รัตนาภรณ์ กลิ่นกุหลาบหิรัญ ปั่นจักรยาน คือกีฬาสุดโปรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571878

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:58 น.

รัตนาภรณ์ กลิ่นกุหลาบหิรัญ ปั่นจักรยาน คือกีฬาสุดโปรด

โดย ภาดนุ

ดาราสาวดาวรุ่ง มิ้ม-รัตนาภรณ์ กลิ่นกุหลาบหิรัญ เรียนจบปริญญาตรี สาขาวิชาการแพทย์แผนตะวันออก จากมหาวิทยาลัยรังสิต และเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการประกวดนางงามเวทีต่างๆ โดยเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2013 ที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้าย นอกจากนี้ยังเข้าประกวดมิสไทยแลนด์ ไชนีส คอสโม เพเจนท์ 2011 และในภูมิภาคเอเชีย เธอยังเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด Miss Chinese Cosmos Southeast Asia ที่มาเลเซีย จนคว้ารางวัล Miss Photogenic มาได้

ที่ผ่านมาสาวสวยคนนี้ผ่านผลงานการแสดงมามากมาย และละครเรื่องล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่ทางช่อง 8 ก็คือ “ซิ่นลายหงส์” นอกจากนี้ยังมีละครอีกสองเรื่อง “มัจจุราชฮอลิเดย์” และ “เพลิงริษยา” ที่รอจ่อคิวออกอากาศทางช่องเดียวกันด้วย มิ้มเป็นสาวสวยหุ่นดีที่รักการออกกำลังกายอีกคนหนึ่ง ลองไปพูดคุยถึงกีฬาโปรดของเธอกันเลย

“กีฬาโปรดของมิ้มตอนนี้ก็คือ การปั่นจักรยานค่ะ ที่จริงเมื่อก่อนมิ้มไม่ใช่คนรักการออกกำลังกายสักเท่าไร แต่แฟนมิ้มเขาชอบปั่นจักรยาน เขาจึงชักชวนให้เราไปลองปั่นด้วยกัน พอลองปั่นจักรยานแล้วมิ้มรู้สึกชอบมากเลย เพราะมันสนุกและท้าทายมาก มิ้มจึงซื้อจักรยานเสือหมอบแล้วไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ของแฟนโดยค่อยๆ ฝึกปั่นไปเรื่อยๆ

ช่วงแรกๆ พวกเราก็พากันไปฝึกปั่นที่สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต (Happy And Healthy Bike Lane) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากปั่นได้คล่องตัวแล้ว มิ้มก็ตามก๊วนเพื่อนๆ ของแฟนไปออกทริปปั่นจักรยานซึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั่นคือทริปปั่นไปยังพระนครศรีอยุธยา ต่อมาก็พากันไปออกทริปปั่นจักรยานที่ต่างจังหวัดไกลๆ บ้าง โดยเราจะขนจักรยานขึ้นรถโฟร์วีลที่สามารถบรรทุกจักรยานได้ เพื่อจะใช้จักรยานเสือหมอบของพวกเราเอง”

มิ้ม บอกว่า การปั่นจักรยานถือเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างหนึ่ง ที่ผู้เล่นต้องมีร่างกายแข็งแรงและมีกำลังขาที่ค่อนข้างดี พูดง่ายๆ ว่าต้องอึด ฉะนั้นใครที่เริ่มต้นปั่นจักรยานจึงอาจจะต้องเตรียมร่างกายตัวเองให้พร้อมและแข็งแรงซะก่อน

“คนที่จะปั่นจักรยานได้ ต้องเคยออกกำลังกายที่ต้องใช้ฮาร์ตเรตมาก่อน เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ และอื่นๆ เพราะเมื่อปั่นจักรยาน เราจะต้องปั่นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตามแทร็กหรือเส้นทางจนกว่าจะถึงจุดที่พัก คือมันเป็นกีฬาที่ฝึกให้ร่างกายเรามีความอดทน ดังนั้นประโยชน์ที่ได้ก็คือ ช่วยทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายกระชับแข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อขา (หัวเราะ) ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีปัญหาผิวเซลลูไลต์ (หรือผิวเปลือกส้ม) บริเวณต้นขา แต่มิ้มเมื่อปั่นจักรยานมาได้เกือบ 1 ปี ปัญหาผิวเซลลูไลต์ไม่เคยเกิดขึ้นกับมิ้มเลย แถมยังทำให้เราหุ่นดี รูปร่างสมส่วนด้วยค่ะ

แต่การปั่นจักรยานก็มีข้อควรระวังคือ ตอนปั่นต้องระมัดระวังตอนที่ไปกันเป็นกลุ่ม เพราะจักรยานอาจจะเกี่ยวกันจนทำให้ล้มแขนขาถลอกหรือแข้งขาอาจหักได้ คือต้องปั่นอย่างมีสติและระมัดระวังเป็นอย่างมาก ที่สำคัญรองเท้าที่เราสวมใส่เวลาปั่น ถ้าเป็นรองเท้าสำหรับปั่นจักรยานซึ่งเป็นแบบไม่มีเชือกผูกได้ก็จะดีมาก เพราะเวลาปั่นเชือกจะได้ไม่หลุดเข้าไปพันกับบันไดหรือล้อจักรยานจนทำให้เกิดอุบัติเหตุจักรยานล้มได้ หรือหากคุณใส่รองเท้าที่มีเชือกผูกก็ต้องมั่นใจว่าผูกเชือกอย่างดีจนเชือกจะไม่หลุดมาพันอะไรตอนเราปั่นจักรยานอยู่”

มิ้ม เสริมว่า สำหรับชุดที่ใส่ปั่นจักรยานควรเป็นผ้าประเภทที่แห้งง่ายและสามารถระบายความร้อนระบายเหงื่อได้ดี สำหรับกางเกงก็จะมีกางเกงที่เสริมฟองน้ำที่ก้นเพื่อนักปั่นจักรยานโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะช่วยเซฟก้นไม่ให้เกิดแผลหรือผิวหนังด้านเวลาที่เรานั่งปั่นในระยะทางไกลๆ ได้

“ในอนาคตมิ้มคิดไว้ว่า อาจจะเพิ่มทักษะทางด้านการวิ่งและการว่ายน้ำเพิ่มเข้ามาด้วย เพราะตอนนี้มิ้มตั้งเป้าหมายไว้ว่า อยากจะมีโอกาสลงแข่งไตรกีฬา ซึ่งประกอบด้วยการวิ่ง การว่ายน้ำ และการปั่นจักรยาน ทุกวันนี้มิ้มก็เริ่มฝึกวิ่งบ้างแล้ว เป้าหมายต่อไปก็จะฝึกว่ายน้ำให้เก่งขึ้น แล้วก็จะทำความฝันในการลงแข่งไตรกีฬาของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้ค่ะ” ดาราสาวสวยกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามอัพเดทผลงานและไลฟ์สไตล์ของเธอได้ที่ IG : @mimrattanapond

ใช้ชีวิตที่มองไปในจิตใจตัวเอง นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571876

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:41 น.

ใช้ชีวิตที่มองไปในจิตใจตัวเอง นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

โดย วราภรณ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน และเฟซบุ๊กละเลียด คาเฟ่

ปุ๋ม-นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ คือ 1 ใน 2 ผู้ก่อตั้งละเลียด คาเฟ่ที่ยอมลาออกจากงานประจำระดับบรรณาธิการนิตยสารแต่งบ้านยี่ห้อดัง เธอกับแฟนหนุ่ม เอกกมล ธีปฏิกานนท์ ออกจากงานพร้อมกันและท่องเที่ยวเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต การได้ท่องเที่ยว การเห็นโลกกว้าง ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง การตัดสินใจละอะไรบางอย่างในชีวิตมนุษย์เงินเดือน

เธอคิดว่าทุกอย่างคือการเดินทางภายนอกคือการที่เธอเลือกเดินทางไปที่นู่นที่นี่ การท่องเที่ยวทำให้เธอเห็นว่าจิตใจของผู้คนบริสุทธิ์แค่ไหน เช่น ที่ทิเบตซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เป็นต้น ปัจจุบันหลังจากค้นพบตัวเอง เธอจับมือกับแฟนหนุ่มเปิดร้านกาแฟและอาหารที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ตั้งชื่อร้านว่า ละเลียด คาเฟ่ ตั้งอยู่ใน FabCafe Bangkok พหลโยธิน ซอย 5 ร้านกาแฟเก๋ๆ ที่ผู้คนสามารถนั่งชิลดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟ และลิ้มรสอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ ฝีมือสร้างสรรค์แต่ละเมนูของนวลวรรณเอง

แรงบันดาลใจทำธุรกิจ

บางครั้งโลกอาจเสียงดังเกินไปจนเราฟังไม่ได้ยินเสียงข้างในใจตัวเอง นี่คือคำพูดหนึ่งที่ลึกซึ้งของนวลวรรณที่ถ่ายทอดออกมาให้ได้รับฟัง พร้อมทั้งเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ออกจากงานประจำบรรณาธิการนิตยสารตกแต่งบ้านฉบับหนึ่งที่ทำมานานเกือบ 10 ปี โดยหลังจากเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอเลือกทำงานตรงสาย และลาออกจากงานตอนอายุ 32 ปี เพราะเธอเริ่มรู้สึกอิ่มตัวและอยากได้ความเป็นอิสระ อยากออกมาใช้ชีวิตในรูปแบบที่ได้เดินทางท่องเที่ยว

หลังจากลาออกเธอพร้อมกับแฟนหนุ่มที่ทำงานอยู่นิตยสารเล่มเดียวกัน พวกเขาเลือกเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการตัดสินใจที่จะลาออกเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะคิดไตร่ตรองล่วงหน้า 3 ปีแล้ว

“พอไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเราเลือกไปทำงานที่ฟาร์มเพื่อแลกกับอาหารและที่พัก ที่ฟาร์มแห่งนั้นปลูกเมล็ดกาแฟด้วย ปุ๋มไปอยู่ญี่ปุ่น 2-3 เดือน ก็กลับมาเมืองไทยเพื่อทำอะไรที่เป็นของตัวเอง เพราะไม่อยากทำงานประจำอีกแล้ว พอดีมีญาติของแฟนมีความรู้เรื่องเมล็ดกาแฟอยู่ที่เชียงใหม่พอดี เขาก็ไปศึกษาหาความรู้ และเขาก็มุ่งไปทางจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และทำเป็นคาเฟ่ด้วย” ส่วนตัวปุ๋มเลือกสร้างสรรค์ขนมเค้กและเมนูอาหารว่างที่ทำเป็นเมนูง่ายๆ จำหน่ายในร้าน ร้านแรกของเธอกับแฟนหนุ่ม สาขาแรกเปิดที่อารีย์ ซอย 2 พอหมดสัญญาลง ก็ย้ายมาอยู่ที่ในซอยพหลโยธิน ซอย 5 ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางไว้รองรับลูกค้าได้จำนวนมากขึ้น จัดทำเป็นที่ประชุม เวิร์กกิ้งสเปซให้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาละเลียดกาแฟและนั่งทำงาน ร่วมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

“ทำร้านกาแฟของตัวเองปุ๋มไม่เจออุปสรรคนะคะ เพราะเราไม่ได้มองว่าอะไรคือปัญหา หากมีปัญหาก็แก้ เราไม่เครียดกับเรื่องการทำธุรกิจเลย และเราก็ทำธุรกิจร้านกาแฟมาได้ 5 ปีแล้ว ทุกวันมีแต่ความสุข เพราะเราได้ทำในสิ่งที่รัก มีเวลาส่วนตัวเป็นของเราเอง ไม่ได้ทำให้ใคร เหมือนปลูกต้นไม้อยู่ในรั้วบ้านของเราเอง แม้เงินไม่ได้เท่ากับทำงานประจำ เราอยากใช้ชีวิตเหมือนชื่อร้านคือ ละเลียด คือการทำใช้ชีวิตช้าๆ ค่อยๆ จิบกาแฟเพื่อดื่มด่ำซึมซาบกับรสชาติของอาหาร ขนม ค่อยๆ ทำไป ค่อยๆ เรียนรู้ ซึ่งเงินก้อนแรกที่นำมาลงทุนหลักแสนบาท โดยใช้เงินเก็บของพวกเรา แต่แค่ค่าเครื่องลงกาแฟก็เป็นแสนบาทแล้ว การตกแต่งร้านอื่นๆ เช่น โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เราช่วยกันออกแบบ อย่างแฟนตัดไม้และนำมาประกอบเอง ต้นไม้บางท่อนได้จากน้ำท่วม คือเราอยากทำอะไรให้ได้ด้วยตัวเองมากที่สุด เราอยากประหยัด สองคือเราอยากทำตามความสามารถของเราเองที่เราพอจะทำได้ ใช้ศักยภาพของเราทำอย่างดีที่สุด”

ชีวิตออกแบบเอง

ข้อดีของการเป็นนายตัวเองคือ นวลวรรณสามารถออกแบบชีวิตได้เอง กล่าวคืออยากแบกเป้ไปเที่ยวต่างประเทศก็สามารถไปได้เลย

“ทุกวันนี้ปุ๋มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มาทำงานนะคะ หรือปุ๋มอยากเดินทางเมื่อไหร่ก็ไป โดยไม่รู้สึกว่าร่างกายอยากพักผ่อน การไปเที่ยวต่างประเทศของปุ๋มเหมือนการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนนานๆ การเที่ยวของปุ๋มคือ การได้พักได้กินอาหาร ได้เรียนรู้กับแหล่งที่ตนเองไม่เคยไป ไม่เคยไปอยู่ ปุ๋มไปใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ เหมือนปุ๋มอยู่บ้าน โดยจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเป็นเดือน ได้ออกไปตลาด ทำอาหารกิน ได้ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตของคนที่นั้นๆ ซึ่งการที่ปุ๋มเลือกจะไปที่ไหน แล้วแต่โอกาส เช่น มีเพื่อนอยู่ที่ไหนก็จะไปที่นั่น เช่น ฝรั่งเศส เกาหลี แต่ส่วนมากปุ๋มชอบเดินทางไปทิเบต ภูฏาน อินเดีย ปุ๋มชอบเพราะประเทศเหล่านี้มีเสน่ห์

ปุ๋มคิดว่ามันเป็นการเดินทางภายในจิตใจ การค้นหาความสงบ คือปุ๋มเริ่มสนใจความสงบตั้งแต่อยู่ชั้นประถม เคยไปเรียนธรรมะกับคุณแม่สิริปุ๋มสนใจเพราะคุณแม่ปุ๋มสนใจ ตอนเด็กๆ ปุ๋มนั่งสมาธิเป็นปกติ แต่พอโตแล้วก็ได้ฝึกมากขึ้น และไปในหลายๆ ประเทศเพื่อให้ค่อยๆ เข้าใจแก่นของการปฏิบัติมากขึ้น ไม่ใช่หลักพุทธ แต่เป็นสัจธรรมความจริงแต่ทุกอย่างคือการเดินทางภายนอกหมดเลย เธอได้ไปเห็นที่นู่นที่นี่ อย่าง คนทิเบต จิตใจเขาบริสุทธิ์มากๆ แตกต่างจากคนอยู่ในเมือง นี่คือการเดินทางภายนอกที่ปุ๋มได้มองเห็น แต่สุดท้ายแล้วการเดินทางภายนอก มันทำให้ปุ๋มกลับเข้ามาเดินทางภายในตัวเอง เหมือนให้เราเห็นตัวเอง ให้รู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไร มีแก่นแท้แบบไหน ยอมรับตัวเองได้ในแง่ที่ดีและไม่ดี ยอมรับสิ่งที่เป็น

ปุ๋มรู้สึกว่าการนั่งสมาธิ วัฒนธรรมไทยไม่ค่อยยอมให้เราแสดงความเศร้าหรือความทุกข์ ปุ๋มคิดว่าการนั่งสมาธิคือเวลาที่เรารู้สึกโกรธ เราทุกข์หรือเศร้าก็ให้เราเข้าใจอารมณ์นั้น ไม่เก็บมันเอาไว้ ดังนั้นการที่ปุ๋มได้ปฏิบัติมันทำให้ปุ๋มเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ไม่เก็บกดมันไว้ แต่การนั่งสมาธิไม่ใช่เครื่องบ่งบอกว่า คุณคือคนดี นั่งสมาธิคือการทำให้เกิดความสงบในใจต่างหาก”

สิ่งที่ปุ๋มได้จากการนั่งสมาธิคือ ได้ความสงบ ได้ความรัก นั่งสมาธิจิตใจก็จะสงบ แล้วก็เกิดความรักกับสิ่งรอบตัว

“พอฝึกสมาธิเยอะๆ ปุ๋มเหมือนมีวินัยมากขึ้น ปุ๋มมีวินัยต่อตนเอง และวินัยต่อคนรอบข้าง ได้มองเห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น คือเราไม่ได้โตแค่อายุ แต่ระยะเวลาที่โตขึ้น เราได้เดินทางทั้งภายในเข้าไปในจิตใจตัวเอง ได้เรียนรู้มากขึ้น ก็ได้เข้าใจตนเองมากขึ้น”

ใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ

นอกจากได้ซึมซับการใช้ชีวิตอยู่อย่างธรรมชาติแล้ว การได้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ขณะที่อยู่ญี่ปุ่นทำให้พอกลับมาอยู่เมืองไทย เธอจึงอยากพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด โดยใช้เงินอย่างรู้ค่าให้มากที่สุด

“การแบ่งหน้าที่กันภายในร้านคือ ปุ๋มจะครีเอททำเมนูใหม่ๆ ทั้งเมนูอาหารและเบเกอรี่ เรามีน้องพนักงาน 4 คน เราช่วยกันทำให้ร้านเราเป็นคอมมูนิตี้คาเฟ่ให้ได้ ซึ่งเราทำแล้ว มีการจัดเวิร์กช็อปแต่ละครั้งก็แตกต่างกันไป เพราะเรามีพื้นที่ภายในร้านและเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นก็เคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนมุมการวางได้หมด

ทุกวันนี้ปุ๋มพยายามจัดสมดุลให้กับชีวิตคือ ช่วยแฟนหนุ่มดูแลร้านละเลียดคาเฟ่บ้าง และเธอยังเจียดเวลาเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ การนั่งสมาธิตอนเช้าๆ การฝึกโยคะเพื่อทำจิตใจให้สงบ

“ทุกเช้าปุ๋มต้องฝึกสมาธิสักครึ่งชั่วโมง และฝึกโยคะอีก 1 ชั่วโมงเกือบทุกวัน จากนั้นจะคั้นน้ำผลไม้กิน ทำอาหารให้ตัวเองและสามีได้กิน สามีก็ออกมาทำงานที่ร้าน ส่วนปุ๋มยังอยากทำอะไรที่ห้องของเราก็ทำ หรืออยากออกมาข้างนอกก็ออก ออกมาทำงาน เสร็จแล้วเย็นๆ ปุ๋มเลือกเดินกลับบ้านซึ่งที่พักของเราอยู่ไม่ไกลจากพหลโยธินซอย 5 เดินแค่ 1 กิโลเมตร เพื่อกลับไปทำกับข้าวเพื่อรอสามีมากินข้าว ตอนค่ำๆ ก่อนนอนก็ฝึกสมาธิ คืออังคารถึงอาทิตย์ชีวิตปุ๋มจะอยู่แถวๆ นี้” ช่วงวันที่ปุ๋มได้หยุดพักเธอจะขับรถกลับบ้านย่านนนทบุรี ซึ่งมีพื้นที่สวนกว้างขวาง ตกแต่งอิงแอบธรรมชาติ มีน้ำตกเล็กๆ ซึ่งเป็นบ้านที่เธอพักอาศัยกับพ่อแม่

“บ้านที่นนท์ เราสร้างเป็น 2 หลังติดกันมีสะพานเชื่อมกัน ด้านบนบ้านของปุ๋มมีรูฟท็อปปลูกต้นไม้เต็มไปหมด มีเวลาได้อยู่กับพ่อแม่ ใช้ชีวิตช้าๆ ทำความสะอาดบ้าน ซึ่งหลักคิดการใช้ชีวิตแบบช้าๆ ของปุ๋ม คือต่างไม่ต้องคาดหวัง คือตอนเราทำงานให้บริษัทเขาก็คาดหวังสูง ทำอะไรก็ต้องทำตามโจทย์ แต่แตกต่างจากการมีธุรกิจของตัวเอง เราสร้างเอง โจทย์แต่ละข้อเราตอบเอง ฉะนั้นความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะคนให้โจทย์ไม่เหมือนกัน ชีวิตนี้เราจึงกำหนดได้เอง”

ดุษฎี พนมยงค์ ความสำเร็จ ชีวิต และความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571875

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

ดุษฎี พนมยงค์ ความสำเร็จ ชีวิต และความทรงจำ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ภาพ ดุษฎี พนมยงค์

หลังคว้ารางวัลประกาศนียบัตรทอง และรางวัลชนะเลิศคะแนนสูงสุดจาก 3 สาขาที่เข้าแข่งขัน บนเวที 2nd Corfu International Festival & Choir Competition ของคณะนักร้อง​ประสาน​เสียง​สวน​พลูจากประเทศไทย “ดุษฎี พนมยงค์” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคณะ ยืนเด่นชูประกาศนียบัตรเหนือศีรษะด้วยรอยยิ้มที่ประกาศถึงความสุขและความสำเร็จต่อชาวโลก นั่นคือจุดแรกที่ทำให้อยากรู้จักสุภาพสตรีผู้มาดมั่น

ดุษฎี (พนมยงค์) บุญทัศนกุล หรือ “ครูดุษ” ของลูกศิษย์ นอกจากจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะบนเวทีระดับโลกในหลายเวทีแล้วครูดุษยังเป็นศิลปินแห่งชาติ ปี 2557 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) และอย่างที่ผู้อ่านหลายท่านทราบดี ท่านเป็นบุตรีของรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี กับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เรื่องราวในชีวิตของท่าน คงเป็นเหมือนเสียงขับร้องดนตรีสูงต่ำ ด้วยท่วงทำนองแห่งชีวิต

“ตอนเด็กๆ ครูดุษซนมากที่สุด เมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ ก็เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากความซน”

อุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงเกือบถึงชีวิต เรื่องมีอยู่ว่า ไปใส่กลอนล็อกประตูห้องน้ำชั้นสองด้านนอกที่น้องสาว วาณี (พนมยงค์) อยู่ในนั้น และจะปีนเข้าไปทางหน้าต่าง เพื่อบอกน้องว่า ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวจะไปปลดล็อกด้านนอกให้ จึงกระโดดข้ามจากหน้าต่างชั้นสองไปยังหลังคากันสาดที่มีความสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตรครึ่ง

“การปีนเล่นแบบนี้เคยทำมาหลายครั้งแล้ว แต่คราวนี้ปีนพลาด”

ครูดุษตกลงมาศีรษะฟาดพื้นอย่างแรงสลบไปทันที คุณแม่ (ท่านผู้หญิงพูนศุข) ได้ยินเสียงโครมรีบวิ่งมาดู เห็นลูกสาวนอนนิ่งไม่ได้สติอยู่กับพื้นซีเมนต์ เลยวานให้คุณอมฤต วิสุทธิธรรม ที่เผอิญมาเยี่ยมคุณแม่ ช่วยอุ้มส่งคลินิกสหการแพทย์ของหมอบุญส่ง เลขะกุล ซึ่งอยู่ย่านเจริญกรุงใกล้บ้านที่สุด

“คุณหมอเย็บแผลสดๆ ไม่ใช้ยาชาเพราะยังสลบอยู่ มีแผลแตกที่ใต้ริมฝีปากล่างและใต้คาง ส่วนฟันกรามก็แตกบิ่น เมื่อกลับมาบ้านคืนนั้น ตื่นขึ้นมาเห็นคุณแม่นั่งเฝ้าอยู่ข้างที่นอน รู้สึกผิดว่าความซนของเราทำให้ผู้ใหญ่เดือดร้อน”

ไม่กี่วันต่อมา ท่านผู้หญิงพูนศุขได้พาลูกสาวมาพักรักษาตัวที่สายนัดดาคลีนิคของ นพ.ม.ล.เต่อ สนิทวงศ์ ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนสายปัญญา อยู่ที่นี่เกือบ 1 เดือน ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดียิ่งจากนพ.ม.ล.เต่อ และลูกๆ ของท่านทุกคน จนทุกวันนี้ก็ยังระลึกถึงพระคุณของท่านอยู่

นอกจากได้ที่ระลึกคือแผลเป็นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังอุบัติเหตุครั้งนั้น คือครูดุษในวัย 10 ขวบไม่สูงขึ้นอีกเลย หยุดความสูงไว้ที่ 152 เซนติเมตร เปรียบเทียบกับพี่น้องผู้หญิงด้วยกันที่สูงถึง 165-166 เซนติเมตร ผลลัพธ์จากการพลัดตกจากกันสาดยังนำมาซึ่งความจำที่ดีกว่าเก่า และเรียนหนังสือได้ดีขึ้น ครูดุษบอกว่านี่เป็นเรื่องที่ยังสงสัยตัวเองอยู่

“สมัยนั้นไม่มีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เลือดคั่งในสมองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ถ้าสมองกระทบกระเทือนแล้วทำให้เรียนดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

เหตุการณ์ในชีวิตที่ครูดุษจดจำได้อย่างแม่นยำอีกเรื่องคือ การรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ที่ทำให้ครอบครัวปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ ได้รับผลกระทบตามมาอย่างแสนสาหัส ครูดุษเล่าว่า ห้องนอนของพวกเด็กๆ (หมายถึงลูก) อยู่ฝั่งเหนือของตึกทำเนียบท่าช้าง ส่วนห้องนอนคุณพ่อคุณแม่อยู่ฝั่งใต้ของตึกเดียวกัน กลางดึกคืนนั้น มีเสียงปืนจากรถถังยิงรัวๆ มาที่ตัวตึกบริเวณใกล้ห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ เด็กๆ ตื่นขึ้นมาเห็นคุณแม่มาอยู่กับลูกๆคุณแม่ตะโกนเสียงดังสวนเสียงปืนว่า “อย่ายิงที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก”

ปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศในช่วงนั้น ต่อมาในปี 2495ท่านผู้หญิงพูนศุขถูกจับกุมในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ดุษฎีและวาณีต้องไปอยู่ประจำที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ทุกเย็นวันศุกร์ญาติไปรับเพื่อพาไปนอนค้างกับคุณแม่ในห้องขังที่สันติบาลกรมตำรวจ วันจันทร์เช้าก็มารับกลับไปอยู่ที่โรงเรียน ทำเช่นนี้ตลอด 84 วันที่ท่านผู้หญิงพูนศุขถูกคุมขัง

“เมื่อศาลสั่งไม่ฟ้องได้รับอิสรภาพ คุณแม่คิดว่า ความยุติธรรมหาไม่ได้ในเมืองไทย อยู่ต่อไปก็จะถูกรังแกเช่นนี้อีก จึงตัดสินใจพาลูกสาวที่ยังเล็ก 2 คนไปต่างประเทศ จุดหมายแรกคือฝรั่งเศส ซึ่งพี่สาว (สุดา พนมยงค์) ศึกษาดนตรีอยู่ที่นั่น”

อยู่ที่กรุงปารีสได้ไม่นาน (ปี 2496) ท่านผู้หญิงพูนศุขตัดสินใจเดินทางไปสมทบกับสามีที่พำนักลี้ภัยอยู่ในประเทศจีน ในปีเดียวกันนั้น ท่านพาลูกสาวทั้งสอง เดินทางผ่านสวีเดน ฟินแลนด์ ไปมอสโก จากนั้นนั่งรถไฟสายทรานไซบีเรียนจากมอสโกไปปักกิ่ง ใช้เวลาเดินทาง 8 วัน

“คุณพ่อมารอรับเราที่สถานีรถไฟชายแดนจีน แล้วเดินทางต่ออีก 2 วันจึงถึงกรุงปักกิ่งรัฐบาลจีนต้อนรับคุณพ่อและครอบครัวในฐานะเพื่อนผู้ร่วมต่อสู้การรุกรานจากญี่ปุ่นเป็นอย่างดี มีบ้านพักและรถยนต์พร้อมคนขับในระดับเทียบเท่ารัฐมนตรี พร้อมผู้ช่วยงานบ้านหลายคน”

ครูดุษ เล่าว่า ขณะนั้นอายุ 14 ปี ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมที่ปักกิ่ง แต่เนื่องจากไม่เคยรู้ภาษาจีนมาก่อน มีครูพิเศษมาสอนให้โดยเฉพาะ ครูเป็นชาวปักกิ่ง ครูดุษและน้องสาววาณี จึงได้ความรู้การออกเสียงภาษาจีนแบบมาตรฐานปักกิ่งแท้ ที่เมืองจีนนี้ยังได้มีโอกาสฝึกกีฬายิมนาสติกอย่างจริงจัง จนได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันชิงเหรียญรางวัล ซึ่งก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

หลังจบชั้นมัธยมศึกษา ได้สอบเข้าเรียนที่สถาบันดนตรีกลาง กรุงปักกิ่ง (Central Conservatory of Music) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาบันดนตรีระดับโลก เรียนขับร้องคลาสสิกเป็นวิชาเอก เรียนเปียโนเป็นวิชาโท ครูดุษถ่อมตัวว่าเรียนไม่เก่ง หากที่ร่ำเรียนมาได้ราบรื่นคงเป็นเพราะพื้นฐานการเรียนดนตรีในวัยเด็กที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟฯ และมีพื้นฐานทางดนตรีทั้งจากครอบครัวทางฝั่งบิดาและฝั่งมารดา

ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนยาวนานถึง 19 ปีนั้น เมื่อถูกถามถึงเรื่องความรักครูดุษไม่ค่อยอยากเล่า บอกว่าลืมหมดแล้ว แค่บอกว่าเคยมีแฟนเป็นเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกัน แต่ความรักไม่อาจสมหวังเพราะรัฐบาลจีนขณะนั้นมีกฎหมายเคร่งครัดเรื่องการแต่งงานกับคนต่างชาติ

เมื่อถามว่า ครูดุษมีชื่อจีนไหม คำตอบคือ มี เป็นชื่อที่ล่ามจีนตั้งให้ว่า ช้าหนี (莎妮 sha ni) โดยพยายามเลียนเสียงจากชื่อไทย (Dusadee) และล่ามจีนยังเติมแซ่ให้ด้วยว่า แซ่หลี่ ทั้งนี้ มิใช่แซ่เดิมจากบรรพบุรุษ (แซ่ตั๊ง) ที่มาจากเมืองจีนสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

ครูดุษเล่าถึงการย้ายตามบิดาไปใช้ชีวิตในฝรั่งเศส (ปรีดีฯ ไปฝรั่งเศส ปี 2513) ว่า ลูกๆ ทำมาหาเลี้ยงชีพกันอย่างไม่เลือกอาชีพ บางคนเป็นบ๋อยเสิร์ฟในภัตตาคาร บางคนรับจ้างทำความสะอาดบ้าน บางคนรับทำอาหารส่งตามที่ต่างๆ ส่วนครูดุษเป็นครูเปียโนที่สถาบัน Conservatoire Municipale de Caen ทำอยู่ 2 ปี เมื่อคิดจะกลับเมืองไทยได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ Royal Collage of Music กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

“สมัยนั้นไทยกับจีนเป็นอริกัน ไม่รักกันหวานชื่นอย่างทุกวันนี้ ใบปริญญาที่ได้มาจากประเทศจีนอาจไม่ได้รับการยอมรับ จึงจำเป็นต้องไปหากระดาษอีกใบหนึ่งจากประเทศตะวันตก”

ครูดุษเกือบจะไม่กลับเมืองไทย เล่าว่า บางขณะบางอารมณ์ก็อยากอยู่เมืองนอก เพราะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมและสังคมน่าอยู่ มีเสรีภาพประชาธิปไตย แต่ที่สุดก็ตัดสินใจกลับบ้านครูดุษกลับเมืองไทย แต่งงาน มีครอบครัวมีบุตร 1 คน ปัจจุบันมีหลานชายวัย 5 ขวบ อีก 1 คน ทั้งลูกและหลานชอบร้องเพลงเหมือนคุณแม่และคุณย่า ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แม้กระนั้นก็มีความท้อใจอยู่บ้าง

“คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องด้วยลำแข้งของตนเอง มีบทพิสูจน์ในระดับสากลมากมายแต่ความยากลำบากในการหาทุนสนับสนุนคงมีอยู่เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิม ส่วนหนึ่งเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เห็นความสำคัญของการทำงานด้านนี้”

การเดินทางไปแข่งขันประสานเสียงที่คอร์ฟู ประเทศกรีซครั้งล่าสุด สมาชิกวงสวนพลูทุกคนต้องควักกระเป๋าออกเงินกันเองคนละไม่น้อย หาผู้สนับสนุนยากเพราะเศรษฐกิจไม่ดีก็จริงอยู่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าสังคมและผู้มีอำนาจเข้าใจสักนิดว่า ดนตรีคือหนทางที่จะทำให้คนในโลกได้เข้าใจกันและรักกัน ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างเกียรติภูมิแก่แผ่นดินแม่ในเวทีโลกแล้ว

“เราก็จะทุ่นแรงไปได้เยอะในการหาเงินสนับสนุน”

วันนี้ในวัยใกล้ 80 ปี ยังสนุกกับการสอนขับร้องคลาสสิก จัดรายการวิทยุ “คุยกับครูดุษ” ทางสถานีวิทยุ อสมท 96.5 ทุกเช้าวันเสาร์ 06.00-07.00 น. ยังออกกำลังกายและว่ายน้ำอยู่บ้าง ฟังเพลงคลาสสิกเสมอๆ ฟังเพลงไทยเดิม เพลงไทยสมัยเก่าบ้าง คีตกวีที่ชื่นชอบที่สุดคือโมสาร์ท ปัจจุบันมีอาการเจ็บปวดจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เดินไม่ค่อยสะดวกอยู่บ้าง

ความสูญเสียครั้งใหญ่มาถึงอีกครั้ง เมื่อน้องสาว วาณี (พนมยงค์) สายประดิษฐ์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา การสัมภาษณ์ในครั้งนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกับงานปลงศพน้องสาวของท่าน หากกระนั้นดวงตาก็ยังฉายแววความแกร่งกล้า สมกับที่เป็นคนในครอบครัวปรีดี-พูนศุข พนมยงค์

พระไพศาล วิสาโล ซึ่งได้แสดงปาฐกถาธรรมในวันงานฯ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ทุกคนเกิดมามีจุดหมายของตัวเองแตกต่างกันไป บางคนบรรลุจุดหมายได้ แต่บางคนก็ไม่แต่ที่สุดแล้ว สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกคนต้องเดินไปสู่ปลายทางเดียวกัน นั่นคือความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ฟังปาฐกถาธรรมของพระไพศาลแล้ว ก็พยายามปล่อยวางไปได้ในหลายเรื่อง ทุกวันนี้มีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ ได้ถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีแก่คนรุ่นหลัง และมีความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ กับเสียงดนตรีคุณภาพก็เพียงพอแล้ว เตรียมตัวตายก่อนตาย”

Q & A with Kru Kay สัมภาษณ์ครูเก๋ วิรุฬห์ หุตะวัฒนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571803

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

Q & A with Kru Kay สัมภาษณ์ครูเก๋ วิรุฬห์ หุตะวัฒนะ

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การได้มีโอกาสพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์กับผู้ฝึกโยคะ อาจทำให้ใครบางคนเกิดแรงบันดาลใจ เห็นมุมมองหรือแง่คิดดีๆ ที่จะนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราก็เป็นได้ และตอนนี้โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 เจี๊ยบจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้คุณครูเก๋จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

ประสบการณ์ที่ท้าทายในการเป็นครูหรือผู้นำสอนโยคะ

ครูเก๋ : แรกๆ เวลาสอนก็ตื่นเต้นครับ เรารู้ว่าผู้ฝึกคอยฟังและดูเราอยู่ เวลาสอนต้องคิดหลายอย่าง เช่น วิธีการสื่อสารกับผู้เรียน จังหวะในการพูด การใช้คำให้ผู้ฝึกเข้าใจ การเป็นครูโยคะต้องรู้หลายเรื่อง เรื่องอาสนะ กล้ามเนื้อที่ใช้ ประโยชน์ ข้อควรระวัง วิธีการจัดระเบียบร่างกายให้เหมาะสมกับร่างกายที่ต่างกันของแต่ละคน การเรียงร้อยอาสนะให้สอดคล้องกัน และอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับโยคะนำทุกอย่างมาประกอบกันในการสอนในแต่ละครั้งต้องมีสติและสมาธิคอยสังเกตผู้ฝึกแต่ละคนว่ามีข้อจำกัดในการเข้าท่าหรือไม่ โดยเฉพาะในชั้นเรียนที่ผู้ฝึกมีความสามารถหลากหลายต้องให้ทางเลือกที่ง่ายหรือแม้แต่แนะนำท่าที่ท้าทายขึ้นเวลาสอนแม้ว่าจะเตรียมชุดท่า (Sequence) มาแล้วก็ยังต้องปรับตอนสอนจริงเสมอครับ

แรงขับเคลื่อนภายในที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์กับ “โยคะ” สำหรับครูคืออะไรคะ

ครูเก๋ : ในฐานะผู้ฝึกได้เริ่มฝึกโยคะจริงจังตอนที่เรียนและทำงานไปพร้อมกันครับ จำได้ว่าตอนนั้นเครียดมากไม่ได้ออกกำลังกาย จิตใจและร่างกายย่ำแย่ แต่พอมาฝึกโยคะร่างกายก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความเครียดลดลง สงบและใจเย็น ผ่อนคลาย ส่งผลให้การเรียนและการทำงานดีขึ้นเวลาฝึกโยคะรู้สึกมีสมาธิแม้ว่าร่างกายไม่ได้อยู่นิ่งแบบนั่งสมาธิแต่สามารถจดจ่อกับตัวเองได้ ใจก็ไม่ได้คิดฟุ้งไปเรื่องอื่นแต่อยู่กับร่างกายและลมหายใจ ที่สำคัญการได้ฝึกกับครูทุกท่านที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นโยคะในรูปแบบใดก็ช่วยให้เกิดสมาธิและเข้าใจตัวเองมากขึ้นทำให้รู้สึกว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้ฝึกโยคะครับ การที่เราได้รับความสุขจากการฝึกโยคะก็เลยทำให้เราอยากแบ่งปันให้คนอื่นด้วย จึงเป็นแรงขับเคลื่อนอีกอย่างที่ทำให้สัมพันธ์กับโยคะในฐานะผู้สอนครับ

มีอะไรจะฝากถึงผู้ฝึกโยคะทุกท่านบ้างคะ

ครูเก๋ : การฝึกโยคะในสมัยปัจจุบันนอกจากเป็นออกกำลังกายอย่างหนึ่งแล้ว อยากให้มองว่าเป็นการเรียนรู้ตนเอง เรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัดหรืออาจจะขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นได้แบบที่เราเป็นตัวเอง อยากให้ฝึกอย่างระมัดระวังเพราะเกิดการบาดเจ็บได้เหมือนการออกกำลังกายประเภทอื่นและก็คงเหมือนครูโยคะท่านอื่นในเรื่องว่าการฝึกโยคะไม่ใช่แค่ฝึกอาสนะครับ ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นโยคะ เช่น การปฏิบัติตามหลักคิดของโยคะ การฝึกลมหายใจ การสร้างสมาธิและการจดจ่อและอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงจากการฝึกโยคะนะครับ

ประสบการณ์โยคะ

ฝึกโยคะมากกว่า 10 ปีในสไตล์ต่างๆ ได้แก่ หฐะ วินยาสะ พาวเวอร์ อัษฎางคะ หยิน รวมทั้งการได้มีโอกาสร่วมงานโยคะเฟสติวัลต่างๆ เช่น งานโยคะนานาชาติ ณ โยคะวิทยาคุรุกุล เมืองนาสิก ประเทศอินเดีย

การศึกษาด้านโยคะ

หลักสูตรครูสอนโยคะระดับนานาชาติ 200 ชั่วโมง สถาบันฟิตไทยแลนด์

หลักสูตรปราณายะขั้นพื้นฐาน สถาบันโยคะวิชาการ

หลักสูตรการเรียนวิชาสันสกฤต 1 และ 2 (60 ชั่วโมง) จากโครงการอบรมภาษาให้บุคคลภายนอกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พบกับคลาสของครูเก๋ (วิรุฬห์ หุตะวัฒนะ) ที่โยคะสุตราสตูดิโอได้ทุกวันศุกร์เวลา 19.00 น. กับคลาส Fundamental plus และวันเสาร์เวลา 12.15 น. กับคลาส Hatha ค่ะ

ศิลปะกับช่วงเวลา ที่แย่ที่สุดของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571802

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 12:33 น.

ศิลปะกับช่วงเวลา ที่แย่ที่สุดของมนุษย์

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของผม หลังๆ หากได้ไปโตเกียว แทบทุกครั้้งถ้าพอจะมีเวลาก็ต้องแวะไปที่นี่

ใครไม่เคยไปมาก่อน ครั้งนี้ผมขออาสาพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริแบบสี่ห้าย่อหน้าจบ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น มิโนรุ โมริ ตระกูลโมริสร้างเนื้อสร้างตัวจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายๆ แห่งทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐ และจีน

แล้ว มิโนรุ โมริ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ก็เป็นคนที่ริเริ่มพัฒนาย่านธุรกิจ ทั้งโอโมเตะซานโดะ และรอปปงงิ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งและที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ของญี่ปุ่น

ตระกูลโมริถือว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่น และมิโนรุก็ถือเป็นบุคคลสำคัญระดับโลกเลยก็ว่าได้

ตึกโมริซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเขา ความแตกต่างของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะอื่นๆ ในญี่ปุ่นก็คือ ที่นี่ไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร แต่เป็นนิทรรศการหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ภัณฑารักษ์จะจัด

เอกลักษณ์หนึ่งซึ่งเป็นที่จดจำไปแล้วก็คือ การนำเอาวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นในยุคต่างๆ มาเล่าเรื่องใหม่ในมุมที่เราคิดไม่ถึง หรือในวาระสำคัญที่เราลืมไปแล้ว

สำหรับผม สิ่งที่เหนือกว่านั้นก็คือความแยบคายในการผนวกเอาศิลปะเข้ากับแผนการตลาดได้อย่างแยบยล เพราะที่นี่พิสูจน์แล้วว่าศิลปะและวัฒนธรรมป๊อปและการค้าขายสามารถไปด้วยกันได้

ทุกๆ งานศิลปะที่จัดแสดงที่นี่ จะมีของที่ระลึกสวยๆ วางจำหน่ายด้วย แบบที่ว่าคุณจะหาซื้อที่อื่นไม่ได้ ฉะนั้นหากอยากได้ก็ต้องมา

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริเปิดเมื่อปี 2003 เมื่อเปิดแล้วมันก็กลายเป็นที่พูดถึงแทบจะทันที เพราะที่ตั้งซึ่งอยู่ชั้นสูงสุดของตึกโมริ สามารถมองเห็นโตเกียวได้ในมุมสูง

การดึงศิลปินระดับแถวหน้าของเอเชียอย่าง อ้าย เหว่ย เหว่ย ยาโยย กุสุม่า หรือ โยโกะ โอโนะ มาจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เรียกว่าคุณไม่ต้องเป็นคนชื่นชอบศิลปะก็ยังอยากมาและมาได้บ่อยๆ ด้วย

ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริเปลี่ยนแนวทาง โดยดึงเอาวัฒนธรรมมังงะเข้ามาแสดงมากขึ้น เพื่อดึงดูดคนในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่กับการเลือกงานศิลปะที่ยังคงเข้มข้นในเรื่องเนื้อหาอยู่ การทำงานของทีมภัณฑารักษ์ที่นี่ แม้ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็แข็งขันในการทำงานและค้นคว้าวิจัยกันอย่างหนักหน่วงก่อนการจัดแสดง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ผมไปเยี่ยมโตเกียว มีการจัดแสดงงาน 3 งาน เป็นเรื่องราวของการ์ตูนมังงะ 2 งาน นั่นคือ งานของ ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ผู้เขียนโดราเอมอน แต่งานนี้เป็นการแสดงผลงานที่เป็น “ด้านมืด” ของอาจารย์ เป็นการ์ตูนที่ไม่ได้ฮิตชื่อ “Fujiko Fujio Weird and Amazing Collection” ไม่ได้โลกสวย แต่สะท้อนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอีกด้านหนึ่ง

ส่วนอีกงานเป็นผลงานของกลุ่มแคลมป์ (Clamp) กับ “Cardcaptor Sakura” สายมังงะผู้หญิง แนวการ์ตูนตาโตน่าจะรู้จักกันดี

สำหรับไฮไลต์คือส่วนแสดงหลัก เป็นการแสดงของศิลปิน “รวมดาว” ของญี่ปุ่นและของโลกในหัวข้อ “Catastrophes and The Power of Art” (หรือแปลได้ว่า “ห้วงหายนะและพลังแห่งศิลปะ”) เบื้องหลังความคิดของนิทรรศการนี้คือ การตั้งคำถามกับพลังของศิลปะว่า สามารถช่วยเหลือเราได้อย่างไรในสภาวะที่เราสิ้นแล้วทุกอย่าง

นิทรรศการนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง ดูเหมาะกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องตั้งรับกับภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงหลายครั้ง และครั้งล่าสุดก็คงเป็นเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของรังสีปรมาณูที่เมืองฟูกุชิมา และอาจกินความได้ถึงทั้งโลกด้วย ที่ช่วงเวลานี้ต่างเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในรูปแบบต่างๆ

แต่ในความยุ่งเหยิงโกลาหลและสิ้นหวังที่สุด ก็ยังคงมีศิลปินที่ตั้งใจถ่ายทอดและสร้างงานเพื่อทั้งเยียวยา เพื่อแสดงความจำนน และเพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์ผู้ไม่เคยยอมแพ้กับทุกสิ่ง แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่หมดหวังที่สุด

ศิลปินทั้งจากญี่ปุ่นและจากทั่วโลกที่ภัณฑารักษ์เลือกมา (คอนโดะ คินนิชิ) ล้วนน่าสนใจ การจัดนิทรรศการก็ทำได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องมาก

หลายนิทรรศการนั้นน่าทึ่งมาก เช่น งานของ ทาเคดะ ชิมเปอิ (Takeda Shimpei) ศิลปินคนนี้เก็บดินจากแหล่งปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีมาถ่ายรูปแล้วสแกนเพื่อให้เห็นการปนเปื้อนในอีกมิติหนึ่ง

งานของ อ้าว เหว่ย เหว่ย ที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นภาพพิมพ์ขนาดสูงเท่าตึก 2 ชั้น ยาวกว่า 10 เมตร โดยทำเลียนแบบอักษรภาพเฮียโรกริฟฟิก สื่อให้เห็นความยากลำบากของผู้อพยพที่ไม่แตกต่างจากแรงงานทาสที่สร้างพีรามิดในอียิปต์เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สะท้อนว่าการกดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองไม่เคยหายไปไหน

อีกงานที่ผมชอบเป็นงานของช่างภาพชาวเยอรมัน คริสตอฟ เดรเกอร์ (Christoph Draeger) ซึ่งนำภาพถ่ายที่อยู่ในซีรี่ส์ของเขา “The Most Beautiful Disaster in The World” โดยเข้าไปถ่ายภาพซากตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หลังจากตึกถล่มได้ 1 วัน (12 ก.ย. 2011) แต่รูปถ่ายทุกรูปที่นำมาแสดงในงาน ถูกนำมาแสดงเป็นภาพจิ๊กซอว์ขนาด 5,000 ชิ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าภายใต้ความสิ้นหวัง หากมนุษย์ร่วมมือกันก็ยังมีหวัง

งานที่ถือเป็นไฮไลต์ของนิทรรศการครั้งนี้ก็คืองานของ โยโกะ โอโนะ ที่ชื่อ “Add Colour Painting (Refugee Boat) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ในงานของ โยโกะ โอโนะ ก็ว่าได้ ที่ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วม เธอแสดงงานในซีรี่ส์ “Add Colour” มาตั้งแต่ปี 1961 ให้ผู้ชมแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ ผ่านวัตถุที่แตกต่างกันไป เช่น บนผ้าใบเปล่า บนถุงมือ บนการ์ด ฯลฯ

มาคราวนี้เธอเลือกเรือ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้อพยพและใช้สีเพียง 2 สี คือ น้ำเงินและขาว เพื่อเป็นตัวแทนของน้ำทะเลและความหวังของผู้อพยพ เป็นงานที่ทรงพลัง แค่เดินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานก็รู้สึกเหมือนถูกลอยอยู่บนทะเลจริงๆ แล้ว

Catastrophes and The Power of Art จะแสดงไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นนิทรรศการที่เชื่อว่า หากมีเวลาได้เดินดูอย่างจริงจัง จะทำให้คุณหลงรักเบื้องหลังความคิดของภัณฑารักษ์ที่ต้องการเชิดชูคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงความสวยงามของศิลปะว่า ไม่ว่าจะมองในความเป็นพิษเป็นภัยกับสิ่งใด ศิลปะไม่เคยทำร้ายใคร ตรงกันข้ามศิลปะเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้เสมอไม่จบไม่สิ้นจริงๆ

ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.mori.art.museum/jp/

ฟิน แฮร์ ช็อป @กาญจนาภิเษก เพราะรักผม คุณจึงให้ความสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571799

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 12:11 น.

ฟิน แฮร์ ช็อป @กาญจนาภิเษก เพราะรักผม คุณจึงให้ความสำคัญ

โดย นกขุนทอง

ถ้าเอาศูนย์กลางเมืองหลวงเป็นย่านสยาม สีลม การจะเดินทางไปถนนกาญจนาภิเษกคงรู้สึกไกล แต่ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย ต้นทางที่ไหนก็ช่าง แต่ลงปลายทางสถานีเวสต์เกต

หมุดหมายของเราอยู่ที่ร้านทำผม เรียกให้หรูขึ้นมาหน่อยก็ซาลอน ชื่อร้าน “ฟิน แฮร์ ช็อป” (Fin Hair Shop) โดยมีช่าง “เฟิร์ส” เสกสรรค์ ประเสริฐสังข์ ผู้ที่ศึกษาและมีความเชี่ยวชาญด้านเส้นผม ควบตำแหน่งเจ้าของร้าน

ช่างเฟิร์ส ให้เหตุผลที่เลือกทำเลชานเมืองหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งต้องการเพิ่มราคาการบริการ ดังนั้นรูปแบบการตกแต่งร้าน รวมถึงผลิตภัณฑ์ต้องใช้แบรนดีที่ดีขึ้นอีก

สถานที่ต้องกว้างขวาง ทำเลนี้เป็นทำเลใหม่ที่กำลังเจริญ มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ศูนย์การค้าปลีกขนาดใหญ่ และแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านระดับไฮเอนด์ ซึ่งแน่นอนว่ามีกำลังจ่ายสูงเพื่อแลกกับสิ่งที่คู่ควร

กลุ่มลูกค้าส่วนมากเป็นวัยทำงาน ทั้งสตาร์ทอัพ และผู้ใหญ่ แน่นอนว่าเมื่อร้านทำผมฝังตัวอยู่ย่านไหนมักมีลูกค้าประจำในละแวกนั้น และลูกค้าประจำที่ประทับใจฝีมือช่าง ซึ่งส่วนนี้ไม่ว่าจะอยู่มุมเมืองไหนก็เต็มใจที่จะไปหา

ส่วนลูกค้าใหม่มีแวะเวียนมาตลอด ประหนึ่งอยากลองร้านใหม่ๆ แต่เมื่อถูกใจช่าง ประทับใจการบริการก็กลับมากลายเป็นประจำ

“รู้สึกตั้งแต่เกิดคาบหวี คาบกรรไกรออกมาเลย ทำอาชีพเสริมสวยตั้งแต่ ป.6 สมัยอยู่ต่างจังหวัดก็ทำกับน้า ได้คลุกคลีกับร้านทำผม แล้วก็ได้ออกมาทำร้านข้างนอกช่วงมัธยม จนเรียนจบปริญญาก็เปิดร้านของตัวเอง

ทุกอย่างเกิดจากการฝึกทำ แล้วก็ประสบการณ์หมดเลย แล้วศึกษาเพิ่มเติมตลอดเวลา ที่ร้านเราลูกค้าส่วนมากมาตัดผมแล้วก็ทำเคมี เพราะเราสามารถเปลี่ยนลุคลูกค้าได้เลย คือคนที่มีปัญหาสภาพเส้นผม บางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องตัดทรงอะไร มันมีปัญหา”

ช่างเฟิร์ส ขยายความให้เห็นภาพว่า สมมติคนผมหยิกจะตัดทรงอะไรให้เข้ากับคนผมหยิก คนผมบางต้องตัดทรงแบบไหน คนผมหยิกหยักศกต้องตัดแบบไหน

“คนผมหยิกหยักศกเราต้องดูลอนผมก่อนว่าเขาหยิกมากหยิกน้อยแค่ไหน ลักษณะการซอยถ้าเป็นผมสั้นแนะนำให้เป็นบ๊อบคลาสสิกไปเลย เพื่อที่จะลดอาการฟุ้งฟูเวลาเราไม่เซตผม ถ้าคนไว้ผมยาวแนะนำให้เป็นทรงฟาร่าไปเลย ฟาร่าก็จะเป็นลอนๆ สะบัดๆ

ถ้ามีปัญหาหยิกครึ่งๆ กลางๆ เป็นคลื่นๆ ฝอยๆ หน่อย แนะนำให้ดัดเพิ่มวอลุ่มเข้าไปเลยจะได้แก้ปัญหาในจุดนี้ คือมีการดูเส้นผมและออกแบบทรงผม เพราะบางคนไม่รู้ปัญหาตัวเอง รู้แค่ว่าหัวฟูจังแต่ไม่รู้จะทำยังไง เข้ามาถามได้เลย”

ช่างเฟิร์ส ย้ำว่าที่นี่แก้ปัญหาให้หมดเลย ตั้งแต่เริ่มการตัดผม ออกแบบทรงผม และการเซตหน้ากระจก

“เราจะเป่าให้ลูกค้าดูด้วย เซตอย่างนี้นะคะ คุณอยู่บ้านคุณจะต้องเจอแบบนี้ สภาพผมสมมติว่าเป่า ลักษณะการเป่าผมบางคนไม่รู้ว่าจะต้องเป่าซ้ายเป่าขวาก็จะแนะนำลูกค้าว่า พี่คะก้มนิดหนึ่งเป่าจากด้านหลังมาข้างหน้านะคะ ผมที่งอๆ ผมที่ไม่เข้าทรงจะเข้าทรงง่าย

สอนทุกคน สอนทั้งวิธีการดูแลเส้นผม ก็กลับไปสระผม ถ้าไม่เคยนวดครีมก็ควรนวด ไม่งั้นปัญหาจะตามมาเยอะแยะเลย บางคนอาจจะใช้ชโลมเฉยๆ บางคนไม่ใช้เลยครีมนวด แล้วก็บอกว่าผมตัวเองมีปัญหาแข็ง ผมบางจัง”

แชมพูต้องเลือกให้เข้ากับสภาพเส้นผมสำคัญมากๆ ช่างเฟิร์ส บอกเคล็ดลับว่า การดูแลเส้นผมอันดับแรกคือแชมพู อันดับที่ 2 คือบำรุง อันดับที่ 3 คือขยันหมั่นดูแลหมั่นทำสม่ำเสมอ เส้นผมคุณจะดี

“มาร้านนี้ก่อนทำต้องคุยกันก่อน คุยกันนานมาก อย่างเคสหนึ่งมาตั้งแต่ 10 โมง เริ่มทำผมบ่าย 3 เพราะคุย ลูกค้าก็ชิล ลูกค้าก็สบายใจ เพราะบางคนกลัวไง กลัวการเปลี่ยนแปลง ก็คุยหลายชั่วโมง

เราไม่มีการยัดเยียดขายของ เอานั่นเพิ่มไหมคะ ทำนี่เพิ่มไหมคะ มีลูกค้ามาขอทำเองเลยส่วนใหญ่ บางคนสียังไม่ต้องทำก็ได้ แต่ถ้าลูกค้าอยากทำก็ยินดีทำให้ แต่ถามผมจริงๆ แล้วไม่ต้องทำก็ยังสวยอยู่ อย่างบางคนผมดัดสวยอยู่แล้วอยากดัดใหม่เราก็ไม่แนะนำ”

รู้ลึกสภาพเส้นผมและใส่ใจเข้าใจลูกค้า นี่จึงเป็นกลเม็ดมัดลูกค้าให้กลับมาประจำ ช่างเฟิร์ส เล่าต่อว่า การรับบริการทางเคมี ไม่ว่าจะดัด ยืด ย้อมสี ใช้เวลานาน ดังนั้นการออกแบบร้านจึงให้ดูโอ่โถง โล่ง ประหนึ่งนั่งเล่นที่บ้าน

“ไม่เพียงแค่คนมาใช้บริการแค่นั้น ผู้ติดตามก็สามารถนั่งรอได้อย่างเอกเขนกสบายอารมณ์ ที่สำคัญกลิ่นเคมีไม่แรงจนรบกวน สร้างบรรยากาศร้านด้วยสีดำ น้ำตาล ทอง ใช้พื้นปูนขัดมัน ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ ดูหรูแต่จ่ายค่าบริการในราคาไม่แพงเกินไป

เราเน้นพื้นที่กว้าง เดินนี่ไม่ชนกัน มี 7 เคาน์เตอร์สำหรับทำผม ช่างตอนนี้มีอยู่ 5 คนก็เป็นช่างเคมี สระ ไดร ช่างตัดมี 2 คน แล้วอยากให้ลูกค้านั่งสบาย การตกแต่งร้านเราก็ใช้วอลเปเปอร์เป็นผนัง แล้วก็ใช้อิฐจริงผสมลงไปทำให้ดูเป็นโมเดิร์น เน้นแชนเดอเลียร์ที่หรูหราหน่อย แล้วก็มีที่นั่งรอสำหรับคนมารอก็จะแยกโซนออกไปเลย”

ทิ้งท้าย ช่างเฟิร์ส ขอร้องว่าลูกค้าต้องโทรมาสำรองการรับบริการก่อน วอล์กอินเข้ามาเลยมักเป็นบริการสระไดรเท่านั้น

ฟิน แฮร์ ช็อป ตั้งอยู่ที่ My Ville บางใหญ่ ชั้น 2 ถนนกาญจนาภิเษก หากเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีเวสต์เกต นั่งวินมอเตอร์ไซค์ หรือสามารถนั่งรถสองแถว ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ร้านเปิดบริการเวลา 10.00-20.00 น. หยุดทุกวันพุธ และวันอังคารสิ้นเดือน สอบถามโทร. 02-077-4818

มองการเดินทางผ่านสายตาหมอเปียง PYONG : Traveller X Doctor

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571793

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

มองการเดินทางผ่านสายตาหมอเปียง PYONG : Traveller X Doctor

โดย รอนแรม ภาพ : PYONG : Traveller X Doctor

เพจท่องเที่ยวน้องใหม่อายุ 1 ปีกับยอดไลค์ 5.7 หมื่นไลค์ น่าจะการันตีได้ถึงความไม่ธรรมดาของเพจเฟซบุ๊ก PYONG :Traveller X Doctor พื้นที่เล่าเรื่องสนุกๆ ของ “เปียง” กันตพงศ์ ทองรงค์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป วัย 26 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์ชอบท่องเที่ยวและถ่ายภาพ แถมยังชอบเขียนแบ่งปันเรื่องราวและจัดเต็มโปรดักชั่นทำคลิปสนุกสุดเท่ให้อยากไปตามรอย

หมอเปียงเล่าว่า เพจนี้เริ่มจากความชอบถ่ายภาพ ซึ่งเขามักสร้างสรรค์องค์ประกอบภาพจากมุมธรรมดาๆ จนกลายเป็นภาพที่แปลกตา แม้ว่าจะเป็นมุมเดิมที่เดินผ่านทุกวัน

“ผมเริ่มถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ของโรงพยาบาลลงในอินสตาแกรมส่วนตัว(@pycaptain) และมักมีคนถามว่าภาพนี้ถ่ายที่ไหน พอผมเฉลยไปเขาก็แปลกใจ เพราะไม่เคยสังเกตว่ามีมุมแบบนี้อยู่ในโรงพยาบาลด้วย หลังจากได้ฟีดแบ็กที่ดีกลับมาผมก็เริ่มรู้สึกว่า หรือเราก็ถนัดเรื่องถ่ายภาพ

จากแค่ในโรงพยาบาลก็ไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ตามต่างจังหวัด ต่างประเทศ จนมีอัลบั้มส่วนตัวเก็บไว้เยอะมาก จากนั้นก็เริ่มเขียนรีวิวเรื่องท่องเที่ยวลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีและมีคนเชียร์ให้เปิดเพจ และก็ได้ตัดสินใจเปิดเพจเมื่อปีที่ผ่านมา”

เริ่มแรกเขาเน้นรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ และอีเวนต์ตามกระแส เพื่อดึงดูดความสนใจให้คนเข้ามาติดตาม โดยสื่อสารออกไปให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้สวมบทเป็นตัวเขา ดังเช่นคำนิยามของเพจที่ว่า See What I See รวมทั้งยังนำเสนอข้อมูลของสถานที่ และแนวคิดการใช้ชีวิตให้สมดุลสอดแทรกเข้าไป

“ผมจะเขียนไว้เสมอว่า กว่าจะได้ไปเที่ยวเราต้องรอวันหยุดหรือต้องสะสมวันหยุด แต่สุดท้ายผมก็ยังสามารถไปเที่ยวได้ นั่นคือถ้าเรารู้จัก เวิร์ก-ไลฟ์ บาลานซ์ ไม่ว่าจะทำงานประจำก็ยังไปเที่ยวได้ โดยสถานที่ที่ผมไปไม่ใช่ที่ที่ไปยากหรือต้องใช้เวลามากมาย แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้จัก ซึ่งผมจะเลือกนำเสนอมุมมองที่ไม่เหมือนใคร และหยิบมุมใดมุมหนึ่งขึ้นมาเล่าอย่างละเอียด”

เขายกตัวอย่าง สิงคโปร์ ประเทศที่หลายคนมองว่าเป็นเมืองสมัยใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เขาได้หยิบเรื่องสถาปัตยกรรมขึ้นมาเล่าเพื่อให้เห็นแนวคิดและการใช้ชีวิตของคนสิงคโปร์

“สิ่งที่การเดินทางให้ผมคือ ประสบการณ์ ตอนนี้เราเห็นโลกเท่าที่เราเห็น แต่การเดินทางทำให้เราไปเห็นสถานที่ใหม่ๆ เห็นโลกกว้างขึ้น และชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการเดินทางสามารถนำมาพัฒนาตัวเอง และเป็นความรู้รอบตัวที่อาจเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต”

หลังจากทำเพจมาครบปี เพจ PYONG :Traveller X Doctor เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามาซึ่งเขาได้นำไปเป็นทุนต่อยอดทำวิดีโอมีตากล้อง มีคนตัดต่อ ส่วนเขาเป็นผู้ดำเนินรายการ ผลิตเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ แต่มีคุณภาพเหมือนรายการท่องเที่ยว เผยแพร่ผ่านเพจ และช่องยูทูบในชื่อเดียวกัน ซึ่งอีกไม่นานเกินรอเขาจะเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพื่อเก็บข้อมูลและภาพต่างๆไว้ในที่เดียว

ภัณฑิลา-ชุดารี เทพาคำ คู่หูสร้างความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571789

