขา เพื่อยกกระดูกเชิงกรานขึ้นมา เมื่อเอาด้านล่างลำตัวขึ้นมาแล้วค่อยจัดการด้านบน ด้วยการใช้ไหล่ในการส่งตัวด้านบนขึ้นหากไม่ไหวให้พักศีรษะไว้ที่พื้นก่อน แล้วค่อยดันลำตัวส่วนบนขึ้น เมื่อขึ้นมาค้างท่าแล้วกระจายน้ำหนักออก

ท่าสะพานโค้งเป็นการยืดด้านหน้าหัวไหล่ หน้าอก หน้าท้อง สำหรับผู้ที่ฝึกจนชำนาญแล้วสามารถส่งตัวขึ้นพร้อมๆ กันทั้งด้านบนและด้านล่างควรค้างท่านี้ประมาณ 10 ลมหายใจ เวลาคลายออกจากท่าให้วางลำตัวเบาๆ ที่พื้นไม่กระแทกประคองร่างกายแล้วแก้ท่าด้วยการพักท่าศพหรืองอเข่าเข้ามา ฝ่าเท้าประกบกันขณะที่นอนหงายอยู่สักครู่เพื่อปรับสมดุลให้กระดูกสันหลัง ลองไปฝึกกันดูค่ะ

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog