ติดเค็ม ติดหวาน ชีวิตติดกับฆาตกรก้นครัว!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571569

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ติดเค็ม ติดหวาน ชีวิตติดกับฆาตกรก้นครัว!!!

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

พฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยในปัจจุบัน คือการติดกินเค็มมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากมายหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์อัมพาต โรคไตวาย เรียกว่าสารพัดโรคดาหน้าเข้ามา ทำให้ปัจจุบันมีการรณรงค์เพื่อปรับ เปลี่ยน พฤติกรรมการกินอาหารโดยการลดกินเค็มให้น้อยลง

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า คนธรรมดาที่เป็นผู้ใหญ่ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือหมายถึงการบริโภคเกลือแกงที่เราใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชา แบ่งเป็น 3 มื้อหลัก มื้อละ 600 มิลลิกรัม และมื้อว่าง 200 มิลลิกรัม

อีกอันตรายแฝงในความอร่อย ทุกคนรู้กินหวานจัดๆ เกินปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ความหวานจะมากับโรค

สำหรับเด็กคือวันละ 4 ช้อนชา ส่วนผู้ใหญ่อยู่ที่ 6 ช้อนชา หากได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกาย จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากมาย ตั้งแต่สมองเสี่ยงภาวะซึมเศร้าถึง 58% ผิวหนังริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ไต เสี่ยงเกิดการทำงานล้มเหลว อวัยวะสืบพันธุ์เสี่ยงต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หัวใจเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย กระดูก เสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบรุนแรง และฟัน เกิดแบคทีเรียทำให้ฟันผุ

เรียกว่าโรคตามติดมายาวเหยียดเป็นรถไฟอย่างนี้แล้ว มาลด ละ เลิก นิสัยติดรสเค็ม ติดรสหวานกันเถอะ!!!

รสเค็ม รสหวาน ฆ่าคนได้?!!

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. องค์กรสร้างเสริมสุขภาพรูปแบบใหม่ซึ่งสนับสนุนโครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ โดย เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กับข้อจำกัดกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม หมายถึงการบริโภคเกลือแกงที่เราใช้ปรุงอาหาร ไม่เกิน 1 ช้อนชา แบ่งเป็น 3 มื้อหลัก มื้อละ 600 มิลลิกรัม และมื้อว่าง 200 มิลลิกรัม ถ้าไม่อยากติดกลุ่มเสี่ยง แล้วจะกินอะไรกัน(ดี)?!!

อาหารไทยสุดโปรดดาหน้ามาติดโผแทบทุกจานเลยก็ว่าได้ ใครสั่งเมนูยอดฮิต ผัดกะเพราหมู/ไก่ ความอร่อยในระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพ จานนี้มีปริมาณโซเดียมในอาหารมากกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือเลือกสั่งข้าวแกง ฉูฉี่ปลาทู น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า ไข่พะโล้ ก็ติดโผมาด้วยในปริมาณโซเดียมเท่าๆ กัน

จานนี้ดูหน้าตาออกจะดีต่อสายสุขภาพ แกงจืดมะระ ผัดผักรวม กลายเป็นว่ามีโซเดียมพอๆ กับกลุ่มแรก เลือกเมนูนี้ก็แล้วกัน หน่อไม้ผัดพริก กุนเชียง น้ำพริกอ่อง โซเดียมระดับปานกลาง 1,000-1,500 มิลลิกรัม

ช่วงบ่ายหันไปจิ้มๆ อาหารว่าง ไส้กรอกทอด คอหมูย่าง ทอดมันปลากราย ขนมกุยช่าย ลูกชิ้นปิ้ง เปาะเปี๊ยะทอด ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ของที่มีน้ำจิ้มเหล่านี้มีปริมาณโซเดียมในระดับเสี่ยงสูง มากกว่า 1,000 มิลลิกรัม/ถุง หรือกล่องที่จำหน่าย ตรวจพบร้อยละ 40 ของจำนวนชนิดอาหารว่าง ล้างปากด้วยขนมไทยก็ไม่มีละเว้น ข้าวเหนียวสังขยา ขนมครก สาคูไส้หมู กล้วยบวชชี และตะโก้สาคู มีโซเดียมในระดับความเสี่ยงต่ำระหว่าง 200-600 มิลลิกรัม

มีการสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารหาบเร่แผงลอย ทั้งริมบาทวิถี และในตลาดรวมถึงศูนย์อาหารจากเขตต่างๆ ของกรุงเทพฯ รวม 221 ตัวอย่าง 76 ชนิด แบ่งเป็นกับข้าว 27 ชนิด อาหารจานเดียว 29 ชนิด และ อาหารว่าง/ขนม 20 ชนิด พบว่าอาหารที่สำรวจส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมต่อน้ำหนักหน่วย ขายเป็นถุง หรือกล่อง ในระดับเสี่ยงต่อสุขภาพ

รสชาติกลมกล่อมเค็มพอดีนั้น งานวิจัยชิ้นนี้เผยตัวเลขการใช้น้ำปลา 6 กรัม/น้ำซุป 200 ซีซี มีปริมาณโซเดียมเพียง 600 มิลลิกรัม จึงมีความเป็นไปได้ที่ร้านค้าจะมีการใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชนิดก้อน/ผง ในปริมาณสูงเกินความจำเป็น สำรวจในการศึกษานี้อาหารส่วนใหญ่มีโซเดียมในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ

นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะการปรับพฤติกรรมการกิน โดยวิธีลดความเค็มลงทีละ 10% สมองหรือลิ้นของเราจะจับไม่ได้ จากที่เคยเติมน้ำปลาในก๋วยเตี๋ยว 1 ช้อน ลองเปลี่ยนเป็นค่อนช้อน ลิ้นจะบอกไม่ได้ว่ารสชาติเปลี่ยนหรือไม่

“อีกสองอาทิตย์ก็ลดอีก 10% ภายใน 3 อาทิตย์-1 เดือน เราจะสามารถจะลดรสชาตินั้นลงได้ โดยรู้สึกว่ายังอร่อยเหมือนเดิม ลิ้นกับสมองจะบอกว่าอร่อย ด้วยความเค็มที่ลดลง

อาหารที่เป็นน้ำมักจะเค็ม เพราะในน้ำซุปที่ทั้งเกลือ ผงชูรส ซอสปรุงรส กินก๋วยเตี๋ยวมีสติบังคับให้ตัวเองกินแค่ครึ่งชามก็พอครับ นอกจากสตรีทฟู้ด อาหารที่มีอิทธิพลกับคนไทยอีก 1 อย่าง คือ ข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ แต่เป็นสิ่งที่เราดูปริมาณโซเดียมข้างกล่องได้ ส่วนการลดรสหวาน ก็มีทางเลือกคือโลโก้ ‘ทางเลือกสุขภาพ’ ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์อาหาร 8 กลุ่ม ได้แก่ อาหารมื้อหลัก เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม นม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว น้ำมันและไขมัน รวมถึงไอศกรีม โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ผ่านมาตรฐาน ต้องมีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม/100 มิลลิลิตร

ควรลดความถี่ในการกินอาหารสตรีทฟู้ด และหันมาเตรียมอาหารเองบ้างบางมื้อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินไป” นพ.สุรศักดิ์ แนะนำลดโซเดียมไม่ยากเกิน

ชีวิตประจำวันเลี่ยงยาก สสส.มีข้อเสนอแนะสำหรับการลดโซเดียมจากการรับประทานอาหารสตรีทฟู้ด

1.ลดความถี่ในการกินอาหารประเภทกับข้าวที่มีการใช้ส่วนผสม ไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ

2.ลดการกินน้ำปรุงส้มตำ น้ำยำ/พล่าต่างๆ ในอาหารรสแซ่บ

3.ลดการกินน้ำแกงทั้งชนิดที่ใส่กะทิ/ไม่ใส่กะทิ ในอาหารประเภทกับข้าว รวมทั้งน้ำต้มยำ ต้มโคล้ง

4.ลดการกินน้ำซุป ในอาหารจานเดียวกลุ่มก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ สุกี้ และอื่น ๆ

5.ลดการกินน้ำจิ้มของอาหารที่มีน้ำจิ้มทุกประเภท

6.ลดการกินอาหารว่างประเภทอาหารแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น อื่นๆ

7.ไม่ควรปรุงเพิ่ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสต่างๆ บนโต๊ะอาหาร

8.เลือกซื้ออาหารสตรีทฟู้ด จากร้านค้าที่มั่นใจว่าไม่ใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชนิดก้อน/ผง

9.เลือกซื้ออาหารสตรีทฟู้ด จากร้านค้าที่เน้นขายอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลือกใช้วัตถุดิบส่วนผสมที่มีคุณภาพ ปรุงอาหารได้รสชาติที่พอดี ไม่หวานมันเค็มจนเกินไป และไม่ใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชาติใดๆ

“ลองเลิก”กินแบบที่เราคุ้นเคย

ไม่ใช่เรื่องยาก “บุศ” วรรณ์วรี สรรพกุลโรจน์ เปลี่ยนวิถีการกินซึ่งมาจากปัญหาเคยเป็นเด็กอ้วน ทุกวันนี้เลือกกินอาหารสูตร Food Combination และเผยแพร่สูตรทางเฟซบุ๊ก Healthy Living By Bud สื่อวิธีสร้างสุขภาพดีขึ้น สร้างวัฒนธรรมการบริโภคอาหารยุคใหม่ ปรุงความอร่อยแถมเฮลต์ตี้ได้ด้วย

“เราติดเค็มติดหวานด้วยความเคยชินค่ะ บุศเคยอ้วน ท้องผูก ท้องอืด มีกลิ่นตัว ไม่มั่นใจในตัวเอง ป่วยเป็นภูมิแพ้บ่อย โรคพวกนี้มากับน้ำหนักตัวทั้งนั้นค่ะ อีกเรื่องที่เราเจอกับตัวเองคือคุณพ่อเสียชีวิตเพราะเป็นมะเร็งลำไส้ ทำให้บุศมาศึกษาเรื่องการกินอาหารสูตร Food Combination จากตำราต่างประเทศ ทดลองใช้อาหารรักษาตัวเอง ทำให้น้ำหนักลดลง 10 กิโลกรัม

การปรับสูตรไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล หรือลดน้ำปลา แต่ต้องเอาอย่างอื่นไปทดแทนให้อร่อยค่ะ เคล็ดลับอาหารสูตรนี้คือเครื่องเทศ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม เครื่องเทศของไทยเราจะช่วยให้มีกลิ่นหอม และรสชาติจัดจ้านขึ้นได้

กินให้สวยแถมได้สุขภาพดี วันนี้ทำได้ไม่ยากจริงๆ ค่ะ ถ้าอยากกินคุกกี้ก็ต้องเลือกกินนะคะ ปัจจุบันกระแสอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยม ตามซูเปอร์มาเก็ตมีขนมติดฉลากบรรจุภัณฑ์อาหารระบุว่า ไม่มีน้ำตาล (Sugar Free) ไม่มีไขมัน (Fat Free) รวมถึงฉลากปลอดกลูเตน (Gluten Free) หรือถ้ามีเวลาทำเองก็ดีมากๆ ค่ะ เราก็จะได้คุกกี้มีประโยชน์และอร่อยที่สุด

