วันหยุดเขาเดินเข้าป่า ‘นายตัวน้อย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571061

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:36 น.

วันหยุดเขาเดินเข้าป่า ‘นายตัวน้อย’

โดย รอนแรม ภาพ : นายตัวน้อย

วันจันทร์-ศุกร์ เขาทำงาน ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์เขาไปเที่ยว “โย” โยธิน จันทะศรี พนักงานประจำวัย 30 ปี ที่ไม่ปล่อยวันหยุดให้เสียเปล่า และไม่เก็บเรื่องราวไว้คนเดียว แต่ได้แบ่งปันผ่านเพจเฟซบุ๊ก นายตัวน้อย เพื่อเป็นสื่อกลางให้คนอยากเที่ยวมีไอเดียสำหรับทริปต่อไป

“ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่เมื่อไปเที่ยวมากเข้าก็อยากแชร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้เพื่อนๆ เห็นว่ามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง โดยผมจะเดินทางวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเดินทางวันศุกร์เย็นแล้วกลับมาทำงานต่อวันจันทร์ เพราะผมคิดว่าการท่องเที่ยวคือการพักผ่อน แม้ว่ามันจะเหนื่อยบ้างแต่ก็มีความสุขกลับมา”

สไตล์การท่องเที่ยวต้องเรียกว่าเป็นสายธรรมชาติ เขาชอบการเดินป่า นอนเต็นท์ ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ หรือไปอยู่ในโฮมสเตย์ของชุมชนที่ห่างไกลผู้คน เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับความสงบและได้อยู่กับตัวเอง

“ส่วนใหญ่จะชอบเที่ยวคนเดียว นั่งรถประจำทางหรือรถไฟตะลอนขึ้นไปเที่ยว จากนั้นก็เข้าป่า ไปแคมปิ้ง ชมธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบทำตั้งแต่วัยรุ่น คือชอบไปพิชิตยอดเขา พิชิตใจตัวเอง และยังเป็นการออกกำลังกับได้ท่องเที่ยวไปในตัว”

ตลอด 2 ปีที่เปิดเพจ เขาเดินป่าและพิชิตยอดดอยมามากกว่า 50 แห่ง บางแห่งไปซ้ำหลายครั้งอย่าง ภูกระดึง 4 ครั้ง และกำลังจะมีครั้งต่อไปเร็วๆ นี้

“ถ้าให้เลือกทะเลกับภูเขา ผมชอบภูเขามากกว่า เพราะผมชอบที่สูง ชอบมองทิวทัศน์ได้ไกลๆ ชอบเวลาเดินเข้าไปในป่า และมันยังทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก ซึ่งไม่ว่าจะมีหน้าที่การงานสูงแค่ไหน ทุกคนก็ล้วนถอดตำแหน่งไว้ที่บ้านแล้วมาเดินป่าในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆ คนธรรมดา ดังนั้นมิตรภาพในป่าจึงจริงใจ”

ส่วนวิธีเขียนถ่ายทอดเรื่องราว เขาจะเขียนเล่าแบบกระชับและเน้นให้ข้อมูลการเดินทาง ที่แม้ว่าจะไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถไปได้ รวมถึงที่พัก การติดต่อประสานงานสำหรับการเดินป่า และยังถ่ายภาพความรู้สึกผ่านภาพถ่ายเพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าได้ไปเที่ยวด้วยกัน

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินป่า เลยอยากฝากถึงทุกคนว่า เวลาที่เราเข้าไปในธรรมชาติแน่นอนเราต้องสร้างขยะ ฉะนั้นเมื่อตักตวงความสุขจากป่า จากความสวยงามของธรรมชาติเต็มที่ อย่าลืมเก็บขยะเหล่านั้นกลับมา นำเข้าไปเท่าไรก็เก็บกลับมาเท่านั้น เพื่อให้ผืนป่ายังคงสวยงามต่อไป” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางสู่ยอดดอยแห่งใหม่ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก นายตัวน้อย มนุษย์ตัวเล็กๆ ในธรรมชาติอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กล้าพิชิตยอดเขาที่สูงชัน

‘โน้ต’ วัชรบูล ลี้สุวรรณ ภาพถ่ายรักษ์ผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571058

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:10 น.

'โน้ต' วัชรบูล ลี้สุวรรณ ภาพถ่ายรักษ์ผืนป่า

โดย กั๊ตจัง

คงจะมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักดาราหนุ่ม “โน้ต” วัชรบูล ลี้สุวรรณอาจจะรู้จักเขาในมุมมองของดารานักแสดง แต่ในอีกงานหนึ่งเขาคือช่างภาพสัตว์ป่า ผู้นำเรื่องราวจากป่าลึกสู่สายตาคนเมือง

แม้เขาจะถ่อมตนว่าไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ผลงานภาพถ่ายของเขาก็ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพถ่ายสัตว์ป่าและธรรมชาติในโครงการ “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านภาพถ่ายที่สะท้อนถึงความสวยงามแห่งธรรมชาติ

“ผมเห็นโครงการนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว และก็รู้สึกว่าเราอยากจะถ่ายภาพแบบนี้ได้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนภาพของสัตว์ป่าและความสวยงามของธรรมชาติ อย่างเช่นภาพเสือโคร่งที่ผมถ่ายมาได้ ไม่ได้แค่ต้องการให้เห็นว่าเป็นภาพเสือโคร่งที่อยู่ในป่า แต่ต้องการให้ภาพเสือโคร่งนั้น สะท้อนวิถีชีวิตของพวกมันที่อาศัยอยู่ในป่า อยู่ในลำน้ำ มีการหาอาหาร ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

สายน้ำนี้ก็เป็นสายน้ำที่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และพวกเราทุกคนที่ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ทำให้ต้นน้ำแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงปลาและสัตว์ป่าในผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งรวมทั้งเสือโคร่งยังคงอยู่”

โน้ต บอกว่า เพียงแค่หนึ่งภาพก็สะท้อนเรื่องราวมากมาย ที่เกิดขึ้นกับเรื่องราวของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในงานแสดงภาพถ่ายที่มีภาพของเขาเข้าไปจัดแสดง มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งมาจากสหรัฐอเมริกา มาพูดว่าเสือโคร่งในประเทศไทยนั้น เป็นประชากรเสือโคร่งที่มีคุณภาพสามารถที่จะเพิ่มจำนวนเพื่อให้การดำรงอยู่ของสายพันธุ์เสือโคร่งยั่งยืน ทำให้รู้สึกเลยว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าภูมิใจ

“เสือโคร่งในผืนป่าประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าป่าแห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ดังนั้นการที่เห็นเสือโคร่งอาศัยอยู่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าจะต้องมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นอาหารของเสืออาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นมากมาย”

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการถ่ายภาพสัตว์ป่า โน้ต อธิบายความรู้สึกว่าคือการที่ทำให้เขาได้เข้าใจในระบบนิเวศของผืนป่า ทำความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ ที่ต้องการเข้าไปเก็บภาพ

“การถ่ายภาพสัตว์ป่าก็เหมือนเป็นการเปิดประตูเข้าไปสู่โลกของการอนุรักษ์ธรรมชาติ สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ สะท้อนถึงปัญหาของผืนป่า สะท้อนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับป่า ที่ส่งผลกระทบกับตัวเรา

ทุกอย่างนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกันที่สะท้อนออกมาผ่านทางภาพถ่ายให้ทุกคนได้เห็น แต่เวลาเข้าไปถ่ายภาพก็ต้องใช้เวลาหลายวันในศึกษาการแกะรอยและคาดเดาว่าเขาจะมาปรากฏให้เห็นแถวนี้หรือไม่ จากนั้นเราก็จะตั้งกล้องวางในจุดที่คิดว่าจะถ่ายภาพของเขาได้ บางครั้งก็ใช้คาเมร่าแทรปเพื่อดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่เดินผ่านในบริเวณนั้น”

ภาพที่ได้จากคาเมร่าแทรปที่โน้ตจับได้ ก็คือภาพเสือดาวที่กำลังหันมองกล้อง ซึ่งเขาบอกว่าถือว่าโชคดีมากที่เสือดาวหันมามองกล้องพอดี

“ทำให้ได้ภาพที่สวยและเห็นพฤติกรรมชัดเจน ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่าสัตว์ในตระกูลแมวจะชอบมองกล้องด้วยความสงสัยว่าคืออะไร เขาก็จะเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นทำให้เราเก็บได้หลายภาพ แต่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เข้าไปถ่ายภาพแล้วจะได้ภาพออกมานะครับ บางครั้งไปแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็มี

บางครั้งเราไปถึงจุดที่คิดว่าเขาอยู่แต่เขาเพิ่งเดินผ่านไป ก็อดถ่ายภาพได้เหมือนกัน เราไม่สามารถไปกำหนดสัตว์ป่าให้เขาเดินออกมาในจุดที่เราต้องการ แล้วหันมามองกล้องได้ ไม่รู้เลยว่าถึงเวลาจริงๆ แล้ว จะต้องเจอกับอะไร หรือไปแล้วอาจจะไม่ได้ภาพกลับมาก็มี”

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม โน้ต บอกว่าการที่ได้ใช้เวลาอยู่ในป่า เป็นการปลดเปลื้องตัวตนต่างๆ ในชีวิต

“ทำให้เรารู้ว่าชีวิตจริงๆ แล้ว เราต้องการอะไร และทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่มันเกินความพอดีไป ผมอยากจะชวนให้ทุกๆ คนที่มีใจอนุรักษ์ธรรมชาติมาร่วมกันถ่ายภาพสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ชีวิตที่สวยงามเหล่านี้เอาไว้”

ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ ออกกำลังกาย…กีฬาคือยาวิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571054

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 09:43 น.

ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ ออกกำลังกาย...กีฬาคือยาวิเศษ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เพราะชีวิตของคนเรานั้นเหมือนหนังสือหนึ่งเล่มที่มีหลายบทหลายตอนประกอบกันไป ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะรักษาบาลานซ์กันไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ทั้ง 3 ส่วนนั้นเสียสมดุล ทุกบททุกตอนล้วนต้องสอดคล้องเหมาะเจาะลงตัว

เช่นเดียวกับเขาคนนี้ ธารวิทย์ ดิษยวงศ์ผู้จัดการบริการ LINE MAN Messenger & Parcel (ส่งพัสดุ) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการบริการส่งของเร่งด่วนและการจัดส่งทั่วประเทศ โดยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมุ่งหวังจะให้บริการนี้ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจออนไลน์ของประเทศไทยอีกด้วย

ก่อนหน้าที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนี้ เขามีประสบการณ์มากมายจากการทำงานในตำแหน่งต่างๆ เช่น นักพัฒนาโปรแกรม ผู้จัดการโครงการ และผู้จัดการผลิตภัณฑ์ในหลากหลายอุตสาหกรรมมามากกว่า12 ปี รวมไปถึงประสบการณ์ 5 ปี ในซิลิคอนวัลเลย์ ที่บริษัท SAP USA ก่อนจะกลับมาประเทศไทย

ถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเทคโนโลยีและการขนส่งอย่างแท้จริง ในด้านการศึกษานั้น เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านคอมพิวเตอร์ จากพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์จาก San Francisco State University สหรัฐอเมริกา

หลักการทำงานของเขานั้นเน้นผลลัพธ์ แต่ไม่จำกัดวิธีการ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้อง 1+1 ต้องเป็น 2 ยืดหยุ่นได้ เปิดโอกาส เปิดกว้างให้ทีมงานเลือกวิธีการที่เหมาะสมให้กับแต่ละคนได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ คิดนอกกรอบได้ถ้าผลสัมฤทธิ์ออกมาดี

ธารวิทย์ บอกว่าพันธกิจในการทำงานของเขาที่ไลน์ ก็คือการเชื่อมต่อผู้ใช้ข้อมูลและบริการให้ใกล้กันมากขึ้น เหมือนผู้ใช้บริการได้มีเลขาส่วนตัว เขาเชื่อว่าโอกาสการเติบโตในงานตรงนี้ยังมีอีกมาก ยังขยายงานเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เป็นงานที่ทำให้คนมีผู้ช่วยส่วนตัวได้ง่ายขึ้น

“ในอนาคตอันใกล้ก็อยากให้ไลน์แมนไปทำเอกสารบางอย่างได้แทน ไปต่อคิวซื้อของให้ เพราะบ่อยครั้งที่เป็นวันหยุดเราก็ไม่อยากแต่งตัวออกจากบ้าน หรือไม่สบายอยู่คนเดียวก็สามารถเรียกไลน์แมนให้ไปซื้อยาแทนให้ได้

การเติบโตในธุรกิจนี้ประเทศเรามีเยอะ เพราะอากาศร้อนคนก็ไม่อยากออกจากบ้าน จึงเป็นการให้บริการที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย สะดวกง่ายขึ้น เราจึงบริการคน 15 ล้านคนในเขต กทม. สร้างบริการที่ดีและให้ความประทับใจแก่ลูกค้า เร็วๆ นี้อยากจะเพิ่มบริการทางด้านการไปทำเอกสารต่างๆ ให้ลูกค้าได้มากขึ้น” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

แม้จะตั้งใจลุยงานหนักหนาเพียงใด แต่ธารวิทย์ก็พยายามแบ่งเวลาไปทำงานอดิเรกที่เขารัก นั่นก็คือการเตะฟุตบอล เพราะการทำร่างกายให้แข็งแรงมีสมองที่ปลอดโปร่ง มันคือต้นทุนในการทำงานที่ดีเพราะหากร่างกายแข็งแรงก็จะทุ่มเทให้กับการทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลกับเรื่องปัญหาสุขภาพ

เขาจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างมาก ด้วยการออกกำลังกายอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเตะฟุตบอล เข้าฟิตเนส โดยจะเข้าอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และเตะฟุตบอลอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

“เวลาได้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นเบาสบายตัว ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี นอนหลับสบาย ผมเตะบอลมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบมาก สนุก ได้ทั้งเหงื่อ ได้เพื่อน ได้สังคม ส่งเสริมคอนเนกชั่นในการทำงานได้ด้วย คือมันมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสียเลย

สำหรับผมแล้วกีฬาคือยาวิเศษจริงๆ ร่างกายที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง เป็นต้นทุนที่สำคัญมาก ต่อให้ทำงานดีแต่ร่างกายไม่แข็งแรง เราก็ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ มีห่วงมีกังวลกับเรื่องสุขภาพมันก็ทำงานไม่สนุกแล้วล่ะ” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

ธารวิทย์ มีทีมฟุตบอลในดวงใจก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะคนโปรดของเขาล้วนเป็นตำนานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ไรอัน กิกส์ โรนัลโด เดวิด เบคแฮม นอกจากนี้เขายังสะสมแสตมป์เป็นงานอดิเรกด้วย

“ตอนเด็กๆ สะสมจริงจังมาก หลังๆ น้อยลง แต่ถ้าเจอก็มักจะซื้อเก็บไว้ทุกครั้งเมื่อมีแสตมป์รุ่นพิเศษออกมา เพราะมันคือการเก็บประวัติศาสตร์ไว้รูปแบบหนึ่ง” ธารวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

แสนยา โลหิตนาวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/571052

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

แสนยา โลหิตนาวี

โดย ทีม@Weekly

แสนยา โลหิตนาวี คือครูสอนดำน้ำชาวไทยระดับสูงสุดของวงการดำน้ำ Course Director ซึ่งในบ้านเรามีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น และชายวัยกลางคนวัย 48 ปีท่านนี้ ถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดของไทย

สีฟ้า น้ำทะเล คือความใฝ่ฝัน

การดำน้ำเริ่มเป็นที่รู้จักในบ้านเราเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว โดยเชื่อว่าเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง คนมักมองภาพว่าผู้ที่จะดำน้ำได้ต้องไม่ธรรมดาและร่างกายต้องแข็งแรงมาก

“คุณแม่ผมค้านเต็มที่ ทั้งที่ตอนนั้นเราก็โตแล้ว เจอทุกครั้งถามทุกครั้ง เราก็เถียงว่าเรียนก็ต้องดำได้ คนส่วนใหญ่จะมองว่ายากและอันตราย บทเรียนทฤษฎีต้องเยอะ คำนึงถึงความปลอดภัย และต้องฝึกดำน้ำในสระน้ำเยอะกว่าปัจจุบันนี้ แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผม

ด้วยแรงบันดาลใจจากสารคดีใต้น้ำที่ชอบดูตั้งแต่เด็กมันมีมากกว่า บวกกับความใฝ่ฝันที่อยากเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ความอัศจรรย์เหล่านั้นมันทำให้ผมอยากเรียนและโหยหามันตลอด” นี่คือแรงบันดาลของ แสนยา หรือในวงการเรียกว่า “ครูแสน”

จุดเริ่มต้นการเรียนดำน้ำของเขา เริ่มตอนอายุ 20 ปลายๆ ครูสอนดำน้ำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนสมัยมัธยม ที่บังเอิญเจอกันในร้านขายอุปกรณ์กีฬา จึงเอ่ยปากขอไปเรียนดำน้ำด้วยโดยใช้เวลาหลังเลิกงานประจำ ซึ่งก็พบปัญหาที่ทำให้คนเรียนดำน้ำมักจะกลัว ก็คือการซูตตัวขึ้นผิวน้ำหรือเคลียร์หน้ากากไม่ได้

“ผมเรียนใช้เวลามากกว่า 6 วัน เพราะเราทำงานไปด้วยแล้วถึงมาเรียนดำน้ำตอนเย็น เรียนทฤษฎีอย่างเดียวถึง 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3 ชม.กว่า ตอนฝึกในสระเราก็ฝึกประมาณ 3 ครั้งเหมือนกัน ใช้เวลาเกือบทั้งวัน สอบที่ทะเล 2 วัน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 8 วัน แต่ปัจจุบันเวลาเรียนมันกระชับมาก

