ท่าบริหาร หลังก้มทำงานทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571281

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ท่าบริหาร หลังก้มทำงานทั้งวัน

เรื่อง : มีนา ภาพ : คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

การก้มทำงานทั้งวัน เสมือนกล้ามเนื้อคอและหลัง บ่า สะบักต้องทำงานหนักตลอดเวลา นอกเหนือจากกล้ามเนื้อต้องเกร็งทำงานหนักแล้ว ยังส่งผลถึงข้อต่อกระดูกและหมอนรองกระดูกคอที่ต้องแบกน้ำหนักมากกว่าปกติ หากอยู่ในท่าก้มคอ ซึ่งส่งผลให้ปวดคอ ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดขมับ มึนศีรษะได้ เนื่องจากบริเวณคอเป็นส่วนที่มีหลอดเลือดไปเลี้ยงสมอง

หากกล้ามเนื้อเกร็งมาก หรือแนวกระดูกก้มไปทางด้านหน้าก็อาจทำให้บีบรัดหลอดเลือดได้ เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำท่าบริหารสำหรับคนที่ต้องก้มคอตลอดเวลานี้ว่า จะช่วยทำให้แก้ไขและป้องกันหลังค่อม แก้ไขและป้องกันกระดูกคอเสื่อม (ในระดับที่ไม่รุนแรง) จะช่วยการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งศีรษะ เพราะเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงศีรษะได้มากขึ้น

ท่าบริหารเพื่อแก้อาการหลังค่อม กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงศีรษะ

1.เตรียมอุปกรณ์ คือยางยืดออกกำลังกาย

2.นั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งขัดสมาธิกับพื้น นั่งหลังตรง แขม่วท้องเตรียม

3.จับยางยืดห่างจากกันประมาณ 1 ศอก แล้วยืดออกจากกันให้มีแรงตึงตัวเล็กน้อย

4.กางแขน งอศอกประมาณ 90 องศา ยกขึ้นเหนือศีรษะ ในขณะที่ดึงยางยืดแยกออกจากกันหายใจเข้าเตรียม หายใจออก แล้วเปิดไปด้านหลัง

5.จับความรู้สึกว่าสะบักทั้งสองข้างดึงเข้าหากัน (ยังคงแขม่วท้อง) โดยที่ยางยืดไม่ติดกับหลัง ค้างไว้สัก 2 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ เลื่อนแขนขึ้นระดับศีรษะ

6.หายใจเข้าเตรียม หายใจออกค่อยๆ ดึงยางยืดลงอีกครั้ง โดยจับความรู้สึกที่สะบักทั้งสองข้าง ดึงเข้าหากัน

7.ทำประมาณ 5 ครั้ง/1 เซต วันละ 3 เซต

หากมีอาการขัดหรือเจ็บที่หัวไหล่ควรดึงยางยืดลงเพียงเล็กน้อยเท่าที่ไม่เจ็บ

ต้องลอง! “มหานคร สกายวอล์ค” จุดชมวิว360กลางกรุงและพื้นกระจกลอยฟ้าสูงสุดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571163

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:26 น.

ต้องลอง! "มหานคร สกายวอล์ค" จุดชมวิว360กลางกรุงและพื้นกระจกลอยฟ้าสูงสุดในประเทศไทย

คิง เพาเวอร์ มหานคร เปิดตัว “มหานคร สกายวอล์ค” จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศากลางกทม. และพื้นกระจกลอยฟ้าที่สูงที่สุดในไทย

คิง เพาเวอร์ มหานคร เปิดตัว “มหานคร สกายวอล์ค” (Mahanakhon Skywalk) มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเหนือระดับรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กับการเปิดตัวแลนด์มาร์คท่องเที่ยวระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานครที่เป็นจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่ความสูงถึง 314 เมตร พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

มหานคร สกายวอล์ค ตั้งอยู่บนชั้น 74, 75 และ 78 ของอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร โดยมีไฮไลท์อยู่ที่จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตื่นตาตื่นใจไปกับหนึ่งในพื้นกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และ รูฟ ท็อปบาร์ (Rooftop Bar) ที่สูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมโดยสารลิฟท์ความเร็วสูงที่มาพร้อมจอแอนิเมชั่นขนาดใหญ่ ที่จะพาทุกท่านขึ้นไปยังจุดชมวิวชั้น 74 ภายในระยะเวลาเพียง 50 วินาที! โดยตั้งเป้าสร้างปรากฎการณ์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับสากลแห่งใหม่ และเป็น Global Landmark Destination ที่จะพลิกโฉมวงการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คิง เพาเวอร์ มหานคร กล่าวว่า มหานคร สกายวอล์ค เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญและความภาคภูมิใจของ คิง เพาเวอร์ บริษัทของคนไทย ที่พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย ด้วยการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้านเดสติเนชั่นแห่งการท่องเที่ยวระดับโลก กับสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพมหานคร กับจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา และ Rooftop Bar ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 314 เมตร เหนือพื้นดิน พร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวให้ได้เห็นความงดงามของกรุงเทพมหานครในมุมมองใหม่

“เราตั้งเป้าให้มหานคร สกายวอล์ค เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และธุรกิจค้าปลีกในประเทศอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่า การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่การสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยไปสู่สายตาประชาคมโลกอีกด้วย”อัยยวัฒน์กล่าว

มหานคร สกายวอล์ค ประกอบด้วย

1.ชั้น 1: ล็อบบี้ ทางเข้าหลัก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมมหานคร สกายวอล์ค ตกแต่งด้วยเรื่องราวของกรุงเทพมหานครตลอดทางเดินก่อนถึงลิฟท์ความเร็วสูงที่จะนำท่านขึ้นไปยังชั้น 74 ภายใน 50 วินาที

2.ชั้น 74: จุดชมวิวภายในอาคาร (Indoor Observation Deck) เพลิดเพลินไปกับความงามของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเทพมหานครผ่านระบบเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) กับมุมมองกรุงเทพมหานคร แบบ 360 องศา พร้อมส่งโปสการ์ดจากตู้ไปรษณีย์ ที่สูงที่สุดในประเทศไทย

3.ชั้น 75: บริเวณชั้นลอย ห้องน้ำ และจุดขึ้นลิฟท์แก้ว

4.ชั้น 78: ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) และจุดชมวิวภายนอกอาคาร (Outdoor Observation Deck) โดยมีไฮไลท์คือ

– พื้นกระจกลอยฟ้า (Glass Tray) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นกระจกลอยฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สูงเหนือพื้น 310 เมตร

– จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ยืนได้ในกรุงเทพมหานคร เดอะ พีค (The Peak) ที่มีความสูงเหนือพื้นถึง 314 เมตร

– รูฟท็อปบาร์ (Rooftop Bar) ที่สูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมเครื่องดื่มและค็อกเทลสูตรพิเศษ

มหานคร สกายวอล์ค เปิดให้บริการในเวลา 10.00 – 24.00 น. (เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้าย 23.00 น.) สามารถเดินทางมาโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีช่องนนทรี ทางออกหมายเลข 3

บัตรเข้าชม แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

สุภาภรณ์ สามาทาน ความพยายามมี ความสำเร็จต้องมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571160

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

สุภาภรณ์ สามาทาน ความพยายามมี ความสำเร็จต้องมา

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

น้องแพรว-สุภาภรณ์ สามาทาน สาวน้อยร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้มุ่งมั่นและรักงานเขียน เพียรพยายามบนเส้นทางนี้จนสามารถออกนิยายพ็อกเกตบุ๊กมาได้ 3 เล่ม แม้ร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรงด้วยว่ามีโรคประจำตัวมาแต่เล็กแต่น้อย แต่กำลังใจนั้นแสนจะมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะรัฐประสานศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เธอก็ไม่ทำงานที่ไหนเลย โดยทำงานเขียนหนังสือแบบเต็มเวลา และโชคดีที่ทางบ้านทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนให้เธอทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่

น้องแพรว เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจังมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ใช้นามปากกาว่า“บุญฐิสา” โดยเธอจะชอบงานเขียนนิยายแนวแฟนตาซีเหนือจริง โดยออกเล่มแรกชื่อปางบุญ มีเนื้อหาแนวผีๆ แฟนตาซี เล่มนี้ออกโดยสำนักพิมพ์แจ่มใส เล่มที่สองเรื่องอมฤตรส เป็นแนวแฟนตาซี เรื่องราวของครุฑและนาค เล่มที่ 3 กำลังจะออกปลายปีนี้คือเรื่อง ขอใจไม่ให้รัก ถือเป็นการฉีกแนวจาก 2 เล่มแรก เพราะเรื่องนี้เป็นแนวรักหวานแหวว สำหรับปีหน้าเธอวางแผนที่จะเขียนเล่มที่ 4 ชื่อกงโลกันต์ ที่เนื้อหาจะคล้ายกับภาคต่อของเรื่อง อมฤตรส

แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายของเธอนั้น เริ่มมาจากนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะงานแนวแฟนตาซี ผีๆ เหนือจริง หรือลึกลับนั้นเธอจะชอบมาก นักเขียนที่เธอชื่นชอบมีทั้ง หมอพงศกร กิ่งฉัตรอลินา และทมยันตี โดยเฉพาะเรื่องทางรัก

แต่ละเรื่องแต่ละเล่ม เธอจะใช้เวลาเขียนนาน 1-2 ปี โดยเธอจะเข้าเวิร์กช็อปบ่อยๆ เวลาที่สำนักพิมพ์หลายแห่งจัด เช่น ของสำนักพิมพ์แจ่มใสเปิดเธอก็จะไปเข้าคอร์สแล้วก็กลับไปเขียน สมัครมาเกือบ 100 คน คัดเหลือ 20 คน โดยวัตถุดิบในการเขียนนั้นเธอจะนำมาจากเรื่องใกล้ตัวต่อยอดมาจากจินตนาการของเธอ เล่มแรกส่งให้สำนักพิมพ์แจ่มใสก็แก้ไขกันนานหลายเดือน

