ลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่ใช่เงินกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569952

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่ใช่เงินกู้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี/อีพีเอ-อีเอฟอี

สิ่งสำคัญในการใช้เงินทำงานก็คือเราสามารถใช้เงินที่มีอยู่สร้างเงินก้อนใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยการลงทุนแบบต่างๆ แต่ก็มีข้อแม้ที่คุณจะลืมไม่ได้เลยก็คือ “จงลงทุนด้วยเงินเก็บ ไม่จำเป็นอย่าใช้เงินกู้มาลงทุน”

คุณผู้อ่านอาจเคยเห็นนักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะคนที่ยึดอาชีพปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์ ทำการกู้เงินเป็นร้อยล้านเพื่อมาลงทุน จึงคิดสรุปไปว่าขนาดธุรกิจระดับนั้นยังกู้ได้ แล้วทำไมเราจะกู้มาทำธุรกิจบ้างไม่ได้

อันที่จริงแล้วเราอาจกู้เงินมาลงทุนได้ แต่ต้องมั่นใจใน 2 ประการนี้ซะก่อน ประการแรก เราต้องมีเงินทุนสำรองในระดับหนึ่ง เผื่อไว้ในกรณีไม่คาดฝัน ซึ่งนักลงทุนร้อยล้านเหล่านั้นก็ต้องมีเงินทุนสำรองไม่น้อยกว่า 30 ล้านเช่นกัน ถึงจะกล้าเสี่ยง อีกทั้งหากไม่มีเงินสำรองใดๆ ธนาคารไหนๆ ก็คงไม่ยอมปล่อยกู้ให้เช่นกัน

ประการที่สอง คือ ธุรกิจนั้นต้องให้ผลตอบแทนมากพอที่จะนำมาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย แล้วยังต้องพอจะเหลือกำไรอีกด้วย

ก่อนที่นักลงทุนเหล่านี้จะทุ่มทุน พวกเขาย่อมต้องทำการศึกษาตลาดและวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคมานานนับปี กว่าจะตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่แบบนั้นได้ แม้จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่เขาก็จะหาทางลดโอกาสแห่งความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

เราจะกู้เงินมาลงทุนก็ได้ หากมั่นใจว่าธุรกิจที่ทำนั้นจะสามารถทำกำไรตอบแทนมาได้เพียงพอ แต่กระนั้นในสมัยที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกก็ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า การลงทุนแบบกู้มานั้น ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าล้มเมื่อไร นอกจากจะไม่เหลืออะไรเลยแล้ว ยังติดหนี้อีกมหาศาล แล้วหนี้นั้นก็จะทบดอกไปเรื่อยๆ จนเพิ่มจาก 1 ล้านเป็น 10 ล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี

ในขณะที่คนที่ลงทุนด้วยเงินตัวเองจริงๆ แม้จะล้ม แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เป็นหนี้ใคร ไม่มีคดีความ แถมยังสามารถตั้งหลักใหม่ได้ง่ายกว่ามาก

ดังนั้น การลงทุนที่ฉลาด ที่เรามีประวัติศาสตร์เป็นตัวอย่าง จึงได้หลักการว่า “ควรลงทุนด้วยเงินเท่าที่เรามี” เพราะอย่างน้อยเมื่อเกิดอะไรขึ้น เราก็จะยังพยุงตัวต่อไปได้ ไม่มีภาระอื่นใดมากไปกว่า เสียหายจากทรัพย์สินของตัวเอง หากล้มก็จบตรงนั้น แต่หากกู้เงินมาลงทุน เราก็จะได้หนี้ตามมาหลอกหลอนอีกชุดใหญ่

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าคนที่คิดจะลงทุน ควรจะต้องมีเงินทุนเพียงพอ และการจะได้มาซึ่งเงินทุนนั้น เราก็ต้องเป็นคนเก็บออมและจัดสรรเงินด้วยตัวเองอีกด้วย

อย่าเสี่ยงดวง

การลงทุน คือ การนำเงินก้อนหนึ่งที่คุณมีในปัจจุบัน ไปทำการสร้างหรือไปเพิ่มจำนวนเพื่อให้เรามีเงินใช้ในอนาคต หรือทำให้เรามีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง ทั้งการทำธุรกิจ การออม หรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทราบก็คือการลงทุนแต่ละประเภทนั้นต่างก็ต้องใช้ “เวลา” ในการรอให้เงินงอกเงยด้วยกันทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เช่น การลงทุนเปิดกิจการ คุณก็ต้องลงแรงทำงาน บริหารงาน ในระยะแรกผลกำไรอาจยังไม่เห็นชัดเจน คุณอาจต้องทำต่อไปราว 6 เดือนเป็นอย่างน้อย กว่าจะถึงจุดคุ้มทุน หลังจากนั้นถึงจะเป็นกำไร

การลงทุนซื้อหุ้น คุณก็ต้องรอจังหวะหุ้นขึ้นแล้วค่อยขายหุ้นเพื่อเอาเงินคืนมา ซึ่งระยะเวลานับจากวันที่เราซื้อหุ้นไปจนถึงวันที่หุ้นขึ้น อาจต้องรอหลายเดือน หรืออาจเป็นปีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเราจึงใจร้อนกับการลงทุนไม่ได้ ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ที่ต้องคอยดูแลจนกว่ามันจะโต แต่บางคนก็อาจแย้งว่า มีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเร็วไม่ใช่หรือ อย่างเช่น การซื้อหวย ถ้าถูกก็ได้รางวัลเยอะๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมาก หรือการเล่นแชร์ ซึ่งในความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการเสี่ยงดวง

การเสี่ยงดวง คือ การลงเงินทำอะไรสักอย่าง แล้วเราก็คาดหมายว่าจะได้ผลตอบแทนมาทีละมากๆ ในเวลาอันสั้น แต่โอกาสที่จะได้เงินตอบแทนนั้นจะผันผวนเร็วมาก อีกทั้งมันยังมีความเสี่ยงมากด้วย ในที่สุดแล้วเราอาจไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลยก็ได้ เหมือนคนเล่นหวยที่โดนหวยกินประจำ หรือแชร์รูปแบบต่างๆ ที่น่าจะได้เงินมาก แต่กลับลงเอยด้วยการเสียเงินมากแทน

บางคนก็ซื้อหุ้นหวังให้มันขึ้นเยอะๆ หรือบางคนซื้อทองแล้วหวังให้ราคาทองขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ พอเวลาผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ทองไม่ขึ้นดังใจคิด ก็หงุดหงิดจนรีบถอนเงินออกมา หรือไม่ก็พอเห็นมันลดค่าลงก็ใจเสีย รีบขายคืน ทั้งๆ ที่หากรอต่อไปอีกสักครึ่งปี สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป เราอาจจะได้กำไรหลายเท่าในตอนนั้นก็เป็นได้

เข้าใจธรรมชาติการลงทุน

1.ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่ลงเงินปุบได้ปับ แบบนั้นมันก็มีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนัน

2.การลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนเร็วและมาก ก็จะมีอัตราความเสี่ยงมากตามไปด้วย เช่น หุ้นที่ขึ้นลงผันผวนเร็ว ถ้าจังหวะดีเราก็จะได้กำไร แต่หากจังหวะไม่ดีเราก็อาจหมดเงินได้

3.การลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่เร็วทันใจ แต่ก็มีความมั่นคง

4.การลงทุนทุกชนิด เราต้องศึกษาและเตรียมการให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ ควรมองให้รอบด้านเสียก่อน อย่าหวังเพียงอยากได้เงินกลับมาเร็วๆ เพราะไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นว่าต้องสูญเงินไปเปล่าๆ แทน

ใช้ตาเกินพอดี เสี่ยงโรค‘ตะคริวตา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569959

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ใช้ตาเกินพอดี เสี่ยงโรค‘ตะคริวตา’

เรื่อง พุสดี ภาพ Pixabay

ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยรอบตา ตาพร่า โฟกัสไม่ได้ บางครั้งมีคลื่นไส้อาเจียน ถ้านี่คืออาการที่คุณต้องเจอบ่อยๆ รู้ไว้เลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่แค่เป็นแล้วทน หรือมองข้ามได้ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์วัยทำงานที่ต้องจดจ่ออยู่หน้าจอหรือเอกสารกองโตนานๆ

หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาของคุณกำลังมีปัญหา โดยมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อรอบลูกตาและในลูกตาเกร็งเป็นตะคริว เพราะใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

พญ.อารดา มกรพงศ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยรอบตาว่า หากเกิดอาการข้างต้นให้พักการใช้สายตา และเมื่อจำเป็นต้องใช้สายตาอีกให้ใช้สายตาเป็นเวลานานประมาณ 30 นาที และหลับตาพักไว้ 5 นาที

กรณีที่ใช้สายตาดูคอมพิวเตอร์จอใหญ่ อ่านหนังสือ ดูทีวี แต่หากต้องดูมือถือจอเล็ก ให้ใช้สายตา 10 นาทีและควรหลับตาพักไว้ 5 นาที แล้วจึงกลับมาใช้สายตาใหม่อีกครั้งสลับกันไป

“สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้วไม่หาย ควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป โดยทั่วไปจักษุแพทย์จะทำการรักษาสองแบบ คือ ให้กินยาและหยอดยาดูก่อน หรือในกรณีที่คนไข้ต้องการหายเร็วๆ จะทำการหยอดยาเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา โดยการขยายรูม่านตา หลังจากนั้นคนไข้จะมีตาพร่ามัว 4-6 ชั่วโมง จึงไม่สามารถขับรถและทำงานได้”

ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่อาการรุนแรง จนต้องรีบมาพบแพทย์ พญ.อารดา กล่าวว่า ให้สังเกตความผิดปกติของตัวเอง หากมีอาการแสบเคืองตาบ่อยๆ หยอดน้ำตาเทียมก็ไม่หาย ควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อให้ตรวจตาดูก่อน เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากมีภูมิแพ้ในตา ซึ่งการรักษาไม่ยุ่งยาก ให้ใช้ยาภูมิแพ้หยอดตาอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น

“แต่ถ้าเห็นเงา หรือมีจุดดำๆ ลอยไปมา คล้ายมียุงบิน หรือเมฆหมอกลอยไปมา หรือมีแสงไฟกะพริบ แสงไฟแลบในลูกตา ควรมาพบจักษุแพทย์ เพื่อขยายรูม่านตาตรวจในลูกตาอย่างละเอียด เพราะอาการดังกล่าวนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอกจนมองไม่เห็นในที่สุด หากคนไข้มารักษาเร็ว จะทำให้การรักษาไม่ยุ่งยากมาก”

