ความงามของนาฬิกาคืองานศิลปะ กฤษฎา มหาดำรงค์กุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570798

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ความงามของนาฬิกาคืองานศิลปะ กฤษฎา มหาดำรงค์กุล

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นอกจาก กฤษฎา มหาดำรงค์กุล จะนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ ผู้นำเข้าและจำหน่ายนาฬิกาหลากหลายยี่ห้อ อาทิ Citizen, Luminox, Frederique Constant, Ball และ Bulova ฯลฯ แล้วเขายังเป็นกรรมการอีกหลายแห่ง เช่น กรรมการบริหารโรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพฯ รัชดา และกรรมการบริหารเลอคองคอร์ด ทาวเวอร์ รวมทั้งดูแลทรัพย์สินในธุรกิจของตระกูลอีกหลายแห่ง

ล่าสุดเขากำลังเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงาน Citizen ฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยการจัดนิทรรศการนาฬิกาหาชมยาก พร้อมเปิดตัวรุ่น Limited Editionสำหรับครบรอบ 100 ปี ในประเทศไทย ณ ชั้นเอ็ม ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เพื่อร่วมฉลองในฐานะที่นาฬิกาแบรนด์แรกๆ ที่ศรีทองพาณิชย์นำเข้ามาจำหน่ายและอยู่คู่ศรีทองพาณิชย์เกือบ 60 ปี โดยใช้ชื่องานว่า “CITIZEN 100th Anniversary : Celebrating a Century of CITIZEN” จัดระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 20 พ.ย.นี้

ค่าที่คุณพ่อ ดิลก มหาดำรงค์กุล เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทศรีทองพาณิชย์ตั้งแต่กฤษฎายังไม่เกิด เขาจึงผูกพันกับนาฬิกามาก โดยวิ่งเล่นอยู่ที่ร้านศรีทองพาณิชย์สาขาแรกตั้งอยู่บนถนนเยาวราช ทำให้กฤษฎาคุ้นเคยกับนาฬิกามาตั้งแต่เด็กๆ และความชื่นชอบนาฬิกาซึมซับมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นของสะสมนาฬิกาที่หายากมานานกว่า 40 ปี

ขณะที่คุณพ่อของกฤษฎาก็ชื่นชอบนาฬิกาและสะสมนาฬิกาด้วยเหมือนกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนาฬิกากันบ่อยๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่งานฉลองซิติเซน ครบรอบ 100 ปี จะมีทั้งนาฬิกาที่เป็นของเก็บสะสมของทั้งดิลกและกฤษฎาไปโชว์ในงานด้วย ซึ่งล้วนเป็นรุ่นที่หายาก อาทิ ฉลามขาว ออกวางตลาดเมื่อปี 1974 เป็นนาฬิกาข้อมือที่ถูกออกแบบมาโดยใช้วัสดุหินเรืองแสง เพื่อเป็นหน้าปัดของนาฬิกา ตัวเรือนผลิตจากวัสดุเซรามิกสีขาว ด้วยรูปลักษณ์ของนาฬิกาที่ดูทันสมัย จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น ฉลามขาวอันโด่งดังของเมืองไทย

ในยุคสมัยนั้นการใช้วัสดุเซรามิก ถือเป็นสิ่งใหม่ของวงการนาฬิกาข้อมือเป็นอย่างมาก หรือนาฬิกา Citizen รุ่นมดแดง ออกวางตลาดเมื่อปี 1970 เป็นนาฬิกา Chronograph ระบบ Automatic ซึ่งถือเป็นนาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นจับเวลารุ่นแรกๆ ของโลก ได้รับความนิยมจากแฟนซิติเซนด้วยรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่น จึงเป็นที่สนใจของทั้งผู้ใช้งานนาฬิกาและนักสะสมเป็นอย่างมากถือเป็นหนึ่งในตำนานของแบรนด์ Citizen อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการนำนาฬิกาที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นาฬิกา Citizen ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นยกมาโชว์ในงานมากกว่า 20 เรือนที่ประเมินค่ามิได้ เช่น นาฬิกา Citizen Pocket Watch นาฬิกา Citizenเรือนแรกของโลก (ปี 1924) ต้นตำรับของความแม่นยำเที่ยงตรง นาฬิกา Citizen Crystron Mega (ปี 1975) นาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ให้ความแม่นยำ เป็นต้น

ศรีทองพาณิชย์ยังเอาใจแฟน Citizen ชาวไทยได้เก็บสะสม โดยการเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษครบรอบ 100 ปี Limited Edition 1 ศตวรรษ จำนวน 3 รุ่น Citizen Promaster Diver 200m นาฬิกาสำหรับนักกีฬามืออาชีพทั่วโลก นาฬิกา Citizen Promaster Dark Raider หรือ Bull Head รุ่นยอดฮิตในอดีตที่คนไทยนิยมเรียกติดปากว่า “มดแดง” เนื่องจากการออกแบบเป็นพิเศษ โดยการนำเม็ดมะยมและปุ่มจับเวลาขึ้นมาอยู่ด้านบนสุดของนาฬิกา เป็นต้น

“เราเป็นตัวแทนจำหน่ายซิติเซนในประเทศไทยมา 54 ปีแล้ว ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ถือเป็นยุครุ่งเรืองของนาฬิกาย่านเยาวราช มีร้านจำหน่ายนาฬิกาเยอะมากในเยาวราช ผมเป็นลูกคนที่ 7 ของครอบครัว ซึ่งยุคที่คุณพ่อเปิดร้านจำหน่ายนาฬิกาพวกเราเด็กหมด ผมก็ได้ไปวิ่งเล่น ด้วยความเป็นเด็กก็อยากได้เรือนนั้นเรือนนี้ พอโตอยู่ชั้นประถม 4 ซึ่งยุคนั้นนาฬิกาคือของมีราคา คนมีฐานะเท่านั้นจึงจะใส่นาฬิกา นาฬิกาจึงเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ พอประถม 4 เริ่มรู้ความผมอยากได้นาฬิกาจับเวลา คุณแม่ก็แอบซื้อให้ เรือนแรกคือซิติเซน หน้าปัดสีเขียว ตอนหลังพอผมเรียนไฮสกูลผมยกนาฬิกาเรือนนี้ให้คุณน้า ปัจจุบันคุณน้ายังใช้อยู่ เพราะคงทนมากๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะมีราคา ที่ให้คุณน้าเพราะผมอยากได้รุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นนาฬิกาควอตซ์ซึ่งแตกต่างจากนาฬิกายุคแรกๆ คือยุคไขลาน”

แรงบันดาลใจที่ทำให้กฤษฎาเริ่มสะสมนาฬิกาอย่างจริงจัง คือการได้แลกเปลี่ยนความรู้กับทั้งคุณพ่อและคุณลุงจนเห็นคุณค่าของนาฬิกาที่มีกลไกอันทันสมัยจนเขารู้สึกทึ่ง

“พอถึงปลายยุค 60 ถึงยุค 70 ซิติเซนได้เปลี่ยนรูปแบบผลิตนาฬิกาจับเวลารุ่นมดแดง ซึ่งเป็นรุ่นที่คุณพ่อของผมตั้งชื่อให้รุ่นว่ามดแดงและใช้ชื่อนี้กันในเมืองไทย เพราะลักษณะเป็นหน้าไอ้มดแดงมีปุ่มกดด้านบนสองข้าง ซึ่งคุณพ่อเป็นผู้ให้คำแนะนำกับบริษัทโฆษณว่า เรียกรุ่นนี้ว่า ไอ้มดแดงสิ คุณพ่อตั้งชื่อก่อนที่จะมีการ์ตูนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นเสียอีก ซึ่งรุ่นนี้ที่เมืองนอกเรียกว่ารุ่น หัววัวกระทิง ในยุคนั้นคนนิยมนาฬิกามดแดงกันมาก เพราะเป็นชื่อที่คนไทยจำได้ง่าย ต่อมาคุณพ่อทำโฆษณาออกมาอีกหลายรุ่น เช่น สิงห์ดำ เพราะยุคนั้น ประเทศไทยส่งทหารไปรบในเวียดนาม เกิดคำว่า กองพลสิงห์ดำขึ้น รูปลักษณ์ตัวเรือคือเป็นสีดำทั้งหน้าปัดและสายก็ดำ”

อย่างนาฬิกาที่กฤษฎาสวมใส่อยู่ที่ข้อมือ เป็นเรือนที่เขาเฟ้นหาและได้เป็นเจ้าของเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นนาฬิกาที่เกิดในยุค 60 ในยุคที่นิยมการแข่งรถกันมาก สิ่งที่เขาประทับใจในการนาฬิกาเรือนนี้คือ ตัวเรือนออกแบบในยุคซิกตี้ อีกทั้งมีตัวเรือนเป็นสีเทาด้านผ่านการอบด้วยเทคโนโลยีใหม่ในยุคนั้น บนหน้าปัดเป็นลายไม้ของรถแข่งอัลฟาโรมิโอ ซึ่งเป็นรถสปอร์ตในยุคซิกซ์ตี้ รูปลักษณ์บ่งบอกความสปอร์ต

“การสะสมนาฬิกาทั่วๆ ไปของผมมีหลายประเภท ผมประทับใจนาฬิกาที่มีรูปร่าง เครื่องกลจักรภายในของเขามีความพิเศษโดดเด่น ประณีต เพราะเราอยู่วงการนี้ ผมจะชอบนาฬิกาในการประดิษฐ์ รูปแบบสวยงาม ต้องมีรูปแบบแปลกๆ ผมจึงเก็บ ผมเป็นนักสะสมนาฬิกาจริงจังหลังเรียนจบปริญญาตรีตอนอายุ 22 หลังกลับมาจากอเมริกาจำได้ว่าคุณพ่อนำนาฬิกาที่อยู่ในเรือสำเภาโบราณซึ่งเป็นของรักของท่านไปโชว์ในงานนาฬิกาที่จัดขึ้นที่โรงแรมมณเฑียร ผมไปร่วมงานก็ได้เห็นนาฬิกาของรักของหวงของคนดังๆ ที่ชอบนาฬิกา เห็นแล้วผมรู้สึกทึ่ง ได้เห็นทั้งนาฬิกาของคุณพ่อซึ่งคุณพ่อเป็นช่างซ่อมนาฬิกามาก่อน นาฬิกาที่คุณพ่อนำไปโชว์เป็นนาฬิกาที่อยู่ในเรือมีความเที่ยงตรงมาก อายุนับ 100 ปี ผมเลยได้แรงบันดาลใจจากแค่ได้ชมงาน ผมเริ่มสนใจ เริ่มถามช่าง ศึกษาหาความรู้มาเรื่อยๆ ผมจะมีช่างซ่อมนาฬิกาคู่ใจ เวลาไปชมนาฬิกาที่นักสะสมจะนำมาปล่อยในร้านกาแฟวันนี้ๆ ผมจะพาช่างซ่อมนาฬิกาคู่ใจของผมไปช่วยดูด้วย หรือไม่เสาะแสวงหาตามโรงรับจำนำบ้าง”

การได้คุยกับช่างซ่อมนาฬิกา คุณพ่อและคุณลุงที่ชื่นชอบนาฬิกาเหมือนๆกัน ได้บอกเล่าผ่านประสบการณ์ของพวกเขา ทำให้กฤษฎาได้เห็นถึง เมื่อเวลาผ่านไปของเหล่านี้ที่ไม่มีคนสนใจในอดีตจะกลายเป็นของมีค่ากับผู้ที่เห็นค่าของนาฬิกาเหล่านั้

“ตอนผมเริ่มทำงานใหม่ๆ บางคนจะนำเงินไปลงทุนในที่ดิน ซึ่งก็เป็นเรื่องยากสำหรับผม เพราะเงินเดือนก้อนแรก 1 หมื่นบาทเท่านั้น ผมก็เลยสะสมนาฬิกา เช่น แบรนด์ซิติเซน ซึ่งการเสาะแสวงหารุ่นคลาสสิกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาฬิกาเป็นของแพง มีราคา คนที่ใช้ก็ผูกอยู่ที่ข้อมือจึงไม่ขาย หรือยอมขายก็โทรมมาก ซึ่งผมชอบสะสมนาฬิกาที่มีความสมบูรณ์ เครื่องดี เครื่องสวยเท่านั้น เพราะหลักข้อหนึ่งที่กฤษฎาเน้นย้ำในการเก็บสะสมนาฬิกาคือ นาฬิกาไม่สวยไม่เก็บ”

อย่างนาฬิกาอีก 1 เรือนที่กฤษฎารักมากๆ คือ นาฬิการะบบกลไก อายุนับ 100 ปี มีตัวเลขโชว์วัน เดือน สัปดาห์ วันที่ แบรนด์นำเข้าจากประเทศอังกฤษเป็นนาฬิกาเรือนที่คลาสสิกมากๆ ซึ่งกว่าจะได้นาฬิกาเรือนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเรื่องเล่าขานจำได้แม่นยำคือ มีช่างซ่อมนาฬิกาอยู่ต่างจังหวัดที่เขาสนิทโทรมาเล่าว่า มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่งจะนำมาซ่อม ก็ถามว่ากฤษฎาสนใจไหม แต่เจ้าของอยู่ จ.ลพบุรี พอกฤษฎาได้ฟังก็ตื่นเต้นรีบรวบรวมเงินและขับไปหาข้าราชการท่านนี้ที่ จ.ลพบุรี อย่างรวดเร็ว แล้วก็ได้ครอบครองมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วซื้อมาในราคา 5,000 บาท ปัจจุบันประเมินค่ามิได้ นาฬิกาเรือนโปรดนี้มีความงามตรงตัวเรือนเป็นเงิน กฤษฎาคาดเดาจากประสบการณ์ว่า นาฬิกาเรือนนี้น่าจะเป็นมรดกตกทอดมารุ่นสู่รุ่นจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือไม่ก็นายทหารสายโซ่ที่คล้องยังเป็นโซ่เส้นเดิม เรือนนี้จึงมีเรื่องเล่า เพราะต้องใช้ความพยายามและความตื่นเต้นกว่าจะได้มา และเขาเก็บรักษาเป็นอย่างดี

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นาฬิการุ่นคลาสสิกในอดีตมักผลิตน้อย เพราะทุกอย่างล้วนทำมือ และมีเครื่องจักรที่ผลิตมีจำกัด จึงผลิตได้น้อยชิ้น บางรุ่นผลิตแค่ 500 เรือน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน เช่น นาฬิการุ่นหายากที่ผมมีคือ ยูนิเวอร์แซล รุ่น Tri-Compax ซึ่งคุณพ่อกับคุณลุงแนะนำว่ารุ่นนี้หายาก ผมก็ไปเสาะแสวงหามาจนได้ราคาเรือนนี้เมื่อ 35 ปีที่แล้วซื้อขายอยู่ที่ 3.5 หมื่นบาท ปัจจุบันราคาขยับมาที่ 2 ล้านแล้ว หรืออย่างซิติเซน มดแดง โคโนกราฟผมก็ชอบ”

หากถามถึงความสุขจากการเก็บนาฬิกา กฤษฎา กล่าวว่า นาฬิกาแต่ละเรือนล้วนเป็นความทรงจำที่ดีของเขา ส่วนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี สำหรับเขาถือเป็นความสนุกที่นาฬิกาเหล่านี้ได้อยู่กับเขาในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ได้หยิบได้ชื่มชมได้สวมใส่ บางเรือนจำเป็นต้องจำหน่ายออกไปบ้างเพราะปัจจุบันยังซื้อเก็บอยู่ บางเรือนจำหน่ายออกไปแล้วก็ยังอยากจะซื้อกลับมาครอบครอง ที่สำคัญคือมีเรื่องราวบอกเล่าให้ลูกชายฟัง

“ความสุขในการสะสมผมมองว่า รูปแบบนาฬิกาที่เราสะสมไว้ เหมือนเราคัดเลือกงานศิลปะ ไม่ว่าศิลปะรูปร่างหน้าตาหรือกลไกของเขาเป็นหลัก เพราะเราฟังแต่ละยุคแต่ละสมัย คนออกแบบไม่ง่ายที่จะออกแบบนาฬิกาแต่ละรุ่นออกมา ผมมองเป็นงานศิลปะและมันก็เป็นอาชีพของเราครับ”

ออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ปี 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570803

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ปี 2

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์  แถมเงิน

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนวัยนี้ย่อมมีมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสาธารณสุขที่รองรับอย่างเพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้โรงพยาบาลใหญ่ๆ ของรัฐเองก็ยากที่จะรองรับได้อย่างเพียงพอแม้จะขยายพื้นที่แล้วก็ตาม ล่าสุดโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จัดกิจกรรม “ออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ปีที่ 2” ชวนคนไทยสานต่อการให้ สร้างวินัยการออมให้เกิดพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ตามรอยพระราชจริยวัตรในการเป็นกษัตริย์นักออม และศาสตร์แห่งพระราชาในการดำเนินชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการเป็นนักออมเพื่อให้ นำเงินออมสมทบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา อาคารศูนย์การแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พระราชปณิธานสุดท้ายของพระองค์เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงกิจกรรมออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ในปีที่ 2 นี้ ว่า เป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาและดูแลความเป็นอยู่ของพสกนิกร เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรในการเป็นกษัตริย์นักออมและกษัตริย์ผู้ให้ของรัชกาลที่ 9 รวมไปถึงเพื่อต่อยอดการปลูกฝังวินัยการออมและการเป็นผู้ให้แก่สังคม ด้วยการนำเงินออมนั้นร่วมสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์แก่อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา

เนื่องในโอกาส 130 ปี ศิริราช ที่จะสืบต่อพระราชปณิธานของพระมหากษัตริย์ไทย 4 รุ่น เพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทย ที่มีความห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ ตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงถ่ายทอดสู่พระราชโอรส คือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สานต่อมายังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

จากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 จากการสูญเสียพระราชโอรสและพระราชธิดา คือ สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักว่าประเทศไทยควรจะมีโรงพยาบาลเพื่อรักษาสุขภาพพสกนิกรของพระองค์ และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความลำบากของผู้ป่วย จึงทรงตัดสินพระทัยไปเรียนด้านการแพทย์และตรัสว่า

“ฉันเรียนการปกครอง แต่ฉันไม่ชอบการปกครอง แต่ฉันชอบการแพทย์ เพราะแพทย์สามารถรักษาได้ทั้งคนรวยและคนจน” เมื่อพระองค์สำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์ พระองค์ทรงทุ่มเทและใส่พระทัยคนไข้ของพระองค์ ทรงมีคำตรัสว่า “มีอะไรปลุกฉันได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” เมื่อครั้งพระองค์ไปเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่เชียงใหม่

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 9 ก็ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของพสกนิกรและการสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษาเป็นพระราชปณิธานสุดท้ายของพระองค์ท่าน ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงสานต่อพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 9 ทรงสนับสนุนให้มีโครงการ “ออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ปีที่ 2”

อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส และลดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชเผชิญมาโดยตลอด ซึ่งนี่เป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการสร้างความเท่าเทียมและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส

“ทางโรงพยาบาลศิริราชอยากให้คนไทยทุกคนได้ร่วมสานต่อพระราชปณิธานสุดท้ายของพระองค์ ทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วยการสร้างอาคารหลังนี้ให้เกิดขึ้น จึงได้จัดโครงการระดมทุนมากมายและหลากหลายรูปแบบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกสถานะ ตั้งใจให้อาคารหลังนี้เป็นตัวแทนของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย เป็นจุดศูนย์รวมให้ทุกคนได้เข้ามาทำดี ทำประโยชน์ ช่วยเหลือกันและกันตามรอยพระองค์ท่าน”

ด้าน ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า กิจกรรมการออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ เป็นหนึ่งในกิจกรรมระดมทุนเพื่ออาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา นั้นเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อนำไปสมทบทุนสร้างตึกโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีปฏิบัติในด้านการออมของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนเกิดเป็นโครงการรณรงค์ให้คนในสังคมเดินตามรอยพ่อ ส่งเสริมและปลูกฝังนิสัยการออมและการแบ่งปันแก่สังคมไทย ซึ่งปีที่แล้วได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนถึงกว่า 1.39 แสนคน จนมียอดออมสมทบทุนถึง 111 ล้านบาท

เป้าหมายของกิจกรรมออมเพื่อให้ ตามรอยพ่อ ในปีที่ 2 นี้ เป็นกิจกรรมระดมทุนที่ต่างจากโครงการอื่น เพราะเป้าหมายหลักคือต้องการปลูกฝังการออมให้แก่ประชาชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะปลูกฝังกันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ในปีนี้เราจึงได้จัดกิจกรรมขึ้นอีกครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการออมอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ซึ่งในปีนี้มีการปรับรูปแบบการเข้าร่วมให้ตอบรับกับเป้าหมายของโครงการมากขึ้น

มีธนาคารกรุงเทพเข้ามาช่วยเหลือในด้านการจัดการตลอดกระบวนการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ได้ เพื่อแก้ปัญหาและเปิดโอกาสให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทุกคนมีโอกาสมากขึ้น อย่างละ 1 แสนชิ้น รวม 3 แสนชิ้น การออมต้องตั้งเป้าหมาย ปีนี้อยากให้ออมกันวันละ 10 บาท คาดการณ์ไว้ว่า 45 วัน ก็จะได้ 450 บาท เป็นอย่างน้อย จะได้มีเป้าหมายในการออม เพื่อให้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ปันส่วนที่เราเกินให้คนที่ขาด การสืบสานพระราชปณิธานจะไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำ

“เมื่อปีที่แล้วต้องมาแลกที่โรงพยาบาล สถานที่คับแคบและการจัดการไม่ทั่วถึง ปีนี้ไม่ให้มารับที่โรงพยาบาลเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับคนไข้ที่มารับการรักษา และประชาชนต่างจังหวัดมาแลกกันไม่ได้ ทุกคนก็รักในหลวงและอยากแลกเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะยังมีความต้องการอยู่เยอะ เพราะคนไทยอยากมีพระองค์ท่านอยู่ใกล้ๆ ปีนี้จึงให้แลกผ่านธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศกว่า 1,163 สาขา เพื่อให้นักออมทั่ว 77 จังหวัดมีสิทธิและมีระบบออนไลน์แบงก์กิ้งเพื่ออำนวยความสะดวกในส่วนของการโอนเงิน ออมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย”

พจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวเสริมว่า ธนาคารอยากมีส่วนร่วมในการปลุกจิตสำนึกคนไทยให้มีวินัยทางการเงิน ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ถือเป็นพันธกิจหนึ่งของธนาคาร อยากกระจายวัฒนธรรมการออมไปให้ทั่วประเทศ การกระจายวินัยการออม การอาสาเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมนี้นอกจากจะมุ่งหวังให้เกิดพฤติกรรมการออมที่ดี เพื่อเป็นรากฐานแห่งความพอเพียงและมั่นคงทางการเงินของสังคมไทยแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งคือการที่ได้นำความถนัดของธุรกิจธนาคารมาร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีแก่สังคม เป็นช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึงกิจกรรมดีๆ นี้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ โดยมีทั้งการสแกน QR Code ผ่านโมบายแบงก์กิ้งของทุกธนาคาร และการสแกน Barcode ผ่านช่องทางโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) เอทีเอ็ม (ATM) หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Internet Banking) ของทุกธนาคาร หรือผ่านเคาน์เตอร์สาขาของธนาคารกรุงเทพ รูปแบบการออมในปีนี้จะเน้นให้ประชาชนได้ฝึกฝนการออมทุกวัน “ที่ต้องเปิดเป็นสองส่วน เพราะคนไทยทุกคนไม่ได้เข้าถึงเทคโนโลยีได้เท่ากัน เราอยากให้คนไทยมีโอกาสเท่ากัน คนทั่วไปก่อน แล้วจึงเปิดให้ออนไลน์”

โดยขั้นที่ 1 ลงทะเบียนเป็นนักออมเพื่อให้ โดยสามารถสมัครด้วยตนเองที่ธนาคารกรุงเทพทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันที่ 16-25 พ.ย. 2561 หรือสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.savingforgiving.com ในวันที่ 23-25 พ.ย. 2561 โดยมีเงื่อนไขการสมัครคือ 1 บัตรประชาชน ต่อ 1 สิทธิ เพื่อแลกรับกระปุกได้ไม่เกิน 3 กระปุก โดยไม่ซ้ำแบบ

ขั้นที่ 2 ออมเงินทุกวันโดยมีระยะเวลาในการออม นับตั้งแต่วันนี้-15 ม.ค. 2562 กำหนดเป้าหมายเงินออม 450 บาท ต่อ 1 กระปุก คือวันละ 10 บาท

ขั้นที่ 3 โอนเงินออมจากความมีวินัยและความเพียร เพื่อร่วมสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ของอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โดยสามารถโอนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือโอนด้วยตัวเอง ที่สาขาธนาคารกรุงเทพ ได้ในช่วงวันที่ 16-22 ม.ค. 2562

ขั้นที่ 4 รับกระปุกออมเงินสัญลักษณ์จำลองอุปกรณ์ทรงงาน 3 แบบ ได้แก่ วิทยุสื่อสาร กล้องถ่ายรูป และรถจี๊ป ซึ่งเป็นพระราชพาหนะทรงงาน โดยหากแจ้งความประสงค์จะรับด้วยตนเองที่สาขาธนาคารกรุงเทพ สามารถรับได้ในช่วงวันที่ 16-22 ม.ค. 2562 และหากแจ้งรับทางไปรษณีย์ จะเริ่มจัดส่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 เป็นต้นไป

สำหรับความคืบหน้า การสร้างตึกนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ตอนนี้ตัวกรอบอาคารเสร็จแล้ว เหลือตกแต่งภายใน คาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการปลายปี 2562 กำหนดวันไว้ เป็นวันที่ 5 ธ.ค. 2562 ที่เลือกวันนี้เพราะไม่อยากให้คนไทยลืมวันนี้ ไม่อยากให้คนไทยลืมพระองค์ และจะเปิดให้บริการบางส่วน คือชั้น 1-2 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2562 เพื่อลดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราชและทดสอบระบบด้วย ทั้ง 25 ชั้นจะมีการตกแต่งและนำพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 มาเป็นคำสอนเตือนใจ

ด้วยแรงสนับสนุนของคนไทยทั้งประเทศ จำนวนเงินในการก่อสร้างอาคารจึงสำเร็จตามเป้าหมาย คงเหลือแต่การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์อีก 1,000 ล้านบาท ศิริราชมีคนป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนถึงจุดที่ไม่มีเตียงรองรับคนไข้ จึงไม่อยากเห็นโอกาสสุดท้ายของเขาต้องสิ้นหวัง ผู้ป่วยโรคมะเร็งของศิริราชต้องรอคิวฉายแสงถึง 6 เดือน เพราะศิริราชมีเครื่องฉายแสงรักษามะเร็งเพียง 3 เครื่อง อาคารนี้จะมีเครื่องฉายแสงอีก 5 เครื่อง ช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยมากขึ้น

ศิริราชอยากให้คนไทย 60 ล้านคน ร่วมกับพระองค์เพื่อสร้างอาคารนี้ให้ได้ เพื่อคืนภาพความสุขให้คนไทยที่ด้อยโอกาส อาคารหลังนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนไทยช่วยกันสานต่อ เพราะคำว่าให้ไม่มีที่สิ้นสุด

วางแผนการเงิน ช่วงสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570631

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

วางแผนการเงิน ช่วงสิ้นปี

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เวลาผ่านไปไวเหลือเชื่อ แป๊บๆ ปี นี่เข้าเดือน 11 แล้ว ก่อนจะหมดปียังมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย หนึ่งในนั้นคือการวางแผนการเงินที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในก้าวต่อไปสู่ปีหน้า รู้แล้วอย่าช้า เพราะเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด มีข้อแนะนำดีๆ จากกรุงศรี อะคาเดมี่ มาแนะนำกันว่า ถ้าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ การเงินเรื่องง่ายๆ แล้ว มีอะไรที่เราควรทำกันบ้าง

1.เตรียมพร้อมกับการคำนวณภาษี

อาจเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานมานานๆ แต่สำหรับคนใหม่ๆ ให้ลองศึกษาหลักภาษีเบื้องต้นให้ดีเสียก่อน คิดเลขดีๆ ว่ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่เท่าไร มีรายการอะไรที่สามารถนำมาลดหย่อนได้บ้าง เช่น ค่าลดหย่อนของบิดามารดา เบี้ยประกัน กองทุน นอกจากนั้นลองมาดูว่าอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจะอยู่ในเรตไหน แนะนำให้เช็กอัตราภาษีของทุกปี เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง

2.ควรจะลงทุนแบบไหนดี

ใกล้สิ้นปีแล้ว ก็ได้เวลาทำอะไรใหม่ๆ ใครที่ยังไม่เคยลงทุน หรือยังลงทุนกับอะไรแบบเดิมๆ อยู่ ลองศึกษาวิธีการลงทุนแนวใหม่ดูบ้าง อย่างเรื่องหุ้นที่หลายๆ คนพูดถึงกัน ถ้าคุณเป็นคนที่ใจเต้นแรง อารมณ์แปรผันตามกราฟที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็อาจจะพิจารณาการซื้อหุ้นแบบ DCA หรือซื้อกองทุนแล้วถือยาวๆ แทน เช่น กองทุน RMF, LTF ซึ่งกองทุนสองอย่างหลัง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย แม้ LTF ที่อาจจะมีระยะเวลานานในการถือ แต่ก็มีความมั่นคงกว่า เพราะกองทุน LTF มักลงทุนในหุ้นใหญ่ๆ ของอุตสาหกรรม และบางกองทุนกระจายซื้อหุ้นหลายตัว ทั้งยังมีการจัดการโดยมืออาชีพ และการถือกองทุนนานๆ เนี่ยล่ะ จะเป็นระยะเวลาที่ทำให้กองทุนนั้นมีกำไรงอกงาม

3.ซื้อประกันชีวิตบ้างก็ดี

ต้องยอมรับความจริงว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ถ้าเกิดเป็นอะไรไป ก็คงจะดีถ้ามีเงินสักก้อนเหลือให้คนที่เรารัก หากมองในอีกมุมหนึ่งประกันชีวิตก็ถือเป็นเคล็ดลับการออมเงินอีกอย่างนะ เพราะเมื่อครบระยะเวลาแล้วเราจะได้เงินก้อนคืนมา โดยช่วงเวลาที่เราชำระค่าประกันเราก็จะได้ความคุ้มครองเป็นการตอบแทน ประกันชีวิตบางแบบยังมีเงินปันผลและระยะความคุ้มครองที่ยาวนานด้วยเช่น ประกันชีวิตแบบที่ได้รับเงินคืนทุกปี และได้เงินก้อนในปีสุดท้าย เลยเลือกซื้อประกันชีวิต สุดคุ้ม 11/5 แบบมีเงินปันผล เพราะมีรูปแบบที่ตรงตามที่เราต้องการ ทั้งการรับเงิน และระยะเวลาการชำระค่าเบี้ยเพียง 5 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองถึง 11 ปี ทั้งยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีและใช้สิทธิกู้เงินฉุกเฉินได้

4.ลงทุนกับอสังหาฯ เพื่อมั่นคงในอนาคต

เทรนด์ใหม่มาแรงช่วงนี้ คือ การลงทุนอสังหาฯ ที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกัน แต่การลงทุนประเภทนี้ไม่ได้มีเพียงการปล่อยเช่าคอนโดอย่างเดียว คุณสามารถลงทุนในที่ดิน อาคารสำนักงานให้เช่า เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคารและมองเห็นถึงศักยภาพที่สามารถอัพเกรดราคา ให้เป็นพื้นที่ทำเงินของคุณได้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือตกแต่งให้เข้าที่เข้าทางเพื่อต้อนรับลูกค้าได้เลย หรือมีที่ดินเปล่าใกล้ปากซอยอาจถมที่ดินให้ดูดีทำเป็นที่ให้เช่าจอดรถ หรือถ้ามีทุนเยอะอาจทำอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างการต่อยอดทางการเงินที่ควรวางแผนทำอะไรใหม่ๆ ช่วงใกล้สิ้นปี นอกเหนือจากการตั้งหน้าตั้งตารอช่วงหยุดยาวหรือโบนัสปลายปีแล้ว ลองวางแผนทางการเงินไปด้วย เพราะสังเกตกันไหมว่าเวลาผ่านไป อะไรๆ ก็แพงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณตัวร้ายของเงินเฟ้อนั่นเอง ถ้าใครอยากเริ่มต้นออกตัวก่อนใคร อย่าลืมมาลองวางแผนทางการเงินกันไว้จะได้เกษียณอย่างสบายใจ

ศรีสะเกษ โมเดล พัฒนาสู่ความยั่งยืนศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570639

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ศรีสะเกษ โมเดล พัฒนาสู่ความยั่งยืนศรีสะเกษ

โดย…วราภรณ์

เคยเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่วันนี้รายได้ต่อหัวประชากรขยับขึ้นมา เนื่องจากมีการค้าการลงทุนพาเหรดเข้ามามากมายทั้งกลุ่มโมเดิร์นเทรด และอานิสงส์จากจังหวัดรอบข้างที่เติบโต ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐเตรียมพัฒนาให้ จ.ศรีสะเกษ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ครบทุกด้าน เพราะมีเสน่ห์ทั้งทางประวัติศาสตร์ เช่น ปราสาทต่างๆ ร่องรอยอารยศิลปะขอม วัฒนธรรมประเพณีที่นี่เป็นศูนย์รวมของ 4 ชนเผ่าที่ตั้งรกรากมาช้านาน มีการพัฒนาด้านการเกษตร เช่น สวนหอม สวนกระเทียม สวนทุเรียนอันเลื่องชื่อ นาข้าวที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จ.ศรีสะเกษ จะเป็นแหล่งผลิตผลไม้รสชาติดีแห่งดินแดนอีสานใต้