“เล่มแรกมันยากมากสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาเลย แก้อยู่ 3-4 รอบ เกือบถอดใจไปแล้ว แต่ละเล่มใช้เวลานานเป็นปี ต้องค้นหาข้อมูลนาน เช่นเรื่อง อมฤตรสต้องไปหาตำนานเกี่ยวกับครุฑและนาคอ่านจากหนังสือเก่าๆ ประวัติศาสตร์ภพภูมิต่างๆ หาข้อมูลกันนานเป็นปี แต่โชคดีที่ชอบเขียนไดอารี่ จดบันทึกมาแต่เด็ก เวลาเจออะไรที่น่าสนใจก็บันทึกไว้เก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ใช้ได้” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

เธอบอกว่าโชคดีที่ครอบครัวเข้าใจที่บ้านทำสวนผลไม้ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ให้ไปช่วยงานที่สวนเลย เปิดโอกาสให้เธอได้เขียนหนังสืออย่างเต็มที่ส่วนอาการไม่สบายก็รักษาไปตามอาการ ซึ่งตอนนี้โดยรวมก็ดีขึ้นเยอะหลายๆ เดือนจึงจะไปหาหมอสักครั้ง

ทางด้านงานเขียนนั้น น้องแพรวบอกว่าจะพยายามรักษาวินัยโดยให้มีงานออกมาปีละ 1 เล่ม โดยเธอจะใช้เวลาในการเขียนหนังสือช่วงกลางคืน เพราะเงียบสงบทำให้มีสมาธิดีกว่าเขียนตอนกลางวัน ซึ่งจะวอกแวกง่ายกว่า

“ทุกวันนี้เวลาที่มีสำนักพิมพ์หรือนักเขียนใด จัดอบรมนักเขียน เธอมักจะสมัครมาเรียนทุกครั้งเพราะอยากได้ความรู้เอามาปรับใช้กับงานเขียนของเธอ เพราะเธอตั้งใจที่จะจริงจังในอาชีพนักเขียน เพราะสุขภาพหนูก็ไม่ค่อยดี จะไปทำงานออฟฟิศประจำก็ลำบาก จะไปค้าขายอะไรก็คงไม่เหมาะ ในเมื่อชอบการเขียนหนังสือก็มุ่งมั่นเอาให้เต็มที่สุดๆ ไปเลย ถ้าพรสวรรค์เรามีน้อยก็อาศัยพรแสวงช่วยอีกแรงได้ค่า ความพยายามอยู่ที่ไหนหนูเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ค่า” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

Beyond Artistic Boundary ความงามข้ามขอบเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571151

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

Beyond Artistic Boundary ความงามข้ามขอบเขต

โดย พริบพันดาว

รากฐานของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยของไทยมีการก่อเกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจากอดีตถึงปัจจุบัน

จุดหนึ่งที่เป็นหมุดหมายวัดถึงพัฒนาการและการวิวัฒน์ของศิลปะร่วมสมัยของไทย นั่นก็คือรางวัลในการประกวดศิลปะต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงที่จัดมาอย่างต่อเนื่องเวลากว่า 40 ปี ก็น่าจะเป็นรางวัลหนึ่งที่สามารถสะท้อนภาพเหล่านี้ออกมาได้

นิทรรศการ “Beyond Artistic Boundary :ความงามข้ามขอบเขต” จึงเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินเมื่อครั้งได้รับรางวัลจิตรกรรมบัวหลวง และผลงานผลงานที่สร้างสรรค์ใหม่ที่ยังไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อนอีก 1 ชิ้น เพื่อแสดงถึงความเคลื่อนไหวของงานศิลปะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อีกทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป

หากย้อนถอยหลังกลับไปสู่อดีต รางวัลจิตรกรรมบัวหลวง มีศิลปินที่ได้รับรางวัลถึง 224 คน ซึ่งปัจจุบันศิลปินที่เคยได้รับรางวัลบ้างสามารถก้าวสู่เกียรติยศแห่งชีวิตเป็นศิลปินแห่งชาติ บางคนสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาความสามารถจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ได้เดินดูผลงานศิลปะที่คัดเลือกศิลปินจากอดีต 46 คน มีผลงานที่ร่วมจัดแสดงจำนวน 83 รูป อาทิ อิทธิพล ตั้งโฉลกปรีชา เถาทอง เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร ประสงค์ ลือเมือง ญาณวิทย์ กุญแจทอง ชาติชายปุยเปีย วิโชค มุกดามณี ถาวร โกอุดมวิทย์ ปริญญา ตันติสุข และไพโรจน์ วังบอน เป็นต้น

ในวันเปิดนิทรรศการ วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า นิทรรศการชุดนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่ขับเคลื่อนงานศิลปะให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในสังคม อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ยังทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนางานศิลปะในแต่ละยุคสมัย ให้วงการศิลปะมีความก้าวหน้า เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินได้นำไปพัฒนาผลงาน

จากการได้เดินชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ ภาพมุมหนึ่งของชีวิตไทย และภาพการเปลี่ยนแปลงภายใน ผลงานของเฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ ภาพแสงและเงา ผลงานของปรีชา เถาทอง ภาพยมกปาฏิหาริย์ ผลงานของอนุวัฒน์ ลัดดาวัลย์ ภาพค่าน้ำนม ผลงานของนพวงษ์ เบ้าทอง ภาพความหวัง ผลงานของ ผศ.อภิชัย ภิรมย์รักษ์ ฯลฯ จะเห็นได้ถึงศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้ย้อนความหลังในการประกวดและได้รับรางวัลนี้เมื่อครั้งอดีตว่า เขาเองคือหนึ่งในศิลปินที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดที่มูลนิธิบัวหลวง ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 หรือในปี 2520 ได้ส่งผลงานที่ชื่อว่า “มุมหนึ่งของชีวิตไทย” ที่สะท้อนเรื่องราวของผู้คนในระเบียงวัดโพธิ์ในระหว่างรอการทำบุญ มีทั้งการพูดคุย หรือการทานขนมที่หาบเร่มาขาย แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทยสมัยนั้น โดยตัวรูปวาดใช้สีฝุ่นบนกระดาษสา

ในการประกวดสมัยก่อน เฉลิมชัยเท้าความหลังและตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันส่วนใหญ่จะเป็นรูปพระพุทธเจ้า หรือรูปโบราณๆ รูปแบบเดิมๆ จนมาถึงสมัยของเขาเอง มีความรู้สึกอยากจะทำอะไรให้ดูแปลกใหม่ จึงเหมือนบุกเบิกให้งานศิลปะมีความคิดที่หลากหลายมากขึ้น มีความเป็นไทยที่สามารถก้าวไปสู่สากลได้ ดังนั้น เวทีการประกวดจึงสำคัญ เพราะนอกจากจะมีชื่อเสียง ยังสร้างรายได้ตามอีกด้วย

การส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นใหม่เกิดการพัฒนามีทักษะ แนวคิด และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้านจิตรกรรมให้มีคุณภาพและมีคุณค่า รางวัลจิตรกรรมบัวหลวง จึงมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมากทุกปี ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของศิลปะในแต่ละยุค ความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของศิลปิน ยามีล๊ะ หะยี ที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดในปี 2558 และได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทจิตรกรรมร่วมสมัย ขยายความถึงงานของเธอว่า เป็นงานเย็บปักที่สะท้อนภาพบทบาทและหน้าที่ของสตรีมุสลิมที่มีต่อครอบครัว และสถานการณ์ของสตรีมุสลิมในบริบทของสังคมร่วมสมัยแห่งโลกปัจจุบัน ในการศึกษาเกี่ยวกับหลักคำสอนศาสนา เพื่อนำมาขัดเกลาจิตใจของตนเอง

ส่วนผลงานในปัจจุบันที่ชื่อว่า “ความสุข…ความปรารถนา” เธอยังคงรูปแบบในการสะท้อนบทบาทของสตรีมุสลิม แต่เป็นบทบาทของผู้ที่จะเป็นแม่ การแต่งงาน และการละหมาดของผู้หญิง ให้เห็นเป็นนามธรรม เพื่อให้คนดูได้จินตนาการถึงสถานะของผู้หญิง ความปรารถนาและความเพ้อฝัน

“ดังนั้นการทำงานศิลปะไม่ว่าจะด้านใด ตัวศิลปินต้องมีการพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ เพราะมีศิลปินรุ่นใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เราได้อยู่รอดในการทำความฝันและความตั้งใจต่อไป”

นอกจากนี้ ยังมีโครงการดาวเด่นบัวหลวง ครั้งที่ 11 ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกันแล้ว ยังได้ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสนใจและเข้าใจในงานศิลปะมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับนิทรรศการ “Beyond Artistic Boundary: ความงามข้ามขอบเขต” จัดแสดงที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผ่านฟ้า กทม. จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2562 เวลา 10.00-19.00 น. (ยกเว้นวันพุธ) หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.queengallery.org และ http://facebook.com/ queengallerybkk/ โทร. 02-281-5360-1

สายสุนีย์ จ๊ะนะ ‘พนักงานนักกีฬา’ หน้าที่นี้เปี่ยมพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571150

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:16 น.

สายสุนีย์ จ๊ะนะ ‘พนักงานนักกีฬา’ หน้าที่นี้เปี่ยมพลัง

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

“ภาคภูมิใจทุกครั้ง ที่ทำให้เพลงชาติไทยกระหึ่มดังในต่างแดน”ความรู้สึกของฮีโร่นักกีฬา ซึ่งได้ร่วมการแข่งขัน เอเชียนพาราเกมส์ 2018 ระหว่างวันที่ 6-13 ต.ค.ที่จบไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย

สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบมือวางอันดับ 1 ของโลก กล่าวถึงการแข่งขันครั้งล่าสุด ปีนี้ทำได้ถึง 6 รายการ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในชีวิตของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้ถึง 6 เหรียญ เพราะกติกากำหนดให้ลงเล่นได้ 4 รายการ แต่ครั้งนี้เจ้าภาพให้เล่นได้ถึง 6 รายการ การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ จึงทุ่มเทเวลาฝึกซ้อมเก็บตัวร่วมปีเลยทีเดียว

โดยได้รับการสนับสนุนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทที่ทำงานในเวลานี้ ซึ่งมีนโยบายการรับพนักงานผู้พิการเข้าทำงาน ตามกฎหมาย มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มีพนักงานผู้พิการทั้งหมด 109 คน เป็นพนักงานผู้มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ จำนวน 22 คน และความสามารถพิเศษด้านกีฬาจำนวน 87 คน โดยปฏิบัติงานอยู่ในตำแหน่งวิทยากร สังกัด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร กลุ่มทรัพยากรบุคคล

ที่ผ่านมาพนักงานนักกีฬาเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาระดับโลก อาทิ การแข่งขันพาราลิมปิก 2012 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 4 คน

สายสุนีย์ กับตำแหน่งพนักงานนักกีฬาวัย 44 ปี ทำงานรับผิดชอบหน้าที่ “นักสร้างแรงบันดาลใจ” แผนกทรัพยากรมนุษย์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เส้นทางนักกีฬาเริ่มต้นเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล และทุกๆ ครั้งในการพูดเพื่อให้กำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม “แวว สายสุนีย์” จะเล่าย้อนไปในช่วงวัย 17 ปี เมื่อชีวิตพลิกผันประสบอุบัติเหตุถูกคนเมาขับรถชน และร่างกายพิการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ช่วงเอวลงไปไม่มีความรู้สึกเลยค่ะ เคยคิดฆ่าตัวตาย ชีวิตรู้สึกไร้ความหวังอยู่ถึง 4 ปีเลยนะคะ แล้วชีวิตก็พบเส้นทางใหม่ เมื่อได้ไปฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ การอยู่ในสังคมคนพิการก็ทำให้เรามองเห็นภาพในอีกมุมดีๆ เลยค่ะ เราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่พิการ การยอมรับตัวเองจึงเริ่มเกิดขึ้นได้ และกีฬาคือแรงบันดาลใจใหม่ในชีวิต จากรุ่นพี่ที่นี่เล่นเทนนิสติดทีมชาติ เขาได้เหรียญรางวัล ได้เงินมาช่วยเลี้ยงครอบครัว การเล่นกีฬาสร้างเป้าหมายใหม่ว่าโอกาสดีๆ จะต้องกลับมาหาเราอีกครั้ง

หลังจากนั้นอีก 1 ปี ก็ได้ฝึกกีฬาฟันดาบกับนักกีฬาทีมชาติ พล.ท.ชาติชาย เกษมวงศ์ อุปนายกสมาคมฟันดาบสมัครเล่นแห่งประเทศไทย จากกีฬาประเภททีม เปลี่ยนมาเล่นกีฬาประเภทเดี่ยว ซึ่งความสำเร็จสร้างได้จากตัวเราล้วนๆ มีความอดทน มีระเบียบวินัย เป้าหมายของนักกีฬาทุกคนคือการติดทีมชาติ ดิฉันก็ทำได้เมื่ออายุ 23 ปี และเป้าหมายต่อไปคือเหรียญทอง ดิฉันลงแข่งกีฬาเฟสปิก สนามแรกระดับเอเชียสามารถทำได้ 2 เหรียญทองค่ะ”

สายสุนีย์ เล่าอย่างภูมิใจ กีฬาฟันดาบเน้นการใช้สมาธิ ความว่องไว ทักษะในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

“เปลี่ยนชีวิตจากอยากตายกลายเป็นความมุ่งมั่นค่ะ สนามต่อไปคือพาราลิมปิก หรือโอลิมปิกของคนพิการ ปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดในชีวิตนักกีฬาทุกคน ดิฉันตั้งเป้าไว้ค่ะว่าจะพยายามทำคะแนนสะสม เพื่อให้ได้สิทธิไปแข่งขันที่นักกีฬาทุกๆ คนล้วนมุ่งมั่นอยากไปแข่งขัน และคว้าเหรียญกลับมาให้ได้

การต่อสู้แบบประชิดตัว คนพิการเล่นกีฬานี้ได้ยากค่ะเพราะคู่ต่อสู่ห่างจากเราเพียง 1 ศอกเท่านั้นเอง ความฉลาดไหวพริบต้องดึงออกมาใช้แก้ไขสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ร่างการแข็งแแกร่งเพียงเท่านั้น เพราะทุกคนก็ฝึกซ้อมมาหนักพอๆ กัน แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือความเข้าใจ และอ่านคู่ต่อสู้ให้ออกค่ะ แพ้ชนะวัดกันที่ความคิด ต้องมองให้เป็นว่าเขาเล่นแบบไหน

ร่างกายเจ็บปวดทุกครั้งที่แข่งขัน การแข่งขันครั้งนี้เอ็นฉีกที่ข้อศอก แต่เราสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งได้ค่ะ ดิฉันเลือกฝึกซ้อมแค่ 70-80% ซึ่งเป็นหลักการใช้ชีวิต ร่างกายไม่เต็มร้อย แต่หัวใจเราทำให้เต็มที่ได้”

ทั้งหมดเป็นผลของความพยายามที่แสดงให้เห็นว่า ความพิการทางร่างกายไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตเลย

สายสุนีย์ ยอมรับว่าในสนามแข่งขันมีความกดดันมาก คู่แข่งขันคือจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจในด้านกีฬา และทุกๆ รายการ ก็ต้องเจอจีน ทำให้มีความกดดันมาก

ความสำเร็จในการแข่งขันปีล่าสุด เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เป็นขวัญและกำลังใจ ให้แก่คณะพนักงานในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย จำนวน 41 คน จากทัพนักกีฬาไทยกว่า 237 คนในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2018 โดยพนักงานนักกีฬาของเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ ประกอบด้วยเหรียญทอง 7 เหรียญ เหรียญเงิน 13 เหรียญ เหรียญทองแดง 18 เหรียญ รวมทั้งสิ้น 38 เหรียญ ประจักษ์ต่อสาธารณชนทั้งในทวีปเอเชีย และทั่วโลก ในมหกรรมการแข่งขันกีฬาของคนพิการยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย

โดยมีคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีต้อนรับฮีไร่พนักงานนักกีฬา กฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ กล่าวว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป สนับสนุนพนักงานในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2014 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 48 คน การแข่งขันพาราลิมปิก 2016 พนักงานนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 คน ล่าสุดได้รับคัดเลือกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนประเทศในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย กับการแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2018 ณ ประเทศอินโดนีเซียที่ผ่านมา จำนวน 41 คน จากทัพนักกีฬาไทยจำนวน 237 คน โดยคณะพนักงานนักกีฬาของเดอะมอลล์ กรุ๊ป สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้รวมทั้งสิ้น 38 เหรียญ

ประกอบไปด้วย 7 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 18 เหรียญทองแดง โดยพนักงานนักกีฬาเดอะมอลล์ คว้า 7 เหรียญทอง ได้แก่ วิษณุ ฮวดประดิษฐ์ กับ 2 เหรียญทอง จากกีฬาบ็อกเซีย อนุรักษ์ ลาววงษ์ กับ 2 เหรียญทอง จากกีฬาเทเบิลเทนนิส 2 เหรียญทอง จากกีฬาเทเบิลเทนนิสโดย วันชัย ชัยวุฒิ ภัทรวดี วราฤทธิ์ดำรงกุล

นักกีฬาคว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดมากถึง 6 เหรียญ มาจากกีฬาฟันดาบ ได้แก่ สายสุนีย์ จ๊ะนะ มือวางอันดับ 1 ของโลกวีลแชร์ฟันดาบ แบ่งเป็น 1 เหรียญทอง ประเภทเอเป้บุคคลหญิง 2 เหรียญเงิน ประเภทดาบฟอยล์ และดาบเซเบอร์บุคคล 3 เหรียญทองแดง ประเภททีมหญิงดาบเอเป้ ดาบฟอยล์ และดาบเซเบอร์

บ้านแมวไทย แด่สาวกคนรักน้องเหมียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571149

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

บ้านแมวไทย แด่สาวกคนรักน้องเหมียว

โดย สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อัมพวา ใช่ว่าจะมีแหล่งท่องเที่ยวแค่ตลาดน้ำอัมพวาเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ บ้านแมวไทย (ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ) ตั้งอยู่ที่ ต.แควอ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่รวบรวมพันธุ์แมวไทยหายากไว้มากมายหลายสายพันธุ์

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ หรือ บ้านแมวไทย เป็นสถานที่ที่เหมาะกับผู้ที่รักแมว และสนใจการเลี้ยงแมว โดยเฉพาะแมวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิม ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นว่าแมวไทยเป็นสัญลักษณ์ของชาติ จึงได้พระราชทานแมวไทยให้ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ รวมถึงประเทศอังกฤษ โดยพระองค์ทรงมอบแมวไทยสายวิเชียรมาศคู่หนึ่งให้แก่ประเทศอังกฤษ โดยเจ้าเหมียวคู่นั้นได้ถูกนำไปประกวดแมวโลกและได้รางวัลชนะเลิศ จากนั้นมาแมววิเชียรมาศก็มีชื่อเสียงขจรไปไกลเลยทีเดียว จนกระทั่งได้จดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกในชื่อว่า Siamese Cat แมวไทยจึงได้ถูกยอมรับว่าเป็นแมวขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดในโลกในเวลาต่อมา