ถึงโลกใบเดิมจะถูกเทคโนโลยีเหยียบคันเร่งให้หมุนไวขึ้น แต่อย่ามัววิ่งไปข้างหน้าให้ทันโลก จนลืมใส่ใจสุขภาพตัวเอง

ธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ ฝึกขันติ ขัดเกลาจิตใจ เผยแผ่ศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569960

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ ฝึกขันติ ขัดเกลาจิตใจ เผยแผ่ศาสนา

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พระพุทธศาสนาถือกำเนิดในสาธารณรัฐอินเดีย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลล่วงผ่านมาถึง 2,600 กว่าปียังปรากฏหลักฐานให้เห็น ชาวพุทธทั่วโลกจึงมักเดินทางไปแสวงบุญ กราบไหว้สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเนปาล) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ อยู่ที่พุทธคยา สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา อยู่พาราณสี และกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน

นอกจากไปแสวงบุญแล้ว ยังมีโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ประเทศอินเดีย ในความรับผิดชอบกองงานพระธรรมทูตสายอินเดียและเนปาล โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา และโดยการจัดขึ้นของ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ณ วัดป่าพุทธคยา ซึ่งทั้งสองแห่งมีผู้สมัครบวชจำนวนมาก

อีกกิจกรรมคือโครงการเดินธุดงค์ในดินแดนพุทธภูมิ แต่ชื่อโครงการจะแตกต่างกันไปขึ้นกับผู้จัด ทว่าที่เข้มแข็งที่สุดคือโครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล จัดโดยกองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล มี พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์ ญาณธีโร) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ โดยได้รับแต่งตั้งจาก พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล

วันนี้พามารู้จักโครงการเพื่อคลายความสงสัยของบางคนว่าทำไมจึงต้องจัดเดินธุดงค์ที่อินเดีย ทำไมพระต้องตรากตรำลำบากไปผจญแดด ฝน ลม หนาว เดินทางไกลเป็นพันๆ กิโล ผจญกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน ทั้งบุคคล สถานที่ สภาพอากาศ นอนกลางดินกินกลางทราย ไหนจะต้องเจอกับปัญหาและอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นธุดงค์ธรรมยาตราพุทธภูมิ

โครงการนี้จัดขึ้นทุกปีระหว่างเดือน ธ.ค.ไปจนถึง มี.ค.ของปีถัดไป โดยจัดมาแล้ว 5 รุ่น ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6 กำลังอยู่ในช่วงการเปิดรับสมัครพระภิกษุเข้าร่วมโครงการไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. ณ ตอนนี้มีผู้สมัครมาแล้ว 180 รูป แต่จะถูกคัดเหลือ 120 รูป ร่วมเดินทางไปอินเดีย

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ หัวหน้าผู้รับผิดชอบเล่าว่า เดิมโครงการนี้ วัดนาคปรก กรุงเทพมหานคร โดย พระกิตติโสภณวิเทศ เจ้าอาวาส ได้ริเริ่มจัดมาก่อนแล้ว 3 รุ่น โดยกองงานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล ให้ความอุปถัมภ์ทุกครั้ง แต่ต่อมาทางวัดนาคปรกแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว โดยงบประมาณที่ใช้แต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 4 ล้าน พอรุ่นที่ 4 กองงานพระธรรมทูตจึงเข้าไปรับภาระทั้งหมดและรับโครงการมาดูแล เพราะมองเป็นโครงการที่ดีและตอบโจทย์งานพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาล แต่ยังร่วมกับทีมวัดนาคปรก เช่น เปิดรับสมัครที่วัดนาคปรก การคัดเลือกพระร่วมโครงการก็ใช้พระวัดนาคปรก ซึ่งผ่านการเดินธุดงค์ที่อินเดียมาแล้ว

“อาตมาอยากบอกว่าการที่วัดไทยในอินเดียและเนปาลซึ่งมีเป็นสิบๆ วัดแต่ไม่เคยมีวัดใดที่ขาดพระไปอยู่ ก็เพราะโครงการนี้ หลังจากโครงการสิ้นสุดก็จะมีพระเหล่านี้หลายรูปสมัครใจอยู่อินเดียต่อ เพื่อทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและช่วยพัฒนาวัด รุ่น 5 ที่ผ่านมามีพระธุดงค์สมัครใจอยู่อินเดีย 50 รูป ทางกองงานพระธรรมทูตก็จัดสรรไปอยู่ตามวัดไทยในที่ต่างๆ ตามเหมาะสม

พระที่ผ่านโครงการนี้อาตมากล้าพูดได้เลยว่าเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าสุดหัวใจและมีคุณภาพเนื่องจากได้รับการฝึกเป็นอย่างดี มีความอดทน มีอาจาระ (ความประพฤติ) น่าเลื่อมใส ที่สำคัญแต่ละรูปมีความสามารถที่แตกต่าง เช่น บางรูปจบวิศวะ เป็นช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างปูน ช่างไม้ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เวลาอยู่วัดก็จะใช้ความสามารถที่มีมาพัฒนาวัด

ที่สำคัญโครงการนี้ได้ทำให้ความปรารถนาของพระภิกษุที่อยากจะมากราบพระพุทธเจ้าถึงอินเดียสมความตั้งใจ ส่วนใหญ่พระเหล่านี้แม้จะบวชมานานแต่ไม่เคยมาอินเดีย บางรูปอาจเคยมาแต่ไม่เคยเดินทางไปสังเวชนียสถานครบทั้ง 4 โครงการนี้ถือเป็นสะพานบุญให้ท่านเหล่านี้สมปรารถนาและเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น”

คุณสมบัติผู้สมัครและการคัดเลือก

พระประวัติ ปวัตโต อายุ 35 ปี พรรษา 15 พระลูกวัดนาคปรก ผ่านการเดินธุดงค์ในอินเดียและเนปาลมาแล้วเกือบ 10 ครั้ง และกับโครงการนี้ก็เดินทางมาตั้งแต่รุ่นที่ 1-5 ที่สำคัญยังเป็นผู้นำในการเดินธุดงค์ของโครงการอีกด้วยตั้งแต่รุ่น 2 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เล่าว่า โครงการจะเริ่มเดินจากพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ไปราชคฤห์ กุสินารา ลุมพินีวัน (อยู่เนปาล) กลับมาสาวัตถี ไปสารนาถ แล้วกลับมาวัดไทยพุทธคยา ระยะทางประมาณ 2,700 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 เดือน วันหนึ่งเดินประมาณ 40 กม. และตื่นตี 3 เริ่มเดินตี 4 ทุกวัน

“ผู้ที่ได้ไปต่อกับโครงการได้จึงหมายถึงผู้ที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจทุกอย่าง ผู้สมัครจึงต้องมีคุณสมบัตินอกจากมีหนังสือเดินทาง สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนวัด หรือทะเบียนบ้านแล้ว สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง ต้องเปี่ยมด้วยศรัทธา มีขันติแรงกล้า ต้องผ่านการทดสอบและการพิจารณาจากคณะพระทีมงานและผู้ดำเนินงาน

บททดสอบสำคัญ คือ ทุกรูปต้องร่วมเดินธุดงค์ที่เมืองไทยก่อนเพื่อจะได้รู้ว่ารูปไหนผ่านไม่ผ่าน คณะกรรมการจะดูความประพฤติและทัศนคติด้วย แต่รุ่นที่ผ่านๆ มาผู้ที่ไม่ผ่านมักลาออกไปเองเพราะเดินไม่ไหว สำหรับรุ่น 6 นี้จะเริ่มบททดสอบในวันที่ 15 พ.ย. เดินจาก จ.สระแก้ว ไปวัดพระนารายณ์ จ.นครราชสีมา จากนั้นเดินย้อนมาวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ถึงวันที่ 26 ธ.ค. พัก 1 วัน และเดินทางไปอินเดียวันที่ 28 ธ.ค.” พระประวัติ กล่าว

ณ ตอนนี้ภิกษุรูปใดที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสมัครส่งเอกสารและติดต่อได้ที่พระอาจารย์บุญเหลือ (อ๊อด) โทร. 09-5436-3691 ไลน์ไอดีเบอร์เดียวกัน

ทุกที่ที่ไป โสหัง…สุนัขพันธุ์บ้านๆ ร่วมทางอารักขา

สิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันและความประทับใจให้กับเหล่าภิกษุคณะธุดงค์โครงการธรรมยาตราฯ คือ สุนัขแสนรู้ที่ชื่อว่า “โสหัง” ซึ่งมีความคล้ายคลึงสุนัขพันธุ์ไทยและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ซึ่งเจ้าโสนี้ได้ร่วมเดินธุดงค์กับพระภิกษุมาตั้งแต่รุ่นที่ 3-5 รุ่นที่ 6 ก็จะร่วมเดินทางด้วย และจะอยู่ข้างหน้ากับพระประวัติ ผู้นำในการเดินธุดงค์เสมอ

“ตอนอาตมานำเดินรุ่นที่ 3 ช่วงโค้งสุดท้าย 800 กม. มีหมาสองตัวตามมาจากเนปาล พอคณะเดินทางมาถึงด่านโสเนาลี พรมแดนเนปาลกับอินเดีย ก็เห็นเจ้าโส รูปร่างผอม เนื้อตัวสกปรก ตามตัวเต็มไปด้วยคราบน้ำมันจาระบี ดำๆ เขียวๆ เดินๆ งงเข้ามา หมาสองตัวที่ตามมาจากเนปาลเห็นก็วิ่งเข้าใส่แต่ไม่ได้ทำอะไรเจ้าโส

ตอนนั้นเส้นทางที่จะเดินต่อไปยังไม่เคยไป ได้ยินว่าอันตราย เลยนึกถึงพุทธบารมี แวบนั้นก็คิดเล่นๆ ว่าเจ้าโสอาจถูกส่งมาดูคณะธุดงค์ก็ได้ ไม่น่าเชื่อพอเราเดินมันก็เดินตาม ไม่ห่างเลย พอถึงที่พักก็จับอาบน้ำแต่งตัวเดินทางไปด้วยกัน มันชอบมาเดินข้างหน้าหรือเดินคู่กับอาตมาตลอดไม่เคยห่าง ถ้ามีหมาตัวอื่นหรือใครเข้ามามันจะคอยเป็นด่านหน้า กล้าหาญและแสนรู้มาก เวลาพระเดินก็เดิน พระนั่งนอนก็เฝ้าอยู่ใกล้ๆ ไปไหนก็ไปด้วย