บุศแจกสูตรส่วนผสมจากอาหารธรรมชาติ เลือกใช้น้ำมันจากอโวคาโด ความหวานจากน้ำหวานดอกมะพร้าวซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และย่อยง่าย

สาวๆ ลดหุ่นนิยมเลือกกินโยเกิร์ต และก็จะซื้อทั่วไปซึ่งมีทั้งน้ำตาล​ และสารคงตัว​ โดยปกติแป้ง​ กับน้ำ​ หรือ​ไขมันกับน้ำต้องแยกชั้น​ แล้วทำไมโยเกิร์ต​จึงเป็นเนื้อเดียวกัน…บุศอ่านตำราแล้วมีคำถามนั่น​หมายความว่า​ มีอะไรแปลกปลอมหรือเปล่า? หลายๆ คนกินแล้ว​น้ำหนักไม่ลด หรือ​ท้องอืดน้ำหนักขึ้นไปอีก โยเกิร์ตที่เราทำเองเลือกธัญพืชชนิดต่างๆ ได้ ถั่วเขียว​ ถั่วขาว​ ลูก​เดือย​ เม็ดบัว​ ตามที่เราชอบ ใช้ส่วนผสม​ธรรมชาติค่ะ น้ำหวานดอกมะพร้าว กะทิ เมล็ดเชีย​ รสอร่อยมาจากธรรมชาติ

น้ำตาลเป็นสารให้ความหวาน ให้พลังงานแก่ร่างกาย สามารถช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น อารมณ์ดีได้ แต่ก็มีข้อเสียของแถมที่ตามมา อย่างแรกที่เห็นชัดเจนคือกินมากก็เป็นโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ผู้หญิงก่อมะเร็งมดลูกได้

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินน้ำตาลไม่เกิน 10% ของความต้องการพลังงานใน 1 วัน หรือปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนไทย คือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา แต่ร่างกายคนเราไม่ได้ต้องการมากขนาดนั้นค่ะ ถ้าไม่ได้ใช้พลังงาน นั่งทำงานในออฟฟิศทุกวัน และไม่เคยออกกำลังกายเลย ก็ต้องเริ่มปรับนิสัยการกินสุขภาพก็แข็งแรงค่ะ”

ออมอย่างเดียว ‘ไม่มีวันรวย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571570

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ออมอย่างเดียว ‘ไม่มีวันรวย’

เรื่อง ราตรีแต่ง

“การออมเป็นฐานแข็งแกร่งของการลงทุน” ท่องประโยคนี้ไว้ให้ขึ้นใจ ในระหว่างที่ออมเงินก็ควรหาความรู้การลงทุนไปด้วย โดยตั้งเป้าให้เป็นการเรียนรู้ไม่มีวันจบ ใครเริ่มต้นเร็ว และทำได้ดี ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งชีวิตความมั่งคั่งรออยู่

การมีเงินออมไม่ว่าจะออม 5% หรือ 10% ของเงินเดือน ก็ต้องเก็บออม ซึ่งดีกว่าไม่มีเงินออมเลย ในยามฉุกเฉินเงินออมช่วยได้เสมอ หรือหากมีฝันอยากซื้อบ้าน อยากซื้อรถ อยากเรียนต่อปริญญาอีกใบ เงินออมก็ช่วยเติมให้ฝันเป็นจริงได้ แต่ถ้าเป้าหมายต่อไปจากนี้คืออยากร่ำรวย เงินออมก็จะช่วยต่อยอดการลงทุน แม้จะเป็นเงินออมก้อนน้อย ก็ออกดอกออกผลกลายเป็นเงินก้อนโตได้ เมื่อถึงเวลาแก่ตัวไปก็ไม่ลำบาก ได้ใช้ชีวิตกินเที่ยวตามใจปรารถนา ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพกายก็ดีไปด้วย และยังมีเงินเหลือแบ่งปันให้ลูกหลานเป็นมรดกได้อีก ซึ่งก็ต้องมีคุณสมบัตินักลงทุน ดังนี้

อย่ายึดติดกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน

อย่ารอที่จะรับแค่เงินเดือนอย่างเดียว แล้วสถานการณ์บางบริษัทก็จัดว่าผีซ้ำด้ำพลอย รับเงินเดือนเท่าเดิม ไม่มีการขึ้นเงินเดือนมาแล้วหลายๆ ปี ใครอยู่ในสถานการณ์นี้ต้องหาเงินจากการทำธุรกิจอื่นๆ ไปด้วย แต่ไม่ใช่คิดการใหญ่ถึงกับการทิ้งงานประจำไปทำ แค่หาช่องทางการทำเงินเพิ่มเท่านั้นเอง การทำธุรกิจที่เราถนัดถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด

วันนี้ดอกเบี้ยเงินฝาก ถูกเงินเฟ้อแซงหน้าไปแล้ว ถ้าใครขืนยังนิ่งดูดาย ฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว แล้วดอกเบี้ยจะผลิดอกออกผลได้อย่างไร

การให้เงินนอนนิ่งๆ เป็นเงินก้อนโตในบัญชีเงินฝาก นับเป็นสิ่งที่ดี แต่กับดอกเบี้ยที่น้อยนิดวันนี้มันไม่ใช่แล้ว ควรศึกษาหาหนทางโยกเงินไปลงทุน ไปทำให้เงินงอกเงย สิ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของเรามากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ได้แก่ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ตลาดหุ้น กองทุนหุ้นปันผล กองทุนลดภาษี อย่าไปกังวลใจมากเงินอาจจะเพิ่มช้าๆ ก็ยังดีกว่าฝากเงินเย็นไว้เฉยๆ แน่นอน

มีเงินก้อนควรคิดลงทุน

หลายครั้งหลายหน มักจะได้ยินคนอยากร่ำรวยอ้างเหตุผลที่ว่า ไม่มีเวลา ไม่กล้า ไม่มีความรู้ กลัวการขาดทุน

เลิกคิดดีกว่าว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อน ควรหันมาสนใจศึกษารูปแบบการลงทุนทางการเงิน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ของใหม่ๆ มาให้เรียนรู้ตลอดเวลา วางแผนชีวิตและวางแผนการเงินควรทำให้เป็นของคู่กัน กระเป๋าสตางค์อู้ฟู่ไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปวันๆ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐี ไม่มีใครหยุดนิ่งเลยสักราย ร่ำรวยแล้ว ก็ยังทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนมีความอดทน แม้ว่าบางจังหวะชีวิตจะเพลี่ยงพล้ำ ก็ไม่ท้อถอย ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค

หมั่นศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ทำ

ก่อนการตัดสินใจทำธุรกิจหรือลงทุน เรามักจะได้ยินประโยคคุ้นหูเป็นประจำ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” สำหรับคนอยากมั่นคงเรื่องการเงิน กลายเป็นประโยคต่อยอดความรู้ความชำนาญ ยิ่งมีความเสี่ยง ก็ยิ่งต้องมีข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น ทุกความเสี่ยง ก็ยังมีโอกาสและสามารถทำ “กำไร”

ยกตัวอย่างเช่น ทิศทางของอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2018 ราคาหุ้นอสังหาฯ ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับมีข่าวในสื่อโซเชียลว่าปีนี้ อาจจะเกิดฟองสบู่แตกในภาคอสังหาฯ หลายคนก็เริ่มกลัวกันยกใหญ่จนไม่กล้าลงทุนทำให้เสียโอกาสไป นั่นคือความกลัวโดยไม่ศึกษาข้อเท็จจริง ราคาคอนโดมิเนียมแพงขึ้นทุกปี จนรุ่นลูกของเรา อาจต้องเช่าอยู่เป็นส่วนใหญ่ หากพ่อแม่ไม่(กล้า)ซื้อเก็บไว้ให้เป็นมรดกที่มั่นคง

ลงมือทำให้เร็วที่สุด

หากไม่เริ่มลงมือทำ แล้วเมื่อใดจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่จำเป็นต้องรอคอยทุกอย่างให้พร้อม จึงลงมือทำ การเริ่มช้าเท่าไร เป้าหมายที่คุณตั้งก็ยิ่งไกลเกินฝันออกไปเท่านั้น เพราะวิธีที่ดีที่สุด คือ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเผชิญและแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นครูชั้นเยี่ยมยอด ไม่ใช่การเรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว

บรรดาเศรษฐีเริ่มต้นลงทุนตอนอายุน้อยทั้งนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเรายังมีเวลาเรียนรู้จากความผิดพลาดได้อีกมากมายหลายเรื่อง ดีกว่าคิดทำในช่วงวัยที่รับภาระอยู่มาก เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ไปจนการเลี้ยงดูพ่อแม่ ฯลฯ โอกาสทุ่มเททางการเงินก็จะยากมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การลงทุนนี่แหละจะทำให้คุณมีรายรับเข้ามามาก

อย่ากลัว “ขาดทุน”

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะคนส่วนใหญ่มักติดกับดักความคิดนี้ จึงไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย ซึ่งการทำธุรกิจหรือการลงทำทุน มีความเสี่ยงเสมอ แต่หากมีความตั้งใจ ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดที่มี อาจเพิ่มรายรับได้มากถึง 3-4 เท่าของเงินลงทุน โดยตอนแรกอาจจะเริ่มลงทุนหลักพัน หรือหลักหมื่นบาทเพื่อป้องกันความเสี่ยง แล้วหากเริ่มไปได้ดี จึงค่อยเพิ่ม หรือขยายการลงทุนให้มากยิ่งขึ้นไป

เมื่อต้องการความมั่นคงเมื่อเกษียณ วันนี้ต้องจำให้ขึ้นใจ อย่ากลัวที่จะเสี่ยงกับการลงทุน หรือแม้การขาดทุนบ้างในระยะสั้น แต่การมีเงินไม่พอใช้ในยามแก่ตัวลง เป็นเรื่องควรกลัวกว่ามาก

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ความอบอุ่นหาได้ในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571573

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ความอบอุ่นหาได้ในบ้าน

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เจ้าของแบรนด์สลัดไฮโซ บาย อ.หนึ่ง-สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล เรียกได้ว่าความสุขของเธอเรียบง่ายในบ้านโทนสีเทา ที่นอกจากบ้านจะน่าอยู่แล้ว เธอยังทำออฟฟิศอยู่ชั้น 1 ของบ้าน เวลาทำงานทั้งงานทำสลัดให้ลูกสาวได้รับประทานในห้องครัวตกแต่งสวยงาม มีลูกนั่งรอในห้องกินข้าวตกแต่งวอลเปเปอร์สีเอิร์ธโทน ความสุขง่ายๆ เธอจึงหาได้จากที่บ้านแสนอบอุ่น ที่ตกแต่งบ้านให้ออกมาในสไตล์โคซี เพราะสิรีสุรีนันท์บอกว่า บ้านมีคุณค่าทางจิตใจมาก