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณแห่งนี้ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพร้อมทั้งยังเป็นแรงส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์แมว และอยู่คู่เป็นสมบัติของชาติตลอดไป

จากจุดเริ่มต้นที่ คุณลุงกำนันปรีชา พุคคะบุตร ผู้รักแมวไทยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และได้รวบรวมแมวไทย จนตั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์แมวไทยนี้ขึ้นมา และเป็นผู้ดูแลศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณด้วยใจรัก ลุงปรีชาให้ความรักเอาใจใส่กับแมวเหล่านี้เสมอมา โดยเฉพาะแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศที่เลี้ยงมาตั้งแต่เป็นเด็กนี่เอง จึงมีความเชี่ยวชาญและเกิดการรวมตัวของเพื่อนที่นิยมเลี้ยงแมวไทยด้วยกัน เพื่อเผยแพร่ความรู้ ค้นคว้าวิจัย และเปลี่ยนความคิดเห็นกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายในบ้านแมวไทย มีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทยแบ่งเป็นกรงเลี้ยงแมวไทยประเภทต่างๆ ซึ่งมีความสะอาดสะอ้าน บรรยากาศโปร่งโล่งเย็นสบาย อากาศถ่ายเทสะดวก โดยแบ่งเป็นกรงสำหรับใช้เลี้ยงแมวไทยสายพันธุ์ต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีป้ายบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของแมวไทยโบราณทั้งที่ยังคงมีอยู่และสูญพันธุ์ไปแล้ว เหมาะแก่การมาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแมวไทยโบราณอย่างยิ่ง

ในอดีตนั้นในสมุดข่อยโบราณได้กล่าวถึงแมวไทยไว้ทั้งหมด 23 สายพันธุ์ เป็นแมวให้คุณ 17 ชนิด และแมวร้ายให้โทษอีก 6 ชนิด ปัจจุบันแมวไทยพันธุ์โบราณนั้นสูญพันธุ์ไปแล้วถึง 13 สายพันธุ์ และยังคงเหลือให้ชมในปัจจุบันเพียง 5 สายพันธุ์เท่านั้น ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวสีสวาด แมวศุภลักษณ์ แมวโกนจา และแมวขาวมณี ซึ่งสามารถชมได้ที่ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณแห่งนี้

โดยแมวทั้ง 5 สายพันธุ์มีลักษณะดังนี้

แมววิเชียรมาศ (Siamese) – เป็นแมวที่คนไทยเลี้ยงไว้ในพระราชสำนัก เพราะถือว่าเป็นแมวนำโชคลาภ มีลักษณะเด่น คือ มีตาสีฟ้าสดใส ลำตัวเป็นสีครีม มีแต้มสีเข้มหรือที่เรียกว่าแต้มสีครั่งตามบริเวณใบหน้าและลำตัวรวม 9 ตำแหน่ง

แมวสีสวาด หรือแมวโคราช (Silver Blue) – เป็นแมวที่ถูกใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝนในสมัยโบราณ ถูกเรียกตามถิ่นกำเนิดคือบริเวณ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นแมวที่ถือว่าเป็นแมวโชคลาภเพราะมีขนคล้ายสีเมฆ ตาสีเหลืองอมเขียว

แมวศุภลักษณ์ หรือแมวทองแดง (Copper) – มีขนสีน้ำตาลเข้มเหมือนทองแดงตลอดทั้งตัว ตาสีเหลืองเป็นประกาย

แมวโกนจา หรือแมวดำปลอด (Bombay) – หรืออีกชื่อว่าดำมงคล เพราะมีขนสีดำตลอดทั้งตัว เดินทอดเท้าเหมือนสิงโต มีความเชื่อว่าใครเลี้ยงจะมีสมบัติมากมาย

แมวขาวมณี หรือแมวขาวปลอด(Pure White) – เป็นแมวที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะมีนิสัยเชื่อง เป็นแมวที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นแมวที่เกิดในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ลักษณะเด่น คือ ดวงตา ที่มีสีฟ้าหรือเหลือง หรือมีตาสองสี

คุณลุงปรีชา พุคคะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้ดูแลบ้านแมวไทยโบราณ เคยเล่าให้ฟังว่า เดิมคุณแม่เป็นผู้เลี้ยงแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศมาก่อน สมัยนั้นผมยังเด็กไม่ค่อยได้สนใจ พอโตขึ้น ถูกใช้ให้คลุกข้าวเลี้ยงแมว ช่วงนั้นมีแมวอยู่ในบ้านไม่มากนัก เลี้ยงมาเรื่อยๆ แมววิเชียรมาศไม่เคยขาดบ้านเลยครับ เลยมีความผูกพันกับแมวมาตลอด ต่อมามีเพื่อนฝูงที่นิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น ไปมาหาสู่พูดคุยกันว่าน่าจะอนุรักษ์ไว้ เพราะแมวไทยเป็นแมวที่ฉลาด ช่างประจบ รักบ้าน รักเจ้าของและสวยสง่า

บ้านแมวไทยได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2544 ตามนโยบายที่จะเปิด จ.สมุทรสงคราม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนา แบ่งพื้นที่จัดทำเป็นนิทรรศการให้ความรู้เรื่องของแมวไทยชนิดต่างๆ นับเป็นสถานที่ที่น่าสนใจเหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพันธุ์แท้ๆ และหากสนใจจะนำไปเลี้ยง ทางบ้านแมวไทยก็มีจำหน่าย

ถึงแม้วันนี้คุณลุงปรีชา จะจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่ลุงจากไปยังสั่งเสียให้ลูกหลานสานต่อการอนุรักษณ์แมวไทยเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักมิให้สูญหายไป ดังนั้นบ้านแมวไทยโบราณจึงเป็นเหมือนความหวังที่จะช่วยให้พันธุ์แมวไทยโบราณนี้ยังคงอยู่ต่อไป โดยที่ศูนย์แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่สามารถช่วยเงินบริจาคสนับสนุนเพื่อการอนุรักษ์ได้ โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 034-733-284, 034-702-068

ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ สุขด้วยศาสตร์พระราชา ตามวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571148

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ สุขด้วยศาสตร์พระราชา ตามวิถีพอเพียง

โดย ภาดนุ

ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนสุขเพราะมีชีวิตที่หรูหรามีหน้ามีตา แต่บางคนแค่มีชีวิตที่เรียบง่าย ได้ใช้วิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ใกล้ชิดธรรมชาติได้สร้างความสุขด้วยการเดินตามรอยศาสตร์พระราชา เท่านี้ก็เป็นความสุขอย่างสูงสุดแล้ว เหมือนอย่าง อาจารย์ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ อดีตอาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ผันตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีพอเพียงเพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน

“เดิมทีแล้วผมเรียนจบปริญญาตรีด้านการออกแบบอุตสาหกรรม จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต่อมาก็โชคดีได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดียวกัน ที่ เซ็นทรัล เซนต์ มาตินส์ คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์, ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบผมก็มีโอกาสได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยทำงานมาร่วม 21 ปี

ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นอาจารย์ ผมเคยทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาอุตสาหกรรม และเคยช่วยคณบดีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในขณะนั้น (อาจารย์โก้-ผศ.พิเชษฐ์ โสวิทยสกุล) ดูแลบริหารงานด้านวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องศาสตร์พระราชา เนื่องจากผมมีความสนใจอยู่แล้ว ทำให้ผมมีโอกาสได้เจอกับอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ผมจึงได้ซึมซับปรัญชาและแนวคิดเกี่ยวกับศาสตร์พระราชามากยิ่งขึ้น และได้ความรู้จากอาจารย์ยักษ์มากมาย”

อาจารย์ต่อวงศ์ เล่าว่า ต่อมาในช่วงปลายปี 2558 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ผู้ช่วยคณบดี ฉะนั้นพอเริ่มเข้าสู่ปี 2559 จึงถือเป็นวันที่เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยเดินตามรอยศาสตร์พระราชาอย่างจริงจังนับตั้งแต่นั้น

“จากเดิมที่ผมเป็นนักวิชาการเกี่ยวกับการออกแบบอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นๆ มายาวนาน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ผมมีงานที่นอกเหนือจากหน้าที่ในมหาวิทยาลัยเข้ามาเยอะ ทั้งเป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากร และที่ปรึกษาองค์กรอื่นๆ ผมจึงรู้สึกเกรงใจมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะเราเป็นนักเรียนทุนมาโดยตลอด ผมจึงตัดสินใจลาออก เพราะเคยคิดและวางแผนในใจมานานแล้วว่าอยากเกษียณตัวเองตอนอายุ 50 ปี

ตอนที่ลาออกใหม่ๆ ช่วงแรกผมรับงานสอนถึง 5 มหาวิทยาลัยภายใน 3-4 วัน จากที่เคยทำงานประจำได้เงินเดือนเกือบแสนบาท พอลาออกมาได้เงินค่าสอนแค่ 9,000 กว่าบาท/เดือนเท่านั้น ญาติพี่น้องหลายคนก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ผมจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนใคร อีกอย่างผมอยู่ในจุดที่ไม่ได้มีภาระหนี้สินใดๆ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ผมจะต้องดิ้นรนขวนขวาย หน้าที่ของผมตอนนี้ ก็คือเปลี่ยนรูปแบบและวิธีทำงานของตัวเอง จากเดิมที่เคยสอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็ลดการสอนลง แต่จะไปเพิ่มสัดส่วนในการช่วยชาวบ้านให้มากขึ้น โดยขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องหลัก”