ตอนที่เดินทางกลับมาวัดไทยพุทธคยา อาตมาพูดกับมันว่าอีกไม่กี่วันเราจะกลับเมืองไทยแล้ว ถ้าโสจะอยู่ต่อไม่ไปไหน ให้ไปอยู่กับหลวงพ่อพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยานะ เอารูปหลวงพ่อที่อยู่ในโทรศัพท์ให้ดู พอถึงวัดไทยพุทธคยา มันเห็นหลวงพ่อเดินมาก็เดินเข้าไปหาเลย หลวงพ่อถามว่าหมามาจากไหนก็เล่าให้ท่านฟัง จากนั้นมันก็อยู่กับหลวงพ่อ คอยเฝ้าหน้าประตู เวลาหลวงพ่อออกไปข้างนอกก็คอยส่งถึงประตูวัด ฉลาดมาก หลวงพ่อตั้งชื่อให้ว่าโสหัง จะร่วมธุดงค์ไปกับรุ่นที่ 6 ด้วย”

ด้าน พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ เล่าเสริมว่า วีรกรรมที่น่ายกย่องของเจ้าโสสุนัขแสนฉลาดตัวนี้ อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์ พิธีกร ดาราและอดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดังได้เขียนหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องราวของโสหัง และนำรายได้จากการขายหนังสือสมทบเข้ากองทุน “ครูพระธุดงค์” ที่เธอตั้งขึ้นด้วยเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนสำหรับโครงการธุดงค์

“เวลาที่ทุนในการจัดโครงการธุดงค์ไม่พอ หรือยังไม่มีเพื่อดำเนินงานอาตมาก็ใช้เงินกองทุนนี้มาสำรองก่อน พอได้เงินมาจากผู้บริจาคก็เอามาคืน เพราะฉะนั้น ถ้าอาตมาไม่ได้ทำ รูปอื่นทำก็สามารถเอาเงินจากกองทุนนี้มาใช้สำรองในการเตรียมงานไปก่อนได้ และพอได้เงินมาก็เอาใส่ไว้คืน” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

ความรู้สึกของที่ได้ร่วมโครงการ

พระทรงเกียรติ หิตกาโม อายุ 43 พรรษา 9 พระลูกวัดนาคปรก หนึ่งในผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรุ่น 6 เล่าว่า เคยไปเดินธุดงค์ที่อินเดียมาครั้งหนึ่งแต่เดินไปได้แค่ครึ่งทางก็เดินทางกลับไทย ยังไม่เคยไปครบทั้ง 4 สังเวชนียสถาน ครั้งนี้อยากไปให้ครบทั้ง 4 แห่ง ทั้งที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน

ด้าน พระประวัติ ผู้นำในการเดินธุดงค์ เล่าว่า ทุกรูปจะได้ฝึกความอดทน การเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะความลำบากทุกอย่าง ทั้งอากาศ ถนนหนทาง บุคคล สิ่งแวดล้อม การเดินธุดงค์จะคอยขัดเกลากิเลส เช่น โลภะ โทสะ โมหะที่อยู่ในใจให้เบาบางลง จากที่เคยอยู่สบายในวัด ใช้เครื่องนุ่งห่มหลายผืน ไปไหนก็นั่งรถ อาหารฉันดีๆ ต้องมาตากแดดตากลม เดินบนกรวดหินดินทราย ลุยน้ำลุยโคลน ใช้ผ้าแค่ 3 ผืน 15 วันอาบน้ำครั้งหนึ่ง บางรูปแค่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว บางรูปปวารณาถึงวัดไทยค่อยอาบ เชื่อว่าย่อมทำให้จิตของรูปนั้นแข็งแกร่งแน่นอน

“อนึ่ง ทุกรูปที่ไปถือว่าได้ช่วยกันประกาศศาสนา เชื่อไหมว่าตอนไปเดินรุ่นแรกคนอินเดียพอเห็นพวกเราเขาสงสัยว่าเราที่นุ่งห่มผ้าอย่างนี้เป็นใคร มาจากไหน มาเดินทำอะไร พอเราบอกจุดประสงค์ให้เขารู้ ปีที่ 2 เขาก็ออกมาใส่บาตร มาไหว้ มากล่าวนะโม บุ๊ดดา บางคนน้อมกายลงมาจูบที่หลังเท้า ตักน้ำล้างเท้าให้ก็มี” พระประวัติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านใดที่ต้องการทำบุญโครงการฯ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการบริจาคและการทำบุญได้ที่เพจ “ธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล”

พรรษชล ฉัตรอุทัย ความตั้งใจนำสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569832

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

พรรษชล ฉัตรอุทัย ความตั้งใจนำสู่ความสำเร็จ

โดย…เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

เมื่อไม่นานมานี้ในเวทีการแข่งขัน “โครงการการจัดการประชุมนานาชาติ (International Seminar on Technology for Sustainabillity 2018) หรือไอเอสทีเอส 2018” ซึ่งเป็นการแข่งขันระดมสมองของนักศึกษาระดับนานาชาติมีนักศึกษาจาก 5 ประเทศ ร่วมแข่งขันกว่า 30 ทีม

เพื่อคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางธุรกิจของภาคเอกชนและทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาครอง ได้แก่ ทีมลมพระยา 2 ซึ่งมีเด็กไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกคือ พรรษชล ฉัตรอุทัย สาขาวิชาการจัดการวิศวกรรมและเทคโนโลยีนานาชาติ และ พัชรธัญ สุทธิชาติ จากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกันสร้างผลงานกับเพื่อนๆ ชาวฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ได้อย่างน่าประทับใจ

พรรษชล อาสาเป็นตัวแทนเล่าถึงความสำเร็จในครั้งนี้ของเธอกับเพื่อนๆ ว่า โครงการนี้เป็นการแข่งขันที่มีนักศึกษาต่างประเทศเข้ามาร่วมทีม เริ่มต้นการแข่งขันด้วยการสุ่มสมาชิกในทีมเราจะไม่รู้เลยว่าใครจะมาอยู่ร่วมทีมกับเรา นอกจากสมาชิกในทีมจะเลือกไม่ได้แล้วโจทย์ที่ต้องทำก็เลือกไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งสมาชิกในทีมที่เป็นเพื่อนชาวต่างชาติ ได้แก่ นิโคล เบอร์นาเดตเต้ ออง ควินหลิง คณะไอที เทอมาเซก โพลีเทคนิค ประเทศสิงคโปร์ (Nicole Bernadette Ong Qianling : Information Technology, Termasek Polytechnic) ลี ลุง แทต คณะวิศวคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง ออฟ โวเคชันแนล เอดดูเคชั่น (LI Lung Tat : Computer Engineering, Hong Kong Institute of Vocational Education) และเรียว ซูกายะ คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยโอยาม่า (Ryo Sugaya : Architecture, NIT, Oyama College)

“โจทย์การแข่งขันจะมีทั้งหมด 5 หัวข้อใหญ่ แล้วแต่ละหัวข้อก็จะมีโครงการย่อยลงไปอีก โดยโจทย์นั้นจะเป็นความต้องการจริงของบริษัทที่มาเข้าร่วมโครงการนี้ ความยากอันดับแรกอยู่ตรงที่ เราก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อกลางระหว่างกัน แต่คนก็สื่อสารภาษาอังกฤษกันคนละสำเนียง พูดไปเข้าใจตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้างก็มี

ดังนั้น ภาษาจึงค่อนข้างที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการสื่อสาร ต่อมาก็คือพื้นฐานแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน บางคนไม่ได้เรียนจบทางด้านไอทีมาโดยตรง ก็ต้องมาปรับจูนกันว่าใครมีความสามารถทำอะไรด้านไหนมากที่สุด

การแข่งขันรายการนี้เราต้องเก็บตัวอยู่ที่พัทยา 7 วัน โจทย์ที่เราได้รับเป็นโจทย์ของบริษัท ลมพระยา ซึ่งเป็นบริษัทเรือนำเที่ยวในแถบ จ.ตรัง และกระบี่ เรือนำเที่ยวไปยังเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ ซึ่งเขาก็เป็นเจ้าตลาดอยู่ในแถบนั้น ความต้องการของเขาก็คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นการตอบสนองทางด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ จะใช้เทคโนโลยีหรือระบบอะไรก็ได้เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจกับบริษัทของเขาสูงสุด”

หลังจากทีมได้รับโจทย์แล้วสมาชิกทุกคนต่างนำโจทย์มาตีความ โดยเริ่มจากค้นหาข้อมูลของบริษัทว่าทำอะไรบ้าง ค้นหาเสียงตอบรับของลูกค้า ค้นข้อมูลตามเว็บไซต์เกี่ยวกับบริษัทของเขาแล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาการบริการออกมาเป็นแอพพลิเคชั่น สำหรับลูกค้าของบริษัท ลมพระยา โดยตรง ซึ่งลูกค้าของลมพระยาที่เข้ามาใช้บริการก็จะสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ไปใช้ในรูปแบบโมบายแอพพลิเคชั่น ส่งเสริมการทำธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวจบภายในแอพพลิเคชั่นเดียว

“สิ่งแรกที่เราคิดว่าเป็นปัญหาของบริษัทที่ลูกค้าร้องเรียนมากที่สุดก็คือเรื่องของการดีเลย์ของเรือ เวลาที่เรือประสบปัญหาต้องเลื่อนการออกเรือ ทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลามารอต่อคิวยาวโดยไม่ทราบสาเหตุ เราจึงออกแบบแอพพลิเคชั่นให้มีการแจ้งเตือนเรื่องการดีเลย์ให้กับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เสียเวลามาต่อคิวรอขึ้นเรือ ลูกค้ามีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับพนักงานเดินเรือ ลูกค้าไม่สามารถให้ฟีดแบ็กกับบริษัทได้ในทันที

ดังนั้น แอพพลิเคชั่นจึงมีการนำฟีเจอร์ที่มีประโยชน์กับนักท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน เป็นผู้ช่วยสำหรับนักท่องเที่ยวตลอดทริปการเดินทางของเขา โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นตั้งแต่ขั้นตอนการบุ๊กกิ้ง แจ้งเตือนผู้ช่วยสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีฟังก์ชั่นอย่างสมาร์ท ทรานสเลเตอร์เป็นผู้ช่วยในการแปลภาษาในรูปแบบต่างๆ เช่น นักท่องเที่ยวเห็นป้ายเป็นภาษาไทยอยากจะรู้ว่าความหมายคืออะไรก็เปิดแอพและใช้กล้องหลังถ่ายไปที่ภาพก็จะเห็นข้อความแปลภาษานั้นๆ ออกมา