“บ้านหลังนี้มูลค่าเหยียบ 10 ล้าน เกือบไม่ได้เป็นเจ้าของ เพราะต่อรองราคากันยังไม่ได้ ซึ่งสามีบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ดี ยิ่งมาดูช่วงเย็นๆ บรรยากาศดีมาก เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย เต็มไปด้วยธรรมชาติ พอตกลงราคากันได้ดิฉันตัดสินใจซื้อเลย และใช้เวลาตกแต่งนานเป็นปี โดยให้อินทีเรียร์ออกแบบเต็มที่ โดยโจทย์คือตกแต่งสไตล์โมเดิร์นแบบดูไม่เบื่อ อยู่แล้วสบายๆ ได้ความเป็นบ้าน ไม่หวือหวาอยู่ได้นานค่ะ”

บ้านสวยลงตัวมีขนาดพอดีๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอย 257 ตารางเมตร ปลูกบ้านบนเนื้อที่ 82 ตารางวา สวยงามด้วย แม้ให้นักออกแบบตกแต่งภายในตกแต่งให้ทั้งหลัง แต่ห้องนอนของเจ้าของบ้านขอสไตล์วินเทจแบบโมเดิร์น

“สามีดิฉันงงมากว่าทำไมห้องนอนไม่ออกแบบเองทั้งหมด เพราะเขารู้ว่าดิฉันชอบสไตล์วินเทจแต่ดิฉันอะไรก็ได้ อย่างสิ่งของชอบมีก็ได้ไม่มีก็ได้ไม่เป็นไร เพราะดิฉันอยากฝึกการปล่อยวาง อยากรู้ว่าเราจะปล่อยวางได้แค่ไหน ทุกห้องมีห้องน้ำส่วนตัว มีห้องพักผ่อนส่วนตัวของคุณยาย เรื่องออกแบบตกแต่งบ้าน ดิฉันไว้ใจอินทีเรียร์ดีไซน์ทั้งหมด แต่เครื่องนอนดิฉันขอเลือกเอง”

วัสดุที่ใช้ตกแต่งบ้านส่วนใหญ่ อาจารย์หนึ่งเลือกเป็นหินอ่อนทั้งหมด เพื่อให้บ้านดูภูมิฐานในส่วนของบิลต์อิน และเฟอร์นิเจอร์ใช้แบบลอยตัวทั้งหมด อย่างโรงรถเธอคิดว่าจะตกแต่งให้มากกว่านี้ แต่ด้วยการอยากฝึกให้ตนเองปล่อยวาง อะไรที่ไม่จำเป็นเธอตัดทิ้ง เช่น ตั้งใจจะติดกระจกนิรภัยที่โรงรถเพื่อให้แมตช์กับแบบบ้านทันสมัย ก็ตัดออก เพราะเกินความจำเป็น แต่อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ อาจารย์หนึ่งใส่ใจต้องเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ เท่านั้น ลิ้นชักสั่งตรงจากออสเตรเลีย แม้กระทั่งอุปกรณ์มือจับเธอก็ให้ความสำคัญ

“เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด แม้ไม่ใช่สไตล์ของดิฉันเพราะตัวเองชอบแนววินเทจ แต่ทุกอย่างก็ดูลงตัวนะคะ และดิฉันอยู่ได้สบายมาก อย่างโคมไฟในห้องรับแขกสวยมาก มูลค่าไม่แพง ดอกไม้ประดับแบบเรียบๆ แต่ไฟในห้องครัวดิฉันยกให้เป็นนางเอกที่ดูโดดเด่นเพื่อให้บ้านดูมีลูกเล่นมากขึ้น”

หากถามถึงมุมโปรดของอาจารย์หนึ่ง แน่นอนก็คือห้องครัวที่เป็นสถานที่ที่เธอได้ทำกับข้าวแสนอร่อยให้ลูกและสามีได้รับประทาน หรือไม่ก็นั่งทำงานในห้องทำงานส่วนตัวที่ชั้น 1 อีก 1 มุมโปรดของสิรีสุรีนันท์ คือ ห้องพระ ได้เข้าไปสวดมนต์จิตใจก็สงบ

สำหรับฟังก์ชั่นของบ้าน เปิดประตูเข้ามาจะพบกับห้องรับแขก ห้องกินข้าว เคาน์เตอร์บาร์เป็นมุมเตรียมน้ำเตรียมอาหาร และมุมนี้อาจารย์หนึ่งใช้จัดเวิร์กช็อปการทำน้ำสลัดที่บ้านอยู่บ่อยๆ หรือเป็นมุมที่ใช้อัดคลิปทำรายการลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ลูกสาวคนโตเป็นทั้งตากล้องและลงมือตัดต่อให้คุณแม่ด้วยตัวเอง ถือเป็นการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวที่สุด เพราะต่างก็ชอบทำอาหารคล้ายๆ กัน ส่วนด้านหลังแบ่งเป็นห้องครัวฝรั่ง ห้องตรงบันไดทำเป็นห้องทำงานสุดรักของอาจารย์หนึ่ง

ขึ้นไปชั้น 2 แบ่งเป็นห้องนอน 3 ห้อง ได้แก่ ห้องพักแขก ห้องของเจ้าของบ้าน ห้องของลูกสาวทั้งสอง และห้องพระซึ่งเดิมเป็นห้องนั่งเล่น แต่เจ้าของบ้านปรับเปลี่ยนเป็นห้องพระไว้นั่งสวดมนต์และทำสมาธิก่อนนอน ส่วนสวนนอกบ้านมีพื้นที่ไม่มาก ไว้ทำเป็นสวนเล็กๆ หน้าบ้าน เพราะหมู่บ้านมีสนามกว้างใหญ่ ลูกบ้านสามารถไปแชร์สวนซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางได้

“อย่างมุมหน้าบ้านดิฉันนำศาลาเล็กๆ มาตั้ง ทำเป็นมุมปาร์ตี้ นั่งเล่น หรือจัดปาร์ตี้หมูกระทะ ซึ่งความสุขเราสามารถหาได้ง่ายๆ ที่บ้าน อีกทั้งดีต่อสุขภาพ เราควรเลือกกินของที่สะอาด สรรหามาด้วยตนเอง ล้างเอง ปรุงเอง ปลอดภัยที่สุด อย่างน้ำจิ้มหมูกระทะดิฉันก็ทำกินเอง เราออร์แกนิกได้ 100% ดีกับสุขภาพ น้ำจิ้มสุกี้ก็ซอสพริก มะเขือเทศ พริกขี้หนู มะนาว ได้แล้ว น้ำปลาควรกินแต่น้อยค่ะ” 

ชีวิตเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ช่วยอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571572

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ชีวิตเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ช่วยอายุยืน

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

เมื่อยามที่ความสูงวัยเริ่มมาเยือน ความเจ็บไข้มาเยือน ก็ตั้งสติให้มั่น เตรียมใจรับมือ บนวิถีทางแห่งความเป็นสายกลาง ความเป็นธรรมชาติ แม้เป็นของฟรีที่ไม่มีใครอยากได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เปิดใจรับและอยู่กับมันให้มีความสุข เหมือนเพื่อนเก่าที่ต้องเวียนมาเจอกันจนได้ อย่าตื่นตระหนกให้มากจนเกินไปมันเป็นเรื่องธรรมชาติทุกคนต้องเจอ

ดร.ชนิสา อรรถจินดา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพให้ข้อคิดไว้ว่า มะเร็งในความคิดของคนส่วนใหญ่นั้นน่ากลัว แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของมนุษย์ เพราะนี่คือสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดกล่าวว่ามะเร็งคือธรรมชาติ (Cancer is Natural) มะเร็งคือธรรมชาติของการปรับตัวของเซลล์ อันเนื่องมาจากการที่เลือดของเรากลายเป็นพิษ เกินกว่าที่เซลล์จะมีชีวิตต่อไปได้

ถ้าหากเซลล์เหล่านั้นไม่ปรับตัว เซลล์พวกนั้นก็จะป่วยและตาย เซลล์พวกนั้นจึงตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่าเพราะเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีความสามารถที่จะปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของเซลล์ จึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า คุณหมอทั่วโลกบอกกับเราว่าวิธีการรักษามะเร็งคือ การบำบัดด้วยคีโม หรือการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอไม่ได้บอกเราคือ ทำไมเซลล์มะเร็งจึงผ่าเหล่าตั้งแต่แรก

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมากก็จะผ่าเหล่า ต่อไปอีกไม่เร็วก็ช้านั่นเป็นสาเหตุ ที่เราพบเห็นผู้ป่วยมะเร็ง ถูกให้คีโมดีขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วกลับทรุดลงไปใหม่อีก จากมุมมองของเซลล์ หากมันไม่ผ่าเหล่ามันจะต้องตาย การผ่าเหล่าของเซลล์จึงเป็นธรรมชาติ

มะเร็งแท้จริงแล้วคือ วิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามรอดตาย จากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้นลงเอยด้วยการฆ่าร่างกาย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ที่แท้จริงมะเร็ง คือวิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามจะรอดตาย ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษอย่างสูง เราต้องพยายาม ทำความเข้าใจ ในประเด็นนี้ให้ชัดเจน การพยายามฆ่าเซลล์เหล่านั้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเปรียบได้กับการฆ่าแมลงวัน โดยไม่ได้พยายามเอาขยะออกไป

การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นจะช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษในร่างกาย ด้วยวิธีการง่ายๆ 3 วิธี เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดีมีอายุยืนยาว

1.หายใจลึกๆ

สิ่งแรกที่กระตุ้นให้เซลล์ผ่าเหล่า และกลายเป็นเซลล์มะเร็งคือ การขาดออกซิเจน เซลล์มะเร็งปรับตัวเพื่อรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีระดับ ออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจนต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็งก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือวิวัฒนาการของเซลล์ ที่ปกติต้องการจะรอดชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำ

วิธีแก้ไข – หายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการออกกำลังง่ายๆ ที่ทำได้ทุกเช้า เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนให้กับเลือด ด้วยการเดิน 5 นาที แล้ว… หายใจเข้า 4 ครั้งติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ 1-4

หายใจออกช้าๆ 4 ครั้ง ติดกัน ทำอีกครั้งหายใจเข้าทางจมูกค้างไว้สักครู่แล้วหายใจออกทางปาก โดยหายใจเข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจเข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจที่ถูกต้อง ถ้าหากไม่มีที่เดินให้เดินในห้องนอนของคุณ เพราะมันมีที่พอสำหรับการออกกำลังของเราทุกวิธี

2.หยุดรับประทานที่เป็นกรด

สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เพราะนั่นคือการตอบสนองที่จะทำให้เซลล์รอดชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่าจะตายในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เราจะทำให้ร่างกายของเราเป็นด่างได้ ก็ด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นด่างมากขึ้น เช่น น้ำผัก น้ำผลไม้สด มีประสิทธิภาพสูงมาก งดน้ำตาล น้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และแอลกอฮอล์