อาจารย์ต่อวงศ์ บอกว่า แม้จะเริ่มผลักดันเรื่องศาสตร์พระราชาได้แค่ 2-3 เดือน แต่ก็มีสิ่งที่ให้ทำเยอะมาก เขาจึงช่วยผลักดันและสอนชาวบ้านอย่างเต็มที่เท่าที่สามารถทำได้

“ศาสตร์พระราชา คือความรู้ที่เรานำมาพัฒนาชีวิตและช่วยเหลือชาวบ้านให้มีชีวิตที่ดีและยั่งยืนได้โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยส่วนตัวแล้วผมจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ ผสมผสานกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำหลักการของศาสตร์พระราชามาช่วยให้ชาวบ้านมีกินมีอยู่ และมีอาชีพที่มั่นคงก่อนเป็นอันดับแรกเลย อย่างตัวผมเองจะเน้นขับเคลื่อนในเรื่องกสิกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของชาวบ้าน โดยจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาเป็นตัวช่วยในการพัฒนาชุมชน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร การพัฒนาต่อยอดงานดีไซน์มาใช้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เป็นต้น

ปัจจุบันผมอยู่ที่บ้านซึ่งปลูกไว้ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของคุณยายส้มลิ้ม ยายของภรรยาผมอีกที ที่ดินผืนนี้ถูกทิ้งร้างมานาน เพราะตอนที่ผมแต่งงานกับภรรยา เธอก็มีบ้านอยู่ที่ดอนเมืองอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลที่ดินแห่งนี้สักเท่าไร ต่อมาเราก็คิดจะปลูกบ้านที่ต่างจังหวัดสักหลัง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีพื้นที่ใหญ่โตมากนัก เพราะเราเองก็ไม่มีลูก เราจึงเลือกมาปลูกบ้านที่ จ.เพชรบุรี และคิดที่จะอยู่ที่นี่มากกว่ากรุงเทพฯ ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจนำเงิน 2-3 ล้านบาท ที่มีอยู่มาสร้างบ้านหลังนี้ในแบบที่เราอยากได้ โดยสร้างเสร็จมา 2 ปีแล้ว เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นที่เป็นปูนเปลือย แต่จะไม่ติดแอร์คอนดิชั่น จะมีแค่พัดลมเท่านั้น เป็นบ้านใต้ถุนสูงที่ลมสามารถพัดผ่านได้ดี อยู่แล้วมีความสุข นานๆ ครั้งผมอาจจะไปสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยบ้าง หรืออาจจะเข้ามาประชุมที่กรุงเทพฯ บ้าง หากอาจารย์ยักษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรียกให้มาประชุมและมอบหมายงาน”

อาจารย์ต่อวงศ์ เสริมว่า สำหรับการทำการเกษตรบนที่ดินแห่งนี้ เขาได้นำศาสตร์พระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีสูตร 30 : 30 : 30 : 10 มาใช้ นั่นคือ 30% ทำนา 30% ใช้กักเก็บน้ำ และอีก 30% ใช้ปลูกต้นไม้ ปลูกพืช สร้างบ้าน และเลี้ยงสัตว์ ส่วนอีก 10% เผื่อไว้ทำอย่างอื่น ซึ่งโดยรวมแล้วจะเรียกสูตรการพัฒนาพื้นดินนี้ว่า “โคก หนอง นา” ตามที่อาจารย์ยักษ์ เรียกไว้

“ศาสตร์พระราชา คือ การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทั้งไม้ใช้งาน ไม้ดอกไม้ผลไว้กิน และไม้เศรษฐกิจ (เช่น สัก ยางนา ประดู่) ซึ่งประโยชน์ที่ได้ ก็คือให้อากาศที่บริสุทธิ์ เก็บรักษาน้ำใต้ดินไว้ และอื่นๆ ซึ่งที่ดินในบ้านหลังนี้ผมจะขุดให้เป็นหนองน้ำที่สามารถใช้น้ำจากบ่อได้ทุกอย่างเลย ปัจจุบันแทบไม่ได้ใช้น้ำประปาเลยครับ เพราะผมทำระบบแก้มลิงเอง ปลูกพืชผัก สมุนไพร เลี้ยงไก่ เลี้ยงกบ เรียกได้ว่านำศาสตร์พระราชามาใช้เต็มที่เลย บนที่ดินประมาณ 4 ไร่นี้ผมทำทุกอย่างเองทั้งหมด ตั้งแต่ ตัดหญ้า ถางป่า ขุดสระน้ำ ปลูกข้าว คือกสิกรรมทั้งหมดผมทำไว้ใช้ไว้กิน ที่ผ่านมาผมได้ไปอบรมและเรียนรู้มาจากอาจารย์ยักษ์บ้าง คนอื่นๆ บ้าง ผมว่าการทำเกษตรแบบมีความรู้ มันจะเหนื่อยน้อยกว่าทำแบบไม่มีความรู้ครับ

ในส่วนของงานออกแบบซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ผมก็ยังคงไม่ทิ้งนะ ปัจจุบันนี้ก็มีการจัดเวิร์กช็อปเล็กๆ ขึ้นบ้าง สิ่งที่ผมถนัดที่สุด ก็คือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ พูดง่ายๆ ว่าผมจะทำต้นแบบโดยมีอุปกรณ์ต่างๆ ให้คนที่สนใจมาทำงานเฟอร์นิเจอร์ไม้กัน การเวิร์กช็อปนี้ผมจะจัดในโรงงานเล็กๆ บริเวณบ้านนี่แหละ ที่ผ่านมาก็เคยทำเรือแคนูจากไม้ไผ่และเถาวัลย์ โดยใช้พลาสติกบุด้านนอกเพื่อกันน้ำเข้าซึ่งสามารถพายได้จริง สำหรับการเวิร์กช็อปตอนนี้ก็ยังมีชาวบ้านหรือคนที่สนใจกลุ่มเล็กๆ มาร่วมด้วย

และที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านมาปรึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรเยอะพอสมควร เพราะปัจจุบันที่บ้านผมกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ‘บ้านไอดิน’ ไปด้วย ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำบ้านตัวเองให้เป็นศูนย์เรียนรู้หรอกครับ แต่ที่มาก็คืออาจารย์ยักษ์ท่านได้ทำงานกับสำนักกษาปณ์มานานหลายปี แล้วสำนักกษาปณ์ก็มีโครงการจะสร้างศูนย์เรียนรู้ไปทั่วประเทศ ดังนั้นในปี 2559 จึงให้งบในการสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนขึ้นที่บริเวณบ้านผม นี่คือเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จะพูดว่าธรรมะจัดสรรก็คงจะไม่ผิดนัก แต่เราก็ไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะเพื่อรับองค์กรหรือนักเรียนที่มาเป็นรถบัสนะ ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันมาเฉพาะกิจ กลุ่มเพื่อนฝูง หรือกลุ่มญาติพี่น้อง ที่อยากจะเข้ามาเรียนรู้ซะมากกว่า”

อาจารย์ต่อวงศ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้จากการก้าวเข้ามาสู่วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ได้ใกล้ชิดธรรมชาติและใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นถือเป็นความสุขและความฝันที่เขาคิดหวังไว้มาเนิ่นนานแล้ว

“เมื่อมาถึงจุดนี้ก็สามารถพูดได้ว่า ความฝันและการวางแผนอนาคตของผมที่อยากจะเกษียณก่อนเวลาและอยากมีชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ได้เป็นจริงแล้ว หลายคนบอกว่าผมเป็นนักออกแบบ ที่จริงชีวิตต้องทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และต้องอัพเดทสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาสิ แต่ที่จริงแล้วผมว่า แม้เราจะอยู่ที่ไหน เราก็สามารถอัพเดทสถานการณ์หรือเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไปได้เสมอ

อย่างที่บอก ว่าการมีชีวิตที่เรียบง่าย ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง มีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้ เป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝัน ฉะนั้นผมจึงมีแรงบันดาลใจที่ช่วยผลักดันให้ทำทุกอย่างได้เร็วขึ้น อีกอย่างอาจเพราะผมเติบโตมาจากครอบครัวข้าราชการที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดด้วย ผมจึงวาดภาพในบั้นปลายอนาคตของผมไว้อย่างชัดเจน คืออยู่กับธรรมชาติ ปลูกเอง ทำเอง กินเอง มีความมั่นคงทางด้านอาหาร น้ำ และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งผมมีความสุขมาก อยู่ที่นี่วันหนึ่งไม่เสียเงินเลยสักบาท ฉะนั้นเงินจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม เพราะผมไม่มีหนี้สิน ขอแค่มีชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุข และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปด้วย ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อประเทศชาติ เท่านี้ก็ถือว่าชีวิตคุ้มค่าแล้วละครับ”

ติดตามได้ที่แฟนเพจ เฟซบุ๊ก : บ้านไร่ยายลิ้ม และเฟซบุ๊ก : Torvong Puipanthavong

สมบูรณ์ พุกชาญค้า ออกกำลังกายสลายมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571147

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

สมบูรณ์ พุกชาญค้า ออกกำลังกายสลายมะเร็ง

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอน ก็คือความแน่นอน นี่เป็นเรื่องจริงแท้ที่ทุกคนต้องพบเจอ โดยเฉพาะเรื่องของ ความแก่ ความเจ็บป่วย เป็นของฟรีที่ไม่มีใครอยากได้ หลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้น เพราะมันเป็นความนิรันดร์ที่ทุกท่านต้องเจอ ที่จริงแท้ยิ่งกว่าก็คือ ใช่ว่าต้องแก่แล้วถึงจะป่วย มันไม่จริงเสมอไป เพราะเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาว วัย 30-40 ก็มีสิทธิ์เจ็บป่วยได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับเขาคนนี้