มีระบบเออาร์ที่สามารถเปิดกล้องจับภาพโบรชัวร์แล้วจะเห็นโมเดลและข้อมูลที่สำคัญของแหล่งท่องเที่ยว มีเครื่องมือแปลงค่าสกุลเงิน มีแชตบอตสำหรับการถามข้อมูลง่ายๆ ด้วยระบบเอไอ มีระบบตารางเวลาการท่องเที่ยว ใช้ประโยชน์จากระบบเอไอ ประมวลผลและนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในช่วงเวลาว่างของเขา เช่น กิจกรรมแอดเวนเจอร์ ร้านอาหาร ที่บริษัทสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากค่าโฆษณา ทุกอย่างครบจบในแอพเดียว”

ซึ่งเบื้องหลังบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำออกมาง่ายๆ เพราะแต่ละคนต่างก็มีจุดยืนของตัวเอง การหาใครสักคนเข้ามาเป็นศูนย์กลางของทีม เพื่อให้ทิศทางของโปรเจกต์นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้นดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยยิ่งมีกำแพงด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยแล้ว จึงนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของเหล่านักศึกษาจากต่างแดนที่จะต้องเข้ามาทำงานร่วมกันให้สำเร็จ

“แนวทางในการทำงานของเราคือ เราจะไม่ขัดกัน ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ แล้วค่อยมาดูว่าจะออกมาในรูปแบบไหน เราเลือกวิธีการพูดคุยกันให้มากที่สุดว่าแต่ละคนมีความถนัดอะไรแล้วมีความต้องการอะไร บางคนถนัดด้านเอไอก็รับหน้าที่เขียนโปรแกรมแชตตอบในแอพพลิเคชั่น

บางคนมีความถนัดด้านโอซีอาร์ (โปรแกรมแปลงภาษาจากภาพ) ก็จะรับเขียนโปรแกรมทางด้านโอซีอาร์ ส่วนตัวเราเองมีความถนัดทางด้านการบริหารธุรกิจก็จะมองในภาพรวมว่าในธุรกิจลูกค้ามีความต้องการด้านไหนมากที่สุดแล้วสิ่งไหนที่จะเป็นประโยชน์กับลูกค้าบ้าง

เราจึงต่างนำความรู้ความสามารถของแต่ละคนนำมารวมกัน ไม่มีการขัดว่าตรงไหนห้ามทำ อยากจะทำอะไรก็ใส่เข้าไปได้เลย ซึ่งเราจะเลือกคนให้ตรงกับงาน ใครเก่งด้านไหนให้เขาทำด้านนั้นแล้วงานจะออกมาดีแม้น้องในทีมบางคนเรียนด้านสถาปัตย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานด้านไอทีเลย เราก็ให้เขาทำหน้าที่เรื่องการออกแบบ ซึ่งเขาก็ทำออกมาได้สวยงาม แสดงให้เห็นว่าทำงานที่ตรงกับความสามารถของแต่ละคนไม่ว่าอย่างไรก็ทำออกมาได้ดีอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าเราจะจัดการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในมืออย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผลออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจเพราะแอพพลิเคชั่นของเรานั้นเพิ่มความสะดวกสบายกับลูกค้า มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีข่าวสารข้อมูลจากทางบริษัท ลมพระยา โดยตรง หากมีเหตุขัดข้องการเดินเรือติดขัดก็จะทำให้ลูกค้าลดความกังวลใจในเรื่องของเวลาการเดินทางในช่วงที่มีปัญหาได้ และทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน

ทางคณะกรรมการก็ถามมาว่าในเมื่อเรามีกูเกิลทรานสเลเตอร์ อยู่แล้วทำไมถึงต้องเอามาใส่ในแอพพลิเคชั่นนี้ด้วย เราก็ตอบว่าเราต้องการให้แอพนี้เป็นแอพแบบวัน สต๊อป เซอร์วิส ที่ครบเครื่องสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ต้องเข้าออกไปหาแอพอื่นให้เสียเวลาใช้แอพเดียวจบทุกความต้องการเรื่องการท่องเที่ยว

สิ่งที่เราได้รับจากการทำงานนี้ก็คือ ประสบการณ์ในการทำงานกับคนต่างชาติ ต่างภาษาได้ประสบการณ์ความรู้เรื่องการสื่อสาร เรื่องการวางแผนในทีม ซึ่งโชคดีอย่างหนึ่งก็คือทีมของเรา ค่อนข้างกันเองไม่มีการขัดแย้งกันได้ทำในสิ่งที่ถนัด สามารถดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ แนวทางในการทำงานเราคิดว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้เต็มที่ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อย่างการเข้าแข่งขันในโครงการนี้เรามีเวลาแค่ 7 วัน เราก็ทำให้เต็มที่ในทุกวัน ถ้าเราทำไม่เต็มที่เมื่อมองย้อนกลับมาเราจะรู้สึกเสียดายเวลาที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ สิ่งไหนถ้ายังไม่ดีเราก็ค่อยๆ ปรับให้ดี อันไหนเราคิดว่าไม่สวยเราก็เติมให้สวย ทำจนกว่าจะถึงจุดที่เราคิดว่าดีที่สุด สำหรับเราแล้วดีเพียงพอที่จะนำเสนอกับคนอื่นถึงจุดนั้นก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในที่สุด”

5 ทักษะสำคัญ ที่คนเป็นหัวหน้าต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569828

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

5 ทักษะสำคัญ ที่คนเป็นหัวหน้าต้องมี

เรื่อง วรธาร ภาพ อีพีเอ

อีกประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2562 แล้ว หลายองค์กรเริ่มมีการประเมินผลงานพนักงาน และมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งบุคลากรเป็นการภายในแล้ว

เพราะฉะนั้นพนักงานที่ตลอดทั้งปีทำงานดี เข้าตาผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหาร ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและปรับเงินเดือนสูงขึ้นด้วย

ในการทำงานไม่ว่าใครก็ต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่งและหน้าที่ที่สูงขึ้นไป ซึ่งการได้เลื่อนตำแหน่งจากพนักงานทั่วไปขึ้นไปเป็นหัวหน้าก็ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง ซึ่งการเป็นหัวหน้านั้นไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเป็นได้ แต่ว่าการเป็นหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรจะเลือกคนขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะบางทีพอแต่งตั้งมาแล้วก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับหรือไม่ หรือคนที่ได้รับแต่งตั้งอาจถูกมองว่าไม่ควรได้รับการแต่งตั้งแต่อย่างใด หากมองในเรื่องคุณสมบัติและความสามารถ แต่ที่ได้รับแต่งตั้งเพราะมีความสนิท หรือชอบพอเป็นส่วนตัวกับผู้นำหรือผู้บริหาร เป็นต้นก็ได้

ดร.ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ วิทยากร นักเขียน ที่ปรึกษาอิสระและกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นหัวหน้านั้นควรต้องพิจารณาคนคนนั้นจากทักษะต่างๆ อย่างน้อยต้องมี 5 ทักษะต่อไปนี้ จึงจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรได้กำหนดเองไว้

1.ความรู้ในงาน (Knowledge of His Work) กล่าวคือ ต้องมีความรู้ในการงานที่ตัวเองต้องปฏิบัติ รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เช่น พนักงาน (Men) เครื่องมือ อุปกรณ์ (Tools) วัตถุดิบ (Materials) เครื่องจักร (Machines) วิธีการทำงาน (Methods)สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (Environment) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standards) โดยสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

2.ความรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ (Knowledge of Responsibilities) ต้องสามารถนำความคาดหวัง หรือนโยบาย ไปปฏิบัติและกระจายไปสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการปฏิบัติ และควบคุมงาน เพื่อทำให้พนักงานที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน สามารถทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่หน่วยงานคาดหวังเอาไว้

3.ทักษะในการสั่งงาน (Skill in Instruction) โดยต้องสามารถมอบหมายงานให้กับพนักงานได้อย่างเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และที่สำคัญคือต้องมีความสุขุม รอบคอบ และระมัดระวังในการใช้คน

4.ทักษะในการปรับปรุงงาน (Skill in Improving Methods) โดยที่หัวหน้างานต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการปรับปรุงและพัฒนางาน โดยต้องคิดหาวิธีที่จะปรับปรุงสภาพการปฏิบัติงานประจำวันให้ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงาน การลดปริมาณของเสีย การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร การลดขั้นตอนการผลิต หรือการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งการลดความผิดพลาด เป็นต้น

5.ทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น (Skill in Working with People) ทักษะนี้สำคัญมากและเป็นตัววัดที่แท้จริงว่าคุณคือหัวหน้างานตัวจริงหรือไม่ และเป็นตัวที่สนับสนุนให้ทักษะทั้ง 4 ข้อแรกนั้นบรรลุผล หัวหน้าต้องรู้จักเรียนรู้ผู้ใต้บังคับบัญชา ลดความคับข้องใจหรือไม่พึงพอใจ และสร้างให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติงาน

ทักษะที่กล่าวมานี้ คนที่อยากก้าวหน้าในอาชีพการงานต้องมีและพยายามทำให้ครบสมบูรณ์ทุกทักษะ ส่วนผู้นำหรือผู้บริหารองค์กรอาจจะทำตารางเปรียบเทียบ แล้วลองให้คะแนนพนักงานคนอื่นๆ ดูได้

“สิ่งที่อยากแนะนำเพิ่มเติมนอกจากหัวข้อทั้ง 5 เหล่านี้ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้นำควรนำประวัติการปฏิบัติงาน เช่น การขาด ลา มาสาย หรืออื่นๆ ประกอบด้วย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ลองนำไปใช้ดูครับ จะได้ไม่มาปวดหัวทีหลัง ดังสุภาษิตที่ว่าเลือกหัวหน้างานผิด คิดจนตัวตาย” ดร.ทองพันชั่ง กล่าวทิ้งท้าย

3 ท่าง่ายๆ เล่นที่บ้าน ทำถูกแล้วหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569831

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

3 ท่าง่ายๆ เล่นที่บ้าน ทำถูกแล้วหรือยัง?