ด้วยคุณภาพดินที่ดีมีความอุดมสมบูรณ์ อากาศที่เหมาะสม ทำให้รสชาติทุเรียนของ จ.ศรีสะเกษ มีความมัน ไม่หวานมาก เปลือกบางสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าทุเรียนจากภาคตะวันออกและภาคใต้ประมาณ 30% โดยมีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อไม่อั้นถึงหน้าสวน และนำไปส่งออกต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิลชั้นเยี่ยม ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อให้ประชากรชาวเมืองศรีลำดวนทุกคนหลุดพ้นจากความยากจน ที่ในอดีตเคยได้รับการจัดอันดับเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันเมืองศรีสะเกษมีการสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดเพิ่มขึ้น ทั้งหมดเป็นแรงขับเคลื่อนให้สามารถปลดล็อกจากเมืองยากจนที่สุดของประเทศได้แล้ว

“อาเซียน คอนเนกต์”

กระชับสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

หลังจาก จ.ศรีสะเกษ รับนโยบายจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสานต่อนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยการจัดนิทรรศการภาพถ่ายและหนังสือภาพ 100 ภาพ 1,000 เรื่องเมืองศรีสะเกษ เพื่อเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวอันซีน จนได้รับผลตอบรับดีเกินคาด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษเตรียมขยายผลการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น

ล่าสุด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ จัดงาน Asean Connect เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ รณิดา เหลืองฐิติสกุล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ภายในงานได้เชิญบรรดาข้าราชการ พ่อค้า ตัวแทนบริษัททัวร์ท่องเที่ยว ฯลฯ จากประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา 90 คน เพื่อประชาสัมพันธ์แนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใน “อันซีน-ไทยเท่” ทั้งหลาย นับเป็นการเปิดเมืองครั้งแรกในรอบหลายปี

“งาน Asean Connect จัดขึ้นมาเพื่อสานสัมพันธ์เขตชายแดนลุ่มแม่น้ำมูล เพราะเขตจังหวัดเราติดกับกัมพูชา และนับวันจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ เป็นย่านการค้าที่คึกคัก โดยพิกัดถือว่ามีศักยภาพมาก มีโอกาสในการเติบโตหลายๆ ด้าน นอกจากผู้คนในพื้นที่ที่ข้ามฝั่งสัญจรแล้ว การเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยว มีคนนอกเข้ามาใช้จ่าย ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน คุณภาพชีวิตดีขึ้น จังหวัดก็พัฒนาไปได้รุดหน้ารวดเร็ว โอกาสนี้จึงมีการจัดงานคล้ายๆ ให้เป็นต้นแบบสำหรับการท่องเที่ยวจังหวัด ทริปเบิกฤกษ์ เชิญบรรดาข้าราชการ พ่อค้า ตัวแทนบริษัททัวร์ท่องเที่ยว ฯลฯ จากประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาร่วมงาน สื่อมวลชนทั่วประเทศเข้าร่วมงาน พร้อมจัดโปรแกรมแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในอันซีน-ไทยเท่ทั้งหลาย ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ นับเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุน กระตุ้นการท่องเที่ยว จ.ศรีสะเกษ รวมถึงในภาพใหญ่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน เป็นการเปิดศักราชใหม่ที่แสดงความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นกรีนซิตี้และเมืองน่าท่องเที่ยวอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งฟีดแบ็กจากนักท่องเที่ยวกัมพูชา 90 คนที่มาครั้งนี้ เขาอยากเข้ามาทัศนศึกษาดูงานในประเทศไทยอยู่แล้ว สืบเนื่องจากเขาเป็นประเทศเกษตรกรรม แล้วทาง จ.ศรีสะเกษ ปัจจุบันถือว่าพัฒนาไปมาก เฉพาะพืชผลในจังหวัดนอกจากหอม กระเทียม ฯลฯ ยังมีอีกมากมายที่ปลูกได้ผลดี

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าโอท็อปที่เป็นรูปธรรม การตอบรับครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างดี รวดเร็ว สัมฤทธิ์ อีกทั้งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวกัมพูชาชอบจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเราชาวพุทธ อาทิ วัดพระธาตุ กราบนมัสการหลวงปู่สรวง ฯลฯ เป็นต้น”

แหล่งอารยธรรม 1,500 ปี

นอกจากตลาดวัฒนธรรม วัดพระธาตุสุพรรณหงส์ บ้านหว้าน (มีทุกเช้าวันอาทิตย์) หมู่นักท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ร่วมฟังเทศน์ฟังธรรม ตักบาตรข้าวเหนียว ชม ชิม ซื้อ ในตลาดวัฒนธรรมโบราณ ตลาดประชารัฐ จะเห็นชาวบ้านแต่งกายแบบท้องถิ่นงดงาม รณิดา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จ.ศรีสะเกษ มีความพิเศษอยู่ตรงทิศใต้อาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา จ.ศรีสะเกษ จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ล่าสุดมีแหล่งท่องเที่ยวการเกษตร ซึ่งผลไม้ของ จ.ศรีสะเกษ มาจากดินแดงภูเขาไฟ เต็มไปด้วยแร่ธาตุกำมะถัน จึงทำให้ผลไม้มีรสชาติดี น่าลิ้มลอง รวมถึงผู้คนน่ารัก

“หนึ่งในสิ่งที่พวกเราชาวศรีนครลำดวนภูมิใจ คือ บ้านของเรามีหลักฐานตั้งถิ่นอาศัยมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ ก่อนจะมีการใช้ตัวอักษรหรือภาษาเขียนจารึกเรื่องราวต่างๆ ไว้เสียอีก ยังปรากฏร่องรอยชุมชนยุคเหล็ก ชุมชนโบราณในเขต อ.ราษีไศล ก็ปรากฏหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้รับการฝังพร้อมวัตถุอุทิศที่ทำด้วยเหล็ก ภาชนะดินเผา สมัยต่อมาสัก 1,400-1,200 ปี มีพัฒนาการจารึกตัวอักษร ภาษาเขียน การวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยการขุดคูน้ำและคันดินล้อมรอบเมืองเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ยังมีหลักฐานอยู่ในเขต อ.ราษีไศล และเมืองโบราณโคกขัณฑ์ในตัว อ.ขุขันธ์ จนถึงปัจจุบัน มีปราสาทเยอที่น่าสนใจ”

สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นหลังเปิดเมือง และพัฒนาเมืองหลังตัวจังหวัดทำในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เชิญระดับผู้บริหารจังหวัดเข้ามาถึง 3 แห่ง รวมถึงคณะ ทำให้ชาวกัมพูชา สนใจ รู้จัก จ.ศรีสะเกษ มากขึ้น รณิดา กล่าวว่า จากเดิมที่เข้ามาอยู่แล้ว อาจจะมาใช้บริการโรงพยาบาล หรือช็อปปิ้ง บิ๊กซี โลตัสฯ อาจจะเผื่อเวลามาสำหรับการท่องเที่ยวด้วยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว คือ ทุกอย่างต้องค่อยๆ สร้าง ถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติมีความคุ้นเคยกับเมืองแล้ว และตัวเมืองสามารถตอบโจทย์ที่พวกเขาต้องการได้

นอกจากท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรมแล้ว เกษตรกรรมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ จ.ศรีสะเกษ ถือว่าก้าวกระโดดมากในด้านการผลิต แต่ละชุมชนก็จะมีความโดดเด่นคนละแบบ มีซิกซ์เนเจอร์ของแต่ละที่ ตรงนี้เขาประทับใจมาก

ไปศรีสะเกษห้ามพลาดไปเยือน

หากใครมีโอกาสไปเยือน จ.ศรีสะเกษ แล้ว อย่าพลาดไปเยือน ได้แก่ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ก่อสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 16 พระครูสมุห์บุญเชิด รตนเมธี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสระกำแพงใหญ่ เล่าประวัติโบราณสถานอันเก่าแก่นับ 1,500 ปี ว่า มีความเป็นมา 2 ช่วง คือ ยุคประวัติศาสตร์ขอม ที่นี่เป็นที่ตั้งของปราสาทสระกำแพงใหญ่ สร้างในยุคพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 กษัตริย์ขอมราว พ.ศ. 1585 เริ่มสร้างแห่งนี้เพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ฮินดู พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ทรงนับถือไสวนิกาย เป็นนิกายหนึ่งของพราหมณ์ที่สร้างเทวาลัยเพื่อบูชาพระศิวเทพ แม้สิ้นพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 เทวาลัยแห่งนี้ก็สร้างต่อมาเรื่อยๆ จนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เทวาลัยที่เคยเป็นที่บวงสรวงศาสนาพราหมณ์ฮินดูก็เปลี่ยนเป็นวัด รูปเคารพก็ต้องเปลี่ยนจากศิวลึงค์ พระตรีมูรติ เป็นการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกแกะด้วยศิลาทรายขึ้นมาทดแทน และเป็นพระประธานประจำ

พอสิ้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมองค์ต่อมากลับไปนับถือพราหมณ์อีกครั้ง แล้วทรงให้นำพระพุทธรูปนาคปรกที่อยู่ทุกเทวาลัยทั่วราชอาณาจักรลงฝังดินหรือทุบทำลาย พระพุทธรูปนาคปรกองค์ประธานของปราสาทสระกำแพงใหญ่ จึงถูกนำลงจากองค์ปราสาทและนำฝังดินไว้กลางปราสาท หลังจากนั้นขอมเสื่อมอำนาจลงในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเทวาลัยปราสาทกำแพงใหญ่ก่อสร้างโดยการนำหินทรายจากปราสาทเขาพระวิหารลำเลียงมาสร้างระยะนับ 100 กิโลเมตร และแกะสลักขึ้นรูปที่แห่งนี้

ราว พ.ศ. 1750 พระพุทธรูปนาคปรกยังถูกฝังดิน และรกร้างถูกดินทับท่วมเทวาลัยเห็นแค่ตัวยอดปราสาท จนถึง พ.ศ. 2368 มีพระธุดงค์มาจากฝั่งลาว 1 รูป พร้อมญาติโยมอีก 3 คน แล้วมาเจอยอดปราสาทหลังนี้ พระรูปนั้นจึงปักกลดและสร้างกระท่อมอยู่ทางทิศเหนือของปราสาท และมีชาวบ้านเผ่าส่วยอพยพเพิ่มมาเรื่อยๆ และตั้งเป็นเมืองอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2386 ในขณะที่พระพุทธรูปนาคปรกยังฝังอยู่ใต้ดิน จนกระทั่งถึงเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 คือ หลวงปู่เครื่อง สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ รูปที่ 7 เป็นเจ้าอาวาสราว พ.ศ. 2490 ฝันเห็นพระพุทธรูปนาคปรกศิลาทรายเขียวอายุ 1,500 ปี ทั้งองค์ที่ฝังอยู่ใต้ดิน จึงขุดขึ้นมาบูชาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนสามารถไปสักการะได้ที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จพระราชดำเนินมาที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2533 ทอดพระเนตรอักขระขอมเขียนไว้ว่า ปราสาทสระกำแพงใหญ่มีพิธีเฉลิมฉลองในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี เรียกวันวิศุวสงกรานต์ คือวันที่กลางวันและกลางคืนมีความยาวเท่ากัน และเมื่อทอดพระเนตรเทวาลัยอันมีประวัติเก่าแก่โบราณ ทรงรับสั่งว่า หากใครมาปราสาทสระกำแพงใหญ่แล้วไม่เห็น “ทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ของปราสาทปรางค์ประธานที่ใหญ่ที่สุด อยู่เหนือประตูของปราสาทกำแพงใหญ่ แสดงว่ามาไม่ถึง