พอสอบดำน้ำเสร็จปุ๊บก็ติดใจมากเลย ถึงขั้นซื้ออุปกรณ์ดำน้ำแบบครบชุดเลย ผมดำน้ำเยอะมากเดือนละ 2-3 ครั้ง เกือบทุกเสาร์-อาทิตย์ มันแตกต่างจากสิ่งที่เราเจอบนบกที่มีแต่ความวุ่นวาย แต่ใต้น้ำเงียบสงบสวยงาม ภูเขาใต้น้ำที่ทั้งลูกปกคลุมไปด้วยปะการังอ่อนเต็มพื้นที่ไม่มีช่องว่าง

จังหวะที่แสงส่องใต้น้ำเราเห็นปลาตัวเล็กๆ พอดำพ้นลับไป ว่ายๆ ไปเจอปลาหมอยักษ์ตัวใหญ่ อ้าปากใกล้เรา สมัยก่อนเราทำอย่างนั้นได้ ผมไม่ได้ตื่นเต้นว่าต้องเจอฉลามวาฬ ผมชอบความรู้สึกองค์ประกอบใต้น้ำทั้งหมดที่ให้ความรู้สึกเหมือนสรวงสวรรค์แล้วเรากำลังลอยตัวในสถานที่นั้น”

ผู้สังเกตการณ์ใต้น้ำ

เสน่ห์ของการดำน้ำ แสนยา บอกว่าคือมันแยกความวุ่นวายที่เจอบนบก

“เมื่อก่อนทะเลอันดามันบ้านเราสวยมากๆ เหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ เต็มไปด้วยปะการังอ่อน ฝูงปลาน้อยใหญ่อยู่เต็มแนวปะการัง เวลาเราดำก็จะเหมือนเราชมสวนอยู่ ปัจจุบันนี้สู้ไม่ได้จริงๆ ความงามหายไปเยอะมาก มันไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นทั้งเรื่องของธรรมชาติ ผมว่าสึนามิเป็นภัยพิบัติที่ทำให้สภาพแวดล้อมใต้ทะเลเสื่อมโทรมมากที่สุด โดยเฉพาะทะเลอันดามันของเรา

พอๆ กับเอลนินโญปรากฏการณ์เกี่ยวกับน้ำเย็นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าเทียบความสวยงาม 100% หลังจากโดนสึนามิเข้าไปก็เหลือประมาณ 50% แต่ช่วง 3-4 ปีมานี้ก็จะมีฉลามวาฬให้เห็นทดแทนกันบ้าง” แสนยา บรรยายภาพใต้ท้องทะเลให้ฟัง

“นอกจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใต้ทะเลแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักดำน้ำก็มีให้เราเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะนักดำน้ำชาวไทย จากเดิมที่เสาร์-อาทิตย์จะมีเรือออกแค่ลำเดียวหรือเต็มที่ 2 ลำ ปัจจุบันออกประมาณวันละ 5-8 ลำ นักดำน้ำที่เพิ่มมากขึ้น แน่นอนก็ต้องตามมาด้วยจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ทะเลเพิ่มขึ้นด้วย

ปรมาจารย์สอนดำน้ำ

“ผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี ถ้าไม่ดีจริงเราไม่หยุด การดำน้ำก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมันก็จะไปได้สุดและมีความสุข” ความหลงใหลโลกใต้ทะเลที่ไม่หยุดนิ่งทำให้เขาค้นพบว่าครูสอนดำน้ำคืออาชีพที่จะทำให้มีความสุข

แสนยา เล่าย้อนกลับไปก่อนจะมาถึงระดับ Course Director ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวงการดำน้ำ เริ่มจากการฝังตัวในสถาบันสอนดำน้ำ แลกกับประสบการณ์และจำนวนนักเรียนที่มากพอเพื่อวัดระดับจากสถาบันดำน้ำ PADI (Professional Association of Diving Instructors)

“ผมลาออกจากงานประจำ นึกอยู่ในใจว่าผมต้องการเป็นผู้อำนวยการสอนระดับสูงสุดของวงการดำน้ำให้ได้ ตอนนั้นคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็บอกท่านไปว่าเราชอบดำน้ำมาก สามารถต่อยอดทำธุรกิจด้านการดำน้ำ ซึ่งตอนนั้นในเมืองไทยไม่ค่อยมี บวกกับจุดเด่นของเราเอง มีความสามารถด้านการสื่อสารให้คนเข้าใจได้ดี และหนังสือวิชาการดำน้ำในระดับสูงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษเราน่าจะเอาดีทางนี้ได้”

แสนยา ใช้เวลาในการเป็นผู้อำนวยการสอนเพียง 3 ปี ผ่านด่านวัดระดับตั้งแต่ Dive Master/Assistant Instructor/Instructor/Instructor Trainer และ Course Director ที่อายุน้อยที่สุดจากคนไทยทั้งหมด 5 คน

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว การวัดระดับสูงสุดของครูดำน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรวบรวมประวัติและประสบการณ์ด้านการสอนดำน้ำ ส่งใบสมัครไปที่ PADI จากนั้นทางสถาบันจะพิจารณาความเหมาะสมให้เข้ารับการฝึก เมื่ออนุมัติจึงจะสามารถเดินทางไปเรียนที่สถาบันซึ่งสอนอยู่ 2 ที่ คือ อเมริกาและมาเลเซีย

“ทุกวันนี้เป็นครูสอนดำน้ำมา 18 ปี ไม่มีวันไหนที่รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้นในวันนั้น เมื่อเราทำงานตรงนี้นานด้วยความตั้งใจ พอถึงจุดจุดหนึ่งเห็นสิ่งที่เราทำอยู่ คนจะเชื่อมั่นในตัวเรา ระยะเวลาที่เราอยู่ในวงการมันพิสูจน์ความสามารถ ไม่งั้นเราคงอยู่นานแบบนี้ไม่ได้”

ปัจจุบันครูแสนเป็นผู้อำนวยการสอนอยู่ที่สถาบันดำน้ำระดับอินเตอร์ Sea Mastermind ย่าน RCA ซึ่งเป็นสถาบันสอนดำน้ำที่ได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวที่เดียวในกรุงเทพฯ และไม่กี่แห่งของไทยจาก PADI

นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์รวบรวมอุปกรณ์ดำน้ำระดับพรีเมียม ทั้ง Scuba และ Freedive เช่น แบรนด์ SPIERRE และ TUSA แน่นอน แสนยา ยังคงสร้างแรงบันดาลให้กับนักดำน้ำหน้าใหม่ตามเส้นทางฝันของตนเองไม่รู้จบ

หลังเกษียณ… ใช้เงินไงดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570971

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

หลังเกษียณ... ใช้เงินไงดี?

เรื่อง บีเซลบับ  ภาพ เอพี

หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะพอดี นี่คือคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของใครหลายคน แม้จะรู้คร่าวๆ ว่า หากต้องการให้คุณภาพชีวิตไม่แตกต่างจากก่อนเกษียณ ก็ควรเตรียมเงินไว้ 70% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ แต่นั่นเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นตามทฤษฎีเท่านั้น ชีวิตจริงจะแบบนี้เป๊ะๆ หรือไม่ใครจะรับประกัน

ชีวิตไม่ใช่ทฤษฎี บางคนมีค่าใช้จ่ายมากกว่าช่วงก่อนเกษียณด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่วงต้นวัยเกษียณที่หลายคนยังเฮฮาปาร์ตี้ งานเลี้ยงไม่ (ยอม) เลิกรา กินทั้งเงินและเวลาแบบฮวบๆ แล้วจะประมาณการยังไงดีสำหรับชีวิตและค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

1.ประมาณการตามไลฟ์สไตล์

เทียบเคียงกับค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนในปัจจุบัน และปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ ในอนาคตอยากใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สะดวกสบาย หรือหรูหราฟู่ฟ่าแค่ไหน แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ลองดู “ค่าเฉลี่ย” ของคนในกลุ่มอาชีพเดียวกัน เป็นตัวเลขอ้างอิงให้พอเห็นแนวทางไปก่อน มีข้อสังเกตว่า แต่ละกลุ่มอาชีพที่แม้จะเลือกใช้ชีวิตรูปแบบเดียวกัน แต่ระดับค่าใช้จ่ายก็ต่างกันนะ

2.ปรับอัตราเงินเฟ้อด้วยล่ะ

ไม่ว่าใครจะประเมินค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณไว้เดือนละเท่าไร แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้เผื่อไว้สำหรับ “เงินเฟ้อ” เพราะเช่นนั้นก็อย่าลืมเงินเฟ้อ และบวกเงินเฟ้อเข้าไปในทุกรายการสินค้าและบริการสำหรับค่าครองชีพอนาคตด้วย