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

เราต่างรู้สึกว่าบ้านคือสถานที่พักผ่อน แม้จะมีอุปกรณ์ในการออกกำลังกายครบครันเป็นฟิตเนสย่อมๆ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายที่บ้าน แต่ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้านกำลังมาแรงจากกระแสการออกกำลังกายแบบออนไลน์ ทำให้การออกกำลังกายที่บ้านอย่างไรให้สนุกและได้ผลใกล้เคียงกับการออกกำลังกายในฟิตเนสมากขึ้น

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าการออกกำลังกายที่บ้านจะถูกแบ่งออกเป็น 2 สายหลักๆ คือ สายพึ่งอุปกรณ์และสายไม่พึ่งอุปกรณ์ ซึ่งคุณเองจะต้องเลือกว่าจะออกกำลังกายสายไหน หรือใช้ทั้งสองแบบในเวลาเดียวกัน แต่ตัวแปรหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางการเล่นอย่างง่ายที่สุดก็คือพื้นที่ของบ้าน จะเป็นสิ่งกำหนดแนวทางการเล่น มีพื้นที่เหลือก็เล่นสายอุปกรณ์ มีพื้นที่น้อยก็ควรเลือกสายไม่พึ่งอุปกรณ์

ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงสายไม่พึ่งอุปกรณ์ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ง่าย ด้วย 3 ท่าพื้นฐานที่ออกได้ตั้งแต่แขนจนถึงขาดังนี้

1.สควอตจัมพ์

เพิ่มขึ้นมาจากท่าลุกนั่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนวิชาพละ โดยเพิ่มสเต็ปกระโดดเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป หลังจากยืนขึ้น คล้ายสปริงตัวขึ้น ยืดด้วยขึ้นแล้วเขย่งหรือกระโดดขึ้นเล็กน้อย แล้วกลับมาย่อเข่านั่งลงเช่นเดิม

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นก็ให้ใช้ท่าลุกนั่งธรรมดาไปก่อน ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อยเหมือนตอนเริ่มต้น ค่อยออกสเต็ปกระโดดตามมาภายหลัง

จำนวนครั้งในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 15-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3 เซต ออกกำลังกายสลับกับการบริหารส่วนอื่น เช่น วิดพื้น หรือยกดัมเบลสลับกันไปจนกว่าจะครบเซต สามารถเพิ่มจำนวนเซตได้ตามต้องการ

การออกกำลังกายด้วยท่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการออกกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และเอวแล้วยังช่วยในเรื่องการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอีกด้วย

2.วิดพื้น+แพลงกิ้ง

วิดพื้นเป็นท่าเบสิกที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังแขน หัวไหล่ กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลัง และหน้าอก แขนและหัวไหล่ หลายคนอยากเล่นหน้าอกด้วยท่านี้ไม่ขึ้น เล่นแล้วรู้สึกปวดแขนมากกว่าหน้าอก เหมือนไม่ได้ออกกำลังกำลังตรงช่วงหน้าอกเลย นั่นเป็นเพราะแขนของคุณยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัว แขนไหล่หลังจึงเป็นจุดแรกที่ร่างกายต้องปรับตัว

ดังนั้น ในช่วงเดือนแรกเล่นแล้วกล้ามเนื้อหน้าอกไม่ขึ้น ไม่รู้สึกปวดหน้าอกมากนักก็ไม่ต้องแปลกใจเล่นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง จุดที่หลายคนสงสัยว่าควรจะวางแขนอย่างไรถึงจะถูกต้อง บางคนวางมือเลยจากหัวไหล่มาก บางคนก็วางแคบ โดยไม่รู้ตัว ที่จริงแล้วตำแหน่งการวางมือที่แตกต่างกันก็ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละส่วนด้วย

เริ่มแรกเราต้องลองกะระยะด้วยตัวเองว่าระยะไหนที่เราออกแรงยกได้ง่ายที่สุด เมื่อแข็งแรงพอค่อยปรับตำแหน่งการวางมือกว้างและแคบ สลับกันในแต่ละเซตก็ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมเก็บแรงไว้เล่นแพลงกิ้ง 30 วินาทีถึง 1 นาที ปิดท้ายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางด้วย

จำนวนครั้งในการออกประมาณ 10-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3-5 เซต สามารถปรับเพิ่มได้ตามต้องการ

3.ซิตอัพ

จบที่การออกกำลังกายหน้าท้อง การซิตอัพโดยทั่วไปจะใช้ปลายเท้ายึดกับขาโต๊ะขาเก้าอี้ งอเข่าทำมุม 45 องศามือจับหูหรือกอดอก แล้วซิตอัพขึ้นลง ปัญหาที่ทุกคนต้องเคยผ่านในการเล่นซิตอัพก็คือ อาการปวดหลัง ซึ่งสะท้อนปัญหาได้ 2 แบบ คือ ออกแรงผิดจุด หรือวางตำแหน่งร่างกายผิดท่าทำให้เกิดอาการปวดหลัง

การแก้ปัญหาซิตอัพอย่างแรกก็คือกำหนดจุดการออกแรงไว้ที่หน้าท้องอย่างช้าๆ อย่าออกแรงพรวดเดียวให้จบๆ การออกแรงแบบนั้นจะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วตามต้องการ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่คุณรู้สึกปวดหลังด้วยนั่นเอง

ต่อมาคือวิธีการหายใจ เกือบทุกคนจะกลั้นหายใจระหว่างซิตอัพแล้วหายใจอย่างหอบเหนื่อยตอนลงไปนอนพัก วิธีที่ถูกต้องก็คือหายใจเข้าตอนนอนและหายใจออกตอนขึ้น

จำนวนครั้งในการออกประมาณ 50-100 ครั้ง/เซต จำนวน 2-5 เซต

‘สวัสดีค่ะไทยแลนด์’ 95 สาวงามทักทายคนไทยเร็วๆ นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569827

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

‘สวัสดีค่ะไทยแลนด์’ 95 สาวงามทักทายคนไทยเร็วๆ นี้

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, พุสดี สิริวัชระเมตตา

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน บิ๊กอีเวนต์ระดับโลกที่เอฟซีนางงามตั้งตารอคอย จะเริ่มขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 17 ธ.ค.นี้ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป ซึ่งก่อนหน้านั้น การประกวดสาวงามเวทียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “มิสยูนิเวิร์ส 2018” ยืนยันการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ไทยคือเจ้าภาพชัวร์! โดยมี เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์สปี 2017 ขึ้นเวทีโชว์โฉมพร้อมด้วย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมกับ พอลล่า แมร์รี่ ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ร่วมคอนเฟิร์มการจัดประกวดนางงามจักรวาล ยืนยันไทยได้รับลิขสิทธิ์จัดประกวดเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 13 ปี

ข่าวลือยิ่งกระหึ่มอีกระลอก เมื่อเกิดกระแสข่าวจะมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ประเทศไทยอาจถูกยกเลิกสิทธิในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 และสำหรับการแถลงข่าวอีกครั้งล่าสุด ครั้งนี้คือการยืนยัน “ประเทศไทยพร้อมแล้ว!”

เดินหน้าจัดแน่นอน

พอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ขึ้นเวทีแถลงข่าว ในช่วงบ่าย 29 ต.ค.ที่ห้องนภาลัยบอลรูม โรงแรมดุสิตธานี ร่วมกับ “ทีพีเอ็น 2018” ในฐานะบริษัทผู้ถือลิขสิทธิ์รายใหม่ในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 อย่างเป็นทางการ

ประธานหญิงเผยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ที่เกิดเหตุมีประเทศเกือบถูก “ถอนชื่อ” จากการเป็นเจ้าภาพมิสยูนิเวิร์ส พอลล่า ย้ำความรู้สึกเครียดมาก และรู้สึกดีมากๆ เช่นกันที่ได้พบกับคนไทยที่รักประเทศไทย และร่วมมือร่วมใจแก้ไขใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น

นักธุรกิจไทยคนที่ว่าก็คือ สมชาย ชีวสุทธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งวันนี้กุมบังเหียน ทีพีเอ็น 2018 หรือคนไทยรู้จักดีในชื่อ “ตี๋ แมทชิ่ง” ได้รับลิขสิทธิ์ผู้จัดประกวดอย่างเป็นทางการไปอย่างเฉียดฉิว

“คุณตี๋บอกกับดิฉันว่า ประเทศไทยจะต้องไม่หลุดจากการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ พวกเขาและเพื่อนนักธุรกิจอีก 2 คน ร่วมมือร่วมใจกัน จะทำให้การประกวดเกิดขึ้นได้ ฉันรู้สึกปลาบปลื้มมาก สาวงามจาก 95 ประเทศ กำลังจะเดินทางมาที่กรุงเทพฯ ในอีกประมาณ 30 วันข้างหน้า และฉันมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการประกวดในไทยครั้งนี้ค่ะ”

อย่างไรก็ตาม พอลล่า ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส เผยว่า รู้สึกเสียใจที่ข่าวนี้หลุดออกไปสู่สาธารณะ ส่วนสาเหตุที่ทำไมผู้จัดเก่าไม่สามารถจัดการประกวดต่อไปได้นั้น เธอบอกว่า ในเวลานี้ทางทีมผู้บริหารและผู้จัดใหม่ไม่มีเวลามาโฟกัสกับเรื่องอดีต เวลานี้ต้องโฟกัสและเดินหน้ากับการจัดการประกวดในประเทศไทย

“ดิฉันย้ำให้ชัดเจนค่ะ ไม่ได้เป็นความตั้งใจขององค์กรมิสยูนิเวิร์สและบริษัท ทีพีเอ็น ที่จะให้เรื่องนี้ถูกแพร่ไปยังสาธารณะ ดิฉันรู้สึกเสียใจจริงๆ ข่าวการเปลี่ยนผู้จัดการประกวดควรเป็นความลับภายในที่ไม่น่าจะรั่วไหล ดิฉันไม่ได้อยากกวาดเรื่องนี้ไว้ใต้พรม แต่เห็นจดหมายแล้วรู้สึกไม่ดีมาก เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิด แต่ตอนนี้พวกเรามีสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องโฟกัสมากกว่าเรื่องเหล่านั้น”

สำหรับโปรดักชั่นของงาน ซึ่งจะเผยให้ผู้ชมนับพันล้านคนทั่วโลกได้เห็น พอลล่า เชื่อมั่นว่าต้องดีกว่าเมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2005 แน่นอน เพราะเทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ส่วนความพร้อมการเตรียมงานตอนนี้ประมาณ 70-80% แล้ว

“ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นงานในครั้งนี้ เวทีจะยิ่งใหญ่อลังการแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน การันตีด้วยฝีมือของไอเอ็มจี (IMG) บริษัทผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ใหญ่ที่สุดในโลก มีทรัพยากรมากมายที่จะมาสร้างความอลังการบนเวทีให้เกิดขึ้น แต่ถ้าถามว่าจะอลังการแค่ไหน ฉันขอยังไม่บอก แต่หลังจบงานค่อยมาคุยกันอีกครั้งค่ะ”

พอลล่า บอกพร้อมรอยยิ้มถึงสิ่งที่พิเศษในปีนี้ คือองค์กรมิสยูนิเวิร์สทูลเชิญ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงออกแบบชุดว่ายน้ำบนเวทีการประกวดครั้งนี้ จึงอยากให้คนไทยทุกคนรอติดตามดูความสวยงาม ทั้งชุดทูพีซและวันพีซ

พอลล่า กล่าวว่า จะใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทางในการโปรโมท พร้อมอัพเดทข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ทุกวัน

งานแถลงข่าวคราวนี้ สาวงามแท็กทีมกันพร้อมหน้าพร้อมตา นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005 และ 3 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ โศภิดา กาญจนรินทร์ มารีญา พูลเลิศลาภ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ และถือเป็นการกลับมาโชว์โฉมในเมืองไทยอีกครั้ง เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 ขอฝากถึงสาวงามปีนี้ทั้ง 95 คน กำลังจะเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งหลายๆ คนอาจได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก

“สิ่งที่อยากบอกเพื่อนๆ นางงามคือ แค่เอนจอยกับทุกช่วงเวลาค่ะ นี่คือประสบการณ์ที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตนี้ การรู้จักตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาตัดสินเรา เพราะถ้าหากไม่รู้จักตัวเอง คุณก็ไม่สามารถให้คุณค่ากับสิ่งที่คุณเป็นได้เลยค่ะ”

เดมี เผยถึงความรู้สึกที่ได้พบกับ นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2018 ว่า ได้มีโอกาสเจอกันแล้ว สาวไทยจากไทยพร้อมมากสำหรับการประกวดครั้งนี้ นิ้งสวยมาก

“สิ่งที่ฉันบอกกับเธอคือ ให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพต้อนรับสาวงามทั้ง 95 คนค่ะ”

การอำลาตำแหน่งที่ใกล้เข้ามา เดมี ยอมรับว่าประสบทั้งสุข ทั้งทุกข์ ในเวลาเดียวกัน และเตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปสู่บทใหม่ของชีวิต ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งนางงามจักรวาล ได้รับประสบการณ์มากมาย หลังสละตำแหน่ง ก็คิดว่าพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นกับบทบาทใหม่

ความรู้สึกที่ได้มาไทยครั้งที่ 3 เดมี บอกว่าครั้งแรกเธอมาในฐานะนักท่องเที่ยว มากับเพื่อน

“ตอนปี 2015 ฉันมาฉลองอายุ 21 ปี กับเพื่อนที่นี่ ฉันมาด้วยงบประมาณจำกัด แต่ก็หลงรักเมืองไทยมาก สนุกมาก จนหลังจากนั้น 3 ปีฉันได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สและได้มาเมืองไทย ประสบการณ์ใหม่ๆ ฉันรักทุกๆ อย่างที่เป็นไทย โดยเฉพาะอาหารไทย สำหรับปีใหม่นี้ ฉันคิดว่าจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่แอฟริกาใต้ หลังจากติดภารกิจไม่ได้กลับบ้านมา 1 ปีแล้วค่ะ”

เดมี ตอบพลางโปรยยิ้มสวยให้เอฟซีชาวไทยที่มารอต้อนรับคึกคัก อดใจรอคอยกัน 17 ธ.ค.นี้ มิสยูนิเวิร์ส ปี 2017 ได้มาอำลาตำแหน่งที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี แน่นอน!!!

อีกเรื่องที่คนไทยได้ยินแล้วปลื้ม พอลล่า ย้ำการกลับมาในเวทีจักรวาลอีกครั้งในฐานะ Selection Committee ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก มิสยูนิเวิร์สชาวไทย จะร่วมเป็นคณะกรรมการในครั้งนี้ และคนไทยจะได้ต้อนรับพิธีกร สตีฟ ฮาร์วีย์ และพิธีกรภาคสนามนางแบบสาวพลัสไซส์ แอชลีย์ เกรแฮม เช่นปีที่ผ่านมา

ภาพลักษณ์ดีงามสู่นานาประเทศ

โชว์แถลงข่าวรอบ Press conference! สุดปัง! การแสดงมากับซาวด์มิวสิคแทรกเสียงระนาดที่คุ้นเคย หัวเรือใหญ่ “ตี๋ แมทชิ่ง” สมชาย ชีวสุทธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ทีพีเอ็น 2018 ชี้แจงประเด็นดราม่าการเปลี่ยนมือผู้ถือลิขสิทธิ์กะทันหัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ซีอีโอทีพีเอ็น 2018 สมชาย กล่าวคีย์เวิร์ดเด็ดๆ มันๆ ไว้ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ว่า “คนโง่จะต้องฉวยโอกาส แต่ผมคือคนฉลาด ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ฉวย”

การคว้าลิขสิทธิ์ครั้งล่าสุด สมชาย กล่าวว่า คงต้องย้อนไปในปี 2004 ลายเซ็นของเขาและพอลล่า เอ็ม ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส เกิดก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมาจะเกิดวิกฤตมหันตภัยธรรมชาติสึนามิในไทย หากคำว่า The Show Must Go On ส่งพลังให้สร้างปรากฏการณ์เวทีความงามระดับโลกเกิดได้ในประเทศไทย และครั้งนี้ก็จะไม่มีเหตุใดๆ มาเป็นอุปสรรคโอกาสดีๆ เช่นกัน

“คนต่างชาติต้องมั่นใจศักยภาพคนไทย ไม่ธรรมดา เราตั้งใจทำอะไรไม่เคยด้อยกว่าใคร วันที่ประสบปัญหามีพันธมิตรมาร่วมแก้ปัญหานี้โดยทันทีครับ เช่น ดุสิตธานี นางงามทั้ง 95 คนพักที่โรงแรมนี้ การบินไทยเข้ามาร่วมสนับสนุน การจัดงานครั้งนี้ใช้เงินมหาศาลและผมก็ไม่ใช่คนร่ำรวย แต่สำหรับโปรเจกต์ยักษ์ในโค้งสุดท้ายเผาขน มีคนรักเมืองไทยเข้ามาร่วมมือกันมากมาย แบรนด์เครื่องสำอางคนไทยร่วมสนับสนุน สยามสเนล ภายใต้แบรนด์สเนล เอท (Snail 8) วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และนักธุรกิจใหญ่ร่วมหุ้นอีก 2 ราย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก ณรงค์ เลิศกิตศิริ กรรมการบริหาร ทีพีเอ็น 2018 เข้ามาร่วมมือสร้างสิ่งมหัศจรรย์ จัดมิสยูนิเวิร์สให้เกิดขึ้นในประเทศไทย”

สมชาย ยืนยันถึงความพร้อมในการเตรียมงาน แม้จะมีเวลาสั้น แต่ได้ทีมงานเก่งระดับมืออาชีพ ทุกคนทุ่มเท อดหลับอดนอน เพื่องานระดับโลกที่มุ่งตอบสนองการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และด้านการท่องเที่ยวไทยที่มีเอกลักษณ์มหาศาล กำลังจะถูกเผยแพร่ผ่านการถ่ายทอดสดสู่สายตา 150 ประเทศทั่วโลก

ผู้เข้าประกวดทั้ง 95 คนจะเดินทางมาถึงประเทศไทย ในวันที่ 2 ธ.ค.สมชายอัพเดทข้อมูลข่าวสารการประกวด สาวงามเข้าพักที่โรงแรมดุสิตธานี จากนั้น 3 ธ.ค.จัดงานเลี้ยงต้อนรับมีแฟชั่นโชว์กาล่าดินเนอร์ เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. พาเหรดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ โชว์ความงามของถนนราชดำเนิน โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร จะเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ต่อด้วย 5 ธ.ค. งานไทยไนท์ นำเสนอเอกลักษณ์ไทยทั้งอาหาร วัฒนธรรม 6-7 ธ.ค. จัดสาวงามเป็นกลุ่มๆ ท่องเที่ยวไปในเมืองรองทั่วภูมิภาค และนำเสนอในวิดีโอวันประกวดสวมมงกุฎ

ต่อด้วย 13 ธ.ค. คือรอบจัดประกวดชุดประจำชาติ และรอบพรีลิมมินารี่ 16 ธ.ค.สาวงามโชว์โฉมเรดคาร์เพต สุดท้ายเช้าวันจันทร์ที่ 17 ธ.ค. คือวันที่ทุกคนรอคอยสาวงามชาติใดจะพนมมือไหว้งดงามอย่างไทยรับมงกุฎ

“รอยยิ้มของความสุขทะลักเมืองไทยแน่นอนครับ” สมชายยืนยันทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจเกินร้อย

บันทึกเกาหลีสุดติ่งจากชีวิต ‘ปรุงโอปป้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569720

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 10:58 น.

