งานมหกรรมเทศนาธรรมแห่งปี’มีเทศน์ มีทอล์ค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347356

งานมหกรรมเทศนาธรรมแห่งปี'มีเทศน์ มีทอล์ค'

งานมหกรรมเทศนาธรรมแห่งปี’มีเทศน์ มีทอล์ค’

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.30 น.

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญด้วยการฟังธรรม ในงานมหกรรมเทศนาธรรมแห่งปี “มีเทศน์ มีทอล์ค” ปีที่ 7 ตอน มงคลธรรม มงคลชีวิต โดยพระนักเทศน์ระดับประเทศ 9 รูป อาทิ พระราชธรรมนิเทศ (เจ้าคุณพยอม), พระ ว.วชิรเมธี, พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร, พระมหาสมปอง, พระครูศักดา เทศน์ต่อเนื่อง 9 ชั่วโมง ภายในวันเดียว พบกันวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 เป็นต้นไป ณ แจ้งวัฒนะฮอลล์ ชั้น 5.5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ร่วมงานฟรี สอบถามโทร 02 618 7781 ถึง 4

‘เอส-เขมการ’ผันตัวนั่งแท่นผู้กำกับเปิดกล้อง’อเลเซียแม่มดสหายผีสิง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347355

'เอส-เขมการ'ผันตัวนั่งแท่นผู้กำกับเปิดกล้อง'อเลเซียแม่มดสหายผีสิง'

‘เอส-เขมการ’ผันตัวนั่งแท่นผู้กำกับเปิดกล้อง’อเลเซียแม่มดสหายผีสิง’

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.14 น.

หลังจากที่เปิดกล้องถ่ายทำไปแล้ว สำหรับละคร เรื่อง อเลเซียแม่มดสหายผีสิง  ละครแนวแฟนตาซีไซฟาย ซึ่งเป็นเรื่องราวการเดินทางของแม่มดน้อยผู้ที่กำเนิดจากเทพดาวอเลเซียซึ่งจะต้องฟันผ่าอุปสรรคเพื่อช่วยทั้งสามโลกไว้ให้ได้ โดยมีผีผู้เป็นสหายและผู้ช่วยเหลืออีกมากมาย และต้องตามหาสิ่งวิเศษทั้งเก้าอย่างประกอบไปด้วย1 ดาบแห่งเทพ 2 ปีศาจพันปี 3 ผีผู้เป็นสหาย 4 ยักษ์ 5 คนแคระ 6 แม่มดน้อยและ7ธิดานางไม้ 8 คฑาศักดิ์สิทธิ์ 9 ประตูวิเศษแม่มด เพื่อกำจัดอสูรจักรวาลที่คิดจะยึดครองทั้งสามโลก นำแสดงโดยนางเอกน้องใหม่ กรีน ปัฐยฬุรี ยงใจยุธ สุรพจน์พนิต รับบทเป็นอเลเซีย พร้อมด้วย  เอ็ม ธนาวัฒน์ ชิกกี้ พาย  วาม-จิรกิตติ์ สุวรรณภาพ แอ่มแอ้ม ศิรินทร ศรีแก้ว  มีสเตอร์บีนเมืองไทย พร้อมนักแสดงรุ่นใหญ่อาทิ  วิยะดา อุมารินทร์ อุเทน บุญยง ฯลฯ มีความยาวทั้งสิ้น 84 ตอน
อเลเซีย แม่มดสหายผีสิง ผลิตโดย บริษัท เซเวนเซนซ์ โปรดักชั่น จำกัด กำกับฯโดย เอส-เขมการ เย็นนุ่นนักแสดงหนุ่มที่ผันตัวเองมาอยู่เบื้องหลัง  ได้ พร้อมที่จะออกอากาศให้ผู้ชมได้ชมกัน  ทางช่อง 5  ทุกวันพฤหัสบดี- ศุกร์   เวลา 17.30 น.- 18.00 น. พร้อมกันนี้จึงได้จัดงานเปิดตัวละครเรื่องนี้ขึ้น ที่ห้าง เดอะบริโอ้ ศาลายา เมื่อวันก่อน  โดยมีนักแสดงนำและนักแสดงร่วม มาร่วมงานกันมากกว่า100ชีวิต
อเลเซีย แม่มดสหายผีสิง  พร้อมให้ความบันเทิง วันพฤหัสบดีที่ 19 ก.ค.นี้ ทางช่อง 5

 

SICARIO: DAY OF THE SOLDADO สาดกระสุนนับพัน ระเบิดจัดเต็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347347

SICARIO: DAY OF THE SOLDADO  สาดกระสุนนับพัน ระเบิดจัดเต็ม

SICARIO: DAY OF THE SOLDADO สาดกระสุนนับพัน ระเบิดจัดเต็ม

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 11.10 น.

ทุ่มสุดตัว มีเท่าไหร่ใส่ยับ! ระอุฉากแอคชั่นเดือด

“SICARIO: DAY OF THE SOLDADO”

สาดกระสุนนับพัน ระเบิดจัดเต็ม

หนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้และเป็นสิ่งที่คนดูอยากจะเห็นในภาพยนตร์เรื่อง “Sicario: Day of the Soldado ทีมพิฆาตทะลุแดนเดือด 2” นั่นคือฉากแอ็คชั่นสุดเดือดจัดเต็มความเข้มข้นที่ ซึ่ง สเตฟาโน่ ซอลลิม่า ผู้กำกับในภาคนี้ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะเขาได้รังสรรค์มันขึ้นมาด้วยความปราณีต

ฉากแอ็คชั่นที่ยาวที่สุดคือฉากที่ขบวนฮัมวีถูกซุ่มโจมตี การถ่ายทำฉากนี้ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่เขตอนุรักษ์อินเดียนโทฮาจิลี โดยใช้การถ่ายทำแบบลองเทค มีตัวละครหลายตัว มีการสาดกระสุนเป็นพันนัดและระเบิดแบบจัดเต็ม เพื่อความสมจริงแบบสุด ๆ ทางกองทัพได้ส่งยุทโธปกรณ์มาให้ใช้ถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์ค รถถังฮัมวี ปืนกล เสื้อกันกระสุน กล้องสอดแนม และชุดทหาร โดย ซอลลิม่า ผู้กำกับได้เผยว่า “ความท้าทายคือแม้แต่ในฉากแอ็คชั่นอลหม่าน เราต้องถ่ายทอดมุมมองของตัวละครเราออกมาให้ได้ตลอดเวลา”

อีกทั้งภาพยนตร์ยังได้ไปถ่ายทำสองสัปดาห์สุดท้ายกันในเม็กซิโกซิตี้ เพื่อมอบความสมจริงแบบต้นฉบับให้กับภารกิจของอเลฮานโดรและแมตต์ ทั้งบรรยากาศ สีสัน สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงอำจาจและเงินตราที่มาจากเครือข่ายยาเสพย์ติด

ซีนที่ซับซ้อนที่สุดของการถ่ายทำในเม็กซิโกซิตี้คือซีนแอคชั่นที่ต้องพาอิซาเบล่า (อิซาเบล่า เรเยส) หนี ฉากนี้ถ่ายทำกันสองวันในรีพับลิกา เดอ เปรู ย่านประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองเม็กซิโก ซิตี้ ทีมงานปิดถนน เติมนักแสดงประกอบชาวเม็กซิกันเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน คนขับรถ ตำรวจ  และแพทย์ฉุกเฉิน ด้วยสถาปัตยกรรมปูนปั้นแบบอาณานิคมสเปน ตั้งติดอยู่กับตึกสไตล์บาโร้ค นีโอคลาสสิคัล อิตาเลียเนท อาร์ท นูโว โบซาร์ และอาร์ท เดคโค ที่ย้อนกับไปตั้งแต่ยุค 1600