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

ภัณฑิลา-ชุดารี เทพาคำ คู่หูสร้างความสุข

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

ด้วยวัยที่ห่างกันเพียง 2 ปี ทำให้สองสาว “เตย” ภัณฑิลา และ “ตาม” ชุดารี เทพาคำ ลูกสาวคนสวยของ โรจน์ฤทธิ์ และ ม.ร.ว.อรอนงค์ เทพาคำ สนิทสนมกันจนกลายเป็นอีกหนึ่งคู่พี่น้องปาท่องโก๋

จวบจนวันนี้แม้ทั้งคู่จะเติบโตไปตามเส้นทางชีวิตที่แตกต่าง เพราะในขณะที่เตยชำนาญในสายการตลาด ตามกลับมุ่งมั่นในการทำอาหาร จนคว้าตำแหน่งท็อปเชฟที่อายุน้อยที่สุดมาครอง แต่โชคชะตาก็ยังนำพาให้ทั้งคู่ได้กลับมาทำโปรเจกต์ดีๆ ร่วมกันอีก ทำให้ตอนนี้ เตย-ตาม กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวไปแล้ว

น้องตาม เหมือนกระทะที่พร้อมจะสร้างมื้อแห่งความสุข

ในฐานะพี่สาว เตย ถือโอกาสเป็นฝ่ายชิงเล่าถึงความรักและความผูกพันกับน้องสาวสุดที่รักว่า

“เราอายุห่างกัน 2 ปี เตยเป็นพี่แต่หน้าเด็กกว่าตาม (หัวเราะ) ตั้งแต่เด็กเราอยู่ด้วยกันตลอด เรียนที่เดียวกัน นอนห้องเดียวกัน เตยจะชอบแกล้งตามตลอด (ยิ้ม) แต่ไม่ได้แกล้งแบบให้น้องเจ็บตัวนะ ออกแนวกวนประสาทมากกว่า (หัวเราะ) สมัยเด็กเตยจะออกแนวแมนๆ หน่อย ส่วนน้องตามจะออกแนวผู้หญิงกว่า”

ถามว่า สมัยเด็กมีวีรกรรมอะไรที่จำไม่ลืม หรือในฐานะพี่คอยทำหน้าที่ปกป้องน้องอย่างไร? คำถามนี้ทำให้สองพี่น้องอมยิ้ม ก่อนเฉลยว่า

“ไม่มีนะคะ เพราะเราทั้งสองคนไม่ใช่แนวอ่อนแอ แบบโดนรังแก ที่สำคัญยังชอบไปแกล้งคนอื่น ซึ่งหลักการของเราคือ ต้องฉลาดแกล้ง ไม่ให้โดนจับได้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงวัยเด็กเราสนิทกันมาก อยู่ด้วยกันตลอดจริงๆ จนแม้แต่คบเพื่อน เรายังมีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน”

ด้วยความที่เติบโตมาด้วยกันตลอด และแทบไม่เคยห่างกันเลย พอช่วงที่น้องสาวตัดสินใจไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เตยยอมรับว่า “คิดถึงน้อง”

“ตอนนั้นก็คิดถึงเขา แต่อีกใจก็ดีใจที่เห็นเขาโตขึ้น ไม่ใช่น้องสาวตัวเล็กๆ อีกแล้ว เขามีแพสชั่นที่จะไปตามฝัน ช่วงนั้นก็เหงาเหมือนกัน จากแต่ก่อนกลับมาบ้านก็ต้องเจอกัน ก็ไม่เจอ เราเป็นพี่น้องที่คุยกันทุกเรื่องแบบหมดไส้หมดพุงจริงๆ (หัวเราะ) เขาเหมือนเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ”

แต่ถึงจะสนิทมากแค่ไหน เตยก็ยอมรับว่าบางครั้งก็มีช่วงที่ออกอาการงอน น้อยใจกันบ้าง แต่ไม่บ่อย

“ถ้าเตยงอนจะเงียบ พูดอะไรไปก็ไม่ตอบ วิธีง้อของเขาคือทำเป็นไม่สนใจเล่านู่นเล่านี่ไปเรื่อย จนสุดท้ายเดี๋ยวเราก็เผลอตอบออกมา เพราะอย่างที่บอกเราอยู่ด้วยกันสองคน บางช่วงอยู่บ้านกันแค่ 2 คน ถ้าไม่คุยกับเขาก็ไม่รู้จะคุยกับใคร เหมือนกันเวลาตามงอนเขาก็จะเงียบ เตยก็จะพูดๆ ใส่เขา บางครั้งก็แอบโวยวายใส่ เดี๋ยวเขาก็พูดกับเราเอง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราสองคนพี่น้องคิดเหมือนกันคือ เราพร้อมอยู่เคียงข้างกันเสมอ”

ไหนๆ เตยก็ปูทางมาซึ้งน้ำตาซึมแล้ว เลยถือโอกาสนี้ให้ลองเปรียบเทียบน้องสาวสุดที่รักเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต งานนี้เตยไม่ต้องคิดนาน เพราะคิดไว้แล้วว่า ตามคือกระทะของบ้าน

“ที่บอกว่าเป็นกระทะ เพราะอย่างที่รู้ ตามชอบทำอาหาร ทุกครั้งที่เขาหยิบกระทะ นั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุข ทุกเมนูที่เขาทำเป็นเหมือนสิ่งที่หลอมรวมสมาชิกทุกคนในบ้านมาอยู่ด้วยกัน ถ้ากระทะเหมือนสิ่งที่ทำให้วัตถุดิบสุก ตามก็เหมือนคนที่รวมให้ทุกคนในบ้านมีความสุข

พี่เตย เหมือนเป็น Stand Up Comedy ที่คอยมอบเสียงหัวเราะ

นั่งอมยิ้มฟังพี่สาวคนสวยตอบคำถามอยู่พักใหญ่ ตามถือโอกาสเสริมว่า

“ตามรู้ตัวว่าชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก ส่วนพี่เตยจะเป็นสายชิมมากกว่า ปกติพี่เตยจะต้องมีหน้าที่หาร้านอาหารใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ พอเวลาอาหารเสิร์ฟ พี่เตยจะสวมวิญญาณนักชิมทันที ขอชิมอาหารของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเมนูที่พี่เตยสั่งหรือของคนอื่น (หัวเราะ) บางจานเจ้าของยังไม่ทันได้ตัก พี่เตยชิมแล้ว ซึ่งสีหน้าของเขาเวลาชิม บอกเลยว่าฟินมาก”

นอกจากจะชิมอาหารนอกบ้านแล้ว เตยยังเป็นผู้ชิมที่ดีของตามเช่นกัน

“เมนูแรกที่ตามลองทำคือ ไข่ยัดไส้ ก็ได้พี่เตยช่วยชิมแล้วก็ทำเป็นอาหารเย็นด้วยเลย หรืออย่างตอนที่พี่เตยลดน้ำหนัก ตามก็ทำเมนูซุปมะเขือเทศใส่หมูก้อน แล้วฟรีซให้ในตู้เย็นให้เขากินจะได้ลดน้ำหนักอย่างมีความสุข เพราะยังได้กินของอร่อยแต่ไม่อ้วน”

นอกจากอาหารจะเป็นหนึ่งในสายใยที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องให้ยิ่งเหนียวแน่น เร็วๆ นี้ทั้งเตยและตามยังร่วมกันทำโปรเจกต์ดีๆ เพื่อสังคมอย่าง “เทใจ”

“ก่อนหน้านี้ตามไปเจอเกษตรกรปลูกสับปะรดที่เชียงราย ซึ่งเขากำลังประสบปัญหาเพราะผลผลิตล้นตลาด เราเลยมีไอเดียว่าอยากเข้าไปช่วยเขาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปผลไม้เป็นไซรัป ซึ่งพี่เตยเข้ามาช่วยเรื่องแบรนดิ้ง เพราะตามไม่ถนัดเรื่องนี้”

ถามว่าพอต้องมาทำงานร่วมกัน ทั้งคู่มีวิธีรับมือเวลามีความเห็นไม่ลงรอยกันอย่างไร ตามตอบได้แบบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า

“เราอาจจะมีเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ไม่ถึงจุดที่ขัดแย้ง เพราะเราคุยกันอย่างเปิดอกทุกเรื่องอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไหนที่เรารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเราก็ไม่ทำ”

สุดท้ายนี้ หากให้เตยเปรียบเทียบพี่สาวสุดที่รักเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต เธอยกให้เตยเป็น Stand Up Comedy

“เขาไม่ใช่คนที่ตั้งใจตกลก แต่แค่เล่าว่าไปทำอะไรมาก็ทำให้คนทั้งห้องขำได้ เขาคือเอนเตอร์เทนนิ่งประจำครอบครัว (ยิ้ม) ซึ่งอย่างที่พี่เตยบอกว่า ถ้าตามเป็นเหมือนกระทะที่รังสรรค์อาหารมาเพื่อสร้างความสุขให้ครอบครัว พี่เตยก็เหมือนเป็นคู่หูที่มาช่วยสร้างความบันเทิงให้เป็นมื้อที่สมบูรณ์” เตยทิ้งท้าย

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ส่อง 5 เมกะเทรนด์พลิกโฉมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571788

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 11:03 น.

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ส่อง 5 เมกะเทรนด์พลิกโฉมธุรกิจ

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

แม่ทัพกลุ่มฟู้ดไทยเบฟเวอเรจ เป็นแม่ทัพหญิงหนึ่งเดียวภายใต้ร่มเงาของไทยเบฟเวอเรจ นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ที่เข้ามาดูแลกลุ่มธุรกิจอาหารซึ่งมีด้วยกัน 27 แบรนด์ และมีสาขากว่า 562 สาขาในปัจจุบัน

มุมมองของผู้บริหารหญิงเหล็กเชื่อมั่นว่า ธุรกิจอาหารในตลาดอาเซียนรวมทั้งไทยยังสามารถเติบโตได้ที่ 7% อย่างต่อเนื่องกระทั่งปี 2563

นงนุช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหารประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ บอกว่า การเข้ามานั่งแท่นบริหารสายงานธุรกิจอาหาร แม้ว่าจะมีประสบการณ์การทำธุรกิจดังกล่าวมาอย่างโชกโชน แต่มุมมองของตัวเองแล้ว เป็นธุรกิจที่เผชิญกับความท้าทาย

“ทั้งด้านการแข่งขันในตลาด ซึ่งมีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในฐานะเป็นแม่ทัพต้องขับเคลื่อนธุรกิจอาหารให้เดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง”

สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารในยุคนี้ นงนุช ชี้ว่าจะต้องมุ่งเน้นนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหาร ต้องดีต่อสุขภาพ พร้อมกับการขยายธุรกิจในทุกโมเดลและทุกช่องทาง ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่ร้านจนกระทั่งถึงบ้าน