บันทึกเกาหลีสุดติ่งจากชีวิต ‘ปรุงโอปป้า’

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนไทยหนึ่งเดียวในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งเกาหลีใต้ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ หรือ ปรุงโอปป้า ขอวางมือจากงานการตลาดมาจับปากกาเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิตเรื่อง Call me OPPA ที่จะบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง และวัฒนธรรมสุดติ่งที่ยิ่งกว่าซีรี่ส์เรื่องใดๆ

ปรุงกล่าวถึงบทบาทการเป็นนักเขียนครั้งแรกว่า การเขียนหนังสือเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์ที่อยากทำ จึงประเดิมเล่มแรกด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในเกาหลีใต้ที่ทั้งหวานและขมในเวลาเดียวกัน

“หลังจากเข้าทำงานในบริษัทค่ายเพลงของเกาหลีได้สักพักก็เริ่มอยากหาอะไรใหม่ๆ อยากบอกเรื่องราวในสิ่งที่เราเจอมาให้หลายคนได้รับทราบ จนได้รับโอกาสจากสำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์ติดต่อเข้ามา ผมก็เซย์เยสตอบรับทันที แต่ประเด็นที่ผมอยากเขียนไม่อยากเน้นไปที่การทำงานในวงการบันเทิงเกาหลีตั้งแต่เล่มแรก เพราะถ้าเราไม่ปูพื้นมาก่อนว่าวัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร อาจทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ ดังนั้นเล่มนี้ผมจึงอยากเล่าถึงวัฒนธรรมการทำงาน ค่านิยม แนวคิดของคนเกาหลีใต้ จากนั้นถ้ามีโอกาสในเล่มต่อไปจึงค่อยลงลึกไปในการทำงานจริง”

ดังนั้น Call me OPPA จึงไม่ใช่หนังสือที่พูดถึงเกาหลีแบบที่คุ้นเคย คนที่รู้จักเกาหลีอยู่แล้วจะรู้สึกว่า “มันขนาดนี้เลยเหรอ” ส่วนคนที่ไม่รู้จักเกาหลีเลยอาจ “ช็อก” คาตัวหนังสือ เพราะประสบการณ์จริงที่เขาเจอมันดราม่ายิ่งกว่าในละคร

อย่างไรแล้วการเขียนหนังสือเล่มแรกย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ถามเขาต่อเป็นประโยคบอกเล่า ปรุงกล่าวตอบว่า เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายคือคนที่ชื่นชอบเกาหลี ซึ่งคนที่ชื่นชอบเกาหลีส่วนใหญ่คือ รุ่นน้อง หรือเด็กมัธยมฯ ไปจนถึงวัยต้นมหาวิทยาลัย ฉะนั้นวิธีสื่อสารให้ประเด็นที่ยากกลายเป็นเรื่องง่าย คือ การเล่าเรื่องให้เหมือนพี่ชายเล่าให้น้องฟัง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยภาษาสนุก และสอดแทรกบทสนทนาของตัวละครเข้าไปเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึง เข้าใจ และเห็นภาพ

“วิธีการเขียนของผมจะเร้าอารมณ์ผู้อ่าน โดยใช้คำพูดเหน็บแนมนิดหน่อยมาผสมในช่วงแรกให้น่าสนใจ จากนั้นจะตีประเด็นเป็นข้อๆ และสรุปสุดท้ายด้วยการแซวเล็กน้อยว่าคนไทยเป็นยังไง ผมอยากให้มันเป็นหนังสือที่นำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ผมประสบมา และถามผู้อ่านกลับไปว่า แล้วคุณคิดอย่างไร คุณมีทัศนคติต่อเรื่องนี้อย่างไร ดังนั้นทุกบทผมจะไม่ตัดสินว่าผิดหรือถูก ไม่บอกว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่จะให้ผู้อ่านได้คิดและตัดสินใจเอง”

นักเขียนวัย 29 ปี กล่าวด้วยว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งถึงวัฒนธรรมการทำงานในเกาหลีใต้ที่มีความเข้มข้นและกดดัน ซึ่งปัจจุบันคนเกาหลีรุ่นใหม่ก็เริ่มเปลี่ยนถ่ายจากวัฒนธรรมเก่าไปสู่วัฒนธรรมใหม่ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ที่สำคัญคือ หนังสือจะกระตุกความคิดในเรื่องของความกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ อย่างเขาเองที่ผันตัวจากบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ไปทำงานหลากหลายทั้งผู้ประกาศข่าว นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายงานโทรทัศน์ พิธีกร นักพากย์เสียง นักการตลาด ไปจนถึงนักเขียน

“หลายคนมีความกลัว คือ อยากที่จะทำแต่ไม่กล้าที่จะลอง มีความกลัวในทุกๆ ก้าว ดังนั้นคิดอย่างเดียวไม่พอต้องลงมือทำ ซึ่งการลดความกลัวคือต้องวางแผนในก้าวต่อไป และต้องมีแผนสำรองไว้เพื่อซัพพอร์ตความมั่นใจในการที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น และผมอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองและเข้าใจตัวเองมากขึ้น อย่าตั้งคำถามต่อสังคมว่า ทำไมถึงไม่เป็นไปตามใจ แต่ต้องถามกลับว่า ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม”

ติดตามชีวิตของปรุงโอปป้าได้ทางอินสตาแกรม Tatchara123 และทำความรู้จักเกาหลีมุมมองใหม่ในบันทึก 176 หน้าของคนไทยในแดนกิมจิเรื่อง Call me OPPA

สร้างหุ่นเฟิร์ม ด้วยฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569712

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

สร้างหุ่นเฟิร์ม ด้วยฟิตเนส

โดย ภาดนุ

ยุคนี้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ดารานักแสดงอย่าง ไพศาล ขุนหนู พระเอกหนุ่มดาวรุ่งจากภาพยนตร์เรื่อง “โนราห์” ของค่ายเอ็ม พิคเจอร์ส ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รักการเข้าฟิตเนส หลังจากว่างเว้นจากการออกกำลังกายมาหลายเดือน เพราะต้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ พอถ่ายจบปุ๊บ เขาเลยรีบมาเข้าฟิตเนสเพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มให้หุ่นกลับมาปังอย่างจริงจัง

ที่พิเศษกว่าก็คือ ครั้งนี้พระเอกหนุ่มไม่ได้มาคนเดียว แต่ควงคู่มากับโค้ชโน้ต-ชยุต ชูมาลัย เทรนเนอร์และนายแบบหล่อล่ำที่มาช่วยสอนการเล่นเวต เพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มที่ถูกต้องให้ด้วย

“เหมือนกลับมาเริ่มเล่นใหม่เลยครับ เพราะหลังจากที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องโนราห์เสร็จ ผมก็ห่างหายจากการเล่นฟิตเนสไปเลย เพราะมีงานละครบ้าง งานร้องเพลงบ้าง แล้วก็ไปต่างจังหวัดบ้าง ก็เลยไม่ค่อยได้เล่นเวตต่อเนื่อง บางครั้งผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว พอไปออกกำลังกายมันจะเหมือนกับว่าพละกำลังที่เรามีมันถูกใช้ไม่เต็มที่ ทำให้ผมผลัดไปเรื่อยๆ ว่าเดี๋ยวค่อยเล่นดีกว่า จนทิ้งช่วงไปนานเลยครับ

พอกลับมาเล่นเวตครั้งนี้ก็เหมือนกับว่าได้มาเริ่มต้นฟื้นฟูร่างกายใหม่อีกครั้ง เพราะปกติผมจะไม่ได้เข้าฟิตเนสยกเวตทุกวัน แต่ผมจะวิ่งทุกวัน คืออย่างน้อยผมจะวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง มันก็ทำให้เสพติดการออกกำลังกายไปเลยครับ แม้จะไม่ได้ยกเวตทุกวัน แต่ก็มีการซิตอัพบ้าง วิ่งบ้างสลับกันไป คือพยายามหากิจกรรมทำอยู่เรื่อยๆ ครับ”

ไพศาล บอกว่า สำหรับเรื่องอาหารการกิน ตอนนี้เขาจะเน้นกินอาหารคลีนเป็นหลัก เพราะเจ้าตัวบอกว่าเขาเป็นคนที่รักการกินมาก โดยเฉพาะขนมประเภทช็อกโกแลต แต่พอได้มาเรียนรู้เรื่องการออกกำลังกายก็ต้องพยายามปรับอาหารการกินมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

“ผมว่าการระวังในเรื่องการกินมันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว บางทีผมอยากจะกินหมูติดมัน พอนึกได้ก็ต้องเลี่ยง ผมนึกตลอดเวลาว่า กว่าจะออกกำลังกายได้ผล หรือมีรูปร่างขนาดนี้ มันเหนื่อยมากๆ เลยล่ะ อย่างที่บอกว่าผมติดขนมติดของทอด จนวันหนึ่งเมื่อได้รับคำสั่งจากคุณพ่อเอก (เอกชัย ศรีวิชัย) ว่าต้องไปฟิตหุ่นมาเพื่อที่จะได้เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้นะ จากเด็กที่เคยนอนดึกและติดขนม กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมก็ต้องตัดทุกอย่าง แล้วเข้าฟิตเนสจนสามารถปั้นหุ่น เพื่อเข้าฉากในหนังได้ภายใน 3 เดือน ต้องบอกเลยว่ามันทรมานและยากลำบากมาก จนทุกวันนี้เวลาเจออะไรที่อยากกินมากๆ ก็ต้องข่มใจหรือกินแค่เล็กน้อย ไม่ตามใจปาก พอมาถึงภาพยนตร์ในภาคนี้ พ่อเอกเลยบอกว่า ต้องดูแลหุ่นด้วย เพราะคนยังจำภาพของเราในภาคแรกได้อยู่ ฉะนั้นพอถึงเวลาก็ต้องเร่งฟิตหุ่นครับ

ผมก็อยากฝากถึงการดูแลสุขภาพว่า สิ่งสำคัญเลยคือ การมีระเบียบวินัยและมีเป้าหมายว่าเราต้องการอะไร เราอยากมีรูปร่างแบบไหน เหมือนกับการเป็นนักกีฬาเลย ซึ่งการมีระเบียบวินัยสำหรับนักกีฬานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกายและการดูแลตัวเองทุกอย่าง เหมือนที่คำโบราณบอกไว้ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ผมเชื่อว่าหลายคนทำได้ครับถ้าใจเราสู้ซะอย่าง”

ด้าน โค้ชโน้ต-ชยุต ชูมาลัย ที่มาเป็นเทรนเนอร์เฉพาะกิจให้พักหลังนี้เขาก็ผันตัวเองจากนายแบบมาเป็นโค้ชเรื่องการออกกำลังกาย โดยโน้ตมีดีกรีแชมป์จากหลายเวที เช่น แชมป์จากรายการ Asia Fitness Conference & Expo 2015 แชมป์จากรายการ Sport Expo 2015 ได้ที่ 3 จากรายการ Mr.Thailand 2015 แชมป์จากรายการ Model Latchford Classic 2012 รวมทั้งเคยเป็นโค้ชให้กับ Men’s Health Thailand และ Men’s Fitness Thailand ด้วย

ปัจจุบันโค้ชโน้ตรับหน้าที่เทรนเนอร์ฟรีแลนซ์ให้กับ “Play Fitness อินทามระ 42” คอยดูแลเรื่องการออกกำลังกายให้คำปรึกษา และสอนทักษะการออกกำลังกายที่ถูกวิธีให้กับผู้ที่เล่นเวตด้วยให้ความเห็นถึงไพศาลว่า