สุดท้ายนี้ ซอลลิม่า ยังบอกอีกว่าสไตล์ภาพยนตร์แฟรนไชน์อย่าง SICARIO นั้นมันช่างเข้ากันสไตล์การทำหนังของเขาเป็นอย่างมาก “โปรเจกต์นี้เปิดให้ผมใช้งานแอ็คชั่นแบบถึงลูกถึงคน ฉากแอคชั่นทั้งหมดแทบไม่พึ่ง CG เลย”

“โชค” ไม่มีความหมายที่พรมแดนเดือด ขยายจักรวาลสงครามยาเสพติด สู่เป้าหมายล่าตายติดขอบพรมแดนสองชาติ เตรียมพร้อมร่วมเดินหน้าลุ้นระทึกไปกับปฏิบัติการอันตรายจนแทบหยุดหายใจ “Sicario: Day of the Soldado ทีมพิฆาตทะลุแดนเดือด 2” : 28 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

เปิดใจ ‘แต๊ก-วรวัฒน์’ เจ้าของแบรนด์แปรงสีฟัน ‘BRUSH ME’ (บลัชมี) กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347249

เปิดใจ ‘แต๊ก-วรวัฒน์’ เจ้าของแบรนด์แปรงสีฟัน  ‘BRUSH ME’ (บลัชมี) กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เปิดใจ ‘แต๊ก-วรวัฒน์’ เจ้าของแบรนด์แปรงสีฟัน ‘BRUSH ME’ (บลัชมี) กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นับเป็นแบรนด์เล็กแต่ไม่ทำธรรมดา ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจแปรงสีฟันมาแล้วกว่า 9 ปี สำหรับแบรนด์ “BRUSH ME”(บลัชมี) นับเป็นแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นและเติบโตมาจากต่างจังหวัด แต่สำหรับตลาดในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯและปริมณฑล แปรงสีฟัน BRUSH ME นับว่าเป็นน้องใหม่ ดังนั้น คุณแต๊ก-วรวัฒน์ เล้าอารยะรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เล้าอารีย์ เทรดดิ้ง จำกัด จึงขอผุดไอเดียสร้าง Awareness กับคนเมือง เดินเครื่องลงทุนทำหนังโฆษณาชุด “ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง (Changing)”

พร้อม MV เพลง “คนที่ฉันรอ (CHANGING)” โดยได้ร่วมกับค่ายเพลง SRPLABEL คว้าศิลปินมากความสามารถวง BLUESHADE มาร่วมแต่งเพลงโฆษณาชุดนี้ให้และปล่อยหนังโฆษณาพร้อมกับ MV ในช่องทางออนไลน์ จนทำให้กระแสตอบรับดีเกินคาดเพราะเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ยอดการรับชม MV ใน Youtube ก็พุ่งเกินล้าน ล่าสุด “บันเทิงแนวหน้าวาไรตี้” ได้รับเกียรติจาก คุณแต๊ก- วรวัฒน์ พูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จก้าวแรกของหนังโฆษณาชุด “ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง (Changing)” ให้ฟังว่า

การทำหนังโฆษณาแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับ BRUSH ME เราได้ลองสิ่งที่เราไม่เคยทำ เพราะปกติเราทำการตลาดแค่แบบB2B จะมีสื่อโฆษณาก็เพียงแค่ ณ จุดขายเท่านั้นเคยลองทำสื่อโฆษณาทางออนไลน์เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก็ไม่ได้โปรโมทมากนัก แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นความตั้งใจในทำการตลาดแบบ B2C อย่างเป็นทางการและเกือบเต็มรูปแบบครั้งแรกซึ่งผลตอบรับที่กลับมาจากหนังโฆษณาชุดนี้นับเป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับแบรนด์เล็กในเมืองใหญ่

ซึ่งผลตอบรับที่กลับมาจากหนังโฆษณาชุดนี้นับเป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับแบรนด์เล็กในเมืองใหญ่อย่าง BRUSH MEโดยส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตวง BLUESHADE ที่แต่งเพลงดีๆ ออกมาได้ตรงใจอย่างที่เราคาดไว้และขอบคุณทาง SRP LABEL ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยโปรโมทหลังจากนี้เราได้วางแผนจะเผยแพร่โฆษณาชุดนี้ผ่านทางสื่อ Out Of Home ทั่วกรุงเทพฯ และ Print AD ที่อยู่บนรถสาธารณะต่างๆ ด้วย โดยผมคาดว่าจากการทำหนังโฆษณาชุดนี้ ประกอบกับทาง BRUSH ME กำลังจะมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด จะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ15%-20% จากปีก่อน

นอกจากนี้ คุณแต๊ก-วรวัฒน์ ยังได้เล่าถึงที่มาที่ไปของจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจแปรงสีฟัน BRUSH ME ให้ฟังกันต่อว่า

หลังจากเรียนจบมาก็สมัครทำงานที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งในตำแหน่ง complianceofficer แต่อย่างที่รู้กันว่าการเริ่มต้นงานในธนาคารนั้นเงินเดือนค่อนข้างน้อยไม่พอใช้และรูปแบบงานไม่เหมาะกับ life style ของเรา จึงยังต้องพึ่งพาเงินของที่บ้านในแต่ละเดือน ในช่วงนั้นคุณพ่อจึงไม่พอใจและว่ากล่าวเรื่องการทำงานและการใช้เงิน ด้วยความเป็นวัยรุ่นและทิฐิที่มี จึงอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยการหาอะไรทำสักอย่างเพื่อหาเงินให้พอใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาที่บ้าน ขณะนั้นเราได้เดินทางไปงานแสดงสินค้าที่เมืองจีน ซึ่งจริงๆ เป็นการเปลี่ยนสถานที่เที่ยวพบปะเพื่อนฝูง จึงชักชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวที่เมืองจีน โดยเอางานแสดงสินค้าเป็นข้ออ้างบอกที่บ้านในการเดินทางไป และได้นำโบรชัวร์แปรงสีฟันกลับมาเมืองไทยเพื่อยืนยันว่าเราไปทำงานนะ ซึ่งจริงๆ เดินงานแฟร์ไม่ถึงชั่วโมงก็กลับไปเที่ยวต่อ หลังจากกลับมาเมืองไทยก็ยังคงทำงานที่ธนาคารแห่งนั้นต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งไม่มีอะไรทำ จึงนอนก่ายหน้าผากคิดถึงโบรชัวร์ที่หยิบกลับมานอนดู แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย! แปรงสีฟันนี่สวยดีนะ จึงสอบถามกลับไปที่เมืองจีนถึงต้นทุนราคาสินค้า และกลับมาดูราคาขายแปรงสีฟันตามร้านสะดวกซื้อ และเห็นช่องทางการขายว่าสามารถทำกำไรได้ จึงเริ่มสั่งสินค้าเข้ามาจากประเทศจีน

หลังจากที่ได้นำเข้าแปรงสีฟันมาจากเมืองจีน ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 40,000บาท ก็ไม่รู้จะขายใคร เพราะทั้งตู้คอนเทนเนอร์มีสีเดียวแบบเดียว จึงเริ่มจากการบังคับขายเพื่อนที่สนิทกันก่อน แต่ด้วยความที่เพื่อนสนิทมีจานวนจำกัด สินค้าก็ไม่ได้ลดลงเลย จึงต้องพยายามหาทางอื่นในการระบายสินค้า จึงนำแปรงสีฟันไปเปิดท้ายขายในตลาดที่สมุทรสาคร ด้วยค่าเช่าแผง 200 บาท/วันแต่ปรากฏว่าเปิดอยู่ทั้งวันก็ขายไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ก็กลับบ้านมาคิดใหม่ว่าเราอาจจะทำธุรกิจผิดที่ผิดทาง จึงหาที่ขายใหม่โดยถัดมา เรานำแปรงสีฟันไปขายที่ตลาดเช้าที่สำเพ็ง ขายตั้งแต่ตี 1-7 โมงเช้า วันนั้นฝนตกแรงมาก ถือของหนีน้ำหนีแมลงสาป แต่ปรากฏว่าก็ขายไม่ได้อีกเช่นเดิม จึงเริ่มการความท้อแท้ เพราะด้วยความเป็นคนสบายมาแต่เด็ก ไม่เคยเจอความลำบาก ก็เลยปรับทุกข์กับคุณแม่ โดยที่คุณแม่ก็ให้กำลังใจและให้แนวทางความคิดที่ดี เพราะด้วยว่า 2 ที่ที่ผ่านมา พยายามขายปลีกแต่ไม่คุ้มค่ากับเวลาและการลงทุน จึงแนะนำให้เราไปค้าส่ง จึงเกิดแรงบันดาลใจจึงพยายามหาที่ขายส่ง และที่ขายส่งที่แรกของเราคือร้านค้าส่งประจำจังหวัดสุพรรณบุรีโดยการแนะนำของเพื่อนที่รู้จักกัน หลังจากนั้นจึงเริ่มเห็นลู่ทาง จึงเริ่มออกเดินทางไปทุกจังหวัดเพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในร้านขายส่งทุกๆ จังหวัด

โดยใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ในช่วงว่างๆ จากการทำงานจันทร์-ศุกร์ เราจะทำการ research ว่าจะไปไหน เราวางแผนเส้นทางจาก google ทำเส้นทางการเดินทาง และโทรศัพท์นัดหมายเพื่อเข้าพบในวันเสาร์-อาทิตย์ บางร้านตอบรับนัดหมาย บางร้านไม่สามารถนัดหมายวันเสาร์ได้ หลังจากเริ่มต้นขายส่งเป็นระยะเวลาประมาณครึ่งปี เราพอจะมีรายได้ cover เงินเดือนจากงานประจำ ประจวบกับคุณพ่อเสียอย่างกะทันหัน จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาทุ่มเทให้กับการขายอย่างเต็มที่ เพราะเราเห็นลู่ทางในการกระจายสินค้าและเติบโตได้มากขึ้น จึงเริ่มวางแผนออกเดินทางขายสินค้าตามเส้นทางหลักๆ ในทุกจังหวัด หลังจากที่เรามีชื่อเสียงมากขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น

จึงเริ่มมีตัวแทนจากหลายจังหวัดติดต่อเข้ามาเพื่อขอนำสินค้าไปจำหน่ายต่อ จึงทำให้แปรงสีฟันของเรามีคนรู้จักมากขึ้นในตลาดล่างและตลาดกลาง และตัวแทนได้นำไปเสนอในตลาดราชการและได้รับการตอบรับที่ดี เราจึงต้องพัฒนาสินค้าและแบรนด์ของเรา จึงทำการ rebranding สร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆที่ดีขึ้น และย้ายโรงงานผลิตจากประเทศจีนไปยังประเทศเวียดนาม ได้เริ่มร่วมทุนกับโรงงานที่เวียดนามเพราะเรามองถึงการพัฒนาธุรกิจและตัวสินค้าในระยะยาว หลังจาก rebrandingstep ต่อมาคือนำสินค้าเข้าจำหน่ายในห้างร้าน modern trade ชั้นนำ ซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจและเป้าหมายที่คิดไว้แต่ต้น เพราะเราต้องการให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เราจึงตั้งใจแต่งตัวใหม่ ปรับลุคของผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยเหมาะกับทุกๆ ตลาดมากยิ่งขึ้น จนมาถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรก เราไม่มีความรู้เรื่องสินค้า ตลาด และการนำเข้าส่งออก ไม่มีความรู้ความถนัดในการทำงานแนวนี้ จึงเกิดความผิดพลาดในกระบวนการนำเข้าสินค้า สินค้าที่นำเข้ามาในตู้แรกมีแบบเดียว สีเดียว ไม่เป็นที่ต้องการของร้านค้า เมื่อเริ่มขายได้ แบรนด์ของเราก็ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก สำหรับร้านค้าจึงไม่สนใจที่จะนำสินค้าของเราไปวางจำหน่าย ทั้งยังมองตลาดไม่ออก สินค้าช่วงแรกไม่ตรงกับความต้องการของตลาด การมองตลาดไม่ออกคิดเองเออเองทำให้สินค้าไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ขาดความรู้เรื่องการผลิตจึงโดนโรงงานหลอก และโดนลูกค้าต้ม และด้วยเงินทุนที่มีไม่มาก ต้องค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำตลาดจึงสร้าง brand awarenessได้ช้า

ด้วยความที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองให้ที่บ้านรู้ และคุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จคนหนึ่งผู้ซึ่งเคยเริ่มต้นการทำธุรกิจจากศูนย์ เราจึงเห็นว่าเราเองมีโอกาสที่ดีกว่าหลายๆ คน การเริ่มทำธุรกิจที่เป็นของตัวเองให้ประสบความสำเร็จโดยไม่พึ่งพาที่บ้านจึงไม่น่าจะยากเกินความสามารถของตนเอง ด้วยความที่เป็นคนมองโลกในแง่บวก ไม่คิดมาก ชอบแก้ไขปัญหา และมี freedom to fail มากกว่าผู้อื่น แม้ล้มเรารู้ว่ายังมีคนซัพพอร์ต ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่เราได้รับมาแต่เกิด จึงทำให้เราเดินหน้ามาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ และจะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อทำให้แบรนด์บลัชมีเป็นแปรงสีฟันที่อยู่คู่คนไทยไปอีกนานๆ

ในส่วนของการ OEM หรือรับผลิตแปรงสีฟัน เราอยากได้รับโอกาสจากองค์กรใหญ่ๆ ในการผลิตแปรงสีฟันที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า ในส่วนของแบรนด์ BRUSH ME เองเราอยากเห็นแปรงสีฟันบลัชมีเป็นที่รู้จักของทุกๆ คน และได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยทุกคน รวมถึงได้วางจำหน่ายอยู่ในร้านค้าทั่วไปครอบคลุมทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านภายในปี 2562

Hollywood stars : 24 มิถุนายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347250

Hollywood stars : 24 มิถุนายน 2561

Hollywood stars : 24 มิถุนายน 2561

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

O แองเจลีนา โจลี เดินทางไปเยือนค่ายผู้อพยพใกล้กับเมืองโดฮุก ประเทศอิรัก ในฐานะทูตพิเศษสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติซึ่งหลังจากได้เห็นความเป็นอยู่ของผู้อพยพชาวซีเรีย และอิรัก นับหมื่น เธอก็รู้สึกย่ำแย่ที่ผู้คนทั่วโลก ไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตของคนเหล่านี้เท่าที่ควร เนื่องจากเงินช่วยเหลือในปีนี้ ลดลงจากปีที่แล้วอย่างน่าตกใจ ทั้งที่ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และเด็ก ที่ถูกสงครามบีบให้จากบ้านเกิดมา โดยที่ไม่สามารถกลับไป หรือแม้แต่เดินหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้ โจลีย้ำว่า ทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด คงหนีไม่พ้น ประเทศเหล่านั้นควรยุติความรุนแรงในประเทศ และรัฐบาลควรรับผิดชอบกับปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อ

O นักแสดงรุ่นใหญ่ เจฟฟ์ โกลด์บลัม ได้รับเกียรติให้จารึกชื่อลงบนดาวดวงที่ 2,638 บนถนนสายเกียรติยศ Hollywood Walk of Fame ถึงขนาดบอกว่า เลข 2,638 เป็นเลขนำโชคสำหรับเขาเสมอมา โกลด์บลัม วัย 65 ปีบอกว่านี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในชีวิต เพราะเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมากๆ เพราะแค่ได้เป็นนักแสดงก็ถือว่าเขามาไกลกว่าที่ฝันไว้ และก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ โกลด์บลัม เพิ่งมีดวงดาวของตัวเองในช่วงที่หนัง Jurassic World :Fallen Kingdom กำลังเข้าฉายกวาดรายได้อยู่ทั่วโลก และเขากลับมาร่วมแสดงอีกครั้ง หลังจากวิ่งหนีไดโนเสาร์ภาคสุดท้าย คือ The Lost World เมื่อปี 1997