บูรณ์-สมบูรณ์ พุกชาญค้า ชายหนุ่มวัย 40 ปลายๆ ก่อนหน้านี้เขากำลังมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ กำลังจะเก็บเงินให้เป็นกอบเป็นกำจากอาชีพเชฟประจำร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาเดินทางไปทำงานที่นั่นได้เพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น เขาเป็นเชฟฝีมือดี นานเกือบ 10 ปี โดยเขาไปทำร้านอาหารตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ฝึกปรือนานหลายปีจนได้เป็นเชฟให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นที่เจ้าของเป็นคนอิสราเอล เขาหวังว่าจะทำงานเก็บเงินอีกสักระยะ ก่อนที่จะกลับมาปักหลักมาปลูกบ้านให้ลูกที่ประเทศไทย

ทว่าเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเขาก็เริ่มป่วย (ประมาณปี 2014) เริ่มไม่สบาย เจ็บคอเป็นไข้ มีก้อนเล็กๆ ขึ้นที่ลิ้น แต่ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่แสบ อะไรที่ก้อนเนื้อนั้น แต่มันก็ทำให้เขากลืนอะไรลำบาก หนาวๆ ร้อนๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน หายามากินเองก็ไม่หาย ตอนนั้นเขาไม่กล้าไปหาหมอ เนื่องจากยังไม่ได้บัตรสวัสดิการเป็นพลเมือง (เพราะยังไม่ได้กรีนการ์ด) จึงไม่กล้าไปหาหมอเพราะค่ารักษาที่นั่นแพงมาก ทุกอย่างต้องจ่ายเป็นเงินยูโร เขาทนทรมานอยู่เกือบ 9 เดือนจนทนไม่ไหว

ในที่สุดเขาจึงต้องยอมไปหาหมอ เพื่อตรวจหาอย่างละเอียดในปากและลำคอ หมอจึงเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ และพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น เขาฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ แต่แล้วก็ทำใจปลงคิดว่าเป็นไงเป็นกัน ตายก็ตาย เพราะคงไม่มีเงินมากพอจะไปรักษาตัว

“ตอนนั้นยังไม่มีบัตรกรีนการ์ดเลย จะเอาเงินที่ไหนไปรักษา ค่าเงินมันแพงมาก เราก็ทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะมาก พอมีเหลือแต่ก็ไม่ได้มากพอ แต่โชคดีว่าหมอที่นั่นมีเมตตาธรรมมาก หมอบอกว่า คุณจะปล่อยแบบนี้โดยไม่รักษาไม่ได้นะคุณแย่แน่ๆ เขาก็หาทางช่วยบอกว่ารักษาไปก่อน ไม่มีกรีนการ์ดไม่เป็นไร เขาเมตตาเรามาก เพราะถ้าไม่รักษาก็คงตายสถานเดียว”

หมอก็นัดเขามาเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา โดยเริ่มจากถอนฟันจนหมดปากทันที จนหน้าบวมไปหมด เพราะเป็นการถอนทีเดียวพร้อมกันทั้งปาก เพราะต้องการเร่งการรักษาให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป พอหน้าหายบวม กลายเป็นแก้มสองข้างยุบไปมากเพราะไม่มีฟันเหลือเลย หลังจากถอนฟันไปเพียง 2 อาทิตย์กว่า พอหน้าหายบวม หายระบม หมอก็นัดมาผ่าลิ้น ซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลเกือบเดือน

ตอนนั้นลำบากมาก เพราะพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ คือพูดสื่อสารได้แบบงูๆ ปลาๆ เพราะเขาทำงานอยู่หลังร้าน แทบไม่ได้สื่อสารกับใคร ภาษาที่ใช้ก็ใช้อยู่ไม่กี่คำ แต่พูดภาษากับหมอกับพยาบาลแทบไม่รู้เรื่อง การรักษาก็ทรมานมาก ต้องตัดต่อมน้ำเหลืองออกให้หมด เพื่อไม่ให้เนื้อร้ายลามไปที่อื่นๆ ในลำคอ เวลาที่ให้น้ำเกลือก็ยังปวดมาก จนเลือดมันย้อนเข็มขึ้นมา

“ตอนนั้นตกใจมาก เราอยู่ห้องด้านในแบบคนไข้อนาถานิดๆ พยาบาลก็ไม่ค่อยเดินเข้ามา หรือบางทีก็เป็นพยาบาลฝึกหัด เข้ามาเจาะเลือดก็หาเส้นเลือดไม่เจอ ควานหาหลายรอบ เราก็เจ็บมาก เจาะ 2 ข้างเกือบ 7 ครั้ง จนผมทนไม่ไหวร้องไห้และดิ้นสะบัดมือหนีเลย มันปวดแสบไปหมด” เขาเล่าอย่างเคร่งครียด

จนตอนหลังเขาได้กรีนการ์ดแล้ว ก็ได้อยู่ห้องที่ดีขึ้น ได้สิทธิ์การรักษาที่ดีขึ้น ก็รอการฉายแสง ซึ่งต้องฉายแสงทั้งหมดถึง 20 ครั้ง แต่พอฉายไปได้แค่ครั้งที่ 5-6 เท่านั้นมันทรมานมาก จนเขาทนแทบไม่ไหว ซึ่งตอนฉายแสงไม่เจ็บ แต่ฉายเสร็จกลับมาบ้านนี่เจ็บมากๆ จนถอดใจว่าจะไม่รักษาต่อแล้ว ทรมานมากจนยอมตายเลยทีเดียว แต่ที่สุดก็ไปฉายแสงจนครบ ผ่าเอาก้อนที่ลิ้นออกจนหมด

“ตอนนั้นสภาพร่างกายดูไม่ได้เลยครับ เหมือนผี เพราะหน้าดำไปทั้งหน้า แถมถอนฟันไปหมดปาก แก้มก็ตอบยุบลงไป เหมือนโครงกระดูก เราก็อาย ใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูก ใส่หมวก ใครเห็นเขาก็จะตกใจนิดๆ มันดูน่ากลัวจริงๆ โชคดีที่ตอนนั้นเจ้าของร้านชาวอิสราเอลเขาสงสาร ยังให้ทำงานอยู่แบบครึ่งวัน เพราะเรายืนนานๆ ไม่ได้ มันเหนื่อย จะอ้วก เพลียไปหมด เจ้าของร้านสงสารก็ให้มาเตรียมของแล่ปลาไว้ ให้มาทำงานแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง แล้วกลับไปนอนพัก น้ำหนักลดลงฮวบฮาบเพราะกินอะไรไม่ได้เลย กินได้แต่พวกน้ำเพราะไม่มีฟันจะเคี้ยว บางทีเหนื่อยๆ ทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ เพื่อให้อาหารทางสายยาง สอดเข้าทางจมูก ก็เทียวไปเทียวมาจนจบกระบวนการรักษา หมอก็นัดตามผลทุกๆ 6 เดือน พออาการดีขึ้นก็อยากกลับบ้านที่ไทยแล้ว” เขาเล่าอย่างมีความหวัง

แต่หลังๆ อาการเขาก็ยังไม่ได้ดีขึ้น เหนื่อยมากขึ้น สุดท้ายก็ต้องลาออกจากงานเพราะเกรงใจเจ้านาย เพราะไปทำงานครึ่งวันก็ยังไม่ไหว ออกมาอยู่อพาร์ตเมนต์ เงินเก็บที่มีก็ค่อยๆ ร่อยหรอไปจากการรักษาตัวบ้าง ตกงานบ้าง แต่วันไหนพอจะไหวนายก็บอกให้มาทำงาน ก็จ่ายเป็นวันๆ ไป อาทิตย์หนึ่งไปทำงานสัก 2-3 วัน พอมีรายได้ก็อกแก๊กๆ ไป พอมีใช้มีกิน ถึงแม้จะมีบางส่วนที่รักษาฟรี แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจ่ายเอง เพราะเขาเสียภาษีไม่ถึงขั้นที่รัฐบาลกำหนด

สมบูรณ์คิดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เนื่องจากแม่เขาก็เป็นมะเร็งที่มดลูก พี่ชายก็เป็นมะเร็งที่ลำไส้ แล้วตอนหนุ่มๆ ก็ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าที่ควร สูบบุหรี่ กินเหล้า และนั่นอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาป่วยก็เป็นได้

หลังจากรักษาตัวที่ฝรั่งเศสอยู่จนอาการเริ่มดีขึ้น เขาก็เริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 15 นาที เดินเร็ว และวิ่งในที่สุดได้วันละ 30 นาที ก็เหนื่อยแต่กลับรู้สึกเบาสบายตัวดีมาก เขาออกกำลังทุกวันด้วยการวิ่ง วิ่งไปก็คิดว่าสุขภาพนี่สำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้ เขาก็คิดอยากกลับประเทศไทย อย่างน้อยได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ถึงแม้อาการจะดีขึ้นแต่ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเขาต้องถอนฟันออกจนหมดปาก แล้วใส่ฟันปลอม มันทำให้มีปัญหาในการพูด การเคี้ยวและการรับรสชาติของอาหารก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เราเป็นเชฟ แล้วลิ้น ฟัน บกพร่องไปแบบนี้มันยาก แล้วมาถึงจุดนี้ก็ทำให้รู้ว่าสุขภาพสำคัญที่สุด เงินเป็นเรื่องรองลงไป ตอนนี้จะเอาเงินหรือเอาชีวิต เพราะอยู่ฝรั่งเศสเราก็ทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิมแล้ว กลับบ้านดีกว่า ได้มาอยู่กับครอบครัว ที่เราเองก็ห่างหายไปนานแล้ว”