ควรรับประทาน – ผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และน้ำมะพร้าว หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะเวลาอันสั้น คือดื่มน้ำผักสดปั่นทุกเช้า โดยไม่ต้องรับประทานอะไรอีกเลย จนกว่าจะถึงมื้อเที่ยง นำผักใบเขียว ผลไม้ หลากหลายชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาดแล้วดื่ม อาจจะคิดว่ามันไม่น่าดื่มเลย แต่มันก็ไม่เลวร้ายและออกจะอร่อยด้วยซ้ำไปเมื่อเราคุ้นเคยกับมัน

3.ดูแลร่างกายจิตใจ

เพราะความเครียดทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความเครียดคือฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรคทุกโรค ความเครียดจะเพิ่มกรดและส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่เราจะต้องทำจิตใจให้แข็งแรงเบิกบานอยู่เสมอ

วิธีการ – ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดู ข่าวร้ายและ เรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ เพื่อสัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว

ณัฐกาณจน์ ภุมารินธนกาญน์ ผ้าไทย ความงามที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571470

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ณัฐกาณจน์ ภุมารินธนกาญน์ ผ้าไทย ความงามที่ทรงคุณค่า

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ณัฐกาณจน์ ภุมารินธนกาญน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค เรียลเอสเตท และผู้ร่วมก่อตั้งเพจชมรมสานใจ สายใยผ้าซิ่น เธอเป็นชาวเชียงใหม่ที่คุ้นเคยกับผ้าไทยมาแต่ครั้งยังแรกรุ่น แต่ก็มิได้สนใจจริงจังนัก จนเติบใหญ่มาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหลายปี จึงเริ่มเห็นความมีเสน่ห์ของผ้าไทยและหลงใหลมากขึ้นจนเริ่มสวมใส่และสะสมอย่างจริงจังเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา

แรงบันดาลใจเกิดจากการเห็นศิลปินชาวเหนืออย่าง สุนทรี เวชานนท์ สวมใส่อย่างสวยงามด้วยความชื่นชม ดูสวยงามอ่อนหวานสมเป็นสาวเหนือที่งามตา จึงเริ่มหันมาใส่ผ้าไทยเองบ้าง

“ตอนที่เริ่มใส่ใหม่ๆ ก็ซื้อผ้าซิ่น ผ้าทอ ผ้าไหม ที่เป็นผ้าใหม่ผืนละไม่กี่ร้อยจนถึงหลักพัน พอใส่ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มลุ่มหลงมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มใช้ผ้าดีขึ้นแพงขึ้น ราคาหลักพันยันหลักหมื่น หลังจากนั้น 2-3 ปี ก็เริ่มสะสมหาของดี ของเก่า คุณภาพดีขึ้น ตั้งใจซื้อเพื่อมาเก็บสะสมด้วยเพื่อใส่ด้วย เริ่มจากผ้าลุนตยา เป็นผ้ามีราคาผืนแรกที่ซื้อเพื่อหวังจะสะสมเอาไว้ เป็นผ้าเก่าของพม่า เห็นครั้งแรกแล้วชอบทันที สวยถูกใจ ตอนที่ซื้อผืนนี้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วราคาแค่หมื่นต้นๆ ตอนนี้ก็คงหลายหมื่นแล้ว แต่คุณค่าไม่ได้อยู่เฉพาะที่ราคา แต่มันคือคุณค่าทางใจ มันมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา มันมีจิตวิญญาณเพราะเป็นผ้าเก่าอายุหลายๆ สิบปีที่มีคนเคยเป็นเจ้าของมาก่อน และคนยุคก่อนเขาทอผ้าเพื่อมาใช้เองไม่ได้ทอเพื่อขาย มันจึงใส่ความรักความตั้งใจลงไประหว่างการทอด้วย” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอบอกว่าตอนนี้มีผ้าทอ ผ้าไหม อยู่ 500 กว่าผืน ใช้เวลาสะสมมาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ มีทั้งราคาถูกและราคาแพง แรกๆ ก็ไม่กี่พัน หลังๆ นี้ก็หลักหมื่นหรือหมื่นปลายๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งใจกล้าเล่นของชิ้นใหญ่มากขึ้นทุกที เริ่มมีหลักหมื่นปลายๆ เฉียดหลักแสนเข้าไปทุกที

โดยเธอจะสะสมผ้าในกลุ่มอาเซียน เริ่มจากผ้าไทย พม่า อินโดนีเซีย เขมร แล้วก็ผ้าในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ลัวะ อาข่า สิบสองปันนา“ที่ชอบเป็นพิเศษคือผ้าพม่าเขาจะเล่นเชิง มีตีนจกสวยงาม ผ้าพม่าของเดิมๆ ก็สวย นำมาประยุกต์ใช้ก็สวย เอาตีนจกมาต่อเชิง เช่น ผ้าเข้ายาแดงจะเป็นกลุ่มเฉพาะที่เจ้านายพม่าใส่กัน ใส่แล้วจะรู้ชนชั้นทันทีว่าใครเป็นใคร ราคาที่ได้มาตอนโน้นหลายปีแล้ว เกือบ 8 หมื่นตอนนี้คงหลักแสน หรือผ้ายะไข่ของพม่า ทอจากแล่งเงิน คือเอาเงินมารีดเป็นเส้นแล้วนำมาทอ อายุกว่า 80 ปี ตอนที่ซื้อ7-8 ปีที่แล้วก็เป็นแสนแล้ว และตอนนี้ไม่มีใครทอแบบนั้นอีกแล้วงานฝีมือรุ่นย่ายายจริงๆ” เธอเล่าอย่างภูมิใจ

อีกผืนที่ประทับใจก็คือผ้าไตเหนือ เป็นผ้าซิ่นจากสิบสองปันนาของจีน โดยเอาผ้าไหมมาถักเป็นลายสวัสดิกะ ซึ่งซื้อมาจากร้านขายของเก่า หรือผ้าโสร่งของอินโดนีเซีย เรียกว่าผ้าซองเก็ต เป็นผ้าที่มีการเอาดิ้นเงินดิ้นทองทอผสมเข้าไปตามเชิงผ้า หรือผ้ามัสตันหยง ก็สวยอายุผ้าเกือบ 100 ปี แต่ยังดูเงางามจับตา รองๆ ลงมาก็จะเป็นผ้าปะลางิง ราคาประมาณผืนละ 3-4 หมื่นบาท ยังพอหาได้

แม้กระทั่งผ้าจากทางภาคใต้ของไทยเองก็สวยงามไม่แพ้กันจาก จ.ยะลา เป็นผ้าไหมมัดย้อมแล้วเขียนลายทองทับเป็นสไตล์ผ้าบาติกแต่มีความสวยงามเงาเหมือนผ้าไหม มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ใส่แล้วรู้ว่ามีที่มาจากไหนบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น

“ส่วนตัวแล้วชอบผ้าที่ดูแวววาว วูบวาบ สวยดูวิ้งๆ สอดดิ้นเงินดิ้นทอง ได้รับอิทธิพลมาจากไทยเขิน เชียงตุงแฝงไว้ด้วยความเป็นศิลปะและประวัติศาสตร์ มีทั้งคุณค่าและราคา ที่สำคัญนำมาสวมใส่ได้ เวลามาอยู่บนตัวเรานั้นก็แสนจะภาคภูมิใจและสวยงาม” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอบอกว่าเวลาไปต่างประเทศก็จะไปเดินหาร้านผ้า โดยเฉพาะที่ประเทศอินเดียจะมีร้านผ้าเก่าสวยๆ พม่าก็มี ผ้าเก่าฝีมือจะละเอียดประณีตสวยงาม ผ้าในแถบเอเชียฝีมือจะดีและเป็นงานมือทั้งผืน บางผืนใช้เวลาทอนานถึง 5-6 เดือน “ไม่รู้สินะงานปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัยเป็นตัวช่วย แต่งานที่ออกมามันไม่ดูสวยงามละมุนละไมอ่อนช้อยเหมือนงานโบราณ ฝีมือมันต่างกันจริงระหว่างงานมือกับงานใช้เครื่องมันดูไม่มีเสน่ห์อย่างที่ควรจะเป็น”

ผ้านุ่ง ผ้าซิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ผ้าทอ ผ้าไหม ล้วนมีความสวยงามอ่อนช้อย เป็นเอกลักษณ์ มีเสน่ห์เฉพาะตัว มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมา สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านลายผ้า อย่างที่พม่าในยุคเมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว มีการนำผ้าแก้ว ผ้าชีฟอง มาเพนต์ติดลาย ติดกากเพชร หรือปักลายนูนบนผืนผ้า รองซับด้วยผ้าไหม ทำให้รู้ว่าการใช้ผ้าชีฟองนั้นมีมานานแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาใช้กัน หรือทางเหนือของไทย ผ้าของล้านนากับพม่าก็มีความคล้ายกันมาก มีความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน

จากรุ่นสู่รุ่น ทุกครั้งที่ใส่ก็รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย แล้วก็ยังได้ช่วยสืบสานความเป็นไทยได้อีกทางหนึ่ง “เดี๋ยวนี้ก็หันมาใส่ผ้าไทยมากขึ้น ทุกครั้งที่ใส่ก็รู้สึกภูมิใจ ไม่เคอะเขิน เวลาเห็นข่าวคนรุ่นใหม่นำผ้าไปออกแบบแฟชั่นที่ทันสมัย ประยุกต์ให้เข้ากับสังคมปัจจุบันจะรู้สึกดีใจแทน ที่เด็กรุ่นใหม่เขามาสนใจช่วยกันสืบสานต่อไป

เธอยังให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผ้าไทยว่าไม่ได้ยากอย่างที่เข้าใจ ผู้ที่สนใจชุดผ้าไทยแต่ไม่นิยมใช้ส่วนใหญ่มักจะกลัวความยุ่งยากในการดูแลรักษา ทำความสะอาด หรือคิดว่าเสียค่าใช้จ่ายสูงในการซักแห้ง แต่ในความเป็นจริง ผู้ใช้ผ้าไทยสามารถดูแลรักษาผ้าไทยและชุดผ้าไทยได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงๆ เพียงแต่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและระมัดระวัง ในการดูแลรักษาทำความสะอาด ก็จะถนอมผ้าไทยให้คงความสวยงามและใช้ได้ยาวนาน อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยการดูแลรักษาผ้าไทย