O คริส แพรทท์ พระเอกวัย 38 ปี กลับมาหัวใจเป็นสีชมพูอีกครั้ง เพราะเดทอยู่กับนักออกแบบภายใน แคทเธอรีนชวาเซเนกเกอร์ ลูกสาววัย 28 ปีของคุณพ่อคนเหล็ก อาร์โนลด์ กับอดีตภรรยา มาเรีย ชไรเวอร์ ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ก่อน ทั้งคู่ก็เพิ่งควงกันไปปิคนิกสองต่อสองมาหมาดๆ ขณะที่พระเอกคุณพ่อลูกหนึ่งยังไม่ออกมาชี้แจงถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่ที่แน่ๆ แฟนคลับของแพรทท์ หลายคนนอกจากจะไม่แอนตี้แล้ว ยังแฮปปี้มากที่พระเอกในดวงใจได้มีรักครั้งใหม่ เพราะหลังจากหย่ากับ แอนนา ฟาริส อดีตภรรยาเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ครองตัวโสดมาตลอด ผิดกับฟาริส ที่ตัดหน้ามีหนุ่มคนใหม่มาดามหัวใจแบบไม่ต้องโสดนาน

O อดีตคู่แต่งงานที่ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและยังทำหน้าที่พ่อ-แม่อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอย่าง เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ และ เบน แอฟเฟล็ก และเนื่องในวันพ่ออเมริกาปีนี้ นักแสดงสาวได้ออกมาพูดถึงอดีตสามีของเธอผ่านโซเชียลส่วนตัว ด้วยการแชร์ภาพของแอฟเฟล็กลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่นอบอุ่น “ลูกของเราโชคดีที่มีพ่อคอยมองไปยังพวกเขา และรักพวกเขาในแบบที่คุณรัก@benaffleck #สุขสันต์วันพ่อ #ลูกสามคนที่แสนโชคดี #ขอให้มีวันที่ยอดเยี่ยม”

O เป็นความจริงที่น่าแปลกใจนิดหน่อยสำหรับนักแสดงแฟรนไชส์เดียวกันระหว่าง มาร์ก ฮามิล ผู้รับบทเป็นลุค สกายวอล์กเกอร์กับ นาตาลี พอร์ตแมน ผู้รับบทเพดเม่ ใน Star Wars แถมสองตัวละครนี้เป็นแม่ลูกกัน แม้ว่าจะออกมาคนละช่วงเวลาในหนัง แต่นักแสดงรุ่นใหญ่กลับไม่เคยเจอนักแสดงสาวเลยสักครั้งเดียว ในขณะที่เพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ มีโอกาสได้เจอ จนเจ้าตัวต้องระบายออกมาทางทวิตเตอร์เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่พอร์ตแมนที่ไปออกรายการ The Late Show with Stephen Colbert ฝากข้อความถึงฮามิลกลางรายการเลยว่า “มาร์ก ฉันอยากเจอคุณนะ คุณอยู่ไหน อยู่ไหนมาเจอกันหน่อยสิ”

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347293

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า  ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อีกหนึ่งบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังฉากบู๊ในภาพยนตร์และละครแนวพีเรียด คงต้องยกให้ “วัชรชัย สุนทรศิริ” หรือที่รู้จักกันดีกับฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ที่วันนี้เขาได้ขยับบทบาทมาอยู่เบื้องหน้า กับหลากหลายคาแร็กเตอร์ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆ สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงขอหยิบเส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น “ครูแอ้นท์” ในวันนี้ให้ทราบกัน

จุดเริ่มต้นของความบู๊

ย้อนไปนิดหนึ่งครับ ตั้งแต่ที่จบจากวิทยาลัยพลศึกษาชลบุรี เมื่อปี 2532 ผมเรียนมาทางด้านกีฬา ศิลปะป้องกันตัว แม่ไม้มวยไทย ดาบไทยมา ก็เลยมีพื้นฐานเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวอะไรที่เป็นไทยๆ หลังจากนั้นก็เลยมีโอกาสได้ไปทำงานที่ซาฟารีเวิลด์ ได้ไปศึกษาการขี่ม้าที่นั่น คือจะไปเป็นคาวบอย อยากเป็นนักแสดงโชว์ แต่ว่าเราต้องเริ่มจากการไปเป็นคนเลี้ยงม้าก่อน ไปฝึกม้าเอง ครูพักลักจำ โดยไม่มีสูตรอะไร ตกม้าทุกวัน(หัวเราะ) หลังจากนั้นเขาก็มีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เหมือนเป็นบริษัทหนังใหญ่ๆ มาสอนการเป็นสตันท์ให้ ซึ่งผมเป็นยุคบุกเบิกเลยครับ ที่แสดงโชว์เป็น 3-4 คนแรกในแผนกนี้ได้ทำการแสดงคลุกคลีอยู่กับม้า โชว์ไฟเผาตัว ขี่เรือ ขี่เจ๊ทสกี โหนสลิงตกน้ำมาตลอด 9 ปี จนได้มีโอกาสไปดูงานที่อเมริกา ได้ไปดูโชว์ต่างๆ ตรงนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยน เพราะว่าเราชอบโชว์สไตล์คาวบอย ชอบม้าอยู่แล้ว นั่งดูนั่งพิจารณาว่าเราโชคดีนะ ที่มีโอกาสได้มาเห็นตรงนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลยรู้สึกว่าเรามีตัวตน พอกลับมาบ้าน เราก็จะใช้วิชาที่มีเอามาพัฒนา เป้าหมายคืออยากจะให้นักแสดงที่อยู่ในเมืองไทยได้ขี่ม้า โดยการใช้ความสามารถของตัวเอง เราเองก็จะได้ใช้ความสามารถของเราที่มีที่เราได้เรียนมา เอามาผสมผสาน แล้วก็ยังได้ไปที่มาเลเซียต่ออีก ไปทำโชว์อยู่ที่นั่น 3 ปี เซตเป็นเมืองคาวบอยเลยคือเรายืนด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วล่ะ แล้วก็มาหาทีมสตันท์ของตัวเองที่เมืองไทย เรียกว่าเราเป็นสเตจโชว์ก่อน เพราะว่าถนัดมาทางนี้ หลังจากกลับจากมาเลเซียก็ได้ไปอินโดนีเซีย

ขยับเข้ามาสู่งานภาพยนตร์

คือมีพี่คนหนึ่งที่อยู่บริษัท “พร้อมมิตร”ชื่อ “พี่แขก” ได้ชวนให้ไปเข้าฉากขี่ม้าเป็นนักแสดงในหนัง มีนักแสดงฝรั่งเขาอยากจะดู ซึ่งก็แสดงว่าคงจะมีคนไปคุยว่าถ้าเป็นม้าก็น่าจะเป็นคนนี้นะ ผมก็เลยเป็นคนแรกที่ได้เป็นสตันท์เอที่ขี่ม้า แต่ตอนที่แคสนั่น ตกม้านะ แต่ที่เขาเลือกเรา ก็เพราะเรื่องเซฟตี้ เราเป็นคนเดียวที่ใส่อุปกรณ์เซฟตี้ร่างกาย เขาเห็นการแสดงเห็นความสามารถของเรา ฝรั่งก็ชอบในเรื่องของการเซฟตี้ ซึ่งผมก็ได้เป็นสตั้นท์ในภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ได้ดูแลเทคแคร์ฝรั่งในทีมขี่ม้าด้วย เพราะเรื่องภาษาเราก็พอได้ ผมยังไม่ได้เป็นนักแสดงเลยครับ ยังอยู่แค่เบื้องหลังอยู่ แต่ถ้าใครได้ดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” แล้วสังเกตดีๆ จะเห็นหน้าคนนี้ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายบ่อยมาก เปลี่ยนสัญชาติเยอะแยะมากมาย (หัวเราะ) เล่นเป็นหลายตัวมาก ก็อยู่กับ “ท่านมุ้ย” กับกองถ่ายตำนานสมเด็จพระนเรศวรที่กาญจนบุรี 10 กว่าปีครับ ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคสุดท้าย แล้วท่านก็เมตตาให้ได้เล่นเป็นตัวแสดงตัวหนึ่งชื่อ “ออกญาศรีไสยณรงค์” นั่นคือตัวละครตัวแรกที่มีบทบาทได้แต่งตัวเป็นขุนศึกในเรื่องและได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าอายุเราก็มากขึ้นนะครับ เราก็คงจะไม่มาตกม้าอยู่ตลอดเวลา เลยพยายามฝึกตัวเองหน้ากระจกบ้าง เล่นแอ๊กติ้งบ้าง ถามแฟนว่าใช้ได้ไหม หน้าตาอย่างนี้ เราคงจะไปเล่นแทนใครตลอดไม่ได้ ในตัวกระดูกหักไป 8 ครั้งแล้วครับ แอบไปพักหลบเลียแผลใจบ่อยมาก (หัวเราะ) ต้องพัก 45 วัน บางทีไม่ถึงครับ 2 อาทิตย์ก็ยังต้องมาขี่ม้าต่อ