“เป็นภาพพระอินทร์มีช้างเป็นพาหนะและพระอินทร์เป็นเทพเจ้าที่รักษาอยู่ทิศตะวันออก หากเห็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณให้รู้ว่าฝั่งนั้นเป็นฝั่งตะวันออก เป็นภาพที่มีความชัดและลึกมาก แต่ใบหน้าหายไปอายุราว 1,000 ปี แกะสลักได้สวยงาม”

นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ “ผามออีแดง” ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ตลอดแนวผามออีแดงมีระยะประมาณ 300 เมตร ยามเช้าสามารถมองเห็นทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นในพื้นที่ 3 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และลาว ถือเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อยู่ต่ำลงไปอย่างเป็นมุมกว้าง

ในช่วงเช้า ณ ผามออีแดงนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสไอหมอกจากหุบเขาฝั่งประเทศกัมพูชา และสัมผัสความเป็นธรรมชาติของบนหน้าผาหินสีแดง เขตรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีทัศนียภาพกว้างไกลสุดตา นับว่าเป็นจุดชมวิวในมุมสูงที่สวยงามและตระการตาแห่งหนึ่งของภาคอีสาน

นอกจากนี้ ผามออีแดงด้านล่างมีศิลปะนูนต่ำเป็นภาพคน 3 คน ในเครื่องแต่งกายแบบชาวกัมพูชา สร้างขึ้นก่อนปราสาทเขาพระวิหาร ราวกลางศตวรรษที่ 11 อายุประมาณ 1,500 ปี มีโบราณวัตถุ (พระพุทธรูปนาคปรก) บริเวณจุดสูงสุดของผามออีแดงสามารถมองเห็นทัศนียภาพของปราสาทเขาพระวิหารได้อย่างชัดเจน

พลวัฒน์ เอื้อสุดกิจ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570640

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

พลวัฒน์ เอื้อสุดกิจ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชายหนุ่มวัย 30 ต้นๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัทนำเข้าเครื่องตัดไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจนี้มานานกว่า 50 ปี ถือว่าเขาเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่างแท้จริง เกิดมาในครอบครัวที่เห็นคุณปู่และคุณลุงทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็กๆ มุมมองความคิดต่างๆ ก็ได้รับการซึมซับไปด้วย

พลวัฒน์ เอื้อสุดกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ดเทรดดิ้ง แอนด์ อิมปอร์ต ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเบรกเกอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ยี่ห้อมิตซูบิชิ ด้านการศึกษานั้นเขาจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี จบปริญญาตรีด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคอินเตอร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจจะเรียนต่อปริญญาโท แต่ยังหาเวลาว่างจากการทำงานทั้งของธุรกิจครอบครัวและธุรกิจส่วนตัวยังไม่ได้ เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสลงตัวต้องไปเรียนต่อปริญญาโทอย่างแน่นอน

หลังจากจบปริญญาตรีเขาไปทำงานที่บริษัทบัญชีข้ามชาติแห่งหนึ่งสักพักใหญ่ ก่อนที่จะมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง โดยเขานำตึกแถวเก่าหลายคูหาที่ทิ้งร้างของครอบครัวมาปรับปรุงใหม่จนเป็นอพาร์ตเมนต์ชั้นดีจำนวนเกือบ 50 ห้อง ลงทุนลงแรงด้วยกำลังทรัพย์ส่วนตัวที่เก็บออกมาจากการเล่นหุ้นเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัย ดูแลจัดการด้วยตนเอง จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ หลังจากนั้น 2 ปี เขาจึงนำไปต่อยอดต่อไปอีก

เมื่อเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ เขาก็ไปหาตึกแถวเก่าเกือบ 100 ห้องในย่านลาดพร้าว ซื้อยกล็อตมาทำอพาร์ตเมนต์ให้นักศึกษาและคนทำงานย่านนั้นได้เช่าอาศัย และ 2 ปีต่อมา เขาก็ได้ตึกแถวล็อตใหญ่มาทำอีก จนมีอพาร์ตเมนต์หลายร้อยห้องและพบว่าเขาถูกโฉลกกับการทำธุรกิจด้านนี้ ก่อนจะต้องรามือ ยังไม่ได้ขยายงานเพิ่มทั้งๆ ที่ยังมีโครงการต่อเนื่องอื่นๆ ที่อยากทำต่อ เพราะต้องมาช่วยธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัวในระยะ 2-3 ปีให้หลังมานี้

เขาบอกว่า ที่จริงแล้วคุณปู่ก็มีหลานๆ หลายคนอยู่ แต่บังเอิญว่าบางคนไม่ชอบทางนี้ บางคนก็มีธุรกิจของตัวเองบ้าง หรือไปทำในสิ่งที่เรียนมาโดยตรง “อย่างพี่ชายแท้ๆ ของผมก็ไปช่วยทำธุรกิจ ทางฝั่งคุณแม่ก็เลยเหลือผมคนเดียวที่มาช่วยอย่างเต็มตัวในตอนนี้ ซึ่งผมก็มาเป็นผู้ช่วยคุณลุงทำงานอยู่หลายปี ฝึกงานมาทุกแผนกจนครบ คุณลุงถึงวางใจให้มาเป็นผู้บริหาร เพราะตอนนี้คุณลุงเริ่มจะวางมือลงไปแล้วเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น” เขาเล่าถึงที่มา

จากการที่เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว ซึ่งนำเข้าและจำหน่ายเครื่องเบรกเกอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการใช้งานในโรงงาน โรงแรม เขาจึงเห็นช่องว่างว่าควรจะมีเบรกเกอร์ขนาดเล็กสำหรับใช้ในบ้าน คอนโดมิเนียมบ้าง แต่ทางมิตซูบิชิไม่ทำขนาดเล็ก จึงให้มีการผลิตในประเทศไทยในชื่อ ยูติค (Utic) ซึ่งจะออกจำหน่ายประมาณต้นปีหน้า ขายในประเทศไทยและทางมิตซูบิชิจะช่วยจัดจำหน่ายในต่างประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับยูติคด้วย

เขาบอกว่า นับเป็นความภาคภูมิใจที่เป็นแนวทางการขยายงานในยุคของเขา ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในการต่อยอดธุรกิจ และนับเป็นครั้งแรกของมิตซูบิชิที่ไม่ได้ผลิตเอง แต่ให้ใช้แบรนด์ร่วมกันและนำไปทำตลาดในต่างประเทศให้ด้วย

“เป็นความโชคดีและลงตัวที่มิตซูบิชิไว้ใจเรา ถือว่าเป็นผลงานที่ผมภูมิใจมาก เป็นก้าวแรกที่ได้เริ่มต้น และจะได้เป็นพันธมิตรธุรกิจกันในด้านอื่นๆ ต่อไป เพราะมิตซูบิชิที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นใหญ่โตมาก เขาทำธุรกิจอื่นๆ มากมาย ทั้งยา อาหารเสริม แอร์ รถยนต์ ธนาคาร ที่ประเทศไทยเข้ามาแค่รถกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งเขามีสินค้าอีกหลายชนิดเขาเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นเลย” เขาเล่าอย่างตั้งใจ

อดถามต่อไปไม่ได้ว่า เมื่อต้องขยายงานต้องลงทุนด้วยเงินเป็นหลักพันล้านเช่นนี้ เขามีโครงการที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ พลวัฒน์ ตอบว่าในระยะ 2-3 ปีนี้ ยังไม่มีนโยบายที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะทางบริษัทมีเงินสดเพียงพอ แต่ใน 4-5 ปีต่อจากนี้ไป ถ้าต้องขยายงานมากๆ ใช้เงินเป็นหมื่นล้านแบบนั้นก็อาจจะต้องคิดใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าหลักร้อยล้าน ทางบริษัทยังมีเงินสดเพียงพอ ไม่ต้องไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

แม้จะเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง แต่ในแง่การทำงานนั้นเขาก็มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี เพราะเขาเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ปี 1 เริ่มทำธุรกิจอสังหาฯ ของตัวเองตั้งแต่เรียนปี 4 ช่วยธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่จบปริญญาตรีมาได้เพียงปีเศษ

อีกทั้งเขาโตมากับการเลี้ยงดูของคุณปู่และคุณลุง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดี มีความสุขุม ที่สำคัญก็คือท่านทั้งสองเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของเวลาและการใช้เงิน เขาจึงถูกสอนให้ประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย “คุณปู่จะสอนเสมอว่าคนเราต้องรู้จักทำงานหาเงิน อย่าหายใจทิ้งไปวันๆ โดยเปล่าประโยชน์ รู้คุณค่าของเงิน ต้องใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้ และอย่าเอาเงินล่วงหน้ามาใช้ คือ เงินในอนาคตยังไม่ได้แต่ใช้ล่วงหน้าไปแล้วไม่ดี ผมจึงถูกเลี้ยงดูมาแบบคนจีนโบราณ และผมชอบแนวคิดนี้จึงเอามาสอนลูกชายผมด้วยเช่นกัน เรื่องของการใช่เงินเพื่อให้ลูกมีวินัยเรื่องการใช้เงินตั้งแต่เล็กๆ แล้วพอมาเรียนบัญชี ผมจึงเป็นผู้ที่มีวินัยการเงินสูงมาก ผมชอบหาเงินมากกว่าใช้เงิน ภรรยายังบอกว่าผมเกือบจะขี้เหนียวเกินไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าไม่ขี้เหนียวนะ แต่รู้จักใช้เงินมากกว่า” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

แม้เห็นหน้ายังอ่อนใสดูวัยรุ่นแบบนี้ แต่พลวัฒน์แต่งงานมาหลายปีแล้ว จนมีลูกชายตัวน้อยวัย 4 ขวบ เป็นโซ่ทองคล้องใจของครอบครัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขายอมรับว่าอาจจะแต่งงานเร็วไปสักหน่อยด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น เพราะเขาคบหากับแฟนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนมั่นใจว่า เธอคือคนที่ใช่จริงๆ ก็แต่งเลย ไม่อยากรออะไรแล้ว จะได้มีลูกทันใช้นั่นเอง

แม้ว่าจะทำงานหลายบทบาท ทั้งงานส่วนตัว ธุรกิจของครอบครัว และบทบาทของความเป็นพ่อนั้น เขาก็สามารถรักษาทุกหน้าที่ไว้ได้เป็นอย่างดี “ผมเต็มที่กับทุกหน้าที่ที่ได้รับ ในฐานะผู้บริหารผมก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง ผมมาทำงานงานเช้าทุกวัน บริหารงานใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ทีมงานได้แสดงความคิดเห็น พร้อมก้าวไปด้วยกัน ทำให้ทีมงานมั่นใจว่า ไม่มีอะไรทำไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้เสมออาจจะยากบ้าง ใช้เวลานานบ้าง แต่ทุกอย่างทำได้ อย่ายอมแพ้ อย่าถอดใจ อะไรไม่รู้ก็ไปหาความรู้เพิ่ม ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง ซื้อหนังสือมาอ่าน ฟังเสียงจากอินเทอร์เน็ต เรียนออนไลน์ ใช้เวลา 1 ปี ผมอ่านเขียนพูดได้ ผมเชื่อคำว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นเสมอ” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

หลักในการทำงานของเขาก็คือต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะถ้าเป้าหมายชัดมักจะไม่หลงทาง จะรู้ว่าการทำงาน หรือการใช้ชีวิตจะไปในทิศทางใด เมื่อผิดพลาดจะได้รู้ตัว และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ลดน้ำหนักด้วย ‘เวลาในการกิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570633

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ลดน้ำหนักด้วย ‘เวลาในการกิน’

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แค่เรียนรู้เวลาในการกิน คุณก็อาจผอมได้ ปรับเปลี่ยนเวลากินอาหารมื้อเช้าช้ากว่าเดิม 1 ชั่วโมงครึ่ง และกินมื้อเย็นให้เร็วกว่าเดิม 1 ชั่วโมงครึ่ง พิสูจน์แล้วว่าเพิ่มการเผาผลาญและลดไขมันส่วนเกินได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่กินเวลาเดิม ไม่เกิน 10 สัปดาห์เห็นผล!