“ผู้ที่ใช้ผ้าไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ในโอกาสพิเศษ อาทิ งานแต่งงาน งานบุญประเพณี และงานจัดเลี้ยงต่างๆ เมื่อใช้แล้วใช้ซ้ำได้อีกครั้ง สองครั้ง ก่อนจะนำไปซัก เนื่องจากผ้าไทยส่วนใหญ่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ โดยเฉพาะผ้าไหม มีคุณลักษณะพิเศษคือไม่อมฝุ่น เพียงระวังอย่าให้น้ำและอาหารหกเปื้อนเสื้อผ้า หลังจากสวมใส่ควรแขวนชุดผ้าไทย ผึ่งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อไล่ความชื้นและให้เนื้อผ้าหมดกลิ่นตัว แล้วปัดเช็ดฝุ่น ทำความสะอาด โดยไม่จำเป็นต้องซักทำความสะอาดในครั้งแรก” เธอให้ความรู้

ข้อควรปฏิบัติในการสวมใส่ผ้าไทยอีกประการหนึ่ง คือ หากชอบใส่น้ำหอม ก็ควรฉีด หรือใส่น้ำหอมที่ตัวก่อนแล้วจึงจะสวมใส่ชุดผ้าไทย ไม่ควรฉีดน้ำหอมบนเนื้อผ้าเพราะอาจทำให้เนื้อผ้าด่างเป็นจุดเสียหาย เนื่องจากสารเคมีในน้ำหอมจะทำปฏิกิริยากับสีผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเนื้อผ้าไหม

วิธีการซักทำความสะอาดผ้าไทยหรือชุดผ้าไทย กรณีที่ไม่ต้องการส่งผ้าไทย หรือชุดผ้าไทยไปซักทำความสะอาดที่ร้านซักแห้ง ก็ดูแลซักทำความสะอาดเองได้โดยเริ่มจากเลือกน้ำยาซักผ้า ไม่ควรใช้ผงซักฟอกที่มีสารเคมีประเภทกัดสีผ้า หรือน้ำยาซักผ้าขาว ควรจะใช้น้ำยาซักแห้ง หรือยาสระผมชนิดอ่อนของเด็กแทนก็ได้

การเก็บรักษาผ้าไทยและชุดผ้าไทยนั้นการแขวนชุดเสื้อผ้าควรใช้ไม้แขวนที่มีช่วงไหล่หนาแบบไม้แขวนเสื้อสูท สำหรับเสื้อแขนยาวควรทำม้วนกระดาษใส่เป็นโครงแขนเสื้อด้านในเอาไว้ เพื่อรักษารูปทรงแขนและไม่ควรแขวนเสื้อจนแน่นตู้ เพราะเสื้อจะยับได้

สำหรับผ้าผืนควรแขวนบนราวกลมขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หากมีเนื้อที่จัดเก็บจำกัดก็อาจพับเก็บซ้อนกันได้ แต่ควรกลับด้านผ้าที่พับไว้เป็นระยะๆ

ตู้เสื้อผ้าที่ใช้จัดเก็บผ้าไทย และชุดผ้าไทยควรเป็นตู้ทึบแสง ไม่ควรเป็นตู้กระจกใส เพราะแสงจะทำให้สีผ้าเสียหายโดยควรตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรใส่การบูรไว้ในตู้เสื้อผ้าหรือลังเก็บผ้าเพื่อป้องกันแมลง

ทำธุรกิจเครือข่าย ให้ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571467

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ทำธุรกิจเครือข่าย ให้ประสบความสำเร็จ

เรื่อง โยโมทาโร่

หากมีเพื่อนแนะนำให้ทำธุรกิจเครือข่ายแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหัว แต่อันที่จริงแล้วธุรกิจเครือข่ายที่เป็นธุรกิจขายสินค้าจริงๆ ไม่ได้เป็นธุรกิจหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่นั้น เป็นธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะความยั่งยืนทางธุรกิจที่สามารถสืบทอดให้ลูกหลาน มีความมั่นคงในระดับที่น่าพอใจ แต่ทำไมเราถึงไม่สนใจเรื่องการทำธุรกิจเครือข่าย ระพีร์พัชญ์ อินทมาตย์ ผู้ก่อตั้งองค์กร เดอะพิ้งค์ ผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย มีรายได้หลักล้านบาทต่อเดือน จะมาให้คำแนะนำกับคนที่สนใจอยากทำงานหารายได้เสริมด้วยการทำธุรกิจเครือข่ายดังต่อไปนี้

1.คิดเสียว่าเป็นงานอดิเรก

เราส่วนใหญ่คิดว่างานขายตรงเป็นงานที่ยาก แต่ที่จริงแล้วไม่มีงานอะไรในโลกที่ง่ายแล้วจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทุกอย่างอยู่ที่ความพยายามของตัวคุณเอง สำหรับการเริ่มต้นการขายตรงสิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ มองหาบริษัทขายตรงที่มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นบริษัทอะไรก็ได้ที่มีสินค้าที่น่าสนใจและคุณคิดว่าสามารถขายสิ่งนั้นได้อย่างไม่ติดขัด

เราสามารถใช้เวลาว่างที่มีอยู่ในการขายสินค้าไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาขายสินค้าขายตรงเพียงอย่างเดียวก็ได้ ข้อดีของการขายตรงอย่างหนึ่งก็คือยิ่งคุณหาลูกค้าได้มากเท่าไรก็ยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเดือนต่อปีมากขึ้นเท่านั้น

2.ไม่จำเป็นต้องทำบริษัทเดียว

หลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพขายตรงเพราะเขาฝากความหวังไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น หากจินตนาการว่าตัวเราเป็นร้านค้าระหว่างร้านที่ขายของเพียงชนิดเดียว กับร้านที่ขายสินค้าที่มีความหลากหลายมากว่าแบบไหนจะขายของได้ดีกว่ากัน

การขายตรงก็เช่นกันเราไม่จำเป็นต้องขายสินค้าที่มีอย่างเดียว เราสามารถสมัครได้กับหลายๆ บริษัทที่เราเห็นว่ามีสินค้าน่าสนใจและมีอนาคต ที่ดีกับตัวเราเอง ในอีกแนวคิดหนึ่งการที่เราได้ลองทำกับหลายๆ บริษัทจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบอะไร จะได้หาธุรกิจหรือสินค้าที่เหมาะกับสไตล์การขายหรือถูกจริตเราได้ง่ายขึ้น

3.อย่ากลัวเพื่อนหาย

ปัญหาอย่างหนึ่งที่คนขายตรงต้องเจอก็คือ เพื่อนไม่คบ ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะเข้ามาสู่วงการขายตรง ทั้งที่เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเราสูงมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง สิ่งที่ผมเจอกับตัวเองก็คือเพื่อนสมัยเรียนที่เคยเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน และคิดว่าสนิทมากที่สุดยังปฏิเสธที่จะให้เราแนะนำสินค้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อในทันที

สิ่งแรกที่ทุกคนคิดก็คือ อาชีพนี้ทำให้เสียเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะต้องมองเพื่อนเราในมุมใหม่ ว่าเขาเหมาะจะเป็นเพื่อนแบบไหน แนะนำว่าอย่าไปเครียด สู้เอาเวลาไปหาลูกค้าใหม่ๆ ดีกว่า

4.อย่าท้อ

ผมใช้เวลาเป็นสิบปีในการทำธุรกิจเครือข่ายผ่านความท้อมานักต่อนัก ไม่ใช่ว่าทำเพียงไม่กี่ปีก็จะประสบความสำเร็จ หรือเฉพาะคนที่เข้ามาอยู่ในวงการนี้ก่อน หรืออยู่มานานเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ ทุกอย่างอยู่ที่ความพยายามอย่าท้อ ในธุรกิจเครือข่ายร้อยคนจะเจอลูกค้าสักสิบคนก็ถือว่ากำไรเพราะลูกค้าที่เราได้เขาจะอยู่กับเราไปตลอด

ตั้งเป้าหาลูกค้าเพิ่มให้ได้ทุกสัปดาห์ จะมากหรือน้อยก็ต้องหาสะสมไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญกว่าคำว่า อย่าท้อ ก็คือความจริงใจเราจะขายของอะไรต้องจริงใจ ต้องมั่นใจในสินค้าที่เรากำลังขายนั้นดีต่อลูกค้าจริงๆ ไม่ใช่หวังเพื่อจะได้เงิน นี่คือสิ่งที่ทำให้การขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายแตกต่างจากแชร์ลูกโซ่และธุรกิจหลอกลวงประชาชน

5.อบรมบ่อยๆ

สิ่งที่หลายคนที่เข้ามาสู่วงการขายตรงแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายมากที่สุด หรือบางครั้งก็รู้สึกเหมือนโดนล้างสมอง ก็คือการเข้าอบรมที่มีจัดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งการอบรมนั้นจะมีทั้งอบรมการขายสินค้าใหม่ อบรมการเป็นผู้นำเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองรวมทั้งเคล็ดลับในการขายสินค้าให้ประสบความสำเร็จ

หากเทียบกับระบบการศึกษาก็เหมือนกับการเรียนในมหาวิทยาลัยศึกษาวิชา และฝึกทักษะ ที่จำเป็นต่อการทำงานในสายก่อนที่จะเรียนจบออกไปทำงานนั่นเอง

#เจ็บแต่ไม่ยอม เรียกร้องยุติความรุนแรงต่อสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571465

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

#เจ็บแต่ไม่ยอม เรียกร้องยุติความรุนแรงต่อสตรี

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ผลการสำรวจกลุ่มผู้หญิงในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีพบว่า ร้อยละ 38.4 เคยเห็นเพื่อนหรือคนใกล้ชิดประสบปัญหาร้อยละ 10.4 เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้าย และร้อยละ 7.8 เคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยว่ากำลังมีปัญหา

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ประกาศรณรงค์ยุติความรุนแรงด้วยการชวนถ่ายรูปหน้าตัวเองกับหยดน้ำตาสีดำลงโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลวันที่ 25 พ.ย. 2561 เพื่อหวังให้ผู้หญิงลุกขึ้นสู้และก้าวผ่านไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม

จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ความรุนแรงทางเพศถูกตอกย้ำผ่านสื่อละครอย่างฉากละครตบ-จูบที่กลายเป็นเรื่องปกติ ฉากพระเอกข่มขืนนางเอก บทสรุปของนางร้ายในละครที่มักถูกลงโทษด้วยความรุนแรงและกลายเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว และการนำเสนอภาพให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ

รวมถึงวัฒนธรรมในสถาบันครอบครัวที่คนส่วนใหญ่มักคุ้นหูกับประโยคที่ว่า สามีภรรยาเปรียบเหมือนลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา หรือเรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง หรือครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางหรือหย่าร้างกันจะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา ดังนั้น เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านจึงมักถูกปกปิดไว้ภายในกรอบที่สังคมสร้างขึ้น

“ประโยคดังกล่าวนี้หากมองเพียงชั้นเดียวจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริงมันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังที่ตีกรอบความเป็นผู้หญิงและความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการบ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคมและถูกผลิตซ้ำ ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ

ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวนและช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอม ที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อยากชวนกันมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่การออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที” จรีย์ กล่าว