เปิดตัวสู่งานเบื้องหน้า

จาก “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ทำให้เหมือนเป็นจุดประกายว่าเราก็สามารถทำการแสดงเบื้องหน้าได้ แต่เรื่องที่เป็นการแจ้งเกิดเลยคือจากเรื่อง “บางระจัน” ละครของ “พี่หน่อง-อรุโณชา” ผมเล่นเป็น “กำนันพันเรือง” แล้วก็มาเล่นเรื่อง“ข้าบดินทร์” เป็นเจ้าบดินทร์เดชา ทุกคนรู้จักทั่วฟ้าเมืองไทย ตามมาด้วยเรื่อง “ชาติพยัคฆ์” เป็นไอ้ยอดที่คอยต่อยตีพระเอก แล้วก็มา “บุพเพสันนิวาส”, “คมแฝก” มีละครเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เลยมาอยู่เบื้องหน้ามากขึ้น สนุกครับมันเป็นอะไรที่ท้าทาย แต่ว่าเบื้องหลังก็ยังไม่ทิ้งนะ ก็ยังมีคนจ้างให้ไปสอน และก็ยังเป็นผู้ดีไซน์คิวบู๊ด้วย อย่างเรื่อง “ชาติพยัคฆ์” ก็เป็นคิวบู๊ที่เราทำมาทั้งเรื่องเลย และเล่นด้วย ต่อสู้ด้วย “คมแฝก” ก็ด้วยครับ ซึ่งนี่จะเป็นในส่วนของการดีไซน์ แล้วจะมี “ครูเป็ด” ที่มาช่วยด้วย

สิ่งที่ชำนาญที่สุด

ตอนนี้ทุกคนก็ให้ฉายาว่า “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”ก็คงจะเป็นเรื่องม้าแหละครับ เรื่องการขี่ม้า การต่อสู้บนหลังม้า เพราะว่าเราได้เรียนจากครูสอนขี่ม้าเป็นมาตรฐานสากล จากตำรวจม้าที่อเมริกา เราก็เอาความรู้นั้นมาถ่ายทอดให้เด็กๆ และดาราทั่วฟ้าเมืองไทยเรียกว่าแทบจะทั้งวงการ จำชื่อไม่ได้ เอาว่าเป็นเรื่องๆ ดีกว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”, “ผู้ชนะสิบทิศ”, “บางระจัน” คือทั้งหนังทั้งละครที่เป็นพีเรียด น่าจะผ่านมือครูแอ้นท์นะครับ (ยิ้ม) นักแสดงส่วนใหญ่ที่ขี่ม้า ผมก็ภูมิใจที่ได้สอน แล้วเขาก็เอาไปใช้ ต้องขอโทษเรื่องอื่นที่ไม่ได้พูดถึง คือมันเยอะจริงๆ รวมถึงทุกคนที่มาเรียนกับครูแอ้นท์คือภูมิใจหมด

ที่มาของฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”

ได้มาจากรายการ “กระบี่มือหนึ่ง” ทางช่อง 7ซึ่งเราชนะได้เป็นที่ 1 ของเมืองไทยเรื่องสตันท์ม้าก็เลยได้ฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ซึ่งถามความรู้สึกก็คือดีใจมาก เพราะว่าไปไหนคนก็รู้จัก คือชื่อนี้กว่าเราจะได้มา จะต้องบุกป่าฝ่าดงมาเยอะ ก็ภูมิใจแบบสุดๆชื่อนี้มันเหมือนเป็นซิกเนเจอร์เราไปแล้ว แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ คิดว่าเป็นงานที่เรารักเราชอบ เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำแค่นั้นเอง ตอนหลังพอมีคนนั้นมาอยากเรียนเราก็มีโอกาสที่จะสอนคนนั้นคนนี้เขาก็ไปพูดต่อพูดในทางบวกเชื่อไหมครับว่าล่าสุดมีน้องนักแสดงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นพระเอก เขาก็ไปถามหาว่าจะเรียนขี่ม้าที่ไหนได้นะ ก็มีรุ่นพี่แนะนำให้มาหาครูแอ้นท์ เขาหาอยู่เดือนหนึ่งกว่าจะได้เบอร์ครูแอ้นท์และดั้นด้นไปหากันถึงเมืองกาญจน์จนได้เรียนในที่สุด

ชีวิตนักบู๊ที่ผูกพันกับม้า

25 ปีอยู่บนหลังม้า ผมก็นับไม่ถ้วนนะครับ ว่าม้าผ่านมือเรามาแล้วกี่ตัว อย่างตอนที่อยู่ซาฟารีเวิลด์เราก็จะมีม้าอยู่ตัวหนึ่งชื่อ “เบส” ซึ่งเราก็ชอบนะ เพราะว่าเขาสนุกมาก คือเรียกว่านับไม่ถ้วนดีกว่าว่ากี่ตัว เราต้องไปกินนอนอยู่กับเขาเลยในช่วงแรก เพราะว่าเราต้องดูแลในเรื่องของเวทีด้วย และเราก็ยังเป็นวัยรุ่น ก็เลยชอบที่จะอยู่ตรงนั้น อยากผจญภัยเลี้ยงม้าไปผูกพันกันไป ม้าฝูงหนึ่งที่เราเลี้ยงก็ไม่ต่ำกว่า 30 ตัวนะแล้วเราเลี้ยงเขาแบบปล่อยไล่ทุ่ง กว่าเราจะจับจะไล่ต้อนเข้ากรงได้ แต่เราก็ไม่ได้กลัว ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่สนุกอย่างเดียว และมันได้ตังค์ด้วย เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยได้เรียน เราอยากจะเป็นคาวบอย ชีวิตคาวบอยมันต้องเป็นลูกทุ่งจริงๆ อาชีพอื่นที่ไม่เจ็บตัวก็ไม่อยากทำ ผมว่ามันเป็นความชอบส่วนตัวครับ แม้ว่าจะกระดูกหักมาแล้ว 8 ครั้ง แต่มันก็สนุก เป็นชีวิตนักบู๊ (หัวเราะ) เวลานี้ก็ยังสนุกอยู่ แล้วยิ่งได้เห็น “ก็อต-จิรายุ” เป็นน้องที่เราเห็นมาตั้งนานแล้วและเขามีอะไรมันก็เหมือนเป็นครูที่เรามองลูกศิษย์ เขามีพลังมากมีไฟมาก เราก็ยังมีความรู้สึกว่าเอาหน่อยนะ แม้ว่าจะไม่ได้เท่าน้อง ก็เอาเท่าที่เราได้เรามีและพัฒนาในสิ่งที่เราขาดให้มันดีขึ้น เป็นตัวเราหลายคนเป็นไอดอลผมเลยนะ เราก็เอาสิ่งดีๆ ของเขามาพัฒนาตัวเรา