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Intermittent Fasting (IF) มันคือหนึ่งในวิธีจัดการกับความอ้วนอย่างได้ผล ได้แก่ การจัดเวลาในการรับประทานอาหาร โดยแบ่งให้มีช่วงเวลาอด และเวลากินเป็นช่วงๆ ไป ไอเอฟกำลังเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ร่างกายสะสมไว้

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และโภชนาการ เจอร์นัล ออฟ นิวตริชันแนล ไซนซ์ (29 ส.ค. 2018) โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซอรเรย์ ประเทศอังกฤษ พวกเขาศึกษาเรื่องการปรับเวลาในการกินอาหารของคนปกติ (ไม่มีภาวะโรค)

สิ่งที่พวกเขาพบคือ การขยับเวลากินอาหารเช้าให้ช้าลงไปกว่าปกติเป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง และปรับเวลากินอาหารมื้อเย็น หรือมื้อสุดท้ายของวันให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่งเช่นกันนั้น มีผลทำให้กลุ่มตัวอย่าง ลดไขมันส่วนเกินไปได้คิดเป็นอัตรากว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมให้กินอาหารตรงเวลาปกติของตัวเอง

ผลต่างของอัตราลดลงของไขมันในสองกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว วัดเปรียบเทียบกันหลังจบการวิจัย ซึ่งใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 สัปดาห์ เทียบกับก่อนเริ่มงานวิจัยของแต่ละกลุ่ม ทั้งนี้ยังพบด้วยว่าการจัดเวลาใหม่ มีผลให้กลุ่มตัวอย่างรับปริมาณพลังงานจากอาหารเช้าเข้าสู่ร่างกายน้อยลงกว่าปกติ 25% ด้วย

โจนาธาน จอห์นสตัน หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า การวิจัยเกี่ยวกับการจัดเวลาในการกินอาหารแต่ละมื้อ แม้ว่าปัจจุบันยังเป็นเรื่องใหม่อยู่มาก แต่ก็เริ่มได้ผลการศึกษาที่เป็นความหวังใหม่ๆ ในการปรับปรุงสุขภาพของคนเราให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่มากมายนัก

โจนาธานกล่าวต่อไปว่า กลุ่มทดลองที่ได้ขยับเวลากินมื้อเข้าและมื้อเย็น มีปริมาณไขมันในร่างกายลดลงมากถึง 2% ขณะที่กลุ่มที่ควบคุมไขมัน (ด้วยอาหาร) ลดลงเพียง 1% เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าปกติแล้วกลุ่มทดลองจะรับปริมาณพลังงานจากการรับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายเฉลี่ยที่ 2,091 แคลอรี/วัน

หากเมื่อเปลี่ยนเวลาการกิน พบว่าอัตราการรับพลังงานเข้าสู่ร่างกายของคนเหล่านี้ ลดลงไปอยู่เฉลี่ยที่ 1,553 แคลอรี/วัน ซึ่งผลการประมวลจากแบบสอบถามกลุ่มทดลองพบว่า พวกเขามีแนวโน้มรับประทานอาหารน้อยลง โอกาสในการกินก็น้อยลง การกินอาหารว่างก็น้อยลงด้วย

โจนาธานวิเคราะห์ให้ฟังว่า ทีมวิจัยเชื่อว่าที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ 2 ปัจจัยหลัก กล่าวคือ ประการแรก น่าจะเป็นเพราะเวลามื้ออาหารเปลี่ยนในมื้อเช้าและมื้อเย็นนั้น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับจังหวะในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย และอีกประการหนึ่ง คือพอช่วงเวลากินทั้งหมดของวันเปลี่ยนไปแล้ว ทำให้เวลาที่ร่างกายต้องอดอาหารนั้น ยืดออกไปโดยปริยาย

“เชื่อว่าน่าจะเป็นผลรวมกันของทั้งสองปัจจัยดังกล่าวนี้ ที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างในโปรแกรมเปลี่ยนเวลาการกิน ได้รับพลังงานเข้าสู่ร่างกายน้อยลง ไขมันส่วนเกินน้อยลง”

ทีมนักวิจัยยังกล่าวต่อไปว่า การศึกษาทดลองยังจำเป็นต้องมีการทำวิจัยที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ และลึกกว่านี้ เช่น ขยับเวลาการกินในช่วงที่แตกต่างกันออกไปให้หลากหลายกว่านี้ ก่อนที่จะสรุปข้อสันนิษฐานที่ว่านี้ได้

ข้อด้อยของการเปลี่ยนเวลาในการกินมื้ออาหารนั้นพบว่า กลุ่มทดลอง 57% ยอมรับว่าพวกเขาไม่สามารถรักษาการเปลี่ยนเวลากินแบบนี้ในระยะยาวได้ เพราะวิถีชีวิต การกินข้าวกับครอบครัวหรือการเข้าสังคม เป็นต้น

“นอกจากนี้ การเลือกรับประทานอาหาร ชนิดของอาหาร การจัดเวลามื้ออาหาร ต้องกล่าวว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ขยับและถ่างเวลากินของมื้ออาหารแล้ว การเลือกชนิดและประเภทของอาหาร ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน” โจนาธานเล่

เกียรติศักดิ์ คำวงษา กาแฟขี้ชะมดเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570569

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

เกียรติศักดิ์ คำวงษา กาแฟขี้ชะมดเปลี่ยนชีวิต

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เขาเปลี่ยนอีสานให้เขียวชอุ่ม และหอมกรุ่นด้วยกลิ่นกาแฟขี้ชะมด เฟลม-เกียรติศักดิ์ คำวงษา หนุ่มนครพนมวัย 24 ปี บัณฑิตคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และกำลังศึกษาต่อปริญญาโทในคณะเดียวกัน ชีวิตของเขาเริ่มผกผันหลังครอบครัวเจอวิกฤตและแบกรับหนี้ก้อนใหญ่ ทำให้ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากงานก่อสร้าง ขายขนม จนไปปิ๊งไอเดียผลิตกาแฟที่ไม่ธรรมดา และได้ราคาสูงกว่า ซึ่งสามารถปลดหนี้หลักสิบล้านหมดภายใน 5 ปี

กระทั่งวันนี้แม้เส้นทางของเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เจ็บแสบกับหนามแหลมมามาก กว่าจะตั้งหลักและเป็นหลักให้ครอบครัว

“ผมอยากหาเงินช่วยที่บ้าน ทำให้คิดอยากทำธุรกิจสักอย่างเพื่อช่วยแม่หาเงิน” เฟลมสูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่อายุไม่ถึง 15 ปีจากอุบัติเหตุ พร้อมกับมีหนี้จำนวนมหาศาล ในฐานะของลูกชายคนโตเขาจึงรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องดูแลครอบครัวแทนบิดา หลังจากจบมัธยมฯ เฟลมตัดสินใจเรียนสายอาชีพต่อ เพราะอยากมีเวลาทำงานและอยากมีทักษะด้านงานก่อสร้าง ซึ่งเคยเป็นธุรกิจของครอบครัวก่อนถูกโกงเงินจนเป็นหนี้สิน

“ตอนนั้นผมเขียนแบบก่อสร้าง ช่วยแม่ดูแลงานก่อสร้าง และออกไปหานายทุนเพราะเราไม่มีทุน แต่มีแรงที่จะทำได้อยู่ ผมทำหน้าที่เป็นคนออกไปหางานแล้วให้นายทุนลงทุน ส่วนเราจะจัดการให้ทุกอย่าง จนพอมีเงินสร้างบ้าน คือสร้างกันเองกับแม่ และมีเงินนำไปใช้หนี้ได้เรื่อยๆ”

หลังจากนั้นเขาเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่บ้านเกิด แต่ยังไม่ถึงปี 4 ก็ลาออกเพราะรู้สึกว่าไม่ใช่แนวทางที่ชอบ ประกอบกับธุรกิจก่อสร้างมีตัวแปรหลายอย่างทั้งค่าแรงงานขั้นต่ำ ค่าเหล็ก และค่าอุปกรณ์หนักที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงมองหาคณะที่สอนให้ทำธุรกิจ และตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เลือกเรียนคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้กล้าคิดนอกกรอบไปสู่สิ่งที่ไม่ถนัดแต่มีโอกาสทางธุรกิจ

เฟลมเล่าย้อนกลับไปในปี 2554 ถึงจุดเริ่มต้นของการทำกาแฟขี้ชะมดว่า นครพนมเป็นเมืองเล็กๆ ถ้าจะเปิดร้านอาหารก็คงสู้กับคนอื่นได้ยาก เลยคิดจะทำขนม

“ตอนนั้นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนสูตรการทำและดูว่าต้องขายยังไง แต่พอกลับมาทำที่นครพนมผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของเรา เลยกลับมาคิดอีกครั้งว่า ตอนนั้นอะไรที่มันยังไม่มีในตลาด โดยใช้วิธีเสิร์ชข้อมูลในอินเทอร์เน็ตไปเรื่อยๆ ว่าคนไทยยังต้องการอะไร จนไปเจอกาแฟขี้ชะมด มีคนรีวิวว่าอยากกินกาแฟขี้ชะมดต้องสั่งมาจากอินโดนีเซีย ผมเลยสนใจว่าหากผลิตในไทยมันจะเวิร์กไหมเพราะยังไม่มีคนทำ”

หลังจากเห็นหน้าตาของชะมด ราวกับเห็นความหวังและโอกาส เพราะมันคือสัตว์เลี้ยงในวัยเด็กที่เขาเคยซื้อต่อมาจากพ่อค้าขายของป่า (คนอีสานกินเนื้อชะมดเป็นอาหาร) และจำได้ว่าขี้ของมันไม่เหม็นอย่างสัตว์ชนิดอื่น จึงเริ่มสนใจกาแฟขี้ชะมดมากขึ้นๆ จนลองเลี้ยงมันอีกครั้ง แต่คราวนี้ได้ปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่ในไร่กาแฟ และตั้งใจเก็บขี้ของมันมาทดลองทำเป็นกาแฟขี้ชะมดด้วยตัวเอง