ด้าน จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวภายในงานรณรงค์วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงหรือการคุกคามทางเพศ สังคมมักตีตราว่าผู้หญิงไม่ดี การจัดแคมเปญเจ็บแต่ไม่ยอมจึงหวังให้ทุกคนฟังเสียงของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงว่าเขาต้องการอะไร

“เมื่อผู้หญิงกล้าพูด สังคมก็จะฟังมากขึ้น ทำให้สังคมรู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพราะสิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือ ความรุนแรงถึงชีวิต ซึ่งเราเห็นผ่านข่าวทุกวัน แต่คนในสังคมร้อยละ 94 มองว่าไม่อยากเข้าไปช่วย สิ่งที่สังคมต้องตระหนักคือ ต้องช่วยเหลือกัน สังคมต้องสนับสนุนให้เขากล้าพูดถึงเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และผู้หญิงทุกคนเมื่อเจ็บแล้วต้องไม่ยอม”

ภายในงานดังกล่าวยังเปิดเวทีให้ผู้หญิงที่เคยเผชิญกับความรุนแรงมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ หนึ่งในนั้นคือเค (นามสมมติ) บอกเล่าเหตุการณ์การคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาววัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีหรือพ่อแท้ๆ ของลูกโดยมีสติครบถ้วน

“เมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือน ลูกตัดสินใจมาบอก ดิฉันรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฏิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม จนสุดท้ายดิฉันตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านายและไปแจ้งความ แต่ตำรวจไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว แต่ตัวดิฉันยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด จึงไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป ส่วนทุกวันนี้ดิฉันต้องพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง และต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก”

ด้าน วี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากสามีที่บังคับให้เธอขายบริการทางเพศตอนกลางคืน โดยใช้วิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์ หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก

เธอเล่าว่า ในช่วงแรกของการแต่งงานไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติ แต่หลังจากนั้นพฤติกรรมของสามีก็เปลี่ยนไปคือ ดื่มเหล้า พูดจาลามก บังคับให้เธอดูรูปหรือคลิปอนาจาร และบังคับให้ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูก

“สุดท้ายดิฉันทนไม่ได้จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย แล้วเขียนจดหมายเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งไปที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จึงมีเจ้าหน้าที่โทรมาหาและให้ความช่วยเหลือดูแลจนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้ และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว รับโทษอยู่ในคุก 7 ปี ดิฉันจึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนว่า ให้ตั้งสติ หนักแน่น อย่ายอมให้ถูกกระทำหรืออดทน อย่าคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง หรือกลัวเสียงติฉินนินทา เพราะมันจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าเราเจ็บแต่เราก็จะไม่ยอม”

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวถึงการลุกขึ้นปกป้องตัวเองของผู้หญิงว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่แพร่หลายและส่งผลกระทบกับคนจำนวนมาก ซึ่งปัญหาข้อหนึ่งที่สังคมมองว่าไม่สร้างผลกระทบร้ายแรงเท่าการทำร้ายร่างกายหรือการข่มขืน แต่เป็นปัญหาขนาดใหญ่ คือ การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากแต่ละวันมีคนมากกว่า 9 ล้านคน ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจากการสำรวจเมื่อเดือน ต.ค. 2560 พบว่า ผู้หญิงร้อยละ 45 มีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ แต่กลับเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ

“เรามองว่า การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดูแลและมีมาตรการป้องกันและแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงทางแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ ก็ได้มีการรณรงค์ให้ผู้ประสบเหตุใช้เสียงเพื่อหยุดการคุกคามทางเพศ รณรงค์ให้ผู้ร่วมทางช่วยกันสอดส่องและช่วยกันหยุดการคุกคาม แต่เรารู้ว่าแค่การรณรงค์มันไม่พอ ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการบางอย่างด้วย”

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงจึงได้มีการเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและมอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ข้อ หนึ่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสาธารณะติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งบนยานพาหนะและบนสถานี เพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุและเป็นหลักฐานชี้ตัวผู้กระทำผิด สอง ต้องพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพ และสาม ต้องฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจว่า พฤติกรรมแบบไหนคือการคุกคามทางเพศ และถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับผู้โดยสารต้องดูแลจัดการแก้ปัญหาอย่างไร จึงเป็นที่มาที่ไปของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงกับบริษัท ขนส่งสาธารณะ (บขส.)

ความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย 2 เรื่องหลัก คือ ร่วมกันฝึกอบรมพนักงานขับรถและพนักงานต้อนรับบนรถ บขส. ที่มีจำนวนกว่า 600 คน รวมถึงผลิตสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่จะเปิดตัวครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) เพื่อให้พนักงานที่เข้ามาใหม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และการผลิตคลิปวิดีโอสั้นการป้องกันตัวเองสำหรับผู้โดยสาร เพื่อเผยแพร่บนจอโทรทัศน์บนรถ บขส.

นอกจากนี้ ในบทบาทของการยุติความรุนแรงต่อสตรี ทางแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ เน้นทำงานเชิงแก้ไขปัญหา โดยทำงานร่วมกับนักวิชาชีพที่ให้บริการแก่ผู้ประสบปัญหาอย่างนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา พยาบาล และชมรมพนักงานสอบสวนหญิง (ตำรวจหญิง) ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ เสริมศักยภาพให้มีความละเอียดอ่อนต่อปัญหา และเข้าใจสาเหตุที่มาของความรุนแรง

“สังคมของเราต้องเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง เพราะปัญหาหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงคงอยู่เป็นเพราะคนในสังคมมีแนวโน้มที่จะปล่อยผ่านเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องความรุนแรง หรือผู้ที่ประสบปัญหาเองมองว่าคนรอบข้างและหน่วยงานต่างๆ ไม่พร้อมที่จะช่วยเหลือ หลายคนจึงไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่”ดร.วราภรณ์ กล่าวต่อ

“เราต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาแทนวัฒนธรรมการยอมรับความรุนแรง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนในสังคมถูกปลูกฝังกันมานาน รวมถึงวาทกรรมในสังคมที่ทำให้เราเข้าใจว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องของผัวเมียที่คนนอกไม่ควรยุ่ง หรือเสียงของสังคมที่คอยสอนว่า เป็นผู้หญิงเมื่อแต่งงานมีลูกแล้วต้องอดทนและต้องรักษาสถาบันครอบครัวไว้

แม้กระทั่งในตัวกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 ก็ยังมีน้ำเสียงที่เน้นการรักษาสถาบันครอบครัวมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรง ซึ่งทัศนคติเหล่านี้ถูกแทรกอยู่ในทุกๆ องคาพยพของสังคม ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน สื่อ และกฎหมาย ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกันคือ วัฒนธรรมเงียบ เมื่อเกิดความรุนแรงแล้วเราต้องเงียบ เพราะถ้าเราไม่ยอมและลุกขึ้นมาต่อสู้จะกลายเป็นความผิดของเรา นั่นเพราะเราไม่อดทน”

ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ กล่าวด้วยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมามีกิจกรรมจากหลายหน่วยงานสร้างความตระหนักในการยุติความรุนแรง รวมถึงกระแสโลกอย่างแคมเปญ MeToo ก็ได้ผลักดันให้ผู้ที่ถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศกล้าพูดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“ทุกวันนี้ปัญหาความรุนแรงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรง แต่มันกัดกร่อนไปทั้งสังคม เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นปัญหาที่แฝงตัวอยู่ คนเห็นไม่ชัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่จริงแล้วมันส่งผลกระทบรุนแรงและยาวนานถึงคนรุ่นต่อไป ดังนั้น ความรุนแรงเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งการแก้ไขเพียงการบอกให้คนที่ถูกใช้ความรุนแรงลุกขึ้นมาสู้เองตามลำพังมันไม่เพียงพอ แต่คนรอบข้างหรือคนในสังคมต้องเห็นความสำคัญ หนุนเสริมให้ผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรงกล้าพูดและไม่ยอมต่อความรุนแรง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ความยุติธรรมอย่างเต็มที่”

ในมุมมองของผู้ที่เห็นปัญหายังเห็น “ความหวัง” ว่าสังคมไทยจะยุติความรุนแรงต่อสตรีและคนทุกเพศทุกวัย และหวังว่าทุกวันที่ 25 พ.ย. จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในสังคม

เสร็จหรือสำเร็จ แบบไหนที่คุณต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571277

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

เสร็จหรือสำเร็จ แบบไหนที่คุณต้องการ

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

องค์กรต้องการพนักงานที่ทำงาน “เสร็จ” หรือทำงาน “สำเร็จ” มากกว่ากัน? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ลองมาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของการทำงานเสร็จหรือทำงานสำเร็จเสียก่อน

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer บริษัท SEAC ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับสูง กล่าวว่า การทำงานเสร็จ ในภาษาอังกฤษอาจเทียบได้กับคำว่า Output ซึ่งแปลตามตัวได้ว่าผลผลิต นั่นคือการที่พนักงานสามารถทำงานตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างครบถ้วนและส่งมอบทันเวลาตามที่กำหนด ในขณะที่การทำงานให้สำเร็จนั้น ในภาษาอังกฤษอาจเปรียบได้กับคำว่า Outcome หรือผลลัพธ์ คือการที่ผลงานของพนักงานตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ได้ตามวัตถุประสงค์ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและสามารถนำผลลัพธ์ของงานที่ทำนั้นไปต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์อื่นๆ ให้กับองค์กรต่อได้ อีกนัยหนึ่งคือ Output คือการได้มาซึ่งงานตามปริมาณที่กำหนดไว้ (Quantity) แต่ Outcome คือการได้มาซึ่งผลงานที่มีคุณภาพ (Quality) ตามวัตถุประสงค์

เมื่อเข้าใจในความหมายตรงกันแล้ว คุณคิดว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญเพื่อการได้มาซึ่งพนักงานที่จะช่วยให้องค์กรก้าวหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

เพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น จึงขอยกตัวอย่างให้เห็นจากเรื่องของการศึกษาในโรงเรียนหรือการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรซึ่งมี Output คือการผลิตคนที่มี Competency (มีความรู้) แต่ Outcome คือการสร้างให้คนมี Capability (ความสามารถในการนำความรู้ที่ได้รับหรือที่มีไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อให้เกิดประโยชน์หรือผลลัพธ์ต่อไป) ทั้งนี้ก็เพราะการสร้างให้คนมีเพียงความรู้อย่างเดียวไม่ได้ช่วยต่อยอดให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เพราะเขาไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงจึงไม่เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในอีกภาพหนึ่ง Output คือสินค้า บริการ ผลกำไรขาดทุนหรือผลประกอบการ ในขณะที่ Outcome คือเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้สินค้าและบริการนั้นๆ ในเชิงความหมาย ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ ยกตัวอย่างเช่นในการสร้างทางด่วน Output ที่ได้คือถนนหรือทางด่วนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ Outcome คือการที่คนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นจากการใช้ทางด่วนนั้นๆ ทำให้ลดระยะเวลาในการอยู่บนท้องถนน และมีเวลาทำงานหรือสามารถใช้เวลาไปทำสิ่งอื่นได้มากขึ้น แต่ถ้าหากสร้างทางด่วนแล้วผู้ใช้ถนนไม่ได้รับความสะดวก ไม่ได้ทำให้เดินทางเร็วขึ้น นั่นก็แปลว่าการสร้างทางด่วนครั้งนั้นมีแต่ Output ไม่มี Outcome หรืออีกนัยหนึ่งคือทุก Output ไม่ได้ก่อให้เกิด Outcome นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถละเลยความสำคัญของ Output ไปได้ เพียงแต่เราสามารถที่จะเลือกจัดลำดับความสำคัญได้ นั่นก็เพราะทั้งเรื่องของ Output และ Outcome ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ต่างกันแค่ระยะเวลาในการเกิดผล โดย Output นั้นใช้เวลาสั้นกว่า Outcome ในขณะที่ Outcome ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่า