ณ วันที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางสายบู๊

ที่บ้านเขาเจ็บครับ แม่เห็นเราก็จะสงสาร ถามเราตลอดว่าเจ็บไหม แต่ก็บอกท่านไปว่ามันคือการแสดง คือก็เจ็บแหละ แต่เราก็ไม่อยากให้แม่รู้ จริงๆ ต้องบอกว่าคุณแม่ผมเป็นนักแสดงเก่านะครับ “ประยูรศรี สุนทรศิริ” ท่านเป็นนักแสดงและเป็นนักพากย์ เลยอยากให้เราเข้าวงการ ตอนที่ผมจบ ม.3ท่านก็บอกว่าจะฝากผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการให้ แต่ผมไม่เอาเอง คือเราไม่มีความสามารถ ตัวก็ดำ หน้าตาก็ไม่ดี มีแต่จะไปทำให้เขาเสียเวลา แล้วเราเป็นคนขี้อายด้วย ณ ตอนนั้นนะครับ คือเรามองหาความสามารถเราไม่เจอเลย เราเป็นใคร ก็เลยบอกแม่ว่าเดี๋ยวสักวันผมจะเข้าไปอยู่ในวงการเอง จะใช้ความสามารถของผมเอง แม่คอยดูนะ แล้วไม่นานด้วย หลังจากนั้นก็เลยตั้งต้นเรียนวิทยาลัยพลศึกษามาตั้งแต่ ม.ปลาย จนจบประกาศนียบัตรชั้นสูง แต่ก็ยังไม่ได้คิดนะว่าจะเข้าวงการ คิดแต่ว่าอยากจะเป็นนักยิมนาสติก หรืออะไรสักอย่าง และคิดว่าทักษะนี้ความคล่องตัวมันสูง สมัยก่อนผมวิ่งไต่กำแพงนี่สบายเลยครับ วิ่งไปตีลังกายันกำแพงได้ ชอบดูหนังต่อสู้กำลังภายในด้วย

แลกกับความเจ็บ

ถ้าเราพูดถึงเรื่องรายได้ มันก็ดีกว่างานประจำที่เราทำทั่วไป คือค่าตอบแทนมันก็พอได้ซื้อปลา ซื้อปลาทู ซื้อผักต้มให้ลูกกิน (หัวเราะ) ดีครับๆมันก็คุ้มกับการบาดเจ็บ การเจ็บปวดของร่างกายเราแหละครับ เราสามารถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองทุกอย่างในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตมันก็เริ่มขมวดเข้ามา บ้านรถเราก็สามารถที่จะมีเป็นของตัวเองมีครอบครัวที่น่ารัก มีภรรยาที่น่ารักคอยเป็นเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

ไอดอลของลูกๆ

ผมมีลูก 3 คน คนโต 27 แล้ว ขี่ม้าอยู่ด้วยกันคนที่ 2 เป็นแอร์ครับ ส่วนคนสุดท้ายลูกสาวยังเล็กอยู่ ป.6 ซึ่งลูกชายคนโตเป็นผู้ชาย เขาก็เหมือนเจริญรอยตามเราแหละครับ ตอนนี้ก็เข้ามาเต็มตัวแล้วใน “คมแฝก” เขาก็บู๊ “บุพเพสันนิวาส” ก็เล่นด้วยกัน จริงๆ ผมไม่ได้ฟิกซ์นะว่าลูกต้องเข้าวงการเหมือนเรา คือแล้วแต่เขาเลย เพราะว่ามันคือการดีไซน์อนาคตของเขาเอง แค่เราอาจจะมีกรายๆ ฝึกเขาให้รู้จักศิลปะ ก็จะคอยบอกคอยสอนว่างานทุกอย่างขอให้เป็นงานสุจริตคือดีหมด เราต้องเคารพทุกงาน งานที่สามารถสร้างรายได้ให้เราและเป็นงานสุจริตนั่นคือดีที่สุดแล้ว เราก็เหมือนเป็นไอดอลของเขาครับคือแอบไปดูในโซเชียลเขาก็เห็นว่าเขาโพสต์ถึงพ่อตลอด ผมไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงแต่รู้ว่าเขาอยากทำก็ดีครับสนับสนุนเราจะมีไลน์กลุ่มคุยกันวันนี้มาซ้อมหน่อยนะเขาก็จะมาเราก็มาดีไซน์กัน (มีทายาทสืบทอดแล้ว ?) เขาก็ว่ากันอย่างนั้นครับ แต่ว่าเราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังไม่ได้ไปไหน คิดว่าเรายังต้องเดินไปอีกเยอะ ขึ้นก็คือขึ้นแต่จะขึ้นยังไงไม่ให้หายไป คือเราจะต้องมีซิกเนเจอร์ของเรา เพื่อที่ทุกคนจะได้กล่าวถึงและทุกคนจะได้เห็นเราไม่ว่าจะเล่นตัวไหนหรือตำแหน่งไหนเขาก็ยังเห็นว่านี่คือ “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”

ชีวิตขาขึ้น

ดีครับ มันแล้วแต่เวลาจังหวะชีวิต มันก็ไม่ได้ว่าเลวร้ายนะสมัยก่อนทำงานก็เหมือนเป็นพระเอกนะเพียงแต่ว่าเราไม่ได้โชว์หน้าตาเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ไปไหนคนจำได้หมดแล้วครับ แต่งตัวไม่ดีไม่ได้แล้วนะ(หัวเราะ) เมื่อก่อนยังไงก็ได้ แฟนจะบอกอยู่เสมอว่าให้แต่งตัวดีหน่อยนะ เราเป็นนักแสดงแล้วอยู่เบื้องหน้าแล้วเป็นผู้ใหญ่ด้วยลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะว่าปกติเราจะเป็นคนง่ายๆ แล้วที่สำคัญคือพยายามศึกษาดูหนังเยอะๆ เน้นหนังเรื่องการต่อสู้ ต้องใฝ่หาความรู้และคิดท่าเองด้วยให้เป็นสัญลักษณ์ของเรา

โปรเจกท์ที่อยากจะทำ

ตอนนี้มีพี่คนหนึ่งที่เปิดฟาร์มม้าอยู่ โดยส่วนตัวเองก็คิดว่าเราน่าจะมีอะไรที่เป็นยิมไว้บ้างก็ดี ก็เลยดีไซน์ไว้ว่าจะเปิดสอนด้านอาวุธไทยโบราณ พวกมวยไทยและการขี่ม้า คิวบู๊ คือเอามาดีไซน์เป็นโปรเจกท์ที่อยากทำมากและตอนนี้ก็ไฟเขียวแล้วครับรอโปรโมทอย่างเป็นทางการเร็วๆ ขอจัดแจงอะไรให้ลงตัวนิดหนึ่งก็น่าจะเปิดได้แล้วครับ สำหรับใครที่สนใจจะมาเรียนกับครูแอ้นท์ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ทางไอจีant_sundarasiri หรือที่เฟซบุ๊คครูแอ้นท์ ท้าทมิฬ ได้เลยครับ ครูแอ้นท์ตัวจริงเสียงจริงยินดีต้อนรับครับ แต่ต้องบอกว่าถ้าใครที่อยากจะเป็นแบบผม ใจคุณต้องมาก่อนว่าคุณรักที่จะทำตรงนี้หรือเปล่า ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะว่าชีวิตมันทดลองกันได้ไม่กี่ครั้งพรุ่งนี้เราจะเจ็บจะเสียชีวิตเราไม่สามารถรู้ได้เลยอนาคต แต่ผมเองสาหัสมาเยอะแล้วครับก็เลยเฉยๆ ที่เจ็บ 8 ครั้ง มันท้อทุกครั้งแหละครับ แต่ว่าก็ไม่ถอยมีแต่แรงที่จะผลักให้เราว่าต้องไปต่อ ไม่เคยผ่าเลยครับ ในร่างกายไม่เคยผ่าตัดเลยสักครั้งเดียว