“สิ่งสำคัญอาหารและบริการที่ดีนั้น ต้องตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ ส่วนธุรกิจจะยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่นั้น ฟันเฟืองสำคัญขององค์กรคงหนีไม่พ้นบุคลากร ซึ่งมองว่าต้องปรับรากฐานกระบวนการทำงานและองค์ความรู้ของคนเดิมๆ ในยุคดิจิทัล รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี”

ในฐานะที่เป็นมืออาชีพในวงการธุรกิจอาหารและมีชั่วโมงการบินสูงถึง 27 ปี นงนุช ยอมรับว่าเป็นสมรภูมิธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง มีแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น หลากหลายทั้งตะวันตก ตะวันออก ให้ผู้บริโภคได้ทดลองอย่างต่อเนื่อง

“เปรียบเสมือนพื้นที่มีเท่าเดิม กระเพาะของคนก็มีเท่าเดิม แต่จะทำอย่างไรให้สินค้าในพอร์ตโฟลิโอของเราที่มีอยู่เข้าไปแย่งพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำงานหรือกระทั่งกลยุทธ์การตลาด ต้องปรับตัวให้ทันตลอดเวลา แข่งขันกันที่โปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ตลอดเวลา รวมทั้งต้องมุ่งนำเสนอเมนูอาหารใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้านให้ได้”

นงนุช ชี้ว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจร้านอาหารมีด้วยกัน 5 เมกะเทรนด์ใหญ่ ซึ่งธุรกิจต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและต้องจับตาให้ดี

“เริ่มตั้งแต่การก้าวสู่สังคมเมือง ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป เริ่มต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์สังคมที่เร่งรีบตลอดเวลา ตามด้วยเทรนด์ที่ 2 การเติบโตของประชากรผู้มีรายได้ระดับกลาง จากเดิมมีสัดส่วน 20% จะเพิ่มเป็น 50% ในปี 2563 สะท้อนว่าคนไทยมีกำลังการซื้อเพิ่มขึ้น อาหารที่ทำต้องยกระดับหรือต้องตอบสนองกับกลุ่มดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่เทรนด์ที่ 3 ธุรกิจต้องรับมือเป็นพิเศษ เทคโนโลยีที่เข้ามาและพร้อมจะดิสรัปชั่น หากธุรกิจไม่ปรับตัว และแน่นอนกระแสที่ยังคงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตรีทฟู้ดที่มีบริการรับส่งอาหารเดลิเวอรี่ผ่านทางแอพพลิเคชั่น เทรนด์ที่ 4 การใส่ใจและดูแลสุขภาพของคน ทำให้มองหาอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ อาหารในยุคนี้อร่อยอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องดีต่อสุขภาพด้วย

ส่วนเมกะเทรนด์สุดท้าย การนำธุรกิจไปสู่ตลาดอาเซียน เพราะเป็นตลาดใหญ่มีประชากรร่วม 600 ล้านคน การเติบโตภายในประเทศไม่พอ แต่ต้องมองตลาดภายนอกเวทีระดับอาเซียน”

นงนุช กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร ส่วนหนึ่งมาจากการขยายสาขา ยุทธศาสตร์ของบริษัทจะขยายสาขาอย่างน้อย 50 สาขาทุกๆ ปี ภายใต้การใช้งบราว 400-500 ล้านบาท

“อย่างร้านอาหารในเครือโออิชิ ซึ่งยังเป็นธุรกิจขับเคลื่อนรายได้ให้กับบริษัทและเป็นย่างก้าวแรกๆ ที่นำทัพไทยเบฟเวอเรจแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอาหาร ปีนี้ถือว่าก้าวสู่ปีที่ 10 แล้วหลังจากการเทกโอเวอร์ธุรกิจมา กระทั่งปัจจุบันมีสาขาทั้งสิ้น 90 สาขา แต่ขยายอาณาจักรร้านอาหารญี่ปุ่นในสเต็ปต่อไปคือ การสร้างการเติบโตในตลาดต่างจังหวัด นั่นคือโอกาสที่เราต้องขับเคลื่อนต่อไป”

ในส่วนของธุรกิจฟู้ดออฟเอเชีย ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในอนาคต นงนุช บอกว่าโจทย์ของไทยเบฟเวอเรจคือต้องการทำธุรกิจอาหารเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความนิยมของคนเอเชีย

“ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่มองอาหารไทย ซึ่งขณะนี้มีร้านอาหารในเครือรวม 5 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร So Asean Cafe & Restuarant ร้านกาแฟ So Asean Coffee ภัตตาคารจีนสไตล์กวางตุ้ง หม่าน ฟู่ หยวน ฟู้ด สตรีท และแบรนด์สุดท้าย MX ร้านเค้กและเบเกอรี่ ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจของเราตอนนี้ ทำอย่างไรให้คนอยากกินอาหารอาเซียน”

ทั้งนี้ ในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารจานด่วน นงนุช บอกว่าบริษัทเพิ่งไปซื้อแฟรนไชส์เคเอฟซี จำนวน 240 สาขา แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงในธุรกิจบริการอาหารจานด่วน แต่ก็มองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

อย่างไรก็ดี ย่างก้าวเดินของธุรกิจอาหารภายใต้แม่ทัพหญิง นงนุช ซึ่งเธอย้ำว่ามุ่งเน้น Organic Growth หมายถึงการเติบโตโดยธรรมชาติ และยังไม่เน้นการปลุกปั้นแบรนด์ใหม่หรือเข้าไปเทกโอเวอร์ใหม่ แต่มุ่งการบริหารแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งมีอยู่ร่วม 27 แบรนด์ ให้สอดรับกับเทรนด์และพร้อมกับขับเคลื่อนนวัตกรรมรวมถึงการเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทาง

กอบกุล ฟอนฮาร์ตมันฮาร์เตวา อยากส่งต่อความสุขสงบในหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571785

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 10:44 น.

กอบกุล ฟอนฮาร์ตมันฮาร์เตวา อยากส่งต่อความสุขสงบในหัวใจ

โดย อนุสรา ทองอุไร

มีนัดคุยเรื่องดีๆ กับคนใจดีๆ เธอเป็นสาวสวยวัย 40 กว่าๆ ที่หน้าตายังดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปี กอบกุล ฟอนฮาร์ตมัน ฮาร์เตวา เธอเป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูไลท์ อุตสาหกรรม เจ้าของกระเป๋าเดินทางแบรนด์คาจิโอนี่ และอีกหลายแบรนด์ที่รับจ้างผลิตแบบ OEM และยังมีแบรนด์ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา CAT-Caterpillar ที่กำลังจะเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

แม้วัยจะเลยเลข 4 ไปแล้วหลายปี แต่เธอยังดูยิ้มแย้มอ่อนวัย เพราะใช้หลักศาสนามาช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ วัยเด็กเธอนับถือศาสนาพุทธ แต่เมื่อถึงวัยทำงานมีปัญหามารบกวนจิตใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่คุณยายเสีย นั่นทำให้เธอเสียใจจิตตกและมีคำถามในใจหลายเรื่อง

คุณอาจึงแนะนำให้เธออ่านคัมภีร์ไบเบิลฉบับเต็มที่แปลเป็นภาษาไทย เธอใช้เวลาอ่านอยู่นานอ่านอย่างลึกซึ้ง จนจุดประกายทางความคิด ได้คำตอบที่คาใจหายสงสัย และทำให้การใช้ชีวิตหลายอย่างเปลี่ยนมุมมองไปเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

“หนังสือเล่มนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น ให้คำตอบหลายอย่างในชีวิต มีครบสำหรับการใช้ชีวิตที่ดีที่ถูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยแก่ มีมุมมองเรื่องงาน เรื่องชีวิต เรื่องคู่ครอง การเลี้ยงดูบุตรหลาน ถือว่าเป็นหนังสือที่เรียกได้ว่าเป็นคู่มือการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง มีข้อแนะนำสำหรับการรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเขียนมาแล้วกี่ปีก็ตาม แต่เนื้อหายังมีความทันสมัยไม่เชย” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

ทุกวันนี้เธอยังอ่านซ้ำอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เข้าถึงลึกซึ้งไปถึงจิตใจ

“เพราะสังคมทุกวันนี้ทั้งหนักและเหนื่อยจากการแข่งขันดิ้นรนในรูปแบบต่างๆ หากเรามีตัวช่วยที่เป็นคู่มือในการใช้ชีวิต จะทำให้เราเดินไปอย่างมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทุกศาสนาก็มีคำสอนข้อบัญญัติต่างๆ ลองให้เวลาอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ ศึกษาอย่างจริงจังลึกซึ้งในสิ่งที่คุณเชื่อ จนสามารถจุดประกายทางความคิดต่างๆ กับเราได้ทั้งนั้น ขอเพียงเปิดใจอ่านอย่างจริงจังเถอะค่ะ” เธอบอกด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่เธอได้พบความสงบร่มเย็นในจิตใจมา 10 กว่าปีแล้ว เธอจึงอุทิศเวลาในการเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเผยแผ่หลักธรรมคำสอนตามหลักศาสนาคริสเตียนพยานพระยะโฮวา ในการเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ ในการเป็นคู่มือการใช้ชีวิตให้กับผู้ที่มีปัญหา ผู้ที่สนใจอยากได้ทางออกในชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะรวยจะจน จะเด็กจะผู้ใหญ่ ยากดีมีจน เธอก็พร้อมให้คำปรึกษา

เธอและสามีจะใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์ ไปตามเส้นทางใกล้บ้านหรือย่านสำนักงานในการไปให้คำแนะนำหรือตอบคำถาม ผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆ และยังใช้ออฟฟิศของเธอเป็นจุดที่แจกเอกสารหนังสือต่างๆ ฟรีให้กับผู้ที่สนใจเดินผ่านไปมา

“เราอยากแบ่งปัน คนเราถ้าพื้นฐานจิตใจมั่นคง เติมเต็มมาจากจิตใจที่แข็งแกร่ง มันจะทำอะไรได้อย่างทรงพลัง ถ้าจิตใจอ่อนแอมันจะหวั่นไหวท้อแท้ต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบได้โดยง่ายพลาดพลั้งได้ง่าย ใจจึงมีพลัง ใจเป็นนายกายเป็นบ่าวแบบที่โบราณว่าไว้ การให้ความรู้ ให้จิตใจเขาได้มีความสงบสุขไม่ว้าวุ่น มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดี มีทางออกในชีวิต” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

การให้ความรู้ทางธรรม เป็นการให้ที่ไม่มีเงื่อนไข ฝึกเป็นผู้ให้ ฝึกให้จิตใจของคนเรานั้นอ่อนโยน ทำให้ชีวิตเรียบง่าย ทำให้ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น มองเห็นสัจธรรมในชีวิตมากขึ้น มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

“ถือว่าเป็นการขัดเกลาจิตใจของเราไปด้วยอีกทางหนึ่ง สุขทั้งผู้ให้และผู้รับ” เธอกล่าวอย่างมีความสุข