“ผมซื้อชะมดมาจากตลาด 10 ตัวแล้วนำไปปล่อยในไร่กาแฟของเพื่อนแม่ที่ จ.เลย เพราะอยากรู้ว่าพอมันขี้ออกมาหน้าตากับกลิ่นจะเหมือนอย่างที่อินเทอร์เน็ตว่ากันไหม ลองผิดลองถูกด้วยการลองทำและหาข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเอง จนในที่สุดก็สามารถทำเป็นกาแฟขี้ชะมดออกมาดื่มได้

จากนั้นผมได้นำต้นกล้ากาแฟจากเลยมาปลูกในที่ดินของตายายที่นครพนม เป็นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า เพราะปลูกได้ในที่ที่ไม่สูงมากและทนต่อแสงแดดได้ดี แต่กว่ากาแฟจะให้ผลผลิตต้องใช้เวลา 3 ปี ระหว่างนี้จึงปล่อยให้ชะมดกินกาแฟที่เลยไปก่อนและเก็บผลผลิตขายไปเรื่อยๆ ซึ่งชะมดหนึ่งตัวกินกาแฟปีละแค่ประมาณ 1 โลกว่าจึงไม่รบกวนหรือกระทบต่อผลผลิตในไร่นัก”

อย่างไรก็ตาม การมาจับธุรกิจกาแฟซึ่งเป็นกาแฟระดับบนและเป็นตลาดเฉพาะไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นเขาเป็นนักศึกษาปี 1 จึงเริ่มต้นด้วยวิธีของคนรุ่นใหม่คือ ขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ภายใต้แบรนด์ บลูโกลด์คอฟฟี่ (BlueGold Coffee) แต่สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็น ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เพราะในช่วง 2-3 เดือนแรกเขาขายแทบไม่ได้

“พอมันไม่เวิร์ก ผมเลยไปปรึกษาอาจารย์ที่คณะว่าการขายของแพงต้องทำยังไง อาจารย์แนะนำว่าอันดับแรกคือ ต้องทำแพ็กเกจจิ้งให้หรูหรา ดูแพง และต้องคิดวิธีชงให้เด่นกว่าที่อื่นเพราะที่อินโดนีเซียใช้วิธีชงแบบดริป ผมเลยจัดการปรับแพ็กเกจใหม่และทดลองวิธีการชงแบบอื่นเป็นเดือนๆ จนค้นพบว่าวิธีการชงแบบอิตาลีหรือมอคค่าพอตสามารถดึงรสและกลิ่นได้ดีที่สุด ทำให้ผมเป็นเจ้าแรกในไทยที่ชงกาแฟขี้ชะมดด้วยวิธีนี้

หลังจากนั้นก็ได้โพสต์ขายผ่านเพจ โดยขายเป็นคู่เซตพร้อมกามอคค่าพอตให้ดูน่าสนใจและคุ้มค่ากับราคากาแฟ จนได้รับการติดต่อจากโชว์รูมรถหรูให้ผลิตส่งเพื่อนำไปรับรองลูกค้าวีไอพี ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ธุรกิจมีเงินก้อน ผมขายกล่องละหมื่นบาท มีออร์เดอร์ 100-200 กล่อง ทำให้มีทุนต่อยอดเป็นหลักล้าน และเป็นเงินล้านก้อนแรกที่ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้น”

เจ้าของกาแฟบลูโกลด์คอฟฟี่กล่าวด้วยว่า ช่วงแรกที่ขายไม่ได้ เขาได้รับความกดดันสูง เพราะความคาดหวังของตัวเขาเอง และการที่เป็นความหวังของครอบครัวที่จะแก้วิกฤตของทางบ้าน

“ในช่วงเริ่มต้นผมขอให้น้าๆ เลิกทำนาแล้วมาดูแลกาแฟในช่วงที่ผมเรียนอยู่กรุงเทพฯ และรับปากไว้ว่าถ้าวางขายเมื่อไร ต้องขายได้แน่นอน แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นไปตามนั้น ผมขายไม่ได้เป็นเดือนๆ เพราะจับตลาดไม่ถูก จนรู้สึกท้อแท้และกดดันมาก แต่การทำธุรกิจต้องอดทน ต้องมีความรู้ และต้องรอจังหวะ ซึ่งหลังจากมีออร์เดอร์เข้ามาก็เป็นเรื่องการบริหารและการต่อยอด”

จากผู้ผลิตกาแฟ เขาได้เปิดร้านกาแฟสาขาแรกย่านรามอินทรา ขายทั้งกาแฟธรรมดาและกาแฟขี้ชะมดแก้วละ 500 บาท จากนั้นไม่นานก็เปิดสาขา 2 ที่ไร่ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม และต่อยอดให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้วิถีชะมด โดยได้ทำสวนสัตว์ขนาดย่อม มีกิจกรรมนั่งรถม้า ขี่ม้า จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยววันหยุดของคนท้องถิ่น มีห้องประชุมสัมมนารองรับกลุ่มข้าราชการในจังหวัด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่พักกว่า 50 ห้อง เพื่อรองรับกลุ่มศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวที่ต้องการดูวิถีชะมด รวมไปถึงกระบวนการผลิตกาแฟขี้ชะมดทุกขั้นตอน คาดว่าจะเปิดให้บริการกลางปี 2562 ในช่วงที่กาแฟออกผลให้ชะมดออกหากิน

“ผมยังนำกาแฟขี้ชะมดไปต่อยอดทำสินค้าประเภทอื่น คือนำกากกาแฟไปทำสครับ และอีกส่วนหนึ่งไปทำเป็นคราฟต์เบียร์กาแฟขี้ชะมด คิดว่าน่าจะวางขายที่ไร่ได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนตัวร้านกาแฟเองผมวางแผนไว้ว่าจะเปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ และมีแผนจะส่งเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าเพื่อขยายตลาดด้วย”

เขาสามารถปลดหนี้ของครอบครัวได้หลังจากทำกาแฟขี้ชะมดประมาณ 2 ปี จนถึงตอนนี้กิจการบลูโกลด์คอฟฟี่ขึ้นสู่ปีที่ 8 จากชะมด 10 ตัวกลายเป็น 500 ตัว จากพื้นที่ปลูกกาแฟ 10 ไร่กลายเป็น 400 ไร่ จากผลิตกาแฟขี้ชะมดได้ปีละไม่กี่กิโลกรัมกลายเป็นปีละมากกว่า 1 ตัน

“ตอนเด็กๆ พ่อเคยถามผมว่า โตมาอยากเป็นอะไร ผมตอบไปว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่พอพ่อเสียชีวิตทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ผมต้องไปเรียนสายก่อสร้างและเริ่มสนใจการทำธุรกิจ พอถึงวันนี้ผมก็ยังอยากทำตามความฝันเดิม เลยเปิดบริษัทเขียนแอพพลิเคชั่นควบคู่ไปกับการทำกาแฟ และสนใจมองหาธุรกิจที่เกี่ยวกับไอทีอื่นๆ ดูเพื่อรองรับยุคดิจิทัล จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะยังต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอีกเรื่อยๆ และยังสนุกไปกับการต่อยอดธุรกิจ”

บทเรียนในชีวิตของเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่ครอบครัวเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เพราะในสมัยที่ไม่มีเงินและมีหนี้สินติดตัว ถ้าไม่ได้ญาติพี่น้องช่วยเหลือก็คงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างทุกวันนี้ นอกจากนี้ เขายังถอดประสบการณ์ถึงคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองว่า สิ่งแรกก่อนเริ่มทำธุรกิจต้องปรึกษาครอบครัว เพราะถ้าคนในครอบครัวไม่เห็นด้วยจะทำให้ธุรกิจไปต่อได้ยาก

“อย่างผมเองในช่วงแรกๆ ต้องนำข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำกาแฟขี้ชะมดไปนั่งคุยกับแม่และญาติพี่น้องให้เขาเข้าใจและเห็นภาพว่าเรากำลังจะทำอะไร สร้างความเชื่อใจว่าเราจะทำได้ โดยเฉพาะคนที่อยากทำธุรกิจไปพร้อมกับการเรียนต้องอาศัยความช่วยเหลือจากครอบครัวเป็นหลัก ดังนั้นการได้รับการยอมรับจากครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ” เจ้าของกิจการรุ่นใหม่กล่าวทิ้งท้าย

“อีกสิ่งหนึ่งคือ ความอดทน อย่างผมเองก็เคยเริ่มต้นจากการขายไม่ได้จนมีความคิดอยากล้มเลิก แต่เมื่อหันไปเห็นครอบครัวก็ทำให้ผมอดทนรอจังหวะและเวลา ปรับเปลี่ยน และต้องใช้ความพยายาม กว่าธุรกิจจะรอด บางครั้งเราก็แทบไม่รอด และเมื่อรอดแล้วก็ต้องรักษาให้มันอยู่ต่อไป โดยอาศัยการต่อยอดและขยายตลาด ที่สำคัญคือ เมื่อเรารอดแล้ว ก็ต้องทำให้คนรอบข้างและสังคมรอบตัวอยู่รอดและมีความสุขไปด้วย ถึงเรียกว่าธุรกิจที่มีคุณค่าและมั่นคง”

‘ปาล์มมี่’เตรียมยึดเวที’GSB WOW CONCERT’ขนเพลงฮิตเพลงเพราะโชว์ล้นเวที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352322

'ปาล์มมี่'เตรียมยึดเวที'GSB WOW CONCERT'ขนเพลงฮิตเพลงเพราะโชว์ล้นเวที

‘ปาล์มมี่’เตรียมยึดเวที’GSB WOW CONCERT’ขนเพลงฮิตเพลงเพราะโชว์ล้นเวที

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 11.56 น.

ธนาคารออมสิน ร่วมกับ โมโน กรุ๊ป จัดคอนเสิร์ตสุดพรีเมี่ยมเพื่อมอบให้ลูกค้า ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกิจกรรมรับความบันเทิงกับการชมคอนเสิร์ต “GSB WOW CONCERT” ตลอดปี 2561 ภายใต้รูปแบบคอนเสิร์ตทั้ง 3  แบบ คือ 2 Tone ConcertRewind 6 Degree และDiva จากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย พร้อมด้วยโปรดักชั่นสุดอลังการบนเวทีคอนเสิร์ตกับจอแอลอีดี 270 องศา พร้อมแสง สี เสียงตระการตา เพื่อเป็นการขอบคุณให้ลูกค้าคนพิเศษของธนาคารออมสินได้เข้าชมฟรี ล่าสุดกับคอนเสิร์ตสุดพิเศษในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วย GSB WOW CONCERT”ในรูปแบบคอนเสิร์ต Diva ด้วยการนำศิลปินสาวมาดเซอร์ขวัญใจเด็กแนว ปาล์มมี่-อีฟ ปานเจริญมาสร้างปรากฎการณ์ความสนุกบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง โดยขนเพลงฮิตมาโชว์ความเป็นดีว่า และวาดลีลาแดนซ์จัดเต็มความมันส์กว่าที่เคย พบคอนเสิร์ต “GSB WOW CONCERT” กับศิลปินปาล์มมี่-อีฟ ปานเจริญ ในวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคมนี้  เวลาแสดง 14.00 น. (เวลาประตูเปิด 13.00 น.) ณ  Stage1  MONO29 STUDIO ( สเตจ1 โมโนทเวนตี้ไนน์ สตูดิโอ)ถนนชัยพฤกษ์ สนใจร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.gsb.or.th

‘โรส ศิรินทิพย์’ ประกาศหาก๊วนเพื่อนซี้ ชวนสัมผัสธรรมชาติกุ้ยหลินเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352321

‘โรส ศิรินทิพย์’ ประกาศหาก๊วนเพื่อนซี้ ชวนสัมผัสธรรมชาติกุ้ยหลินเมืองไทย

‘โรส ศิรินทิพย์’ ประกาศหาก๊วนเพื่อนซี้ ชวนสัมผัสธรรมชาติกุ้ยหลินเมืองไทย

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 11.54 น.