อาชีพนี้ที่เลือกแล้ว

เกือบ 30 ปีแล้วนะครับที่อยู่ตรงนี้ ก็ถือว่าลงทุนมาเยอะแล้วคงไปทำอาชีพอื่นไม่ได้แล้วครับ (หัวเราะ) เรียกว่าน่าจะบู๊จนเข้ากระดูกดำไปแล้ว แต่เราก็ไม่ได้เอาวิชาของเราไปตีไปต่อยกับใครเขา เราแค่ป้องกันตัวเองและหลบหลีกจากเหตุการณ์นั้นได้ก็โอเคแล้วครับ และอีกอย่างคือจะมีคนข้างๆ ก็คือภรรยาที่คอยเตือนสติว่าคุณพ่ออย่าใจร้อน แล้วเราก็จะค่อยๆ เย็นลง

ความในใจฝากถึงแฟนๆ

ต้องขอบคุณมากๆ คือเรามีโอกาสได้เป็นฟรีแลนซ์ก็มีคนตามไอจีตามเฟสมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง แล้วเขาก็มีส่งข้อความมาขอเรียนมาทักทายชื่นชมให้กำลังใจนี่คือเยอะมาก ตอนนี้ไอจีระเบิดแล้วครับผมเป็นคนที่อ่านแล้วก็ตอบด้วยนะ อาจจะไม่ได้เขียนแต่ก็กดไลค์แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์ทุกคนแน่นอน ก็คือเขามีเวลามาอ่านเรามาตามเรา เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญเรา เราก็ต้องให้ความสำคัญเขา ส่วนตัวแล้วก็จะยังสร้างสรรค์ผลงานต่อไปเรื่อยๆ ถ้ามีผู้ใหญ่ยังเมตตาเราอยู่ แล้วก็สนุกกับตรงที่เราอยู่เบื้องหน้า อย่างที่เรามาคุยกันวันนี้ก็เป็นกองใหม่ที่ท่านเมตตา สำหรับ “พี่ไก่-วรายุฑ” นะครับ เรื่อง “สัตยาธิษฐาน” ติดต่อเข้ามาตั้งแต่กลางปีที่แล้วและเราก็ได้มีโอกาสมาร่วมงานด้วย ส่วนงานอื่นก็มี “สาปกระสือ”ทางช่อง 8 และมีภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายวันที่28 มิถุนายนนี้ เรื่อง “400 นักรบขุนรองปลัดชู”ส่วนที่เพิ่งจบไปก็ “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” เป็นโอกาสที่ดีครับ ที่มีงานออกมาเรื่อยๆ และได้ร่วมงานกับผู้จัดที่หลากหลายมากขึ้นก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ (ยิ้ม) บู๊ได้ทุกค่ายทุกช่องเรียกใช้บริการได้ครับ”

พูดคุยกันไป ยิ้มไป และกลั้วด้วยเสียงหัวเราะตลอดเวลา เห็นทีต้องเพิ่มฉายา “นักบู๊อารมณ์ดี” ให้ไปอีก สำหรับ “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ผู้อยู่เบื้องหลังการบู๊ของเหล่านักแสดงดังมากมาย

กุหลาบสีเงิน

ดาราพาเที่ยว : ‘สิงโต นำโชค’ กับการไปเยือนเกาะพยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347273

ดาราพาเที่ยว : 'สิงโต นำโชค' กับการไปเยือนเกาะพยาม

ดาราพาเที่ยว : ‘สิงโต นำโชค’ กับการไปเยือนเกาะพยาม

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกว่าใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ สำหรับนักร้องหนุ่ม “สิงโต นำโชค” กับการไปเยือนเกาะพยาม ในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้ทำงานที่รักแล้ว เหตุการณ์ความสุขต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ก็ได้สร้างความทรงจำและความประทับใจมากมายให้กับเขา ซึ่งถือเป็นการชาร์จแบตให้กับร่างกายเพื่อที่จะลุยงานใหม่อย่างเต็มที่ ทริปพิเศษนี้จะสนุกและตื่นเต้นแค่ไหน “สิงโต” พร้อมแชร์ให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน

ทริปพิเศษ “ล่าสุดเพิ่งไปถ่ายปกอัลบั้ม“Just Have Fun With It” ที่เกาะพยาม จ.ระนอง อย่างที่บอกอัลบั้มนี้ตั้งชื่อ “Just Have Fun With It”ก็อยากจะสนุกไปกับมันเต็มที่ ทำงานเราก็ไม่อยากรู้สึกว่าเครียด หรือคิดเยอะ อยากทำแล้วสนุก แล้วได้ผลงานที่ดีออกมาด้วย ก็เลยคิดกันว่า เอ๊ะทำยังไงดีกับภาพปกอัลบั้ม ถ้าถ่ายในสตูดิโอก็อาจจะไม่สนุก ก็เลยไปเที่ยวทะเลก็ได้ แถมยังได้พักผ่อนแล้วก็ได้งานกลับมาด้วยเลย ตรงคอนเซ็ปต์เป๊ะ ก็เลยไปกันกับทีมงาน”

โดนใจเป็นที่สุด “พอไปถึงที่นั่นบอกเลยว่าชีวิตเราสโลว์ไลฟ์มาก เงียบ สงบ เพราะยังไม่มีนักท่องเที่ยวเยอะเท่าไหร่ ทุกอย่างยังสดใหม่เป็นธรรมชาติมากๆ ร้านอาหารก็ชิลๆ เป็นป้าที่อยู่ที่นั่นทำกับข้าวคนเดียว ก็จะค่อนข้างสโลว์ไลฟ์มากๆ จะเร่งแกไม่ได้นะ เพราะมีคนเดียว (หัวเราะ) ถ้าใครหิวมากๆ ไปจะเร่งให้แกทำก็ไม่ได้นะเพราะแกทำคนเดียวก็ต้องใจเย็นๆ ชมชิลกับธรรมชาติไปก่อน แล้วที่นี่ผมบอกเลยว่าตอนนี้ธรรมชาติดีมาก เหมือนเรากลับต่างจังหวัด ไม่ได้มีโรงแรม หรือนักท่องเที่ยวที่เยอะๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะพาครอบครัวมาที่นี่อีกครั้ง”

ทริปครอบครัวที่ประทับใจ “มีครั้งหนึ่งเคยพาไปประเทศญี่ปุ่น คือเหมือนเปลี่ยนที่เลี้ยง (หัวเราะร่วน) วิ่งวุ่นเลย ไม่ต้องไปไหนอยู่แต่ในบ้าน คือนานๆ จะพาไปเที่ยวทีนะ เพราะลูกๆยังเด็กมาก พอไปก็จะวิ่งวุ่นเลย ลูกสามคนน้องไค และฝาแฝด น้องเคเน และน้องคาเลโอ ลูกๆ ก็เพิ่ง 4 ขวบ กับ 2 ขวบ ถือว่าเป็นวัยที่กำลังซน เราพ่อ แม่ ต้องจับและดูแลลูกๆทั้งสามคนไม่ทันแน่นอนถ้าออกไปเที่ยวก็ต้องรอโตกว่านี้นิดหนึ่ง”