พอกลับถึงประเทศไทยเขาก็เริ่มมาออกกำลังกายอย่างจริงจังด้วยการเดินและวิ่งทุกเช้าตรู่วันละ 30 นาที ยกเวตอีก 60 นาที สรุปเขาจะออกกำลังกายตอนเช้าทุกวัน วันละ 90 นาที เพราะโดยพื้นฐานแล้วเขาชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นฟุตบอลบ้าง เตะตะกร้อบ้าง จนเป็นหนุ่มก็ยังเล่นอยู่ แต่พออายุ 30 ขึ้นมานี่หยุดเล่นไปนานเพราะไม่มีเวลา

“พอป่วยนี่เริ่มมีเวลาเพราะกลับมายังไม่มีงานประจำทำ เราคิดว่ากีฬานี่ละที่จะใช้รักษาตัวเราได้ ก็เลยคิดว่าแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะเอาสุขภาพเป็นหลัก เรื่องเงินเป็นรอง เพราะมีเงินแต่สุขภาพไม่ดี จ่ายค่าหมอหมดก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี ก็เลยดูแลสุขภาพการกิน การออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด”

โดยเขาเลือกกินอาหารสุขภาพแบบอาหารคลีนที่ทำกินเองที่บ้าน เน้นผัก ผลไม้สด และธัญพืชเป็นหลัก เช่น ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ ถั่วดำ นำมาปั่นรวมกันแล้วดื่ม เพราะยังมีปัญหาเรื่องการเคี้ยวทำให้กินอาหารไม่อร่อยเหมือนเดิม กินนึ่ง ต้ม ไม่กินมัน ไม่กินหวาน กินเต้าหู้ กินฟักทองนึ่ง กินขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง กินปลา อกไก่ กับไข่ขาววันละ 8 ฟอง (ไข่แดงทิ้ง) เป็นหลัก กินโยเกิร์ต หมู เนื้อ ไม่รับเลย เปลี่ยนวิธีการกินอย่างสิ้นเชิง

นอนแต่หัวค่ำ และนอนกลางวัน วันละ 2 ชั่วโมง เขาจะเข้านอนตั้งแต่ 1 ทุ่ม และตื่นตี 3 เพื่อมาทำอาหารเช้าให้หลานๆ กินก่อนไปโรงเรียน พยายามไม่เครียด ไม่กังวล ไม่ดูไม่ฟังอะไรที่จะทำให้เกิดการแสลงอารมณ์จนคิดมาก เลือกรับแต่สิ่งสบายใจ นอนฟังเทปธรรมะให้ใจไม่ฟุ้งซ่านจนเกิดกิเลส พยายามตัดทุกอย่างที่ก่อกวนจิตใจ

“พออาการดีขึ้นก็มีกำลังใจขึ้นบ้าง ใครๆ มักจะพูดว่าเป็นมะเร็งแล้วตาย เราก็นึกในใจว่าเราจะไม่ยอมตาย จะลองสู้ให้ถึงที่สุด ถ้าทำเต็มที่แล้วจะตายก็ช่างมัน แต่ขอทำให้เต็มที่ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ที่กังวลตอนนี้คือบ้านเราผักปลอดสารพิษมันแพงมาก ที่ขายๆ ทั่วไปนี่ก็สารเคมีเยอะ กลัวเรื่องคุณภาพอาหารนี่ล่ะที่ฝรั่งเศสมันดีเรื่องผักผลไม้เขาส่วนใหญ่ปลอดสารพิษ กลับมานี่ก็ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดเรื่องการกินการนอน หวังพึ่งหมอให้น้อยที่สุด และคิดว่ากีฬานี่ละคือยาวิเศษ” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

นอกจากออกกำลังกายตอนเช้าที่สวนรมณีนาถวันละ 1.30 ชั่วโมงแล้ว ตอนนี้เขายังออกกำลังกายตอนเย็นเพิ่มด้วยการวิ่งแถวสวนสาธารณะเชิงสะพานพระราม 8 อีกวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อให้นอนหลับสบาย

นับถึงตอนนี้เขาก็ออกกำลังกายอย่างจริงจังมาประมาณ 2 ปี ถ้าดูจากรูปร่างแล้วคงไม่มีใครคิดว่าเขาป่วยเป็นมะเร็ง และผลลัพธ์ที่ได้ก็พอจะมั่นใจได้ว่ากีฬาเป็นยาวิเศษจริงๆ

“ผมมาถึงวันนี้ได้เพราะใช้กีฬารักษาตัวจริงๆ ผมรอดตายมาได้ก็อยากจะดูแลสุขภาพอย่างจริงจังอีกครั้ง บทเรียนสำคัญมีแล้ว จะปล่อยปละละเลยไม่ได้อีกต่อไป เราต้องเป็นหมอให้ตัวเองด้วย จะหวังพึ่งยาอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรักษาตัวเอง” เขาบอกอย่างมุ่งมั่น

เขาบอกว่า ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้นมาก เขาจะกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งด้วยการรับทำซูชิตามสั่ง สำหรับผู้ที่ต้องการจัดงานเลี้ยงหรืออาหารสำหรับผู้เข้าประชุมสัมมนา ครั้งละ 30-50 กล่อง โดยเขามีเพจชื่อ Sushi Boon ผู้ที่สนใจอยากจะช่วยสนับสนุนอาหารญี่ปุ่นของเขาติดต่อได้ที่ 06-4826-5489

The Hidden of Sanyasi ‘สันยาสี’ กับสิ่งที่ซ่อนอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571068

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

The Hidden of Sanyasi ‘สันยาสี’ กับสิ่งที่ซ่อนอยู่

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ตามหลักการอาศรม 4 คือ ขั้นตอนของการดำเนินชีวิตแบ่งเป็นสี่ขั้น ในขั้นสุดท้ายเรียกว่า สันยัสตาศรม (โมกษะ) เรียกผู้ที่อยู่ในขั้นนี้ว่า สันยาสี ซึ่งก็คือในช่วงสุดท้ายของชีวิต ให้สละชีวิตทางโลกบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น

สำหรับในคัมภีร์ภควัทคีตา ที่พระกฤษณะได้ตอบอรชุนว่า “สันยาสะ ได้แก่การเลิกละโดยเด็ดขาดของกรรมที่มีมูลเหตุมาจากความทะยานอยาก บุคคลพึงปฏิบัติไปโดยไม่หวังผลและไม่ยึดมั่นในผลของกรรม เพราะไม่มีใครในโลกจะหลีกเลี่ยงจากการกระทำกรรมได้ แม้ว่าผู้ใดไม่ปรารถนาจะทำกรรม แต่ความเป็นไปของชีวิตก็จะบังคับและส่งเสริมให้ท่านทำมันเอง ชีวิตทุกชีวิตบนโลก ล้วนแต่ถูกสร้างมาเพื่อให้กระทำกรรมทั้งสิ้น ฉะนั้น จงมุ่งสู่โมกษะเพื่อให้พ้นจากพันธะแห่งกรรม” คำตอบที่พระกฤษณะให้กับอรชุนช่างสวยงามและล้ำลึกยิ่งนัก

สำหรับเจี๊ยบ “สันยาสี” เคยได้ยินคำนี้ครั้งแรกจริงๆ สมัยเป็นเด็กตอนเรียนเรื่องปรัชญาอินเดีย ดินแดนชมพูทวีป เวลาล่วงเลย ณ ตอนนี้อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว พอจะเขียนเรื่องสันยาสีเลยลองสมมติเล่นๆ ว่า หากเรามองโลกในแง่ดีแล้ว บังเอิญโชคดีได้ใช้ชีวิตจนแก่ก่อนที่จะตาย ความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับ “การอยู่” แบบไม่มีอะไรเป็นของเราเลย จะเป็นยังไงนะ

ในความไม่มี เช่น ไม่มีสมบัติ ไม่มีอำนาจ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีครอบครัวอยู่ใกล้ๆ ไม่มีลูกที่เป็นของเรา เพื่อนๆ ก็แยกย้ายจากกันไปหมด เมื่อไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีตัวตน เลิกมองหาการให้คุณค่า ค่างวด แข่งขัน ต่อสู้ ดิ้นรน ไขว่คว้า โหยหา

บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ ที่เราจะได้รับรู้ ประสบและเข้าใจถึงมันก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไป นำไปสู่การเตรียมตัวตายอย่างสงบ ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของชีวิต นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่

การตายอย่างมีสติแบบไม่กลัว ไม่กังวล ไม่โกรธและไม่โทษสิ่งใด สู่ความท้าทายที่จะได้เผชิญหน้ากับความเหงาแม้ว่าเราจะไม่เชื้อเชิญ เจ้าสิ่งนี้ต้องมาเยี่ยมเราในยามแก่อยู่แล้ว โอกาสของชีวิตที่ไม่ต้องหาสิ่งพึ่งพิงทางใจ เพราะความตายมันลองซ้อมกันไม่ได้สินะ

เคยได้ยินว่ามีคนต่างชาติทดลองจัดงานศพตัวเองก่อนตายจริงด้วย แต่ก็เพราะว่าเราไม่มีทางรู้วันที่เราจะตายได้เลย เราจึงต้องพร้อมเสมอทุกวินาที และจนกว่าจะถึงวันนั้นในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ช่วงสันยาสี มี 3 ประโยคนี้ ลองขยายความให้ชัดเจนอีกครั้ง 1.การเสียสละ การละทิ้ง 2.การบำเพ็ญประโยชน์ บำเพ็ญเพียร 3.ความหลุดพ้น ทั้งหมดนี้คือการชี้นำให้เราตายอย่างสงบ ในความหมายของการกระทำกรรมดีแบบไม่ยึดตึดค่ะ