“ผมว่าไพศาลมีพื้นฐานทางด้านการเล่นเวตอยู่แล้ว พอมาวันนี้ให้ลองวอร์มอัพและเพิ่มความฟิตอีกนิดหน่อยก็สบายมากเลยครับ เพราะเขามีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วนั่นเอง ผมเลยไม่ต้องหนักใจอะไรมากนัก ซึ่งจากที่ได้คุยกัน อาจจะด้วยงานที่ทำให้น้องไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ และถ้าได้ฟื้นฟูการเล่นเวตอีกสักหน่อยก็กลับมามีหุ่นเฟิร์มได้ไม่ยาก เพราะการสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ต้องมีวินัย และค่อยๆ พัฒนาตัวเองอย่างถูกต้องด้วยครับ”

สาวๆ ที่อยากอัพเดทผลงานของสองหนุ่ม ติดตามได้ที่ IG : paisan_khannu และ IG : note_chayut

ตรีนุช วงษ์สมตระกูล สาวปริญญาโทหลงรักการปลูกผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569710

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ตรีนุช วงษ์สมตระกูล สาวปริญญาโทหลงรักการปลูกผัก

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ เพจ Me&Mom’s Organic Farm

สาวพระนครศรีอยุธยา ดีกรีปริญญาโท วิศวะ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วัยแค่ 25 ปี แต่เลือกเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นนายตัวเอง ปลูกผักอินทรีย์และแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากผักในสวนในรูปแบบต่างๆ ขายภายใต้แบรนด์ Me&Mom’s Organic Farm ของตัวเอง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน

ตรีนุชเพิ่งเริ่มทำอย่างจริงจังมาได้ประมาณเกือบ 2 ปี กับคุณแม่ ในพื้นที่ 1 งานกว่าๆ ด้วยการปลูกผักหลากหลายชนิดตามฤดูกาล อาทิ ผักอิตาเลียนเคล (Italian Kale) ผักบุ้งต้นอ่อน จิงจูฉ่าย ซึ่งเป็นสินค้าขายดีที่สุดของสวน ที่ขาดไม่ได้คือผักสลัด ทั้งกรีนโอ๊ค เรดโบลว์ กรีนโบลว์ บัตเตอร์เฮด คะน้าใบ กวางตุ้งไต้หวัน ผักโขม มะเขือเทศ รวมทั้งผักสวนครัวและสมุนไพรอีกมากมาย ลูกค้าสั่งทุกวัน บางทีลูกค้าก็มาซื้อที่หน้าสวน

นอกจากนี้ เธอกับคุณแม่ยังนำผักทั้งหลายในสวนของตัวเอง และวัตถุดิบออร์แกนิกจากแหล่งอื่นๆ เช่น ผลไม้ออร์แกนิก แป้งสาลีคุณภาพดี ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น ขนมปังโฮมเมด เป็นขนมปังผักโขมอบชีส ขนมปังฟักทอง น้ำสลัดโฮมเมดหลากรสชาติ แยมโฮมแมด เช่น แยมเสาวรส แยมสตรอเบอร์รี่ สลัดโบลว์พร้อมรับประทาน ฯลฯ ซึ่งของกินที่นำมาแปรรูปทุกอย่างไม่มีการใส่สารกันบูด นอกจากนี้เธอยังทำสบู่ออร์แกนิกขายและใช้เองอีกด้วย

ณ ปัจจุบัน ธุรกิจ Me&Mom’s Organic Farm ของตรีนุชเป็นที่รู้จักของลูกค้าอย่างแพร่หลาย ทั้งในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่เดินทางไปมาซื้อที่หน้าสวน ทั้งลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยการส่งให้ทางรถไฟ ซึ่งลูกค้าที่สั่งซื้อหรือมาซื้อเองมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผักของเธอรสชาติอร่อยสัมผัสได้ถึงความหวานและกรอบ ที่สำคัญเป็นผักอินทรีย์ปลอดสารเคมี

“ผักของจิ๊บลูกค้าชมว่าอร่อย มีความสด กรอบ หวานค่ะ เวลาลูกค้าสั่งหรือมาซื้อเอง ก็มักจะพูดอย่างนั้นก็ทำให้มีกำลังใจปลูก ช่วงแรกๆ คนยังไม่รู้จักเท่าไรก็ขายยากหน่อยจิ๊บกับแม่จึงไปออกบูธตามตลาดกรีนในที่ต่างๆ เช่น เอสซีจี ก็ไปประจำ แต่หลังๆ หลายเดือนมาแล้วไม่ได้ไป เพราะหลังจากมีรายการทีวีมาสัมภาษณ์หลายรายการ ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนสั่งสินค้าทุกวัน ทั้งสินค้าแปรรูปและผักสดทำให้ไม่มีเวลาไปออกบูธ” ตรีนุชกล่าว

สำหรับจุดเริ่มที่ทำให้สาวปริญญาโทผู้นี้เลือกเดินในวิถีของเกษตรอินทรีย์ เธอเล่าว่ามีแรงผลักดันมาจากคุณแม่ (พรรณทิพา ศรีประเสริฐ) ที่เป็นคนรักสุขภาพมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะอาหารการกิน มีความใส่ใจเป็นพิเศษในวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ก่อนซื้อต้องมั่นใจว่าปลอดภัยไร้สารเคมีหรือสารพิษตกค้าง ผักที่คุณแม่กินต้องเป็นออร์แกนิกหรือปลูกในรูปแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง เพราะฉะนั้นก็ไปเสาะหาแหล่งที่ขายเพื่อซื้อมาทำอาหาร

“ตอนจิ๊บเรียนปริญญาตรีที่ มธ.ศูนย์รังสิต คุณแม่เป็นคนขับรถมาส่งที่มหาวิทยาลัย จากนั้นแม่ก็จะไปซื้อผักอินทรีย์และผักปลอดสารที่ตลาดนัดสีเขียวของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ที่เปิดให้มีตลาดนัดสีเขียวทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ซึ่งตลอดเวลาที่จิ๊บเรียนธรรมศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและโทคุณแม่ก็เป็นลูกค้าประจำของตลาดนัดสีเขียวแห่งนี้ ซึ่งระหว่างนี้คุณแม่ได้มีโอกาสอบรมเกี่ยวกับการปลูกผักที่จัดขึ้นในบริเวณพื้นที่ของตลาดด้วย จากนั้นก็ได้ไปทดลองปลูก ถึงแม้จะปลูกได้แต่รสชาติของผักไม่อร่อย พอดีช่วงที่จิ๊บเรียนปริญญาโทปีที่ 2 ช่วงทำธีซิส ซึ่งเป็นช่วงที่พอมีเวลาว่าง เลยคุยกับคุณแม่ว่าเราไปอบรมเรื่องการเกษตร ปลูกผักกันดีกว่า เพื่อต่อไปแม่จะได้ไม่ต้องซื้อเขากิน ปลูกเองกินเองเลย (หัวเราะ)”

เมื่อตั้งใจจะปลูกผักกินเองเธอกับคุณแม่จึงไปอบรมเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรและปลูกผักในหลายที่ที่จัดอบรม เช่น คลีนฟาร์ม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จ.ชลบุรี ศูนย์กสิกรรมไร้สารพิษวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เรียนเกี่ยวกับการทำเกษตรทั่วไปและเจาะในในเรื่องที่อยากรู้ เช่น การเลี้ยงไส้เดือน การปรับปรุงดิน การปลูกผักสลัด การเพาะถั่วงอก การทำปุ๋ย การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ ฯลฯ

“ตอนแรกที่ตัดสินใจไปอบรมกับคุณแม่ ไม่ได้คิดว่าอบรมแล้วจะไปปลูกทำเป็นธุรกิจ เพียงแค่ต้องการปลูกผักไว้กิน ไม่ต้องไปซื้อกิน เพราะตอนหลังคุณแม่มักบ่นว่าเวลาไปตลาดนัดสีเขียว บางทีผักหมดก่อน ไปไม่ทันเขา บางทีผักที่เหลืออยู่ไม่สวยและไม่ใช่ผักที่ต้องการ แต่พอได้ไปอบรมที่ศูนย์กสิกรรมไร้สารพิษวังน้ำเขียว กลับทำให้มั่นใจว่าการเป็นเกษตรกรปลูกผักเนี่ยเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ให้อยู่ได้สบาย เนื่องจากมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จประมาณ 30 คน มาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่ทำงานประจำเงินเดือนหลายหมื่น แล้วลาออกมาทำเกษตรประสบความสำเร็จได้อย่างไร”

ตรีนุช เล่าต่อว่า กลับมาก็ลงมือทำเลย เริ่มจากปลูกผักสลัดของกินที่ตัวเองชอบ พอเก็บเกี่ยวก็นำไปแจกจ่ายให้คนอื่นและญาติกินก่อน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าผักอร่อย กรอบ มีความหวาน จากนั้นก็ปลูกผักอื่นๆ หลากหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล รวมทั้งยังปลูกผักสวนครัวและสมุนไพรอีกด้วย ส่วนผลผลิตนอกจากขายแล้วก็นำมาแปรรูปต่างๆ เช่น ทำขนมปัง แยม น้ำสลัดโฮมเมด ไม่ใส่สารกันบูด ปรากฏว่าขายดีคนนิยมซื้อ

“ช่องทางการขาย ช่วงแรกๆ มีไปออกบูธตามที่ต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่ได้ไปแล้วเพราะมีงานให้ทำทุกวัน เวลา 7 โมงเช้าลงไปตรวจแปลงผัก กลางวันแปรรูปอาหาร กลางคืนแพ็กของเตรียมส่งให้ลูกค้า แต่ละวันแทบไม่มีเวลาว่าง แต่ก็มีความสุข เพราะมีรายได้ทุกวัน ทั้งยังได้อยู่กับคุณแม่และครอบครัวตลอดดีกว่าการไปทำงานประจำ”

ทุกวันนี้ที่สวน Me&Mom’s Organic Farm มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อผักทุกวัน บางวันก็มีเด็กนักเรียนโดยคุณครูพามาเรียนรู้เรื่องการปลูกผักถึงในสวน นอกจากนี้เธอกับคุณแม่ยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์และการทำปุ๋ยอินทรีย์ ล่าสุดเมื่อ เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาได้ไปเป็นวิทยากร ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็เป็นหนึ่งสถานที่ที่เธอและแม่เคยมาอบรมการทำเกษตร

สนใจอยากกินผักอินทรีย์และอาหารแปรรูปของ Me&Mom’s Organic Farm สามารถเดินทางมาได้ที่ 8/14 หมู่ 2 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง พระนครศรีอยุธยา หรือสั่งซื้อได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Me&Mom’s Organic Farm โทร. 08-1178-5809 หรือแอดไลน์ @mmorganicss