ผลงานใหม่ให้แฟนเพลง “Will You Marry Me?” ก็เป็นซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมาพร้อมกับอัลบั้มเต็มชุดที่สาม “Just Have Fun With It” ซึ่งชื่ออัลบั้มนี้ภรรยาตั้งให้ ประมาณว่า“สนุกกับการทำงานนะ อย่าเครียดนะที่รักจ๋า (Just Have Fun With It)” ส่วนเนื้อเพลงผมก็แต่งให้ภรรยานี่แหละ ก็พูดถึงความรักของคนสองคนที่ตอนแรกที่รักกันกระหนุงกระหนิง แล้ววันหนึ่งต้องเดินข้ามเส้นทางมาเป็นชีวิตคู่ที่จะต้องอยู่ด้วยกันมันก็จะเป็นความรักอีกแบบหนึ่ง ก็เลยตั้งชื่อเพลงนี้ว่า “Will You Marry Me?” ก็เหมือนเป็นบทพิสูจน์ใจนิดหนึ่งว่าเขามั่นใจและเข้มแข็งกับความรักของเรา ก็เป็นเพลงที่แทนความรู้สึกตัวเองที่อยากจะบอกคนอื่นให้รู้ว่าเราคิดแบบนี้กับภรรยาเรานะ ถามว่าเขาเข้าใจไหมก็ไม่น่านะ แต่เดี๋ยวก็คงเล่าและอธิบายให้เขาฟังแหละครับ (หัวเราะร่วน)ก็รอโอกาสพิเศษที่จะเล่นให้เขาฟังสื่อสารให้เขาเข้าใจอีกที”

ช่างเป็นหนุ่มที่โรแมนติกสุดๆ เรียกว่าใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อสื่อสารความรู้สึกให้คนที่รักอย่างหวานซึ้งจับใจ ฟังแล้วก็อดอิจฉาศรีภรรยาหนุ่มสิงโตไม่ได้จริ๊งจริง เอาเป็นว่าแฟนๆ ก็อดใจรอโมเม้นท์เซอร์ไพรส์ของหนุ่มสิงโตกันต่อไป

แซ่บสุดใน3โลก ‘เก๋ เลเดอเรอร์’ทุ่ม50ล้านเขย่าวงการความงามครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347237

แซ่บสุดใน3โลก 'เก๋ เลเดอเรอร์'ทุ่ม50ล้านเขย่าวงการความงามครบวงจร

แซ่บสุดใน3โลก ‘เก๋ เลเดอเรอร์’ทุ่ม50ล้านเขย่าวงการความงามครบวงจร

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 14.13 น.

หายหน้าไปพักใหญ่ สำหรับ “เก๋ กันยกร” หรือที่เรียกขานกันจนติดปากว่า “เก๋ เลเดอเรอร์” เจ้าแม่ความฉาวเซ็กซี่ของวงการบันเทิงไทย ที่ใครๆก็ต่างชินตากับภาพการสลัดผ้า ในภาพเซ็ตชวนสยิว ที่แม่คุณขยันโชว์ออกมาในรูปแบบต่างๆกันไป เอาใจแฟนคลับและคนติดตาม จนคนพากันเรียกขานและยกตำแหน่งให้เป็น “เจ้าแม่เซ็กซี่ของวงการ” นั่นเอง แต่ตอนนี้บทบาทแม่คุณดูท่าจะไม่ใช่แค่มีดีแค่ความเซ็กซี่เสียแล้วค่ะ

แต่การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมกับความโอ่อ่า อลังการ ดาวล้านดวง ของสถานเสริมความงามครบวงจร ที่แม่คุณทุ่มเงินลงทุนร่วม 50 ล้านบาท แม่เจ้า!!!! แต่เดี๋ยวก่อน งานนี้ขาเม้าส์ ขาเผือกต่างลือกันให้แซ่ด!!ว่าความหรูหรา อลังการของแม่คุณนั่น มีเจ้าสัวพันล้าน คอยเป็นแบคอัพให้ จนถึงกับต้องแยกตัวกับน้องชายสุดรักสุดเลิฟ ที่เคยเห็นติดกันเป็นปลาท่องโก๋ อย่าง “เอิร์ก เลเดอเรอร์” จำใจต้องแยกกันบริหารจัดการธุรกิจที่เคยคิดทำร่วมกัน ออกไปคนละทิศคนละทางเลย ข่าวนี้จะจริงเท็จอย่างไร ไว้เร็วนี้จะถามจากปากแม่คุณดูอีกทีแล้วกันนะเจ้าค่ะ ชมภาพ

ภาพโปสเตอร์แรก‘ขุนพันธ์2’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347099

ภาพโปสเตอร์แรก‘ขุนพันธ์2’

ภาพโปสเตอร์แรก‘ขุนพันธ์2’

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังประกาศเดินเครื่องสร้างภาพยนตร์ “ขุนพันธ์2” ก็ได้เวลาที่ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล สตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์ ปล่อยภาพโปสเตอร์ใบแรก ออกมาเรียกน้ำย่อยแฟนๆ โดยมี ขุนพันธ์ ผู้รับบทโดย “อนันดา เอเวอร์ริงแฮม” ยืนอยู่หน้ากำแพงขนาดใหญ่ ที่เพิ่งโดนถล่มด้วยกระสุนและระเบิดจนเกิดเป็นรูปร่างของเลข 2 เน้นย้ำความเป็นภาคต่อมาของ ขุนพันธ์ มือปราบอาคมกับคำโปรยบนโปสเตอร์ที่ตอกย้ำความเชื่อของนายตำรวจวีรบุรุษอย่างขุนพันธ์ว่า “ศรัทธา เหนือศาสตรา” การกลับมาด้วยการสลัดเครื่องแบบตำรวจสู่การเผชิญหน้าและกำราบเสือฝ้ายและเสือใบ 2 เสือผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคกลางที่กุมอาณาเขตแห่งชุมเสือที่มีไพร่พลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลงานการเขียนบท-กำกับของ ก้องเกียรติ โขมศิริพร้อมกันนี้ยังปล่อยตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ ขุนพันธ์ 2 ออกมาในโลกโซเชียล แนะนำคาแร็กเตอร์ของสองเสือ ทั้ง เสือฝ้าย และ เสือใบ รับบทโดย “พันเอกวันชนะ สวัสดี” และ “อารักษ์ อมรศุภศิริ” รวมทั้งอีกหลากหลายคาแร็กเตอร์ที่เตรียมเผยเร็วๆ นี้ (หนังมีคิวเข้าฉาย 9 สิงหาคม 2561)

สร้างความทรงจำ กับ ‘ซังกยุน-เคนตะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347108

สร้างความทรงจำ กับ 'ซังกยุน-เคนตะ'

สร้างความทรงจำ กับ ‘ซังกยุน-เคนตะ’

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

The Lime Thailand ประกาศพา 2 หนุ่มคู่ซี้ต่างขั้ว ซังกยุน และ เคนตะ มาเจอแฟนๆ ชาวไทยในงาน 2018 SANGGYUN KENTA FANMEETING IN BANGKOK วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ณ แจ้งวัฒนะฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ แถมด้วยสิทธิพิเศษแบบแน่นเอี๊ยดซึ่งนอกจากแฟนๆ ชาวไทยจะตื่นเต้นที่จะได้เป็นหนึ่งในแขกคนสำคัญร่วมสัมผัสความคิดถึงจากทั้ง 2 หนุ่มแล้ว ฝั่งซังกยุนและเคนตะก็แฮปปี้ไม่น้อยที่จะได้กลับมาเยือนประเทศไทย และมอบความสุขให้แฟนๆ อีกครั้ง โดยส่งคลิปอ้อนมาว่า“ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พวกเราได้ไปเจอแฟนๆ ชาวไทยมาใช่ไหมครับ แต่ว่า..ผมยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเลย เพราะฉะนั้นพวกเราจะไปเจอกับทุกๆ คน อีกครั้งครับ” ตามด้วยหนุ่มซังกยุน “ทุกครั้งที่ไปก็จะได้รับเสียงเชียร์ และความรักจากแฟนๆ ทุกคน มีแต่ความทรงจำที่น่าประทับใจจริงๆ ครับ” ใครยังไม่มีบัตร จับจองได้ที่ http://www.thelimethailand.com บัตรราคา 5,800 บาท (VVIP)/4,900 และ 1,900 บาท และพิเศษสุดๆ ผู้จัดใจดีเพิ่มจำนวนบัตร VVIP จาก 200 ที่นั่งเป็น 250 ที่นั่งอีกด้วย