ทีนี้ลองโฟกัสที่คีย์เวิร์ดสุดท้ายคือ “ความหลุดพ้น” ของโยคะในภควัทคีตากัน การหลุดพ้นด้วยพลังแห่งสมาธิบริสุทธิ์ ที่เขียนไว้ในคัมภีร์มีหลายเส้นทาง ซึ่งมีให้เราเลือกแบบที่ตรงจริตกับตัวเอง หรือจะลองแบบผสมผสานก็ได้

ทางแรกคือ กรรมโยคะ การกระทำที่ไร้ซึ่งการกระทำ การสละผลแห่งการกระทำ การกระทำที่ไม่ยึดติดในกรรม อันที่สองคือ ชญาณโยคะ ภาวะของการหยั่งรู้ รวมถึงความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติ การใช้ปัญญาจนเท่าทันสิ่งทั้งปวงสู่การรู้แจ้ง อันที่สาม ภักติโยคะ ความภักดี การศิโรราบและมอบหัวใจให้พระเจ้า

เจี๊ยบจะเรียกพระเจ้าว่าจักรวาลหรือคุณจะเรียกว่า ธรรมชาติ สรรพสิ่ง เต๋า ความว่าง หรืออะไรก็ได้หรือไม่มีนามก็ได้ นั่นคือ การไว้เนื้อเชื่อใจในจักรวาล ในธรรมชาติ ตัวเราเป็นเพียงทางผ่านของพลังงานที่เลื่อนไหลผ่านเข้ามาแล้วก็จากไป

ตำราโบราณเขียนเรื่องราวเอาไว้อย่างน่าทึ่ง ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้อ่านได้ศึกษา พวกเราช่างโชคดีไม่ต้องรอให้ถึงตอนแก่หรอก แผนที่มีไว้แล้ว คัมภีร์ที่ล้ำค่ามีไว้แล้ว เหลือเพียงแค่การปฏิบัติ ค้นหาทำความเข้าใจและซึมซับด้วยตัวเราเองเท่านั้น

อันที่จริงหลักแห่งสมาธิที่แตกต่างในสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ลัทธิ นักปรัชญา นักคิด ผู้แสวงหาทั้งหลาย พูดเรื่องเดียวกันอยู่อธิบายต่างกันบ้างมองต่างมุมกันบ้างแต่ล้วนมุ่งไปสู่สิ่งเดียวกัน เจี๊ยบขอส่งต่อเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านเพื่อกระตุ้นเตือน ปลุกต่อมหรือพลังภายในให้เกิดการตระหนักรู้มองกลับเข้ามาที่ข้างในของเรา ที่เราจะเห็นจิตใจ รู้ทันกระบวนการคิด และอารมณ์ต่างๆ ที่พาเราหลงทาง (Self-Realization)

ดังนั้นเริ่มเลย ไม่ต้องรอใช้ความเป็นมนุษย์พัฒนาและเติบโตจากภายใน จนไปสู่การตื่นรู้…Om Tat Sat…

สวยครบภายในภายนอก จบที่เดียว ‘เอชเอ็มซี’ @ อโศก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571065

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

สวยครบภายในภายนอก จบที่เดียว ‘เอชเอ็มซี’ @ อโศก

โดย นกขุนทอง

ยุคนี้ใครไม่รักสุขภาพมีเอาต์ เพราะความเคลื่อนไหวในโซเชียลตอนนี้มีแต่ภาพผู้คนออกกำลังกาย โพสต์ภาพตามฟิตเนส สวนสาธารณะ เลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และที่สำคัญแต่ละคนรูปร่างสมส่วนเช้งวับ หน้าตาสดใส สวยหล่อปิ๊งว้าวไปหมด

ไม่เพียงสถานเสริมความงามที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ฟิตเนสก็เปิดกันพึ่บพั่บ แต่วันนี้เราจะพาไปสถานที่ที่คุณสามารถสวยได้ทั้งภายในภายนอก สุขภาพดีกันตั้งแต่เลือดยันผิวพรรณกันเลยเทียว นั่นคือ “โฮลิสติค เมดิคอล เซ็นเตอร์” หรือ “เอชเอ็มซี” (Holistic Medical Centre)

มาที่นี่ที่เดียวสวยจบครบทุกหมวด และเดินทางมาสะดวกจะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานี อโศก หรือรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที เลือกลงได้ 2 สถานี คือ สุขุมวิท กับเพชรบุรี (ใกล้กว่า สามารถเดินได้)

เอชเอ็มซี คือศูนย์กลางเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ให้บริการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ มีประสบการณ์มากว่า 15 ปี ในการดูแลสุขภาพ ทั้งในเชิงป้องกันและรักษาโรค โดยวิธีการล้างสารพิษ เสริมภูมิต้านทาน และซ่อมแซมความเสื่อมในร่างกาย

บริหารและก่อตั้งโดย “นีน่า” ณัฐนันท์ สหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภายใต้แนวคิดการแพทย์แบบองค์รวม โดยมีทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในสาขาต่างๆ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน

ประกอบด้วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด และครบครันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์มาตรฐานสากลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ให้บริการครบวงจร เจาะลึกทุกรายละเอียดถึงระดับเซลล์ ทั้งด้านการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ

ตอนนี้เวชศาสตร์ชะลอวัยกำลังเป็นที่สนใจของผู้คน เนื่องด้วยปัจจุบันไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนมีความเร่งรีบ ทำให้ร่างกายของเราที่มีทั้งความชราที่แสดงภายนอกและไม่แสดงออกภายนอก เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ด้านการแพทย์หันมาสนใจศึกษาในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

ส่งผลให้เทรนด์การดูแลสุขภาพ ที่นอกเหนือจากการมีสุขภาพดีแล้ว ทำให้คนส่วนใหญ่ระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อวัยวะในร่างกายอยู่กับเรา และมีประสิทธิภาพได้อย่างยาวนาน โดยปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงแค่บุคคลที่สูงอายุ แต่หมายรวมถึงทุกคนที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวมากยิ่งขึ้น

เอชเอ็มซี มีพื้นที่ใช้สอย 1,000 ตารางเมตร มีห้องตรวจ 7 ห้อง ห้องส่วนตัว 8 ห้อง ห้องครอบครัว 2 ห้อง ห้องทรีตเมนต์ความงาม 3 ห้อง ห้องสวนล้างลำไส้ 2 ห้อง ห้องละหมาด 1 ห้อง พื้นที่นั่งรอ 3 โซน

เพียงก้าวเข้าไป บรรยากาศราวล็อบบี้โรงแรม มีแผนกต้อนรับที่ให้คำแนะนำต่างๆ แสงสว่างนวลตาและการออกแบบให้พื้นที่โล่ง เพดานสูง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

การตกแต่งเป็นสไตล์มินิมัล เน้นความเรียบง่าย ดูสะอาด สบายตา เพิ่มลูกเล่นด้วยระแนงไม้ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นเสมือนอยู่บ้าน เสมือนลูกค้ามาพักผ่อน

ห้องต่างๆ ถูกออกแบบอย่างลงตัว เพียบพร้อมไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับผู้มารับบริการและผู้ติดตาม

สังเกตได้ว่าในทุกๆ ห้องของที่นี่เน้นให้เห็นวิวและแสงธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย เลือกใช้เก้าอี้หนังที่ปรับนอนได้และเตียงที่ปรับระดับได้ เพื่อเพิ่มความสบายให้กับลูกค้าเวลามารับบริการ และในทุกห้องมีทีวีให้ลูกค้าได้ดูระหว่างทำทรีตเมนต์

อย่างห้องครอบครัวประกอบด้วยเก้าอี้หนังปรับนอนได้ สำหรับ 4 ท่าน ตกแต่งด้วยโทนสีขาวกับระแนงไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายตา สามารถมองเห็นวิวเมือง

ห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ สำหรับ 1-5 ท่าน ประกอบด้วยเตียงปรับระดับ โซฟาขนาดใหญ่ ในห้องโทนสีขาว เห็นวิวเมือง สามารถพาเพื่อนๆ มานั่งคุยเล่นได้ หรือจะมานั่งประชุมกันระหว่างทำทรีตเมนต์

ห้องส่วนตัวขนาดเล็ก สำหรับ 1 ท่าน เป็นเก้าอี้หนังปรับนอนได้ ทีวีเล็กพร้อมหูฟัง ให้ความเป็นส่วนตัว

ส่วนวิทยาการทางการแพทย์ล่าสุดที่ทางเอชเอ็มซีให้ความสนใจนั่นคือ NK Cell (Natural Killer Cell) เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งและไวรัส โดย NK Cell นั้นคือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบเลือดซึ่งร่างกายใช้ต่อต้านเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายและใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็งหรือเซลล์กลายพันธุ์

จะมาดูแลผิวพรรณด้วยการทำทรีตเมนต์หรือผ่านเครื่องมือ ลดริ้วรอยยกกระชับหน้า ปรึกษาเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ฟื้นฟูสุขภาพจากการทำงานหนัก ตรวจเลือดเพื่อจะได้กินวิตามินเสริมได้ถูกต้องตามที่ร่างกายต้องการ ดีทอกซ์ร่างกาย เรียกว่ามีบริการที่หลากหลายทางด้านความงามและสุขภาพ ให้มาปรึกษาและเลือกรับบริการได้ตามความพึงพอใจ

เอชเอ็มซี ศูนย์กลางเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งอยู่ชั้น 20 อาคาร 253 อโศก สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-640-8090