สมมติว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี เงินมูลค่า 5 หมื่นบาทในวันนี้ ก็จะถูกกัดกินให้มีมูลค่าเหลือเพียง 27,684 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรืออาจจะแย่กว่านั้น ถ้าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปถึง 4% ต่อปี มูลค่าของเงินก็จะยิ่งหดลดลงไป เหลือแค่ 22,819 บาท

ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เราต้องเตรียมเงินเผื่อไว้มากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย (เท่าเดิม) ในอนาคต ขอยกตัวอย่างให้ดูว่ากระเป๋าเงินในอนาคตของเราที่ต้อง “อ้วน” อีกเท่าไร เมื่ออัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเท่ากับ 3% ต่อปี

อีก 20 ปีข้างหน้า ค่าดูแลผู้สูงอายุ จากปัจจุบันเดือนละ 1.5 หมื่นบาท จะกลายเป็น 2.7 หมื่นบาท รถเข็นผู้สูงอายุ จากคันละ 3,000 บาท จะกลายเป็น 5,400 บาท ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ตัวละ 50 บาท จะกลายเป็น 90 บาท อาหารจานเดียว จากจานละ 40 บาท จะกลายเป็น 72 บาท (ที่ไม่อิ่มอีกต่างหาก) นมถั่วเหลืองจากกล่องละ 13 บาท กลายเป็น 23 บาท

3.สำรวจแหล่งรายได้ในวัยเกษียณ

อายุมาถึงวัยนี้ ต้องมีความชัดเจนในแหล่งรายได้ เงินเข้ากระเป๋าจากทางใดบ้าง เจ้าของกระเป๋าต้องรู้ เพื่อความสามารถในการบริหารจัดการนั่นเอง ทั้งนี้ เขียนจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละประเภทรายได้อย่างชัดเจน (รวมทั้งต้องศึกษา ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเบิกถอนเงินออกมาใช้หรือการคงเงินไว้อย่างละเอียดไว้ด้วย)

จากนั้นจัดกลุ่มแหล่งรายได้ว่าเป็น “เงินก้อน” หรือ “รายได้ประจำ” (ตามเงื่อนไขที่เราต้องการ) เพื่อการวางแผนจัดสรรเงินที่ง่าย วิธีนี้จะทำให้เงินและรายได้หลังเกษียณของทุกคนไม่รั่วไหล รู้ที่มาและที่ไป ชนิดว่าไม่กระเด็น

4.ประเมินสถานะการเงินขั้นต้น

เมื่อรวบรวมข้อมูลรายได้ที่คาดว่าจะได้รับแล้ว ก็นำมาหักลบด้วยค่าใช้จ่าย แค่นี้ก็จะรู้แล้วว่า สถานะการเงินของเราดีเยี่ยมหรือน่าเป็นห่วง ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ก็พอเบาใจ แต่ถ้าเป็นลบก็ควรหาทางลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และบริหารเงินหลังเกษียณให้ดีที่สุด

“เพื่อความไม่ประมาท ควรประมาณการค่าใช้จ่ายให้สูง และประมาณการรายได้ให้ต่ำ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตอีกหลายสิบปีนับจากนี้”

การมีเงินออมเตรียมไว้มากหน่อยดีที่สุด แต่ก็ยังไม่ดีพอ ชีวิตหลังเกษียณจะอุ่นใจได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่ปล่อยให้เงินที่มีอยู่เกษียณตามไปด้วย ยังต้องให้เงินทำงานต่อไปด้วย การลงทุน อย่างน้อยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเท่าเงินเฟ้อ รักษามูลค่าของเงิน (และอำนาจซื้อ) ของเราไว้ตราบนานเท่านาน

อยากอายุยืน ต้องทำงานน้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570970

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

อยากอายุยืน ต้องทำงานน้อยลง

เรื่อง กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส

ชั่วโมงทำงานส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอายุขัย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานล่วงเวลามากเกินไป ยิ่งเสี่ยงเสียชีวิตเร็ว สถิติจากกระทรวงแรงงานของสหรัฐ ระบุว่า เมื่อปี 2560 พนักงานประจำและพาร์ตไทม์ทำงานเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง หรือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ หากทำงานมากกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

“โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นั่นคือเรากำลังพูดถึงคนที่ทำงาน 50-80 ชั่วโมง/สัปดาห์ จะเห็นผลกระทบของการทำงานต่อปัญหาสุขภาพ” ผศ.อาซีซี เซย์เซ็ส ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพประชากร สถาบันสุขภาพแลงกอน มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าว

“ทั่วไปแล้วการทำงานหนักเป็นสาเหตุของปัญหาทางจิต ร่างกาย และอีกหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนคือปัญหาด้านความสัมพันธ์” เขากล่าวต่อ

หากหยุดทำงานไม่ได้ก็ต้องรู้จักตัวช่วยที่จะทำให้คุณมีอายุยืนยาว

1.ลดความเครียด

การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้เกิดความเครียดและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต มีการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Medicine เมื่อ 7 ปีที่แล้ว พบว่าพนักงานประจำชาวอังกฤษที่มีอายุ 44-66 ปี จำนวน 2,960 คน ซึ่งทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมง/สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลมากกว่า

นอกจากนี้ มีการศึกษาในปี 2557 ระบุว่า ผู้ที่ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ จะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากขึ้น เพราะต้องการการผ่อนคลายจากความเครียด ดังนั้นต้องรู้จักแบ่งเวลางานและเวลาพักผ่อน เพื่อกั้นไม่ให้ความเครียดอยู่ในความคิดตลอดเวลาและเพื่อร่างกายที่แข็งแรง

2.นอนให้เพียงพอ

ระหว่างที่คุณนอนหลับร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์และรักษาระดับฮอร์โมนต่างๆ ให้สมดุลเพื่อมั่นใจว่าเมื่อคุณตื่นขึ้นมาร่างกายและสมองจะพร้อมสำหรับวันถัดไป นอกจากนี้การนอนหลับยังช่วยในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา เนื่องจากระหว่างนอนสมองจะได้รับการฟื้นฟูซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ การเรียนรู้ การวางแผน และการจัดการกับความเครียด

ฉะนั้นการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานและนอนหลับไม่เพียงพออาจนำไปสู่พฤติกรรมแย่ๆ ความจำไม่ดี การรับรู้ข้อมูลต่างๆ แย่ลง ตัดสินใจได้ไม่เฉียบคม ไม่ค่อยโฟกัส และไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร

ผศ.เซย์เซ็ส กล่าวว่า การนอนหลับมีความสำคัญต่อภาวะธำรงดุล หมายถึง ความพยายามที่จะทำให้เกิดความสมดุลของสิ่งต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้อยู่ในสภาพปกติ โดยศูนย์กลางการควบคุมภาวะดังกล่าวอยู่ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ

ดังนั้น การทำงานหนักทำให้คุณมีเวลานอนน้อยลง และการนอนหลับน้อยกว่า 8 ชั่วโมง จะส่งผลเสียต่อสมองและร่างกาย และหากนอนหลับไม่เพียงพอเป็นเวลานานจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

3.ดูแลหัวใจ

ผลการสำรวจชาวอเมริกันจำนวน 22,518 คน ในปี 2555 ชี้ว่าผู้ที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือทำงานต่อเนื่องมากกว่า 10 วัน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 รวมถึงยังเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและภาวะความดันโลหิตสูง

เช่นเดียวกับการศึกษาด้านการแพทย์ในปี 2559 พบว่าผู้หญิงที่ทำงานมากกว่า 60 ชั่วโมง/สัปดาห์ เป็นเวลานาน 32 ปี จะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ และภาวะข้ออักเสบ ซึ่งโรคหัวใจและโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายสูงสุดของสหรัฐ

ดังนั้นเมื่อการทำงานส่งผลร้ายต่อหัวใจก็จำเป็นต้องดูแลหัวใจให้ดี ด้วยการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และหากเป็นไปได้ต้องลดชั่วโมงทำงานเพื่อลดการทำงานของหัวใจไปด้วย

4.ให้เวลากับคนรัก

เมื่อทำงานน้อยลง คุณจะมีเวลาให้ครอบครัว คนรัก และเพื่อนมากขึ้น ซึ่งการไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจะส่งผลต่อการมีอายุยืน มีผลการศึกษาหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ JAMA ของสหรัฐ ในปี 2555 ได้ศึกษาผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 1,604 คน พบว่าความโดดเดี่ยวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิต โดยร้อยละ 43 ระบุว่ารู้สึกโดดเดี่ยว และในจำนวนนี้ได้เสียชีวิตระหว่างการเก็บข้อมูล (6 ปี) ถึงร้อยละ 22.8