พูดง่ายๆ ก็คือทั้งพนักงานที่ทำงานเสร็จและพนักงานที่ทำงานได้สำเร็จล้วนแล้วแต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณต้องการเห็นภาพขององค์กรดำเนินธุรกิจเห็นผลแค่วันต่อวัน หรือคุณต้องการวางแผนระยะยาว สร้างคนที่จะสามารถมาพัฒนาความสำเร็จขององค์กรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571275

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’

เรื่อง…เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่าอนาคตสังคมไทย 3 ปีก่อนเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ’ตามหลักของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แล้ว แต่ยังไม่ถือเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จนกว่าสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ย้อนกลับมาสำรวจสัดส่วนประชากรไทย จากการเปิดเผยของ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย พบว่าขณะนี้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยแล้ว เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 17% และภายใน 3 ปีจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แบบ คือมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 20% มีจำนวนผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากจำนวน 4.6 ล้านคน เป็น 5.6 ล้านคน และคาดว่าในปี 2583 ไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 20.5 ล้านคน หรือ 32% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานมีเพียง 35.18 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนวัยแรงงานในปี 2553 ที่มีอยู่ 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคนนั่นเอง

คำถามคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังกับการเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่กำลังเข้าสู่สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ

เพื่อมุ่งแสวงหาความร่วมมือในการหาทางออกของผลพวงจากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สถาบันคีนันแห่งเอเชียและพันธมิตรได้ร่วมกันจัดงานเสวนาระดับโลก “NextGen Aging – Shaping A Smart Future for an Aging Society Conference” เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ผ่านวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมีนักวิชาการชื่อดังมาร่วมสะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจ

ผนึกกำลังฝ่าวิกฤตสูงวัยแบบสมาร์ท

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการและรองประธานกรรมการ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า จากการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์เพื่อให้เกิดการตื่นตัวและเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ที่ผ่านมาทางสถาบันคีนันฯ ไม่เพียงมีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ยังมุ่งหาแนวทางรับมืออย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ได้ให้ทำงานกับชุมชนเมืองเท่านั้น แต่ลงพื้นที่ไปชนบท เพื่อให้ความรู้อย่างจริงจัง เพราะมีแรงงานที่มีรายได้ต่ำอยู่จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยชราจะยิ่งไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และหากเปรียบเทียบระหว่างแรงงานในเมืองกับชนบท จะพบว่าแรงงานในชนบทมีการเออร์ลีรีไทร์ก่อนแรงงานในเมือง เพราะการใช้ร่างกายทำงานอย่างหนักโดยขาดการดูแล ทำให้เมื่อทำงานได้ถึงอายุ 55 ปี ร่างกายก็เริ่มไม่ไหวแล้ว ขณะที่แรงงานในเมืองยังทำงานได้จนอายุ 65 ปี”

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่น่าเป็นห่วงในชนบทคือ ฐานะทางการเงินที่ไม่สามารถดูแลตัวเองไปได้ตลอดชีวิต เนื่องจากมีรายได้ต่ำ ขาดความรู้และการวางแผนเรื่องการออม

“จากการลงพื้นที่ทำให้เราพบว่าครอบครัวในชนบทส่วนใหญ่มีผู้หญิงเป็นเสาหลัก มีหน้าที่เก็บออมเงิน บางครั้งยังเป็นคนหารายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วย ขณะที่วัยแรงงานในชนบทส่วนใหญ่เข้ามาทำงานในเมือง ทำให้มีกลุ่มผู้สูงวัยไม่น้อยต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยลำพัง สิ่งที่เราพยายามทำ นอกจากจะเข้าไปจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เรื่องการออมกับกลุ่มที่กำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย ยังเน้นการปลูกฝังนิสัยการออมให้กับเด็กๆ รู้จักวางแผนการออม ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ดูแลสุขภาพ ห่างไกลจากเหล้าและบุหรี่”

อย่างไรก็ตาม ปิยะบุตร มองว่าสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพราะสัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศในที่สุด ซึ่งหากไม่หาทางรับมือหรือสร้างผู้สูงอายุที่สมาร์ทจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และจีดีพีของประเทศอย่างแน่นอน ตามสัดส่วนวัยแรงงานที่ถดถอย”

ออมไม่พอปัญหาหลักของวัยเก๋าไทย

ด้าน ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ปัญหาของผู้สูงอายุไทยคือออมไม่พอ จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าคนไทยที่บอกว่าตัวเองเกษียณและออมพอมีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจจะเริ่มแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถออมได้เพียงพอ เนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ วางแผนการออมที่ไม่ดีพอ ไม่คิดว่าตัวเองจะอายุยืน บวกกับผลตอบแทนการออมที่ต่ำลงแบบไม่คาดคิด เพราะฉะนั้นคำถามที่ต้องหาคำตอบจากนี้คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้การวางแผนการออมดีขึ้น คำตอบคือ ยิ่งเริ่มออมเร็วยิ่งไปสู่เป้าหมายได้ไว

“หลายครั้งอาจจะเริ่มตั้งเป้าในการออมแล้ว แต่บางครั้งพอเห็นตัวเลขที่ต้องออมก็อาจจะถอดใจ โดยเฉพาะใครที่มาเริ่มออมตอนใกล้จะ 40 วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรเริ่มต้นสร้างวินัยการออมตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน และเมื่อเข้าสู่วัยใกล้เกษียณต้องวางแผนการออมให้ดี แทนที่จะนำเงินก้อนไปลงทุนทั้งหมด ควรแบ่งสัดส่วนสำหรับการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ยังก่อให้เกิดสภาพคล่อง มีเงินสดหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ส่วนที่เหลือจึงนำไปลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตระกูลเงินฝาก หรือพันธบัตรของรัฐบาล”

ขณะที่ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สัดส่วนการเติบโตของผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากจีน ในอีก 3 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพียง 9 แสนคน หรือคิดเป็น 5% ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนที่เหลือไม่เพียงดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะขาดการวางแผนการออมและยังมีหนี้สิน

“ผู้สูงอายุไทยอยู่ในภาวะแก่ก่อนรวย ที่ผ่านมาถึงแม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะสัดส่วนผู้ป่วยเยอะเมื่อเทียบกับจำนวนหมอที่มี ทำให้หมอ 1 คนต้องดูแลคนไข้วันละเป็นร้อย บางครั้งจึงไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มศักยภาพ”

นพ.บุญ ยังชี้ถึงผลกระทบที่ตามมาจากการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยขาดการวางแผนการรับมือว่า เศรษฐกิจบ้านเราพ้นสมัยเติบโต 8-9% ไปแล้ว เวลานี้ประเทศไทยเราต้องการเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย 4% ถึงจะสร้างงานได้ แต่วันนี้จีดีพีบ้านเราหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเกือบต่ำสุดในภูมิภาค เพราะฉะนั้นสิ่งที่ย้อนกลับมาคิดคือ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้เมื่อแก่ตัวไปยังพึ่งพาตัวเองได้ ท่ามกลางอนาคตที่มีการคาดการณ์กันว่ารายได้ของชาวมิลเลนเนียลจะลดลงถึง 50% เพราะงานหลายอย่างถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่”

สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีโจทย์ใหญ่ของทั้งโลก

ด้าน โนเอล พี.เกรอีส ผู้อำนวยการศูนย์กลางเดอะ เซ็นเตอร์ ฟอร์ ดิจิทัล เอ็นเตอร์ไพรส์ แอนด์ อินโนเวชั่น จากยูเอ็นซี คีนัน แฟล็กเลอร์ บิซิเนส สกูล สะท้อนสถานการณ์สังคมสูงวัยผ่านผลวิจัยจาก AAPR & FP Analytics ซึ่งได้คัดเลือก 12 ประเทศซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเทศที่ไม่ได้มีการปรับตัวใดๆ เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ประเทศที่มีการปรับตัวด้านต่างๆ และเป็นผู้นำในการรับมือกับผู้สูงอายุ ตลอดจนประเทศที่กำลังมีการปรับตัวไปพร้อมๆ กับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกันใน 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมสำหรับรองรับผู้สูงอายุ โอกาสในการสร้างผลผลิต เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ การเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

“หลายคนอาจคิดว่าประเทศพัฒนาแล้วจะจัดการกับ 4 ด้านนี้ได้ดี แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย มีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถจัดการได้ทั้ง 4 ด้าน รองลงมาคือ เยอรมนี ทำได้ 3 ด้าน ส่วนบราซิล แคนาดา อิสราเอล เกาหลี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ยังทำได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ตุรกี แอฟริกาใต้ เม็กซิโก จีน ทำไม่ได้เลยแม้แต่ด้านเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ในบางประเทศจะเริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับผู้สูงอายุแล้วในบางด้าน แต่ด้านที่สำคัญที่สุดอย่างการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี กลับยังไม่มีประเทศไหนทำสำเร็จ ยกเว้นญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุต้องนำมาพิจารณา”

จากนี้แม้ประเทศไทยจะเหลือเวลาเตรียมความพร้อมอีกเพียง 3 ปี แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่จะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างจริงจัง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบได้อย่างมีคุณภาพในทุกมิติ

กมลชนก แสนโสภา งานคราฟต์ผ้าไทย เสริมอาชีพชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571282

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

กมลชนก แสนโสภา งานคราฟต์ผ้าไทย เสริมอาชีพชุมชน

เรื่อง ภาดนุ

สาวเก่งไอเดียเก๋ กมลชนก แสนโสภา หรือ กุ๊กกิ๊ก เรียนจบสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ เอกออกแบบสิ่งทอ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่สำนึกรักบ้านเกิดและเห็นคุณค่างานฝีมือในท้องถิ่น เธอจึงลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์งานคราฟต์ผ้าไทยย้อมสีจากธรรมชาติ ที่ช่วยสร้างงานให้คนในชุมชนไปพร้อมกัน

“หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็คิดอยากกลับไปทำงานที่ จ.แพร่ ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพราะในช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 3 เคยขายเสื้อผ้าที่เป็นงานสกรีนมาก่อน และได้ลองทำเสื้อผ้าหลายๆ รูปแบบมาบ้างแล้ว ที่จริงตอนที่เรียนจบใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรที่จะกลับมาอยู่บ้านเพื่อทำเสื้อผ้าขาย แต่เพราะมีความชอบในเรื่องผ้าทอและงานฝีมือที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่ง จ.แพร่ ก็ขึ้นชื่อในเรื่องผ้าตีนจกด้วย ในช่วงปิดเทอมจึงหาโอกาสไปเรียนทอผ้ากับอาจารย์ที่แพร่ โดยเรียนทั้งทอผ้าและย้อมผ้าด้วยสีจากธรรมชาติไปพร้อมกันเลย

ต่อมาก็มีโอกาสได้ไปสาธิตการทอผ้าในงานแสดงผ้าไทยซึ่งจัดที่เมืองทองธานี จึงได้เจอกับคุณป้าท่านหนึ่งที่เป็นปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับผ้าม่อฮ่อมของแพร่เข้า ซึ่งในตอนนั้นเข้าใจว่าเสื้อม่อฮ่อมเป็นเสื้อที่ใส่ประจำจังหวัด แต่ที่จริงแล้วผ้าม่อฮ่อม (สีน้ำเงิน) เป็นสีย้อมที่ได้มาจากพืชคือต้นฮ่อม ก็เลยไปเรียนย้อมผ้าจากสีต้นฮ่อมกับคุณป้าในช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 จากนั้นก็นำวิชาที่ได้มาทำเสื้อผ้ามัดย้อมไปขายที่ตลาดนัดรถไฟ ซึ่งเป็นพวกเสื้อยืดและเสื้อผ้าร่วมสมัยเพราะลูกค้าหลักของก็คือวัยรุ่น”

กุ๊กกิ๊ก บอกว่า ในช่วงนั้นผ้าม่อฮ่อมและผ้ามัดย้อมได้รับความนิยมและขายดีกว่าเสื้อผ้าที่ใช้วิธีสกรีน ซึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำออกมาขายกันมากนัก เธอจึงต่อยอดไอเดียจนเป็นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองในชื่อ “กมล อินดิโก้” (Kamon Indigo)

“ชื่อแบรนด์มาจากชื่อจริงของตัวเองด้วย กมล อินดิโก้ เป็นคำผสมที่มีความหมายว่า ‘ดวงใจสีคราม’ ซึ่งสื่อความหมายของผ้าย้อมฮ่อม หรือย้อมครามได้อย่างดี ตอนที่เรียนจบตอนอายุ 22 ปี ก็ตั้งใจว่าอยากกลับไปทำงานผ้าทอ แต่ด้วยความที่เราจบด้านออกแบบผ้ามา จึงคิดว่าน่าจะทำเกี่ยวกับงานออกแบบผ้า โดยทำเป็นธุรกิจเล็กๆ จะดีกว่า เพราะตอนนั้นไม่อยากขอเงินพ่อแม่อีกแล้ว อยากหาเงินใช้ด้วยตัวเอง จึงนำความรู้ที่มี มาออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า และนำมาย้อมสีม่อฮ่อมและย้อมคราม จากนั้นก็ลองไปขายเพื่อนๆ ดูก่อน ปรากฏว่าเพื่อนๆ ก็นำไปลงโซเชียลมีเดียให้ จึงเริ่มนำเสื้อผ้าที่ทำขายโพสต์ลงในอินสตาแกรมบ้าง จากนั้นก็ไปออกบูธในงานขายสินค้า โดยทำเสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่นที่ราคาไม่แพงมากนักไปขาย

เพราะมีจุดประสงค์อยากที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย เมื่อทำเสื้อผ้าย้อมสีฮ่อมไปสักพักหนึ่ง ก็ได้พบว่าเสื้อผ้าที่ย้อมสีฮ่อมนั้น ไม่ได้มีสีที่ย้อมจากต้นฮ่อมธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีผ้าม่อฮ่อมที่ย้อมจากสีสังเคราะห์เพื่อธุรกิจด้วย ซึ่งต้นทุนมันจะแตกต่างกันมาก แต่ก็ยังเลือกตลาดที่เป็นคราฟต์หรืองานฝีมืออยู่ดี แม้ตอนทำออกมาจะทำได้น้อย มีต้นทุนสูง แถมราคาก็ยังสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องหาทาร์เก็ตลูกค้าใหม่อีก แต่ยังไงซะก็ยังตัดสินใจเลือกกลุ่มงานคราฟต์อยู่ดี แล้วยังไปเรียนรู้การย้อมสีฮ่อม ซึ่งจะมีขั้นตอนการก่อหม้อหรือเลี้ยงให้จุลินทรีย์ของสีฮ่อมที่จะย้อมยังมีชีวิตอยู่ จึงลงไปศึกษาว่าจะเลี้ยงยังไงเพื่อไม่ให้จุลินทรีย์มันตาย จะได้ย้อมสีเสื้อผ้าได้ติดดียิ่งขึ้น

การย้อมฮ่อมแตกต่างจากการย้อมเคมีหรือสีสังเคราะห์ เพราะการย้อมเคมี แค่เติมสีตามสูตรก็ย้อมผ้าได้แล้ว แต่การย้อมฮ่อมธรรมชาติจะขึ้นอยู่กับความเปรี้ยว ความเค็ม ความเป็นกรดด่าง สภาพอากาศ และอุณหภูมิเป็นสำคัญ เรียกว่าเป็นงานคราฟต์ที่มีความละเอียดประณีตมากกว่า จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงตามไปด้วย สมมติว่าใช้ต้นทุน 3,000 บาท ก็จะย้อมเสื้อโดยใช้วิธีย้อมฮ่อมได้แค่ 10 ตัวเท่านั้น ในขณะที่สีเคมีต้นทุน 3,000 บาท อาจจะย้อมเสื้อได้ 100 ตัว เป็นต้น ดังนั้นงานคราฟต์จึงมีราคาที่สูงกว่าเป็นธรรมดาค่ะ”

กุ๊กกิ๊ก บอกว่า เมื่อคิดดูแล้วว่างานคราฟต์ย้อมสีฮ่อมมีต้นทุนสูงขนาดนี้ เธอก็ควรจะใช้ผ้าดีๆ เช่น ผ้าทอหรือผ้าฝ้ายในการย้อมด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น และมีคุณภาพที่ดีมากขึ้น

“ปัจจุบันนี้ กมล อินดิโก้ จึงมีทั้งผ้าฝ้ายที่ได้จากโรงงานซึ่งจะเลือกผ้าที่มีคุณภาพดีกว่าผ้าฝ้ายปกติทั่วไป สำหรับผ้าทออย่างฝ้ายทอมือที่นำมาย้อมนั้นก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่าด้วย นอกจากนี้แบรนด์ของหนูยังมีงานปักและงานเขียนเทียนลงบนเนื้อผ้าด้วย เรียกว่าพยายามสร้างเรื่องราวลงบนผืนผ้าเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ขึ้นด้วย

ตั้งแต่ทำแบรนด์กมล อินดิโก้ มาถึงตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้วค่ะ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งคนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติ ชอบเดินทางท่องเที่ยว รักสุขภาพ แล้วยังมีกลุ่มลูกค้าซึ่งค่อนข้างมีฐานะอีกกลุ่มด้วย ทาร์เก็ตลูกค้าจึงมีตั้งแต่วัยเรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยทำงาน แม้งานคราฟต์เป็นงานฝีมือที่มีขั้นตอนเยอะและราคาสูง แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่ชอบงานคราฟต์จริงๆ พวกเขาจึงไม่เกี่ยงราคา ปัจจุบันนี้กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ก็มีมากขึ้น จากแต่ก่อนจะทำเสื้อออกมาเป็นเซตๆ แต่ตอนนี้เมื่อลูกค้าเยอะขึ้น ก็เลยต้องรับงานแบบ เมด ทู ออร์เดอร์ มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งลูกค้าจะสามารถเลือกไซส์ เลือกสี และเลือกผ้าได้

ในอนาคตก็กำลังจะย้อมสีที่ได้จากธรรมชาติให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น สีชมพูจากครั่ง สีเหลืองจากใบหูกวาง และสีน้ำตาลจากใบมะเกลือ และจะพัฒนาหาสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ เพราะลูกค้าจะสนใจสีธรรมชาติในโทนสีอื่นๆ เป็นพิเศษ นอกจากสีครามซึ่งเป็นสีเดิมที่ได้จากการย้อมฮ่อมหรือย้อมครามซึ่งมีมาแต่เดิม”

กุ๊กกิ๊กทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ธุรกิจของเธอยังช่วยสนับสนุนการสร้างงานในชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นฮ่อม และนำต้นฮ่อมมาทำเป็นฮ่อมเปียก จากนั้นเธอจะเป็นผู้รับซื้อเนื้อฮ่อมเปียกนี้มาใช้ในการก่อหม้อเลี้ยงจุลินทรีย์ในน้ำย้อมให้เติบโตเพื่อย้อมสีฮ่อมอีกที ซึ่งการก่อหม้อนี้เป็นการย้อมเย็นที่ไม่ต้องใช้ความร้อน และการย้อมเย็นนี้จะได้เฉดสีที่สวยแปลกตาไปคนละเฉด ต่างจากการย้อมแบบใช้ความร้อนซึ่งจะให้เฉดสีที่เข้มกว่า

“นอกจากนี้ยังติดต่อกับกลุ่มทอผ้าที่ จ.เชียงราย ด้วย เพราะเคยแวะไปเที่ยวที่นั่น จึงนำแบบของผ้าไปจ้างให้คนในชุมชนของที่นั่นทอผ้าให้ บางครั้งก็ส่งเส้นด้ายไปให้พวกเขาทอให้ก็มี เมื่อทอเสร็จก็จะเดินทางไปรับผ้าที่พวกเขาทอ มาออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าลายเอกลักษณ์ของชุมชนใน จ.เชียงราย ออกมาขายด้วยเช่นกัน

สำหรับการเปิดเวิร์กช็อป จะรับเวิร์กช็อปให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ทำธีซิสหรือทำรายงาน โดยให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้วิธีการย้อมฮ่อมและย้อมคราม พร้อมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนที่ต้องการจะมาเรียนเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจหรือสร้างอาชีพของตัวเอง ก็จะมีคอร์สให้พวกเขาเลือกว่าอยากเรียนแบบไหน เช่น ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยากจะทำแค่ผ้าเช็ดหน้า หรืออยากรู้ว่าการย้อมฮ่อมเป็นอย่างไร เราก็จะมีการสอนให้ค่ะ แล้วยังมีคอร์สการย้อมสีจากธรรมชาติโดยการต้ม รวมทั้งการก่อหม้อย้อมฮ่อมย้อมครามแบบย้อมเย็นก็มีด้วยเช่นกัน โดยจะเปิดคอร์สที่บ้านเลยค่ะ”…ติดตามได้ที่ FB/IG : Kamon_Indigo