เรียกว่าพาเที่ยวกันทุกเดือน ตลอดทั้งปี แค่ฟัง กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม  ก็ได้ไปเที่ยวด้วยกันฟรีๆ สำหรับทริปล่าสุด Wonder Vacation เขื่อนเชี่ยวหลาน สายชิลไม่ควรพลาด  เราจะพายกก๊วนชวนเพื่อนซี้ไปชาร์ตแบทให้สดชื่นด้วยกัน  ให้ภูเขาและผืนน้ำโอบกอดจนให้หายเหนื่อยกันที่เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้

โดยมี  โรส ศิรินทิพย์  รับหน้าที่พาไปชิลด้วยกัน “เผลอแป๊บๆก็กลางปีแล้วนะคะ ใครที่ชอบเที่ยวธรรมชาติโรสอยากชวนคุณไปเที่ยว Wonder Vacation เขื่อนเชี่ยวหลาน ด้วยกัน กอดคอแก็งเพื่อนสนิทรวมกันให้ได้ 4 คน แล้วไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ  ชมวิวพาโนรามาที่สวยเหมือนภาพวาดของเขื่อนเชี่ยวหลานที่ได้ชื่อว่าเป็นกุ้ยหลินเมืองไทยด้วยกัน และจะพาคุณเที่ยวชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าหายากทั้ง กระทิง กวาง หมูป่า แล้วไปล่องเรือแคนูชมความงามของวิวภูเขาและสายน้ำที่ใครๆก็พูดถึง คุณจะได้เห็นวิวของหน้าผาภูเขาหินปูน ถ้ำ และป่าไม้เขียวขจีริมฝั่งแม่น้ำตลอดเส้นทาง ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงามรอให้คุณและก๊วนเพื่อนไปสัมผัสด้วยกันนะคะ ออกเดินทางวันที่3 – 5 สิงหาคมนี้ ทริปนี้นอกจากโรสแล้วยังมี ดีเจเฟี๊ยตและดีเจปอ  ไปดูแลคุณตลอดทริปอีกด้วยใครอยากไปด้วยกันก็ติดตามรายละเอียดร่วมสนุกได้ที่ กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม หรือทางwww.greenwave.fm  ได้เลยค่ะ”

‘ครูอ้วน มณีนุช’อดีตรักสุดพัง เคลียร์ดราม่าร้องเพลงไม่เพราะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352320

'ครูอ้วน มณีนุช'อดีตรักสุดพัง เคลียร์ดราม่าร้องเพลงไม่เพราะ

‘ครูอ้วน มณีนุช’อดีตรักสุดพัง เคลียร์ดราม่าร้องเพลงไม่เพราะ

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 11.53 น.

“ครูอ้วน มณีนุช” ครูสอนร้องเพลงชื่อดัง ที่จะมาเปิดเผยเรื่องราวความรักในอดีตสุดช้ำที่ทำให้เธอกลายเป็นหม้ายขันหมากและเข็ดขยาดความรักไปกว่า 10  ปี และเผยเรื่องราวชีวิตหลังไม่มีมดลูก ในรายการคุยแซ๋บSHOW ทางช่อง One31 ที่มีพีเค ปิยวัฒน์ เบนซ์ พรชิตา และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร พร้อมเคลียร์ดราม่า เจ้าทฤษฎีแต่ร้องเพลงไม่เพราะ

มีคนเม้าว่าคอมเม้นท์เก่งจังเลย ร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้สึกยังไง ?

ก็ขำๆ ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเคยผ่านจุดนั้นมา คือคนเค้าอาจจะไม่รู้จักเรา แต่สิ่งที่มาตอบเราและให้กำลังใจเรามากขึ้นก็คือรุ่นคุณยาย เค้าจะมีความรู้จักเรา เค้าก็จะพาหลานมาเรียนกับเรา ซึ่งตรงนั้นมันเป็นจุดที่มาเติมเต็มสิ่งที่อาจจะหายไปสำหรับในช่วงระยะเวลาปัจจุบันนี้ ซึ่งเจนใหม่ๆเค้าไม่รู้จักเราจริงๆ แต่ถ้าเค้าเรียนกับเราไปซักพักเค้าจะรู้จักเรามากขึ้น เป็นการยอมรับเราด้วยตัวของเค้าเอง

แล้วที่เค้าบอกว่าค่าเทอมแพงจริงมั้ย ?

เค้าพูดกันอย่างงั้น ก็ไม่รู้จะหาโอกาสจะปฎิเสธยังไง เพราะแพงจริง (หัวเราะ) แต่ผู้ปกครองเค้าบอกว่าเป็นคุณภาพที่จับต้องได้ แล้วลูกศิษย์อยู่กันเป็นสิบปี ล่าสุดน้อง ณิริน ลูกสาวคนสวยของ หนิง ปณิตาก็ไปเรียนด้วย เป็นเด็กที่ร้องออกมามีเสน่ห์ทางแววตามากๆ

สวยขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ มีแฟนรึยัง ?

แฟนหรอ อย่าเพิ่งไปปิดประตู ถ้าเราบอกว่าเยอะเค้าก็ไม่มา แต่ทุกวันนี้ไม่มี แต่คนคุยก็มีบ้าง เราอาจจะเป็นคนที่รู้ความต้องกาารของตัวเอง เจอคนพูดมากก็รำคาญ เพราะเราพูดมาทั้งวันแล้ว

จริงหรือเปล่าที่ยังไม่เลือกใครเป็นแฟนเพราะเข็ดจากความรักครั้งเก่า ?

ก็มีส่วนเหมือนกัน มันก็เจ็บนะ ก็มีโอกาสได้มีความรักกับเค้าบ้าง ตอนอายุน้อยๆ เป็นความรักครั้งแรกที่รักกันนาน เราเจอกันเพราะครอบครัวรู้จักกัน พอรู้จักกันก็มีการพัฒนากันเรื่อยๆ จนกระทั่ง 18 ปีผ่านไป แต่ปีนึงเจอกันแค่ครั้ง สองครั้งเท่านั้น ติดต่อกันผ่านจดหมาย แต่ในความสัมพันธ์ไม่สามารถจบอย่างสมบูรณ์ได้

เกิดอะไรขึ้น ?

มันอาจจะเป็นเรื่องของการที่เราจะพยายามสร้างชีวิต สร้างนู่น สร้างนี่ ก็คือเรื่องของงาน การที่เราจะมาทำงานอยู่ร่วมกันมันก็อาจเกิดเรื่องผิดพลาดได้ จนทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ พออายุมากขึ้นก็จะมีอารมณ์ หรือมีการตัดสินใจ ความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป

ตอนนั้นคิดถึงขั้นแต่งงานกันเลย ?

ก็ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ถามว่าเจ็บมั้ย มันเป็นความมึนมากกว่า แต่เป็นทางฝ่ายเราตัดสินใจนะ ตอนนั้นเราก็เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดแล้ว อ้วนคิดว่าเรามีความสตรองเหมือนกับแม่มั้งคะ เราคิดว่าเราอยู่ได้ เราอยู่เองดีกว่า

เลยเลือกที่จะอยู่เองโดยที่ไม่มีแฟนมาเป็นสิบปี แสดงว่าเข็ด ?

อย่าเรียกว่าเข็ด เรียกว่ากลัวดีกว่า

แล้วเค้าตามง้อหรือเปล่า ?

เค้าง้อผ่านแม่

ใช้คำว่าอะไรดีกว่า เสียดาย หรือ เสียใจ กับ 18 ปีที่ผ่านมา ?

อ้วนไม่คิดทั้งสองคำนั้นนะ อ้วนคิดว่าเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้แล้วเราดีใจด้วยซ้ำที่เราไม่ถลำถึงขั้นแต่งงานแล้วมีลูก เรายังสามารถที่เรายังตั้งหลักชีวิตของเราด้วยลำแข้งของเราอย่างเต็มที่ เราดีใจที่เค้าปล่อยเรา

ถ้าวันนี้เจอคนที่ใช่จะตัดสินใจแต่งงานมั้ย ?

ไม่แล้ว มันเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้มาจากผู้ใหญ่ว่าถ้าเราอยู่ได้ด้วยตัวเองเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะในช่วงอายุของอ้วนในวันนี้ อ้วนภูมิใจว่าอ้วน 57 ปีแล้ว แล้วอ้วนอยู่ได้อย่างมีความสุขด้วย เราจะคิดว่าเราไม่ต้องอยู่เคียงข้างกับใคร แต่ถ้าอยู่แล้วแชร์ความสุขกันอันนั้นอีกเรื่องนึง แต่ไม่ใช่จะมากดดันบอกว่าเราจะทุกข์ด้วยกัน สุขด้วยกัน อันนี้ไม่ใช่

ต้องระบุเพศมั้ยหรือใครก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข ?

แน่นอน ไม่ระบุเพศ วัย เวลา และสถานการณ์ ทุกวันนี้อ้วนอยู่กับเด็ก เด็กทุกคนสามารถสร้างความสุขได้หมดเลย สิ่งที่เค้าทำมันสร้างความสุขได้มากมาย

เวลามีเด็กๆมาเรียน มีพ่อๆมาจีบมั้ย ?

นี่แหละเป็นคำถามที่ถามมา 30 กว่าปีแล้ว ไม่มีพ่อคนไหนมาจีบเลย (หัวเราะ)

เห็นว่าเคยมีปัญหาเรื่องมดลูก เกิดอะไรขึ้น ?

หญิงเรามีมดลูกเพื่อผลิตและสร้างคนขึ้นมา เราต้องรู้จักใช้ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ถ้าเราไม่ได้ใช้มันก็จะเกิดอาการหมักหมม สะสม แล้วก็จะเกิดอาการต่างๆ ช็อคโกแลกต ซี้ด เกิดผังผืดต่างๆ ซึ่งอาการที่มันแสดงออกมาทำให้เราได้รู้ว่ามันผิดปกติ

เรารู้ได้ยังไง ?

เราสังเกตุตัวเอง ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าท้องบวมทั้งๆที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลย ก็ไปหาหมอไปอัลตร้าซาวด์ เอ็กซเรย์ สุดท้ายเราก็รู้ว่ามดลูกเรามีเนื้องอกขนาด 7-10 ซม. เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านั้นเรามีประตำเดือนทุก 10 วัน ทำให้เลือดเราน้อยลงเหลือเพียงแค่ 30 % ซึ่งอาจเกิดการช็อคได้ สุดท้ายก็ไปผ่ามดลูกออกวันนั้นเลย ซึ่งก่อนหน้านี้ตัดปีกมดลูกไปแล้ว 1 ปีก เหลือ 1 ปีกเพื่อไว้ผลิตฮอร์โมน ตอนนั้นอายุประมาณ 36 ตอนนั้นหมอแนะนำให้มีลูกเลย แต่เราไม่มีแฟน (หัวเราะ)