วิธีแก้ไขความโดดเดี่ยว คือ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง อยู่กับครอบครัวและคนรัก หรือหางานอดิเรกที่ต้องเข้าสังคม แต่อย่าคิดว่าแค่อยู่ในที่ทำงานก็ถือว่าไม่โดดเดี่ยวแล้ว เพราะหัวใจสำคัญต้องมีการปฏิสัมพันธ์และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกยอมรับ ได้รับความรัก และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ชั่วโมงทำงาน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่ใช่ตัวเลขบังคับว่าทุกคนต้องทำตาม เพราะแต่ละคนย่อมมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนควรทำคือดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ รู้จักควบคุมความเครียด นอนหลับให้เพียงพอหาเวลาออกกำลังกาย ให้เวลากับคนรอบข้าง และอย่าให้การทำงานหนักทำให้คุณต้องเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เพราะชีวิตมีอะไรให้ทำอีกมากนอกเหนือจากการทำงาน 

รอศักดิ์ มูลทรัพย์ บ้านอบอุ่นเปี่ยมด้วยรักและความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570974

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รอศักดิ์ มูลทรัพย์ บ้านอบอุ่นเปี่ยมด้วยรักและความสุข

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทันทีที่เข้าสู่บ้าน “มูลทรัพย์” ของรอศักดิ์ มูลทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอส แฟมมิลี่กรุ๊ป เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม อัล มีรอซ (Al Meroz) โรงแรมฮาลาล 100% แห่งแรกในประเทศไทย บนถนนรามคำแหง ซอย 5 สัมผัสได้ถึงมิตรภาพและความอบอุ่น โดยเฉพาะรอยยิ้มและใบหน้าแจ่มใสของเจ้าของบ้านและสมาชิกทุกคนในบ้าน ซึ่งประกอบด้วยเราะฮ์มะฮ์ มูลทรัพย์ ภรรยาสุดที่รักของประธานรอศักดิ์ มุนี พรทิพย์ ลูกสาวคนโต โซเฟีย ลูกสาวคนที่ 2 เอกลักษณ์ ทองคำวงศ์ ลูกเขย (สามีของโซเฟีย) และ เด๊ะ ฮูเซ็น ลูกชายคนสุดท้อง ทำให้รู้สึกประทับใจและอบอุ่นอย่างยิ่ง

“บ้านหลังนี้สร้างเมื่อปี 2550 ตกแต่งเสร็จเรียบร้อยและเข้าอยู่ในปี 2552 สิ้นงบประมาณในการก่อสร้างและการตกแต่งรวมเกือบ 15 ล้านบาท ลักษณะบ้าน 2 ชั้น ภายในบ้านใช้โทนสีครีม ดูอ่อนนุ่มสบายตา ส่วนข้างนอกออกโทนชมพู บ่งบอกถึงความหวานที่แสดงถึงความรักและอบอุ่นในครอบครัว ขณะที่การตกแต่งบ้านก็หลากสไตล์ผสมผสานกัน” รอศักดิ์เล่าถึงบ้านของเขาที่สร้างเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว

ชั้นแรก ประกอบด้วย มุมรับแขก อยู่ตรงโถงกลางบ้าน มีโซฟา 1 ชุด ตั้งอยู่บนพรม มีแจกันดอกไม้สดที่ให้ความสดชื่น ส่วนบริเวณใกล้กับมุมรับแขก จะมีตู้โชว์ของแต่งบ้าน ตู้โชว์เหรียญและโล่รางวัลทางด้านกีฬาของลูกๆ ทั้งสามคนที่เคยเป็นนักกีฬาเทนนิสทั้งของโรงเรียนและของมหาวิทยาลัยมาก่อน โดยเฉพาะโซเฟียลูกคนที่ 2 เคยเป็นนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย กวาดรางวัลรายการต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ เคยทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บลูกเทนนิสรายการออสเตรเลียนโอเพ่นที่ประเทศออสเตรเลีย และเคยไปแข่งขันรายการสำคัญในต่างประเทศ เช่น รายการวิมเบิลดันระดับเยาวชนที่ประเทศอังกฤษ แต่พอเล่นอาชีพได้ไม่นานก็ต้องตัดสินใจเลิกเล่นและหันมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เนื่องจากถูกปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอด

ไม่ไกลจากมุมรับแขก เป็นมุมนั่งจิบชากาแฟซึ่งอยู่ใกล้กับห้องครัว ถือเป็นมุมโปรดที่เจ้าของบ้านมักจะมานั่งจิบชากาแฟในตอนเช้าๆ ส่วนด้านขวามือของมุมรับแขกเป็นห้องครัวที่สะอาดมาก โดยมีโต๊ะอาหารตั้งอยู่ตรงกลาง

“ตื่นเช้าก่อนที่แต่ละคนจะออกไปทำงานจะมานั่งรับประทานอาหารและดื่มชากาแฟที่โต๊ะอาหาร ไม่ค่อยได้ลงมาพร้อมกัน แต่ผมมักจะลงมาก่อน เพราะต้องกินอาหารเช้าและกินยาทุกวัน โดยภรรยาเป็นคนทำอาหารให้ทุกมื้อ พอแต่ละคนกินเสร็จก็จะออกไปทำงาน ด้วยการเดินไปเพราะโรงแรมอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับบ้าน

ถ้าวันไหนที่ลูกไม่กินอาหารเช้าที่บ้านก็จะไปกิน ณ ที่ทำงาน อย่าง โซเฟีย ลูกคนที่สองผมให้ไปช่วยงานเป็นพีอาร์โรงแรม ส่วนมุนี ลูกคนโต ให้บริหารห้องอาหารโซเฟีย ซึ่งเป็นธุรกิจหนึ่งของครอบครัวที่เราทำมาก่อนสร้างโรงแรมอัล มีรอซและตั้งอยู่ข้างโรงแรม” เจ้าของโรงแรมอัล มีรอซ กล่าว

นอกจากนี้ ในห้องครัวยังมีตู้โชว์ของสะสม ส่วนใหญ่เป็นถ้วยชากาแฟ ผลิตจากวัสดุหลากหลายชนิด นอกนั้นก็มีของสะสมอื่นๆ ประปราย เช่น กล่องใส่คัมภีร์อัลกุรอาน กาชงกาแฟของอาหรับ เป็นต้น ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสวยงามอยู่ในตู้กระจก ล้วนแล้วแต่ซื้อมาจากต่างประเทศ

“ภรรยาผมชอบถ้วยกาแฟก็เลยซื้อสะสมมาเรื่อยๆ ลักษณะถ้วยที่สะสมก็จะออกแนวหรูๆ หน่อย สะสมไว้ดูเป็นความสุข บางทีถึงคราวจำเป็นก็เอาออกมาใช้บ้าง ส่วนใหญ่ซื้อมาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ตุรกี อียิปต์ เวลาเดินไปทางเที่ยวก็ซื้อกลับมา แต่หลังๆ มานี้ยูนุส(ลูกเขย) ซึ่งครอบครัวเขาทำธุรกิจทัวร์ไปประเทศเหล่านี้ก็จะซื้อมาฝาก บางทีเราก็ฝากหลานที่เรียนอยู่ซาอุฯ ซื้อมาให้”

หันมาห้องซ้ายมือของมุมรับแขกเป็นห้องนั่งเล่น ประกอบด้วยโซฟา 1 ชุด สำหรับนั่งเล่น พูดคุยกัน นั่งดูโทรทัศน์ บางครั้งก็ใช้เป็นห้องรับแขก นอกจากนี้ยังใช้เป็นห้องประกอบกิจกรรมทางศาสนาอิสลาม คือ ใช้เป็นห้องละหมาดรวม

“ห้องนี้เป็นห้องทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว ปกติพวกเราจะออกจากบ้านไปทำงานที่โรงแรมเวลา 10 โมง และกลับเข้าบ้านประมาณ 4 ทุ่ม หลังๆ มานี้ผมจะกลับไวหน่อย 2 ทุ่มกว่าก็ถึงบ้านแล้ว พอทุกคนกลับมาถึงบ้านก็จะมานั่งคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานที่ห้องนี้ เช่น วันนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรตรงไหน รายรับเป็นยังไง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเคยใช้เป็นห้องประกอบพิธีหมั้นของโซเฟียลูกคนที่สองด้วย

บางครั้งก็ใช้เป็นห้องรับแขกและประกอบพิธีละหมาดรวม ปกติแต่ละคนก็จะละหมาดที่ห้องใครห้องใครมันทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าละหมาดรวมกัน ก็จะมาละหมาดกันที่ห้องนี้ พร้อมกันทั้ง 6 คน ผม ลูกชาย ลูกเขย จะผลัดกันเป็นอิหม่าม (ผู้นำสวด) แต่ปลายเดือน พ.ย.นี้ ลูกชายก็จะไปเรียนโท สาขาบริหารโรงแรมที่อังกฤษแล้ว”

ขึ้นไปชั้นที่ 2 ประกอบด้วย ห้องนอน 4 ห้อง สำหรับลูกๆ ทั้ง 3 คน และของเจ้าของบ้าน ตกแต่งตามสไตล์ความชอบของแต่ละคน โถงด้านนอกปล่อยโล่งและทำเป็นมุมนั่งเล่น ส่วนบริเวณรอบบ้านค่อนข้างร่มรื่นด้วยธรรมชาติ มีสนามหญ้า ต้นไม้ บ่อปลา ที่สำคัญมีมุมนั่งพักผ่อนสร้างขึ้นด้วยไม้มีหลังคา มีโต๊ะเก้าอี้พร้อม ถือได้ว่าบ้านมูลทรัพย์เป็นบ้านที่อบอุ่นเต็มไปด้วยความรักและความสุขที่สมบุรณ์แบบ

ได้เวลาเช็กดวงปี 2562 ราศีรุ่ง! ราศีร้าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570973

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ได้เวลาเช็กดวงปี 2562 ราศีรุ่ง! ราศีร้าย!

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ pixabay

ก่อนจะเข้าสู่ปี 2562 ซึ่งตรงกับปีนักษัตรกุน มาเตรียมความพร้อมรับมือกับชะตาชีวิตที่เราอาจคาดไม่ถึง เรื่องแบบนี้รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย

มาเช็กกัน… ราศีไหนรุ่ง ราศีไหนร้าย เพื่อที่จะได้ระแวดระวังตัว ป้องกัน หาหนทางแก้ไข และดำเนินชีวิตอย่างมีสติ โดย 3 นักโหราศาสตร์ชื่อดัง

ตุล รับทรัพย์-เมษ ระทมอมทุกข์

หมอโรส-รสริน ณ ร้อยเอ็ด คอลัมนิสต์ดูดวงรายสัปดาห์เว็บไซต์ 40plus.posttoday.com ตรวจดวงชะตาโดยโหราศาสตร์ไทย หินสี ไพ่ป๊อก และไพ่ทาโร่ 4 ศาสตร์ ประกอบกัน

ราศีโชติช่วงชัชวาล

1.ราศีตุล (17 ต.ค.-15 พ.ย.)

ในรอบ 12 ปี มีดีที่สุดอีกครั้งก็คราวนี้ “รับทรัพย์เป๋าตุง” แต่ต้องใช้ฝีมือล้วนๆ ทั้งเงินสดก้อนโต บ้านหลังใหม่และรถคันหรู ได้แน่ถ้าสร้างเอง

ข้อควรระวัง น้ำขึ้นให้รีบตักใช้ได้แต่ทุกอย่างต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ความเป็นไปได้และความถูกต้อง

2.ราศีกุมภ์ (3 ก.พ.-13 มี.ค.)

ปีแห่งการต่อสู้พยายามมานะบากบั่นขยันให้ถูกวิธี สู้ให้ถูกทาง พยายามให้สุดเหวี่ยง ทำสิ่งที่ดีที่สุดทุกๆ ด้านให้ตัวเอง พลังแห่งความดีและความขยันบวกกับความเก่งและความสามารถ ปี 2562 ดีเลิศประเสริฐศรีมณีเด้งสุดๆ

จำไว้ “ส้มหล่นไม่มี” ปาฏิหาริย์ไม่มีจริงสำหรับคุณ “อยากได้ต้องทำเอง”

ข้อควรระวัง ต้องอ่อนน้อมให้เป็นและยอมรับทุกความคิดเห็น นำมาแก้ไขปรับปรุง จะทำให้ดีขึ้นไปตลอดทั้งปี

3.ราศีมีน (14 มี.ค.-12 เม.ย.)

2562 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่น ชีวิตพบความสว่างสดใสอย่างแน่นอนหลังจากที่อึดอัด อกตรมมาก่อนหน้านี้

ความพยายามของคุณ ความดีที่ก่อร่างสร้างมา ความเพียรพยายามขยันต่อสู้ถูกทางมาตลอดก่อนหน้านี้ ผลดีกำลังส่งความสำเร็จมาให้เห็นเป็นประจักษ์กับชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายๆ ด้าน

ข้อควรระวัง ต้องรู้จักยอมรับทุกคำตำหนิและคำชม ด้วยความยิ้มแย้มและอ่อนน้อม จึงจะส่งผลสำเร็จได้ดั่งที่ฝัน

4.ราศีพฤษภ (14 พ.ค.-13 มิ.ย.)

“ผู้ใหญ่พารวย” เป็นปีแห่งการก่อร่างสร้างตัว ตั้งหลักปักฐาน ถ้าพยายาม ขยันแบบถอดเบรกทิ้ง วิ่งสู้ฟัด รักทุกสิ่งที่ทำ พฤษภเกิดมาพร้อมกับความอึดอยู่แล้ว ถ้าบวกความขยันตลอดเวลา อย่างไรก็รวยแน่

ข้อควรระวัง ต้องรู้จักทำตัวให้น่ารักและเป็นที่รักของทุกคนรอบตัว

5.ราศีกรกฎ (15 ก.ค.-16 ส.ค.)

อีกหนึ่งราศีที่มีโอกาสพบความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ จากหลายๆ สิ่งอย่าง การงานต้องเดินทางมากขึ้น การเงินเปิดบัญชีธนาคารรอรับสตางค์ได้เลย โปรเจกต์ใหม่วิ่งเข้ามาอื้อซ่า “งานพารวย”

ข้อควรระวัง อย่าสาดน้ำมันเข้ากองไฟไม่ว่ากับใคร

6.ราศีเมถุน (14 มิ.ย.-14 ก.ค.)

“สู้แล้วรวย” เป็นปีทองแห่งการต่อสู้ยิบตา ความสามารถสติปัญญามีมาเท่าไรงัดมาใช้ให้หมดให้มันครบงานเล็กงานใหญ่ อดีตผ่านมาให้มันผ่านไป เริ่มต้นใหม่ 2562 ปีขุดทองของเมถุน สู้ให้หลุดโลกไม่รวยจะไปไหน

แค่สู้ให้ถูกทางงานเสริมเพิ่มเติมที่ปังและดังที่สุดคืองานที่ส่งมอบสิ่งดีๆ ความปรารถนาดีๆ ให้ผู้อื่น เช่น งานนายหน้าค้าประกัน หรืองานขายที่ทั้งผู้รับและผู้ให้ต่างอิ่มเอมด้วยกัน “ไม่มีความจนอยู่ในหมู่ของคนขยันอย่างแน่นอน”

ข้อควรระวัง จะพลาดท่า พลั้งเผลอเสียรู้ลู่ทางการตลาด

ราศีแห่งความอึดอัด แน่นอก อมทุกข์

1.ราศีเมษ (13 เม.ย.-13 พ.ค.)

“ใจถึงอย่างเดียว สู้ไม่ชนะ” เป็นราศีแห่งนักรบ ในปี 2562 ความใจถึงของราศีเมษมุ่งแต่จะเอาชนะอย่างเดียวไม่ส่งผลดีอะไรให้มากนัก มีแต่ความใจร้อนเอาแต่ใจต้องเหยียบเบรกไว้ให้ได้ บุญเก่า กรรมเก่า กำลังส่งผล ทั้งด้านบวกและด้านลบ ถ้าทำดีมาตลอดก็รอดปลอดภัย

เคล็ดลับ ต้องกตัญญู รู้คุณกับทุกคนที่เคยช่วยเหลือ ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนบุญคุณแล้ว จะช่วยพาชีวิตผ่านทุกข์ปี 2562 ไปได้ด้วยดีและจะส่งผลให้มีคนอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างต่อเนื่อง

ข้อควรระวัง ทำทุกอย่างตามอำเภอใจใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งสำหรับคุณ

2.ราศีมังกร (16 ม.ค.-2 ก.พ.)

“ปีแห่งความบากบั่น” ราศีมังกรมีเขี้ยวเล็บ เทคนิค อาวุธ สติปัญญาที่เฉลียบแหลม คมกริบ เอาออกมาพิชิตชัยชนะ ความฝันที่หวังไว้ ใช้ให้เต็มที่ จะส่งผลด้านบวกมาให้เห็น แต่ต้องแลกกับความขัดแย้ง ขัดใจ ความเครียด มือที่สาม และอุบัติเหตุ

ข้อควรระวัง ตั้งมั่นทำบุญ สร้างกุศล และทำทานให้มากๆ และเป็นประจำ “ทำบุญเหมือนรับประทานข้าว” ต้องทำทุกวัน ศีลอย่าให้ขาด จะเป็นเครื่องนำพาชีวิตผ่านทุกข์พบสุขได้ดั่งใจหวัง

ราศีโคตรรวย ราศีสุดเซ็ง

มาถึงคิวเจ้าของฉายา “หมอขวัญแม่นเว่อร์” หรือ “ขวัญชัย ศรีปราโมช” เชี่ยวชาญด้านพยากรณ์แบบวางลัคนาและด้านฮวงจุ้ย

ราศีสุดปังโคตรรวย

1.ราศีมังกร (15 ม.ค.-14 ก.พ.)

มีการขยับในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นเวลาที่ดีแต่งานเยอะต้องเหนื่อย เพราะมีดาวเสาร์เป็นดาวประจำตัว ทำให้จุกจิกชอบลงมือทำเอง แต่มีดาวศุกร์ที่ทำผลดีกับเจ้าเรือนชะตา ทำให้ทั้งเรื่องการงานและการเงิน ธุรกิจพลิกผันร่ำรวยขึ้นอย่างฉับพลัน ตั้งหลักตั้งตัวได้

2.ราศีกันย์ (15 ก.ย.-14 ต.ค.)

มีดาวประจำตัวเป็นดาวพุธและดาวพฤหัสบดี ทำผลดีในมุมการเงิน และพฤหัสเดินดีในเรือนการงาน จึงทำให้เป็นราศีที่พลิกผันชีวิตแบบคาดไม่ถึง มีโชคลาภมาส่งให้ถึงมือ ได้รับมรดกก้อนโต ธุรกิจส่งออกขายดีมากๆ ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง สร้างหลักทรัพย์ขยับขยายได้

3.ราศีตุล (15 ต.ค.-14 พ.ย.)

เกิดจากดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่ในเรือนการเงินยาวๆ ถึงเดือน ต.ค. 2562 เป็นอีกหนึ่งราศีโคตรรวย หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง มีเกณฑ์เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง มีโชคลาภจากการเสี่ยง ใครทำธุรกิจนำเข้าส่งออกเตรียมซื้อตู้เซฟเพิ่มไว้ใส่เงินทองได้เลย

ราศีโคตรเซ็ง

1.ราศีเมษ (15 เม.ย.-14 พ.ค.)

เป็นราศีดวงเมืองที่มีดวงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ใต้อิทธิพลมฤตยูจรทับลัคนาดวงเมือง ได้รับผลกระทบมากสุดคือ เรื่องสุขภาพ และปัญหาเรื่องเงิน มีเกณฑ์ถูกเบี้ยวเงิน จะมีการเปลี่ยนงานเกิดขึ้น แต่อย่าขาดกำลังใจขาดความหวัง

2.ราศีกรกฎ (15 ก.ค.-14 ส.ค.)

ต้องระวังเกิดจากราหูทับดวงชะตา จะมีปัญหาสุขภาพเป็นอันดับแรก มีโอกาสเปลี่ยนงานสูง และระวังเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ด้วย รอพ้นเดือน เม.ย. 2562 ดวงชะตาจะดีขึ้น

3.ราศีธนู (15 ธ.ค.-14 ม.ค.)

จะเหนื่อยมากเพราะผลกระทบจากดาวราหู และยังมีดาวเสาร์ทับราศีธนูที่ทำผลเสีย ทำให้รู้สึกเหนื่อยกับหน้าที่การงาน ที่ต้องระวังมากที่สุดคือปัญหาเรื่องเงิน และเรื่องค้ำประกัน ห้ามเด็ดขาด! มีเกณฑ์ทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว แต่ผู้ใหญ่ดีคอยช่วยสนับสนุนทำให้พ้นสิ่งร้ายๆ

พิจิก ดาวเด่น-ธนู ราหูเล็งลัคน์

อาจารย์ธาตรี เทียมทอง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา ตรวจดวงชะตาโดยโหราศาสตร์ไทย

ราศีดาวเด่น

1.ราศีพิจิก (16 พ.ย.-15 ธ.ค.)

เป็นราศีที่เด่น เพราะดาวพฤหัส ซึ่งเป็นดาวศุภเคราะห์ด้านดี จรมาทับลัคน์ ซึ่งหมายถึง ดาวเด่นดาวดี เข้ากุมลัคนา ส่งผลในเรื่องการเงิน การงาน ความรัก

การงานจะมีผู้ใหญ่เข้ามาสนับสนุน และได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง การเงินยังมีรายจ่ายเกี่ยวกับบ้านและรถ รวมถึงการเดินทางเข้ามาอยู่ตลอด ได้เงินมาเท่าไรก็ต้องจ่ายออก ความรักคนโสดมีแฟนเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงและอายุต่างกัน

2.ราศีตุล (17 ต.ค.-15 พ.ย.)

ดาวพฤหัสยกเข้าเรือนการเงิน ส่งผลในเรื่องเงินทองการสนับสนุนของผู้หลักผู้ใหญ่ การเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็มีการใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้สินที่ค้างคามา การงานมีความเจริญก้าวหน้า มีการริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งจะประสบผลสำเร็จ ความรักมักมีปัญหามาจากความหึงหวง ความไม่เข้าใจกัน ควรหันเข้าหาและปรับความเข้าใจกัน

3.ราศีพฤษภ (14 พ.ค.-13 มิ.ย.) การงานมีความก้าวหน้าขึ้น มีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ แต่ก็มีรายจ่ายมากขึ้น ให้ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ความรักมั่นคง ถ้าคนไม่มีคู่จะเจอคู่ แต่ฐานะด้อยกว่า

ราศีน่าห่วง

1.ราศีเมษ (13 เม.ย.-13 พ.ค.)

มฤตยูกุมลัคน์ ส่งผลในเรื่องการตัดสินใจผิดพลาด ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะแตกต่างจากขนบธรรมเนียมประเพณี และดาวเสาร์ ซึ่งเป็นดาวบาปเคราะห์ ยังตรีโกณถึงลัคนา ส่งผลเสียในเรื่องความทุกข์ความเครียด

ธุรกิจการงานยังไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงให้ระวังการขัดแย้งกับผู้ใหญ่ เรื่องความรักมักมีปัญหาให้แก้ไขตลอดทั้งปี เรื่องการเงินระวังเป็นหนี้เป็นสิน รายรับไม่พอรายจ่าย

2.ราศีธนู (16 ธ.ค.-15 ม.ค.)

มีราหูเล็งลัคน์ ซึ่งเป็นดาวบาปเคราะห์เข้าเกณฑ์พินทุบาทว์ของดวง ส่งผลในเรื่องปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีวิต พินทุบาทว์นี้ หมายถึงการแตกร้าวของดวง หรือจุดตำหนิของดวงชะตา

การงานมีปัญหากับผู้ใหญ่ในองค์กร ต้องใช้ความอดทน การเงินมีความเครียดเรื่องการเงินตลอดเวลา รายรับไม่พอรายจ่าย ความรักระมัดระวังเรื่องคำพูดคำจา มีเรื่องระหองระแหงตลอดเวลา ระวังการแตกแยก

การทำนายทายทักของนักโหราศาสตร์แต่ละท่าน เสมือนคำเตือนให้ดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท ให้ตั้งอยู่ในการกระทำดี ทุกข์หนักจะผ่อนเป็นเบา

หากใครไม่สบายใจ หมอขวัญแม่นเว่อร์ แนะนำ 5 สถานที่ศักสิทธิ์ที่ควรไปไหว้เสริมดวงชะตา ปี 2562

1.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไหว้หลวงพ่อแก้วมรกต

2.ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ

3.วัดชนะสงคราม

4.วัดศีรษะทอง ไหว้พระราหู

5.วัดอินทาราม ตลาดพลู กราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 

วิตามิน กินมากไปใช่ว่าดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570799

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

วิตามิน กินมากไปใช่ว่าดี

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ทุกคนเชื่อว่าการรับประทานวิตามินเสริมจำนวนมากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายยิ่งมากก็ยิ่งดี หรือถ้าได้มากเกินไปร่างกายก็จะขับทิ้งออกไปเองแต่ที่จริงแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างควรได้รับแต่พอดีมิเช่นนั้นก็จะเกิดโทษแก่ร่างกายได้เช่นกัน มีวิตามินอะไรบ้างที่รับประทานมากไปแล้วเกิดโทษเรามาดูกัน

วิตามินเอ

ประโยชน์ของวิตามินเอ คือ ช่วยรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ป้องกันผิวแห้ง ตกสะเก็ด บำรุงสายตาช่วยให้มองเห็นได้ในที่แสงน้อย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายของเราอีกด้วย แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมันและสามารถสะสมในร่างกายเพื่อเก็บกักไว้ใช้งานได้ ฟังแล้วดูเหมือนจะดีเพราะจะได้เก็บไว้ในยามที่เราเผลอลืมการรับประทานวิตามินเอไป

หากรับประทานมากเกินไปจะส่งผลต่อร่างกายเรา เช่นอาจเกิดอาการอาหารเป็นพิษแบบเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน กระวนกระวาย ปวดท้อง ตาพร่า ปวดกล้ามเนื้อ

สำหรับคนที่รับประทานวิตามินเอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผมร่วง ปวดหัว นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดกระดูก

ดังนั้นเราจึงไม่ควรรับประทานวิตามินเอในรูปแบบแคปซูลด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ แต่ควรรับประทานวิตามินเอในรูปแบบของอาหาร ซึ่งร่างกายเราสามารถกำหนดได้ว่าจะย่อยแปรรูปให้เป็นวิตามินเอแบบนำไปใช้ได้ตามความต้องการของร่างกาย หรือเลือกที่จะไม่ย่อยแล้วขับออกไป

วิตามินซี

วิตามินยอดนิยมที่ผู้คนรับประทานเพื่อป้องกันโรคหวัด และบำรุงผิว เป็นวิตามินที่ไม่สะสมในร่างกายเนื่องจากละลายน้ำและสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ มีในผักผลไม้หลายชนิด เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และผักบางชนิด รวมทั้งแคปซูลวิตามินซี ที่หาซื้อได้ง่ายราคาถูกเพราะสกัดออกมาได้มากและง่ายกว่าวิตามินชนิดอื่นๆ

หากรับประทานในปริมาณที่พอจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่ถ้ามากเกินไป จะเกิดภาวะอึดอัดในท้อง ท้องเสีย หรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด เราถึงพบได้ในอาหารที่มีรสเปรี้ยวนั่นเอง

การรับประทานในระยะเวลานาน อาจะทำให้เร่งการจับตัวของก้อนนิ่วในไตและโรคเกาต์ได้ ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่หากศึกษาผลข้างเคียงของการรับประทานวิตามินจะพบว่าร่างกายของเรานั้นมีความสามารถในการดูดซึมวิตามินซีในปริมาณที่จำกัด และขับส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นกรดสูง เพิ่มความเสี่ยงเกิดก้อนนิ่วในไต

ผลที่ตามมานอกจากนี้วิตามินจะเข้าไปยับยั้งความสามารถของร่างกายในการกำจัดกรดยูริก ทำให้กรดยูริกไปสะสมที่บริเวณข้อจะทำให้เกิดการอักเสบ เมื่อสะสมมากๆ ก็จะทำให้เกิดโรคเกาต์ตามมานั่นเอง

วิตามินดี

วิตามินตัวนี้เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสร้างได้เองจากผิวหนังเมื่อสัมผัสกับแสงแดด จึงไม่มีความจำเป็นต้องหารับประทานวิตามินแบบแคปซูลเพิ่มนอกจากแพทย์สั่ง ที่สำคัญในเม็ดยาวิตามินรวมก็จะพบว่ามีปริมาณของวิตามินชนิดนี้ค่อนข้างน้อย หน้าที่ของวิตามินดี คือการทำงานร่วมกับแคลเซียม เช่น ปรับระดับแคลเซียมในร่างกาย ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด

ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนและลดการแตกหักของกระดูก ถ้ารับประทานวิตามินดีมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับและไตวาย

วิตามินอี

วิตามินอี เป็นส่วนหนึ่งของสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย มีมากในเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว แต่อย่างไรก็ดีวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน สะสมในร่างกายได้จึงจำเป็นต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

มีรายงานด้านการแพทย์ไม่มากที่ที่ระบุถึงพิษจากการรับวิตามินอีมากเกินไป คนที่ได้รับพิษจากวิตามินอีจะส่งผลให้เกิดอาการ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดหัว ตาพร่า เกิดอาการเลือดหยุดไหลช้าได้ เพราะวิตามินอีจะไปยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจขัดขวางการสร้างวิตามินเค ซึ่งเป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการจับตัวของเกล็ดเลือดอีกด้วย

อิ่มบุญโพรดัคท์ จ๊อบสร้างเงินสร้างกุศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570801

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

อิ่มบุญโพรดัคท์ จ๊อบสร้างเงินสร้างกุศล

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

โสภณ ศรีสกุล พิธีกรรายการโทรทัศน์ วัย 37 ปี งานหลักของเขาอยู่เบื้องหน้ากล้องโทรทัศน์ ดำเนินรายการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์พื้นบ้านหลายรายการ สนุกกับงานเบื้องหน้ายังไม่พอ หากงานรองก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะสร้างทั้งเงินสร้างทั้งกุศล จะเป็นอะไรและอย่างไรไปดูกันเลย

“ผมทำน้ำยาอเนกประสงค์ ทำแชมพูสมุนไพร ทำพิมเสนน้ำสมุนไพร และอีกหลายอย่าง ทุกอย่างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์อิ่มบุญโพรดัคท์ ทำมาหลายปีแล้ว และคงจะทำต่อไปอีกหลายปีเลย”

จุดเริ่มต้นก็มาจากงานหลักนี่แหละ ครั้งหนึ่งโสภณไปทำงานพิธีกรที่ภาคใต้ ได้รู้จักกับชาวนาและปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่ง ที่ อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งได้ถ่ายทอดวิธีทำน้ำหมักปุ๋ยชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ เคล็ดลับคือระยะเวลาในการหมักบ่มต้องไม่ต่ำกว่า 8 เดือน พร้อมๆ กับความอุตสาหะในการเฝ้าตรวจสอบเป็นระยะ

ผลไม้ที่เหมาะสมในการใช้หมักทำน้ำปุ๋ยชีวภาพมีหลายตัว สำหรับอิ่มบุญโพรดัคท์เลือกใช้ 3+1 คือ สับปะรด ส้ม มะนาว และมะเฟือง กำกับให้ดีโดยที่เมื่อหมักไประยะหนึ่งแล้วด้านบนของน้ำหมักต้องเป็นวุ้น สะท้อนภูมิคุ้มกันของชีวภาพที่สมบูรณ์ แต่ถ้ามีราดำต้องรีบเติมน้ำตาลหรืออาหารจุลินทรีย์ลงไป

สำหรับกรดน้ำส้มที่ผลิตได้ แน่นอนที่ให้คุณสมบัติความเป็นกรด สามารถชะล้างทำความสะอาดได้ดี ถนอมมือ ขณะเดียวกันก็ดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำยาชีวภาพ มีจุลินทรีย์ที่ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียและพยาธิบางชนิด ซึ่งกรดสังเคราะห์หรือน้ำยาล้างจานในท้องตลาดทั่วไปทำไม่ได้

“มลภาวะทางน้ำ การปรับระดับความเน่าเสียในน้ำ หรือพวกน้ำขังท่อ จุลินทรีย์ในน้ำยาชีวภาพเหล่านี้ เมื่อผ่านการทำความสะอาดแล้วไหลลงไปอยู่ในท่อ ก็ปรับสภาพน้ำในท่อให้ดีขึ้น ปรับสภาพน้ำในสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพราะไปช่วยฆ่าแบคทีเรียนั่นเอง ขวดละ 150 บาท/470 มล.”

สินค้าขายดีอันดับ 2 คือ แชมพูสมุนไพร เริ่มจากการผลิตเพื่อจุดประสงค์ให้ญาติโยมได้ซื้อหาถวายพระ อย่างไรไม่ทราบ ญาติโยมซื้อเองใช้เองเป็นส่วนใหญ่ (ฮา) ไฮไลต์อยู่ที่ความบริสุทธิ์ของแชมพู ที่บรรจงคัดสรรเฉพาะสมุนไพรดูแลเรือนผมและหนังศีรษะ ไม่ใส่สารเคมี ไม่ใส่กลิ่น ขวดละ 180 บาท/300 มล.

“มีมะคำดีควาย อัญชันแห้ง ผิวมะกรูดแห้งกับบอระเพ็ดแห้ง ทุกตัวดีต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ขายดีมาก และที่ขายดีตีโค้งมาอีกตัว คือพิมเสนน้ำธรรมชาติ ถือติดมือคนชอบไปวัด”

เมื่อถามว่าจ๊อบสร้างรายได้เพียงใด โสภณตอบว่า เอาเป็นว่าตั้งแต่ได้ผลิตน้ำยาอเนกประสงค์ขายชาวบุญชาวบ้าน ก็มีเงินเก็บเงินเหลือพามารดาไปเที่ยวด้วยปฏิบัติธรรมด้วยที่สถานปฏิบัติธรรมต่างจังหวัดทุกปีไป แถมด้วยเงินทำบุญและเงินเหลือให้ได้ต่อยอดทำโครงการเสื้อเพื่อน้อง รายได้สนับสนุนแคมปิ้งด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับน้องๆ เยาวชน ที่โรงเรียนบ้านเขานางสางหัว กาญจนบุรี สรุปว่าเป็นจ๊อบที่ได้ทั้งเงินทั้งกุศล

“อิ่มบุญโพรดัคท์” ใช้เวลาว่างจากงานหลัก ทุกครั้งที่ว่างจะลงมือทำทันที อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้งานพิธีกรค่อนข้างเยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาสำหรับงานรองอิ่มบุญโพรดัคท์ แฟนๆ นักบุญและลูกค้าบ่นอินบ็อกซ์กันมาหนาหู

นอกจากน้ำยาอเนกประสงค์ แชมพู และพิมเสนน้ำ ยังมีโฮมเมดบาล์ม สเปรย์ตะไคร้ไล่ยุง ผ้าฝ้ายและผ้าเช็ดหน้าสำหรับรับประเคน สบู่ชามะลิ น้ำยาล้างมือกลิ่นตะไคร้ สารส้มบริสุทธิ์ที่ผลิตเป็นโรลออนสำหรับถวายพระ ผู้สนใจสั่งซื้อได้ทางไอจี/เฟซบุ๊ก imbunproduct หรือโทร. 08-6327-0145